สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:19 น.

คุกคามทางเพศ2

จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

โดยล่าสุด “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก “Somyot Pruksakasemsuk” ขอน้อมรับผิดและกล่าวคำขอโทษต่อคู่กรณี ระบุว่า ” คำขอโทษ

ผมขอโทษคุณ A ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณ A ได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกันคิดว่า ความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก คุณ A อายุ 25 ปี ผมอายุ 64 ปี มีความแตกต่างทางอายุตามที่บอกเล่า แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันสองปี ปีแรกยังประคับประคองไปด้วยกันได้ ปีที่สอง เป็นความสัมพันธ์ที่เแปลกแยกต่อกัน ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณ A ต้องการให้ปกปิดความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันและผมก็ร่วมปกปิดไปด้วย เราอยู่ด้วยกันและมีการทะเลาะกันและมีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกลาจากกัน

ขอโทษคุณ A อีกครั้ง ขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคืองกับการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้ จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง “

Screenshot 2026-08-22 110812

ขณะที่โพสตืดังกล่าว นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ คอลัมนิสต์และนักวิชาการอิสระ ก็ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นพร้อมตั้งคำถามว่า

” แล้วพี่จะไม่พูดถึงการละเมิดหรือคุกคามทางเพศที่พี่กระทำต่อเพื่อนนักกิจกรรมในอดีต (โดยเฉพาะคนที่เป็นรุ่นน้องหรือรุ่นลูกของพี่) ด้วยหรือครับ ผมว่ามีนะ เห็นมีคนอื่นพูดถึงหลายกรณีมาก แต่ถ้าพี่มองว่ามันไม่เป็นการคุกคามทางเพศก็แล้วไปครับ ผมคิดว่า มันไม่น่าจะจบแค่เคส คุณ A นะครับ ผมว่าเคลียร์ให้หมด ขอโทษให้หมด และสัญญาให้เต็มที่ว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ” 

ด้าน นายสมยศ ได้เข้าไปตอบกลับว่า ” ได้ครับ ผมขอโทษทุกกรณี และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ” 

คอมเมนต์

คุกคามทางเพศสมยศพฤกษาเกษมสุขอดีตนักโทษม.112

ปวินไม่ทน จี้ จัดหนัก นักโทษม.112 คนดัง ล่วงละเมิดทางเพศ แฉพฤติกรรมแบบนี้มีเยอะ เหยื่อเคยเปิดโฟนให้ฟังสดๆ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:02 น.

ปวิน

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยมาตรา 112 อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ได้โพสต์ Facebook กรณีนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ปวิน ระบุว่า “เพิ่งได้อ่านเรื่องราวที่นักกิจกรรมการเมืองผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศจากแกนนำอาวุโสชายคนหนึ่ง ยอมรับว่าตกใจมาก ประการแรก ขอบคุณในความกล้าหาญของน้องผู้หญิงคนนั้นที่ออกมาพูดเรื่องนี้ จนทำให้คนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากชายอาวุโสคนนี้ได้ออกมาพูดเรื่องเดียวกัน มันต้องใช้ความกล้าหาญมากในการเล่าเรื่องที่สร้างบาดแผลให้กับชีวิต ขอบคุณมากค่ะ ประการที่สอง ขบวนการประชาธิปไตยของไทยจำเป็นต้องถกเถียงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และต้องมีมาตรการลงโทษแกนนำอาวุโสชายคนนั้น ซึ่งรวมถึงมาตรการทางกฎหมาย เราปล่อยให้คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามลอยนวลจากความผิดมามากพอแล้ว อย่าปล่อยให้คนที่อยู่ในขบวนการเดียวกันสามารถลอยนวลจากความผิดเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นเราต้องถามกับตัวเองว่า เราต่อสู้กับใคร กับอะไร และเพื่ออะไร

พฤติกรรมของชายอาวุโสคนนั้น อาจจะไม่ใช่มีเพียงแค่คนเดียว ดิชั้นได้ยินเรื่องเหล่านี้มาพอสมควร ยังมีนักกิจกรรมชายคนอื่นๆ ที่ชอบโทรศัพท์เกี้ยวนักกิจกรรมหญิง ผู้ลี้ภัยหญิง ใช้ภาษาที่มีความหมิ่นแหม่และอาจเข้าข่ายการละเมิดด้วยวาจา ดิชั้นเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่บทสนทนานี้เกิดขึ้นด้วย โดยน้องผู้หญิงคนนั้นเปิด Speaker โดยคนที่โทรมาไม่รู้ว่ามีคนอื่นฟังอยู่ ณ นาทีนั้น อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องขำขัน แต่เมื่อทุกอย่างตกผลึก เราก็ตระหนักว่า นี่มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการละเมิดทางเพศ

ดิชั้นบอกกับสหายหลายคนบนเส้นทางนี้ กับคนใกล้ชิด กับคนที่ทำงานด้วย — อย่ามีความเกี่ยวข้องทางเพศกับคนในขบวนการเดียวกัน ถ้ามีความใคร่ ก็ไปซื้อกิน แต่อย่าทำอย่างนี้กับคนที่เราทำงานด้วย โดยเฉพาะกับคนที่อายุน้อยกว่าเรา เพราะมันทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธา และอะไรอื่นๆ อีกมาก ต่อสู้กับเผด็จการก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาเจอปีศาจในพวกเดียวกัน ฟังแล้วหดหู่ใจมาก”

รายงานข่าวแจ้งว่า นักกิจกรรมอาวุโสดังกล่าวเป็นอดีตเอ็นจีโอด้านแรงงาน เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เคยทำนิตยสารเสื้อแดงจนต้องโทษคดี ม.112 หลายปี ทำให้มีภาพเป็นฮีโร่ ของนักกิจกรรมรุ่นใหม่ด้วย

คุกคามทางเพศปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์อดีตนักโทษม.112

ส่องชุดผ้าพระราชทาน ครม.สัญจร สงขลา

22 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

ส่องชุดผ้าพระราชทาน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความพร้อมการเตรียมการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 จังหวัดสงขลาได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การจัดนิทรรศการ การนำเสนอข้อเสนอการพัฒนาจังหวัด และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้คณะรัฐมนตรีสวมชุดผ้า “ลายราชวัตร” ซึ่งเป็นผ้าที่มีการทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็ก ๆ แล้วเรียกชื่อว่า “ลายก้านแย่ง” หรือ “ลายคอนกเขา” เหตุเพราะมีลวดลายผ้าคล้ายกับขนคอของนกเขาชวา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเมืองสงขลาและแหลมมลายู เมื่อ พ.ศ.ศ. 2443 คุณยายก่ำ ภัทรยนม์ ได้นำผ้าผ้าทอมือที่สวยที่สุดในสมัยนั้น ขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผ้าที่พอจากกี่มือ (4 ตะกอ) พระองค์พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก จึงพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า “ลายรายวัตร” ซึ่งแปลว่า กิจวัตรหรือการกระทำ หลังจากพระองค์เสด็จฯ กลับ ผ้าทอลาย “คอนกเขา” จึงถูกเรียกต่อ ๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้ในนาม “ผ้าทอลายราชวัตร”

ส่องชุดผ้าพระราชทาน ครม.สัญจร สงขลา

พร้อมกันนี้ ในกิจกรรมช่วงเย็นของวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการฯ ได้จัดเตรียมชุดผ้าลายพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ” ประเภทผ้าบาติกให้คณะรัฐมนตรีสวมใส่ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงต่อยอดดอกไม้พระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ผ้าลายพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ” ที่ทุกลายล้วนเปี่ยมไปด้วยความหมายในการน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เตรียมกระเป๋าเชือกกล้วย “กลุ่ม กอร์ตานี” OTOP อำเภอหาดใหญ่ นำมาเป็นของที่ระลึกให้กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการนำกาบกล้วยมาทำเป็นเส้นเชือก ด้วยคุณสมบัติเส้นเชือกมีความเหนียว สามารถนำมาต่อยอดงานหัตถกรรมได้ จึงได้เรียนรู้และลองขึ้นงานสานโดยใช้ภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน และได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนมีลูกค้ามากขึ้น ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกร่วมงานกว่า 40 ครอบครัว โดยสมาชิกกลุ่มทำเชือกส่งให้กลุ่มจักสาน ใช้วัสดุเหลือทิ้งในชุมชนสร้างรายได้หลักและรายได้เสริมให้กับหลายครอบครัวปัจจุบันขยายเครือข่ายหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดสงขลาและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มพันธมิตรทางการค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น

ส่องชุดผ้าพระราชทาน

ครม.สัญจรผ้าพระราชทานสงขลา

กทม. ซ้อมใหญ่แผนรับมือแผ่นดินไหว จำลองอพยพผู้บาดเจ็บหมู่ BTS สุรศักดิ์

22 สิงหาคม 2569 เวลา 09:13 น.

กทม.

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 ส.ค.69 พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมสังเกตการณ์การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุและระบบบัญชาการเหตุการณ์สาธารณภัยจำลองกรณีเกิดแผ่นดินไหว ณ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์ และโรงพยาบาลเลิดสิน โดยมี ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) โรงพยาบาลเลิดสิน บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) สำนักงานเขตสาทร สำนักงานเขตบางรัก สถานีดับเพลิงและกู้ภัยยานนาวา สถานีตำรวจนครบาลท้องที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง มูลนิธิร่วมกตัญญู และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมซักซ้อมปฏิบัติการ

รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สาธารณภัยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด การซ้อมแผนจึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ทุกหน่วยงานรู้บทบาทและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประเมินว่าบุคลากร อุปกรณ์ และทรัพยากรที่มีอยู่เพียงพอหรือจำเป็นต้องเพิ่มเติมส่วนใด ครั้งนี้จำลองเหตุ แผ่นดินไหวบริเวณสถานี BTS สุรศักดิ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก โดยทดสอบการทำงานร่วมกันของ BTS เขตสาทร ศูนย์เอราวัณ หน่วยกู้ภัย กู้ชีพ และโรงพยาบาลเลิดสิน ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ เข้าพื้นที่ ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย คัดแยกผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงการส่งต่อและบริหารจัดการเตียง

กทม.

รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ กทม. ปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในการซ้อม ไม่ให้ซ้ำเดิม พร้อมยกระดับความคาดหวังให้ทุกหน่วยงานทำงาน เร็วขึ้น ประสานงานแม่นยำขึ้น และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถนำบทเรียนจากการซ้อมไปใช้รับมือเหตุจริงได้ โจทย์สำคัญคือ การบริหารจัดการผู้ประสบภัยจำนวนมากและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นระบบและลดระยะเวลาในการเข้าถึงผู้ประสบภัย

“กทม. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ เพราะการรับมือสาธารณภัยไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัย พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” รองปลัดฯ เลิศลักษณ์ กล่าว

กทม.

สำหรับการฝึกซ้อมในครั้งนี้จำลองสถานการณ์วิกฤตเหตุแผ่นดินไหวในเขตเมือง ขณะมีรถไฟฟ้า BTS จอดให้บริการอยู่ ณ สถานีสุรศักดิ์ ส่งผลให้มีผู้โดยสารทั้งบนขบวนรถและชานชาลาได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเกิดการอพยพประชาชนลงจากสถานีพร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน โดยการฝึกซ้อมมุ่งเน้นการบูรณาการระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) ทั้งสองระดับ ประกอบด้วย

1.การควบคุมสถานการณ์และอพยพในพื้นที่: โดยมี ผู้อำนวยการเขตสาทร ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ BTS สถานีดับเพลิงฯ ยานนาวา และตำรวจ ในการควบคุมพื้นที่ อำนวยความสะดวกการอพยพ และดูแลความปลอดภัยโดยรอบ

กทม.

2.การกู้ชีพและการแพทย์ฉุกเฉิน: โดยมี โรงพยาบาลเลิดสิน ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์ (Medical Incident Commander) นำทีมศูนย์เอราวัณ เครือข่ายโรงพยาบาล และมูลนิธิกู้ภัย เข้าพื้นที่เพื่อคัดแยกผู้บาดเจ็บ (Triage) ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และลำเลียงผู้ป่วยส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อทดสอบระบบการรองรับผู้ป่วยบาดเจ็บจำนวนมาก (Mass Casualty Incident: MCI)

ผลการปฏิบัติการฝึกซ้อมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกหน่วยงานสามารถประสานการทำงานและปฏิบัติตามขั้นตอนแผนเผชิญเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยทดสอบความพร้อม รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการจริง และเพิ่มศักยภาพความปลอดภัยในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในกรณีเกิดเหตุสาธารณภัยที่ไม่คาดคิดในอนาคต

กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.

BTSกทม.ซ้อมใหญ่แผ่นดินไหว

นายกฯ เดินทางกลับไทย เตรียมบินด่วนลงพื้นที่น่าน ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

22 สิงหาคม 2569 เวลา 08:08 น.

อนุทิน

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ กลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในเวลาประมาณ 19.45 น. วันที่ 22 สิงหาคม ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ก่อนเตรียมลงพื้นที่จังหวัดน่าน ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหา และเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ในการเดินทางกลับของนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้มีนายทาฮา แมคเฟอร์สัน (Mr. Taha Macpherson) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ด้านนโยบายและแผน ในฐานะผู้แทนรัฐบาลนิวซีแลนด์ พร้อมด้วยนางเรย์ลีน ซีอาลี ทากาลอ ลูฟาลานี (H.E. Ms. Raylene Siale Tagaloa Liufalani) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย นางสาวซาราห์ วอล์ช (Ms. Sarah Walsh) อธิบดีกรมพิธีการ กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ และนางสาวรูธ ลูอิส (Ms. Ruth Lewis) หัวหน้าผู้รับผิดชอบการเยือน สำนักงานการเยือนและพิธีการ ร่วมส่งนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยมีนายมงคล วิศิษฎ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวลลิงตัน ร่วมด้วย

อนุทิน

ทางด้านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีจะกลับมาปฏิบัติภารกิจภายในประเทศต่อทันที โดยให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านและการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

การเมืองนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อนุทิน ชาญวีรกูลออสเตรเลีย

นายกฯ พบคนไทยในโอ๊คแลนด์ รับฟังปัญหาแรงงาน–อาชีพ ย้ำรัฐบาลดูแลไม่ว่าอยู่ที่ไหน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 07:59 น.

นายกฯ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ณ ห้อง Harbour 1 ชั้น 2 โรงแรม Park Hyatt Auckland นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ พบปะชุมชนไทยในนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีคณะสงฆ์ นำโดยพระราชวรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดญาณประทีป นิวซีแลนด์ ผู้ประกอบการไทย และคนไทย เข้าร่วมกว่า 100 คน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กราบนมัสการพระสงฆ์ พร้อมกล่าวทักทายคนไทย และแสดงความยินดีที่เห็นชุมชนไทยในนิวซีแลนด์มีความเข้มแข็ง มีอาชีพและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ และพร้อมรับฟังความคิดเห็น ความต้องการ และปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม

นายกฯ

“ประชาชนทุกคนคือเจ้านายของรัฐบาล หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายกรัฐมนตร ีกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่คนไทย

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งนี้ว่า การหารือกับผู้นำทั้งสองประเทศเป็นไปด้วยดี สามารถต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งการค้า การลงทุน เทคโนโลยี พลังงานสะอาด การเกษตร การศึกษา และความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยมุ่งใช้จุดแข็งของไทย ทั้งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในประเทศ ตลอดจนนำองค์ความรู้มาต่อยอด สร้างทักษะ อาชีพ และรายได้ให้แก่คนไทย

นายกฯ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำเร็จของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศว่า เป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพของคนไทยในการสร้างและขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ พร้อมขอให้คนไทยช่วยกันสร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอจากชุมชนไทย โดยเฉพาะประเด็นด้านแรงงานและการประกอบอาชีพ ซึ่งรัฐบาลจะนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายนิวซีแลนด์ เพื่อแสวงหาแนวทางเพิ่มโอกาสให้แรงงานไทย ควบคู่กับการดูแลสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม

นายกฯ

โอกาสนี้ พระราชวรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดญาณประทีป กล่าวชื่นชมและให้พรคณะรัฐมนตรี พร้อมขอให้ทุกคนยึดมั่นในสติ ขันติ เมตตา และการให้อภัย เนื่องจากต้องแบกรับภาระในการบริหารประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสามัคคี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน “รัฐนาวา” คือประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมอวยพรให้คณะรัฐมนตรีประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่คนไทยที่เข้าร่วมงานแสดงความยินดีที่ทราบว่า การบินไทยจะกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในปีหน้า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน พร้อมแสดงความประสงค์ที่จะเห็นการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์มากยิ่งขึ้น

นายกฯ

ภายในงาน นางอุบล สจ๊วต เจ้าของสวนดอกไม้ NP Flow และนางวรรณิสา ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งมานูก้า ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยในนิวซีแลนด์ ได้มอบดอกไม้เป็นที่ระลึกแก่นายกรัฐมนตรี จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะร่วมถ่ายภาพกับคนไทย ก่อนเดินทางไปยังท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงค่ำวันนี้

นายกฯ
นายกฯ
นายกฯ

การเมืองนิวซีแลนด์อนุทิน ชาญวีรกูลโอ๊คแลนด์

วอนอย่าตัดเงินบำนาญสส. วันนอร์ครวญ เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษา ถูกไล่ออกจากบ้านเช่า

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

วันนอร์”ขอกมธ.งบประมาณฯ ปี 2570 เติม 600 ล้านบาทให้“กองทุนบำนาญสส.-สว.”ยกเคส“อดีตสส.ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล” หลังมิถุนายนไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี70 ด้าน‘ชาดา’หนุน ชี้ สส.ไม่รวยทุกคน”วิปรัฐบาล” เคาะถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 26ส.ค.นี้ ให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ 8 ชั่วโมง ด้านโพลพระปกเเกล้า เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ1 ขณะที่กกต.ที่โหล่ ชี้ประชาชนอยากเห็นความคืบหน้าคดี

เมื่อวันที่ 21  สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

ช่วงหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.อภิปรายถึงกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตนได้รับโทรศัพท์จากอดีต ส.ส. ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้วเพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีต ส.ส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีต ส.ส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก

 ‘วันนอร์’ของบ600ล้านให้สส.-สว.

“อดีต ส.ส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต ส.ส.มาขอเงิน 1,800คน ที่ไม่มาขอ 458คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600-700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาท ไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภาขอ ครม.ของบกลางในวันสุดท้าย ก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

อ้างแม้อดีตสส.ชาวบ้านมาหาทุกวัน

นายวันนอร์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี อย่าคิดว่าเป็นอดีต ส.ส.แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีต ส.ส.ชาวบ้านยังมาหาและมีภาระมากกว่า ส.ส. เพราะอดีต ส.ส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วนส.ส.อ้างได้ว่า มาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้นขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่า หลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีต ส.ส. ดังนั้นหากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่า จะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุนที่มีประธานสภาเป็นประธานกองทุน

ภราดรเล็งหารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง

ด้าน นายภราดร กล่าวว่า เหมือนที่ นายวันนอร์ อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกตที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ ส.ส.และอดีต ส.ส. คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต ส.ส.รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย ส.ส.ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่า นักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ

 ‘ชาดา’หนุนเพราะสส.ไม่รวยทุกคน

ขณะที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะ กมธ.กล่าวว่า สภาพส.ส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็นส.ส.ในอดีต ไม่มีที่ ส.ส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆว่า เขาสอนให้คอร์รัปชั่นอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่าถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น ส.ส.ตนมองว่า พูดง่ายไป หาก ส.ส.มีเงินจะถูกมองว่า มาหากิน ดังนั้นแนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจเพื่อนส.ส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย

นัดพิจารณาพรก.กู้เงิน26สิงหาคมนี้

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม ในการประชุมสภาฯ จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของสส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00น.และคาดว่าจะลงมติในเวลา 21.00 น. วิปรัฐบาลจะนัดหารือรายละเอียดการพิจารณา พ.ร.ก. ในวันที่ 24 สิงหาคม รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

ปชช.32%จี้ศาลรธน.แจ้งคืบหน้าคดี

วันเดียวกัน สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.”โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10ส.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1.ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด รองลงมา 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวม 2อันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

เชื่อมั่นองค์กรกกต.น้อยที่สุด3.8%

2.ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติดๆ โดย31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมา 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น ขณะที่ 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), 10.9% คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), 6.6% คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น้อยที่สุด เพียง 3.8%

คนใต้เชื่อมั่นกสม.รองจากศาลรธน.

ส่วนรายภูมิภาค“ศาลรัฐธรรมนูญ”มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ 44.8% ภาคใต้ 37.5% และภาคตะวันออก 29.6% ขณะที่ คตง./สตง.มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพฯ 28.9% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38.4% และภาคกลาง 33.5% กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง 34.7% แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึง 1 ใน 3 และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวองค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น 3.ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต.เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ โดย 23.7% ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้งสูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

จี้กกต.เพิ่มประสิทธิภาพจัดเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาระดับ“น้อย-น้อยที่สุด” พบว่า51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดใน 6ด้าน รองลงมา คือ50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มีผู้ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ถึง 1 ใน 4 ขณะที่ระดับ “น้อย-น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต.ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ตัดบำนาญสส.วันนอร์ไล่สส.จากห้องเช่า

สัมพันธ์แน่น ไทยผนึก‘นิวซีแลนด์’ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯ อนุทิน จับมือ นายกฯ คริสโตเฟอร์ ลักซอน ประกาศศักดาฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ ยกระดับไทย–นิวซีแลนด์สู่“หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” อย่างเป็นทางการ กางแผนยุทธศาสตร์ร่วมดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายจากปัจจุบัน 1.05 แสนล้านบาทให้พุ่งขึ้น 3 เท่า สู่ระดับ 2.46 แสนล้านบาท ภายในปี 2588 พร้อมปิดดีลความร่วมมือรอบด้าน ทั้งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ดันไทยเข้า OECD และเตรียมฟื้นเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในเดือนมีนาคม 2570 เชื่อมสองประเทศบูมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ที่ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ถึงความสำเร็จในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า3เท่า

นายคริสโตเฟอร์  ลักซอน ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าการพบปะหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต โดยนิวซีแลนด์มองว่าประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของอาเซียน ซึ่งเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคน ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 1.05 แสนล้านบาท) โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าให้เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 ควบคู่ไปกับการยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีนิวซีแลนด์-ไทยให้ทันสมัย

นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมประกาศมอบเงินสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 105 ล้านบาท) แก่สถาบันความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค อีกทั้งยังมีการลงนามข้อตกลงเชิงพาณิชย์ฉบับใหม่ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูงรวมถึงเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย

ยกระดับสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์

ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ในโอกาสครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ พร้อมระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเปิดบทใหม่ของมิตรภาพอันยาวนานของทั้งสองประเทศ โดยตนและนายกรัฐมนตรีลักซอนได้ลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Joint Declaration on the Strategic Partnership) ซึ่งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์สู่ระดับที่สูงขึ้น

ร่วมมือสู้อาชญากรรมข้ามชาติ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การหารือครั้งนี้มีรัฐมนตรีสำคัญของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม และมุ่งเน้นความร่วมมือ 4 เสาหลัก ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 (Joint Plan of Action 2026–2030) ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประการแรก ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ และการค้ามนุษย์ รวมถึงส่งเสริมการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ขยายการค้าและการลงทุน

ประการที่สอง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจสีเขียว เกษตรกรรมยั่งยืน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายเป็น 3 เท่า หรือ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.46 แสนล้านบาท) ภายในปี 2045 และจะร่วมกันพัฒนาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (Thailand–New Zealand Closer Economic Partnership: TNZCEP) เพื่อสร้างโอกาสใหม่แก่ภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่คณะผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำของไทยได้ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ และได้พบหารือกับรัฐบาลและภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ และส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

ประการที่สาม ความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ นวัตกรรม และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลไกที่อาเซียนเป็นแกนนำ รวมถึงเอเปค และเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อพัฒนาการในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และยืนยันความสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐานและระบบพหุภาคี ในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความสามารถในการรับมือกับความท้าทาย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีลักซอน รัฐบาล และประชาชนชาวนิวซีแลนด์ สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและไมตรีจิตที่มอบให้นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยตลอดการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งนี้

ลงนามหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ภายหลังการแถลงข่าวร่วม นายกฯทั้งสองร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ และร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ (1) ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ และ (2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนแห่งราชอาณาจักรไทย และ Education New Zealand ประเทศนิวซีแลนด์ (3) บันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจนิวซีแลนด์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน (4) ความตกลงของภาคเอกชน คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Chata Instruments Company Limited กับบริษัท Aeroqual Limited

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่าด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ มิตรภาพระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความสัมพันธ์ได้รับการยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แล้ว เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีความใกล้ชิด ลึกซึ้ง และมีพลวัตมากยิ่งขึ้น พร้อมนำมาซึ่งประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

ฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอรับการสนับสนุนจากนิวซีแลนด์ ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ มากไปกว่านั้น ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือ การบินไทยมีแผนกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ และโอ๊คแลนด์อีกครั้ง โดยตั้งเป้าเริ่มให้บริการในเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวจะพยายามเร่งรัดให้เร็วกว่ากำหนด เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน การศึกษา และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

พาชมเครื่องบินบริษัท NZAero

ต่อมา เวลา 15.00 น. ที่โรงจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยาน Ardmore นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเครื่องบินของบริษัท NZAero ด้วยตนเองโดยมีนายสตีเฟน เบอร์โรว์ ผู้บริหารบริษัท NZAero ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท พร้อมนำนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการจัดแสดงเครื่องบิน และการสาธิตเครื่องบินเล็ก CT-4 อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยี่ยมชม NZAero ครั้งนี้สะท้อนถึงสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยประเทศไทยมีความผูกพันกับเครื่องบินของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำมาใช้ในภารกิจฝนหลวง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการใช้เป็นเครื่องบินฝึกบินในประเทศไทย รวมถึงการฝึกบินของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

 ‘อนุทิน’ชี้สะท้อนมิตรภาพ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนเองเคยใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวในการฝึกบินเช่นกัน โดยเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัยสูง จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมชมเครื่องบินรุ่นที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ที่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชมเครื่องบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดและมิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยี่ยมชมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดไปสู่การขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบิน ให้มีความใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร ยกระดับขีดความสามารถ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของทั้งสองประเทศในอนาคต

ต่อยอดให้เป็นประโยชน์กับคนไทย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Top Flying Limited กับบริษัท NZAero ด้วย

ทั้งนี้ การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแสวงหาองค์ความรู้และโอกาสจากความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เติบโตและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

นายกฯไทยนิวซีแลนด์

ปปช.คุ้ยคดีโกงสอบ จบแค่อธิบดี สาวไม่ถึงระดับชาติ อปท.โล่งอกเคลียร์สถ. เดินหน้าเชือดขรก.ขี้ฉ้อ ส่งทีมนิติกรลงไปช่วย นิรัตน์การันตีปลอดภัย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.เผยคดีโกงสอบมหาประลัย จ่อจบแค่“อธิบดี-นักการเมืองท้องถิ่น” ยังสาวไม่ถึงนักการเมืองระดับชาติ แย้มตัวละครใหม่ โยงอธิบดีรายใหญ่ อีก 2 คนส่อมีเอี่ยว ด้าน สถ.พร้อมส่งนิติกรลงไปช่วย อบจ.-เทศบาลเดินหน้าถอนบรรจุ ขรก.ขี้ฉ้อ “นิรัตน์”เคลียร์นายกสมาคม อบต.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งส่วนกลาง บอก “มันจบแล้วครับนาย”

เมื่อเวลา 12.35  น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิรัตน์   พงษ์สิทธิถาวร   รองปลัดกระทรวงมหาดไทยและรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตรียมทีมกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั่วประเทศเดินหน้าเพิกถอนผู้มีรายชื่อเกี่ยวข้องในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ใช้คำว่าบริหารบัญชีดีกว่า เราใช้บัญชีที่ถูกต้อง ที่มีการตรวจตั้งแต่วันแรกแล้ว ซึ่งทางสถ.ขยายผลจากมติคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง)ซึ่งมีใบผลคะแนนที่ถูก และที่เคยอ้างว่าถูกแต่จริงๆ แล้วผิด แนบไปให้คณะกรรมการข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัด (ก.จังหวัด) ประทับเป็นเอกสารลับ หากจังหวัดใดยังไม่ได้ประชุม ก.จังหวัด อาจจะรู้แค่ชื่อ แต่ยังไม่เห็นใบคะแนนอย่างแน่นอน การที่ไม่เห็นใบคะแนนไม่แปลก เพราะตนไม่ได้โพสต์ลงช่องทางโซเชียล โพสต์ไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัว แต่เมื่อประชุมแล้วก็จะเหมือน นายก อบจ.ลำพูนวันก่อนที่พอเห็นใบคะแนนแล้วร้องอ๋อ บอกครบนี่ จบเลย

ส่งนิติกรไปช่วยท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งทีมมอนิเตอร์เรื่องของการฟ้องร้องหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า อันนี้ด้วยความเป็นห่วง นายก อบจ. นายก อบต.นายกเทศมนตรีทุกเทศบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยรวมถึงนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย จึงบอกว่าเป็นห่วง เผื่อกรณีที่เขาถูกฟ้องจากผู้ที่เราไปเพิกถอนการบรรจุ เราจะช่วยอะไรเขาได้ จึงมีการตั้งทีมนิติกร ซึ่งมีทุกจังหวัดอยู่ในสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ตนให้มอนิเตอร์ทุก อบจ. อบต. เทศบาลเลย หาก อบจ. อบต. หรือเทศบาลไหนถูกฟ้อง ซึ่งเขามีนักกฎหมายและนิติกรอยู่ แต่เราไม่ปล่อย เราจะส่งนิติกรจากท้องถิ่นจังหวัดไปช่วยเลย ทั้งหลักฐาน ผลคะแนนสอบซึ่งทาง สถ.จะประสานข้อมูลในเรื่องคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด อัยการคดีปกครอง ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะประสานงานกันอยู่

เมื่อถามว่า รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ชุดที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธานหรือยังว่า มีการเชื่อมโยงไปถึงอธิบดี สถ.คนเก่า นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารรายละเอียดทั้งหมด

เปลี่ยนตัวบุคคล สกถ.

เมื่อถามอีกว่า มี 1 ข้อเสนอให้ยุบ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นายนิรัตน์ กล่าวว่า กสถ.ไม่ใช่องค์กร เป็นโครงสร้างหนึ่งที่มีภารกิจในการจัดสอบ เดี๋ยวต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องตัวบุคคล แต่หากฝ่ายนโยบายจะให้เขียนข้อกฎหมายเกี่ยวกับ กสถ.ใหม่ จะรับไปปฏิบัติ

เมื่อถามว่า ในรายงานพบว่า มีการพบเส้นเงินมากกว่า 9 พันล้านบาท นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในทางคดีอาญา เรื่องเส้นเงิน ต้องบอกว่า ตนไม่ได้ทำ ตรงนี้เป็นเรื่องของตำรวจ ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ดำเนินคดีทางอาญา จะรู้ดีกว่าตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายนิรัตน์ระบุว่า จะมีการรื้อโครงสร้าง กสถ. ระหว่างนี้มีการรื้อไปบ้างแล้วหรือยัง นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยัง ขอดูในเรื่องของการบริหารบัญชีผู้เข้าสอบที่ถูกต้องก่อน

เมื่อถามว่าการถอดถอนหลังจากนี้มีความกังวลว่า ผู้ที่ถูกเพิกถอนจะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องตรงไปตรงมาตามผลคะแนน เรามีหลักฐานยืนยัน ไม่ได้แกล้งใคร ตนไม่ดูชื่อใครเลยตามนโยบายนายกฯ ปิดชื่อถือพฤติกรรม จำเป็นต้องทำอย่างนั้นจริงๆ ถึงใครก็คนนั้น คะแนนไม่ถึงก็ถอนออก คดีจะผิดหรือไม่ผิดให้ไปฟัง ป.ป.ช.และตำรวจ เมื่อถามย้ำว่า หลังจากนายปกรณ์ส่งรายงานไปยังนายกฯ ทางนายกยังไม่ได้สั่งการให้ดำเนินการอะไรเพิ่มเติมใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยัง

เคลียร์สมาคมอบต.

ทั้งนี้  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายนิรัตน์ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม จ.ปทุมธานี ในฐานะนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งมาร่วมประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ที่มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธาน ได้ถือโอกาสเข้ามาพูดคุยกับนายนิรัตน์ พร้อมระบุว่า มั่นใจว่า สถ.ได้ส่งหลักฐานมายังสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และทางท้องถิ่นทั่วประเทศจะเพิกถอนข้าราชการ และมั่นใจว่า ทุกคนจะไม่โดนฟ้องอย่างแน่นอน พร้อมกับบอกนายนิรัตน์ว่า “มันจบแล้วครับนาย” จากนั้นนายนิรัตน์ได้โอบไหล่นายวิระศักดิ์ และยังจับมือกันด้วย

จบแค่อธิบดีนักการเมืองท้องถิ่น

เช้าวันเดียวกัน นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องการและปราบปรามการทุจริต(กมธ.ปปช.)สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่ กมธ.ตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่นว่าได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการชุดของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นประธานตรวจสอบและทางป.ป.ช. โดยทางป.ป.ช.ระบุว่า เบื้องต้นข้อมูลไปถึงข้าราชการระดับ 10 ที่เหลือไปไม่ถึงกว่านั้น ส่วนที่มีใครบ้าง ก็เกี่ยวพันตั้งแต่การร่างทีโออาร์ ส่วนนักการเมือง ที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นมีแต่นักการเมืองท้องถิ่น

เมื่อถามว่าไปถึงแค่อธิบดี 1 คน และมีนักการเมืองท้องถิ่นใช่ไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีเท่านี้ เป็นข้อมูลจากการสอบพยาน 500 กว่าปาก จาก 5 พันกว่าปาก พบเส้นทางการเงินประมาณ 9 พันล้านบาท ซึ่งจาก 500 ปาก มีไปถึงแค่ระดับ 10

เมื่่อถามว่า เงิน 9 พันล้านบาทนี่เกี่ยวกับอธิบดีกับนักการเมืองท้องถิ่น มันจะจบแค่นี้ไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เราพยายามให้คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทุกระดับมารับโทษ แต่ข้อเท็จจริงพยานหลักฐานมีแค่นี้ และยังมีอธิบดีตั้งแต่ร่างทีโออาร์ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งปปช.ได้ข้อมูลจำนวนมาก ก็จะเสนอต่อปปช.ไต่่สวนต่อไป

โยงถึงอธิบดี น.

เมื่อถามว่า กรณีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีสถ. เกี่ยวกับการจัดสอบ แต่อธิบดีที่เกี่ยวกับทีโออาร์ ก็จะมีอีกคนใช่หรือไม่ และมาจากไหน นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ เป็นข้อมูลจากคณะทำงานของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ให้ข้อมูลไว้

เมื่อถามว่าระบุชื่อหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ระบุ เมื่อถามต่อว่า นาย น.ใช่หรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ครับ และต่อจากนั้นก็มีอธิบดีอีกท่าน ที่ก่อนนายธีรุตม์

จับกุมไปหลายราย

เมื่อถามว่าแล้วนักการเมืองมีการระบุถึงใครบ้าง นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ในส่วนนักการเมืองไม่มีรายชื่อมาให้ นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า อยากชี้แจงกรณีม.บูรพา ที่มีการสอบแข่งขันในปี 2564 แต่ก่อนการสอบมีการจับกุมตัวปลัดเทศบาลแห่งหนึ่ง ที่จ.นครราชสีมา ที่เป็นกสถ.ด้วย และมีส่วนกับการสอบแข่งขัน เมื่อถามว่าเชื่อมโยงกับนายกควนกาหลง จ.สตูล ที่เป็นกรรมการกสถ.ด้วยกัน และหนีไปที่โคราช เมื่อถามว่าทำไมถึงยกเลิกการสอบที่ม.บูรพา ก็เพราะมีการจับการทุจริตสอบปลัดเทศบาลได้ จึงเป็นการยกเลิกทีโออาร์ แล้วเมื่อร่างทีโออาร์ใหม่ ม.บูรพา บอกไม่คุ้นชิน จึงจัดสอบไม่ได้ และไม่ได้มาเสนอราคา นี่คือข้อมูลที่ได้จากกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเชิญม.บูรพา มา แต่เขาไม่มา ดังนั้นข้อมูลที่ม.บูรพา ให้กับสื่อจึงไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่า แสดงว่าการทุจริตเชื่อมโยงตั้่งแต่ปี 2564 ที่ม.บูรพา เป็นผู้จัด นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ถูกต้องและเชื่อมโยงกับการสอบผู้บริหารท้องถิ่น ปี 2565 ที่ม.เกษตร ฯ เนื่องจากวันที่ไปสอบที่บางใหญ่นนทบุรี 11 ราย มี 5 รายที่เกี่ยวพันโกงสอบท้องถิ่นปี 65 จึงเป็นที่มาการตั้งคดีพิเศษ มาอีกคดีหนึ่ง

เมื่อถามว่าแม่ข่ายใหญ่โกงสอบ นี่เกี่ยวข้องที่จ.ศรีสะเกษไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ ดีเอสไอมาสอบสวนไปแล้ว และแจ้งความไปแล้ว 19 คดี ซึ่งเป็นเพราะการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ ทวงเงินคืนไม่ได้ ก็ไปแจ้งดีเอสไอ และเรามีหลักฐานชัดเจนเรื่องแชตไลน์ของคนจ่ายเงินให้นายหน้า ที่เอาเงินไปให้เจ้าหน้าที่ และเอาเงินไปให้บิ๊กบอส ที่อยู่ในส่วนกลาง โดยคนที่ศรีสะเกษ ที่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น แล้วมาสมัครสส.แต่สอบตก ก็เชื่อมโยงกับคนในดีเอสไอ แล้วเอาเงินไปให้บิ๊กบอสอีกที ซึ่งความคืบหน้าจะต้องเชิญดีเอสไอมาให้ข้อมูลกับกมธ.

ปปช.จี้สาวถึงผู้บงการ

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)แถลงถึงกรณีที่มีข้อครหาเรื่องการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีข้อมูลสะพัดว่ามีวงเงินหมุนเวียนสูงถึง 4,500 – 5,000 ล้านบาท โดยเรียกร้องไปยัง ปปช.ดีเอสไอให้สาวไปถึงตัวผู้บกการและคุ้มครองพยาน    ทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงฝ่ายบริหารว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งก็เพิ่งถูกจับกุมไป อีกทั้งกรรมการบางรายเคยมีประวัติถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีตอีกด้วย แม้บางคดีจะสู้จนหลุดไปได้ แต่คำถามสำคัญคือ ในช่วงเวลาแต่งตั้งเหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรอบคอบ รัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเป็นผู้กำกับดูแลและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้น

 “ถ้าวันนี้เราจับแค่คนที่มีรายชื่อกว่า 5,900 ราย สุดท้ายเราก็จับได้แค่ปลาตัวเล็กเอาไปสังเวย แล้วปล่อยให้ปลาตัวใหญ่ลอยนวล กระบวนการยุติธรรมก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่หลอกประชาชน แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดก็จะถูกตัดตอนไปไม่ถึง วันนี้่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเอาจริงเอาจัง เราต้องจับปลาตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังบงการกระบวนการเหล่านี้และเอาติดคุกให้หมด โดยเฉพาะนักการเมืองระดับสูง” นายพงศกร ระบุ

สอบนายอำเภอโปร่งใส

กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียน กรณีข้อพิรุธการสอบนายอำเภอปี พ.ศ.2566 และข้อสงสัยกระดาษคำตอบ พิมพ์ปี พ.ศ. ผิด โดยมีเนื้อหาระบุว่า กรมการปกครองขอเรียนว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 ได้เริ่มกระบวนการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 และดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.2566 โดยกระบวนการสอบคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว

ทั้งนี้ กรมการปกครอง ขอเรียนยืนยันว่าการจัดสอบคัดเลือกดังกล่าวไม่อยู่ในห้วงเวลาการทำหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมทาดไทยชุดปัดปัจจุบันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากผู้ร้องเรียนเห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรรมจากรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป

เชือดข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นโยงอธิบดี

ผู้นำฝ่ายค้าน เฟิร์มเตรียมถกพรรคร่วมฯเคาะ ยื่นซักฟอก เน้นตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ยังอุบจองกฐินใคร

21 สิงหาคม 2569 เวลา 22:03 น.

’ผู้นำฝ่ายค้าน‘ เฟิร์มเตรียมถกพรรคร่วมฯเคาะ ยื่นซักฟอก เน้นตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ กัดกินประเทศ ยังอุบจองกฐินใคร ชี้ ‘คดีฮั้ว สว.’ ต้องบี้ก่อน กกต.มีมติ 31 ส.ค.นี้
 
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ว่า ขอรอการหารือกับพรรคฝ่ายค้านก่อน และขอยังไม่เปิดเผยวันหรือกำหนดเวลายื่นญัตติว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ขอยังไม่ออกตัวก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาททางการเมือง 

เมื่อถามว่า ทิศทางของฝ่ายค้านจะไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะมีอุดมการณ์บางอย่างที่อาจจะไม่เหมือนกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ใครที่ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลก็สามารถคุยได้หมดอยู่ที่ว่าแต่ละพรรคประสงค์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ ยืนยันเพียงใครไม่ได้เป็นรัฐบาลจะส่งเทียบเชิญมาพูดคุย
 
เมื่อถามว่า จากที่คุยมาพรรคใดมีเงื่อนไขหรือไม่ว่าประเด็นใดไม่ต้องการอภิปรายหรือเรื่องไหนต้องการขยี้เป็นพิเศษ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีการคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเพียงการคุยต่างวาระต่างโอกาส แต่จะมีเวทีพูดคุยภายในพร้อมกันอีกครั้ง จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละพรรคจะมีเงื่อนไขการอภิปรายอย่างไรบ้าง
 
เมิ่อถามว่า การล็อกเป้าอภิปรายของพรรคประชาชน นอกจากนายกรัฐมนตรีแล้ว มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอหารืออย่างเป็นทางการกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆก่อน ทั้งนี้ ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอด ซึ่งข้อมูลที่ได้เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ เช่น การโกงฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลในตอนนี้ เพราะ กกต. กำลังมีมติต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่เราได้รับมาจากคนที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ดังนั้น ขอยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังกัดกินประเทศจากภายในอย่างไรบ้าง

การเมืองซักฟอกฝ่ายค้านสีน้ำเงิน