ไม่มีอะไรน่ากังวล! สมชัย ปัดทีมคุ้มกัน หลังคนแห่โทรห่วง ปมโดน ณัฐวุฒิ ผลักตกจักรยาน

4 กันยายน 2569 เวลา 17:43 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 จากกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม มือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ต่อมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ ช่วงหนึ่งว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

ล่าสุด นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “ขอบคุณทุกสายที่โทรมาด้วยความเป็นห่วงครับ มีทั้งอาสาจะหาทีมมาคุ้มกัน ผมก็บอกปฏิเสธไป บอกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล มี 2 สายโทรมา บอกว่า จะจัดทีมไปกระทืบมันมั้ย ผมบอกว่า อย่าเลยครับ แต่แล้วแต่พี่นะครับ ผมไม่ส่งเสริม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฐวุฒิ, สมชัย ศรีสุทธิยากร

‘สมชัย’ เอาเรื่องถึงที่สุด! ยืนยันไม่ยอมความ แจ้งดำเนินคดี ‘ณัฐวุฒิ’ ทำร้ายร่างกาย

4 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ

ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์หลังถูก นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทำร้ายร่างกาย โดยระบุว่าวันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย

สมชัย ศรีสุทธิยากร

โดยนายสมชัย เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ว่า เมื่อตนเดินทางมาถึงได้พบกับนายณัฐวุฒิซึ่งแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน. ตนเองได้ยิ้มทักทายตามปกติ แต่นายณัฐวุฒิกลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจพร้อมใช้คำพูดด่าทอและหยาบคาย และขณะที่ตนเองยังอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิได้ใช้มือผลักจักรยานจนตนเองล้มลงไปนอนหงายกับพื้น หลังจากนั้นเดินเข้ามาด่าทอ ชี้หน้า และแสดงพฤติกรรมในลักษณะข่มขู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 2 นาย และผู้สื่อข่าวไม่น้อยกว่า 4 ช่องที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด และเมื่อตนเองลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ปรากฏว่านายณัฐวุฒิได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจากศีรษะของตนเอง ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงสร้างบาด แผลถลอกที่ขาของตนเอง 2 จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด

นายสมชัย ระบุว่าจะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือ ข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง

สมชัย ศรีสุทธิยากร

“พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอ” นายสมชัย กล่าว

สมชัย ศรีสุทธิยากร

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ-โทษสูง

4 กันยายน 2569 เวลา 16:08 น.

อดีตผู้พิพากษา เตือน ปูดสำนวนโกงสว. เสี่ยงผิดกม.เพียบ และโทษสูง แม้จะไม่เผยฉบับเต็ม ชี้ช่องขอใช้เอกสิทธิ์สส.ในศึกซักฟอกรัฐบาลแทน เเนะหาก กกต.เเถลงเสร็จ ขอใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เรียกสำนวนสอบฉบับเต็มมาตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฏร ถึงการเผยแพร่เอกสารรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการดำเนินการเลือก สว.ปี 2567 โดยระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลเอกสารทางราชการนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็มีความผิด เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้จะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ ประกอบด้วย

1.พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพ.ศ.2562 มาตรา3 (1),26,27,79,80
2.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา15,20,41
3.พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา74 และ 4.ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 164

นายสุโรจน์ ระบุต่อว่า ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 ยังกำหนดเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นความผิดหากเอกสารราชการนั้นมีสถานะเป็นข้อมูลความลับ ใครเผยแพร่มีความผิด ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 บัญญัติให้ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะเชื่อมโยง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ด้วย ตนเห็นว่าถ้ามีการเผยแพร่เอกสารความลับทางราชการ แม้จะไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม เป็นการข้อมูลที่จากหลายภาคส่วนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะมีความผิด

“ถ้าเป็นเนื้อหาของเอกสารความลับทางราชการก็เป็นความผิดแล้ว โดยหลักการจะไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นความลับชั่วขณะ หรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่หน่วยงานราชการนั้นๆ จะให้เอกสารเป็นความลับชั่วคราวหรือตลอดไป ถ้าได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นความผิด”

นายสุโรจน์ ระบุว่า กรณีของนายพริษฐ์ แม้จะเปิดเผยเอกสารสำนวนการสอบคดีฮั้ว สว.ไม่หมดหรือบางส่วนเพื่อหวังผลการเมือง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แต่ถ้ามีการดำเนินคดีถึงชั้นศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจที่เป็นคุณด้วยการรอการลงโทษก็ได้ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ละเมิดทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งตนเห็นว่ามีความผิดทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลสำนวนคดี สว. มาตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาฯ นั้น นายสุโรจน์ ระบุว่า ถ้าเป็นการใช้เอกสิทธิ สส. ตามรัฐธรรมนูญ ในสภาสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องยกเว้น ดังนั้นข้อมูลข่าวสารทางราชการ ชั้นความลับทุกกรณีที่มีการเผยแพร่ ถ้ายืนอยู่บนฐานที่มีกฎหมายรองรับก็ไม่มีความผิด

“เอกสารลับทางราชการ พอนำมาเผยแพร่ สมมติได้ทางออนไลน์เผยแพร่ต่อก็จะเป็นความผิด ในอดีตไม่มีกฎหมายเหล่านี้ จะมีแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 กรณีเจ้าพนักงานเผยแพร่เอกสารทางราชการ แต่ทุกวันนี้มีกฎหมายหลายฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับสภาวะบ้านเมืองที่เจริญขึ้น มีการส่งข่าวสารทางสื่อต่างๆ“

นายสุโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากท้ายที่สุดผลการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ออกมาแล้ว ถ้ากกต.มีคำวินิจฉัยเสร็จแล้ว ก็สามารถขอดูคัดถ่ายสำนวนการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยได้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการมาตรา9,15,17,18 ซึ่งอนุญาตให้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ตามกฏหมายในการขอข้อมูลข่าวสารของราชการได้เพียงแต่การนำเอกสารขณะกำลังมีการทำสำนวนการสอบสวนอยู่ คดียังไม่เป็นที่ยุติก็จะเป็นเรื่องที่มีความผิดตาม ฉะนั้น การกระทำความผิดต่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับข้างต้นนั้นกฎหมายไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ราชการหรือไม่ เพียงใด และไม่คำนึงว่าเจ้าพนักงานที่นำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่จะมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาความลับหรือไม่

ทั้งนี้ต้องพิจารณาพ.ร.ป.กกต.2560 หมวด 2การสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดีในมาตรา 41 ประกอบด้วย โดย มาตรา41วรรคสาม ที่ระบุว่า“ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”

ส่วนบทลงโทษตามมาตรา41วรรคสาม คือ มาตรา 68 ผู้ใดซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32(3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือฝ่าฝืนมาตรา 41วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบว่าการเปิดเผยข้อมูลช่วงก่อนหน้านี้นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไอลอว์ เเละตัวเเทนพรรคประชาชนบางคน เป็นเเกนหลักจัดเวทีเสวนาการฮั้วสว.โดยนำข้อมูลการฮั้วสว.หลายพื้นที่นำเสนอทางสังคมออนไลน์ การไปออกรายการต่างๆของสื่อมวลชนเเละการจัดเวทีเสวนาเเบบต่อเนื่อง จึงทำให้อดีตผู้สมัครสว ./สว.สำรอง/ไอลอว์/พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีดังกล่าวในรอบสองเดือนเศษที่ผ่านมาเเละออกรายการของสื่อต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดในมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดเผยข้อมูลและเอกสารสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน หลังมีการนำข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนออกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไอลอว์และตัวแทนพรรคประชาชนจัดเวทีเสวนาและออกรายการสื่อ นำข้อมูลการฮั้ว สว.ในหลายพื้นที่มาเปิดเผย จนมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่ผู้เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 41 วรรคสามเพิ่มเติม กรณีเอกสารสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หลุดถึงบุคคลภายนอกยังเป็นปมถูกตั้งคำถามถึงที่มา โดย กกต.และดีเอสไอได้แจ้งความดำเนินคดีเพื่อตรวจสอบการรั่วไหลแล้ว ด้านนายยิ่งชีพยืนยันไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ขณะที่นายพริษฐ์ระบุว่าได้ข้อมูลจากหลายช่องทางและผ่านการกลั่นกรอง ส่วน นายสมชัยอ้างว่าได้รับสำนวนจากบุคลากร กกต.และทยอยนำมาเปิดเผยต่อสังคม

‘ณัฐวุฒิ’ สลิ้งแตก ผลัก ‘สมชัย’ ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ (ชมคลิป)

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

วันนี้ 4 กันยายน 2569 บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้น เมื่อ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และมือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินปรี่เข้าไปหา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ขณะกำลังปั่นจักรยานมาถึงบริเวณหน้าโรงพักตามเวลานัดหมาย เพื่อเตรียมเข้าแจ้งความเอาผิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วเสี้ยววินาทีท่ามกลางสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายณัฐวุฒิได้ตรงเข้าชี้หน้าตะโกนถามว่า “จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน” ก่อนจะคว้าจับแขนและผลักนายสมชัยจนล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับรถจักรยาน ซึ่งเบื้องต้นได้รับบาดเจ็บมีแผลถลอกบริเวณเข่าด้านขวา

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ซึ่งนายสมชัยได้ชี้ไปยังคู่กรณีและพูดว่า “ทำร้ายร่างกายครับ” อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ดร.ณัฐวุฒิ ได้ชี้กลับไปและกล่าวคำพูดอย่างดุเดือดต่อนาย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ว่า “ทำร้ายอะไร ทำร้ายอะไร มึงทำร้ายอะไร” ท่ามกลางสื่อมวลชนที่รอทำข่าวต้องคอยห้ามการกระทำดังกล่าว ขณะที่เจ้าตัวได้ลั่นใส่ นายสมชัย เพิ่มว่า “กูพร้อมเจอมึง” แต่นายณัฐวุฒิกลับหันไปต่อว่าสื่อมวลชนที่บันทึกภาพเหตุการณ์และห้ามปราบด้วยถ้อยคำดุเดือด ก่อนที่จะกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม กับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยังดำเนินต่อไปอีกพักหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้เข้าระงับเหตุและพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่นายณัฐวุฒิยังคงแสดงอาการขัดขืนและพยายามเดินเข้าหาคู่กรณีอีกครั้ง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยื่นคำขาดว่าหากไม่ยอมหยุดจะทำการใส่กุญแจมือ นายณัฐวุฒิ จึงยอมสงบสติอารมณ์และเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านใน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฐวุฒิ, ทำร้ายร่างกาย, สน.ทองหล่อ, สมชัย ศรีสุทธิยากร

เปิดจดหมายด่วน! พิรงรอง จี้ เลขาฯ กสทช. เปิดประชุมบอร์ด หลังคำสั่งศาลปกครองชี้ชัด ปธ.กสทช. พ้นเก้าอี้แล้ว

4 กันยายน 2569 เวลา 15:36 น.

4 กันยายน 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ส่งบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏข่าวสารเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ในคดีระหว่าง นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) และ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำสั่งศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

โดย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2569 เรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคือวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

บอร์ดที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุชัดเจนว่า นายสรณ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้ต่อไป อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ (ไม่น้อยกว่า 4 ท่าน) สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพื่อไม่ให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมต้องหยุดชะงัก

แต่เนื่องจากปัจจุบันศาลยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวใดๆ ทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวคงมีผล ส่งผลให้นายสรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ได้มาตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการตามกฎหมาย โดยเร่งจัดประชุม กสทช. สำหรับกรรมการที่เหลืออยู่ ในวันศุกร์ที่ 4กันยายน 2569 หรือภายในสัปดาห์หน้าตามวันเวลาที่กรรมการที่เหลืออยู่สะดวกตรงกัน ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาวาระการประชุมที่ค้างสะสมมานานกว่า 1 เดือนจากการที่ไม่สามารถเปิดประชุมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า วันนี้ กสทช. ไม่ได้มีการระบุวาระการประชุมตามข้อเสนอของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุในกำหนดและวาระงานประจำวัน

พิรงรอง รามสูต,กสทช,สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,หมอสรณ,

ปกครอง ร่อนหนังสือชี้แจง ปมสุสานยิวในฉะเชิงเทรา ยันไม่ให้ต่อใบอนุญาต

4 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 กรมการปกครอง ออกหนังสือชี้แจง กรณี การออกใบอนุญาตสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตามที่มีปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กล่าวถึงกรณี ชุมชมชนต่างชาติได้ดำเนินการจัดตั้งสุสานภายใต้ชื่อ New Jewish Cemetery (สุสานชาวยิวแห่งใหม่) เพื่อรองรับการฝังศพมากกว่า 1,200 หลุมในพื้นที่ใกลักรุงเทพฯ และมีการอ้างอิงถึงสถานที่ตั้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

กรมการปกครองได้แจ้งกำชับจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ทุกอำเภอดำเนินการตรวจจสอบการจัดตั้งสุสานในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ อำเภอบางคล้าได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่า มีการจัดตั้งสุสานชื่อ “JEMSH CEMETERY THALAND” ในพื้นที่ อบต.เสม็ดได้ หมู่ที่ 2 ตำบลเสม็ดได้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอจัดตั้งสสานและฌาปนสถาน และมี นางสาวสมพร เกิดบ้านไร่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถาน ซึ่งได้รับการอนุญาตเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี กรณีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะ “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” เป็นผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ยื่นคำขอ และตรวจสอบเอกสาร ผู้ขอหรือตัวแทนยื่นคำขอพร้อมตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

2. ตรวจสอบสถานที่ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้ง และรายละเอียดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528

3. พิจารณา และออกใบอนุญาต เสนอความเห็นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยต่อมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ ได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตดำเนินการสุสานและฌาปนสถานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในกรณีนี้คือนายอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เนื่องจากนายอำเภอบางคล้าได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยผลการตรวจจสอบปรากฏว่า สถานที่ตั้งสุสานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ใน 2 ประเด็น ดังนี้

(1) ระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ กำแพงสุสานอยู่ห่างจากคลองสาธารณประโยชน์เพียง 187 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 400 เมตร

(2) ระยะห่างจากทางสาธารณะ ตัวสุสานอยู่ห่างจากถนนสนามช้าง – หนองโสน เพียง 3.60- 9 เมตร และประตูสุสานอยู่ห่างเพียง 6 เมตร ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 50 เมตร

ด้วยเหตุนี้ นายอำเภอบางคล้า จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ต่อมาบริษัท กาน ชาบาด จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันผู้ดำเนินการแทนบริษัทฯ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการใช้สิทธิทางศาล และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองระยอง

กรมการปกครองขอยืนยันว่า การดำเนินการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำหรับกรณีการขอต่ออายุใบอนุญาตที่มีประชาชนร้องเรียน อำเภอบางคล้าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต”

ขอบคุณภาพ : เต้ อาชีวะ อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ

กรมการปกครอง, จังหวัดฉะเชิงเทรา, สุสานยิว

กกต.ฟันอาญา 99 ผู้สมัคร ส.อบจ. – นายก อบจ. ลงเลือกตั้ง ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ โทษคุกสูงสุด 10 ปี

4 กันยายน 2569 เวลา 14:57 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 438/2569 วันที่ 4 กันยายน 2569

กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร ส.อบจ. และ นายก อบจ. 99 ราย กรณีสมัครทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 63/2569 เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 ประกอบกับมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 79/2569 เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 99 ราย (ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน) ในฐานความผิดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ

ทั้งนี้ มาตรา 120 บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่บริการสายด่วน 1444 ดูน้อยลง

กกต, คดีอาญาผู้สมัคร, เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เปิดพิกัด 65 ดาต้าเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เยอะสุด 45 แห่ง ตจว. กระจุกตัวพื้นที่ EEC

4 กันยายน 2569 เวลา 14:47 น.

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกระแสที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากเกี่ยวกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์ 45 แห่ง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของภาคธุรกิจ ความเป็นจริงแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดดสู่ภูมิภาค จนมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ทั่วประเทศแล้วถึงกว่า 65 แห่ง

วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ พาทุกท่านไปสำรวจและเปิดพิกัดแบบเจาะลึกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 65 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ไหน ดำเนินการโดยใคร และแต่ละพื้นที่มีบทบาทสำคัญอย่างไร ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อใจกลางเมืองหลวง ฐานเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรมในแถบ EEC อย่างชลบุรีและระยอง ไปจนถึงศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคในภาคเหนือ

  1. กรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลใกล้เคียง (ศูนย์กลางโครงข่ายหลัก)

กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดกำเนิดและศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากที่สุด เพื่อตอบสนองการเชื่อมต่อที่รวดเร็วของภาคธุรกิจ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  • NT (Bangrak) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในย่านบางรัก
  • อาคาร CAT Telecom Tower – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในเขตบางรัก
  • PROEN (Bang Rak DC) และ OTT DC – ดำเนินการโดยบริษัท PROEN Corp ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม (CAT Tower) ย่านบางรัก
  • ServeNET CAT IDC FL14 – ดำเนินการโดยบริษัท Servenet ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • NIPA Data Center – ดำเนินการโดยบริษัท NIPA Cloud ตั้งอยู่ในอาคาร กสท. โทรคมนาคม ย่านบางรัก
  • UIH (BCH4 และ TCCT) – ดำเนินการโดยบริษัท United Information Highway (UIH) ตั้งอยู่ในอาคารเบญจจินดาและย่านธุรกิจใจกลางเมือง
  • TCCT (Bangna) และ TCCT (Empire Tower) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ในย่านบางนา และอาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ย่านสาทร
  • True IDC (East Bangna, Midtown Ratchada, Midtown Pattanakarn) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งกระจายอยู่ในย่านบางนา รัชดาภิเษก และพัฒนาการ
  • STT GDC (Bangkok 1, 2, 3 และ Campus) – ดำเนินการโดยบริษัท ST Telemedia Global Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านหัวหมากและบางกะปิ
  • NTT DATA (Bangkok 1, 2, 3, 4, 5) – ดำเนินการโดยบริษัท NTT DATA, Inc. ตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางนา และขยายไปจนถึงพื้นที่เชื่อมต่อจังหวัดชลบุรี
  • Telehouse (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท KDDI Corporation จากประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านพระราม 9
  • CSL (CyberWorld และ The Cloud) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในย่านรัชดาภิเษก
  • INET (IDC1, IDC2 และ IDC3) – ดำเนินการโดยบริษัท Internet Thailand (INET) ตั้งกระจายอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร (เช่น อาคารไทยซัมมิท, อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์)
  • ETIX (Bangkok #1 และ #2) – ดำเนินการโดยบริษัท Etix Everywhere ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและย่านบางนา
  • DAMAC Digital (BKK01, BKK02 และ BKK03) – ดำเนินการโดยบริษัท DAMAC Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน ศรีนครินทร์ (ซอยศรีนครินทร์ 8 เขตสวนหลวง) 
  • Evolution DC (Bangkok TH01 และ TH02) – ดำเนินการโดยบริษัท Evolution Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในย่าน แพรกษา (จ.สมุทรปราการ)
  • Empyrion Digital (TH1) – ดำเนินการโดยบริษัท Empyrion Digital ตั้งอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา (เขตบางนา)
  • Equinix (BK1) – ดำเนินการโดยบริษัท Equinix ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • Global Switch (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท Global Switch ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  • BDC (BKK01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา-ตราด
  • KIRZ Data Center Service – ดำเนินการโดยบริษัท KIRZ ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางนา
  • AIMS (Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท AIMS Data Centre ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สีลม-สาทร (เขตบางรัก)
  • GSA Data Center 01 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยู่ในย่าน เทพารักษ์ (อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ)
  • JasTel IDC – ดำเนินการโดยบริษัท JasTel Network ตั้งอยู่ในอาคารจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในย่าน แจ้งวัฒนะ
  • Pacific Internet Thailand และ Pacific-IDC – ดำเนินการโดยบริษัท Pacific Internet ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่าน บางรัก
  • Digital Edge (Chonburi) – ดำเนินการโดยบริษัท Digital Edge (แม้ใช้ชื่อชลบุรี แต่นับรวมในเขตอิทธิพลการเชื่อมต่อของกรุงเทพฯ) นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร (จ.ชลบุรี)
  • Freyr AI (Samut Prakan) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานคร อยู่ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ
  1. จังหวัดชลบุรี (จุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและนิคมอุตสาหกรรม)

ชลบุรีเป็นพื้นที่สำคัญในเขต EEC ที่มีความได้เปรียบด้านที่ดินและจุดยกพลขึ้นบกของสายเคเบิลใต้น้ำ จึงเป็นที่ตั้งของโครงการระดับ Hyperscale จำนวนมาก

  • NT (Sriracha) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ที่ทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา (เป็นจุดเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำที่สำคัญ)
  • SUPERNAP Thailand – ดำเนินการโดยบริษัท SUPERNAP ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช 2 อำเภอศรีราชา
  • TCCT (Amata Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท TCC Technology ตั้งอยู่ที่อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์
  • DayOne Chonburi Tech Park – ดำเนินการโดยบริษัท DayOne ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (รองรับ AI และ Cloud)
  • Bridge Data Centres หรือ BDC (QHI01) – ดำเนินการโดยบริษัท Bridge Data Centres ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับความจุระดับ 200MW)
  • GSA Data Center 02 – ดำเนินการโดยบริษัท GSA ตั้งอยู่ในพื้นที่คลองตำหรุ (รองรับระบบ Hyperscale ขนาด 35MW)
  • Amazon AWS (Bo Win) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา
  • CloudHQ (BKK) – ดำเนินการโดยบริษัท CloudHQ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา (โครงการขนาดใหญ่ระดับ 108MW)
  1. จังหวัดระยอง (ศูนย์รวมโปรเจกต์ยักษ์ระดับเมกะวัตต์สูง)

พื้นที่จังหวัดระยอง (รวมอำเภอบ้านฉาง) เป็นคลัสเตอร์ที่เน้นรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล และเป็นฐานทัพของกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก:

  • Amazon AWS (Maenam Khu Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (แม่น้ำคู้ใหม่)
  • K2 Data Centres (BKK 31-32) – ดำเนินการโดยบริษัท K2 Data Centres ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA อีสเทิร์นซีบอร์ด 4
  • Amazon AWS (Ta Sit) – ดำเนินการโดยบริษัท Amazon AWS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด พื้นที่ตำบลตาสิทธิ์
  • Haoyang (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Beijing Haoyang Cloud&Data ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอปลวกแดง (โครงการขนาดมหึมารองรับกำลังไฟ 300MW)
  • Stratus Technology (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท ZDATA Technologies ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม CPGC อำเภอนิคมพัฒนา
  • Freyr AI (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Freyr Technology AI ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง (รองรับระบบ High-Performance Computing)
  • GDC (Rayong) – ดำเนินการโดยบริษัท Galaxy Data Center ตั้งอยู่ในโครงการ Silicon Tech Park อำเภอบ้านฉาง
  • STP Planet DC – ดำเนินการโดยบริษัท STP Planet DC Co., Ltd. ตั้งอยู่ในเขต EEC อำเภอบ้านฉาง (ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier III)
  1. จังหวัดปทุมธานี (คลัสเตอร์นิคมอุตสาหกรรมตอนเหนือของ กทม.)

ปทุมธานีมีความโดดเด่นในย่านนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นแหล่งรวมโรงงานและองค์กรขนาดใหญ่:

  • OneAsia (North Bangkok) – ดำเนินการโดยบริษัท OneAsia Network ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  • CSL (Tellus Data Center) – ดำเนินการโดยบริษัท CSL/AIS ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
  1. จังหวัดนนทบุรี (ศูนย์กลางเชื่อมต่อฝั่งตะวันตกและศูนย์แสดงสินค้า)

ทำเลที่ตั้งใกล้กับศูนย์จัดแสดงสินค้าและเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น

  • True IDC (North Muang Thong) – ดำเนินการโดยบริษัท True Internet Data Center ตั้งอยู่ที่อาคารบางกอกแลนด์ เมืองทองธานี
  • NT (Nonthaburi 1 & 2) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
  1. จังหวัดเชียงใหม่ (ศูนย์กลางข้อมูลส่วนภูมิภาคภาคเหนือ)

การเริ่มต้นขยายโครงสร้างพื้นฐานออกสู่ภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพ

  • NT (Chiang Mai) – ดำเนินการโดยบริษัท NT (National Telecom) ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ (โครงการระดับ Tier 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2026)

ดาต้าเซ็นเตอร์

ปชป. จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ Data Center กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน

4 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

“ปชป.” จี้ กทม.-รัฐบาล ลุยตรวจ “Data Center” กลางเมือง หวั่นผลาญไฟ-แย่งน้ำประชาชน แฉ ขบวนการกากพิษไร้การเซฟคนไทย

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย และ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมาย ร่วมแถลงข่าวตั้งคำถามถึงการอนุมัติจัดตั้ง Data Center ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออก

นายพงศกร กล่าวว่า จากกรณีการก่อสร้างและอนุมัติโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่พระราม 9 นั้น แม้ กทม. จะสั่งระงับในเวลาต่อมา แต่ยังเกิดคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการอนุมัติย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2565 ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างมลภาวะโดยไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลเร่งตรวจสอบโครงสร้างการอนุมัติทั้งหมด

ด้าน นายพรชัย ระบุเพิ่มเติมว่า Data Center ยุคปัจจุบันต้องใช้ชิปประโมลผลระดับสูง (GPU) ซึ่งใช้น้ำปริมาณมหาศาลในการระบายความร้อน และใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก แต่ประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานรับผิดชอบตรง มีเพียงการใช้วิธีเทียบเคียงกับประเภทอาคารสำนักงานหรือโกดัง ซึ่งเป็นการมองเพียงตัวเลขเงินลงทุน (KPI) โดยมองข้ามผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม และหากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นในอนาคต ประชาชนอาจต้องถูกแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

ขณะที่ นายไพศาล เผยถึงกลุ่มทุนและกากอุตสาหกรรมพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยอง ว่า ที่ผ่านมากลุ่มทุนโรงงานมักใช้วิธีการทำ CSR สานสัมพันธ์ชุมชนเพื่อสร้างเสียงโหวตผ่านประชามติ แต่กลับปล่อยควันและน้ำเสียปนเปื้อนลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตของชาวบ้านโดยไร้การควบคุมจากรัฐ จึงขอจี้ไปยังผู้บริหาร กทม. และรัฐบาล ให้ตระหนักถึงผลกระทบระยะยาว และเร่งแก้ไขการตั้ง Data Center กลางเมืองรวมถึงปัญหากากพิษอุตสาหกรรมเพื่อคุ้มครองประชาชนคนไทยเป็นหลัก

Data Center, ประชาธิปัตย์, พรรคประชาธิปัตย์

ศุภชัย ซัด ฝ่ายค้าน จ้องใช้เวทีสภาฯ กดดัน กกต. บี้ปมฮั้ว สว. จนกลายเป็นซักฟอกองค์กรอิสระ 

4 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?

การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อวานนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีวาระการประชุม พิจารณา รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปี 2567 ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กกต. ทั้งการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน งานพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร

อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้จากการกล่าวของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าการอภิปรายกลับมุ่งเน้น คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากมีการนำ ข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และสมควรหรือไม่ที่จะนำเนื้อหาภายในสำนวนมาไล่ถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้นเสียเอง

โดยเฉพาะเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็น สมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจตรวจสอบในนามของฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งควรระมัดระวังไม่ให้การตรวจสอบถูกมองว่าเป็นการนำข้อมูลจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้สร้างแรงกดดันต่อผู้มีหน้าที่วินิจฉัย

เอกสิทธิ์ในการอภิปราย ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นใบอนุญาตให้ละเลยคำถามเรื่องที่มาของเอกสาร ความชอบด้วยกฎหมาย และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในสำนวน

กกต. ต้องถูกตรวจสอบเรื่องความล่าช้า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพได้ แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ใช่นำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครผิด หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากก่อนพิจารณาพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน

กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินคดีกับทุกคนที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานของ แต่ละบุคคล อย่างรอบด้านและเป็นธรรม การมีชื่อในคำร้องหรือในสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด

หลักการมีเพียงสองทาง

* หลักฐานเพียงพอ ต้องดำเนินการโดยไม่เกรงใจใคร

* หลักฐานไม่เพียงพอ ต้องกล้ายุติเรื่องโดยไม่หวั่นไหวต่อกระแส

สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต. ตั้งคำถามได้ แต่อย่าชี้นำ เร่งรัดได้ แต่อย่ากำหนดคำตอบล่วงหน้า และกระแสสังคมไม่อาจแทนที่พยานหลักฐาน

หากต้องการให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ต้องเคารพความเป็นอิสระขององค์กร แม้ผลการพิจารณาจะไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายใด ตรวจสอบได้ แต่อย่ากดดันให้ได้คำตอบตามต้องการ

และก่อนจะนำ “สำนวน” มาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า

สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะ กฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยานหลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย

การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต. แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร”

ซักฟอก, ศุภชัย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์