เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง ขณะที่ แหล่งข่าวจากกกต. ระบุ พบพิรุธมากมาย แต่พยานหลักฐานกล่าวอ้างลอยๆ ชี้เจ้าตัวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสาธุ อนุโมทามิ ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองเป็นผู้วางแนวคิดและออกแบบกลยุทธ์เกี่ยวกับการเลือก สว. ล่วงหน้าก่อนมีการเลือกประมาณ 6 เดือน หลังได้รับการติดต่อจากอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางให้ช่วยออกแบบระบบการดำเนินการ โดยออกแบบให้ทั้ง 20 กลุ่มวิชาชีพมีตัวแทนกลุ่มละ 4 คน และวางโครงสร้างผู้สมัครไว้กลุ่มละ 5 คน ก่อนรวมทั่วประเทศมีการเพิ่มจำนวนผู้สมัครจากราว 5,000 คน เป็นกว่า 10,000 คน พร้อมจ่ายค่าตอบแทนและค่าสมัครจนได้ผลเลือกตั้งตามที่ปรากฏ

จากการตรวจสอบพบว่า นายสาธุ เดิมชื่อ “วิโรจน์ พูลสุข” อดีตประธานสภาองค์กรวิทยุและโทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ เคยทำงานเบื้องหลังสนับสนุนนักการเมืองหลายพรรค และเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2568 เคยยื่นหนังสือถึงพรรคประชาชน ขอทบทวนการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างประเด็นการฮั้ว สว. ล่าสุดยังร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม สว.สำรอง และทนายอั๋น บุรีรัมย์ ติดตามความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. 

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต. กล่าวว่า หากมองประวัติของนายสาธุ ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เเละเเถลงข่าวล่าสุด โดยนายสาธุ ยอมรับว่า นายสาธุ คือคนร่วมเสนอเเผนการฮั้วสว. ต่อนักการเมืองรายหนึ่งในภาคกลางนั้น ต้องพิจารณาว่าทำไมนายสาธุเพิ่งออกมายอมรับ และเหตุใดไม่แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ 2 ปึที่เเล้ว หลังการได้มาซึ่งสว.ทุกระดับเสร็จสิ้น เพราะนายสาธุอ้างว่าตนคือหนึ่งในคนเสนอเเผนการได้มาซึ่งสว.

เเหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.  กล่าวอีกว่า หากพิจารณาสิ่งที่นายสาธุอ้าง ล่าสุดพยานหลักฐานที่กล่าวอ้างมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย เพราะการเคลื่อนไหวของนายสาธุในการเเถลงข่าวล่าสุดเพิ่งปรากฏในตอนนี้ หากพิจารณาการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลากกิจกรรมในหลาย 10 ปีที่นายสาธุดำเนินการนั้น เเสดงว่านายสาธุคือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งที่มีจุดประสงค์บางอย่างทางการเมือง

“นายสาธุ เเถลงเองว่าก่อนหน้านั้น ได้เจอนักการเมืองจากภาคกลางคนนั้นจริง เเละเเนวคิดของนายสาธุโดนนำไปปรับใช้ และผิดจากที่นายสาธุคาดไว้ แต่ทำไมนายสาธุไม่เปิดเผยชื่อ ตำเเหน่งของนักการเมืองคนนั้นให้สังคมรับรู้ และทำไมไม่แจ้งความกับกกต.หรือดีเอสไอตั้งแต่ต้น”  

“สำหรับกรณีนี้อาจตีความได้ว่านายสาธุอาจร่วมวางแผนกระทำผิดไปด้วย และเป็นไปได้ว่าแผนนี้ตามที่นายสาธุอ้างจะถูกกระจายให้พรรค กลุ่มการเมืองต่างๆ ไปปรับใช้แต่อาจไม่ประสบผล เนื่องจากมีนักวิชาการรัฐศาสตร์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ ทุกพรรค ทุกกลุ่มการเมืองมีการวางแนวฮั้วสว.จริง แต่การดำเนินการไม่ประสบผลตามที่คาดไว้“ เเหล่งข่าวกล่าวเเละว่า หากมีการสอบสวนเรื่องนี้เกิดขึ้น และหากพบว่านายสาธุกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก นายสาธุอาจมีความผิดทางกฎหมายหลายมาตรา

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.07 น.

เอาแล้ว! ปลัดมท. แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จผ่านเพจเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

โดยนิติกรผู้รับมอบอำนาจ เผยว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีที่ได้มีคลิปวีดีโอปรากฏในสื่อออนไลน์ Facebook Fanpage “CSI LA” โดยแอดมินของ Facebook Fanpage ดังกล่าวกับพวก ได้กระทำการโพสต์ข้อความว่า “แฉคลิปเสียงใหม่ ! เมียปลัดกระทรวง ?? ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ “ใหญ่จริง” ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!แต่ตอนนี้มีความพยายามในการ “ตัดตอน” การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อโยนความผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับจบ! ใครคือตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง? อยากรู้ว่าเป็นใคร ต้องไปฟังกันในคลิปเอง!” และได้โพสต์คลิปวีดีโอเสียงสนทนาเวลาประมาณ 5.02 นาที

“อันเป็นการใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เป็นเหตุให้ผู้อื่นและปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับความเสียหาย” นิติกรผู้รับมอบอำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหาย และรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุน ด้านรัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ให้เป็น อันดับที่ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุด (Best Countries) พร้อมได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านความเปิดกว้างในการดำเนินธุรกิจและการลงทุน สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนและการประกอบธุรกิจในภูมิภาค

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าวประเมินจากหลายปัจจัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐาน โอกาสทางธุรกิจ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ และความพร้อมในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของภาครัฐให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส หลักนิติธรรม การแข่งขันที่เป็นธรรม และการพัฒนากฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

“การที่ U.S. News & World Report จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุน รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบและยกระดับมาตรฐานประเทศสู่ OECD อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหา ศก.ฝีแตก อัดไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

ศิริกัญญา ซัดจัดงบฯ ปี 70 ไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝีแตก ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุนแต่ทำถนนยังนำโด่ง แฉตั้งงบหลอกตาสภาฯว่าใช้น้อย แต่สุดท้ายไม่พอต้องควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้ หยันไร้โครงการใหม่ แค่ใส่ พลัส ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนเกี่ยวข้อง AI เหมือน รหัสเอทีเอ็ม ได้รับงบมากเป็นพิเศษ แนะ นายกฯ – รมว.คลัง มุ่งแก้แผลเรื้อรังประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพีกลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ว่ารายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน สะท้อนออกมาเป็นการจัดสรรงบประมาณของปีนี้ ว่ารายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลายแสนล้านบาท โดยรายจ่ายประจำที่ปรับไม่ได้ จนไม่สามารถใช้กลเม็ดทางงบประมาณที่จะปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป   

“รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข. ที่พบว่าเฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

“สะท้อนว่าวันนี้แพ้เรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ก็ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ยังเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรัฐบาลไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ หรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมไม่ได้มีการหยิบมาพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่หนองที่จะไหลออกมา แต่เลือดจะไหลออกไม่หยุดเช่นกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือเราจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เราไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว เราไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยากลดเย็น ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้จะวนเป็นลูปนรก งบประมาณประเทศจะขาดดุลในระดับสูงแบบนี้แบบที่กดไม่ลง แต่การพัฒนาประเทศด้วยการทำอะไรใหม่ๆเพื่อนำประเทศพาไปข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่เหลืองบประมาณอีกต่อไป ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะ ลดการขาดดุล จะยิ่งเป็นไปไม่ได้“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย และเงินสมทบ กบข. ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000 ล้านบาท    

“พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่อย่างใด 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ แล้วท่านไปเพิ่มงบประมาณอะไรเข้ามา พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ

“ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เพื่อต้องการให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไปเราต้องการผู้นำทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆ และพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ในปีงบประมาณ 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้อย่างไร“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

ศรีสุวรรณ จี้ อนุทิน ลดความสัมพันธ์กับจีน หลังเปย์รถถัง-เรือรบ-ขีปนาวุธให้เขมร ไม่เกรงใจไทย

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ปกป้องศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติ โดยการลดความสัมพันธ์ททางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และความมั่นคงกับสาธารณรัฐประชาชนจีนลง หลังจากที่จีนหันไปส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เขมรแบบให้เปล่า เพื่อเตรียมนำมาสู้รบกับคนไทย ชี้ให้เห็นว่าจีนกับไทยไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องกันอีกต่อไปแล้ว

ทั้งนี้สืบเนื่องจากในการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับเขมรเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ทหารไทยต้องพลีชีพไป 26 นาย พลเรือนเสียชีวิตไป 45 ราย แต่ทหารไทยก็สามารถยึดแผ่นดินคืนมาได้หลายพื้นทีื และยังได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ของเขมรที่จีนผลิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เนิน 500 และในช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผานมา จีนก็ยังได้ทยอยส่งเรือรบคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056A ให้เขมรอีก 2 ลำ พร้อมกับการพัฒนาท่าเรือเรียมให้เป็นศูนย์บัญชาการรบทางทะเลให้อีกด้วย ต่อมาในเดือนมิถุนายนนี้ยังได้ทยอยส่งรถถัง Type 59D  รวมทั้งหมด 93 คันให้อีก แม้จะอ้างว่าเป็นรถถังเก่าแต่ถูกนำมาปรับปรุงจนมีศักยภาพการรบได้ ล่าสุดมีการส่งยานเกราะ WMA301 ติดปืน 105 มม. ให้อีก 20 คัน ส่งมอบให้เขมรอีกด้วย ขณะที่รถถังพร้อมขีปนาวุธเหล่านั้นพุ่งเป้าสู่ชายแดนไทย ที่อาจนำไปสู่การรอบรอบที่ 3  เพื่อเข่นฆ่าทหารและพลเรือนของไทยอีกก็เป็นไปได้

แม้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่จีนมอบให้เขมรแบบฟรีๆนั้น จะยังไม่มีศักยภาพที่จะต่อกรกับกำลังรบของประเทศไทยเราได้ แต่การกระทำของประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่าจีนเลือกที่จะเป็นมิตรกับเขมรมากกว่าไทยไปแล้ว ล่าสุดจีนยังเชิญ ฮุน เซน ไปกระชับความสัมพันธ์กันอย่างออกหน้าออกตาม ทั้ง ๆ ที่กระแสความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคุกรุ่น แม้ว่าจีนจะกวักมือเรียกให้นายกรัฐมนตรีไทยให้ไปเยือนก็ตาม

ส่วนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า ที่ไทยเปิดรับการลงทุนจากจีนอย่างมากนั้น แม้ในไตรมาสแรกของปี 2569 นักลงทุนจากประเทศจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่าสูงถึง 22,042 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติผ่านการอนุมัติรวมกว่า 9.78 หมื่นล้านบาท ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ก็ตาม แต่ทว่าหลายธุรกิจก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อประชาชนไทยอย่างมาก ทั้งเรื่องโรงงานศูนย์เหรียญ ที่แทบไม่มีการจ้างงานคนไทยเลย มีแต่ขนคนจีนเข้ามาทำงาน แต่กลับปล่อยน้ำเสีย ขยะพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนไทยรับกรรม ฯลฯ โดยหน่วยงานราชการไทยก็แสร้งทำไม่เห็นในหลายพื้นที่ เช่น แถว ๆ บ่อวิน บ่อกวางทอง ชลบุรี เป็นต้น

“ดังนั้น เมื่อจีนมีพฤติการณ์ที่อาจไม่ใช่มิตรประเทศของไทย จำเป็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องส่งสัญญานหรือแสดงออกให้เห็นว่า ประเทศไทยและคนไทย ไม่ใช่ประเทศราชหรือเป็นบริวารที่ไทยต้องหงอหรือเกรงใจอีกต่อไป จึงควรลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และความมั่นคงกับสาธารณรัฐประชาชนจีนลงเสีย” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ยันใช้เงินเพื่อประคอง ปชช.-ศก.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

สภาฯ คิกออฟถกงบฯปี70! เอกนิติ แจงแทน นายกฯ ติดภารกิจ ตปท. ยันใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-เศรษฐกิจ-วางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง เน้น 6 ยุทธศาสตร์ สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพ-สร้างความเข้มแข็ง 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 09.20 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เสนอร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 ต่อสภาฯ แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า  ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้จำนวนไม่เกิน 3.788 ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12 ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลง และความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ

“ร่างพ.ร.บ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ  และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน  ดังนั้นได้คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพ และการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส  โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัส เมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9%  ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน  จำนวน 3.48แสนล้านบาท  มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8 แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุข และขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม จำนวน 9.6แสนล้านบาท  มี 12 แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิกาโดยรัฐเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท  มี 9 แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากรร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และ 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท  มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย 

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท

“ร่างพ.ร.บ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว

รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

รัฐบาล เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

รัฐบาลเผยตลาดสมุนไพรไทย มีมูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เดินหน้าปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สร้างประโยชน์ครอบคลุม เพิ่มโทษสูงสุด 1 แสนบาท

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ “พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542”  หลังยกร่างแก้ไขตั้งแต่ปี 60 แก้ไขเมื่อปี 63 กระทั่งรวมร่าง 2 ฉบับในปี 2565 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเริ่มใหม่! ปรับแก้ปี 69  ให้ทันสมัย  เพิ่มประเภท “ภูมิปัญญาชุมชน”  เป็นประเภทที่ 4  ให้สิทธิชุมชนขึ้นทะเบียนและรับค่าตอบแทนเมื่อถูกนำไปใช้ทางการค้า พร้อมเพิ่มโทษปรับสูงสุด 1 แสนบาทกรณีละเมิดสิทธิทางการค้า  

สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ….. ประกอบด้วย 

1.การระบุบทบาทของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้ชัดเจน ให้อำนาจอธิบดีสามารถเปรียบเทียบปรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปีได้ เมื่อจ่ายค่าปรับตามกำหนด คดีถือเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องขึ้นศาล

2.ประเภทการคุ้มครองภูมิปัญญา การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้มีการเพิ่ม “ภูมิปัญญาชุมชน” เพื่อคุ้มครองตำรับยาของกลางบ้านหรือสูตรยาเฉพาะของบางชุมชน ซึ่งหากใครต้องการนำภูมิปัญญาของชุมชนไปใช้ประโยชน์ จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับชุมชนนั้น ๆ เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน แต่หากชุมชนนั้นสลายตัวไป ภูมิปัญญาดังกล่าวจะกลับไปเป็นภูมิปัญญาของชาติต่อไป

3.การใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาของชาติเพื่อการค้า ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงการนำไปขอขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วย และเพิ่มข้อกำหนดให้สามารถลดหรือยกเว้นค่าตอบแทนได้ตามหลักเกณฑ์ 

4.ในส่วนของ “กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย” มีการวางแผนให้นำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ กลับเข้าสู่กองทุนโดยตรง 

5.ในส่วนขององค์ประกอบและวาระของคณะกรรมการ มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีวาระ 2 ปี ให้เพิ่มเป็น 4 ปี 

6.การปรับปรุงเรื่องบทกำหนดโทษเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน เพิ่มโทษ กรณีนำภูมิปัญญาไปใช้ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาและยกระดับสมุนไพร ซึ่งจะสร้างประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ประชาชนผู้ปลูกสมุนไพร กลางน้ำ คือ การแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสารสกัด และปลายน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายและการนำไปใช้รักษาโรค กระบวนการเหล่านี้จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันมูลค่าตลาดของผลิจภัณฑ์สมุนไพรของไทย ประมาณ 45,000 ล้านบาท

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. เร่งสอบคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล เพื่อประโยชน์ชาติ 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งรัดดำเนินการคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริต ส่งฟ้องศาลโดยเร็วเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และรักษาศรัทธาของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีเนื้อหาดังนี้

กลุ่มพี่น้องมหิดลประกอบด้วยมวลสมาชิกในสาขาวิชาชีพทางการแพทย์และการสาธารณสุข  ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักเทคนิกการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักรังสีเทคนิค นักกายภาพบำบัด นักสาธารณสุข นักอนามัยสิ่งแวดล้อม  มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง ที่มีแนวโน้มว่า กระบวนการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเป็นไปอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัย อันจะนำไปสู่การผูกขาด อำนาจสถาบันการเมืองชั้นสูงของประเทศอย่างทุจริตและไม่เป็นธรรม และนำไปสู่ความเสียหายของชาติและเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในที่สุด

ในการณ์นี้ทางกลุ่มพี่น้องมหิดล มีความเห็นว่าทั้งที่ที่ผ่านมาได้มีผู้ยื่นคำร้องและหลักฐานต่างกรรม ต่างวาระต่อข้อสงสัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)บางส่วนเป็นไปอย่างไม่ชอบธรรมและมีการทุจริต อย่างเป็นระบบเกิดขึ้น ดังที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายปรากฏในสื่อสารมวลชนและสื่อโซเชียลต่างๆ  รวมถึงผลการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ว่า น่าจะมีการจัดตั้งเพื่อให้มีการจับคู่แลกคะแนน อย่างเป็นระบบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสั่งลงโทษมาแล้วในหลายคดี เนื่องจากกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ทำลายระบบประชาธิปไตยและทำลายศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองการปกครองของชาติอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยตรง

กกต.ถือได้ว่าเป็นกลไกขั้นต้นที่สำคัญยิ่งในการตรวจตรวจสอบและทำให้กระบวนการเลือกตั้ง ทุกระดับเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น การดำเนินการตรวจสอบหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง ส.ว.ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริต ที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วก่อนส่งฟ้อง ศาลสถิตยุติธรรม จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งการยกคำร้องหรือการประวิงเวลาใดๆ ย่อมส่งผลเสมือนกับเป็น การทำลายระบบการเลือกตั้งโดยตรงอันเป็นหัวใจที่สำคัญ ของระบบประชาธิปไตยและบ่อนทำลายหัวใจ สำคัญของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรมนั่นเอง

การปล่อยให้คนทุจริตเข้าไปกุมอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแต่งตั้งคนของตนเองเข้าไป คุมอำนาจและทุจริตในองค์กรอิสระรวมถึงช่วยฟอกขาวคนของตนเอง จึงเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง

ด้วยความห่วงใยต่อหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ชาวกลุ่มพี่น้องมหิดล จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โปร่งใสและเป็นธรรม ให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาในการส่งฟ้องคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว. ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริตเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การปล่อยปละละเลยต่อข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ที่อาจบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและการบริหารงานของรัฐ กลุ่มเพื่อนมหิดลเห็นว่า การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และเป็นไปตามหลักกฎหมายเท่านั้น จึงจะเป็นการยืนยันว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจ หรือผู้ไม่มีอำน่าจใดๆก็ตาม

กลุ่มพี่น้องมหิดลขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการดังนี้

ก. ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง และดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อส่งฟ้องคดีต่อศาลตามบรรทัดฐานและคำพิพากษาของศาลฎีกา

ข. เปิดเผยความคืบหน้าและผลการสอบสวนต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความโปร่งใส และเป็นธรรม

ค. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหามาตรการป้องกันการเกิดทุจริตในทำนองนี้ซ้ำในอนาคต และเสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ความยุติธรรมที่เข้มแข็งและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน เป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส รวดเร็ว และตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา รับสมัครออนไลน์ ก.ย.-ม.ค.นี้ 2.5 หมื่นอัตรา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

กลาโหม ตั้งงบฯ 1,455 ล้าน เดินหน้า พลทหารอาสา เปิดรับสมัครออนไลน์ ก.ย.69 – ม.ค.70 นี้ จำนวน 2.5 หมื่นอัตรา ขณะที่ สภา กห. เคาะกฎกระทรวงรองรับ เตรียมหารือกรมบัญชีกลางสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 มีรายงานว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณ 2570 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 29 มิ.ย.- 1 กค.2569 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ได้ตั้งงบประมาณในโครงการพลทหารอาสาจำนวน 25,000 อัตรา วงเงิน 1,455.9156 ล้านบาท แบ่งเป็น

กองทัพบก 18,784 อัตรา

กองทัพเรือ 3,496 อัตรา

กองทัพอากาศ 2,174 อัตรา

กองบัญชาการกองทัพไทย 300 อัตรา

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 246 อัตรา

โดยงบประมาณดังกล่าวอยู่ในแผนงานบุคลากรภาครัฐของกระทรวงกลาโหม ภายใต้ชื่อโครงการพลทหารอาสา (10พลัส) ตามนโยบายรัฐบาลที่เคยแถลงต่อรัฐสภาและ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

โดยการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 4/2569 เมื่อ 25 มิถุนายน 69 ที่ประชุมได้เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบ และวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการรองรับการดำเนินโครงการทหารอาสา

 โดยมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า “ส่วนราชการ” ให้ครอบคลุมถึง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อให้สามารถรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) เข้าปฏิบัติภารกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับนโยบายโครงการทหารอาสาของรัฐบาล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายทหารอาสา ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยเฉพาะ พร้อมดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง ข้อบังคับ และยกร่างระเบียบกระทรวงกลาโหมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานในแต่ละด้านไว้อย่างชัดเจน

สำหรับการรับสมัครทหารอาสา จะดำเนินการผ่าน ระบบออนไลน์ โดยมีเป้าหมายรับสมัคร ปีละ 25,000 นาย ในห้วง เดือนกันยายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ทั้งนี้ ได้แบ่งมอบความรับผิดชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในแต่ละด้านเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ กระทรวงกลาโหมได้กำหนดเข้าหารือและทำความตกลงร่วมกับกรมบัญชีกลาง ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเปิดรับสมัครทหารอาสาได้ตามแผนที่กำหนด

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

สมชัย ผ่าผลเลือกตั้ง ส.ก. สะท้อน การเมืองบ้านใหญ่ ในเมืองหลวงยังคงอยู่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผล สก. ที่เกินกว่าใครคาดหมาย ยกเว้นโพล

ไม่มีใครคาดว่า ในบรรดาผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองพรรคประชาชนจะได้ สก. 22 ที่ ประชาธิปัตย์จะได้ 8 ที่ เพื่อไทยจะเหลือ 4 ที่

คำอธิบาย คือ การเลือก สก. ของคน กทม. ไม่ใช่การตัดสินใจในระบบพรรคล้วน ๆ แต่มีปัจจัยตัวบุคคลเข้ามาประกอบ

4 ที่ของเพื่อไทย อยู่ที่ทุ่งครุ จอมทอง มีนบุรี สายไหม น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยบุคคลล้วน ๆ คือ สก.ไอซ์ ทุ่งครุ ทำลงเดินตลาดทุกวันและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สก.เฮียล้าน สุทธิชัย วีรกุลสุนทรแห่งเขตจอมทองที่เป็นต่อเนื่องมาไม่รู้กี่สมัย วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ที่นามสกุลผูกขาดพื้นที่มีนบุรี เป็นต้น

ประชาธิปัตย์ 8 ที่ ถ้าไม่มี พินิจ กาญจนชูศักดิ์ ที่ครองใจคนจีนย่านเยาวราช ก็ไม่ได้สัมพันธวงศ์ ไม่มี สก.เก่า นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ก็ไม่ชนะป้อมปราบ ส่วนที่เหลือ ก็ล้วนเป็นคนทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ประชาชน 22 ที่ ส่วนหนึ่งมาจากการกวาดพื้นที่ชั้นใน เช่น ราชเทวี พญาไท ดุสิต ดินแดง ห้วยขวาง วัฒนา ซึ่งถือว่า กระแสพรรคยังสำคัญกว่าตัวบุคคล แต่รอบนอกที่ได้ เช่น หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ จาก หนองจอก

ถือว่า มาจากตัวบุคคลและครอบครัว ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ที่เหลือในชั้นกลางและรอบนอกมาจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในฐานะ สก.เก่าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนอิสระที่เข้ามาได้ไม่น้อย คือ สก.เก่าที่ถอดเสื้อพรรค ไม่ว่าจะเป็น นวรัตน์ อยู่บำรุง เปลี่ยนเสื้อแดงมาใส่เสื้อขาว ตระกูลม่วงศิริ ที่ชนะในบางบอน บางขุนเทียน ก็อยู่มาหลายพรรค คันนายาว ผู้ชนะอิสระ นามสกุล วิภัติภูมิประเทศ ก็บ่งบอกว่าอยู่พรรคใด

การเลือก สก. จึงยังสะท้อนความสำเร็จของการเมืองแบบบ้านใหญ่ในเมืองหลวงของประเทศว่ายังคงอยู่ต่อไป

ส่วนโพลที่หาญทายผล สว. ออกตอน 17.00 น. มีโพลเดียว คือ โพลพระปกเกล้า ถือว่านายแม่นมาก แต่ ทายผลผู้ว่า คนละเรื่องนะครับ นิด้า กินขาด”
 

เรื่อง “ผล สก. ที่เกินกว่าใครคาดหมาย ยกเว้นโพล” ระบุว่า ไม่มีใครคาดว่า ในบรรดาผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองพรรคประชาชนจะได้ สก. 22 ที่  ประชาธิปัตย์จะได้ 8 ที่ เพื่อไทยจะเหลือ 4 ที่  คำอธิบาย คือ การเลือก สก. ของคน กทม. ไม่ใช่การตัดสินใจในระบบพรรคล้วน ๆ แต่มีปัจจัยตัวบุคคลเข้ามาประกอบ 

4 ที่ของเพื่อไทย อยู่ที่ทุ่งครุ จอมทอง มีนบุรี สายไหม  น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยบุคคลล้วน ๆ  คือ สก.ไอซ์ ทุ่งครุ ทำลงเดินตลาดทุกวันและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์  สก.เฮียล้าน สุทธิชัย วีรกุลสุนทรแห่งเขตจอมทองที่เป็นต่อเนื่องมาไม่รู้กี่สมัย  วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ที่นามสกุลผูกขาดพื้นที่มีนบุรี  เป็นต้น

ประชาธิปัตย์ 8 ที่  ถ้าไม่มี พินิจ กาญจนชูศักดิ์ ที่ครองใจคนจีนย่านเยาวราช ก็ไม่ได้สัมพันธวงศ์  ไม่มี สก.เก่า นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ก็ไม่ชนะป้อมปราบ  ส่วนที่เหลือ ก็ล้วนเป็นคนทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง