สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน ชี้มีข้อมูลเชิงลึก จับไอ้โม่งได้ ชื่นชมเป็นคนทุ่มเท จริงจัง เชื่อแก้วิกฤตประเทศ สร้างความเชื่อมั่น ทำเศรษฐกิจดีขึ้นได้แน่นอน

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นวิกฤตของชาติและเป็นวิกฤตที่รุนแรงเพราะมีผลกระทบกับเรื่องเศรษฐกิจท่องเที่ยว การค้าขายหลังจากขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตนจึงคิดว่าขณะนี้มีคนเดียวที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตให้กับรัฐบาลได้เป็นรูปธรรม ซึ่งก็คือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพราะเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความทุ่มเทที่จะแก้ปัญหา ดังนั้นถ้านายกรัฐมนตรี กล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีโดยเชิญนายพีระพันธุ์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องพลังงาน ที่เกิดวิกฤตน้ำมันในขณะนี้ 
ก็จะเป็นประโยชน์ทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศชาติดีขึ้น

นายสุรเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมานายพีระพันธุ์ ทำไว้หลายเรื่อง มีทั้งออกกฏหมายและยกร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เชิญท่าน
มาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน และตอนนี้นายพีระพันธุ์ ก็ถือว่าเป็นอิสระอยู่ เนื่องจากได้ลาออกจากสส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเพราะฉะนั้นก็น่าจะเข้ามาช่วยงานรัฐบาลได้ 

“ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลหรือคนละพรรคกัน ขอให้คิดว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน และเขามีประสบการณ์  เมื่อนายกรัฐมนตรี ก็ เชิญคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีตั้งหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็เป็นคนนอกทั้งนั้น แล้วทำไมจะเอานายพีระพันธุ์ เข้ามาอีกคนหนึ่งไม่ได้ ส่วนตัวผมมองว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานเรื่องนี้มาตลอดและมีการตรวจสอบ มีข้อมูลเชิงลึก เป็นคนที่ทำอะไรจริงจังและทุ่มเทโดยเฉพาะเรื่องของพลังงานและเป็นคนที่รู้สร้อยสนกลในของกระทรวงพลังงานทั้งหมด ถ้าได้เข้ามานั่งอีกครั้งก็เชื่อว่าจะสามารถหาตัวไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันได้ และยิ่งหากมานั่งตำแหน่งเดิมคือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็จะสามารถเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพูดคุยกันได้ว่าจะต้องทำอะไร หรือจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชนในช่วงนี้บ้าง เพราะเรื่องนี้  2 กระทรวงคือกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ ต้องทำงานควบคู่กัน ที่สำคัญตามกฎหมายแล้วกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจในการควบคุมราคาน้ำมันได้ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง ถูกจัดเป็นสินค้าควบคุม ดังนั้นทั้ง 2 กระทรวง จึงถือว่ามีความสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งนี้  แต่ผมไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีจะกล้าตัดสินใจตรงนี้หรือไม่”

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง 

จากกรณีที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาพาดพิงถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่าขอให้นำเรื่องการเมืองออกไปก่อน เพราะวิกฤตครั้งนี้ คือวิกฤตชาติที่เราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันฝ่าไปให้ได้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งในรัฐบาลหรือไม่  

และเหตุผลเดียวที่คุณพีระพันธุ์ออกมาพูดในตอนนี้ คือ ช่วยรัฐบาลหาทางออกให้กับประเทศ ด้วยการชี้ช่องว่า รัฐบาลมีอำนาจสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนด้วยการจัดการผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายอะไรได้บ้าง แต่ดูเหมือนรัฐบาลพยายามจะตอบโต้ทุกอย่างว่าทำไม่ได้ ซึ่งตนก็สงสัยว่า บางเรื่องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะเหตุใดจึงไม่รับฟัง 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า เป้าหมายเดียวของ คุณพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติคือเพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารรับทราบ โดยไม่โดนใครหลอกหรือโดนผู้ไม่หวังดีหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ เพื่อป้องกันตนเอง ย้ำ ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำคณะทูตนานาชาติและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ลงพื้นที่บริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย และต่อมา มีการรายงานข่าวและเผยแพร่ภาพของการลงพื้นที่ดังกล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทย รวมถึงการวางตู้คอนเทนเนอร์ของฝ่ายไทยในบริเวณนั้น เป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงว่า การดำเนินมาตรการของฝ่ายไทยในการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และเสริมแนวลวดหนามในพื้นที่ดังกล่าว มีสาเหตุจากการยั่วยุและการรื้อทำลายเครื่องกีดขวางเดิมโดยบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี จึงมีความจำเป็นต้องป้องกันต่อการยั่วยุจากผู้ที่มีเจตนาไม่ดี และลดโอกาสการกระทบกระทั่งระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย อันอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ แนวการวางตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นการวางเท่าที่จำเป็นในบางจุดเท่านั้น รวมถึงแนวลวดหนามในบางช่วง ยังคงเป็นไปตามแนววางกำลังเดิม (troop deployment line) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ ตามข้อ 2 ในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชา ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “to maintain current deployment troop without further movement” หรือให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพการวางกำลังเดิมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยมิได้มีเจตนารุกล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วม และหลักการป้องกันตนเอง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เพื่อต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และสามารถควบคุมการยั่วยุที่จะเกิดขึ้นจากผู้ไม่หวังดีได้

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ! 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฐานันดร 4( The Fourth Estate) ตายแล้ว

ผมไม่ติดตามการวิเคราะห์ข่าวทางทีวีนานแล้ว 

เพราะคิดว่า ผมก็วิเคราะห์ได้  ไม่จำต้องฟังการวิเคราะห์ของใคร 

ที่สำคัญเดี๋ยวนี้ สื่อในเมืองไทยเป็นสื่อเลือกข้างไปหมดแล้ว 

ดูช่องก็รู้ว่าเชียร์ใคร

เห็นหน้าผู้จัดรายการ ก็รู้ว่าเชียร์ใคร 

นับว่าไร้สาระ และ ไม่ประเทืองปัญญา ฟังมากสมองซีกซ้ายอาจฝ่อได้ เพราะจะคิดไม่เป็น 

สื่อที่เราเคยเรียกว่า เป็นฐานันดร 4 (The Fourth Estate) น่าจะหมดไปจากเมืองไทยแล้ว 

แต่มิใช่ว่า ผมจะไม่ติดตามข่าวเสียทีเดียว ก็ติดตามอยู่ 3-4 รายการ
 
1. รายการของคุณสุทธิชัย หยุ่น ฟังเพื่ออัพเดท( update ) สถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทันสมัย ฟังเอาข้อมูลเท่านั้น แต่การวิเคราะห์ เราวิเคราะห์เองดีกว่า คุณสิทธิชัยก็ยังมีอะไรในใจบางอย่างที่ทำให้การวิเคราะห์ของท่านไม่คืบหน้า

2.ฟังรายการของ ดร. วีระ ธีรภัทร (ฟังอยู่บ้าง) เพื่อเอาความรู้ เพราะถือว่า ดร.วีระ เป็นพหูสูต คนหนึ่งในเมืองไทย แต่การวิเคราะห์เราวิเคราะห์เอง เพราะคุณวีระ เข้าไปใกล้ชิดนักการเมืองมากไป เหมือนจะไม่เห็นขนตาของตัวเอง

3.แต่หากเป็นเรื่องสงครามหรือความมั่นคง ผมก็ฟังการวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์  ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อันนี้ ฟังท่านวิเคราะห์เลยล่ะ เพราะสงครามระหว่างประเทศมีปัจจัยเยอะ เราไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ก็ต้องเชื่อการวิเคราะห์ของท่านไว้ก่อน แต่แปลกที่สื่อสัมภาษณ์ท่านน้อยเกินไป สื่อเมืองไทยก็เป็นประเภทง่ายๆ  วิเคราะห์สงครามเหมือนหยิบมีดสั้นมาแทงพุงกัน ซึ่งโลกมันซับซ้อนกว่านั้น

อีกอย่างที่ผมไม่ดูทีวี เพราะผมอายที่เห็นเพื่อนผม น้องผม หลายคน กลายเป็นคนทรยศ เดินตามหลังยืนกุมเป้า คำนับอดีตคู่ต่อสู้ อันนี้ ผมเห็นแล้วอ้วกเลย!! เสียดายข้าวกลัวอ้วก เลยไม่อยากดู ทุเรศ! “

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

อนุทิน กางไทม์ไลน์แถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก.ชื่อ Thailand 10 Plus – แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค. พร้อมกับเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ก่อนสงกรานต์ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล ชมงาน DNA นครพนม หวังสะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อร่วมชมงาน “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” หรือ “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช อ.เมืองนครพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้พาคณะนั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

นายกรัฐมนตรีได้พานั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “การบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม” (Behavioral Energy Saving) ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน มากกว่าการเพิ่มทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

ในกิจกรรม “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ เครื่องประดับจากจังหวัดจันทบุรี งานเครื่องเงินจากสุโขทัย และผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นนครพนม รวมถึงกระเป๋าสานกกจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลเหล่าพัฒนา ที่ต่อยอดจากแนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “Sustainable Fashion” สะท้อนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

สำหรับงาน “DNA นครพนม” ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน โดยผสานมิติ “การท่องเที่ยว–วัฒนธรรม – พลังงาน” เข้าด้วยกัน ภายใต้โมเดล “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดนักท่องเที่ยวกับการลดภาระพลังงานของเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ แนวทางพัฒนาเมืองดังกล่าว ขับเคลื่อนผ่าน 5 Must ได้แก่ Visit, Eat, Shop, Mu และ Rest ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ยังช่วยกระจายกิจกรรม ลดความแออัด และลดการใช้พลังงานเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว

งาน “DNA นครพนม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2569 ณลานพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ร่วมสัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า”

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

จับตาประชุมสภาฯ 1-2เม.ย.นี้ ถก 14 ญัตติแรก ให้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาช้าง-คุ้มครองแรงงานอิสระ-โละกฎหมายล้าสมัย-ยุบส่วนราชการ-จัดการภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ ในวันที่ 1-2 เม.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาญัตติที่สส.เสนอและรายงานของหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรายงานต่อสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ต้องจับตาการพิจารณาญัตติที่ สส. เสนอ ซึ่งมี 14 ญัตติแรกที่ได้รับการบรรจุต่อที่ประชุมสภาฯ โดยส่วนใหญ่เป็นของสส.พรรคฝ่ายค้าน ที่เสนอญัตติขอให้ สภาฯ มีมติตั้งกรรมาธิการร (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาเรื่องต่างๆ อาทิ ญัตติขอให้ศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เสนอโดย นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ญัตติศึกษาแนวทางจัดการระบบคคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการรของแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์ม ญัตติ ศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด  เสนอโดย นางรัดเกล้า 

ญัตติศึกษาการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย เสนอโดยนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการปฏิรูประบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการยุบ ควบรวม ยกระดับ และเปลี่ยนแปลงพันธกิจ อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน  ญัตติศึกษา จัดทำ และติดตามข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับทักษะคนไทย เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันแ ละฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน เสนอโดย นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติให้ศึกษาและติดตามความคืบหน้าการชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เสนอโดย น.ส.ภัคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นต้น

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ ระบุว่า 5พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสนอญัตติเพื่อให้ตั้งกมธ. 4ชุด  ประกอบด้วย กมธ. วิสามัญเพื่อศึกษาการรับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา  กมธ.วิสามัญเกี่ยวกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรร กมธ.วิสามัญชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ กมธ.วิสามัญศึกษากำกับการใช้กัญชา  อย่างไรก็ดีใน 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้นัดประชุมประจำสัปดาห์ร่วมกันอีกครั้ง ในวันที่ 31 มี.ค. เวลา 09.30 น. 

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

วิสุทธิ์ ชี้ ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน เหตุเป็นความเดือดร้อนปชช. มอง คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญ 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีบางส่วนไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส เนื่องจากขณะนี้มีวิกฤตเรื่องน้ำมันอยู่ ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่พรรคร่วมรัฐบาลถึงเวลาตั้งรัฐบาลก็จะมีการประสานงานอยู่แล้ว ส่วนวิกฤตพลังงานต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส ประชาชนลำบากทุกพื้นที่ 

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องใหญ่คือรัฐบาลต้องทำเรื่องน้ำมันเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัสถ้ามีเงินก็ทำได้ แต่วันนี้ถ้าไม่แก้เรื่องวิกฤตน้ำมันจะกระทบไปทุกระบบ ตนอยากให้จัดตั้งรัฐบาลเร็วๆ เพราะเกินศักยภาพของคนใดคนหนึ่งที่จะรับไป เรื่องคนละครึ่งพลัสเป็นนโยบายที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต้องไปพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า มองว่าควรจะแก้เรื่องวิกฤตน้ำมันให้รวดเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทบหมด เป็นเรื่องผลกระทบทั้งนั้น เป็นเรื่องที่วิกฤติที่สุดเท่าที่ตนเคยอยู่การเมืองมา นี่คือข้อเท็จจริง 

“ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส พรรครัฐบาลคุยกันเรื่องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อาจมีเรื่องนี้ด้วยก็ได้ แต่เรื่องน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ทุ่มเทแก้ไข เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ชี้เป็นชี้ตายความเดือดร้อนของรัฐบาล” นายวิสุทธิ์ กล่าว

คิดมาให้แล้ว! ปชน. ชู 4 แผนสู้วิกฤตน้ำมัน หลังนายกฯ แถลงขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือ

คิดมาให้แล้ว! ปชน. ชู 4 แผนสู้วิกฤตน้ำมัน หลังนายกฯ แถลงขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือ

คิดมาให้แล้ว! ปชน. ชู 4 แผนสู้วิกฤตน้ำมัน หลังนายกฯ แถลงขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

คิดมาให้แล้ว! วีระยุทธ พรรคประชาชน ชูแผนสู้วิกฤตน้ำมัน 4 ข้อ หลังนายกฯ แถลงเมื่อวาน มีแต่คำขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแผนรับมือวิกฤตน้ำมันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ หลังจากที่วานนี้ (28 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับผิดว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ของรัฐบาลเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดหายไปคือ “แผนรับมือ” วิกฤตครั้งนี้

นายวีระยุทธ เสนอแผนรับมือ “ฉบับพรรคประชาชน” สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารจัดการราคาน้ำมัน  2) มาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน 3) การจัดการปุ๋ยเคมี และ 4) การเตรียมความพร้อมช่วงสงกรานต์

1. ปรับภาษีเพื่อจัดการราคาน้ำมันแบบขั้นบันได เอาผิดรายใหญ่ลักลอบ-กักตุน รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะใช้หลักการใดในการปรับราคาน้ำมันในอนาคต ล้อไปกับตลาดโลกได้ แต่ต้องไม่กระชาก โดยใช้กองทุนน้ำมันประคองการทยอยขึ้นของราคา เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกแบบที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร 

นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งใช้มาตรการที่มีในมือเพื่อลดต้นทุนในโครงสร้างราคาน้ำมันต่อ 1 ลิตร (ราคา ณ วันที่ 27 มี.ค. 69) โดยมีทางเลือกดังนี้ “ภาษีสรรพสามิต” ที่คิดเป็นต้นทุน 7.50 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 6.92 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีเทศบาล” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.75 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 0.69 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่คิดเป็นต้นทุน 2.92 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 2.45 บาทสำหรับดีเซลหมุนเร็ว รวมถึง “การเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.05 บาท

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ท่ามกลางซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตั นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันการกักตุน นอกจากกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องรายงานการขาย, ราคา, สต็อกทุกสิ้นวันแล้ว ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการวิ่งรถขนส่งน้ำมันแบบ real time เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเส้นทางการขายน้ำมัน โดนตรวจสอบข้อมูลที่รายงานในช่วงวิกฤตเทียบกับข้อมูลการขายน้ำมันในช่วงก่อนวิกฤต เพื่อหาพฤติการณ์เสี่ยงของการกักตุนน้ำมัน

2. มาตรการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของประชาชน วีระยุทธกล่าวว่า แม้นายกฯ อนุทินจะยอมรับความผิดพลาดในการบริหารงาน แต่กลับเสนอให้ประชาชน “ประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร” แต่ไม่มีมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน

นายวีระยุทธ เสนอต่อว่า ถ้าต้องการสนับสนุนให้คน “ใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มเขึ้น” ต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น หาจุด “จอดแล้วจร” ที่เป็นของเอกชนให้เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐช่วยสนับสนุนลดค่าจอดรถ ถ้าต้องการให้ประชาชน “Work from Home” มากขึ้น ต้องออกมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้า-ค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการทำงานที่บ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการที่จัดระบบ Work from Home ให้กับพนักงาน

สำหรับพี่น้องเกษตรกร หากต้องลดการใช้น้ำมันวันละ 1 ลิตร ต้องมีโครงการรับแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้น้ำมัน เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องมีเครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์มาแลกแทน รวมถึงสร้างแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดเพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการประหยัดพลังงานในระยะยาว

สำหรับพี่น้อง SMEs ที่เป็นโรงงานผลิตขนาดเล็ก หรือระบบขนส่งสินค้า หากกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทำคูปองตรวจสอบการประหยัดพลังงาน หรือ Energy audit พร้อมเสนอแนะแนวทางในการลดการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องจักร การปรับกระบวนการผลิตใหม่ การเปลี่ยนเครื่องจักรบางประเภท พร้อมกับการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุน แบบนี้ SMEs จำนวนมากคงประหยัดได้มาก และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ด้วย

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ต้องเร่งออกนโยบาย ผ่อนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านบิลค่าไฟได้ (On-Bill Financing) เช่น โซลาร์เซลล์, เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟฟ้ารุ่นใหม่, ตู้แช่น้ำเย็นประหยัดไฟฟ้า, เครื่องทำน้ำเย็น (Chiller) ประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ โดยไม่ต้องรอมีเงินก้อน

3. มาตรการด้านปุ๋ยเคมี วีระยุทธเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาขายให้เกษตรกรรับทราบและสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนขายเกินราคา หากพบว่ามีใครขายเกินราคาสามารถแจ้งให้รัฐรับทราบข้อมูลและสามารถจัดการได้ทันที โดยรัฐบาลสามารถแจกคูปองส่วนลดให้เกษตรกรไปซื้อกันเอง เช่นคูปองลดราคาได้ไร่ละ 500 บาท  ไม่เกิน 10 ไร่/ราย  เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโครงการโดยทั่วกัน พร้อมกับการควบคุมราคาจำหน่ายปุ๋ยตามกลไกที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่

ส่วนมาตรการระยะกลาง รัฐบาลควรแนะนำการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสำหรับเกษตรกร เช่น มีบริการการตรวจวิเคราะห์ค่าดินแบบเร่งด่วนฟรี และคำนวณสัดส่วนปุ๋ยผสม/ปู๋ยสูตรสำเร็จด้วยตัวเองในสวนได้ โดยควรมีแรงจูงใจเช่นส่วนลดหรือเครดิตการค้าเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ดำเนินการเช่นนั้น นอกจากนี้ หากจะรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น รัฐบาลควรผลักดันให้การขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมี ทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้

และ 4. แนวทางเตรียมการในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของคนไทยทั้งในด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ นอกจากจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะญาติพี่น้องและร่วมงานประเพณี ยังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และขนส่ง รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้สะดวกและราบรื่น ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

นายวีระยุทธ เสนอให้รัฐบาลเตรียมระบบขนส่งสาธารณะให้พร้อม เพื่ออำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้น้ำมัน เช่น การเพิ่มเที่ยว/ขบวนรถทัวร์ รถไฟ การดูแลความปลอดภัยและความสะดวกที่สถานีขนส่งและจุดบริการต่างๆ สร้างความมั่นใจในระบบการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมทั้งแสดงข้อมูลสถานะของปริมาณน้ำมันในแต่ละสถานีที่สามารถตรวจแบบเรียลไทม์ได้ทั้งประเทศ ให้มีการประกาศราคาน้ำมันคงที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันความสับสนและความกังวลใจของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

รวมถึงเตรียมความพร้อมของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การสำรองเวชภัณฑ์ และการดูแลภาระงานและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครด้านการแพทย์ ยิ่งสถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราเห็นว่ารัฐบาลยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนอย่างน้อยใน 4 ด้านข้างต้น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน และสามารถวางแผนการเดินทางช่วงสงกรานต์ได้อย่างราบรื่น

ปาณิดล ย้ำรัฐบาลประสานอิหร่านใกล้ชิด ช่วยเรือไทยติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ

ปาณิดล ย้ำรัฐบาลประสานอิหร่านใกล้ชิด ช่วยเรือไทยติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ

ปาณิดล ย้ำรัฐบาลประสานอิหร่านใกล้ชิด ช่วยเรือไทยติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“ปาณิดล”ย้ำรัฐบาลไทยประสานอิหร่านใกล้ชิด ช่วยเรือไทยติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เหตุประท้วงสถานทูตมี ตร.ดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว

29 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และภาพรวมการช่วยเหลือเรือไทย ว่า กรณีการเดินเรือขนส่งของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ว่าทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับฝ่ายอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดเพื่อให้เรือพาณิชย์ของไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยต่อไป โดยมีเรือที่สามารถเดินทางสามารถเดินทางออกมาสำเร็จแล้วบ้าง แต่ต้องมีการพูดคุยต่อไปอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือเรือลำอื่นๆ ที่ตกค้างอยู่ ส่วนเรื่องลูกเรือ 3 คน บนเรือบรรทุกสินค้ามยุรี นารี นายสีหศักดิ์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ขอให้เร่งช่วยเหลือลูกเรือทั้งสามคน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งความคืบหน้าทันทีที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม

นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องพัฒนาการสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรง และอาจขยายวงกว้างขึ้น จากกรณีกลุ่มฮูตีในเยเมนเริ่มโจมตีอิสราเอล ขณะที่การโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก และการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอาหรับยังคงดำเนินการต่อไป รวมถึงโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ของอิหร่านที่ต้องหยุดการผลิตหลังถูกอิสราเอลโจมตี มีรายงานด้วยว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ประกาศห้ามการขนส่งสินค้าเข้าออกจากท่าเรือของพันธมิตรสหรัฐฯ อิสราเอล และย้ำถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายปาณิดล กล่าวว่า ชาติมุสลิม ประกอบด้วย ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ จะประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ระหว่างวันที่ 29 – 30 มี.ค.เพื่อหาทางลดความตึงเครียดในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้แทนพิเศษตะวันออกกลางของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีสัญญาณเชิงบวก และมีความเป็นไปได้ที่จะพบกับฝ่ายอิหร่านภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯใกล้บรรลุเป้าหมาย และอาจยุติเป้าหมายและอาจยุติปฏิบัติการได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการจากอิหร่าน ในภาพรวมสถานการณ์ยังมีความเปราะบาง ความคืบหน้าการเจรจายังมีความไม่แน่นอน และอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ได้ตลอดเวลา กระทรวงการต่างประเทศ ขอย้ำ ให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และการดำเนินการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีกาตาร์เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายสีหศักดิ์ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรมว.การต่างประเทศกาตาร์ โดยได้ขอบคุณกาตาร์ในการดูแลคนไทย และการอำนวยความสะดวกคนไทยเดินทางกลับไทยอย่างปลอดภัย ฝ่ายกาตาร์ได้ย้ำถึงความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือ และการดูแลคนไทยในกาตาร์ด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ พร้อมแสดงจุดยืนที่หวังให้สถานการณ์สิ้นสุดโดยเร็ว โดยผ่านการดำเนินทางการทูต

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า สำหรับที่อิหร่าน คนไทยอีกหนึ่งชุด จำนวน 8 คน ที่ออกจากอิหร่านเดินทางผ่านตุรกี ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้วเช้าวันที่ 28 มี.ค. ส่วนกรณีอิสราเอล สถานเอกอัครราชทูตณกรุงเทลอาวีฟ ยังขอย้ำแจ้งเตือนการแอบอ้างของมิจฉาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตที่หลอกให้โอนเงินค่าดำเนินการพากลับมาประเทศไทย โดยย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูตไม่มีนโยบายให้โอนเงินค่าธรรมเนียมในการกลับประเทศไทยแต่อย่างใด ขณะที่ทางการอิสราเอลยังได้ประกาศปิดน่านฟ้า จนถึงวันที่ 16 เม.ย. โดยทุกสายการบินต่างชาติระงับการให้บริการ มีเฉพาะสายการบิน EL AL และ ARKIA ที่ยังคงทำการบินมาประเทศไทย แต่ไม่ใช่เที่ยวบินที่ให้บริการตามกำหนดเวลาปกติ และอาจถูกยกเลิก กระทันหันได้ตามความจำเป็นในพื้นที่ ดังนั้นหากคนไทยมีความจำเป็นจะต้องเดินทางออกจากอิสราเอลอย่างเร่งด่วน ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่ออำนวยความสะดวกผ่านช่องทางอื่นต่อไป ส่วนกรณีบาห์เรน สายการบินกัลฟ์แอร์ของบาห์เรน ประกาศโครงการให้บริการเที่ยวบิน รวมถึงเส้นทางดัมมัม-กรุงเทพฯ ถึงวันที่ 30 เม.ย. โดยดำมัมเป็นเมืองสำคัญสำหรับการเดินทางเข้า-ออกของคนในพื้นที่ผ่านประเทศซาอุดิอาระเบีย

เมื่อถามถึงการการชุมนุมหน้าสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค. จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่านหรือไม่ นายปาณิดล กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีหลักปฏิบัติว่าจะต้องประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรณีนี้ตำรวจสันติบาลเข้าไปดูแลอารักขาสถานทูตนั้นนั้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ที่เป็นการสู้รบที่มีความละเอียดอ่อน แม้ไม่มีการชุมนุมประท้วงก็ดูแลสถานทูตที่เป็นคู่กรณีเป็นพิเศษอย่างดีอยู่แล้ว โดยรวมเท่าที่ทราบไม่มีเหตุรุนแรง โดยที่ผ่านมาการที่จะประท้วงปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ดังนั้น การชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทยในช่วงวิกฤติ ในขณะนี้คิดว่าทางการไทยรับมือได้อยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องเคยดำเนินการและมีหลักปฏิบัติที่รองรับชัดเจน ยืนยันว่า ไม่จะส่งผลกระทบความสัมพันธ์ไทยอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยว คนละประเด็นกัน เพราะมีบางกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นการแสดงออก แต่ทางการไทยยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านอยู่ ซึ่งมีการขอความช่วยเหลือจากอิหร่านตามที่ รมว.การต่างประเทศ ได้พูดคุยกับ รมว.การต่างประเทศอิหร่าน เรื่องเรือและลูกเรือ