ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ประกาศโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๘ และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 396 คน ดังนี้ 

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี  หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.05 น.

หลังจากที่วานนี้ (25 ก.พ. 2569 ) คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตทั้งหมด 396 เขต ไปแล้วนั้น และล่าสุด นาย ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ยืนยันความพร้อมเปิดรับรายงานตัว สส. ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจนถึง 6 มีนาคม 2569 โดยเปิดทำการไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

ตามระเบียบการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราวนั้นจะคัดเลือกจาก สส. ที่มีความอาวุโสสูงสุดซึ่งอยู่ในห้องประชุมในวันดังกล่าว โดย สส. ที่ได้รับการทำหน้าที่นี้คือ นาย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือ เตี่ย ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 89 ปี ถือเป็น สส. ที่มีอายุมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของสภาฯ กลับมีแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจจากคลื่นลูกใหม่ พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุดในชุดนี้ด้วยวัยเพียง 25 ปี จากพรรคภูมิใจไทย หลานสาวของนายเนวิน ชิดชอบ ที่คว้าชัยชนะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์มาได้อย่างท่วมท้น

สภา

แฟ้มภาพ

การเปิดสภาฯ ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นภารกิจนิติบัญญัติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย เมื่อ รุ่นใหญ่ ระดับตำนาน จะได้ทำหน้าที่นำทาง รุ่นใหม่ วัยเบญจเพส ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชนอย่างเป็นทางการ

ซึ่ง นาย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือที่คนในแวดวงการเมืองและพี่น้องชาวลำปางต่างขนานนามด้วยความเคารพรักว่า เตี่ย ย่อมเป็นที่ประจักษ์ดีว่าท่านคืออัญมณีเม็ดงามทางการเมืองที่คร่ำหวอดและหยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจประชาชนมาอย่างยาวนาน ท่านสร้างสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นเคียงข้างคู่ชีวิต นางรำไพ โล่ห์สุนทร โดยมีทายาทรวม 5 คน ได้แก่ น.ส.ตวงรัตน์, น.ส.ศรินทร, นายกิตติกร, น.ส.ณฐาพร และนายธนาธร ซึ่งในจำนวนนี้มีบุตรถึง 3 ท่านที่มุ่งมั่นเดินตามรอยเท้าของบิดา เข้ามาสืบทอดอุดมการณ์รับใช้ประชาชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน

ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

ด้วยความเชื่อมั่นว่า ความรู้คืออาวุธสำคัญในการพัฒนาเมือง นายไพโรจน์จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านรัฐศาสตร์อย่างยิ่งยวด ท่านมุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต และ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะได้รับเกียรติสูงสุดคือ ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏลำปาง (มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางในปัจจุบัน) ซึ่งเปรียบเสมือนตราประทับแห่งการยอมรับในองค์ความรู้และการอุทิศตนเพื่อสังคมในพื้นที่ภาคเหนือมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

บนถนนการเมืองที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ด้วยวัย 89 ปี นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือ เตี่ย ชายผู้เกิดในปี 2479 ผ่านร้อนผ่านหนาวบนเส้นทางอำนาจมาอย่างโชกโชน เขาคือภาพจำของนักการเมืองที่ไม่เคยล้มหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ท่านผ่านทั้งยุครัฐบาลผสม การเมืองเปลี่ยนขั้ว และการเปลี่ยนผ่านพรรคการเมืองมาหลากยุคสมัย ตั้งแต่พรรคเอกภาพ, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย จนมาถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเดิมเหนียวแน่นไม่เคยเปลี่ยน คือฐานเสียงในจังหวัดลำปางที่ยากจะสั่นคลอน และบทบาทอันสุขุมในสภาฯ ไพโรจน์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รวมถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะหวนกลับเข้าสภาอย่างสง่างามอีกครั้งในวัย 82 ปี เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 และยังคงยืนหยัดในสนามปี 2566 ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ สมัยที่ 9 จนกระทั่งในปี 2569 นี้ ท่านได้กลับมาใหม่อีกครั้งในฐานะ สส. สมัยที่ 10 ครองตำแหน่งสมาชิกที่อายุมากที่สุดในสภาชุดที่ 27 และการประชุมสภาฯวันแรก นาย ไพโรจ  โล่ห์สุนทร จะทำหน้าที่ เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามระเบียบจะคัดเลือกจาก สส. ที่มีความอาวุโสสูงสุดซึ่งอยู่ในห้องประชุมในวันดังกล่าว 

ซึ่งสำหรับประวัติ สส. อายุน้อยที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก คือ พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร จัดว่ามีดีกรีไม่ธรรมดาและถูกจับตาในฐานะลูกไม้ใต้ต้นของตระกูลการเมืองดัง โดยเธอเป็นบุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ. บุรีรัมย์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งค่ายภูมิใจไทย ด้านการศึกษา พลอย ณัฐธิดา จบปริญญาตรีด้าน Accounting and Finance จาก University of Sussex และปริญญาโทด้าน International Business จาก Hult International Business School ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลก

พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร

พื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านการเงินและธุรกิจสมัยใหม่ของเธอ ถูกมองว่าเป็นอาวุธสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มการทำงานในสภาฯ โดยการนำหลักการวิเคราะห์ข้อมูลและมุมมองของคนรุ่นใหม่มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ ชัยชนะของเธอจึงไม่ได้สะท้อนเพียงแค่พลังของเครือข่ายทางการเมือง แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเปิดรับเลือดใหม่ของชาวบุรีรัมย์ที่ต้องการเห็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์จากรุ่นก่อน และความรู้ด้านเทคโนโลยีจากคนรุ่นใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ptp.or.th, เว็บไซต์รัฐสภา, เฟซบุ๊ก ณัฐธิดา เล็กอุดากร Fanclub

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.04 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เจาะปมร้อน! กกต. ประกาศผลไว 17 วัน กับปริศนา “บาร์โค้ด” ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

ท่ามกลางกระแสความคลางแคลงใจต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็น…
• บาร์โค้ดเจ้าปัญหา: บนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) 

• ปรากฏการณ์ผิดปกติ: ทั้งบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และปมถกเถียงเรื่องต้นขั้วบัตรที่ไม่ระบุเลขที่ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 

แต่แล้วเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. กลับประกาศรับรองผล ส.ส. เขตทันที 396 คน ภายในเวลาเพียง 17 วัน ทั้งที่มีกรอบเวลาตามกฎหมายถึง 60 วัน! ที่น่าสังเกตคือ จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (8 ก.พ.) ให้ชัดเจน ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ประธาน กกต. แถลงให้ทราบทันทีในวันรุ่งขึ้น

ความเร่งรีบนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า… นี่คือความพยายามเชื่อมโยงกับ “เทคโนโลยีฮั้ว สว.” หรือเป็นการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” จากปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูที่กำลังเดินทางจากผู

ตรวจการแผ่นดินไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? 

หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ (เฉพาะบัญชีรายชื่อ) จะเกิดอะไรขึ้น?

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ และสั่งให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อใหม่ทั้งประเทศ จะเกิดประเด็นสำคัญ 3 ด้านที่ต้องทำความเข้าใจครับ:

1.สมาชิกภาพเริ่มเมื่อใด และจบพร้อมกันไหม? 

ตามมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญ 2560 สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง ดังนั้น:

• ส.ส. แบบแบ่งเขต: เริ่มสมาชิกภาพ 8 กุมภาพันธ์ 2569

• ส.ส. บัญชีรายชื่อ (เลือกใหม่): เริ่มสมาชิกภาพในวันเลือกตั้งใหม่

• วันสิ้นสุด: แม้จะเริ่มไม่พร้อมกัน แต่ ต้องสิ้นสุดลงพร้อมกัน เมื่อสภาครบวาระ 4 ปี (นับจาก 8 ก.พ. 2569) หรือมีการยุบสภา เนื่องจากอายุสภาต้องยึดโยงกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเป็นสำคัญ

2. ทางออกกฎหมาย: การแก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม 

เมื่อกรอบ 60 วันตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาฯ (12 ธ.ค. 2568) ผ่านพ้นไปแล้ว การจะจัดเลือกตั้งใหม่ให้ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญพึงมีคำวินิจฉัยเพื่อเปิดช่องให้มีการ “แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม” เพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อฐานอำนาจ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 103

3. “บัญชีรายชื่อเดิม” คือความธรรมธรรมที่สุด 

ในส่วนของผู้สมัคร ควรใช้ “บัญชีรายชื่อชุดเดิม” ที่พรรคเคยยื่นไว้ เนื่องจาก:

• ไร้มลทินตัวบุคคล: เหตุที่เลือกตั้งใหม่มาจากกระบวนการจัดการ ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้สมัคร 

• รักษาสิทธิ: ป้องกันการ “สอดไส้” หรือ “ย้ายพรรคข้ามห้วย” ในช่วงรอยต่อ ซึ่งจะทำให้เจตนารมณ์การเลือกตั้งบิดเบือนไป

• การหาเสียง: ยังคงทำได้ตามปกติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจจากนโยบายของบัญชีรายชื่อชุดเดิมนั้น

บทสรุป

การบริหารจัดการเลือกตั้งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องอาศัยศาสตร์หลายแขนง เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง การยึดหลักการที่ชัดเจนและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะช่วยให้สถาบันนิติบัญญัติมีความมั่นคงและสง่างามอย่างแท้จริงครับ

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.16 น.

ทบ.สวนกัมพูชากลางเวทีโลก! โฆษกกองทัพบก โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา ชี้ บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดนไทย–เขมร เผยตัวเลขพลัดถิ่น 6.5 แสน “เกินจริง”ยัน ไทยยึดหลักกฎหมายสากล-ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.69) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint statement) เมื่อ 27 ธ.ค.68 ดังนี้ 

1. กรณีที่ นายปรักกล่าวว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นมีความเปราะบาง และเรียกร้องให้ไทยมีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด”

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) มิได้มีความเปราะบางดังที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอ้าง หากแต่เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้ตกลงร่วมกัน มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ หากทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบยอมรับร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 
     
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่มีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติ, การแสดงพฤติกรรมยั่วยุของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้า ตลอดจนการไม่แสดงเจตนารมณ์อย่างจริงใจในการร่วมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน
     
นอกจากนี้ การที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมากล่าวถ้อยแถลงในลักษณะดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ และไม่เอื้อต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง

2.กรณีที่ระบุว่า “การปฏิบัติงานของทหารไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลให้พลเรือนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม”

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า หลายแห่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำมายาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิเสธและไม่ยอมรับมาโดยตลอด
       
สำหรับในบางพื้นที่ ในช่วงที่มีสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา  ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ ที่กัมพูชาใช้โจมตีทำร้ายทหารและพลเรือนฝ่ายไทย จึงถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว  เพื่อยับยั้งการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีจากฝ่ายไทย
       
ซึ่งต่อมาภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงกัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”  
      
ส่วนการวางเครื่องกีดขวางด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนามนั้น ก็เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันในพื้นที่
      
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาต้องเป็นผู้พลัดถิ่น 650,000 คน นั้น เป็นตัวเลขที่ดูเกินเลยความเป็นจริงไปมาก  เพราะในช่วงที่ทั้งไทยและกัมพูชา มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน ฝ่ายไทยได้พยายามจำกัดวงการใช้อาวุธให้อยู่ในขอบเขตเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ที่มีผลต่อการคุกคามฝ่ายไทยเท่านั้น การใช้อาวุธจะมีเป้าหมายอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่บริเวณแนวชายแดนเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อประชาชนกัมพูชาในพื้นที่อื่นๆ  ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล 
     
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่สามารถกลับบ้านได้มีจำนวนสูงถึง 80,000 คนนั้น เป็นเรื่องเท็จ โดยเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน ซึ่งในข้อเท็จจริง ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านหลักในจังหวัดสระแก้ว จะมีเพียงไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นจำนวนบุคคล จะมีเพียงหลักพันคนเท่านั้น
        
ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นประชาชนกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย จากการที่ไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต ในสมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เป็นผู้ที่บุกรุก หรือผู้รุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย 
       
ดังนั้น แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะออกมากล่าวให้ร้ายฝ่ายไทยต่อเวทีนานาชาติต่อกรณีดังกล่าว  กัมพูชาควรหันกลับไปดำเนินการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนกัมพูชาของตนจะดูเหมาะสมกว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล ให้เหมือนที่ประเทศไทยเคยดูแลพี่น้องผู้อพยพชาวกัมพูชาเมื่อครั้งในอดีต 

“จากเหตุการณ์ทั้งในครั้งนี้และที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้กัมพูชาทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดความน่าเชื่อถือของไทย หรือนำข้อมูลเพื่อรับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ร่วมกันไว้ จึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการให้ข้อมูลซ้ำเดิมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศ ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น จึงควรหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจภายใต้กลไกทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์” พล.ต.วินธัย กล่าว 

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.15 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) เวลา 11.00 น.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองที่จะแสดงเจตนารมณ์สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีว่าที่ สส.จำนวน 5 เสียง นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ จำนวน 1 เสียง

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี รวมแล้วทั้งสิ้น 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

มีรายงานความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย เริ่มเห็นเค้าลาง โดยเริ่มแบ่งโควตาคร่าวๆ เป็นโควตานายกรัฐมนตรี 5 คน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ , นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ และเก้าอี้ของกระทรวงกลาโหม ที่ยังรอพิจารณาบุคคลความเหมาะสม

ขณะที่โควตาของพรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 19 ตำแหน่ง เบื้องต้น จะมีกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงการคลัง , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงพลังงาน , กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงอุตสาหกรรม , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงวัฒนธรรม , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย , นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม , นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม , นายภราดร ปริศนานันทกุล , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ยังมีชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา ที่เป็นกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายเข้ามา ซึ่งรอระบุกระทรวง หลังจากคุยเรื่องโควตากับพรรคร่วมรัฐบาลเสร็จแล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โควตา 8 ที่นั่ง 4 กระทรวง คาดว่าจะได้คุม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยมีชื่อของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะที่ อีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็ก อื่นๆ ที่คาดว่าจะได้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เปิดโผ‘ครม.อนุทิน2’-ภท.กวาด19ที่นั่ง ยึด‘14กระทรวง’ นายกฯหนูนั่งควบมท.1 แบ่งเค้ก‘เพื่อไทย’8ที่นั่ง

เปิดโผ‘ครม.อนุทิน2’-ภท.กวาด19ที่นั่ง ยึด‘14กระทรวง’ นายกฯหนูนั่งควบมท.1 แบ่งเค้ก‘เพื่อไทย’8ที่นั่ง

เปิดโผ‘ครม.อนุทิน2’-ภท.กวาด19ที่นั่ง ยึด‘14กระทรวง’ นายกฯหนูนั่งควบมท.1 แบ่งเค้ก‘เพื่อไทย’8ที่นั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดโผ‘ครม.อนุทิน2’-ภท.กวาด19ที่นั่ง ยึด‘14กระทรวง’ นายกฯหนูนั่งควบมท.1 แบ่งเค้ก‘เพื่อไทย’8ที่นั่ง ลุ้นคนนอกคุม‘กลาโหม’ โควตาบ้านใหญ่มาครบ

สะพัดแบ่งเก้าอี้รมต.ตามสูตร“ภูมิใจไทย”ได้ 19 ที่นั่ง คุม 14 กระทรวง แบ่งเค้ก“เพื่อไทย” 8 ที่นั่ง ที่เหลือให้ “พปชร.-พรรคเล็ก”ลุ้นคนนอกคุมกระทรวงกลาโหม ด้าน “พปชร.-โอกาสใหม่” ขน 6 เสียงหนุน“อนุทิน”เปิดตัว 26 กุมภาพันธ์นี้ ขณะที่“ธรรมนัส” ซุ่มเงียบ หลังกลับถึงไทย ไร้เงาโผล่กระทรวงเกษตรฯลูกพรรคยังลุ้นสัญญาณ “ภท.” เตรียมโชว์พลัง 58 สส.รายงานตัวพร้อมกันทั้งพรรค

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 26 ก.พ. 2569 เวลา 11.00 น. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองที่จะแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีว่าที่สส.จำนวน 5 เสียง นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ จำนวน 1 เสียง ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมือง ที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี รวมแล้วทั้งสิ้น 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

แบ่งเค้ก‘ภท.’ได้โควตา19เก้าอี้รมต.

มีรายงานความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย เริ่มเห็นเค้าลาง โดยเริ่มแบ่งโควตาคร่าวๆ เป็นโควตานายกรัฐมนตรี 5 คน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ และเก้าอี้ของกระทรวงกลาโหม ที่ยังรอพิจารณาบุคคลความเหมาะสม

ขณะที่ โควตาของพรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 19 ตำแหน่ง เบื้องต้น จะมีกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

ล้วน‘บิ๊กเนม’นั่งเก้าอี้รมต.กันทั่วหน้า

โดยผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.
ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังมีชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา ที่เป็นกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายเข้ามา ซึ่งรอระบุกระทรวง หลังจากคุยเรื่องโควตากับพรรคร่วมรัฐบาลเสร็จแล้ว

พท.ได้8รมต.-คุมงาน4กระทรวง

ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โควตา 8 ที่นั่ง 4 กระทรวง คาดว่าจะได้คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยมีชื่อของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายประเสริฐ จันทรรวงทองและนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะที่ อีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเล็ก อื่นๆ ที่คาดว่า จะได้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

‘อามินทร์’รอ’‘ธรรมนัส’ที่ก.เกษตรฯ

เวลา 13.50 น. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม และว่าที่ สส.นราธิวาส เขต 2 เปิดเผยว่ากำลังติดต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมอยู่ ซึ่งตนก็เดินทางมารอ นายอามินทร์ กล่าวว่า พรรคกล้าธรรม ได้เตรียมข้อมูลเพื่อกรอกข้อมูลรายงานตัว สส. ชุดที่ 27 ส่วนจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็แล้วแต่พรรค แต่พร้อมทำงานทุกอย่าง

‘ผู้กอง’เก็บตัวเงียบไม่เข้ากระทรวงฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายหลังเดินทางกลับจากพักผ่อนที่ประเทศฟินแลนด์ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส เก็บตัวเงียบ ไม่มีการแจ้งหมายวาระงานต่อทีมงานแม้แต่คนเดียว และไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่มีรายงานข่าว ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม บรรดาแกนนำพรรค และ สส.กำลังรอสัญญาณจาก ร.อ.ธรรมนัสว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า หากพรรค กธ.ไม่ได้ร่วมรัฐบาล อาจจะมี สส.พรรคกล้าธรรม ที่โหวตสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณการติดต่อทาบทามร่วมรัฐบาลจากพรรค ภท.แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผล สส. 396 คน ในส่วนพรรคกล้าธรรม จะยังไม่เดินทางไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แต่จะรอให้มีการประกาศรับรองผล สส.บัญชีรายชื่อซึ่งได้มาจำนวน 2 คน คือ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เพื่อรอไปรายงานตัวพร้อมกันทั้งหมด 58 คน

‘ชูวิทย์’ยังหวัง‘กธ.’เข้าร่วมรบ.

เวลา 15.40 น. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่มีสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม ว่า ต้องให้เขารับรองสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส่วนการคุยกันผู้ใหญ่ยังคุยกันอยู่ ข่าวก็คือข่าวไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรมยังมีความหวังอยู่หรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวสั้นๆ ว่า “มีครับ มีครับ” เมื่อถามต่อว่า อะไรที่ทำให้พรรคกล้าธรรมยังคิดว่า มีความหวังที่จะได้ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย นายชูวิทย์ กล่าวว่า เรามีความหวังอยู่เพราะว่า เราร่วมรัฐบาลกันอยู่แล้วและทำงานด้วยกันอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ ร้อยเอกธรรมนัส ไม่เดินทางมา เพราะเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ ตอนแรกท่านว่าจะเข้ามา แต่คงเหนื่อย จึงไม่ได้เดินทางเข้ามา ซึ่งปกติทุกวันพุธ ร้อยเอกธรรมนัส จะเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ วันนี้มีโอกาสที่จะเข้ามาหรือไม่ นายชูวิทย์กล่าวว่า ก็รอกันอยู่

ยืนยันไม่มีกระแสข่าว‘งูเขียว’

สำหรับกรณีกระแสข่าวที่บอกว่าจะมีงูเขียวเกิดขึ้นนั้น นายชูวิทย์ ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน วันนี้น่าจะไม่มีงูอะไรแล้ว เพราะว่าวันก่อนคนที่ย้ายไป เขาก็บอกว่า ก็มีงูนั่นงูนี่ วันนี้คงจะไม่มีงูอะไรแล้ว และวันนี้ก็ยังทำงานร่วมรัฐบาลกันอยู่ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ได้ในช่วงสงกรานต์ เมื่อถามย้ำว่าวันนี้ไม่มีโอกาสที่ร้อยเอกธรรมนัส จะกลับเข้ากระทรวงเกษตรแล้วใช่หรือไม่ นายชูวิทย์กล่าวว่า คงไม่เข้าแล้ว เพราะตนเองก็ติดต่อไม่ได้เหมือนกันและวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ติดต่อไป แต่ไร้สัญญาณตอบกลับ อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศ พวกเราก็ไม่อยากรบกวน

‘ไทรวมพลัง’พร้อมหนุน‘อนุทิน’

นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวว่า พรรคไทรวมพลัง ขณะนี้มี สส. 6 คน พร้อมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนโยบายตรงกันโดยเฉพาะเรื่องปัญหาชายแดน เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกัน แต่ยังไม่มีการเชิญอย่างเป็นทางการ ในส่วนรายละเอียดเรื่องหลักการยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากให้เกียรติพรรคอันดับ 1 ในการรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทรวมพลัง มีแค่ 6 เสียง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีโควตาพรรคไทรวมพลัง ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของพรรคไทรวมพลังที่มีจำนวน 6 คน หากได้เข้าร่วมรัฐบาล อาจได้รับโควตา ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง 1 ตำแหน่ง ซึ่งคาดว่า จะเป็นนายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ประธานที่ปรึกษาพรรคไทรวมพลัง อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา

ทบ.ชี้วินาศกรรมทำได้ยาก ‘คลังอาวุธ’ตั้งอยู่ห่างเขตชายแดน ปิดประตูสายลับเข้าก่อเหตุ

ทบ.ชี้วินาศกรรมทำได้ยาก ‘คลังอาวุธ’ตั้งอยู่ห่างเขตชายแดน ปิดประตูสายลับเข้าก่อเหตุ

ทบ.ชี้วินาศกรรมทำได้ยาก ‘คลังอาวุธ’ตั้งอยู่ห่างเขตชายแดน ปิดประตูสายลับเข้าก่อเหตุ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทบ.ชี้วินาศกรรมทำได้ยาก ‘คลังอาวุธ’ตั้งอยู่ห่างเขตชายแดน ปิดประตูสายลับเข้าก่อเหตุ กำชับทุกหน่วยเฝ้าดูแลเข้ม ‘หนู’ชี้สุรินทร์บึ้มอุบัติเหตุ

เกิดเหตุคลังเก็บอาวุธ ตชด.21 จ.สุรินทร์ ระเบิดครั้งใหญ่“อนุทิน”แจงเหตุคลังอาวุธระเบิด ชี้เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม ยืนยันไม่มีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษายุทธภัณฑ์ ต้องเพิ่มมาตรการดูแล ไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีกโฆษกทบ.ยันกองทัพดูแลคลังอาวุธทั่วปท.ตามมาตรฐานสากล ระบุสาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ชี้วินาศกรรมส่งสายลับก่อเหตุทำได้ยาก เหตุตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนใน ห่างชายแดน สำรวจพบบ้านหลายหลังเสียหาย

จากกรณีเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ คลังเก็บอาวุธ อยู่ภายในกองกำกับการตำรวจตระเวรชายแดนที่ 21 บริเวณถนนเลี่ยงเมืองสุรินทร์ อยู่ที่หมู่บ้านกรอนเหนือ ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 19.43 น. ของวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านที่พบเห็บเป็นอย่างมาก เกิดไฟลุกก่อนจะมีไฟส่องสว่างขึ้นเป็นลูกไฟขนาดใหญ่สว่างดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ พร้อมมีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถานที่ที่เกิดเหตุ เป็นโกดังขนาดใหญ่เก็บคลังแสงอาวุธของทหารมีทั้งระเบิดลูกคอ อาร์พีจี ลูกกระสุนปืนใหญ่รวมไปถึงพลุสองแสงที่เป็นยุทโธปกรณ์ของทหาร โดยทางเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุินทร์ประสานชุดรถดับเพลิงมาจากหลายหน่วยงานช่วยกันลำเลียงน้ำไปเร่งฉีดสกัดบริเวณจุดเกิดเหตุ

ขณะที่กองทัพบกโดยมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) ได้จัดส่งกำลังพลชุดปฏิบัติการพร้อมรถน้ำดับเพลิงเข้าสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเร่งควบคุมเพลิงและระงับเหตุในเบื้องต้นโดยด่วน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนเลี่ยงเมืองสุรินทร์เพื่อความปลอดภัย

แถลงคลังแสงบึ้มเกิดจากอากาศร้อน

ในเวลา 21.20 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ พล.ต.ไชยนคร กิจคณะ ผบ.มทบ.ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมแถลงเหตุคลังเก็บอาวุธภายใน ตชด.21 จ.สุรินทร์ ระเบิดโดยผวจ.ระบุว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ คลังเก็บอาวุธที่ 1 เป็นอาคารเก็บระเบิดลูกปืนค.และอาร์พีจี หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ตะโกนให้วิ่งหนี จากนั้นเพลิงลุกลามไปอาคารที่ 2 ใช้เก็บกระสุนปืนเล็กและเกิดระเบิดขึ้น มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย โดนสะเก็ดระเบิดที่หัวเข่า

โดยได้เตรียมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ทั้งรถโฟม ฉีดสารเคมี และรถฉีดน้ำเฝ้าตลอดทั้งคืน รอช่วงภาคกลางวันจะส่งโดรนบินสำรวจ เชื่อจะไม่มีลุกลามแล้ว แต่ไม่ประมาทมีการเตรียมรถพยาบาลและโรงพยาบาล 2 แห่ง โดยพรุ่งนี้ มีการวางแผนไว้ ชุดแรก ที่จะเข้าไปตรวจสอบเป็นหน่วยอีโอดี (EOD) เข้าไปสำรวจว่าจะเก็บกู้หรือทำลาย ชุดที่ 2 จะเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ซึ่งต้องมีการซักซ้อมกันก่อนในคืนนี้เพื่อความปลอดภัย

พล.ต.ไชยนครเปิดเผยว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากสภาพอากาศร้อนซึ่งวันที่ 24 ก.พ. อากาศร้อนมาก เจ้าหน้าที่ระบุมีการเปิดประตูคลังไว้เพื่อระบายอากาศ ซึ่งเรามีระเบียบในการดูแลคลัง มีการติดสปริงเกอร์ระบายความร้อน เมื่อเกิน 40 องศา จะต้องเปิดสปริงเกอร์ ซึ่งพื้นที่ภายในตชด.ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตชด.พักอาศัยอยู่ดังนั้นประชาชนทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบ

ต่อมา เวลา 23.30 น. นายจำเริญแหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ เข้าบัญชาการเหตุการณ์โดยนำโดรนบินตรวจสอบพื้นที่เพลิงไหม้ และควบคุมสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้ว

สำรวจพบบ้านหลายหลังเสียหาย

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสำรวจความเสียหายจากเหตุคลังอาวุธกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 เกิดระเบิดและไฟไหม้จนสามารถควบคุมสถานการณ์สงบลงแล้ว ช่วงเช้าพบว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการกั้นแนวเขตบริเวณที่เกิดเหตุห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ ขณะที่บริเวณอาคารบ้านพักข้าราชการ ที่อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร พบกระจกมีร่องรอยแตกเสียหาย

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านกรอนเหนือ ต.เฉนียง อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตรซึ่งมีบ้านอยู่ 12 หลังคาเรือน พบว่าได้รับความเสียหายทุกหลังโดยเฉพาะบ้านของ น.ส.สุณี อายุ 55 ปี ซึ่งที่เช่าอาศัยอยู่ได้รับความเสียหายหนักกว่าเพื่อน ปรากฏว่ากระจกหน้าต่าง และฝ้าเพดานร่วงหล่นลงมา จากสั่นสะเทือนของแรงระเบิดและยังพบหางของจรวดRPG ตกอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านอีกด้วย เช่นเดียวกับบ้านของ นางสุขิตรา อายุ 58 ปี ครูโรงเรียนเมืองสุรินทร์ ได้รับความเสียหายขอบหน้าต่างร้าวหลอดไฟร่วงหลุดจากเพดานด้วยเช่นกัน

‘อนุทิน’แจงคลังแสงบึ้ม-ไม่ใช่วินาศกรรม

เวลา 12.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีเกิดเหตุอัคคีภัยภายในคลังกระสุนของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จ.สุรินทร์ว่าได้รับรายงานว่าสาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุทางเทคนิค ไม่ใช่วินาศกรรม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษายุทธภัณฑ์ก็ต้องเพิ่มมาตรการดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

นายกฯยืนยันว่าไม่มีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนความกังวลของประชาชนในพื้นที่ที่กังวลเกี่ยวกับการอพยพ เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากอยู่ใกล้คลังอาวุธ และกังวลว่าจะได้รับอันตราย จึงต้องอพยพไปในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นแผนเผชิญเหตุที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเตรียมการไว้อยู่แล้ว และขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

ทบ.ยันดูแลคลังอาวุธมาตรฐานสากล

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวถึงการดูแลคลังอาวุธของกองทัพภายหลังกรณีเกิดเหตุอัคคีภัยภายในคลังกระสุนของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จ.สุรินทร์ ว่าเรื่องการดูแลคลังอาวุธ มีระเบียบและเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่นที่ตั้ง การบริหารจัดการพื้นที่ มันจะเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตํารวจ ส่วนใหญ่เหตุสิ่งที่เกิดขึ้นจะเกิดจากสภาพแวดล้อมอากาศที่ร้อนจัด ทําให้เกิดการปะทุและลุกไหม้ ทั้งนี้ การจัดเก็บต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการแยกส่วนบ้าง อาจจะไม่ได้จัดเก็บรวมเอาไว้เสียแต่ทีเดียว สาเหตุของคลังอาวุธระเบิดนอกจากเรื่องอากาศร้อนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นการขยับเพื่อทำเพื่อทำความสะอาด แต่ที่สบายใจได้ก็คือการจัดเก็บอาวุธซึ่งเป็นวัตถุที่มีอันตรายมีการจัดเก็บที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นระบบเดียวกันของสากล

ชี้ก่อวินาศกรรมทำยากห่างชายแดน

เมื่อถามว่าตัดประเด็นเรื่องการก่อวินาศกรรมได้ ใช่หรือไม่ พลตรีวินธัยกล่าวว่า เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากข้อมูลที่เรามีไม่ปรากฏในลักษณะเช่นนั้นซึ่งในพื้นที่คลังอาวุธส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่พื้นที่ตามแนวชายแดน ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนใน ห่างไกลพอสมควร ส่วนกรณีสายลับข้ามาก่อวินาศกรรมนั้น ก็น่าจะทำได้ยาก เนื่องจากที่ตั้งคลังอาวุธไม่ได้อยู่ในชุมชน ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดอาคารอื่น แต่แยกส่วนออกมา หากเป็นคลังอาวุธที่มีวัตถุระเบิดขนาดใหญ่ อาคารปลูกสร้าง จะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอาวุธประจําหน่วยก็ถือว่าไม่ได้หนักมาก

กำชับหน้าร้อนตรวจเข้มคลังแสง

“ทุกอย่างมีวิธีการบริหารจัดการอยู่แล้ว ที่ตั้ง วิธีการจัดเก็บ วิธีนําไปใช้ การจําหน่ายทุกอย่างอยู่ในระบบ ขณะที่คลังแสงอาวุธของกองทัพบกทั่วประเทศ เราได้กําชับอยู่เป็นประจําอยู่แล้วในการในเรื่องมาตรการการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน” พลตรีวินธัย กล่าว

พลตรีวินธัยกล่าวว่า ในส่วนกองทัพบก การดูแลคลังอาวุธในช่วงใกล้กับฤดูร้อนจะมีการกำชับเจ้าหน้าที่และเพิ่มมาตรการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้วซึ่งจากประวัติส่วนใหญ่ การเกิดเหตุในลักษณะนี้ มักจะเกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน ส่วนที่ประชาชนตั้ง
ข้อสังเกตว่าทำไมเหตุไฟไหม้ไม่เกิดในช่วงกลางวันนั้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆรอบด้านด้วย เนื่องจากบางครั้งการปะทุอาจเกิดขึ้นได้จากการสะสมความร้อนที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ซึ่งการดูแลรับผิดชอบต่างๆ นั้น เจ้าหน้าที่ดูแลคลังอาวุธต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอยู่เช่นการตรวจตราตามรอบเวร

ไม่กระทบอาวุธดูแลพื้นที่ชายแดน

ส่วนกรณีที่ประชาชนกังวลว่าอาวุธและกระสุนที่ประสบอัคคีภัยนั้นเป็นอาวุธและกระสุนที่ใช้ดูแลพื้นที่ชายแดนจะส่งผลกระทบต่อกับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่หรือไม่นั้น พลตรีวินธัย ตอบว่า คลังกล่าว เป็นคลังในเพียงระดับหน่วย กระสุนที่ใช้จึงเป็นกระสุนสำหรับอาวุธเพียงระดับหน่วยใช้เท่านั้น เท่าที่ทราบปริมาณกระสุนก็ไม่ได้มีจำนวนมากจึงส่งผลกระทบไม่มากนัก โดยตามระเบียบของการจัดเก็บอาวุธ คลังอาวุธระดับหน่วยก็จะมีกระสุนในจำนวนหนึ่งเมื่อใช้หมดจึงจะมีการจัดหามาเพิ่มเติมดังนั้นกระสุนส่วนที่ประสบเหตุจึงถือว่าเป็นเหมือนการใช้อาวุธเพียงระยะหนึ่งเท่านั้นโดยหน่วยนั้น ก็มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ชายแดน และไม่มีอาวุธหนักเหมือนกับคลังอาวุธในระดับส่วนกลาง

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

รมว.ต่างประเทศไทย ตอกหน้ารมต.เขมรกลางเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น ซัดบิดเบือนใส่ร้ายไทย ยั่วยุซ้ำซากแฉซ้ำแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ต้นตอแห่งความตึงเครียดชายแดน ถามกลับเขมรจะเลือกสันติภาพและความขัดแย้ง ด้านโฆษก ทบ.ย้ำเขมรยิงปืน ค. ใส่ไทย ช่วงหยุดยิง เป็นเวลาเปราะบาง ลั่นพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเอง ตอบโต้ทันทีหากตั้งใจคุกคาม ย้ำกำลังพลหน้าแนวอดทนอดกลั้นระวังสูงสุด ยันทหารไทยยึดระเบียบวินัยเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 วานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall,Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

สีหศักดิ์แถลงตอกหน้าเขมรกลางUN

นายสีหศักดิ์เริ่มกล่าวถ้อยแถลงโดยระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่าในช่วงที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทาย เช่น ปัจจุบัน ทุกประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯยังเห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศ ที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

ซัดบิดเบือนใส่ร้ายไทยยั่วยุซ้ำซาก

รมว.การต่างประเทศของไทยยังได้กล่าวตอบโต้รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่กล่าวพาดพิงประเทศไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ในการกล่าวถ้อยแถลงของการประชุมระดับสูงวันเดียวกันว่า กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือน เพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมือง ภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย และมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

ขวางข้อตกลงร่วมสร้างสันติภาพ

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาจะเผชิญหน้า กับกัมพูชา เพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ

ย้อนถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

“ส่วนข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นเดิม ในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างที่รอการหารือ เพื่อแก้ปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป”นายสีหศักดิ์กล่าว

ทบ.ยันทหารไทยเคร่งระเบียบวินัย

ด้านพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังกัมพูชายิงปืนค.40 มม.เข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทางการไทยได้มีการพูดคุยกับกัมพูชาหรือไม่ว่าชุดประสานงานได้ทำงานตลอดอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ตลอดแนวชายแดนค่อนข้างยาว มีหน่วยย่อยหลายหน่วย ขณะที่ฝั่งไทยเคร่งครัด ดูแลทหารให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่ละเอียดอ่อน แต่ฝั่งกัมพูชาก่อเหตุให้เห็นอยู่ต่อเนื่อง ด้วยวัตถุประสงค์และสาเหตุที่หลากหลาย ตามที่หน่วยในพื้นที่ของกัมพูชาชี้แจง ซึ่งหน่วยประจำพื้นที่ของฝ่ายไทยก็รู้อยู่ และต้องมีวิธีสื่อสาร ทำความเข้าใจกันให้ได้ เพื่อให้งานที่รับผิดชอบต้องเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงยิงดังนั้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกำลังพลที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ ต้องผ่านการฝึกและมีมาตรฐานการทำงานในพื้นที่อ่อนไหวนี้ได้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงต่อกัน

ฮึ่มพร้อมตอบโต้ทันทีถ้าตั้งใจคุกคาม

โฆษก ทบ.กล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการยิงกลับไปนั้น เป็นไปตามมาตรการที่วางไว้กับกัมพูชา แต่ตำบลกระสุนตกที่กัมพูชายิงเข้ามา ยังห่างไกลที่จะทำอันตรายกำลังพลฝ่ายไทย แต่เราถือว่าถ้ามีอาวุธหลุดเข้ามาในพื้นที่ที่เราเคยบอกไว้แล้วว่าไม่ควรเกิดเหตุ เราก็จำเป็นต้องตอบโต้กลับไป แต่เป้าหมาย ในการตอบโต้กลับจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่

ส่วนที่กัมพูชายังใช้ข้ออ้างซ้ำๆ ในการก่อเหตุ เช่น ความไม่มีระเบียบวินัยนั้น พลตรีวินธัย ยืนยันว่า แล้วแต่หน่วยในพื้นที่จะพิจารณาอย่างไร เช่น หากมีหน่วยหนึ่ง เคยใช้เหตุผลในลักษณะนี้แล้ว ถ้าพิจารณาแล้วฟังไม่ขึ้น มองว่าเกิดจากความตั้งใจ ต้องการกระทำต่อทหารไทย สามารถใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองได้ ซึ่งทุกหน่วยมีมาตรการป้องกันตนเองอยู่แล้ว

อย่าเชื่อข่าวจากมาลีไม่ตรงข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีพลโทหญิงมาลีโสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงโจมตีไทยนั้น พลตรีวินธัย กล่าวว่า พลโทหญิง มาลี อาจอยู่ไกลจากพื้นที่หน้าแนว และตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ข่าวที่มาจากพลโทหญิงมาลี มักไม่ตรงกับข้อเท็จจริงฉะนั้นต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว

โฆษก ทบ.ยังกล่าวถึงกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบฝ่ายกัมพูชา บนเวที การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่น่าจะสัมพันธ์กันโดยตรง ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารขึ้นอยู่กับปัจจัยในพื้นที่มากกว่า เพราะเป็นลักษณะป้องกันตามแผนเผชิญเหตุ และด้วยข้อมูลการข่าวของฝ่ายไทย พบกัมพูชายังไม่ได้มีท่าทีที่จะคุกคามด้วยกำลังทางทหาร และหลายหน่วยก็อยู่ไกลจากชายแดนไทย เพียงแต่อาจเริ่มเดินมาสำรวจบ้างตามแนวรั้วลวดหนาม และแนวคิดมีเครื่องกีดขวางป้องกันอยู่ หลังพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มโล่งเตียนจากการเผา แต่ยังไม่มีลักษณะความตึงเครียดอย่างที่ผ่านมา

ย้ำกำลังพลหน้าแนวให้อดกลั้นระวังสูงสุด

เมื่อถามว่า นอกจากผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะพูดคุยกันเองแล้ว จะมีการใช้กลไกระดับ RBC หรือไม่ พลตรีวินธัยยืนยันว่า เป็นไปได้ที่จะรวบรวมรายละเอียดต่างๆ เพื่อไปพูดคุยกัน พร้อมยอมรับตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาละเอียดอ่อน เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงหยุดยิง ขณะเดียวกัน ได้ย้ำกำลังพลอยู่แล้ว ในเรื่องความอดทนอดกลั้น โดยเฉพาะกำลังพลที่อยู่หน้าแนว ต้องระมัดระวังทุกเรื่อง เพราะถือเป็นพื้นที่เผชิญหน้า มีความละเอียดอ่อน เชื่อมั่นว่ากำลังพลฝ่ายไทยอยู่ในระเบียบและวินัยที่จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชื่นชมสีหศักดิ์ล่อเขมรสะดุดขาตัวเองตกหลุม

มีความเห็นจากผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบทบาทของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เป็นยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ที่วางเกมให้กัมพูชาเคลื่อนไหวก่อน ค่อยตอบโต้ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง การดำเนินการของฝ่ายไทยมีลักษณะคล้ายการเปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแสดงข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจนผู้กล่าวหาสะดุดขาตัวเอง เพราะพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก แถมเป็นการบิดเบือน ข้อมูล ก่อนที่ไทยจะชี้แจงและหักล้างด้วยเอกสาร หลักฐานและข้อเท็จจริง ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกอยู่ในฐานะประเทศที่ยึดกติกาสากลและแนวทางสันติ บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนการทูตร่วมสมัยที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง โดยฝ่ายไทยนำเสนอทั้งเอกสาร แผนที่ หลักฐานภาพ และข้อมูลเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา การโต้ตอบเป็นระบบและสุขุม ช่วยให้คณะทูตและผู้แทนประเทศต่างๆ มองไทยในฐานะคู่เจรจาที่เชื่อถือได้มากขึ้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจทำให้ผู้กล่าวหาเสียความน่าเชื่อถือระยะยาว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการทูตยุคใหม่ ไม่ใช่แข่งขันด้วยถ้อยคำ แต่แข่งด้วยข้อเท็จจริง และการสื่อสารต่อประชาคมโลกอย่างมีหลักฐานรองรับ เป็นปัจจัยสำคัญสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจในเวทีระหว่างประเทศ

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต สภารับรายงานตัว26ก.พ.

แก๊งป่วนคัดค้านเลือกตั้งซูม บาร์โค้ด ถอดรหัสบัตร อาการหนัก กกต.ตลบหลัง ดำเนินคดี 5 รายรวด พร้อมขยายผลกวาดล้างข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งและความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน กกต.รับรองผลเลือกตั้งสส.เขตแล้ว 396 ราย สภาจัดรับรายงานตัว 26 ก.พ.เป็นต้นไป เผยรั้งไว้ 4 เขต ยังไม่รับรอง มีทั้งพะเยา สุพรรณบุรี จันทบุรี บางหน่วยต้องนับคะแนนใหม่

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กกต.มีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 396 เขตเลือกตั้งตามที่สำนักงานฯเสนอหลังได้รับรายงานผลการตรวจสอบและรับฟังรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้งแล้วว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งการประกาศรับรองผลดังกล่าวไม่ตัดอำนาจกกต.ในการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนและร้องทุจริตในภายหลัง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลแล้วสามารถรับหนังสือรับรองจาก กกต.ได้ตั้งแต่วันที่ 26 กพ. เพื่อนำไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

แขวนไว้ก่อน 4 เขตเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 4 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่ประกาศรับรอง เนื่องจากว่าอยู่ระหว่างที่ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่และนับคะแนนใหม่ คือ จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8

โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1ของแต่ละเขต ประกอบด้วย จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้ง ที่ 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย

สำหรับสส.บัญชีรายชื่อคาดว่า สามารถรับรองผลทั้ง 100 คน ได้ต้นเดือนมีนาคม

สภาจัดสถานที่รายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาคารรัฐสภา ชั้น B1 ซึ่งเป็นสถานที่รองรับการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผล เป็นไปอย่างคึกคักมีการจัดปรับปรุงสถานที่รอรับการรายงานตัวของสส.ในวันที่ 26 ก.พ.นี้

ขณะที่บริเวณลานจอดรถมีการปิดแผนป้ายประกาศ แจ้งเคลื่อนย้ายรถบริเวณลานจอดรถชั้น B1 ภายในวันที่ 25 ก.พ.เพื่อใช้สถานที่ลานจอดรถรับรองสส.รายงานตัววันที่ 26 ก.พ.-6 มี.ค. ลงท้าย ตร.จร.สผ. 24/02/2569 และปิดแผ่นป้ายที่จอดรถ สส.รายงานตัว โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากันพื้นที่จอดรถไว้บริเวณล็อก M11-M15 สภาฯ เตรียมพื้นที่พร้อมรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ.นี้ เปิดรายงานตัวทุกวัน 08.30-16.30 น. รอ กกต. รับรอง สส.ครบ 95% เตรียมโหวตเลือกประธานสภาฯ ขั้นตอนต่อไป

เปิดรายงานตัว สส.ทุกวัน

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบความเรียบร้อยพื้นที่และเช็คอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องประชุมชั้น B1 ที่เป็นสถานที่ใช้รับรองการรายงานตัว สส. ชุดที่ 27 ที่จะเดินทางมารายงานตัวเป็น สส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ภายหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรอง สส.เขต จำนวน 396 เขต

นายศิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีความพร้อมรับรายงานตัว สส.ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ สถานที่และระบบต่างๆ พร้อมแล้ว 80% มีอุปสรรคเล็กน้อย คือ บัตรประจำตัว สส. ที่กำลังเร่งให้เสร็จทันกำหนด หากไม่ทัน
ในวันแรก จะจัดส่งตามไปให้ในภายหลัง ขณะเดียวกัน ยังจัดห้องรับรองให้สมาชิกที่มารายงานตัว เพื่อลดความแออัด กรณีที่ สส. เดินทางมาเป็น กลุ่มใหญ่ หรือมาเป็นพรรค จะแบ่งการเข้ารายงานตัวเป็นรอบละ 40 คน ขอความร่วมมือให้ สส. กรอกข้อมูลผ่านระบบ e-form ล่วงหน้า เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูล ขณะที่การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจัดเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับ บริเวณด้านหน้าชั้น B1 และ B2 มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก นำทาง สส. จากจุดจอดรถไปยังสถานที่รายงานตัวให้กับ สส.ใหม่

นายศิโรจน์ กล่าวว่า จะเปิดให้รายงานตัวทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น. รวมถึงวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็จะเปิดรับรายงานตัวเช่นกัน ส่วนจะเปิดรับรายงานตัวกี่วัน ต้องดู กกต. จะรับรอง สส.บัญชีรายชื่อเมื่อใด หาก กกต. ยังไม่รับรอง สส.บัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมี สส.เขต มารายงานตัวครบแล้ว ก็อาจหยุดการรายงานตัวไว้ก่อน ส่วนขั้นตอนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องดูว่า กกต. จะประกาศรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% เมื่อใด ถ้า กกต. ประกาศรับรองครบ 95% แล้ว สภาฯ จะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 ส่วนผู้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว ในวันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเลือกจาก สส. ที่มีอาวุโสสูงสุด และอยู่ในห้องประชุมใน

ส้มแค้นลึกฟ้องกกต.

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าในวันที่ 26 ก.พ. เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริต เพื่อยื่นฟ้องต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยจะนำหลักฐานซึ่งปรากฏอยู่ตามสาธารณะ และหลักฐานที่ชุมนุมนักสืบดิจิทัลถอดรหัสออกมา ซึ่งจะฟ้อง 2 กรรม 2 วาระคือเหตุการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.และ 22 ก.พ. ซึ่งตนมองว่าผิดทั้ง 2 รอบ รวมถึงกรณีบัตรเขียวที่แม้จะเป็นคิวอาร์โค้ดเพื่อบอกเลขที่เล่ม แต่ยังสามารถระบุตัวบุคคลได้ในบางกรณีได้เช่นกัน เช่นกรณีที่เล่มสุดท้ายมาแค่ 301 คน ฉีกออกมาก็รู้เลยว่าเป็นคนนี้ซึ่งพวกตนกำลังไล่ดูรายละเอียดอยู่ว่า มีหน่วยไหนที่ตกเศษ 1 คน ก็แปลว่าการลงคะแนนไม่ลับอยู่ดี

ส่วนที่ กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะมีผลอย่างไรนั้น นพ.วาโย กล่าวว่า เป็นการทำหน้าที่ของ กกต. ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การกระทำใดที่กระทำผิดไป หรือความผิดสำเร็จแล้ว ก็ถือว่าหยุดอยู่ตรงนั้น คดีก็ต้องติดตามมาเท่านั้นเอง

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุลอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว ระบุถ้ากกต.รับรองสส.ไปก็จะเกิดปัญหาแน่ เพราะถือเป็นการหักดิบทำลายความรู้สึกของประชาชน

กกต.ตลบหลังแจ้งจับนักร้อง

วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามการมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายครรชิต เปิดเผยว่า ทาง กกต. ได้ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ขอยืนยันว่าการทำงานของ กกต. มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว

กาหัวไว้แล้ว 5 ราย

สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยในเบื้องต้นจะดำเนินคดีกับกลุ่มภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4-5 คน และจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิต ระบุว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดก็สามารถกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้
ในวันนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ นายครรชิต ยังย้ำด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย ก็จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่นั้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายต่อไป

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

โฆษกกรมราชทัณฑ์ยัน “ทักษิณ”ได้พักโทษ 9 พฤษภาคม เหตุจะคุมขังครบ 8 เดือน ตามเกณฑ์ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปีและจะพ้นโทษ 9 กันยายน 2569ระหว่างนี้ “เรือนจำ-คุมประพฤติ”มีหน้าที่ร่วมสืบเสาะความเหมาะสมของผู้อุปการะทักษิณ ชี้โทษน้อยไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องไปรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติตามนัดหมาย

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยไทม์ไลน์การพักโทษกรณีทั่วไปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษว่า ตามขั้นตอนพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำฯ ใครมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณามีคุณสมบัติเงื่อนไขเข้าเกณฑ์นั้น ลำดับแรกต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการในระดับเรือนจำ เมื่อรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษทั่วไปเรียบร้อยแล้วว่ามีกี่ราย ทางเรือนจำฯจึงจะเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมดมายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้น ก่อนเสนอไปที่คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย

นายยุทธนากล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตาม ขณะนี้คณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้สรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม ที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษฯมายังคณะกรรมการ กรมราชทัณฑ์ว่าจะมีกี่ราย แต่หลักการแล้วต้องนำรวบรวมรายชื่อ ผู้ต้องขังเสนอมายังคณะกรรมการ กรมราชทัณฑ์ล่วงหน้า 1-2 เดือน ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง คลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย

ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีมีโทษ 1 ปี (12 เดือน) ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติคือ ต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกฯเข้ากระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 คำนวณดูแล้วจะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ ในการพิจารณาพักการลงโทษฯคณะกรรมการฯต้องดำเนินการเห็นชอบให้ครบทั้ง 3 ลำดับชั้นเรียบร้อยก่อน

นายยุทธนากล่าวอีกว่า นอกจากบทบาทในส่วนกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังแล้ว ถ้าผู้ต้องขังรายใดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ ระหว่างนี้ทางเรือนจำและกรมคุมประพฤติจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันเรื่องการสืบเสาะในส่วนผู้อุปการะผู้ต้องขังรายนั้นๆ โดยเรือนจำจะทำหนังสือไปถึงกรมคุมประพฤติ ให้สืบเสาะว่าผู้อุปการะของผู้ต้องขัง คือใครที่พักอาศัยของผู้อุปการะอยู่ที่ใดผู้อุปการะมีความสามารถดูแลผู้ต้องขัง อย่างไรบ้าง เมื่อไปอยู่ในสถานที่อุปการะ และสถานที่อุปการะคือที่ใด เป็นต้น

จากนั้นกรมคุมประพฤติจึงจะกำหนดพื้นที่ให้ที่แห่งนั้น เป็นสถานที่ พักโทษคุมประพฤติ และกรมคุมประพฤติจะทำหนังสือมาสอบถามเรือนจำว่า เห็นด้วยกับการพักโทษหรือการไม่พักโทษอย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนคณะกรรมการในเรือนจำจะได้ประชุมหารือกัน ซึ่งคณะกรรมการในเรือนจำ นอกจากจะมีผบ.เรือนจำ/ผอ.ทัณฑสถานแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมคุมประพฤติ ผู้แทนจากฝ่ายปกครอง ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมประชุมด้วย 5 ราย เพื่อมีความเห็นควรหรือไม่เห็นควรอนุมัติพักการลงโทษผู้ต้องขังหรือไม่ และจึงส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการระดับ กรมราชทัณฑ์ เมื่อเรื่องมาถึงกรมราชทัณฑ์จะประชุมกลั่นกรองอีก ชั้นหนึ่ง ก่อนส่งความเห็นไปยัง คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น ร่วมพิจารณา

โฆษกกรมราชทัณฑ์กล่าวด้วยว่า ถึงแม้วันที่ 9 พฤษภาคม จะตรงกับวันเสาร์ แต่เรามีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ถ้าบุคคลได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ทางเรือนจำฯมีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตาม ขั้นตอน โดยตอนเช้า 07.00-08.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเอกสารต่างๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้

“ทั้งนี้ ระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ ถ้าทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยกรณีของอดีตนายกฯ ด้วยความที่มีโทษน้อย 1 ปี ดังนั้น เรื่องการใส่ EM ก็ไม่จำเป็น แต่ต้องไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ”โฆษกกรมราชทัณฑ์เผย และว่า ด้วยความที่อดีตนายกฯในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็จะครบกำหนดรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 กันยายน 2569) ส่วนเมื่ออดีตนายกฯพักโทษคุมประพฤติครบแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำฯ