Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สืบสานประเพณีบุญเข้าพรรษาหล่อ ‘เทียนโบราณ’ ถวายพระสงฆ์

Posted on July 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668805

สืบสานประเพณีบุญเข้าพรรษาหล่อ 'เทียนโบราณ' ถวายพระสงฆ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.47 น.

ชาวตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกันจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีบุญเข้าพรรษาหล่อเทียนโบราณกระบอกไม้ไผ่ถวายพระสงฆ์ พร้อมนำพุทธศาสนิกชนและเยาวชนเวียนเทียนรอบพุทธอุทยานยอดแก้วหนองโนน้ำ สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

24 ก.ค.65 ที่พุทธอุทยานยอดแก้วหนองโนน้ำ  ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายสุเทพ ชัยวัฒน์ นายอำเภอห้วยเม็ก นายสาจิตร จันทรสิริ ท้องถิ่น จ.กาฬสินธุ์ นายอัครนันท์ ปัญญาเจริญโรจน์ นายก อบต.หัวหิน นายเก่งกาจ บ้งกาวงศ์ ประธานพุทธอุทยานยอดแก้วหนองโนน้ำ  พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร ปลัด อบต.สมาชิกสภา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนร่วมกันจัดกิจกรรมโครงการวันเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษา ประจำปี 2565 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ อบต.หัวหินจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยประเพณีบุญเข้าพรรษา และส่งเสริมกิจกรรมคุณธรรมจริยธรรม

ทั้งนี้กิจกรรมพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันหล่อเทียนพรรษาแบบสมัยโบราณ โดยนำกระบอกไม้ไผ่เจาะรูด้านในมาตั้งเรียงกันเป็นแถว ก่อนนำน้ำเทียนเทลงไปหล่อเป็นแท่ง ซึ่งเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ตามท้องถิ่นและเป็นการอนุรักษ์วิธีการหล่อเทียนสมัยบรรพบุรุษที่ปัจจุบันไม่ค่อยมีหล่อเทียนวิธีนี้แล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่จะนิยมซื้อจากร้านค้าและนำมาถวายพระสงฆ์

จากนั้นนายปราชญา อุ่นเพชรวรากร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นำพุทธศาสนิกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนตั้งจิตอธิฐานเดินเวียนเทียนรอบพุทธอุทยานยอดแก้วหนองโนน้ำ  3 รอบ ก่อนนำเทียนพรรษา และเครื่องปัจจัยไทยธรรมถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยประเพณีบุญเข้าพรรษาถวายสิ่งเอื้ออำนวยต่อการศึกษาทางพระธรรมวินัย เพราะสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้า จึงมีการถวายเทียนเข้าพรรษาเพื่อใช้เทียนสำหรับจุดส่องสว่างในการศึกษาด้านพระธรรมวินัย และถือปฏิบัติสืบกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม รวมทั้งเป็นการส่งเสริมกิจกรรมสำคัญในทางพระพุทธศาสนา สืบทอดบวรพระพุทธศาสนาและเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่จะส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะอีกด้วย.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์! ‘พระราชปรีชา ญาณมุนี’ เทศนา ‘ให้ญาติโยมไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน’

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668801

ธรรมะวันอาทิตย์! 'พระราชปรีชา ญาณมุนี' เทศนา 'ให้ญาติโยมไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน'

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.45 น.

ธรรมะวันอาทิตย์ พาทุกท่านเดินทางเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้จิตใจสบาย คลายเครียดได้บ้าง โดยเฉพาะ วัดบ่อชะเนง อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หนึ่งในหลายวัด จัดเป็น เส้นทางสายบุญ  ซึ่งมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่และสนทนาธรรม ฟังพระธรรมเทศนา กับท่านเจ้าอาวาสวัด เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิตแก่ตนเองและครอบครัว ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงอีกด้วย 

สำหรับ วัดบ่อชะเนง อยู่ห่างจากตัวอำเภอหัวตะพาน ทางทิศใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร ถนนสายหัวตะพาน – บ้านขมิ้น อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เป็นวัดสังกัดมหานิกาย โดยมีพระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนงและเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ มีพระสงฆ์ จำนวน 12 รูป และสามเณร 45 รูป (บวชเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดบ่อชะเนง) แม่ชีไม่มี มรรคนายก 4 คน บนเนื้อที่ 40 ไร่ ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เงียบ สงบ ร่มรื่น เหมาะสำหรับ ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิยิ่งนัก 

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่คู่วัดบ่อชะเนง มาช้านาน ซึ่งพุทธศาสนิกชน ญาติโยม เดินทางเข้าไปกราบนมัสการขอพรเป็นประจำ นั่นก็คือ รูปเหมือน หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร และพระพุทธรูปอีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งเขียนระบุไว้ ที่กำแพงปูชีเมนต์ ด้านข้างวิหาร ว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู นามเดิม ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2431 ที่บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ บิดา ชื่อ พั่ว มารดาชื่อ รอด อาชีพทำนา มีพี่น้อง 7 คน  หลวงปู่ขาว คนที่ 4 และหลวงปู่ขาวแต่งงานมีธิดา 7 คน การครองเรือนไม่ราบรื่น เพราะภรรยา ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เป็นเหตุให้หลวงปู่ขาว เกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายในชีวิตของการครองเรือน จึงได้ตัดสินใจบวชอย่างสง่างาม ที่วัดบ่อชะเนง สมัยนั้นเรียกว่า วัดโพธิ์ศรี ในปี พ.ศ.2462 อยู่จำพรรษา 6 พรรษา จึงได้ออกเดินธุดงคกรรมไปที่วัดพระธาตุพนม ลุถึง อุดร หนองคาย ได้พบศึกษา อบรม ปฏิบัติธรรม กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตโต ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เมื่อหลวงปู่มั่น อยู่ที่ เชียงใหม่ หลวงปู่ข่าว จึงเดินธุดงคกรรมฐานไปด้วย พักจำพรรษา ตามป่าภูเขาลำเนาไพร ผจญสัตว์ป่า มีช้างใหญ่ เสือโคร่ง  เป็นต้น แต่หลวงปู่ขาว ไม่ท้อถอย ปฏิบัติธรรมตามปกติ  ได้ศึกษา ข้ออรรถธรรมกับหลวงปู่มั่นอยู่บ่อยๆ จนภูมิธรรมเต็มจิตใจหมดความสงสัยในธรรมอย่างสิ้นเชิง จึงได้อนุสรณ์ย้อนกลับถิ่นปิตุภูมิมาตุภูมิ เพื่อโปรดญาติโยมและจำพรรษาในอุโบสถวัดบ้านเก่าบ่อ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ห่างจากวัดบ่อชะเนง ประมาณ 2 กิโลเมตร หลวงปู่ขาว จึงกลับ สกลนคร ในปี พ.ศ.2501หลวงปู่ขาว ท่านได้วิเวกไปตามลำดับ จนถึง วัดถ้ำกลองเพล ท่านเห็นว่า เหมาะสมแก่อัธยาศัย จึงพักประจำอยู่ที่นี่ จนถึงสาระสุดท้าย ของชีวิตท่าน ซึ่งมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 สิริรวมอายุได้ 96 ปี 64 พรรษา  

ขณะที่ หลวงปู่ขาว อนาลโย บวชและจำพรรษา อยู่ที่วัดบ่อชะเนง ปี พ.ศ.2462 – 2468 พร้อมด้วย ญาติโยม ชาวบ้าน ได้ทำการก่อสร้างเป็นลักษณะ ก่อด้วยอิฐฉาบดินเหนียว สูตรผสมตามภูมิปัญญาชาวบ้าน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ดินเผา ให้เป็นที่ทำ สังฆกรรมของสงฆ์ จนกลายเป็นอุโบสถหลังใหม่ ปี พ.ศ. 2530 จึงเปลี่ยนเป็น “ วิหารหลวงปู่ขาว “ ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ใกล้กับ อุโบสถ ภายในประดิษฐาน มณฑป บรรรจุ พระบรมสารีรึกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านซ้าย องค์พระประธาน ซึ่งพุทธสนิกชน เดินทางเข้ามากราบนมัสการเป็นประจำ 

ก่อนเดินทางกลับ แวะฟังพระธรรมเทศนา กับ พระราชปริชาญาณมุนี  เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนงและเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ   ซึ่งท่านเทศนาตอนหนึ่งว่า คนที่มาวัดจะมาทำบุญ ฟังธรรมะ คือ ความสุข และมีจำนวนไม่น้อย ที่มาวัด เพราะมีทุกข์ มีทุกข์ 5 ประเภท คือ 1. ครอบครัวไม่มีความสุข ครอบครัวทะเลาะกัน 2. ผิดหวังในชีวิต 3.ลูกไม่เรียนหนังสือ เถียงพ่อ เถียงแม่ 4. เศรษฐกิจไม่พอปากพอท้อง และ 5 มีแล้วไม่พอ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า หน้าที่ทางพระพุทธศาสนาที่เราเป็นชาวพุทธ มี 2 ประการ คือ 1. คันถธุระ ภาคทฤษฎีต้องบังคับให้เรียน และ 2. วิปัสสนาธุระ เรียนภาคทฤษฎี ต้องฝึกภาคปฏิบัติด้วย มีเท่านี้เอง อย่าไปลามปามเครื่องรางของขลังเป็นเพียงที่ระลึกในการสร้างความดีในจิตใจ มีพระประจำกายแล้วก็มีพระประจำใจ มีทั้งนอกทั้งใน จะมีประโยชน์มาก ที่สำคัญ ญาติโยมทั้งหลาย ควรปฏิบัติตามศีล 5 ข้อให้ได้ ซึ่งว่าไว้ คือ 1. ห้ามฆ่าสัตว์ 2.ห้ามลักทรัพย์ 3. ห้ามดื่มสุรา 4 ห้ามพูดเท็จและ 5 ห้ามผิดในกาม หากทุกคนทำได้  ก็จะมีแต่ความสงบสุข และ อาตมา ขอเชิญชวนทุกท่าน สวดมนต์ทุกวัน อย่างคำที่ว่า ไหว้พระเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ทั้งกินทั้งทา ท่านจะมีความสุขสบายมากมายหลายประการ มีความสุขถึงลูกถึงหลานของท่านทั้งหลาย.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อั้นไม่ไหว! ‘ไข่ไก่’ ปรับราคาขึ้นอีกแผงละ 5 บาท มีแนวโน้มขยับเป็น 6 บาท

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668798

อั้นไม่ไหว! 'ไข่ไก่' ปรับราคาขึ้นอีกแผงละ 5 บาท มีแนวโน้มขยับเป็น 6 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.24 น.

ผู้ประกอบการค้าไข่ไก่สดในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เผยสถานการณ์การขึ้นราคาไข่ไก่ ที่มีการปรับราคาขึ้น 2 ครั้ง เพิ่มอีก 5 บาทต่อแผง ช่วงเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะมีการขึ้นราคาอีก 6 บาทต่อแผง แบบคละขนาด ขณะที่ผู้ค้าในพื้นที่อำเภอเบตงจังหวัดยะลายังตรึงราคาไว้ก่อนขึ้นเพียงแผงละ 5บาท เนื่องจากเห็นใจผู้บริโภคพึ่งฟื้นตัว

24 ก.ค.65 บรรยากาศการค้าขายตามร้านขายไข่ไก่ในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง  จ.ยะลา ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกและค้าส่ง วัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารในพื้นที่อำเภอเบตง  ยังคงมีบรรยากาศที่คึกคักต่อเนื่อง ทั้งผู้ค้ารายย่อย ร้านอาหาร ภัตตาคาร ต่างๆมาจับจ่ายอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่ต้นทุนหลักอย่างไข่ไก่มีราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทางเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ประกาศขึ้นครั้งละ 5 บาท ถึง 2 ครั้ง รวมขึ้นไปแผงละ 10 บาท ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเดือดร้อนจากราคาและต้นทุนที่สูงขึ้น แม้ราคาน้ำมันปาล์มวัตถุดิบสำคัญจะปรับราคาลงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็ตาม        

อย่างไรก็ตามไข่ไก่ยังจำเป็นสำหรับการบริโภคในครัวเรือน แม้ราคาจะปรับสูงขึ้นแต่ประชาชนจำเป็นต้องซื้อหาติดบ้านไว้เพราะความจำเป็นในยุคนี้ เพราะสินค้าทุกอย่างปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน เจ้าของ ร้านค้าไข่ไก่ในอำเภอเบตง เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วงเดือนนี้ ทางเครือข่ายสหกรณ์ฯ มีการปรับราคาขึ้นมาถึง 2 ครั้ง เป็นขึ้นแบบคละแผง ถึงแผงละ 10 บาท และหลังสุดจะมีการประกาศขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง หรือแบบคละแผงละ 6 บาท แต่ต้องรอประกาศราคากลางจากเครือข่ายสหกรณ์ฯ ก่อนเท่านั้น

สำหรับราคาขายไข่ไก่หน้าร้านวันนี้ ที่ร้านไข่ดีช็อป  โดยไข่ไก่ขนาดจัมโบ้ แผงละ 135 บาท เบอร์ 0 แผงละ 130 บาท เบอร์ 1 แผงละ 125 บาท เบอร์ 2 แผงละ 120 บาท เบอร์ 3 แผงละ115 บาท และเบอร์ 4 แผงละ110 บาท

ทั้งนี้หากมีการปรับราคาไข่ไก่ขึ้นอีก 6 บาทต่อแผง ผู้บริโภคลำบากแน่นอน ทางร้านจึงตรึงราคานี้ไว้ก่อนขึ้นเพียงแผงละ 5 บาทเท่านั้น เพื่อให้คนซื้อปรับตัวได้เพราะพึ่งฟื้นตัวจากการระบาดโควิด-19  รวมทั้งสินค้าที่จำเป็นอย่างอื่นก็ปรับราคาขึ้นเช่นกันจึงเห็นใจผู้บริโภคจึงปรับราคาขึ้นเพียงเท่านี้ หากปรับราคาขึ้นอีกเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภค. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลัดเลาะหมู่บ้าน‘รถอีแต๋น’ สะดวก สารพัดประโยชน์…มากที่สุดในสุโขทัย

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668783

ลัดเลาะหมู่บ้าน‘รถอีแต๋น’ สะดวก สารพัดประโยชน์...มากที่สุดในสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 10.20 น.

ลัดเลาะหมู่บ้าน‘รถอีแต๋น’ สะดวก สารพัดประโยชน์…มากที่สุดในสุโขทัย

24 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สุโขทัย ว่า ที่ ต.หนองกลับ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย นอกจากจะมีธรรมเนียมประเพณีที่แปลกแตกต่าง อย่างใครอยากแต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้านแห่งนี้ จะต้องมาสร้าง “บ้านสินสอด” 1 หลังบนที่ดินของฝ่ายหญิง พร้อมมอบเงินจำนวน 49 ถึง 1,099 บาท เพื่อเป็นค่าสินสอด ซึ่งชาวบ้านหนองกลับยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว ยังพบว่าที่นี่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหมู่บ้านที่มี “รถอีแต๋น” จำนวนมากที่สุดในสุโขทัยอีกด้วย

นายวีระพงศ์ บานแย้ม อายุ 54 ปี เกษตรกรบ้านหนองกลับ กล่าวว่า ต.หนองกลับ มีทั้งหมด 8 หมู่บ้าน เกือบ 3,000 ครัวเรือน ประกอบอาชีพหลักคือทำนาปลูกข้าว อาชีพรองคือปลูกข้าวโพดหวาน ทำไร่ยาสูบ ปลูกแตงโม คนที่นี่จะตื่นนอนกันตั้งแต่ตี 3 เพื่อเตรียมตัวออกจากบ้านไปไร่ไปนา และรถการเกษตรที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ “รถอีแต๋น” หรือรถไทยแลนด์ ซึ่งน่าจะมีมากเกือบ 3,000 คัน ตามจำนวนหลังคาเรือนในหมู่บ้าน

“ที่นี่เขาใช้รถอีแต๋นกันมานานหลายสิบปีแล้ว ทุกบ้านอย่างน้อยต้องมี 1 คัน ราคา 300,000-350,000 บาท บางบ้านมี 2-5 คัน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ทำมาหากิน และที่นิยมกันมาก เพราะสะดวก ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ ทั้งบรรทุกพืชผลการเกษตร ขนท่อสูบน้ำ ขนโครงรถไถ พาคนไปหาหมอ ซื้อของในเมือง ลุยน้ำลุยโคลนได้ และคนหมู่บ้านนี้ไม่นิยมปลูกเถียงนาน้อย ไปเฝ้าไร่เฝ้านาจึงอาศัยกางมุ้ง-กิน-นอนกันบนรถอีแต๋น” นายวีระพงศ์ กล่าว

ด้านนางสมบุญ หาญกล้า อายุ 48 ปี เจ้าของอู่ธวัชชัยยนต์ กล่าวว่า เปิดอู่ต่อรถอีแต๋นอยู่ในหมู่บ้านหนองกลับมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยปัจจุบันราคาต่อใหม่จะอยู่ที่คันละ 140,000 บาท จะได้โครง ทำสีใหม่ เดินระบบไฟให้เสร็จ ส่วนกระบะกับเครื่องยนต์ต้องซื้อมาใส่เอง และเหตุที่คนหนองกลับนิยมใช้รถอีแต๋น ก็เพราะสะดวก ลุยได้ทุกที่ ใช้ประโยชน์ได้สารพัด

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(จบ) ‘ประชากรข้ามชาติ’โอกาสไทย

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668732

สกู๊ปแนวหน้า :  ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(จบ)  ‘ประชากรข้ามชาติ’โอกาสไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยังอยู่กับงานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 16 “ประชากรและสังคม 2565” เรื่อง “โควิด-19 : การฟื้นตัว และโอกาสของประชากรและสังคม (COVID-19 : Resilience and opportunity population and society)”จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในตอนที่แล้ว (ดึงย้ายถิ่นแก้อัตราเกิดลด(1) ปฏิรูปวีซ่าเอื้อคนเก่งเข้าไทย : หน้า 5 นสพ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 23 ก.ค. 2565) กล่าวถึงการมีนโยบายเอื้อต่อการดึงคนเก่งเข้าประเทศเพื่อทดแทนอัตราการเกิดของคนไทยที่ลดลง ส่วนฉบับนี้จะว่าด้วยโอกาสของไทยจากคนข้ามชาติอีกหลายกลุ่ม

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ บรรยายในหัวข้อ “ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ : สินทรัพย์ทางประชากรที่ไม่ควรมองข้าม” ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบจากบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ (อายุต่ำกว่า 18 ปี) ในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในมิติด้านสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครองเด็ก โดยพบความเสี่ยง หากเป็นเด็กเล็กจะเป็นเรื่องสุขภาพและโภชนาการ แต่หากเป็นเด็กโตจะเป็นเรื่องการศึกษา ทั้งนี้ บุตรหลานแรงงานข้ามชาติจำนวนมากอยู่ในระบบการศึกษาไทย จึงคุ้นเคยกับการใช้ภาษาไทย และมีแนวโน้มจะอยู่ประเทศไทยในระยะยาว

รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นภายใต้โครงการ การประเมินสถานการณ์และผลกระทบโควิด-19 ต่อเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สหภาพยุโรป (EU) ผ่านองค์กร Action Aid ในประเทศไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลใน 6 พื้นที่ คือกรุงเทพฯ (รวมปริมณฑล) กับอีก 4 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ระนอง ชลบุรี เชียงใหม่ และอีก 1 อำเภอ คือ อ.แม่สอด จ.ตาก พบปัญหาสำคัญ 1.เข้าไม่ถึง โดยเฉพาะการจดทะเบียนการเกิด โอกาสทางการศึกษา และบริการด้านสุขภาพ

2.ตกหล่น โดยเฉพาะปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งแต่เดิมเด็กเคยได้เรียนในโรงเรียนไทยหรือในศูนย์การเรียนรู้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติ แต่สถานการณ์โควิด-19 มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรค ทำให้สถานศึกษาต่างๆ ถูกปิดและต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอน และ 3.การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงและความเปราะบาง เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจของพ่อแม่แล้วไปลงกับลูก การถูกล่วงละเมิด รวมถึงการต้องย้ายถิ่นตามพ่อแม่ที่ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น

“ถ้าเราพูดถึงเด็กข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย เด็กกลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว จำนวนมากเกิดและ เติบโต เรียนหนังสือในไทย พูดภาษาไทยได้ ดังนั้นหากรัฐบาลและสังคมไทยมองเด็กกลุ่มนี้เป็นสินทรัพย์ของประเทศ สามารถเป็นกำลังแรงงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศไทยในอนาคตระยะยาวได้ ทางทีมวิจัยเชื่อว่าจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายและการจัดการ ที่จะทำให้การดูแลในเรื่องการเข้าถึงสิทธิ์ด้านต่างๆ ของเด็ก

ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา สุขภาพและหลักประกันทางสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกันในทุกมาตรการและนโยบาย เกิดเป็นความชัดเจน และมีแนวทางในการนำไปสู่การปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน” รศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว

รศ.ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง บรรยายหัวข้อ “ผู้ลี้ภัยในเมืองกับการทดแทนกำลังแรงงานในสังคมไทย” ว่าด้วยการศึกษาชีวิตผู้ลี้ภัยหนีการถูกคุกคามด้วยเหตุแห่งความขัดแย้ง เช่น การเมือง เชื้อชาติ ศาสนา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ลี้ภัยและผู้เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลช่วงต้นปี 2565 พบผู้ลี้ภัยในเมือง (Urban Refugee)
ประมาณ 5 พันคน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก คนกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ ทั้งนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ลี้ภัยที่เก็บข้อมูลได้ อยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี จนต้องหางานทำแม้จะผิดกฎหมายก็ตาม

รศ.ดร.สุรีย์พรกล่าวว่า เหตุที่ผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้ได้ไปตั้งรกรากในประเทศที่ 3 แต่การที่รัฐบาลไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ไม่มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะสำหรับผู้ลี้ภัย และไม่รับรองเอกสารสถานะผู้ลี้ภัยที่ออกโดย UNHCR ผู้ลี้ภัยจึงอยู่ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ต่างจากชาวต่างชาติทั่วไป ซึ่งการเข้าเมืองหรือทำงานอย่างผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุมเพื่อกักกันและส่งกลับประเทศต้นทาง

งานวิจัยชิ้นนี้ได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัย 20 คนร้อยละ 80 มีการศึกษาเฉลี่ยระดับมัธยม-ปริญญาตรี ในจำนวนนี้ 6 คนเรียนจบระดับ ป.ตรี และ 5 คนมาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ซึ่งการที่ต้องรอนานกว่าจะได้รับอนุมัติให้เดินทางไปประเทศที่ 3 และเป็นการรอนานกว่าแผนที่ตนเองวางไว้ ทำให้ผู้ลี้ภัยต้องพยายามหางานทำ โดยหากเป็นผู้ลี้ภัยที่มีระดับการศึกษาปานกลางถึงสูงและใช้ภาษาอังกฤษได้ดี จะได้งานแบบชั่วคราว เช่น ล่ามแปลภาษา สอนหนังสือ อาสาสมัครขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และคริสตจักร ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทำงานรับจ้างทั่วไป

“กลุ่มผู้ลี้ภัยในเมืองไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเท่าที่ควร ในขณะที่ปัจจุบันและอนาคตประเทศไทยจะประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นก็มีความต้องการแรงงานมีฝีมือและกึ่งฝีมือเพิ่มขึ้นด้วย การศึกษานี้จึงเสนอให้รัฐบาลมีนโยบายจ้างงานผู้ลี้ภัยในเมือง ที่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากUNHCR ให้ได้ทำงานและได้รับค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของผู้ลี้ภัยในเมือง” รศ.ดร.สุรีย์พร กล่าว

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.สุดารัตน์ มุสิกะวงศ์ บรรยายหัวข้อ “การสร้างหนี้เมื่อย้ายถิ่นในภาวะ COVID-19” ว่าด้วยขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาระบบเพื่ออำนวยความสะดวกแต่ในความเป็นจริงพบปัญหาในการดำเนินการ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้รับ โดยประเทศไทยมีความท้าทาย 2 ประการ ที่ส่งผลให้จำนวนแรงงานข้ามชาติในไทยที่ไม่มีเอกสารเพิ่มขึ้น คือ 1.ค่าธรรมเนียมการจัดหางานสูง และ 2.ความยากลำบากในการเข้าถึงระบบการขึ้นทะเบียนแรงงาน โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนออนไลน์

ซึ่งแม้ในทางนโยบายจะมีการห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางาน แต่ในทางปฏิบัติ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 ทำให้
แรงงานต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจัดหางานและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายอนุญาตให้นายจ้างส่งต่อค่าใช้จ่ายให้คนงานผ่านการหักเงิน ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติมีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,785 บาท ต้นทุนเหล่านี้ทำให้แรงงานข้ามชาติเป็นหนี้นายหน้า นายจ้าง ตลอดจนเจ้าหนี้ประเภทอื่นๆ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อเงื่อนไขของการบังคับใช้แรงงาน

“เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเป็นหนี้ทาสและการบังคับใช้แรงงานในหมู่แรงงานข้ามชาติ เราจำเป็นต้องมีนโยบายที่ช่วยให้ผู้ย้ายถิ่นมีความยืดหยุ่นในการอยู่รอดในโลกภายใต้สถานการณ์โควิด-19” รศ.ดร.สุดารัตน์ กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ลดเหลื่อมล้ำ

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668723

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ อ็อกแฟม อินเตอร์เนชั่นแนล (Oxfam International) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน (CSO Coalition) จัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ “Battling Inequality in Food Supply Chains : a post-pandemic talk on living wage” มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมด้านแรงงานและบริษัทเอกชนชั้นนำ ร่วมอภิปรายเกี่ยวกับ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต (living Wage)” แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

จอห์น ซามูเอล ผู้อำนวยการอ็อกแฟมในภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับโลก ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับกำไรและโบนัสจำนวนมาก แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารกลับได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด ไม่พอต่อการเลี้ยงชีพในแต่ละเดือน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเอารัดเอาเปรียบและไม่ยุติธรรมต่อแรงงานจึงเรียกร้องให้บริษัทเอกชนทั่วโลกให้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับค่าจ้างเพื่อชีวิตให้เป็นจริงโดยเร็ว

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กล่าวว่า วิกฤตค่าแรงมีมานานก่อนสถานการณ์โรคโควิด-19 เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำไม่มีการขยับขึ้นมาแล้วหลายปี ขณะที่ค่าครองชีพขยับขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี อาทิ แรงงานอาหารทะเลจำนวนมากได้ค่าจ้างเฉพาะวันที่ทำงานเท่านั้น ดังนั้น แรงงานจะได้ค่าจ้างสูงสุดราว 26 วันต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงแรงงานไม่ได้กินข้าวแค่ 26 วัน ต้องกินข้าว 30 วันต่อเดือน พวกเขาควรได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมเพื่อให้มีชีวิตรอด

“การที่บริษัทเอกชนเริ่มพูดถึงค่าจ้างเพื่อชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย บริษัทต่างๆ ควรทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและแรงงานมากขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน การสร้างเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตขึ้นมาโดยไม่มีวิธีการที่น่าเชื่อถือ ปราศจากความโปร่งใส่ และขาดการมีส่วนร่วมกับแรงงาน อาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ และไม่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดลง”สุธาสินี กล่าว

คารา ฟลาวเออร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านอาหาร ฟาร์มและประมงของ Ethical Trade Initiative (ETI) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิแรงงานและส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม อธิบายว่าค่าจ้างเพื่อชีวิตนั้นจะต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การที่แรงงานมีรายได้แค่เพียงพอต่อการมีชีวิตรอดนั้นไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างเพื่อชีวิต เพราะค่าจ้างเพื่อชีวิตต้องทำให้แรงงานสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าถึงความต้องการพื้นฐานอย่างอาหาร การรักษาพยายาล การศึกษา บ้าน ตลอดจนการจ้างงานที่เป็นธรรมได้จริงด้วย

“เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างมาก เมื่อแรงงานซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้เรากลับกลุ่มที่กำลังลำบากมากที่สุด พวกเขาขาดความมั่นคงทางอาหาร ขาดโภชนาการที่ดี
และตกอยู่ในภาวะยากจน แม้ว่าเราจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ของค่าจ้างเพื่อชีวิตไว้อย่างชัดเจน แต่ที่แน่ๆ มันต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำการพูดคุยเกี่ยวกับค่าแรงหลายครั้งมักเป็นการพยายามหาค่าแรงต่ำที่สุดที่จะทำให้แรงงานมีชีวิตรอดได้ แต่เราไม่ได้มองแค่การมีชีวิตรอด เรายังมองไปถึงโอกาสในการเจริญก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย” คารา กล่าว

มุมมองของภาคเอกชน โชค กิตติพงษ์ถาวรรองกรรมการผู้จัดการด้านการบริหารค่าจ้างและค่าตอบแทน เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยว่า ทางซีพีเอฟประกาศเป้าหมายว่าจะจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตให้กับพนักงานทุกคนภายในปี 2566 โดยเชื่อว่าการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย เนื่องจากช่วยลดอัตราการลาออกและลดต้นทุนด้านการหาพนักงานใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม “ค่าจ้างเพื่อชีวิตเป็นการเดินทางที่ต้องการเวลาและการสร้างความเข้าใจ” บริษัทต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีเวลาสำหรับการปรับตัว
ตลอดจนการเห็นชอบของฝ่ายต่างๆ โดยในขั้นตอนแรกทางซีพีเอฟระบุว่าจะกำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตโดยใช้ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นฐาน จากนั้นจะพิจารณาว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ ราเชล คาวเบิร์น-วอลเดน ผู้อำนวยการระดับโลกด้านสิทธิมนุษยชนของยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกเจ้าแรกๆ ที่ประกาศพันธะการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตแก่พนักงาน ระบุว่า ตอนนี้ทางยูนิลีเวอร์ได้ขยายแผนดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงแรงงานทุกคนที่ผลิตและจัดส่งสินค้าและบริการให้กับยูนิลีเวอร์โดยตรงด้วย โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี 2573 ซึ่งการจ่ายค่าจ้างที่เหมาะสมให้กับแรงงานเป็นผลดีต่อธุรกิจ เพราะหากแรงงานไม่ได้ค่าจ้างที่เพียงพอ ก็จะไม่มีเงินป้อนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยสินค้า

ทั้งนี้ หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือชุดข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอที่จะสามารถนำมากำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน เหมาะสม และน่าเชื่อถือได้ เนื่องจากบริบทของแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันมากอีกทั้งมีการเสนอทางออก โดยเฉพาะบริษัทต่าที่มีเป้าหมายจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิต ควรสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเข็มแข็งกับพนักงานของตน เพื่อรับฟังเสียง จัดเก็บข้อมูล และเข้าใจความต้องการของแรงงานอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างแผนการดำเนินงานด้านค่าจ้างเพื่อชีวิต

และตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : วช.โชว์700ผลงานวิจัยฝีมือคนไทย ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2565

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668742

สกู๊ปพิเศษ : วช.โชว์700ผลงานวิจัยฝีมือคนไทย  ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2565

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ถือเป็นเวทีระดับชาติในการนำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ และเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงเชื่อมโยงการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำงานวิจัยไปใช้พัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ทั้งเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน พาณิชย์และอุตสาหกรรม

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2549 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ

สำหรับในปีนี้ก็ยังคงมีการจัดงานอย่างต่อเนื่องเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)”ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

โดยการจัดงานในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานฯ ในวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2565 เวลา 14.30 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” ขึ้นเป็นปีที่ 17 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย

“งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ จัดขึ้นเป็นปีที่ 17 โดยความมุ่งมั่นตั้งใจของเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ทาง วช.ภายใต้กระทรวง อว. มีความตั้งใจในการทำให้เวทีนี้เป็นเวทีที่ทำให้เกิดการนำผลสำเร็จจากงานวิจัยมาทำให้เห็นภาพว่าทุกเม็ดเงินการลงทุนจากการวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ใช้จ่ายหรือลงทุนในแต่ละปี สามารถเกิดผลงานที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการพัฒนาประเทศในหลากหลายรูปแบบ สามารถแก้ไขปัญหาและสามารถช่วยให้คุณภาพชีวิต สภาพเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น อยากให้ทุกคนให้กำลังใจนักวิจัยและมาชมผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นรวมถึงการประชุมในประเด็นท้าทายใหม่ๆที่อยากให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม”
ดร.วิภารัตน์ กล่าว

สำหรับการจัดงานในปีนี้ จะมีการนำเสนอผลงานวิจัยจากเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศกว่า 700 ผลงาน ใน 5 ประเด็นหลักคือ 1.งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การพัฒนาระบบเศรษฐกิจบีซีจี (BCG) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เอไอ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบราง ยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่

2.งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาสังคมสูงวัย การพัฒนาเมืองน่าอยู่ สังคมไทยไร้ความรุนแรง และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

3.งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เช่น นวัตกรรมการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ทั้งการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรค การสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต

4.งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (First S-curve) และอุตสาหกรรมใหม่ (New S-curve)

และ 5.งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์เชิงการพัฒนาพื้นที่ ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีการนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย เชิงพาณิชย์ เชิงชุมชนสังคม ผ่านกลไกการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีการเปิดเวที “Thailand Research Expo Talk : เวทีรวมพลังวิจัย ขับเคลื่อนประเทศไทย” โดย ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.นพ.วชิร คชการ ประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และ นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

และช่วง “Platinum Award Talk : เสริมพลังประชาคมวิจัย ด้วยรางวัลแห่งเกียรติยศ” โดย ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และ รศ.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะได้รับรางวัล Platinum Award ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564

งานนี้จะได้มีการเปิดตัว “เดี่ยว” สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล นักแสดงหนุ่ม เป็นทูตวิจัยมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 พร้อมนำเสนอตัวอย่างผลงานวิจัยที่น่าสนใจ เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มบัวฉลองขวัญด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีที่ร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาการเพาะเลี้ยง สกัดสเต็มเซลล์จากบัวฉลองขวัญ และใช้เทคโนโลยีในการกักเก็บสารสำคัญ เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมเครื่องสำอางสเต็มเซลล์จากบัวฉลองขวัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับพืชสมุนไพรไทย

การพัฒนาฐานข้อมูลอัจฉริยะแหล่งอัญมณีโลก (AI) จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่นำเทคโนโลยีเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการบ่งชี้แหล่งที่มาของอัญมณีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ และยกระดับความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีของประเทศไทย

โครงการศึกษาพัฒนารูปแบบยาเตรียมตำรับยาแผนไทย จำนวน 16 ตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่ต่อยอดภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยโดยใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีเภสัชกรรม

นอกจากนี้ยังมีระบบการดูแลผู้ป่วย Home Isolation และ Community Isolation ด้วย Platform “\WeSAFE@Home by BUU” จากมหาวิทยาลัยบูรพา ระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำในจังหวัดพัทลุง จากมหาวิทยาลัยทักษิณ

ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 นอกจากจะมีการนำเสนอผลงานวิจัยในภาคนิทรรศการแล้ว ยังมีภาคการประชุม-สัมมนามากกว่า 150 หัวข้อ ทั้งหัวข้อสำคัญสำหรับการบริหารจัดการงานวิจัยและปัญหาสำคัญของประเทศ หัวข้อที่อยู่ในความสนใจของสังคม การประชุมกลุ่มนำเสนอบทความผลงานวิจัย และการประชุมถ่ายทอดความรู้ การให้คำปรึกษาด้านการทำวิจัย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษากว่า 100 ผลงาน และการมอบรางวัลมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

สำหรับงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 จะจัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานภาคการประชุมและภาคนิทรรศการได้ที่ https://researchexporegis.com โดยลงทะเบียนเข้าชมแบบ Onsite ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 และแบบ Online ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2565

ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้เข้ามาชมผลงานของนักวิจัยไทยกว่า 700 ผลงาน พร้อมทั้งจะมีการเปิดภาคการประชุม ระดมสมอง เพื่อนำงานวิจัยไปใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาประเทศร่วมกันต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เทสก์’เล่าเรื่อง’ผีอำ’มันมีอาการอย่างไร เป็นผีอำจริงหรือไม่ เวลามันอำทำเอาหายใจไม่ออก

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668730

'หลวงปู่เทสก์'เล่าเรื่อง'ผีอำ'มันมีอาการอย่างไร เป็นผีอำจริงหรือไม่ เวลามันอำทำเอาหายใจไม่ออก

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.15 น.

พอเคลิ้มก็ได้เรื่อง ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ผีอำ” เรื่องผีอำไม่ต้องอธิบาย ใครๆ ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันมีอาการอย่างไร แต่ข้อสำคัญมันเป็นผีอำจริงหรือไม่ คืนวันนั้นเราได้ทดสอบหาข้อเท็จจริงหลายอย่าง เบื้องต้นมันเป็นตัวคล้ายๆ กับตัวอะไรใหญ่โตดำทะมึนเข้ามานั่งทับอกเรา แล้วหายใจไม่ออก

พยายามดิ้นกว่าจะรู้สึกตัวหายใจได้แทบใจขาดทีเดียว เขาว่าผีสัตว์ที่เราฆ่ามันอยู่ที่หัวโป้มือ เอามือทับหน้าอกมันจึงอำเอา ทีนี้เอามือออกจากหน้าอกแล้วมาวางเหยียดแนบลำตัว มันก็ตามมาอำอีก เอ นี่อะไรกัน เป็นเพราะเรานอนหงายกระมัง ลองนอนตะแคงดูมันก็ยังมาอำอีก เวลามันอำทำเอาจนหายใจจะขาดให้ได้

จึงได้มากำหนดดูว่าอาการของคนจะตายมันเป็นอย่างไร ครั้งแรกเรามีสติตามรู้ตัวจิตอยู่ว่าเวลาใจจะขาดนั้นเป็นอย่างไร สติตามรู้จิตจนวาระสุดท้าย ยังเหลือสติตามรู้จิตอยู่ นิดเดียวในความรู้สึกนั้นว่า ถ้าเราปล่อยสติที่ยังตามรู้จิตนิดเดียวนี่แหละเมื่อไร นั้นแหละคือความตาย

บัดนี้เราจะปล่อยให้มันตายหรือไม่ปล่อยดี เวลานี้จิตของเราก็บริสุทธิ์ดีอยู่แล้ว หากจะปล่อยให้มันตายก็ไม่เสียที มันยังมีความรู้สึกนิดๆ หนึ่งว่า ถ้าเราไม่ปล่อยให้มันตาย มีชีวิตอยู่ ก็ยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นได้อีกต่อไป ถ้าตายเสียเวลานี้ก็จะได้แต่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น แล้วคนที่อยู่ภายหลังก็จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแห่งความตายนี้อีกด้วย

ถ้าอย่างนั้นก็อย่าให้มันตายเลย แล้วพยายามกระดุกกระดิกมือเท้าให้มันเคลื่อนไหวจนรู้สึกตัวขึ้นมา ตอนที่สองไม่เห็นตัวดอก แต่มันเป็นก้อนดำทะมึนๆ เข้ามา ทีนี้เราทราบแน่แล้วว่าไม่ใช่ผี มันเป็นเรื่องของลมตีขึ้นข้างบนต่างหาก เราพยายามเคลื่อนไหวมือเท้าแล้วก็หายไป

ตอนที่สามไม่ถึงขนาดนั้น เป็นแต่ซึมๆ เคลิ้มๆ แล้วเราพยายามลุกขึ้นเสีย ผู้อ่านทั้งหลายพึงสังเกตตัวเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา จะมีอาการมึนศรีษะและซึมเซ่อ ถ้าไม่พยายามรับประทานยาแก้ลมแล้วนอนไปอีกก็จะเป็นเช่นนั้นอีก เฉพาะตัวข้าพเจ้าแล้วแก้ได้เฉพาะดมพิมเสนอย่างเดียว

คัดบางตอนมาจากหนังสือ หลวงปู่เล่าว่า “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ขอบคุณลานธรรมจักร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

DEK ว.การบินฯ SPU เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้สู่ความเป็นมืออาชีพด้านการบิน

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668729

DEK ว.การบินฯ SPU เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้สู่ความเป็นมืออาชีพด้านการบิน

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.08 น.

คณาจารย์วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมการเดินทางเพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเหล่า Freshy’65 นักศึกษาการจัดการความปลอดภัยการบิน วิทยาลัยการบินและคมนาคม SPU ด้วยการเข้าศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติด้านการบินของชาติ เพราะ “การเดินทาง คือวิธีการหนึ่งที่เราจะได้สั่งสมประสบการณ์และความรู้เพิ่มมากขึ้น” ณ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฤกษ์วันพระมงคล! เปิดหีบโบราณล้ำค่าใบที่ 9 พบพระสมเด็จฯหลากพิมพ์

Posted on July 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668712

ฤกษ์วันพระมงคล! เปิดหีบโบราณล้ำค่าใบที่ 9 พบพระสมเด็จฯหลากพิมพ์

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.21 น.

ตะลึง เปิดกรุหีบโบราณใบสุดท้าย ตามคำทำนาย พบ พระสมเด็จฯ หลายพันองค์ พร้อมแป้นพิมพ์สลักหลวงวิจารณ์ จีวรฯเก่า ผ้ายันต์  ภาพวาดรูปผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบแกะพระสมเด็จฯในตำนานครบรอบ 12 นักษัตร 144-150 ปี 

“ขรัวโต หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) นับเป็นพระเกจิเถราจารย์ ยุครัตนโกสินทร์ ผู้มีปฎิปทาจริยาวัตร เป็นที่ ศรัทธา เคารพ นับถือตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงปุถุชนคนธรรมดา แทบทุกชนชั้นวรรณะ  ชาวบ้านทั่วไปต่างเรียกท่านว่า “สมเด็จโต หรือ หลวงปู่โต” อีกทั้งท่านยังทรงขึ้นชื่อเลื่องลือ ด้านเรื่องวิชชาคาถาอาคม เมตตา มหานิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุมงคลพระเครื่องหรือ “พระสมเด็จ จักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง”ที่ท่านได้สร้างขึ้นมามากมาย หลายแบบ หลายพิมพ์ หลายกรุ หลายวัดที่ท่านได้ไปจำวัดจำพรรษา หรือเดินทางไปมาทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นพุทธบูชาแก่ประชาชน จัดเป็นวัตถุมงคลยอดนิยมทรงพลังอันดับ 1 โดยถือเป็นพระเครื่องที่จัดอยู่ 1 ใน 5 พระเบญจภาคี มีพุทธคุณอมตะครบทุกด้าน อาทิ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุต คงกระพัน โชคลาภ ที่หายาก ยอดนิยม ใครมีบารมีได้ครอบครองไว้จะรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ เป็นที่ต้องการแสวงหากันมากว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับ หีบโบราณเก่าแก่ อันล้ำค่านี้ มีอยู่ทั้งหมดด้วยกัน 9ใบ โดยทาง น.ส.พรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ ผอ.ฟ้า ผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องฟ้าให้ทีวีช่อง 160 จาน PSI ได้รับตกทอดมรดกมาจากปู่ทวด ที่เป็นทหารเก่าเป็นผู้มีพระคุณที่นับถือกันมายาวนาน ท่านได้มอบหมายเอาไว้ให้ พร้อมกำชับตกปากรับคำกันเอาไว้ พร้อมสัญญาด้วย วาจาใจ ว่าห้ามเปิดออกดูก่อนปีพ.ศ.2565 นี้อย่างเด็ดขาด 

ต่อมาเมื่อย่างเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2565 ทาง ผอ.ฟ้า จึงเริ่มทยอยเปิดหีบโบราณทีละใบตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2565 เรื่อยมา ภายในพบสิ่งของและพระพุทธรูปโบราณ อาทิ พระสมเด็จพิมพ์ต่างๆสมเด็จตะกั่วถ้ำชา สร้อยหยก กำไรหยก องค์พระพุทธรูปโบราณ องค์พระสังกัจจายน์ เสื้อยันต์สีเหลืองโบราณ ตลอดจนถึงหีบโบราณใบที่ 9 พบความอัศจรรย์ล่าสุดหลายสิ่งอยู่ภายในนี้

ล่าสุดวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 ผอ.ฟ้า ถือฤกษ์งาม ยามดี ในวันพระมงคล พร้อมทีมถ่ายทำรายการสถานีดาวเทียมช่อง 160 ได้ถ่ายรูปพร้อมบันทึกวีดีโอไว้เป็นหลักฐานในการเปิดกรุหีบโบราณอันล้ำค่าที่สะสมได้มาเอาไว้ นับเป็นวินาทีที่ต่างรอคอยกันมานานหลายปี พร้อมกับการลุ้นระทึกตื่นเต้นกับสิ่งของที่อยู่ภายใน กับการเปิดหีบออกมาครั้งนี้ ก็ต้องตกตะลึงงัน ตื่นตา ตื่นใจ พร้อมกับได้เปล่งวาจา สาธุ สาธุ สาธุ ออกมากัน อย่างตื้นตันใจ เมื่อพบกับความอัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้านี้ ภายในพบกรุ พระสมเด็จหลายพันองค์หลากหลายพิมพ์ พร้อมแป้นพิมพ์โบราณ127พิมพ์ ของหลวงวิจารณ์เขียนสลักจารปีพุทธศักราช จีวรฯเก่า ผ้ายันต์ และรูปภาพวาดโบราณ หลวงวิจารณ์ กับ นายแสง บ้านช่างหม้อ ผู้ที่เป็นตำนานเกี่ยวข้องในการออกแบบแกะพระสมเด็จฯพระเครื่อง อันเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องการ เสาะแสวงหามาครอบครองห้อยบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัวกันมากมาย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,940,093 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ
ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ
เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่
ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’
กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง
นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว
ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’
อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้
  • ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ
  • ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
  • ญาติ “ฮุน มาเนต” ออกแถลงการณ์ยอมรับถือหุ้น 30% ในกลุ่มบริษัท “ฮวยวัน” เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์
  • อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d