คุณแหน : 5 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 5 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 5 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บจ.เอนีเพย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล 29 ธ.ค. 9.00 น. ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา..

ll อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นประธานเปิดงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย Thailand Marketing Day 2025: Prompt the Future – The Power of Marketing  โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดฯ และคณะกรรมการ ให้การต้อนรับ งานนี้มีนักการตลาด ผู้บริหาร นักศึกษา และผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมกว่า 1,000 คน..

ll พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา พร้อมด้วย วรวรรณ โชติเทวัญ ลงพื้นที่ช่วยเหลือ ปชช.ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยร่วมกับ บจ.สหฟาร์ม ส่งมอบไก่ปรุงสุกและไข่ไก่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารให้แก่พี่น้อง ปชช.ในพื้นที่ประสบภัย..

ll ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา ร่วมกับ แอร์ออร์คิดส์ และพันธมิตรชั้นนำ ตอกย้ำศักยภาพ จ.นครปฐม ในฐานะแหล่งปลูกกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เนรมิต ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ท้องถิ่น ต้นแรกในประเทศ ไทยสัญลักษณ์แห่งความงามและความภาคภูมิใจของจังหวัดนคร ปฐม ที่ร้อยเรียงจากดอกกล้วยไม้ 6 สาย พันธุ์ ในชื่อ Salaya Melody of orchid ความสูงกว่า 15 เมตร ประดับด้วยสัญลักษณ์นกยูงประจำพระองค์ เพื่อสืบสานพระปณิธานและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การอนุรกษ์กล้วยไม้ไทย พร้อมกันนี้ยังได้จัดงาน The Sense of Orchid 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ชมความงดงามของประติมากรรมดอกกล้วยไม้อลังการนับแสนดอกภายในงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส โดยมี อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดงาน..

ll เพื่อนๆ ปลื้มใจกับ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ล่าสุดคว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจาก SET AWARDS 2025 คือ รางวัล Outstanding Investor Relations Awards, รางวัล Best Investor Relations Awards  และรางวัล Commended Sustainability Awards ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางพาราไทย ด้วยมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใส ยั่งยืน และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน..

ll ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก กมล ธนนิธาพร ผช.กก.ผจก.ใหญ่ บมจ.กรุงไทย เพื่อสนับสนุนโครงการ Charity Kids Club การออมเพื่อการให้..

ll วิจิตรา สุทธิกิจพิศาล วันเกิดปีนี้ไปทำบุญที่ รพ.จุฬา โดยนิมนต์พระ 9 รูปจากวัดมหาพฤฒาราม มาที่รพ. ส่วนเย็นดินเนอร์กับหวานใจ ธวัชชัย สุทธิกิจพิศาล อย่างอบอุ่น..

ll มิตรสหายชาว Digital CEO#2 ยินดีกับ จุมพล สายมาลา ที่ บลจ.พรินซิเพิล ได้รับรางวัล Best Asset Management Company – SET AWARD 2025 บลจ.ยอดเยี่ยมแห่งปี..

ll เพื่อนๆเสียใจกับ กชพรรณ นุ่มฤทธิ์ ที่สูญเสียคุณพ่อ เสนาะ นุ่มฤทธิ์ โดยมี พินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานในพิธีประชุมเพลิง ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์..

ll ร่วมพัฒนาผู้นำส่งเสริมการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี เปิดมุมมองใหม่สู่ยุคดิจิทัลโดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 เปิดรับสมัครถึง 16 ธค.นี้ รายละเอียดโทร 082 449 4598 หรือที่  http://www.depa.or.th/digitalceo..

แบรนด์จับมือกับ สมาคมประสาทวิทยาฯ จัดเวิร์กชอปส่งเสริมสุขภาวะตอบรับเทรนด์ซิลเวอร์เอจ

แบรนด์จับมือกับ สมาคมประสาทวิทยาฯ จัดเวิร์กชอปส่งเสริมสุขภาวะตอบรับเทรนด์ซิลเวอร์เอจ

แบรนด์จับมือกับ สมาคมประสาทวิทยาฯ จัดเวิร์กชอปส่งเสริมสุขภาวะตอบรับเทรนด์ซิลเวอร์เอจ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ร่วมกับสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสมองและความทรงจำในกลุ่มผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การฝึกกำกับดูแลสุขภาวะและสมาธิด้านความทรงจำในผู้สูงวัย” ภายในงานการประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 28 ของสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ไทย โดยภายในงาน ได้จัดให้มีเวิร์กชอปมอบความรู้ด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกิจกรรมแจกชิมผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ แบรนด์ โกลด์ (BRAND’S Gold) ไลน์ผลิตภัณฑ์พรีเมียมสำหรับผู้สูงอายุ ที่บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.พันโทหญิง สุพิน ชมภูพงษ์ นายกสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ไทย กล่าวว่า “สมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อรวมกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในการส่งเสริมการวิจัย การศึกษา และสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย กิจกรรมสำคัญของสมาคมฯ คือ การประชุมวิชาการประจำปี ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาแนวทางการดูแลและรักษาโรคทางระบบประสาทและสมองในอนาคต สำหรับการประชุมวิชาการครั้งที่ 28 นี้ นอกจากจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเผยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านประสาทวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘การฝึกกำกับดูแลสุขภาวะและสมาธิด้านความทรงจำในผู้สูงวัย’ ที่มุ่งนำความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและความทรงจำของผู้สูงอายุ ตลอดจนนำไปใช้ในการดูแลรักษาทางการแพทย์ให้แก่ผู้ป่วยในสถานพยาบาลโดยเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกปฏิบัติจริงร่วมกัน สมาคมฯ ขอขอบคุณบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม SKT Workshop ในครั้งนี้ 
ซึ่งนับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคเอกชนและสถาบันวิชาการ ที่จะช่วยสร้างการตระหนักรู้และส่งเสริมการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง”


ศาสตราจารย์ ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี ผู้คิดค้นและเจ้าของลิขสิทธิ์สมาธิบำบัด SKT กล่าวว่า “เมื่อวัยเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายด้าน โดยเฉพาะความเสื่อมของสมอง ที่ส่งผลต่อความสามารถในการจดจำ เช่น ความจำที่ลดลง การจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ยากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการดูแลตนเอง การสื่อสาร และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ด้วยเหตุนี้ การดูแลสุขภาวะสมองของผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ SKT Workshop ภายใต้หัวข้อ ‘การฝึกบำบัดดูแลสุขภาวะ และสมองด้านความทรงจำในผู้สูงวัย’ จึงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในกระบวนการดูแลและฟื้นฟูสุขภาวะสมองของผู้สูงอายุ โดยเน้นการนำองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเข้าร่วมเป็นวิทยากร เพื่อร่วมเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าทางวิชาการ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ แพทย์ นักวิจัย และบุคลากรด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในสังคมผู้สูงวัยของประเทศไทยอย่างยั่งยืน


  
การทำสมาธิบำบัด SKT คือ การนำเทคนิคของการทำสมาธิแบบอานาปานสติ โยคะ ชี่กง มาผสมผสานกันในการปฏิบัติแบบ
กายประสานจิตในการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบองค์รวม ได้แก่

1. การออกกำลังกายระดับปานกลาง: การออกกำลังกายทุกวันจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง โดยแนะนำให้ใช้การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยการทำสมาธิ SKT ควบคู่กันไป

2. อาหารเพื่อสุขภาพ: อาหารเพื่อสุขภาพจะช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองโดยรวม พร้อมปรับสมดุลการเผาผลาญและสารอาหารในร่างกายให้เหมาะสม

3. สุขภาพจิต: การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต รวมถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ท้าทาย เช่น การทำสมาธิและเกมฝึกสมอง สามารถช่วยเสริมสร้างความคมชัดทางความคิดและต่อสู้กับภาวะสมองเสื่อมได้ โดยสามารถทำร่วมกับการทำสมาธิ SKT รายวันได้

4. การพักผ่อนและการนอนหลับอย่างเพียงพอ: การนอนหลับอย่างมีคุณภาพสำคัญต่อการรักษาความทรงจำและสุขภาพสมองโดยรวม ทั้งนี้ แนะนำให้ออกกำลังกายควบคู่ไปกับการทำสมาธิ SKT เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น

5. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม: การรักษาปฏิสัมพันธ์และการเชื่อมโยงกับผู้อื่นในสังคม เป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการทำงานของสมองและสติปัญญา

6. การจัดการกับความเครียด: เพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองและลดผลกระทบเชิงลบต่อความจำ ผ่านการบำบัดด้วยการทำสมาธิ SKT

7. ฝึกสมาธิเพื่อเพิ่มคลื่นสมอง: การฝึกสมาธิ SKT ทุกวันช่วยเพิ่มคลื่นสมองอัลฟ่า ธีตา และแกมมา ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการทำงานของสมอง

ภญ.จันทิมา เปี่ยมชัยวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดช่องทางการแพทย์ (ประเทศไทยและอินโดไชน่า) บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  (Aged Society) โดยมีสัดส่วนประชากรสูงวัยกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการดูแลตนเองในทุกช่วงวัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลสุขภาพสมองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของสมองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ด้วยเหตุนี้ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ในฐานะผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพที่เปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญและนวัตกรรม จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแนวโน้มทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังให้ความสำคัญกับการจ้างงานผู้สูงอายุ ส่งผลให้การดูแลสุขภาพของกลุ่มประชากรนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพสมองและความทรงจำของผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้ให้การสนับสนุนสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ไทย ในการจัดกิจกรรม ‘SKT Workshop’ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ความสุขในการดำรงชีวิต ตลอดจนศักยภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน นอกจากความร่วมมือกับองค์กรทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และวิชาการแล้ว บริษัทยังมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงวัย”

ภายในงาน นอกจากจะมีเวิร์กชอปให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังมีกิจกรรมแจกชิมผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ โกลด์ (BRAND’S Gold) ซึ่งเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์พรีเมียมสำหรับผู้สูงอายุที่ซันโทรี่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย สำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดแรกภายใต้แบรนด์ โกลด์ ที่ผู้ร่วมงานได้ทดลองชิม คือ โปรเบปทิเจน ซุปไก่สกัด ผสมสารสกัดจากไก่ ที่ผสานคุณประโยชน์จาก Hydrolysed Chicken Extract (สารสกัดจากไก่) เอกสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ พร้อมเสริมด้วยวิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สูงวัยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน 

“บริษัทฯ ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงอายุไทย ผ่านทั้งการยกระดับองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยเฉพาะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ในการเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการแบ่งปันองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ภญ.จันทิมา กล่าวทิ้งท้าย

88(ไทยแลนด์) ผนึกพันธมิตร ร่วมกันส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

88(ไทยแลนด์) ผนึกพันธมิตร ร่วมกันส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

88(ไทยแลนด์) ผนึกพันธมิตร ร่วมกันส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

“หนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย” ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการ โหนกระแส ทางช่อง 3 ร่วมกับ บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ LYO นำโดย นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท พร้อมด้วยเครือพันธมิตรภาคธุรกิจชั้นนำ ได้ร่วมกันส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด

การสนับสนุนในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายแบรนด์ อาทิ M-150, Dutch Mill, NESCAFÉ, SALZ, เบลล์ เครื่องดื่มรังนก, ยาอมกำกิกเผี่ยง, ข้าวเกรียบ PR BigBag, ขนมปังเลอแปง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวและควิกแสบ, AJINOMOTO, รองเท้า VING และ เครื่องใช้ไฟฟ้า TOSHIBA ที่ร่วมจัดเตรียมสินค้าและสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ส่งมอบให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งยังคงเผชิญกับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสิ่งของที่สนับสนุนทั้งหมดได้ถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อกระจายเข้าชุมชนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ช่วยเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในภาคสนามให้สามารถเข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

โดย “หนุ่ม กรรชัย” กล่าวว่า “สำหรับสิ่งของต่างๆ  เราจะส่งไปให้ผู้ประสบอุทกภัย เราขอเป็นอีกกำลังใจ ให้กับพี่น้องชาวใต้ ขอเป็นส่วนเล็กๆ ที่ไปเติมเต็มให้กับพี่ๆ น้องๆ และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวใต้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปให้ได้ครับ”

การร่วมไม้ความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน ภาคเอกชน และภาคธุรกิจในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังน้ำใจของคนไทยที่พร้อมยืนเคียงข้างกันในยามวิกฤต และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวภาคใต้ในสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้

-(016)

กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย มอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 ผ่านพลัง Soft Power สู่เวทีโลก

กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย มอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568  ผ่านพลัง Soft Power สู่เวทีโลก

กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย มอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 ผ่านพลัง Soft Power สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยจัดพิธีมอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 (Thailand’s Public Diplomacy Award 2025 – TPDA2025) ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทโดดเด่นในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับสากล ผ่านพลังของ Soft Power ไทย โดยในปีนี้มอบรางวัลแก่  องค์กรผู้ผลิตสื่อบันเทิงแนวหน้าที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วโลก

โดยมี สีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มอบ คำกล่าวรายงานโดย ธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ซึ่งกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการมอบรางวัลการทูตสาธารณะ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เพื่อเชิดชูบุคคลและองค์กรที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับนานาชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบคุณประโยชน์สานต่อภารกิจของตน และสะท้อนว่าประชาชนทุกคนสามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะของไทยได้

จากนั้น ศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงาน โดยเน้นว่า “การทูตสมัยใหม่ต้องก้าวข้ามเวทีรัฐต่อรัฐ และเข้าถึงหัวใจของประชาชน การทูตสาธารณะคือพลังสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ และภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยในสายตาโลก รางวัลนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ยกย่องผู้สร้างคุณูปการให้ประเทศและเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทย”

ในช่วงประกาศรางวัลโดย เอกสิริ  ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวว่า “กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยมีมติมอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เผยแพร่วัฒนธรรมไทยอย่างกว้างขวางบนเวทีโลก”

ในโอกาสนี้ สถาพร พานิชรักษาพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ได้เป็นผู้แทนองค์กรขึ้นรับรางวัลจาก ศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่ามกลางคณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ คอนเทนต์และศิลปินได้ทำหน้าที่เป็น “ทูตทางวัฒนธรรม” ที่นำเสนอความเป็นไทยและกระตุ้นความสนใจในการเรียนภาษาไทยให้แก่ผู้ชมทั่วโลก ซึ่งความสำเร็จนี้มาจากเสน่ห์พื้นฐานของคนไทย เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตนและรอยยิ้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ไทยแตกต่างจากประเทศอื่น ขอขอบคุณผู้มอบรางวัลอันทรงคุณค่าและหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่สร้างสรรค์ผลงานเพื่อเผยแพร่วัฒ นธรรมไทยต่อไป ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับการจารึกชื่อบนถ้วยรางวัล “Goodwill” และบนผนังเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมถ้วยรางวัลจำลอง ประกาศนียบัตร และเงินรางวัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานต่อไป

รางวัลการทูตสาธารณะได้มอบให้แก่ผู้ประกอบคุณประโยชน์แก่ประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2565 ได้แก่  ปี 2565: นายแพทย์สุนทร อันตรเสน แพทย์อาสาผู้สร้างคุณูปการด้านสาธารณสุขไทยในต่างประเทศ  ปี 2566: นางสาวโมรียา และนางสาวเอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟอาชีพสตรีระดับโลก ปี 2567: พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร), สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายสมเถา สุจริตกุล ผู้ได้รับรางวัลในทุกปีล้วนสะท้อนบทบาทของ “การทูตภาคประชาชน” ที่ช่วยส่งเสริมชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความเป็นไทยบนเวทีโลกอย่างงดงามและยั่งยืน มูลนิธิไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2540 เพื่อดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือและไมตรีจิตระหว่างชาวไทยและนานาประเทศ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thailandfoundation.or.th/

ธพส. ขับเคลื่อน ‘เมืองคาร์บอนต่ำที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ’ สู่ต้นแบบ ‘ศูนย์ราชการแห่งศตวรรษที่ 21’

ธพส. ขับเคลื่อน ‘เมืองคาร์บอนต่ำที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ’ สู่ต้นแบบ ‘ศูนย์ราชการแห่งศตวรรษที่ 21’

ธพส. ขับเคลื่อน ‘เมืองคาร์บอนต่ำที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ’ สู่ต้นแบบ ‘ศูนย์ราชการแห่งศตวรรษที่ 21’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด เดินหน้าโครงการพัฒนาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ แจ้งวัฒนะ พื้นที่กว่า 378 ไร่ ภายใต้แนวคิด “A Low-Carbon City Working with Nature” หรือ “เมืองคาร์บอนต่ำที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ” พร้อมเปิดพื้นที่สาธารณะนำร่อง “สวนลอยฟ้า A-D” จัตุรัสลอยฟ้า หน้าบ้านของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ 

ในขณะที่หลายเมืองทั่วโลกเร่งหาวิธีบรรเทาผลกระทบของภาวะโลกรวน เมืองหลวงของไทยกลับเริ่มต้นจาก “ใจกลางระบบราชการ” เพื่อพลิกวิธีคิดการพัฒนาเมืองจากฐานนโยบายระดับรัฐ การเปลี่ยนผ่านของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  (Government Complex Bangkok) ถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดอนาคต“เมืองยั่งยืนของประเทศไทย”

เมืองราชการที่กลายเป็นระบบนิเวศ

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเปิดใช้งานมากว่าสองทศวรรษ เป็นที่ตั้งของหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 หน่วยงาน มีผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้มาติดต่อ กว่า 40,000 คนต่อวัน ปัญหาการจราจรหนาแน่น พื้นคอนกรีตสะสมความร้อน และขาดพื้นที่สีเขียว ทำให้พื้นที่แห่งนี้สะท้อนภาพ “เมืองคอนกรีต” อย่างชัดเจน ธพส. จึงเริ่มโครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี โดยมุ่ง “เปลี่ยนระบบการทำงานของเมือง” มากกว่าการปรับปรุงอาคาร

ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) กล่าวว่า“ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้เป็นเพียงอาคารสำนักงานของหน่วยราชการอีกต่อไป แต่เป็นระบบนิเวศเมือง (urban ecosystem) ที่ต้องหายใจ มีชีวิต นับเป็นภารกิจสำคัญในการ “ร่างสัญญาใหม่ระหว่าง โครงการที่พัฒนาโดยรัฐกับธรรมชาติ” โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ ศูนย์ราชการฯ ที่ฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Regenerative Government Complex”

กลยุทธ์ที่ 1 จากรถยนต์สู่คนเดิน: จุดเปลี่ยนวัฒนธรรมเมือง

หัวใจของกลยุทธ์เริ่มจากแนวคิด “From Cars to Feet” มุ่งให้คนเดินและใช้ระบบขนส่งไฟฟ้ามากขึ้น   และเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการจราจรจากระบบขนส่งสาธารณะสู่ระบบ EV Shuttle Bus ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จึงเกิดโครงการสร้าง Skywalk ยาว 205 เมตร เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีชมพูเข้าสู่ศูนย์ราชการ พร้อมบริการ รถมินิบัสไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ลดมลพิษและลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว พื้นที่จราจรถูกออกแบบใหม่เป็นทางเดิน โครงข่ายเรือนยอดต้นไม้ (Canopy Corridor Network) สวนผสาน B-C เปลี่ยนจุดติดขัดเป็น หัวใจหลักเชื่อมโยงชุมชนราชการ ที่คน รถ และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ เพราะในศตวรรษที่ 21 พื้นที่ราชการต้องกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ ออกแบบทุกตารางเมตรให้มนุษย์เดินได้ หายใจได้ และมีส่วนร่วมได้

กลยุทธ์ที่ 2 จากเทาสู่เขียว: ปฏิบัติการคืนชีวิตให้โครงสร้างเมือง

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ “From Grey to Green” ฟื้นระบบนิเวศผ่านสถาปัตยกรรม ปรับพื้นที่ดาดฟ้า อาคารจอดรถ A ขนาด 8,000 ตารางเมตร และเชื่อมต่อกับอาคารจอดรถ D จัตุรัสลอยฟ้า A-D หน้าบ้านใหม่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้ง อาคารจอดรถเดิมถูกพัฒนาให้กลายเป็น ฟองน้ำยักษ์ (Sponge Parking) ที่กักเก็บและนำน้ำฝนกลับมาใช้ซ้ำแบบ Zero Runoff Discharge นอกจากนี้ยังพัฒนาพื้นที่บ่อน้ำเดิม 14 ไร่ให้กลายเป็น B-Park อุทยานลอยน้ำอาคาร B (B-Park Urban Floating Oasis) ด้วยพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ช่วยลดอุณหภูมิรอบพื้นที่ได้สูงถึง 9°C  แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบเชิงระบบนิเวศที่เน้น “การอยู่ร่วม” มากกว่าการแยกส่วน

กลยุทธ์ที่ 3 จากคอนกรีตสู่ความหลากหลายทางชีวภาพ

พื้นที่กว่า 138 ไร่รวมโครงข่ายถนนถูกออกแบบเป็น Cooling Biodiversity Pathways ปลูกไม้พื้นถิ่นกว่า 5,500 ต้น ใช้ระบบร่องน้ำธรรมชาติ (Bioswale) และสวนน้ำฝน (Rain Garden) เพื่อจัดการน้ำและลดมลพิษในอากาศ พื้นที่นี้ยังเป็นแหล่งอาศัยของนก ผีเสื้อ และแมลงผสมเกสร แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ World Economic Forum เรื่อง Nature  positive city  (2024) ที่ชี้ว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศเมืองช่วยลดอุณหภูมิได้

กลยุทธ์ที่ 4 จากผู้บริโภคพลังงานสู่ผู้ผลิตพลังงานสะอาด

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ มุ่งสู่การเป็นเมืองพลังงานสะอาดต้นแบบของภาครัฐ โดยเริ่มติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ขยายครอบคลุม 10 อาคาร กำลังผลิตรวม 4,712 กิโลวัตต์ สร้างไฟฟ้ากว่า 3.9 ล้านหน่วยต่อปี ประหยัดได้กว่า 16 ล้านบาท พร้อมต่อยอดสู่ระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมผสานทั้งแบตเตอรี่และไฮโดรเจน แปรพลังงานส่วนเกินจากแสงอาทิตย์เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในยามค่ำคืน ส่งผลให้ อาคารธนพิพัฒน์ กลายเป็นต้นแบบ Net Zero Energy Building แห่งแรกของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ได้รับการรับรองมาตรฐาน DGNB ระดับ Platinum และ EDGE Advanced ปี พ.ศ. 2566 ตอกย้ำบทบาทของ ธพส. ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สอดคล้องกับแนวคิด BCG Model และเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศไทยภายในปี ค.ศ. 2050

“ธพส. กำลังทดสอบสมการใหม่ของเมืองไทย ว่าระบบราชการจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไร โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน เป้าหมายสำคัญ คือ พิสูจน์ว่า ‘เมืองคาร์บอนต่ำ’ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเอกชน แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ จากเจ้าของอาคาร สู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศของสังคม” ดร.นาฬิกอติภัค กล่าวสรุป

ปัจจุบัน โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินไปกว่า 89% และเมื่อแล้วเสร็จ จะทำให้พื้นที่สีเขียวเพิ่มเป็น 4 เท่า หรือจาก 36 ไร่ เป็นกว่า 138 ไร่ เพราะได้เลือกใช้พื้นซึมน้ำแทนคอนกรีต จึงช่วยลดความร้อนและเพิ่มการซึมซับน้ำฝน นับจากนี้ไปศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็น พิมพ์เขียวของเมือง Net Zero ที่สามารถต่อยอดไปยังพื้นที่ราชการทั่วประเทศ เพราะ “สิ่งที่ ธพส. ทำไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่คือการปลูกอนาคตให้กับประเทศไทย” ดร.นาฬิกอติภัค กล่าว

-(016)

พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท สนามกอล์ฟมาตรฐานระดับสากล ได้รับเกียรติเป็นสนามคัดเลือก Asian Tour Qualifying School ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท สนามกอล์ฟมาตรฐานระดับสากล ได้รับเกียรติเป็นสนามคัดเลือก Asian Tour Qualifying School ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท สนามกอล์ฟมาตรฐานระดับสากล ได้รับเกียรติเป็นสนามคัดเลือก Asian Tour Qualifying School ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางด้านกอล์ฟระดับนานาชาติ หลังได้รับความไว้วางใจจาก Asian Tour ให้เป็นหนึ่งในสนามเจ้าภาพการแข่งขัน Asian Tour Qualifying School ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 สะท้อนมาตรฐานของสนามและการจัดการระดับสากลที่ได้รับการยอมรับจากวงการกอล์ฟอาชีพ

สำหรับปี 2026 พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในรอบ First Stage Section D ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 2 – 5 ธันวาคม 2568 โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 110 คน จาก 22 ประเทศทั่วโลก เดินทางมาร่วมชิงสิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบ Final Stage เพื่อคว้าการ์ดทัวร์ Asian Tour ฤดูกาล 2026

การได้รับเลือกให้เป็นสนามจัดการแข่งขันต่อเนื่องถึง 3 ปี เป็นหลักฐานชัดเจนถึงศักยภาพของสนามพัฒนาฯ ทั้งในด้านคุณภาพแฟร์เวย์และกรีน การดูแลรักษาสภาพสนามอย่างมืออาชีพ ระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับนักกอล์ฟจากหลายประเทศได้อย่างครบครัน โดยทีมงานพัฒนาฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาสนามและบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์การแข่งขันที่ดีที่สุด

พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท ขอขอบคุณ Asian Tour สำหรับความไว้วางใจ และพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกอล์ฟจากทั่วโลกเพื่อร่วมสร้างอีกหนึ่งบทสำคัญของเวทีคัดเลือกนักกอล์ฟอาชีพระดับเอเชียในปี 2026

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าชมการแข่งขันได้ฟรี ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 038-318-999 LINE OA : https://bit.ly/PRWadd Facebook : https://www.facebook.com/PattanaSportsResort Website : https://pattana.co.th

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดโครงการ ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2’

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดโครงการ 'เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2'

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดโครงการ ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม เดินหน้ารณรงค์การลดฝุ่น PM 2.5 ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมร่วมเป็นเครือข่ายเอกชนสนันสนุนโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” จัดเต็มโปรโมชั่นจูงใจประชาชนลดควันดำจากรถยนต์ ผ่านการตรวจสภาพรถและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอย่างถูกต้องตามระยะ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารห้างสรรพสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เพื่อร่วมต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมไทย เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน สนับสนุนกรุงเทพมหานครในการผลักดันวิถีสู่เมืองเศรษฐกิจสีเขียวแบบยั่งยืน (BCG Economy) เปิดตัวโครงการ ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2’ เพื่อชวนคนไทยรวมพลังลดฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง ผ่านการดูแลรถยนต์อย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน”  โครงการนี้รณรงค์ให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามระยะเวลา โดยสามารถรับบริการได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์และจุดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกว่า 1,745 แห่งทั่วประเทศเพียงแสดงใบเสร็จ สามารถรับสิทธิพิเศษได้ถึง 3 ต่อ ดังนี้:

 1 : แสดงใบเสร็จฯ แลกรับคูปองส่วนลด 200 บาท ระหว่างวันที่ 3-31 ธันวาคม 2568และแลกรับคูปองส่วนลด 100 บาท ระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2569

ต่อที่ 2 : แลกรับสิทธิ์จอดเพิ่มเพิ่มฟรี 2 ชั่วโมง ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียมเอ็มควอเทียร์

ต่อที่ 3 : พิเศษ  เฉพาะที่เดอะมอลล์ไลฟสโตร์ บางกะปิ  แลกรับสิทธิ์จอดรถฟรี 12 ชั่วโมง

(เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์) และเมื่อช้อปในศูนย์ฯครบ 500 บาท รับคูปองเงินสด 100 บาทแลกรับสิทธิ์ที่จุดบริการลูกค้า กูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่ร่วมรายการ (เฉพาะเดอะมอลล์ไลฟ์สไตล์ บางกะปิ แลกรับสิทธิ์ ณ จุดแลกรับของสมนาคุณของศูนย์การค้า ชั้น M หน้า KONVY และ ชั้น 3 หน้า STARBUCKS)

นอกจากนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยขยายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ครอบคลุมทุกศูนย์การค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป  ได้แก่
เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ทำให้การเดินทางแบบสะอาดเป็นเรื่องง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับคนเมือง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรกษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน รณรงค์การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ผ่านโครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ลดฝุ่น อุ่นใจ ปีที่ 2” พร้อมรับสิทธิ์พิเศษมากมาย ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 ที่ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา              เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์

ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี โดย สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร  (SGC) ได้จัดการประชุม  “CP Sustainability Synergy Forum 2025” ถือเป็นเวทีความยั่งยืนครั้งสำคัญของซีพี เพื่อผนึกกำลังและยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของทุกกลุ่มธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยพัฒนาบทบาทของ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร ให้ทำหน้าที่เป็น “CP Sustainability Center of Excellence (COE)” หรือ “ศูนย์กลางด้านความยั่งยืนแบบรวมศูนย์ทั้งภายในภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า” ที่เชื่อมโยงมาตรฐาน เครื่องมือ และระบบการบริหารจัดการร่วมกันทั้งภายในและภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้ทุกบริษัทในเครือขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งให้ซีพีตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าต่อสังคม ประเทศ และโลกไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6  ทรูดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ภายในงานมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารด้านความยั่งยืนของสำนัก SGC ได้แก่ สมเจตนา ภาสกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืน รงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธรรมาภิบาล ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร ผู้ช่วยผู้บริหารประธานคณะผู้บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานความร่วมมือระหว่างประเทศ วรวิทย์ วรุตบางกูร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Corporate Compliance) และ พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ ร่วมประกาศทิศทางใหม่ในการผลักดันซีพีให้เป็นองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนของประเทศและของโลก ผ่านระบบการทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าและทุกกลุ่มธุรกิจของเครือที่เรียกว่า “CP Sustainability Center of Excellence (COE)”

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จเชิงรูปธรรมจากโครงการต่างๆ ของบริษัทในเครือที่ช่วยผลักดัน 3 Big Goals ตามหมุดหมายของซีพี ได้แก่ 1.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดย วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ใน โครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.การลดของเสียสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ภายในปี 2030 โดย ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพีเเอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)  3.การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) ทั้งนี้โดยมีผู้บริหารด้านความยั่งยืนจากบริษัทต่างๆในเครือ นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้เสียร่วมในเวทีสำคัญครั้งนี้ด้วย

 สมเจตนา ภาสกานนท์

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญของโลก ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวต่อความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ตลอดจนภัยคุกคามทางไซเบอร์ และกฎเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันให้ทุกองค์กรต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความยั่งยืนที่ ‘ตรวจสอบได้–มีมาตรฐาน–และวัดผลได้จริง’ การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือซีพี ที่ย้ำให้ทุกกลุ่มธุรกิจ ‘ทำความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ’ ไม่ใช่งานคู่ขนาน แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการตัดสินใจทุกระดับ เพื่อให้การเติบโตของซีพีเป็นไปควบคู่กับความรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมตามค่านิยม ‘3 ประโยชน์’ คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งเป็นเข็มทิศนำทางเครือเจริญโภคภัณฑ์มากว่า 100 ปี”

รงค์รุจา สายเชื้อ

จากบริบทดังกล่าว ซีพีจึงพัฒนาบทบาทของ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร ซึ่งเป็น หน่วยงานกลางด้านความยั่งยืนของซีพีให้ทำหน้าที่เป็น CP Sustainability Center of Excellence (COE) หรือ “ศูนย์กลางด้านความยั่งยืนแบบรวมศูนย์ทั้งภายในภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า” เพื่อรวมมาตรฐานด้านความยั่งยืนของทั้งเครือไว้ในกรอบเดียว  ยกระดับการพัฒนา ESG และการลดคาร์บอน ส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผลักดันการจัดทำข้อมูลเพื่อรองรับมาตรฐานสากล และสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อเพิ่มผลกระทบเชิงบวกในระดับประเทศและระดับโลก

วรวิทย์ วรุตบางกูร

“สำหรับซีพี ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ ‘ทำรายงาน’ แต่ต้องสร้างนวัตกรรมและคุณค่าทางธุรกิจไปพร้อมกัน เราจึงยกระดับการทำงานสู่ CP Sustainability Center of Excellence ซึ่งเป็นระบบกลางในการบูรณาการยุทธศาสตร์ความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ โดยโฟกัสใน 8 มิติสำคัญ ได้แก่

1.             ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ (Sustainable Products & Solutions)

2.             การให้บริการยกระดับมาตรฐาน ESG แก่ธุรกิจในเครือ (ESG Services to Internal BUs)

3.             การให้คำปรึกษาและรับรองมาตรฐานแก่ภายนอก (External Consulting & Certification)

4.             การบริหารจัดการและสร้างมูลค่าคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)

5.             กลไกการเงินและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Green Finance & Investment Funds)

6.             การเปลี่ยนของเสียให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจ (Waste-to-Value Ecosystem)

7.             การต่อยอดแบรนด์เพื่อสร้างมูลค่าเชิงพรีเมียมและการอนุญาตใช้ประโยชน์ตามสิทธิ (Brand Premium & Licensing Model) และ

8.             การสร้างมูลค่าจากข้อมูลและระบบดิจิทัล (Data Monetization)

พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์

หัวใจของการสร้าง CP Sustainability Center of Excellence คือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนกำหนดเจ้าของเรื่องที่รับผิดชอบจริง ดึงพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกมาร่วมขับเคลื่อน พร้อมมีแรงจูงใจ แหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และการแบ่งปันความรู้ในองค์กร เพื่อให้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่โครงการชั่วคราว แต่เป็นระบบการสร้างธุรกิจที่สร้างอิมแพ็คต่อประเทศและสังคมอย่างแท้จริง” ดร.ธีระพล กล่าวย้ำ

 ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน

ขณะที่ สมเจตนา ภาสกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืน สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “ซีพีขับเคลื่อนภารกิจด้านความยั่งยืนมากว่า 10 ปี สะท้อนความตั้งใจและความเชื่อร่วมกันของทั้งองค์กร โดยยึดแนวคิดจากซีอีโอศุภชัย เจียรวนนท์ ที่เน้นว่า ‘ความยั่งยืนต้องเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ’ ต้องฝังอยู่ในกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการตัดสินใจ และเปลี่ยนจากการเป็นผู้ตาม Best Practice ไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Lead the Change) เครือฯ จึงเดินหน้าสู่การเป็น Center of Excellence ที่สร้างผลลัพธ์ทั้งภายในองค์กรและขยายไปยังซัพพลายเออร์และพันธมิตรใน Value Chain ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

 ศิริพร เดชสิงห์

ด้าน รงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธรรมาภิบาล กล่าวว่า “ธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือ ‘เข็มทิศ’ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกธุรกิจ กุญแจสำคัญคือต้องมีกติกาและ Code of Conduct ชุดเดียวกันทั้งองค์กร มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน และมีเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเช็กลิสต์ ไกด์ไลน์ หรือระบบ e-learning ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบของ CP Sustainability Center of Excellence เมื่อคนทำงานเข้าใจ ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้” และได้กล่าวต่อไปว่า “บทบาทสำคัญของธรรมาภิบาลอยู่ที่ BU Champion และ BU Network ที่ ‘พูดได้สองภาษา’ คือเข้าใจภาษานโยบายขององค์กร และแปลให้เป็นภาษาปฏิบัติที่คนหน้างานเข้าใจง่าย เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาลจะกลายเป็นวัฒนธรรมด้านจริยธรรมและความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำบนกระดาษ แต่เป็นกรอบคิดในการทำงานของทุกคน”

วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์

วรวิทย์ วรุตบางกูร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กล่าวว่า “ความโปร่งใสและความปลอดภัยคือรากฐานของความเชื่อมั่น และเป็นเงื่อนไขของการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดหวังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้ง CP Sustainability Center of Excellence ทำให้ระบบกำกับดูแลและความปลอดภัยของทั้งเครือเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านข้อมูล เครื่องมือ มาตรฐาน และระบบติดตาม เราผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับพลังของบุคลากรจากทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้ Compliance และ Safety เป็นพันธกิจร่วมของทั้งองค์กร เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกระทบความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานาน”

พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ กล่าวว่า “ESG ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรขนาดใหญ่มีศักยภาพจะเป็นผู้นำ แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรร่วมลงมือ ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายบนโต๊ะ เราเชื่อว่าการกระทำเล็ก ๆ เมื่อรวมกันจะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ จึงทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และพันธมิตร ในการฟื้นฟูป่าและทะเล ลดคาร์บอน สนับสนุน BCG Economy ผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร ผู้ช่วยบริหารประธานคณะผู้บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ (GPO) กล่าวว่า หน่วยงานความยั่งยืนระหว่างประเทศเปรียบเสมือน ‘ประภาคาร’ ที่คอยส่องสว่างมาตรฐานโลก ความเสี่ยง และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ แล้วแปลงให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมทำหน้าที่กระบอกเสียงขยายศักยภาพของเครือซีพีสู่ประชาคมโลก ผ่านเวทีระดับนานาชาติ ในโลกที่เผชิญทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีและ AI รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน กฎระเบียบ และชื่อเสียงของธุรกิจ แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับองค์กรที่ปรับตัวได้ทันตามมาตรฐานสากล การมีส่วนร่วมบนเวทีโลกและการติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็น ‘ความจำเป็นทางธุรกิจ’ เพื่อเสริมขีดความสามารถและสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวให้เครือซีพี”

ในช่วง Call for Action เครือฯ ได้นำ 3 Big Goals ได้แก่ Net Zero 2050, Zero Waste to Landfill 2030 และ Education for Equality มาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมถ่ายทอดผ่านตัวอย่างจากผู้บริหาร 3 กลุ่มธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายระดับเครือกำลังแปรเปลี่ยนเป็นการลงมือทำที่จับต้องได้

เริ่มจาก ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ดูแล Connext ED กล่าวว่า “ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องเป็นสะพานให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียม เราเริ่มจาก ‘ทรูปลูกปัญญา’ ทำงานกับ 6,000 โรงเรียน สร้างแพลตฟอร์ม VLEARN ให้เด็กทั่วประเทศใช้งานฟรี และต่อมาซีอีโอศุภชัยได้ต่อยอดสู่ Connext ED ที่ดึงทุกภาคส่วนมาร่วมยกระดับการศึกษา วันนี้ School Management System ถูกใช้ในโรงเรียนกว่า 30,000 แห่ง ระดมทุนผ่าน Crowdfunding ได้กว่า 115 ล้านบาท พัฒนา ICT Talent เกือบ 20,000 คน และมี Learning Center กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เป้าหมายของเราคือให้คนไทย 36 ล้านคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียมภายในปี 2030 เพราะเด็กไทยทุกคนสมควรมีโอกาส และเราต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง”

ขณะที่ ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจของซีพีแอ็กซ์ตร้าเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เรามีการจัดการขยะอาหารและขยะพลาสติกตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ดี โดยทำได้ด้วยนวัตกรรมช่วยยืดอายุสินค้า ใช้ระบบการสั่งสินค้าให้พอดี ใช้ประโยชน์จากอาหารส่วนเกินด้วยนวัตกรรมสีเขียว และทำจุดเก็บขยะพลาสติกในทุกสาขา เพื่อเป้าหมายลดขยะให้เป็นศูนย์ และสร้างมูลค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจและสังคม”

วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เผยถึงโครงการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ว่า “ประเทศไทยมีพื้นที่บุกรุกป่าถึง 66 % ซึ่งมาจากการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง และกากถั่วเหลือง ดังนั้น ระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเราเริ่มทำและพัฒนามากว่า 10 ปีแล้ว เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศที่ทำระบบนี้ขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและระบบดาวเทียมในการตรวจจับ ระบบนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ปราศจากการบุกรุกทำลายป่าและการเผาแปลง ซึ่งนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต”

การจัดเวที “CP Sustainability Synergy Forum 2025” และการวางตำแหน่ง CP Sustainability Center of Excellence (COE) ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กรและห่วงโซ่คุณค่าทั้งระบบเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ผ่านการลงมือทำที่จับต้องได้ ภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ไปพร้อมกับการสร้างอนาคตที่ดีและยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เดินหน้ามอบความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสตูล รวมถึงพื้นที่โดยรอบ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายแก่ชุมชนจำนวนมาก โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะเร่งด่วน

นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในนามของ SAWAD เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ เราเข้าใจดีถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งต่อการใช้ชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของครอบครัว ทุกความช่วยเหลือที่เราส่งมอบ คือความตั้งใจจริงของเราในการอยู่เคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤต เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนของเราจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ไม่มากก็น้อย และขอขอบ คุณเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร รวมถึงทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว”

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิด จุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น ณ สาขาศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ จังหวัดภูเก็ต เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมส่งต่อพลังน้ำใจแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันพนักงานสาขาในพื้นที่ภาคใต้ได้ร่วมสนับสนุนการอพยพประชาชนจากจุดเสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงประสานการขนย้ายสิ่งของไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สำหรับสิ่งของที่ SAWAD จัดเตรียมและส่งมอบ ประกอบด้วย อาหารพร้อมทานและน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม นมและเครื่องดื่มต่าง ๆ กระดาษชำระ ไข่ น้ำมันพืช ตลอดจนของใช้จำเป็นสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยทีมพนักงานศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจได้ลงพื้นที่กระจายชุดยังชีพไปยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

SAWAD ย้ำถึงความตั้งใจในการอยู่เคียงข้างสังคมในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังต้องการการดูแลเพิ่มเติมในระยะต่อไป

ธิดา แก้วบุตตา

ธิดา แก้วบุตตา

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว  ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย และ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย เปิดตัว “หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT” นำเสนอพื้นที่แห่งการบูรณาการระหว่างศาสตร์และศิลป์

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการนำร่อง 2 ชุด  ได้แก่ “เฉดสีจากอารามหลวง” (Colour Palette of the Royal Temple) และ นิทรรศการ ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น” (Mechanics of Play) ภายใต้การดำเนินงานของ รองศาสตราจารย์น้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักวิจัย ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2552 ร่วมมอบผลงานเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสเปิดตัวหอศิลป์ ตลอดจนพันธมิตรภาคเอกชนร่วมสนับสนุน ได้แก่ บริษัท เบเยอร์ จำกัด, บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการผลิตเฉดสีสำหรับอาคารสถาน และ Royal Ice Cream ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยไอศกรีมเฉดสีวัด

นิทรรศการเฉดสีจากอารามหลวง ที่มุ่งศึกษาความงามทางสุนทรียของพระอารามที่สำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์ อันได้แก่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม,วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พร้อมแนวทางต่อยอดองค์ความรู้สู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ และของที่ระลึก ผลงานนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำฐานข้อมูลสี (Colour Database) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ที่ต่อยอดมาจากทุนทางวัฒนธรรม  สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อาทิ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และ อาหาร

อีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ  “ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น” (Mechanics of Play)” ที่เผยให้เห็นหลักวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทยซ่อนอยู่ในของเล่นพื้นบ้าน

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา และภาคเอกชน  นอกจากนั้นหลายๆเสียงยังสะท้อนกลับมาว่าการนำเสนอองค์ความรู้เชิงวิจัยผ่านศิลปะช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ ทั้งต่อการเรียนรู้ การออกแบบ และการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้าง สรรค์ในอนาคต ทำให้ “หอศิลป์ร่วมสมัย วช.” กลายเป็นพื้นที่พบปะของนักวิจัย ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นรูปธรรม