ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศิริราชมูลนิธิ จัดทำ “เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย (Siri Pusa Alai)” ถ่ายทอดสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี ความกตัญญู และความงามอันยืนยงที่ทรงมอบให้พสกนิกรไทย โดยรายได้มอบให้ศิริราชมูลนิธิ เพื่อจะได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

ผลงานเข็มกลัด “สิริภูษาอาลัย” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจด้านงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะ พระวิริยะอุตสาหะในการสืบสานและยกระดับผ้าไหมไทยสู่ความสง่างามในเวทีโลก ลวดลายบนตัวเรือนอ้างอิงจากผ้าไหมมัดหมี่ “ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน” อันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดความงามอันเรียบลึก น้อมรำลึกถึงพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระราชทานแรงบันดาลใจแก่คนไทยในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่สืบไป

เข็มกลัด “สิริภูษาอาลัย” ผลิตจากวัสดุเงิน 925 (Sterling Silver) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับเครื่องประดับเงิน มีทั้งหมด 3 แบบ ประกอบด้วย  เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดใหญ่ (2.5 × 3.5 × 0.77 ซม.) เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดเล็ก (1.92 × 2.73 × 0.66 ซม.) เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีทอง ขนาดเล็ก (1.92 × 2.73 × 0.66 ซม.)

ในความสูญเสียที่แสนอาลัย ความดีงามและพระมหากรุณาธิคุณยังคงสถิตในหัวใจของพสกนิกรไทย
เข็มกลัดนี้จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องหมายไว้ทุกข์ หากเป็นการสืบสานมรดกแห่งพระเมตตาและพระปณิธานอันทรงคุณค่า

อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ยูบิลลี่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ร่วมกับศิริราชมูลนิธิในการจัดทำเข็มกลัดโบว์ไว้อาลัยครั้งนี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เราตั้งใจถ่ายทอดความงดงามของงานหัตถศิลป์ไทยและคุณค่าทางใจผ่านความประณีตของชิ้นงาน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศิริราชมูลนิธิ เพื่อส่งต่อพลังแห่งความดีสู่สังคมไทย”

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบกองทุน “ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง​” รหัสกองทุน Q9902902 เพื่อน้อมดวงใจถวายความอาลัยในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยรายได้จากการบริจาคทั้งหมด จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย สามารถบริจาคได้ที่ศิริราชมูลนิธิ หรือ เว็บไซต์ศิริราชมูลนิธิ http://www.sirirajfoundation.org ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าเข็มกลัดที่ระลึกจะหมด เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดใหญ่ บริจาคเข็มละ 3,000 บาท เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน สีทอง ขนาดเล็ก บริจาคเข็มละ 2,000 บาท เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

โครงการ “เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย” จึงเป็นการผสานพลังของความจงรักภักดี ความกตัญญู และการทำความดี เพื่อส่งต่อคุณค่าที่งดงามจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมร่วมสืบสานพระปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณให้คงอยู่ตลอดไป พร้อมสะท้อนการร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนและสถาบันหลักของประเทศในการสืบสานพระปณิธานให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ โทร. 02-414-1414 หรือ Jubilee Customer Center โทร. 02-625-1111 รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดีย Jubilee Diamond ทุกแพลตฟอร์ม และเว็บไซต์ www.jubileediamond.co.th

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์    ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาเปิดบ้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Open House 2025) ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : Sciences for Healthy Longevity จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว” โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข บุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนร่วมงาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMs) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยเพื่อยกระดับระบบสุขภาพไทยให้เป็นเสาหลักของความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูง เป็นนโยบายเรือธง “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคทางพันธุกรรมและมะเร็งบางชนิด ด้วยเซลล์และยีนบำบัด (ATMPs) ภายใต้มาตรฐานสากล ซึ่งได้ผลดีกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ไม่ต้องเดินทางไปรักษาต่างประเทศในราคาสูงถึงหลักกว่าสิบล้านอีกต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง ATMP Innovation Center เริ่มตั้งแต่การออกระเบียบรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ เพื่อยืนยันคุณภาพความปลอดภัย และประสิทธิภาพของเซลล์ที่ใช้ในทางการแพทย์, ธนาคารชีวภาพกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง, ศูนย์วิจัยทางคลินิก เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ATMPs โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด DC และ CIK ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อโจมตีเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ

รวมทั้ง ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งเป็นการถอดรหัสยีน พลิกโฉมการรักษานําอนาคตสุขภาพสู่คนไทย โดยจะให้บริการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในทารกแรกเกิด, การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์, การตรวจ whole exome sequencing, การตรวจมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการตรวจอัลไซเมอร์ เป็นต้น นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสุขภาพไทย ให้ประเทศไทย ก้าวสู่การรักษาเทียบเท่าระดับสากล  ลดการนำเข้า เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งประโยชน์สำคัญที่สุด คือจะเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า งานเปิดบ้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Open House 2025) ในปีนี้ มีความพิเศษกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : Sciences for Healthy Longevity จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริงวิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว” ซึ่งเป็นการแสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในทุกมิติ และเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและเข้าใจบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ตลอดจนสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพยืนยาว โดยนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผลงานจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง รวมถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

ภายในงานมีการร่วมเปิดโลกวิชาการผ่านเวทีบรรยายเสวนา, นิทรรศการ, และการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการจริง พร้อมพบหัวข้อเข้มข้น อัปเดตสถานการณ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจสุขภาพ  และด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข อันดับ 1 และอันดับ 5 ของโลก ภายในปี พ.ศ. 2570

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นอกจากจะใช้สิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดแล้ว ยังมีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ปัสสาวะ” นั่นเอง ปัสสาวะเป็นสารน้ำที่เกิดจากการกรองของเสียในเลือดผ่านทางไตและขับออกมานอกร่างกาย โดยปริมาตรของปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมายเช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมี โปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้น ซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าการตรวจปัสสาวะช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม รวมถึงพยากรณ์โรคได้ นอกจากนี้ยังช่วยอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายขณะนั้นได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายและดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับสู่ร่างกาย

ปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบเช่น

การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว (random หรือ spot urine collection) เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ
การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า (first morning urine) จะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวานและการเพาะเชื้อแบคทีเรีย
การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลางหรือ midstream urine โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะ (catheterized urine) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง
การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour urine) มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป

การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการประกอบด้วยการตรวจทางกายภาพเช่น สี ความขุ่น กลิ่น และตะกอน ลักษณะทางเคมีเช่นการดูปริมาณของสารเคมีรวมถึงสารชีวเคมีที่พบปัสสาวะและการตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงในบางครั้งอาจมีการตรวจทางจุลชีววิทยาในผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตปัสสาวะของตัวเองเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นได้โดยสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของปัสสาวะเช่นสีของปัสสาวะ กลิ่นของปัสสาวะ ความขุ่นของปัสสาวะ รวมถึงลักษณะของปัสสาวะที่มีความผิดปกติไปเช่นมีฟองในปัสสาวะมาก มีวัตถุหรือเศษเนื้อเยื่อหลุดออกมาในปัสสาวะที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เป็นต้น 

โดยปกติ สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตามในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิดเช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือ ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นหรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติเช่นมีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะหรือร่างกายอาจต้องไปตรวจเพิ่มเติมหรือรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้เช่นกัน ดังนั้นในการไปตรวจปัสสาวะควรแจ้งต่อแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ทุกครั้ง นอกจากนี้ปัสสาวะของคนปกติควรใสและไม่มีความขุ่น (อย่างไรก็ตามปัสสาวะที่ตั้งไว้นานอาจมีความขุ่นได้เช่นกัน) สาเหตุของความขุ่นที่บ่งบอกความผิดปกติในร่างกายหรือทางเดินปัสสาวะได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น

นอกเหนือจากสีของปัสสาวะแล้ว กลิ่นของปัสสาวะสามารถบอกความผิดปกติของสภาวะสุขภาพได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม (aromatic) แต่ตั้งทิ้งไว้นานเข้าจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตามถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลาอาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้เช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกานในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิดหรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น 

การแปลผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น

เมื่อได้ผลการตรวจปัสสาวะจากทางห้องปฏิบัติการแล้ว เราสามารถประเมินผลการตรวจที่ปกติโดยใช้หลักต่อไปนี้

ปัสสาวะจะต้องใส มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืออำพัน มีปริมาตร 600-1,800 มิลลิลิตรต่อวัน มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.002-1.040 มีความเป็นกรด-ด่างที่ 4.5-8.0
ต้องตรวจไม่พบสารชีวเคมีหรือสารเคมีบางชนิดได้แก่บิลิรูบิน น้ำตาลกลูโคส คีโตน เอนไซม์ในเม็ดเลือดขาว (leukocyte esterase) ไนไตร์ โปรตีน ยูโรบิลลิโนเจ็น (ควรพบน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกต่างๆ ในปัสสาวะ รวมถึงเซลล์บุผิวต่างๆ อาจพบได้บ้างแต่ควรพบปริมาณน้อยและอยู่ในค่าอ้างอิงที่กำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการหรือโรงพยาบาล
ไม่ควรพบเชื้อจุลชีพเช่นแบคทีเรีย ยีสต์ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ

ผลการตรวจปัสสาวะสามารถใช้ช่วยในการวินิจฉัยรวมถึงการพยากรณ์โรคและภาวะความผิดปกติในร่างกายได้เช่น โรคนิ่วในไต (renal calculi หรือ kidney stones) โรคไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรวยไตอักเสบ (pyelitis หรือ pyelonephritis) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) กลุ่มอาการของโรคไตรั่วหรือโปรตีนรั่ว (Nephrotic syndromes) โรคถุงน้ำในไต (polycystic disease) การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) ภาวะโรคไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง (acute และ chronic renal failure) โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นต้น

เนื่องจากปัสสาวะเป็นสิ่งที่ถูกขับออกจากร่างกายเพื่อกำจัดของเสียและสารพิษต่างๆ รวมถึงเชื้อโรคบางชนิดที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายส่งผลให้สมดุลของร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้นการดื่มปัสสาวะหรือการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อรักษาโรคเช่น ใช้หยอดตา ตามที่มีรายงานข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นความเข้าใจรวมถึงความเชื่อที่ผิดและเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการการนำของเสียและสารพิษต่างๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือยืนยันการใช้ปัสสาวะในการรักษาหรือป้องกันโรค นอกจากนี้ปัสสาวะที่ถูกเก็บภายนอกเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหรือของเสียในปัสสาวะรวมถึงมีการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคต่างๆ ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้  สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll อนุรัตน์ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษเป็นประธานพร้อมด้วย ดร.ฉัฐมงคลอังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ,สักก์สีห์พลสันติกุล,ดร.รัฐวิทย์อังคสกุลเกียรติ และ ศรีสุภรณ์ชมศรีหาราชพร ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาล“SoundofSisaket 2025:ซาวสีเกด2568”ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่4ระหว่าง 18-21 ธ.ค. ณ ย่านวงเวียนแม่ศรี อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ..

ll โอม ศิวะดิตถ์ ต้อนรับ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ พร้อมชาว Digital Jumpstart #3 ที่ไปศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของไมโครซอฟท์ประเทศไทย..

ll ดร.จรวยพรภัทรลีสมสิริหลังไปดูงานที่เมืองมิลานและตูรินกับหลักสูตรLTE#6เลยชวน ประภาพรรณพิชัยคำและ ปารณีย์อำนวยรักษ์สกุล ไปเที่ยวต่อแบบหนาวๆ สโลว์ไลฟ์ที่เมืองออร์ตาและเมืองอาออสตาอีก4วัน..

ll รสรินเธียรนุกุล,กัญญา ติลกเรืองชัย และ อมรรัตน์ ตันติโชติ เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ชาว Brain 2ไปแสดงความเสียใจกับ เกียรติตั้งตรงศักดิ์ที่สูญเสียคุณพ่อ สุเทพ ตั้งตรงศักดิ์..

ll ชื่นชม ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ซีอีโอบจ.คิงส์แพ็คอินดัสเตรียล ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และถุงขยะตราฮีโร่ (HERO) ที่ได้สนับสนุนถุงเพื่อการบรรเทาทุกข์รวมกว่า 100,000 ใบ ส่งต่อให้หน่วยงานภาคีต่างๆ นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้..

ll ยุวพลวัตถุ วันเกิดปีนี้ฉลองกับครอบครัวและมิตรสหายสนิทกันที่สุราษฎร์ธานี..

ll อนุโมทนาบุญกับ ดร.ละมูลลือสุขประเสริฐ ที่บริจาคเงินเพื่อสมทบทุนพัฒนาห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลกระทุ่มแบน..ll สภาเภสัชกรรม ร่วมด้วย สภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย(สคภท.)ผนึกกำลังกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสร่วมบรรเทาทุกข์คลายข้อสงสัยด้านยาและแนะนำการดูแลตนเองในช่วงน้ำท่วมโดยเภสัชกรจิตอาสาทั้ง4ท่านดังนี้ รศ.ดร.ภญ.พัชราภรณ์สุดชาฎา คณะเภสัชศาสตร์ม.นเรศวรพิษณุโลก,ผศ.ดร.ภญ.ณัฎฐิณี ธีรกุลกิตติพงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ม.บูรพาชลบุรี,ภญ.กรกนกวัฒนา,ภญ.ณัฐณิชา พูลช่วย สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช ร่วมพูดคุยให้คำปรึกษาด้านยา และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้นแก่พี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ปรึกษาได้ที่โทร.02-7902111(50คู่สาย)..ll ปชช.ในพื้นที่น้ำท่วมทั้งที่หาดใหญ่สงขลาภาคใต้และภาคกลาง หากต้องการความช่วยเหลือ โทร.สายด่วน สปสช.1330 กด 7 โทร.ฟรี 24 ชั่วโมง สปสช.จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือต่อไป แจ้งได้ทุกเรื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นขอความช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผู้สูงอายุคนพิการ,ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ขาดยา,ขอความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม, ไปโรงพยาบาลไม่ได้เพราะน้ำท่วม เป็นต้น..ll คู่มือจัดการบ้านหลังน้ำลดของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ดูได้ที่ https://
www.nsplusengineering.com/attachments/view/?attach_id=426342..

ll พระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษนฤวร ปันยารชุน 3 ธ.ค. 17.00 น. เมรุวัดเทพศิรินทราวาส..

น้องใหม่

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.22 น.

2 ธันวาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมทั้งเปิดกิจกรรม Kick off การอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนาม MOU อีกทั้ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมุ่งเน้นการดูแลทุกครอบครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First เพื่อเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ ควบคู่กับการคุ้มครองทางสังคม ด้วยสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการพัฒนาอาชีพ ภายใต้แนวคิด “Care Economy” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบูรณาการด้านคุณภาพชีวิตและด้านคนเปราะบางของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้วันนี้ มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เป็น “นโยบายใกล้บ้าน” เพื่อให้ “นโยบายถึงบ้าน” ได้โดยเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรม และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

นายอัครา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก อาทิ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ในการจัดการความขัดแย้ง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งจะอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง รวมถึงบูรณาการการดูแลสุขอนามัย โดยการประสานส่งต่อเพื่อการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเสริมสร้างสุขภาพ และการบริการด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มเปราะบางแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ หลังจากการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทั้ง 3 กระทรวง จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนทุกมิติ  อีกทั้งยังมีการจัดอบรมหลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรในการจัดการความขัดแย้ง เป็นกระบวนการสำคัญในการอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นดำริของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้มีแนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เพราะภารกิจของกระทรวง พม. คือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางตั้งแต่เกิดไปจนถึงเสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสุขภาพ และข้อกฎหมายต่างๆ  จึงมี 3 กระทรวงหลักในการดูแลพี่น้องประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทิศทางเดียวกัน อาทิ การเกิดอุทกภัยที่ภาคใต้ ทั้ง 3 กระทรวง มีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน โดยกระทรวง พม. ดูแลด้านสิทธิสวัสดิการสังคม กระทรวง สธ. ดูแลด้านสุขภาพ และกระทรวง ยธ. ดูแลด้านข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากความเสียหาย อีกทั้งยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องเรื่องการไกล่เกลี่ยในกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว

-(016)

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี 'FNCA 2025' ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Forum for Nuclear Cooperation in Asia (FNCA) ประจำปี 2025 ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ระหว่าง 13 ประเทศในเอเชีย–แปซิฟิก ภายใต้การนำของรัฐบาลญี่ปุ่น การประชุมในปีนี้ครอบคลุมความคืบหน้าโครงการร่วมทั้ง 8 ด้าน เช่น การใช้ประโยชน์เครื่องปฏิกรณ์วิจัย การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้รังสีในอุตสาหกรรมและอาหาร การแพทย์นิวเคลียร์ ความปลอดภัยรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี ความมั่นคงปลอดภัยนิวเคลียร์ และการประเมินคาร์บอนจากดินป่าไม้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศไทยได้รับเกียรติให้บรรยาย Lead Speech ในหัวข้อ “Prospect of Nuclear Energy in Thailand: From Small Modular Reactors to Fusion Energy—Thailand’s path to a clean energy of the future” โดย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ได้นำเสนอทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ของไทยในฐานะแหล่งพลังงานฐานที่สะอาดและมั่นคง สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี  2050 และ Net Zero ปี 2065  โดยไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอนาคตสองด้าน คือ

1. เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งมีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety และถูกบรรจุในร่างแผน PDP 2024

2. เทคโนโลยีฟิวชัน ผ่านการวิจัยด้วยเครื่อง Thailand Tokamak-1 (TT-1) ของ สทน. เพื่อวางรากฐานบุคลากรด้านฟิวชันในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือความท้าทายร่วมของภูมิภาค เช่น การยอมรับของสาธารณชน การพัฒนาบุคลากร กฎหมาย และกรอบความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งไทยพร้อมเสริมความร่วมมือในทุกมิติ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นการสะท้อนบทบาทของไทยในเวทีนิวเคลียร์นานาชาติ และเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันพลังงานสะอาดของอนาคต

ภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี FNCA 2025 คณะผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้เดินทางศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย  การศึกษาดูงานประกอบด้วย 3 แห่งสำคัญ ได้แก่

1.บริษัท Hitachi GE Nuclear Energy ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ รวมถึง SMR แบบ BWRX-300 ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ทั่วโลกให้ความสนใจในการผลิตพลังงานสะอาดและปลอดภัย

2.Naka Institute for Fusion Science and Technology (QST) สถาบันวิจัยฟิวชันของญี่ปุ่น ผู้พัฒนาโทคาแมค JT-60SA ซึ่งเป็นเครื่องโทคาแมคแบบ superconducting magnet ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบัน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานฟิวชันในอนาคต

3.Japan Atomic Energy Agency (JAEA) คณะได้เยี่ยมชมเครื่องปฏิกรณ์วิจัย JRR-3 กำลังผลิต 20    เมกะวัตต์ ใช้สำหรับการทดลองลำแสงนิวตรอน การศึกษาวัสดุศาสตร์ และการผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ โดยเครื่องปฏิกรณ์นี้ผ่านการปรับปรุงตามมาตรฐานความปลอดภัยใหม่หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ และกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021

การศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์และฟิวชัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานสะอาดและมั่นคงในอนาคต

-(016)

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา สำนักอัยการสูงสุดและสมาคมภริยาอัยการ ร่วมจัดกิจกรรมเชิญชวนข้าราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘สำหรับกิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้นับเป็นปีที่ ๒๓  จะถูกจัดขึ้นในวันที่ ๓ และ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘  ณ อาคารสมาคมภริยาอัยการ (ถนนรัชดาภิเษก) การนี้ คุณเกษร แก้วทิพย์ ในฐานะนายกสมาคมภริยาอัยการ  ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้เป็นอย่างมาก  และอยากเชิญชวนทุกๆท่านเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดาในปี พ.ศ.๒๕๖๘  เริ่มงานตั้งแต่ ๐๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

ความเคลื่อนไหวของ เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของ ๒ เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ แชมป์ 11 เมเจอร์ ได้ร่วมทำกิจกรรม “ไนกี้ รีคัฟเวอรี่ รัน” (Nike Discovery Run With Kipchoge) ที่สวนสาธารณะ 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังได้ร่วมลงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ในมหกรรมการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลก “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 8” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สำหรับกิจกรรม “ไนกี้ รีคอฟเวอรี่ รัน” ครั้งนี้เปิดโอกาสให้แฟนคลับที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ ไนกี้ และนักวิ่งสมาชิกของไนกี้และพัทธมิตรธุรกิจเข้าร่วมพบปะพูดคุยกับ เอเลียด คิปโชเก้ แบบใกล้ชิดและเป็นกันเอง

เอเลียด คิปโชเก้ ยังได้แนะนำเทคนิคในการวิ่งมาราธอนให้ประสบความสำเร็จว่า “นอกจากการเตรียมร่างกายให้พร้อม ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอแล้ว เมื่อเจอข้อผิดพลาดจาการวิ่ง อย่าเสียใจ ให้นับมาปรับปรุงแก้ไจ เราต้องสนุกกับการวิ่งและมีความสุขในทุกๆ ครั้งด้วย”

เมื่อแฟนคลับนักวิ่งถามว่า อะไรคือสิ่งที่ชอบเป็นที่สองรองจากการวิ่ง และจากความสำเร็จที่ผ่านมาทำอย่างไรเขาถึงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้  เขาตอบว่า “สำหรับผมๆ ให้ความสำคัญกับความสุขที่ได้วิ่งเข้าเส้นชัย และสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือการใช้ชีวิตให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับวันนี้ ไม่ใช่อยู่กับเมื่อวาน ถึงมีเงินคุณก็ไม่สามารถซื้ออดีตกลับมาได้ อย่ากังวัลหรือเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และผมได้ข้อคิดเพิ่มจากการได้เจอ บัวขาว นักมวยไทย ที่แม้มีชื่อเสียงโด่งดังก็ยังใช้ชีวิตแบบมีความสุขเช่นคนทั่วไป”

สำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 Presented by TOYOTA  ที่เพิ่งปิดฉากลงไปอย่างดงาม  เพื่อผลักดันและยกระดับให้เป็น 1 ใน 10  รายการวิ่งมาราธอนระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของสมาคมกรีฑาโลก (THE OFFICIAL WORLD CAPITAL MARATHON SERIES) เทียบเท่ามาราธอนระดับเมเจอร์โลก เพื่อส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (SPORTS TOURISM CAPITAL CITY) และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ จำนวน 48,000  คน ผู้ร่วมเดินทาง เจ้าหน้าที่ และประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า 80,000  คน ก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยกว่า 1.400 ล้านบาท  โดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สมาคมกรีฑาโลก และไทยแลนด์ไตรลีก (ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ)

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควิกแสบ ,เส้นหมี่อบแห้งไวไวและผงปรุงสำเร็จตรารสเด็ด  ตอกย้ำบทบาทองค์กรที่ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เดินหน้าร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” ภายใต้การผลักดันของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยมุ่งส่งมอบความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เข้าถึงพื้นที่จริง และเกิดประโยชน์แก่ผู้ประสบภัยอย่างสูงสุด

“Extra Happiness Christmas Tree” จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

“Extra Happiness Christmas Tree”  จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

“Extra Happiness Christmas Tree” จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

ในช่วงที่ลมหนาวพัดผ่านและแสงไฟแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มสว่างขึ้น เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้จะมีความหมายลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อ 21/3 STUDIO สตูดิโอศิลปะสำหรับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมแห่งแรกในประเทศไทย จับมือกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ร่วมกันเนรมิต “Extra Happiness Christmas Tree” ต้นคริสต์มาสในรูปแบบ Art Installation ที่ไม่ได้ประดับด้วยของตกแต่งเหมือนต้นคริสต์มาสทั่วไป แต่สร้างขึ้นจากภาพวาดของศิลปินที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาหลากหลายวัย

Extra Happiness Christmas Tree ถือเป็นครั้งแรกของการนำภาพวาดจากฝีมือของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญามาจัดแสดงในรูปแบบต้นคริสต์มาสที่มีความสูงราว 4 เมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Shining through Reflection of Infinity Happiness” หรือ “เฉิดฉายผ่านแสงสะท้อนของความสุขไม่รู้จบ” โดยจัดแสดงที่โรงแรม ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ความโดดเด่นของต้นคริสต์มาสต้นนี้อยู่ที่โครงสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อสะท้อนถึง “ความสมดุล” และ “ความเท่าเทียม” ประกอบขึ้นจากผลงานภาพวาดสีอะคริลิกจำนวน 66 ภาพ แต่ละภาพถ่ายทอดความสุขในมุมมองที่บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยจินตนาการของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาจำนวน 50 คน จาก 21/3 STUDIO ซึ่งเป็นสตูดิโอที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนศิลปะและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การนำผลงานของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญามาจัดแสดงผ่านต้นคริสต์มาส ณ โรงแรมใจกลางย่านหลังสวน ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผลงานของพวกเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ Extra Chromosome ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และนิทรรศการ Just Let Me Be ที่ MOCA Bangkok ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมงาน รวมถึงผู้บริหารโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ที่เห็นคุณค่า และนำมาสู่ความร่วมมือในการสร้างสรรค์ Extra Happiness Christmas Tree ในครั้งนี้

“ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งด้วยผลงานของน้อง ๆ ไม่เพียงเติมสีสันให้กับช่วงเทศกาล แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้สังคมได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการสร้างคุณค่าและเพิ่มศักดิ์ศรีให้กับน้อง ๆ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกที่กว้างขึ้น และปรับตัวเข้าสังคมง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับพันธกิจของสมาคมฯ ที่มุ่งส่งเสริมให้พวกเขามีที่ยืนในสังคมอย่างเท่าเทียม ต้องขอขอบคุณโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้กับพวกเขา” คุณสุชาติกล่าว

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล

จาริณี เมธีกุล ศิลปินผู้ก่อตั้ง 21/3 STUDIO และผู้ออกแบบ Extra Happiness Christmas Tree เล่าถึงความท้าทายในการออกแบบว่า ทางโรงแรมฯ ต้องการนำผลงานของน้อง ๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เธออธิบายว่า “เราเลือกใช้รูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่ามาซ้อนทับและบิดองศาไล่ระดับจากใหญ่ไปเล็กจนเกิดเป็นรูปทรงต้นคริสต์มาส ซึ่งสามเหลี่ยมด้านเท่าสามารถสื่อถึงความสมดุล เพราะส่วนตัวมองว่าชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ต้องมีความสมดุลในหลาย ๆ ด้าน และสำหรับศิลปินของเรา สามเหลี่ยมด้านเท่ายังสื่อถึงความเท่าเทียมที่เราต่อสู้ให้พวกเขาได้รับการมองเห็นในฐานะศิลปิน ไม่ใช่ผู้พิการ เพราะเรามองว่าพวกเขามีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ไม่ต่างจากศิลปินทั่วไป”

จาริณี เมธีกุล 

นอกเหนือจากโครงสร้างที่สื่อความหมายเรื่องความสมดุลและเท่าเทียมแล้ว Extra Happiness Christmas Tree ยังเต็มไปด้วยลูกเล่นทางแสงและการสะท้อน ผ่าน “กล่องไฟ” และ “กระจกสะท้อนแสง” ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างภาพวาด แสงสีเขียวจากกล่องไฟช่วยเพิ่มแสงสว่างให้ต้นคริสต์มาสราวกับเป็นคำอวยพรให้ปีใหม่เป็นปีที่โชติช่วงชัชวาลย์ ในขณะที่กระจกทำหน้าที่สะท้อนภาพวาดแห่งความสุขราวกับมีความสุขเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ และนี่คือที่มาของคอนเซ็ปต์ Shining through Reflection of Infinity Happiness

“สิ่งที่เราคาดหวังคือรอยยิ้มและความสุขของผู้ที่มาชมงาน แค่แวะมาถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส แล้วรับพลังความสุขที่เรียบง่ายกลับไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” ผู้ออกแบบ Extra Happiness Christmas Tree กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถไปร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขและสัมผัสนิทรรศการศิลปะในรูปแบบใหม่กับ Extra Happiness Christmas Tree ได้ตลอดช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ ห้องล็อบบี้ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ