ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ในฐานะบริษัทร่วมทุนกับบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ

สีเขียว ผ่านกิจกรรม ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ โดย ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ผสานพลังกับบริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด กรุงเทพมหานคร และชุมชน
ในพื้นที่ จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนบริษัทผู้เช่าบางส่วน ร่วมเติมสีสันให้กำแพง พร้อมสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในมุมมองใหม่ๆ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น และผลักดันแนวคิด Net Zero ให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ ยุทธนา ม้ามณีแดง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ จำกัด และ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด เพื่อร่วมขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะ ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เมื่อเร็วๆ นี้

‘ไทยเบฟ’ รับรางวัลสาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำและความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที TMA Excellence Awards 2025

‘ไทยเบฟ’ รับรางวัลสาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำและความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที TMA Excellence Awards 2025

‘ไทยเบฟ’ รับรางวัลสาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำและความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที TMA Excellence Awards 2025

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.57 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลระดับ Distinguished สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำ (Leadership Excellence Award) และสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Excellence Award) จากงาน TMA Excellence Awards 2025 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เพื่อเชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารองค์กรในด้านต่างๆ  โดยมี ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลดังกล่าวจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ

สานพลังกู้วิกฤตน้ำท่วม “SM True และ SUPER JUNIOR” ส่งมอบน้ำใจสู่สภากาชาดไทย ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ให้คนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

สานพลังกู้วิกฤตน้ำท่วม “SM True และ SUPER JUNIOR”  ส่งมอบน้ำใจสู่สภากาชาดไทย ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ให้คนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

สานพลังกู้วิกฤตน้ำท่วม “SM True และ SUPER JUNIOR” ส่งมอบน้ำใจสู่สภากาชาดไทย ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ให้คนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง บริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด (SM True)  ต้นสังกัดในประเทศไทยของศิลปินค่าย SM ENTERTAINMENT (เอสเอ็ม เอนเทอร์เทนเมนต์) โดย เทพ สินธวานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ ได้ร่วมกับ ‘SUPER JUNIOR’ (ซูเปอร์จูเนียร์) บอยแบนด์ระดับตำนานของเค-ป็อป ที่มีความผูกพันอันลึกซึ้งกับประ เทศไทย ส่งมอบความห่วงใย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในยามวิกฤต  โดยได้ร่วมกันบริจาคเงินจำนวน 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) แก่สภากาชาด ไทย โดยมี พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ พร้อมด้วย ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติฯ ชั้น 2 อาคารเทิดพระเกียรติฯ สภา กาชาดไทย เพื่อนำไปบริหารจัดการในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย รวมถึงจัดสรรถุงยังชีพ และสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวใต้ โดยมียอดการสมทบทุน ดังนี้ บริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด (SM True): สมทบทุนจำนวน 3,000,000 บาท , ศิลปินวง SUPER JUNIOR (ซูเปอร์จูเนียร์): สมทบทุนจำนวน 1,000,000 บาท

การร่วมมือกันระหว่าง บริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด (SM True) ในฐานะผู้ดูแลและบริหารกิจกรรมศิลปินในประเทศไทย และ ‘SUPER JUNIOR’ (ซูเปอร์จูเนียร์) ศิลปินที่ได้รับความรักและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนคลับชาวไทยมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึง “พลังแห่งการให้” และความตั้งใจจริงที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ไม่ทิ้งกันในยามยากลำบาก

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ และศิลปิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ธารน้ำใจในครั้งนี้ จะเป็นเสมือนกำลังใจสำคัญที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก และขอส่งความห่วง ใยไปยังพี่น้องชาวใต้ทุกท่าน ให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้และกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสได้โดยเร็ววัน

เอ็ม บี เค ตอกย้ำแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใจกลางกรุง สนับสนุนงานวิ่ง ‘Amazing Thailand Marathon Bangkok’ ต่อเนื่องปีที่ 2 ยกระดับหมุดหมายงานวิ่งมาราธอนระดับโลก

เอ็ม บี เค ตอกย้ำแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใจกลางกรุง สนับสนุนงานวิ่ง ‘Amazing Thailand Marathon Bangkok’ ต่อเนื่องปีที่ 2 ยกระดับหมุดหมายงานวิ่งมาราธอนระดับโลก

เอ็ม บี เค ตอกย้ำแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใจกลางกรุง สนับสนุนงานวิ่ง ‘Amazing Thailand Marathon Bangkok’ ต่อเนื่องปีที่ 2 ยกระดับหมุดหมายงานวิ่งมาราธอนระดับโลก

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

กลับมาอีกครั้งกับงานวิ่งสุดยิ่งใหญ่ของไทย Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่มีนักวิ่งมาราธอนแชมป์โลก เอเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งชาวเคนย่าคนแรก ที่วิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เจ้าของสถิติโลกจบงานมาราธอน 42 กิโลเมตร ด้วยเวลา 1:59:40 ชั่วโมง และนักวิ่งอีลิทระดับโลกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งนักวิ่งที่เข้าร่วม รวมกว่า 48,000 คนจาก 86 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการแข่ง ขันรายการนี้ เอ็ม บี เค โดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส  เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในด้านสถานที่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หวังร่วมผลักดันกรุงเทพมหานครสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งการวิ่ง”

วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม บี เค ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรายการวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เป็นจุดปล่อยตัวนักวิ่ง ประเภทมาราธอน 42.195 กม. และ ประเภทฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. รวมถึงได้จัดพื้นที่เตรียมความพร้อม พื้นที่อบอุ่นร่างกายก่อนเริ่มการแข่งขัน พร้อมยังอำนวยความสะดวกพื้นที่จอดรถสำหรับนักวิ่ง และเป็นจุดถ่ายทอดสด เพื่อให้คนทั่วโลกได้เห็นภาพบรรยากาศการแข่งขันที่สุดอลังการในครั้งนี้ 

ในส่วนของ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ร่วมสนับสนุนห้องพักของ กว่า 300 ห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อรองรับนักวิ่งระดับโลกอย่าง เอเลียด คิปโชเก้ และนักวิ่งอีลิทชั้นนำของโลกกว่า 20 ประเทศจากทั่วโลก อาทิ เคนยา เอธิโอเปีย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เบล เยี่ยม นอร์เวย์ จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ พร้อมห้องอาหารและห้องประชุมสำหรับแขกวีไอพี และคณะผู้จัดการแข่งขันเพื่ออำนวยความสะดวกตลอดการจัดงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสม เด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลักษณ พระบรมราชินี เสด็จมาประทับเพื่อเตรียมความพร้อมในการทรงร่วมวิ่งกับ เอเลียด คิปโชเก้ ในระยะทางฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร และทรงเปิดงานปล่อยตัวนักวิ่งในระยะทางมาราธอน และฮาล์ฟมาราธอน  อีกทั้งยังทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหารเอ็ม บี เค ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่ สุดมิได้”

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็น  The Best Tourist Destination in Bangkok โดยมีรางวัล Travelers’ Choice Award 2025 ประเภท “Things to do in Bangkok” จาก TripAdvisor ที่การันตีว่า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์การค้าที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนเมื่อมาเมืองไทย เป็นแลนด์มาร์กสำคัญและศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก สร้างประสบการณ์และความประทับใจให้กับชาวไทยและชาวต่างชาติ การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงานวิ่งระดับนานาชาติ และ เอ็ม บี เค ยังยินดีที่จะร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านสถานที่สำหรับการแข่งขัน Amazing Thailand Marathon Bangkok ในปีหน้า

กรมการท่องเที่ยว ชูสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กรมการท่องเที่ยว ชูสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กรมการท่องเที่ยว ชูสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว เปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel” ภายใต้แนวคิด The Mark of Trust : Verified Journeys, Lasting Value หรือ “ตราแห่งความเชื่อมั่น : การเดินทางที่ได้รับการรับรอง คุณค่าที่ยั่งยืน” เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณ ภาพแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Green Tourism Plan 2030 เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒน ธรรม และสิ่งแวดล้อม

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่คือการประ กาศจุดยืนของประเทศไทยว่าเราพร้อมเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ท่ามกลางความท้าทายของโลก ประเทศไทยต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้วยมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ตราสัญลักษณ์นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเรา ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุล สร้างรายได้ กระจายประโยชน์สู่ชุมชน และอนุรักษ์ทรัพยากรสำหรับคนรุ่นต่อไป”

ด้าน จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเสริมว่า “กรมการท่องเที่ยวได้พัฒนาตราสัญลักษณ์นี้ โดยบูรณาการเกณฑ์ขององค์ กรระดับโลกและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย โดยถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่าน รูปช้าง แสดงถึงพลัง ความมั่นคง และการฟื้นฟูระบบนิเวศ ขณะที่ งาช้างรูปเครื่องหมายถูก สื่อถึงการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสากล ใช้เฉดสี เขียวนีออนผสมส้ม ถ่ายทอดความทันสมัยและความสุขจากการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แสงออโรราและการเรืองแสงในท้องทะเล (Bioluminescence) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ดังนั้น Thailand Good Travel จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นมาตรฐานที่แสดงถึงความพร้อมของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เปรียบเสมือนใบเบิกทางที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดคุณภาพทั้งยุโรป และนานาชาติ ในขณะเดียวกันก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนทั่วประเทศ”

ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและเป็นรากฐานสู่อนาคตในฐานะ “แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างมีดุลยภาพบนพื้นฐานความเป็นไทย

4 – 7 ธันวาคม 2568 พบกับงานเทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดในไทย รวบรวมข้าวหลากหลายสายพันธุ์จากทั่วประเทศ ในงาน ‘Thailand Rice Fest 2025’ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11

4 - 7 ธันวาคม 2568 พบกับงานเทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดในไทย  รวบรวมข้าวหลากหลายสายพันธุ์จากทั่วประเทศ ในงาน ‘Thailand Rice Fest 2025’  อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11

4 – 7 ธันวาคม 2568 พบกับงานเทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดในไทย รวบรวมข้าวหลากหลายสายพันธุ์จากทั่วประเทศ ในงาน ‘Thailand Rice Fest 2025’ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

เตรียมตัวพบกับงานเทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “Thailand Rice Fest 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11 พร้อมการกลับมาของ เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ข้าว ไทย ทำ” ที่รวบรวมข้าวคุณภาพกว่า 10 สายพันธุ์ จาก 7 ชุมชน 8 จังหวัด ไว้ในที่เดียว เพื่อสืบสานมรดกทางอาหารไทย ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงสนับสนุนพืชเศรษฐกิจสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

ภายใน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” แบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่

โซนทำขวัญข้าว – จำหน่ายข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์, ข้าวผกาอำปึล, ข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวฮางหอมมะลิ, ข้าวฮางข้าวเหนียว, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเบายอดม่วง, ข้าวไร่ดอกข่า, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) และข้าวหอมปทุมธานี 1

โซนชิมข้าวไทย – ชิมข้าวคู่กับน้ำพริกจากร้านอาหารเขียวไข่กา (4 ชนิด)

โซนเวที – จุดถ่ายรูปภายในงาน

โซน Good Goods – คาเฟ่และโซนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Good Goods

โซนภาคีเครือข่าย (มูลนิธิชัยพัฒนา) – โซนจัดแสดงสินค้าแบรนด์ภัทรพัฒน์

นอกจากนี้ยังมาพร้อม โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับนักช้อปและนักชิมตลอดงาน

ช้อปข้าวครบ 5 กก. รับสิทธิ์แลกซื้อ กระเป๋าตะกร้าพลาสติกรีไซเคิลจาก Good Goods มูลค่า 790 บาท เหลือเพียง 490 บาท

เมื่อช้อปสินค้าในโซน เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ครบ 700 บาท/ใบเสร็จ รับฟรี Americano 1 แก้ว (12 ออนซ์) มูลค่า 95 บาท

ลูกค้า AIS ซื้อเครื่องดื่มเย็น 1 แก้ว ใช้ 1 พอยต์ แลกรับอีก 1 แก้ว (เมนูอเมริกาโน, กาแฟกู๊ด กู๊ดส์ ไทยสไตล์, มะนาวโซดา – ขนาด 16 ออนซ์)

สิทธิพิเศษบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน — Red ลด 5% / Black ลด 10% พร้อมรับ Cashback เมื่อซื้อครบ: 2,000 บาทขึ้นไปได้รับเงินคืน 3% จากยอดซื้อ และเมื่อซื้อครบ 10,000 บาทขึ้นไปจะได้รับเงินคืน 5% จากยอดซื้อ

แลกคะแนน The 1 จำนวน 800 คะแนน รับคูปองส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าภายใน เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน

ซื้อสินค้า Good Goods ครบ 500 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อ กระเป๋าผ้ามัดย้อมคราม ราคาเพียง 99 บาท (ปกติ 190 บาท)

พบกับ Good Goods Gift Set ปี 2568 รับส่วนลด 5% เมื่อซื้อ 2 ชุดขึ้นไป และ 10% เมื่อซื้อ 10 ชุดขึ้นไป

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

รู้จัก ‘NK Cells Therapy’ เพชฌฆาตจัดการมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายแพทย์ อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า NK cells หรือ Natural Killer Cells คือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีหน้าที่หลักในการตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระตุ้นมาก่อนเหมือนภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ จึงทำงานได้รวดเร็ว

NK Cells Therapy คืออะไร

NK Cells Therapy คือการนำเซลล์ของผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาเพาะเลี้ยงเพื่อขยายจำนวน จากนั้นจึงฉีดกลับเข้าไปในตัวผู้ป่วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เซลล์เหล่านี้เข้าไปกำจัดเชื้อมะเร็งโดยตรง กระบวนการนี้จัดเป็น Immunotherapy (ภูมิคุ้มกันบำบัด) ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำลายเซลล์ปกติรอบข้าง มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการทำเคมีบำบัด

ขั้นตอนการทำ NK Cells Therapy

1.พบแพทย์เพื่อตรวจประเมินก่อนทำการรักษา (Pre-Screening) 2.การเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยในปริมาณ 50-100 ซีซี เพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยง 3.แยกและเพาะเลี้ยง NK Cells ในห้องปฏิบัติการ โดยใช้สารกระตุ้นเพื่อเพิ่มจำนวนและเพิ่มประสิทธิภาพ  4.ให้เซลล์กลับคืนสู่ร่างกาย ผ่านการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

เหมาะกับมะเร็งชนิดใด

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งที่เป็นก้อน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งสมอง มะเร็งผิวหนัง โดยแพทย์สามารถพิจารณาใช้ NK Cells ในการบำบัดมะเร็งร่วมกับการรักษาวิธีอื่น

ข้อดีของ NK Cells Therapy

เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย เจาะจงทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติ สามารถใช้ร่วมกับการบำบัดในรูปแบบอื่น เพื่อเสริมผลลัพธ์ มีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับเคมีบำบัด

ข้อควรระวัง

ผลข้างเคียง เช่น ไข้ต่ำ หนาวสั่น อ่อนเพลียชั่วคราว ต้องทำในโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและห้องปฏิบัติการมาตรฐานเท่านั้น ความยากในการเพาะเลี้ยงเซลล์ และมีราคาสูง

NK Cells Therapy เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการแพทย์สมัยใหม่ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง แม้จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ก็ถือเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของผู้ป่วย และอาจเพิ่มคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาแบบมาตรฐาน ทั้งนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดมิติใหม่ของการรักษาโรคหัวใจผ่านนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กด้วย โปรแกรมใหม่ล่าสุด ได้แก่ Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคหัวใจด้วยการผสานเทคโนโลยี visualization ความแม่นยำสูง และระบบเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการผ่าตัดในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วย MICS CABG (Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting) คือเทคนิคการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก มีแผลขนาดเล็กเพียง 7–10 ซม. บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจ–ปอดเทียม (off-pump) จึงลดความเสี่ยงจากการเสียเลือดและอาการแทรกซ้อน เหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจด้านซ้ายตีบหรืออุดตัน โดยที่หลอดเลือดหัวใจด้านขวาปกติ

นพ. ณัฐพล อารยะวุฒิกุล ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า เทคนิค MICS CABG ใช้ระบบกล้องและเครื่องมือ micro-instruments ผ่านแผลขนาด 5–7 ซม. ที่ชายโครง โดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เทคนิค MICS CABG ไม่ได้แทนที่การผ่าตัดแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถรับการผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กได้ เพื่อลดความเจ็บ เสี่ยงติดเชื้อน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดย MICS CABG เป็นขั้นกว่าของการ bypass หลอดเลือดหัวใจที่ไม่ต้องเปิดหน้าอก เราใช้ stabilizer ขนาดเล็ก ร่วมกับ endoscopic guidance และระบบ monitoring ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดระยะนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

ในขณะเดียวกัน โปรแกรม Totally 3D Endoscopic Valve Surgery พัฒนาโดย นพ. ภาดร เจ็ดวรรณะ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ออกแบบให้สามารถผ่าตัดซ่อมแซมและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่านแผลเพียง 4–5 ซม. ด้วยการใช้ระบบภาพ 3 มิติความละเอียดสูง (high-definition 3D visualization system) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างหัวใจอย่างลึกและแม่นยำทุกมุมมอง โดยเทคนิคดังกล่าวเหมาะสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติก รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีของภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เช่น Atrial Septal Defect (ASD) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการติดเชื้อ และลดระยะเวลาในการพักฟื้นใน ICU อย่างมีนัยสำคัญ

นพ. ภราดร เจ็ดวรรณะ กล่าวว่า กล้อง 3 มิติเสมือนจริงช่วยให้เราผ่าตัดในพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของร่างกาย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวไว และให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิดอก ทั้งนี้ ความท้าทายของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็กคือพื้นที่จำกัดและความซับซ้อนของกายวิภาค ระบบกล้อง 3 มิติที่เราใช้สามารถสร้างภาพเสมือนจริงแบบ immersive view ช่วยให้ผ่าตัดได้แม่นยำกว่าการใช้ตาเปล่าหลายเท่า

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจมากว่า 20 ปี และในปี 2024 เพียงปีเดียวให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 130,000 ราย โดยเป็นผู้ป่วยต่างชาติกว่า 50,000 ราย สะท้อนการเติบโตของความเชื่อมั่นในนวัตกรรมการแพทย์ของไทยในเวทีโลก การเปิดตัวโปรแกรมผ่าตัดหัวใจแผลเล็กครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง และส่งสัญญาณว่า Deep Medical Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องวิจัย แต่พร้อมถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลของไทย

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี

Meta จับมือ กรุงเทพมหานคร และสมาคมเมดอินทรงวาด ชวนให้คนรุ่นใหม่ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างสร้างสรรค์ด้วย AI

Meta จับมือ กรุงเทพมหานคร และสมาคมเมดอินทรงวาด  ชวนให้คนรุ่นใหม่ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างสร้างสรรค์ด้วย AI

Meta จับมือ กรุงเทพมหานคร และสมาคมเมดอินทรงวาด ชวนให้คนรุ่นใหม่ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างสร้างสรรค์ด้วย AI

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Meta นำพลังแห่งการสร้างสรรค์ของ AI มาสู่ชีวิตจริงใจกลางย่านทรงวาดอันเปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ผ่านงาน “A Weekend with Meta AI x Song Wat” ซึ่งจัดขึ้นช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 28–30 พฤศจิกายน 2568 ณ ลาน Vintage Vespa Thailand ถนนทรงวาด โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่ 4 ที่ได้สัมผัสประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจาก Meta AI ต่อจากความสำเร็จในลอนดอน สิงคโปร์ และเวียดนาม

กิจกรรมสุดสัปดาห์เนรมิตขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ครีเอเตอร์ และชุมชน ให้ได้สัมผัสประสบการณ์นำ Meta AI มาเป็นผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน จุดประกายจินตนาการในทุกมิติของการทำคอนเทนต์ตั้งแต่การสร้างสรรค์ภาพนำไปสู่การยกระดับการสร้างคอนเทนต์ที่ไร้รอยต่อมากขึ้น ผู้เข้าชมจะได้ร่วมกิจกรรมแบบอิมเมอร์ซีฟ เก็บภาพช่วงเวลาที่น่าจดจำในมุมถ่ายภาพพิเศษธีม Meta AI  และสนุกกับการใช้เทคโน โลยีในพื้นที่ที่มีสีสัน ยกระดับการอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมของย่านทรงวาดไปอีกขั้น

สร้างสีสันในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย Meta AI

Meta AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่พร้อมใช้งานในทุกแอปพลิเคชันของ Meta ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Messenger, WhatsApp และ Instagram โดยมียอดผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านคน 

ปัจจุบัน Meta AI เปิดให้ใช้งานมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และสนับสนุนการใช้งานเป็นภาษาท้องถิ่นกว่า 12 ภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย Meta AI มอบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ช่วยเหลือผู้ใช้ตั้งแต่การค้นคว้าและการตัดต่อ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความซับซ้อน ผู้ใช้สามารถเข้าถึง Meta AI ได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียวที่ไอคอน Meta AI ในแอปพลิเคชันต่างๆ หรือพิมพ์ @Meta AI ตามด้วยคำถามในแชทกลุ่ม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ Meta AI ยังมีให้ดาวน์โหลดในรูปแบบแอปลิเคชั่น ผ่านทาง App Store และ Play Store ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การใช้งานที่เรียบง่ายและเป็นระเบียบมากขึ้น

Meta ได้แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของย่านทรงวาดที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ของกรุงเทพฯ และได้พันธมิตรความร่วมมือกับกรุง เทพมหานคร (กทม.) และสมาคมเมดอินทรงวาด (Made in Song Wat Association)  รังสรรค์ให้ย่านเก่าแก่อย่างทรงวาดให้กลายเป็น “A Weekend with Meta AI x Song Wat” ประสบการณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน

Meta และ กรุงเทพมหานคร ได้เปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยกิจกรรมวิ่งเชิงสร้างสรรค์ผสมผสานการออกกำลังกายและการท่องเที่ยวไปพร้อมกันกับ ‘Meta AI Song Wat Fun Run’ในระยะทาง 3 กม. นำโดยตัวแทนจากภาครัฐ ครีเอเตอร์ ศิลปิน คนดังและผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งจาก Run Club นับเป็นจุดเริ่มต้นสุดสัปดาห์แห่งการสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้ออกสำรวจชุมชนอันเป็นที่รักและย่านเมืองเก่าของกรุง เทพฯ โดยมี Meta AI ออกแบบเส้นทางการวิ่งและช่วยแสดงให้เห็นเสน่ห์ของสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่า “Meta และกรุงเทพมหานคร มีภารกิจร่วมกันในการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยบนโซเชียลมีเดียให้กับผู้ใช้งานในกรุงเทพฯ รวมถึงสนับสนุนให้คนไทยออกมาใช้ชีวิตและมีกิจกรรมในกรุงเทพฯ ที่น่าอยู่ของเรา พร้อมสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างอิสระ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันครั้งนี้ เราชื่นชมเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของย่านทรงวาดซึ่งเป็นแหล่งชุมชนและท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม และยังเป็นจุดรวมตัวคนรุ่นใหม่ที่นิยมมาสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของเรา เราจึงตั้งใจจะนำเทคโนโลยีสร้างสรรค์ของ Meta AI มาช่วยให้การใช้เวลาในวันหยุดของคนรุ่นใหม่มีความหมายและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำจากเอไอเกี่ยวกับการทำกิจกรรมยามว่าง ไปจนถึงการยกระดับการทำคอนเทนต์”

นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผลักดันให้เมืองของเราเป็น ‘เมืองทันสมัย น่าอยู่ สะดวกสบาย และสร้างสรรค์’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยี AI เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการเมือง การบริการสาธารณะ หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในงานนี้เราได้เห็นตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์จากทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิ่งเชิงสร้างสรรค์ผสมผสานการท่องเที่ยวที่มีการนำ AI เข้ามาช่วยออกแบบประ สบการณ์ หรือการสอดแทรกการใช้ AI ตามจุดต่างๆ ของงานและการนำเสนอพื้นที่ศิลปะและงานครีเอทีฟที่ทำให้ย่านทรงวาดในสัปดาห์นี้มีสีสันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและความร่วมมือกับ Meta ในฐานะโซเชียลมีเดียแพลต ฟอร์มระดับโลก ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงกรุงเทพฯ เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับสากล ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

แพร ดำรงค์มงคลกุล

แพร ดำรงค์มงคลกุล

บางกอกแอร์เวย์ส ชวน ญาญ่า–อุรัสยา มอบผ้าห่มรักษ์โลก แบ่งปันความอบอุ่นสู่ชุมชน

บางกอกแอร์เวย์ส ชวน ญาญ่า–อุรัสยา มอบผ้าห่มรักษ์โลก แบ่งปันความอบอุ่นสู่ชุมชน

บางกอกแอร์เวย์ส ชวน ญาญ่า–อุรัสยา มอบผ้าห่มรักษ์โลก แบ่งปันความอบอุ่นสู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นำโดย นางอาริญา ปราสาททองโอสถ กรรมการบริษัทและประธานคณะทำงานความยั่งยืนองค์กร พร้อมคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงานจิตอาสา Blue Volunteers ร่วมด้วย ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ พรีเซนเตอร์ของสายการบินฯ ลงพื้นที่ส่งมอบผ้าห่มกันหนาวและสิ่งของจำเป็นให้แก่น้องๆ และชุม ชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมร่วมให้กำลังใจเพื่อสร้างรอยยิ้มและความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสร้างสังคมที่ยั่งยืนผ่านโครงการ “Seasons of Giving” ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิดโครงการ “Community of Love” ซึ่งมีเป้าหมายในการให้การสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีตามพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ

ในปีนี้ บางกอกแอร์เวย์สได้ส่งมอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 200 ผืน และสิ่งของจำเป็นให้แก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนศรีเนห์รู และน้อง ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านขุนช่างเคี่ยน จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มความสุข รอยยิ้ม และความอบอุ่นให้กับชุมชนในช่วงฤดูหนาว

ผ้าห่มกันหนาวสีฟ้าที่นำมามอบในครั้งนี้ ผลิตจากชุดยูนิฟอร์มพนักงานเก่ารวมถึงขวดน้ำดื่มไร้ฉลากที่ได้จากการให้บริการผู้โดยสารบนเที่ยวบิน นำกลับเข้าสู่กระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) เพื่อเปลี่ยนให้เป็นผ้าห่มผืนใหม่ที่มีประโยชน์ ช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มคุณค่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นับเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการช่วยเหลือสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ้าห่มทั้งหมดยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 358 กิโลกรัม

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา Blue Volunteers ยังร่วมทำกิจกรรมสันทนาการและพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ทั้งที่โรงเรียนศรีเนห์รู และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านขุนช่างเคี่ยน โดยร่วมกันทาสีปรับปรุงสนามเด็กเล่นเดิม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดซื้อชุดเครื่องเล่นใหม่ เพื่อให้เด็ก ๆ มีพื้นที่การเรียนรู้และสามารถทำกิจกรรมที่ปลอดภัย และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ท่ามกลางความอบอุ่นของฤดูหนาวในภาคเหนือ

นางอาริญา ปราสาททองโอสถ กรรมการบริษัทและประธานคณะทำงานความยั่งยืนองค์กร กล่าวว่า “บางกอกแอร์เวย์สให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมาตลอด สำหรับกิจกรรม Seasons of Giving ภายใต้โครงการ Community of Love ในปีนี้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะได้ส่งต่อความอบอุ่นให้กับน้อง ๆ และชุมชนในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง เราเชื่อว่าการส่งต่อแรงบันดาลใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไม่เพียงช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการร่วมกันสร้างสังคมที่อบอุ่นและยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาปรับใช้จริง ผ่านผ้าห่มอัพไซคลิงจากชุดยูนิฟอร์มและขวดน้ำบนเที่ยวบิน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าการสนับสนุนครั้งนี้ รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่การเรียนรู้ของน้อง ๆ จะช่วยเติมเต็มรอยยิ้ม ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

ขณะที่ ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Seasons of Giving ในปีนี้ค่ะ การได้มอบผ้าห่มและสิ่งของจำเป็นให้กับน้อง ๆ รวมถึงการช่วยพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ทำให้เห็นรอยยิ้มและความสุขของเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มีคุณค่ามากจริง ๆ หวังว่าความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่เรานำมาแบ่งปันครั้งนี้ จะช่วยสร้างกำลังใจให้น้อง ๆ และชุมชนได้มากขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมานี้”

กิจกรรม “Seasons of Giving” ภายใต้โครงการ “Community of Love” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบางกอกแอร์เวย์สในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ยั่งยืน ผ่านการส่งต่อความช่วยเหลือและแรงบันดาลใจสู่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกล บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดีให้กับทุกคนในสังคมไทย