ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ลุกเดินได้ใน 6 ชม. ด้วยหุ่นยนต์ VELYS

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปวดเข่า เดินแล้วเจ็บ เข่าฝืดหรือลั่นบ่อยๆ อาจไม่ใช่แค่ “อาการเมื่อยธรรมดา” แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) หากปล่อยไว้โดยไม่รีบรักษา อาจทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอมากขึ้นจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง เดินลำบาก หรือถึงขั้นต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยเดินในชีวิตประจำวัน

นพ.วัชระ มณีรัตน์โรจน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่น แนล ระบุว่า โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการเสียดสีกันของกระดูกในข้อเข่า ส่งผลให้มีอาการปวด ข้อฝืด ตึง หรือขยับลำบาก มักพบในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้งานข้อเข่าหนักเป็นเวลานาน เช่น ยกของหนัก วิ่ง หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ โรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในคนวัยทำงานและวัยกลางคน เนื่องจากพฤติกรรมการนั่งยอง การนั่งพับเพียบ หรือภาวะน้ำหนักเกินที่ส่งผลให้ข้อเข่ารับแรงมากกว่าปกติ

อาการของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเข่า โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได ข้อเข่าฝืดตอนเช้า หรือหลังจากนั่งนาน ข้อเข่ามีเสียง “ลั่น” หรือ “กรอบแกรบ” เข่าบวม หรือมีน้ำในข้อ รูปร่างของข้อเข่าผิดรูป เช่น ขาโก่งหรือขาเอียงหากปล่อยไว้นาน อาการอาจรุน แรงจนส่งผลต่อการเดิน การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตโดยรวม

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

อายุที่มากขึ้น ทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิวข้อกระดูกอ่อนลดลง ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบง่ายขึ้น พบว่าเพศหญิง โดยเฉพาะวัยหลังหมดประจำเดือนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย น้ำหนักตัวที่มากเกินหรือภาวะอ้วน  ทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้น จนข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม พันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม อาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง

รวมทั้งมีพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือใช้งานเข่าที่ไม่เหมาะสม เช่น การขึ้นลงบันไดเป็นประจำ นั่งงอเข่านานๆ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ จนทำให้เกิดแรงกดบริเวณข้อเข่า มีประวัติการได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า เคยประสบอุบัติเหตุโดยตรงที่ข้อเข่า หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น หมอนรองกระดูกเข่าหรือเส้นเอ็นฉีกขาด สามารถทำลายโครง สร้างภายในข้อและนำไปสู่ข้อเสื่อมในอนาคตได้

โครงสร้างพยุงข้อเข่าเสียสภาพ ภาวะที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าอ่อนแอลงจากการขาดการออกกำลังกาย ทำให้ข้อเข่าขาดความมั่นคงและเกิดการเสื่อมได้ง่าย โรคประจำตัวบางชนิด โรคที่มีการอักเสบในร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรค SLE หรือโรคเลือดบางชนิด สามารถส่งผลกระทบต่อข้อเข่าและทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมตามมาได้

การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และอาจใช้การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) หรือ MRI เพื่อดูระดับความเสียหายของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อเข่า เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษามีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและอาการของผู้ป่วย โดยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ ควบคุมน้ำหนัก กายภาพ บำบัดและออกกำลังกายเฉพาะส่วน ฉีดยาหรือสารหล่อลื่นข้อเข่า รับประทานยาลดอักเสบ หากอาการรุนแรงมากจนการรักษาทั่วไปไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement)

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ด้วยหุ่นยนต์ VELYS™

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ ไม่ได้มีดีแค่ “เปลี่ยนข้อ” แต่ยัง “คืนคุณภาพชีวิต” ให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี VELYS™ Robotic-Assisted Solutions (VRAS) หุ่นยนต์ Generation 4 ที่ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

ข้อดีของเทคโนโลยี VELYS™

สร้างภาพข้อเข่าแบบ 3 มิติ เพื่อการวางแผนเฉพาะบุคคล ประเมินแนวขาและความมั่นคงของข้อเข่าแบบ Real-Time ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ฟื้นตัวไว เจ็บน้อย และยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียม ส่งเสริมการเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด

Personalized Alignment ดีกว่าอย่างไร?

เทคโนโลยี VELYS™ ไม่ได้ผ่าตัดแบบ “ขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน” แต่เป็นการออกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Alignment) โดยอาศัยข้อมูลจริงของผู้ป่วย ทั้งรูปแบบการเดิน มุมงอเข่า และแนวกระดูก เพื่อให้ข้อเข่าเทียมเข้ากับร่างกายได้อย่างลงตัว  หุ่นยนต์ช่วยแพทย์วางข้อเข่าเทียมได้อย่างแม่นยำสูงสุด เคลื่อนไหวใกล้เคียงธรรมชาติเดิม ฟื้นตัวไว มั่นใจทุกก้าวเดิน เพราะเทคโนโลยี VELYS™ ไม่ได้แค่ “ช่วยผ่า ตัด” แต่ช่วยให้คุณ “กลับมาเดินด้วยความมั่นใจอีกครั้ง”

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ VELYS™ เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง เคยรักษาด้วยวิธีทั่วไปแต่ไม่ดีขึ้น ต้องการฟื้นตัวไว เจ็บน้อย และกลับมาใช้ชีวิตได้เร็ว ต้องการความแม่นยำและปลอดภัยสูงในการผ่าตัด โดยเทคโนโลยี VELYS™ Robotic-Assisted Solutions คือก้าวใหม่ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่ยกระดับความแม่นยำ ปลอดภัย และการฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง “เพราะ “การผ่าตัดที่ดี” ไม่ได้หมายถึงแค่ “ข้อเข่าใหม่” แต่คือ “การกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง”

นพ.วัชระ มณีรัตน์โรจน์

นพ.วัชระ มณีรัตน์โรจน์

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● วันนี้เราขอเติมสีสันให้คอลัมน์ คุณแหนด้วยเรื่องราวชีวิตที่มีผลงานอันดีเด่นและจิตใจที่มีแต่สร้างความสุขแก่ชาวโลก เอกบุรุษผู้นี้คือนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครก็ต้องรู้จักทั้งนั้น ลิโอเนลเมสซี ณ วันนี้เขาถูกยกย่องจากทุกองค์กรการกีฬาและฟุตบอลให้เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ เป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกทวีปเนื่องจากสโมสรฟุตบอลสุดยอดที่เขาเคยสังกัดในอดีต “บาร์เซโลนา” กำลังเคลื่อนไหวเพื่อจะข้ามทวีปไปสหรัฐฯ ขอประมูลตัว เมสซี ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันดีว่าต้องพูดถึงเงินนับร้อยล้านเหรียญ เพื่อกลับมาเล่นอำลาเวทีสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรบาร์เซโลนาจารึกไว้เป็นนิรันดร์… เพื่อความเข้าใจทุกท่านในวัย 40 ปี ของเมสซี ถ้าเทียบกับกราฟชีวิตคนทำงานเขาจะมีวัยเทียบเท่าคนอายุ 80 ปี จึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายทั้งปวง(ฟุตโน้ตอมตะ : แค่เมสซีส่งเสื้อฟุตบอลเจอซี่เบอร์“10” ของเขาไปให้เด็กผู้ชายผู้ป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็สามารถบันดาลใจให้เด็กน้อยมีชีวิตต่อไปได้)…

●● เขาคือแฟนพันธุ์แท้ตัวจริงเชื่อหรือไม่ E.P.THORNHILL ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแห่งเซนต์ชาร์ลเค้าน์ตี้, รัฐมิสซูรี่ถูกปลดจากตำแหน่งและลงโทษให้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอีก 18 เดือนก่อนจะพ้นไปข้อกล่าวหาที่นำมาสู่คดีครึกโครมครั้งนี้มาจากการถูกร้องเรียนมาแล้วหลายครั้งว่า ท่านตุลาการมีอาการคลั่งไคล้ ELVIS PRESLEY มากเกินความเหมาะสม อาทิ เขาจะสวมวิกทรงผมเอลวิสก่อนขึ้นนั่งบัลลังก์ ให้เจ้าหน้าที่เปิดเพลงเอลวิสเป็นแบ๊กกราวนด์ระหว่างคู่ความต้องทำการสาบานตนก่อนเริ่มคดี ระหว่างการดำเนินคดีท่านตุลาการก็มักจะสอดแทรกนำเนื้อร้องเพลงของเอลวิส มากล่าวเป็นปรัชญา แล้วยังย้ำว่า เอลวิสคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ตัวท่านเองเคยไปเยือนคฤหาสน์“GRACELAND” ถึง 13 ครั้ง อีกทั้งสะสมของที่ระลึกเอลวิส อีกมากมาย…ขอย้อนเรื่องของ เอลวิส เมื่อครั้งที่เขามีชีวิตอยู่จะใช้เวลาส่วนใหญ่พำนักใน BEVERLY HILLS, L.A. เพื่อนชาวไทยแอลเอเล่าให้ “บารอนเนส” ฟังถึงความยิ่งใหญ่ของ เอลวิสว่าเมื่อเขาพร้อมช้อปปิ้งในเบเวอรี่ฮิลล์หรือฮอลลีวู้ดเขาจะสั่งเช่าปิดห้างสรรพสินค้านับตั้งแต่ 20.00 น. เวลาที่เหลือกลายเป็นเขตหวงห้ามมีเฉพาะเอลวิส, แฟนสาวและกลุ่มติดตามฉายาว่า“MEMPHIS MAFIA” เท่านั้น ที่เห็นชัดเจน ELVIS เป็นดาราคนเดียวที่ไปไหนมาไหนมีการคุ้มกันระดับผู้นำประเทศ ด้วยหน่วยคุ้มกันไม่น้อยกว่า 20 คนนั่นเชียว…

●● ข้าราชการเก่าๆ สายงานด้านสิ่งแวดล้อม นัดพบกันปีละครั้ง ที่บ้านของผกาวรรณ จุฟ้ามณี ย่านลาดปลาเค้า มีอาหารเก่าแก่ กะปิคั่ว ที่ รัชวดี ศรีประพัทธ์ ทำมา…ส่วน พรทิพย์ สาริกบุตร นำผัดไทยเจ้าอร่อยมาแจมด้วย…

●● ควันหลงจากงานรับน้องขึ้นดอย มช… ศุลีพร โชควิวัฒน เลขาฯสมาคมศิษย์เก่าคณะการสื่อสารมวลชน เกิดอาการเข่าอักเสบกะทันหัน จนเกรงว่าจะร่วมกิจกรรมเดินขึ้นดอยกับน้องๆ ไม่ได้ในตอนเช้า จึงรีบเข้าปรึกษาคุณหมอก่อนงานเริ่ม ได้รับการเยียวยาจนอาการปวดรวดร้าวบรรเทา ในที่สุดก็เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นปกติ…สำหรับ ดร.นงนาถ ห่านวิไล แม้เผชิญกับไฟลท์บินเลท ทั้งขาไปและขากลับ แต่เจ้าตัวกลับแฮปปี้ เพราะได้เติมเต็มความสุขอย่างเต็มที่ในการมาเยือนคณะฯ ได้พบกับ อาจารย์-เพื่อน และรุ่นน้องในคราวเดียวกัน…

●● ขณะนี้ปริมาณน้ำท่วมที่หาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย น้ำลดแล้วทิ้งไว้แต่ความเสียหายยากเยียวยา ทั้งบ้านเรือน-ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้อยู่อาศัยในเขตน้ำท่วมสูงมาก ซึ่งมวลน้ำได้ทำลายทุกสิ่งจนสิ้น…น่าเห็นใจยิ่งนัก…

●● บ้านที่คลองหอยโข่ง หาดใหญ่โดนมหาอุทกภัย จนต้องอพยพไปอยู่ชั้น 2 อุมา ศรีสุข แจ้งข่าวแก่เพื่อนๆ ว่า เจ้าตัวปลอดภัย แต่ทรัพย์สินเสียหายมากมายเหลือคณานับ…เช่นเดียวกับทัศนีย์ ผลชานิโก อยู่บ้านที่คลองแห น้ำท่วมสูงมากเธอจึงเป็นหนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยวิปโยคครั้งนี้ด้วย!!…

บารอนเนส

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที) เกิดจากอะไร?

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที)  เกิดจากอะไร?

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที) เกิดจากอะไร?

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

1. ปัจจัยจากประสบการณ์ในอดีต

การเลี้ยงดูและการเติบโตในวัยเด็ก เช่น มีการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไป

ด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอ ถูกเปรียบเทียบ หรือ ไม่ได้รับการยอมรับตามที่ควรจะเป็น จนมีปมฝังใจว่าตนต่ำต้อยด้อยค่ากว่าคนอื่น หรือมีประสบการณ์เชิงลบ เช่น เคยพบกับความล้มเหลว เคยถูกปฏิเสธ หรือมีความผิดหวังกับตัวเองบ่อยๆ จนเกิดความเชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่มีค่าคู่ควรกับสิ่งดีๆ

2. ปัจจัยทางจิตใจ

มักมีเสียงตำหนิวิจารณ์ตนเองรุนแรง (Self-Criticism) เช่น มักก่นด่า ตำหนิตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำผิดพลาด ซึ่งมักเกิดจากการมีมุมมองกับตนเองในแง่ลบ จึงมักจะตำหนิตนเองมากเกินไป จนเหมือนหาเรื่องตนเอง ทำอะไรก็เหมือนตนเองจะไม่ดีไปหมด ชนิดที่บางทีแค่หายใจก็ผิดแล้ว

มีความคาดหวังกับตนเองสูง (High expectation) เช่น มีความคาดหวังความสมบูรณ์แบบในตนเอง (perfectionism) เมื่อตนเองไม่เป็นไปไปตามความคาดหวัง หรือ ตามมาตรฐาน(สูง) ที่ตนเองตั้งไว้ ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ (สักที)  มีมุมมองที่บิดเบือนจากความเป็นจริงไป เช่น มีความคิดกับตนเองในแง่ลบเกินจริง หรือ เห็นข้อเสียที่เกิดกับตนเองใหญ่โตเกินจริง หรือ ไม่ให้คุณค่ากับข้อดีของตนเอง เป็นต้น การมีมุมมองกับตนเองแบบนี้ จึงเห็นแต่ด้านลบกับตนเอง ทำให้มองตัวเองอย่างไร ก็ไม่เคยดีสักที

ยึดติดการตีค่าที่เปลือกนอกมากกว่า คุณค่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ภายใน การติดที่เปลือกนอก เรียกว่า ติดเปลือก(เกินไป) จนลืมแก่น เช่น ความเก่ง ความสวย ความสำเร็จ ที่ภายนอกเป็นหลัก ‘มากเกินไป’ คือ การใส่ใจคุณค่าภายนอก เป็นสิ่งที่เกิดได้ปกติ ตามธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม แต่การยึดติดมากเกินไป จนลืมแก่นคุณค่าภายในไปหมดสิ้น เช่น ให้คะแนนคุณค่าภายนอก 100  ภายในให้ 0  การให้คุณค่ากับเปลือกภายนอกแบบสุดโต่งนี้ จะทำให้จิตใจสั่นสะเทือนง่าย อ่อนไหวกับสิ่งภายนอกมาก เพราะ จิตใจขาดความมั่นคงภายใน เป็นการให้คุณค่าตนเองผิดทาง จึงรู้สึกไม่ดีพอสักที

 3. ปัจจัยภายนอกและสังคม

สังคมที่มีการเปรียบเทียบกันสูง หรือ มีการแข่งขันกันมาก เช่น ในโลกโซเชียลที่เห็นแต่ด้านที่เป็นความสำเร็จของคนอื่น จนเกิดสะสมความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า จนทำให้เห็นว่าตนไม่ดีเท่าเขา ตนสู้คนอื่นไม่ได้ เป็นต้น จนกลายเป็นความเชื่อติดตัวและฝังใจว่าตนไม่ดีพอ

 สังคมคาดหวังสูง  เช่น   สังคมอวยยศลักษณะสังคมที่อวยคนจากความสำเร็จภายนอกมากๆ จนทำให้การเป็นคนปกติทั่วไป การตั้งใจทำงานประจำวันแบบปกติ กลายเป็นสิ่งด้อยค่าไปได้ ซึ่งจริงๆ การเป็นคนปกติ การเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ด้อยค่าเลย แต่ด้วยสังคมคาดหวังสูง ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ จนบิดเบี้ยวไปว่าทุกคนต้องสูงส่งเหนือกว่าคนอื่นเท่านั้นจึงดี จึงกลายเป็นสังคมเขย่งเท้าเมื่อยืนเท้าปกติ จะกลายเหมือนต่ำต้อยไปได้

สังคมบดขยี้ เช่น การบุลลี่คน การบดขยี้คน คือ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะถูกสังคมทัวร์ลง รุมกระทืบ รุมสับ รุมขยี้ เหยียบซ้ำเติม พิพากษากันรุนแรง แบบเอาเป็นเอาตาย ทำให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกรับไม่ได้กับความผิดพลาด หรือ ข้อเสียในตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์ปุถุชนทุกคนล้วนมีความผิดพลาดได้มีข้อเสียได้เป็นธรรมดา จึงกลายเป็นว่าพอเห็นตนเองมีจุดผิดพลาด หรือ ข้อเสีย เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นของมีตำหนิมองตนเองเป็นคนคุณภาพต่ำ มองว่าตนเองเป็นคนใช้ไม่ได้ เพราะเกิดความคาดหวังว่า ตนเองต้องดีหมดจด ไร้ที่ติตามความคาดหวังที่บิดเบี้ยวเกินจริงของสังคม

แนวทางการดูแลจิตใจ

 1. ฝึก Self-Compassion (ความรักและเมตตาตนเอง) คือ ความรักคุณภาพดีที่มีให้ตนเอง การฝึกเมตตาตนเองเริ่มด้วยการฝึกรู้ตัวเมื่อกำลังจะก่นด่าตนเอง และเปลี่ยนมาทำความเข้าใจตนเองด้วยความอ่อนโยนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ และ เรียนรู้ได้

2. ปรับมุมมองเกี่ยวกับตนเองให้เหมาะสมตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ การฝึกมองตัวเองตามความเป็นจริงทั้งในจุดแข็ง และ จุดอ่อนเป็นการฝึกยอมรับตัวเราตามที่เป็นจริง

ช่วยทำให้ภาวะ self-esteem ที่ดีกับตนเอง

 3. ฝึกลดความคาดหวังที่สูงมากเกินไป คือ ฝึกเท่าทันความคาดหวัง กับตนเอง โดยการหมั่นสังเกตว่าเรากำลังมีความคาดหวังกับตนเองสูงไปไหม เช่น เราต้อง “สมบูรณ์แบบเป๊ะทุกจุด” “เราต้องไร้ที่ติ” “เราต้องถูกเสมอ ผิดไม่ได้” หรือ “ต้องได้รับการยอมรับจากทุกคน” ถึงจะมีคุณค่าน่าชื่นชม? เรากำลังคาดหวังกับตนเองมากไปหรือเปล่า? คำถามทบทวนตนเองเหล่านี้ จะช่วยให้เราได้กลับมาทบทวนตนเอง ว่าเรามีความคาดหวังกับตนเองสูงไปหรือไม่

 4. ฝึกลดการเปรียบเทียบ คือ การฝึกเท่าทันการเผลอเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น โดยการหมั่นถามตนเองว่า “ เรากำลังเผลอเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นอยู่หรือเปล่า”  หรือ “เรากำลังมองตนเองด้วยความยุติธรรมกับตนเองหรือไม่” เป็นคำถามที่เรียกสติ จะช่วยลดการเผลอเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น นอกจากนี้ ควรหมั่นฝึกมีมุฑิตาจิต หรือ ยินดีกับผู้อื่น เวลาที่คนอื่นได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ใจเราเกิดความอ่อนโยนขึ้น ใจที่อ่อนโยนจะช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นจากภายใน เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงภายในตัวเรา กับคนอื่นได้ดีขึ้นความรู้สึกว่างเปล่าภายในจะลดลง

5. ฝึกเพิ่มคุณภาพจิตใจ เพราะ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเหนือกว่าคนอื่น แต่มาจากใจคุณภาพดี จิตใจที่มีคุณภาพดี คือ  จิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยน มีความเมตตา และ มีสติ มีปัญญา ใจที่มีสติ มีปัญญา คือ ใจมีความเท่าทันความคิด และ อารมณ์ ได้บ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ใจไม่ไหลฟูมฟายไปกับอารมณ์มากเกินไป และไม่หลงเชื่อความคิดจนใจเตลิดเปิดเปิงเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้จิตใจมีคุณภาพดี

6. ฝึกขอบคุณตัวเอง และ สิ่งที่เรามี (Gratitude) ในทุกวัน การหมั่นฝึกจะช่วยให้ใจมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่เรามี สิ่งที่เราได้ทำสำเร็จ ได้ดีขึ้น เพราะ คนที่มองว่าตนเองไม่ดีพอ มักมีแนวโน้ม ด้อยค่าสิ่งดีๆในตนเอง มักมีแนวโม้นมองข้ามกับสิ่งที่ตนเองทำได้ดี มักไม่ให้เครดิตความสำเร็จในชีวิตตนเอง จึงมักต้องรอคนอื่นมายอมรับตนเอง เพื่อช่วยรับประกัน การฝึกขอบคุณตนเองในทุกวันจะช่วยให้ใจกลับมาชื่นชมตนเองได้ดีขึ้น เห็นคุณค่าในตนเอง เห็นความดีงามในตนเอง

 7. ใส่ใจที่การเรียนรู้ และ รักการเติบโต (Growth Mindset)  การเรียนรู้เรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตว่า  เมื่อสิ่งที่เราทำยังไม่ดีพอ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ การยังทำได้ไม่ดี กับ การเป็นคนไม่ดี เป็นคนละเรื่องกัน การหมั่นเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะมนุษย์เราสามารถเรียนรู้ สามารถฝึกฝน และ สามารถพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นได้ การหมั่นฝึกการมองตนเองอย่างเหมาะสม คือ แทนที่จะมองว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” เปลี่ยนเป็นการมองว่า “เราได้เรียนรู้อะไรในเรื่องนี้”

 8. หมั่นดูแลสุขภาพกาย ความรู้สึกทางใจไม่ดี อาจมาจากสุขภาพกายที่ไม่ค่อยดี หลายครั้งพบว่า คนที่มีสุขภาพทางกายไม่ดี เช่น เหนื่อยง่าย หรือ ไม่สบายได้ง่าย จะส่งผลกระทบกับความรู้สึกกับตนเองเชิงลบไปด้วย เช่น ไม่ค่อยมีความสุข ไม่สดชื่นไม่มั่นใจตนเอง ฯลฯ

การกลับมาใส่ใจสุขภาพกาย จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง และ สมาร์ทมากขี้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้ดีกับตนเอง เช่น การดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายเสร็จ หลายคนจะเกิดความรู้สึกดีกับตนเองขึ้นมา ทั้งความภาคภูมิใจตนเองที่ออกกำลังกายสำเร็จ ทั้งสารความสุขที่หลั่งออกมาตอนออกกำลังกายรวมถึงร่างกายที่สดชื่นขึ้น แข็งแรงกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น รูปร่างที่สมาร์ทขึ้น เหล่านี้จะส่งผลให้กลับมารู้สึกดีกับตนเองมากขึ้นได้

 9. ร่วมสร้างสังคมที่ให้คุณค่า กับความเป็นมนุษย์ (human being) การช่วยสร้างสังคมที่ให้คุณค่า ที่ความตั้งใจ และ ความพยายามมากกว่ามุ่งตัดสินคุณค่ากันแค่ผลอย่างเดียว เช่น การฝึกตั้งเป้าหมายที่มีคุณค่าความหมายกับชีวิตและจิตใจเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายตามกระแส ตามการยอมรับจากคนอื่น หรือ จากความคาดหวังเกินจริง เกินมนุษย์ จะช่วยให้สังคมเห็นคุณค่าของแก่นแท้ที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ คือ การมีวุฒิภาวะทางใจที่ดี จะช่วยให้สังคมเห็นคุณค่าจากการเรียนรู้จากความผิดพลาด และ เติบโตไปด้วยกัน

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 1 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี  กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา..

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 7 ธ.ค.10.00 น. ณ ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิฯ ..

ll ปี 2568 กลับมาอีกครั้งกับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในบรรยากาศยามค่ำคืนกับ Night at the Museum 2025 ระหว่างวันที่ 4-28 ธ.ค.2568 ภายใต้คอนเซปต์ “Bloom into the Night:Night at the Museum,where culture comes โดยมีพิพิธภัณฑ์เข้าร่วมแต่ละแห่งจะเปิดต่างกันตามช่วงเวลา จำนวน  53 แห่ง อาทิ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (5-7 ธ.ค.),พิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย,(12-14 ธ.ค.)พระราชวังพญาไท (13-14 ธ.ค.) ..

ll ภาครัฐและเอกชนร่วมส่งเสริมและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ โดย พุทธพร ปราโมทย์ ผอ. วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร ได้ลงนาม MOU กับ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก. ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” เพื่อร่วมมือพัฒนาการเรียนการสอนและสนับสนุนการฝึกงานของนักเรียน นักศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ และมี โสรัจ นาคทัต ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย..

ll เสียใจกับ ชาว Brain 2 ที่สูญเสียเพื่อนร่วมรุ่น สุรชัย โสตถีวรกุล กำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ถึง 4 ธค 18.30 น ณ ศาลา 15 และ พิธีฌาปนกิจศพ 15.00 น 7 ธค ณ วัดเทพศิรินทราวาส..

ll สวด ศ.เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า  วัดสามัคคี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 29 พ.ย.-3 ธ.ค.19.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 4 ธ.ค.15.00 น..

ll สวด ดร.พัฒนพงศ์ โรจนวิภาต(ทนายอู๋) ศาลา 1 วัดพระยาสุเรนทร์ 30 พ.ย.-4 ธ.ค.18.00 น.ฌาปนกิจ  6ธ.ค.15.00น…

ll งานครบรอบ 103 ปี อ.รังสรรค์ ตันติวงศ์ พี่ชาย และ ฤดี จิวาลักษณ์ น้องสาวครบ 90 ปี เลี้ยงฉลองพร้อมกันสองโอกาสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านโดยมีญาติมิตรมาร่วมอวยพรอบอุ่น..๐๐

ll พลังน้ำใจคนไทย ให้โลหิตพ้นวิกฤติมหาอุทกภัยภาคใต้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยความปลอดภัย และเร็วที่สุด ชวนคนไทยทั่วประเทศ รวมพลังน้ำใจคนไทยให้โลหิต ส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคใต้กว่า 135 แห่ง บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 11 จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่ ได้แก่ ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และภูเก็ต..                       

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัย ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มอบเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ มอบเงินจำนวน 250,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทก ภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านสภากาชาดไทย โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สภา กาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยบริ ษัทฯ ยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น การจัดทำถุงยังชีพเพื่อส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดสงขลา การเชิญชวนพนักงานบริษัทฯ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการตั้งจุดบริการแจ้งเคลมสินไหมทดแทนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย

ทั้งนี้ กรุงเทพประกันภัยขอแสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุภัยพิบัติดังกล่าว และสำหรับลูกค้าที่ประสบภัยสามารถแจ้งเคลมสินไหมทดแทนประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยรถยนต์ หรือรับบริการรถยกเพื่อเคลื่อนย้ายรถได้ที่ช่องทางดังนี้ LINE @bangkokinsurance และ โทร. 1620 ตลอด 24 ชั่วโมง

“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

“มานิจ สุขสมจิตร – พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” คว้ารางวัลเกียรติยศวารสารศาสตราธรปี 68

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบรางวัล “วารสารศาสตราธร” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 71 ปี การสถาปนาคณะฯ เพื่อเชิดชูและประกาศเกียรติคุณบุคคลต้นแบบที่ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคมโดยในปีนี้ คณะกรรมการสมาคมวารสารศาสตร์ มีมติเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศ  ให้แก่ มานิจ สุขสมจิตร และ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร สองผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีคุณูปการยิ่งต่อวงการสื่อสารมวลชนไทย ซึ่งพิธีจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงภาพยนตร์ JC Cinema คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มอบรางวัลวารสารศาสตราธรเกียรติยศ ประจำปี 2567 ให้แก่ ประกิต อภิสารธนรักษ์ โดยมี อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ บุตรชายรับแทน

ภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รางวัล‘วารสารศาสตราธร’ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย และยกย่องเชิดชูเกียรติศิษย์เก่า คณาจารย์ บุคลากร ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยึดมั่นในหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ มาตรฐานวิชาชีพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม โดยเริ่มมอบครั้งแรกในปี 2565 ในวาระครบรอบ 68 ปีของคณะวารสารศาสตร์ฯ

มานิจ สุขสมจิตร รับรางวัลวารสารศาตราธร ประเภทรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568

“ทุกวันนี้ สื่อไทยต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันกับอัลกอริทึม การแพร่กระจายของข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ความเชื่อมั่นในสื่อกระแสหลักที่ลดลง รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยุคนี้ยังเป็นในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ยิ่งทำให้ ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างคนทั่วไปที่แค่มีสื่อในมือ กับนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพที่มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบยิ่งต้องชัดเจน รางวัลวารสารศาสตราธรตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างนี้ และตอกย้ำให้สังคมเห็นว่าการรักษาจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนยังเป็นสิ่งจำเป็น และเราจะร่วมกันรักษาไว้”

พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร รับรางวัลวารสารศาตราธร ประเภทรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568

สำหรับการมอบรางวัล‘วารสารศาสตราธร’ปี 2568 แบ่งออกเป็น 4 สาขา รวม 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศ ซึ่งเป็นรางวัลที่เริ่มมอบครั้งแรกในโอกาสครบรอบ 70 ปี คณะวารสารฯ เมื่อปี 2567 มอบให้กับ ประกิต อภิสารธนรักษ์  ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยมารับพร้อมกันในปีนี้  สำหรับในปี 2568 ผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ  2 รางวัล ได้แก่  มานิจ สุขสมจิตร อดีตบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และคณะผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน

ผู้แทน วาสนา นาน่วม รับรางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน

รางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน 2 รางวัล ได้แก่  วาสนา นาน่วม คอลัมนิสต์และผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร และ  ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่ใช้พลังสื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนประเด็นสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา 2 รางวัล ได้แก่ คมฉาย ธนะพานิช ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร ThaiWhales และ  ภัคธินันท์ อัครลักษมีพัชร อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 ที่ใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างกำลังใจและสร้างความหวังให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ปฏิภาณ บุณฑริก รับรางวัลสาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน

สาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยม 2 รางวัล ได้แก่ ผศ.ดร.กมลมาศ ชาญวิเศษ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสาร มวลชน อาจารย์ผู้อุทิศตนในการพัฒนาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน และ นันท์นภัส บุญเลิศ บุคลากรผู้ทุ่มเทในการปฏิบัติงานและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของคณะวารสารศาสตร์ฯ

คมฉาย ธนะพานิช สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา

“หากมองรายชื่อผู้ได้รับรางวัลวารสารศาสตราธร จะเห็นได้ว่า ‘คนสื่อ’ ที่ได้รับการยกย่อง มีความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักข่าวหรือผู้ทำงานในสื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ ‘นักสื่อสารมวลชนยุคใหม่’ ที่แม้แพลตฟอร์มอาจเปลี่ยน รูปแบบอาจแตกต่างออกไป แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการใช้พลังการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม รางวัลวารสารศาสตราธรจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศเกียรติคุณ แต่คือ ‘คำมั่นสัญญา’ ของคณะวารสารศาสตร์ฯ และสมาคมฯ ที่มีต่อสังคมไทยว่า เราจะไม่ยอมปล่อยให้วิชาชีพสื่อสารมวลชนไทยต้องเสื่อมถอย จะยืนหยัดรักษามาตรฐาน และสร้าง ‘วัฒนธรรมความภาคภูมิใจ’ ว่าการทำงานในวิชาชีพสื่ออย่างมีคุณธรรมนั้นมีเกียรติ มีคุณค่า มีความหมาย สมควรได้รับการยกย่อง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้านำเสนอความจริง ยืนหยัดในความถูกต้อง และใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายกสมาคมวารสารศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

ภัคธินันท์ อัครลักษมีพัชร สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยมด้านจิตอาสา

ติดตามข่าวสารของรางวัลและกิจกรรมอื่น ๆ ได้ที่ ช่องทาง เฟซบุ๊ค : สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (Journalism Alumni Association)

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ มอบรางวัลสาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยมให้แก่  ผศ.ดร.กมลมาศ ชาญวิเศษ

นันท์นภัส บุญเลิศ สาขาคณาจารย์และบุคลากรยอดเยี่ยม

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่จังหวัดตรัง

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ส่งผลให้ในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมสูงไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้  มูลนิธิฯ จึงได้มอบหมายสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง ดำเนินการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานจังหวัดตรัง ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

โรงครัวพระราชทานได้ประกอบอาหารจำนวน 2 มื้อ คือ อาหารกลางวันและเย็น โดยวันแรก 27 พฤศจิกายน มื้อกลางวันเป็นเมนู ข้าวผัดกระเพราไก่ + ไข่ต้ม จำนวน 800 กล่อง และ ข้าวผัดพริกแกงไก่ +ไข่ต้ม จำนวน 400 กล่อง ส่วนมื้อเย็น ข้าวผัดพริกไก่+ไข่ต้ม จำนวน 1,500 กล่อง ข้าวผัดพริกแกงไก่ +ไข่ต้ม จำนวน 700 กล่อง และข้าวผัดกระเพราไก่ +ไข่ต้ม  จำนวน 600 กล่อง

โดยมีจิตอาสาจาก ส่วนราชการ เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง สำนักงานจังหวัดตรัง สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตรัง วิทยาลัยบรมราชนนีตรัง สถานีตำรวจภูธรห้วยยอด กาชาดจังหวัดตรัง ผู้นำสตรี  เครือข่าย OTOP จังหวัดตรัง ประชาชน และนักศึกษา จำนวน 200 คน มาร่วมปฏิบัติงานประกอบอาหาร

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

เมกาบางนา ร่วมกับ TOA ยกขบวนของขวัญจากอวกาศ เปิดแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA”

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ร่วมกับ TOA ชวนทุกท่านส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลแห่งการให้ด้วยแลนด์มาร์กสุดพิเศษ THE SPACE SANTA” ภายใต้แคมเปญ MEGA SEASON OF GIVING 2025 ที่ถ่ายทอดแนวคิด “THE GIFT FROM GALAXY” เรื่องราวของซาน ตาคลอสผู้เดินทางข้ามจักรวาลเพื่อตามหาของขวัญ เพื่อมามอบรอยยิ้มพร้อมประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ให้กับทุกคนที่เมกาบางนา ผ่านงานออกแบบสุดล้ำที่ผสานจินตนาการของโลกอวกาศเข้ากับความอบอุ่นของเทศกาลคริสต์มาสอย่างลงตัว  ทั้งต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ ประดับไฟและของขวัญจากกาแล็กซี ยานอวกาศสุดล้ำจำลองการเดินทางสู่จักรวาล และอุโมงค์แสง LED  บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร ชวนให้ทุกคนในครอบครัวมาร่วมถ่ายภาพส่งต่อความประทับใจกันตลอดปลายปีนี้ บริเวณโซนเมน เอนทรานซ์ และโซนฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ตั้งแต่วันนี้ – 4 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา

ภายในแลนด์มาร์ก “THE SPACE SANTA” ที่โซนเมน เอนทรานซ์ เมกาบางนาได้เนรมิตพื้นที่จักรวาลที่ผสานกลิ่นอายคริสต์มาสเข้ากับบรรยา กาศของกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ พบกับ ซานตาคลอสในลุคนักบินอวกาศ ที่มาพร้อมยานของขวัญขนาดใหญ่ รวมทั้งเหล่า เอลฟ์ผู้ช่วยตัวน้อยและกวางเรนเดียร์ ที่ร่วมส่งต่อของขวัญและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ โดดเด่นด้วย Galactic Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งจักรวาล ที่สูงตระหง่าน เปล่งประกายระยิบระยับราวกับรวงแสงดาวนับพันจากกาแล็กซี ประดับด้วยดวงดาวไฟ LED หลากสี ที่สะท้อนความมหัศจรรย์และจินตนาการของจักรวาล ต่อกันด้วย Santa’s Space Rocket ยานอวกาศของซานต้า ที่บรรทุกของขวัญและความสุขสำหรับทุกครอบ ครัว ให้เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ได้ร่วมขึ้นยาน สัมผัสบรรยากาศแห่งความสนุก และความมหัศจรรย์ราวกับบินไปในจักรวาล และ Stellar Panorama Zone โซนถ่ายภาพแห่งจักรวาล พร้อมเก็บความทรงจำที่น่าประทับใจในทุกมุม

ต่อเนื่องมาที่โซน TOA Space Gift บริเวณฟู้ดวอล์ค พลาซ่า สนับสนุนโดย TOA ที่เนรมิตโซนนี้ให้กลายเป็นพื้นที่จำลองยานอวกาศสุดล้ำนำของขวัญมาให้ทุกคนกลางเมกาบางนา เปล่งประกายด้วยแสงไฟ LED และของตกแต่งสุดล้ำ รายล้อมด้วยดวงดาวและของขวัญที่ลอยตัวเหนือศีรษะ สร้างประสบการณ์ความสนุกและรอยยิ้ม ให้ทุกคนได้สัมผัสความสุขจากการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กัน พิเศษยิ่งขึ้นรับฟังดนตรีสดท่าม กลางบรรยากาศเย็นสบายจาก TOA ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 ม.ค. 69  

ขอเชิญชวนทุกคนออกเดินทางท่องจักรวาลแห่งการให้ไปกับเมกาบางนา พร้อมเพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษมากมาย ต่อเนื่องด้วยประสบการณ์การช้อปปิ้งส่งท้ายปี จากแคมเปญ MEGA SEASON OF GIVING 2025 ตั้งแต่วันนี้ – 4 ม.ค. 69 พร้อมเตรียมลุ้นรับของรางวัลใหญ่สุดพิเศษในงาน MEGA ADVENT CALENDAR  (1 ธ.ค. 68 – 4 ม.ค. 69) และคอนเสิร์ตข้ามปี ศิลปินดังแน่นเวที ในงาน MEGA COUNTDOWN 2026 (31 ธ.ค. 68) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชันเมกาบางนา, เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNA SHOPPINGCENTER และ LINE OA : @MEGABANGNAOFFICIAL

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ  ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ และ นพ.เอร์รี ดีน คิง จากสหรัฐ ผู้ได้รับพระราชทานราง สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะรองประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ปาณิดล  ปัจฉิมสวัสดิ์  รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ, ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา ประธานคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ พร้อมด้วย พญ.คริสทีน รอสส์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ ด้านสาธารณสุข ในฐานะผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลครั้งที่ 34 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ตึกสยามินทร์ ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช         

ในปีนี้  มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568   รวมทั้งสิ้น 47 ราย จาก 17 ประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้พิจารณากลั่นกรอง และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ได้นำรายชื่อของผู้ได้รับการเสนอชื่อระหว่างปี 2565 – 2567  มาพิจารณาร่วมด้วย และนำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ  ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นประธาน  พิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สำหรับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ ได้แก่ นพ.เทอร์รี ดีน คิง (Terry Dean King, MD.) จากสหรัฐอเมริกา และ สาขาการสาธารณสุข ได้แก่ ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, DrPH) จากสหรัฐอเมริกา

นพ.เทอร์รี ดีน คิง  (Terry Dean King, MD.) กุมารแพทย์โรคหัวใจ และแพทย์อาวุโส โรงพยาบาลเด็กออชส์เนอร์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ มีความสนใจเรื่องการรักษาแบบรุกล้ำน้อย (Minimally Invasive Treatment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขความผิดปกติของหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยไม่ต้องรับการผ่าตัด ผลงานวิจัยและประสบการณ์ทางคลินิกของท่าน ได้วางรากฐานให้แก่การพัฒนาแนวทางการรักษาโรคหัวใจที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2518 นพ.คิง และคณะ ได้ทำการรักษาผู้ป่วยที่มีรูรั่วของผนังกั้นหัวใจช่องบน (Atrial Septal Defect) รายแรกได้สำเร็จ โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นรูปร่มขนาดเล็ก (umbrella-shaped device) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ King–Mills Cardiac Umbrella อุปกรณ์นี้ถือเป็นนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจแบบไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก โดยใช้วิธีใส่อุปกรณ์ผ่านสายสวนหลอดเลือดดำเพื่อปิดรูรั่วของหัวใจ การรักษาด้วยอุปกรณ์ดังกล่าวช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ ลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์การรักษาโรคหัวใจ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมและการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ และถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย นพ.คิงยังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมให้ประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยได้อย่างเท่าเทียม

ผลงานความเป็นเลิศในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ และผลงานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดทั่วโลก ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ได้หลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, DrPH) ศาสตราจารย์สาขาการระบาดวิทยาและโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการสาธารณสุข หนึ่งในผลงานสำคัญคือการพบหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นครั้งแรกว่าการบริโภคไขมันทรานส์ (trans fats) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผลการค้นพบนี้นำไปสู่การออกข้อบังคับห้ามใช้ไขมันทรานส์ในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้แก่องค์การอนามัยโลกในการจัดตั้งโครงการเพื่อขจัดไขมันทรานส์ซึ่งคาดว่าจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจได้กว่า 250,000 รายต่อปี

นอกจากนี้ผลการศึกษาของท่านได้ย้ำหลักการสำคัญที่ว่า โรคเรื้อรังส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิตในปี พ.ศ. 2562 ศ.นพ.วิลเล็ตต์ ได้เสนอแนวคิด “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก (Planetary Health Diet)” ซึ่งสามารถลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึงร้อยละ 30 หรือเทียบเท่ากับการช่วยชีวิตมนุษย์ได้กว่า 15 ล้านคนต่อปี จากคุณูปการอันล้ำค่าและผลงานที่ก้าวล้ำในการวิจัยด้านโภชนาการ ได้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชากรโลกและการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเพื่อการป้องกันโรค ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยนับร้อยล้านคนทั่วโลก

  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ และ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล  เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน  มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัลและด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปีตลอดมา แต่ละรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล, ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 100,000 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ พิธีพระราชทานรางวัลฯ มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา และ ปาณิดล  ปัจฉิมสวัสดิ์

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

DMT เผยผลการวิจัย ใช้ทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 5,000 ตัน CO₂e ต่อปี ผ่านการรับรองผลการประเมินตามมาตราฐาน ISO 14064-3:2019

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า ผลการวิจัยจากรายงานคาร์ บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรพบว่า การเลือกใช้บริการทางยกระดับดอนเมืองช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน โดยเฉพาะก๊าซมลพิษที่ทำ ให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (HC) เนื่องจากรถยนต์เดินทางด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอและการจราจรที่คล่องตัวกว่าถนนพื้นราบที่การขับขี่เป็นลักษณะ หยุด-เร่ง (Stop and Go) ซึ่งระเบียบวิธีการคำนวณได้ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO 14064-3:2019 แสดงให้เห็นว่ารถ ยนต์ที่วิ่งบนทางยกระดับดอนเมืองสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวด ล้อมในเขตเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

“ISO 14064-3:2019 ที่ DMT ได้รับ เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการตรวจประเมินและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระ จก (Greenhouse Gas Verification & Validation) โดยมีบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่ตรวจประเมินและให้การรับรอง ว่าปริมาณการจราจรบนทางยกระดับดอนเมืองที่รวบรวมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,016 ตัน CO₂e ต่อปี เมื่อนำไปคำนวนและเปรียบเทียบกับอัตราการปล่อยมลพิษตามวัฏจักรการขับขี่ของกรุงเทพฯ ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งผลลัพธ์สะท้อนว่า ทุกครั้งที่ผู้ใช้ทางเลือกขึ้นทางยกระดับดอนเมือง จะมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น” ดร.ศักดิ์ดาเผย

ดร.ศักดิ์ดา กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการคำนวณผลประโยชน์ด้านการลดมลพิษ กรณีที่มีและไม่มีทางยกระดับดอนเมือง สามารถทำได้แม่น ยำ ด้วยการใช้ระบบกล้องและซอฟต์แวร์ติดตามอัตราความเร็วของรถแต่ละคัน นำไปหาผลต่างระหว่างปริมาณการปล่อยมลพิษบนถนนวิภาวดี-รังสิตและทางยกระดับดอนเมืองในระดับรายคัน จากนั้นจึงนำผลต่างของมลพิษที่ได้ ไปคูณเข้ากับจำนวนรถยนต์ที่วิ่งบนทางยกระดับดอนเมืองในแต่ละช่วง ซึ่งผลรวมของผลต่างทั้งหมดสะท้อนถึงผลประโยชน์ด้านการลดมลพิษจากการมีทางยกระดับดอนเมือง

“นอกจากประโยชน์ด้านมลพิษจากการเดินทางบนทางยกระดับดอนเมืองแล้ว งานวิจัยยังพบประโยชน์เพิ่มเติมจากระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (ETC) โดยงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์และรับรองในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 30 จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) พบว่า การผ่านด่านด้วยบัตร M-Pass หรือ Easy Pass สามารถลดมลพิษรวมประมาณ 343 กิโลกรัมต่อวัน อันเป็นผลจากการลดการหยุด-เร่งซ้ำซ้อนบริเวณด่านเก็บเงิน” ดร.ศักดิ์ดากล่าว

ทั้งนี้ โครงการศึกษาผลประโยชน์ทางด้านการลดมลพิษจากการใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข และการประยุกต์ใช้วัฏจักรการขับขี่ ในการประเมินมลพิษระหว่างช่องเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสดและแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นงานวิจัยที่จัดทำโดย ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ร่วมกับ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ใช้เส้นทางและระบบวิเคราะห์และประมวลผลภาพ ของทางยกระดับดอนเมืองเป็นกรณีศึกษา ซึ่งผลการศึกษาทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจต่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทางยกระดับและระบบเก็บค่าผ่านทางแบบต่าง ๆ และสามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายลดมลพิษ การสนับสนุนระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมเมืองสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)