เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย ผนึกกำลัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ส่งมอบ ‘ความงาม’ เป็นพลังใจแก่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตในวันมะเร็งโลก

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ภายใต้บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และ เอกชน จัดกิจกรรมเนื่องในวันมะเร็งโลก “World Cancer Day 2026” บริเวณลานกิจกรรมชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ยอมรับความแตกต่าง และ สร้างคุณค่า “Voice for Cancer Free Life” ภายใต้แนวคิด “United by Unique” ผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้รอดชีวิต เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์สู่พลังและความหวัง รวมไปถึงแนวทางการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยผ่านทัศนะที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ทิพาภรณ์ อูนากูล 

ทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วย สาธิดา เตชะภัทรพร Senior National Education Manager และเมคอัพอาร์ทิสต์จากแบรนด์ชั้นนำที่มาร่วมส่งเสริมแนวคิดการดูแลตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ป่วยและผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ผ่านกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจ และส่งต่อกำลังใจให้แก่กัน

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์คือการส่งมอบ “ความงาม” ในฐานะพลังใจแก่ผู้รอดชีพจากมะเร็ง โดยทีมช่างแต่งหน้ามืออาชีพจากแบรนด์เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder), ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) และ แม็ค คอสเมติกส์ (M·A·C Cosmetics) ได้เข้ามามีบทบาทในการแต่งเติมความงามให้กับผิวหน้า ช่วยเติมเต็มความมั่นใจ ส่งเสริมคุณค่า สร้างพลังบวกให้กับผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งและผู้รอดชีพจากมะเร็ง

พลังใจและความมั่นใจที่ได้รับจากกิจกรรมนี้ ยังถูกส่งต่ออย่างงดงามและเป็นพลังบวกผ่านเวทีเสวนาในหัวข้อ “Enhancing Your Everyday ต่อชีวิตติดพลัง สร้างความหวังในทุกๆวัน” โดย นางสาวสาธิดา เตชะภัทรพร ร่วมพูดคุยกับ นางสาวอัจฉรา น้อยแพ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง บนเวที นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.นพ. วิรุทธิ์ เอี่ยมสหเกียรติ, เภสัชกรศรัณย์ ชมโพศาล และ ดร.พว. นิรมล พจน์ด้วง ที่มาร่วมถ่ายทอดวิธีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การรับมือกับอารมณ์เชิงลบ การสร้างทัศนคติเชิงบวกในการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อเสริมสร้างคุณค่า ความมั่นใจ และกำลังใจในการก้าวต่อไปในสังคมได้อย่างเข้มแข็งและสง่างาม

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์โรคมะเร็ง และสามารถรู้เท่าทันและป้องกันได้ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตนเอง พร้อมส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยผ่านการสนับสนุนแนวทางการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อส่งต่อพลังบวกและขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี 2567

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ 'ค่าของแผ่นดิน' ประจำปี 2567

พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.15 น.

อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ เป็นประธานในพิธี มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ โดยมี โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี และ ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการ ‘ค่าของแผ่นดิน’ ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี โสภณ ชารัมย์ เป็นประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ จึงเห็นสมควรดำเนินการสรรหา และคัดเลือก บุคคล หน่วยงาน และโครงการ ที่มีผลงงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นผลงานที่ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกาศเกียรติคุณ ‘ค่าของแผ่นดิน’ 

สำหรับการมอบรางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ ในครั้งนี้ มีบุคคล หน่วยงาน และโครงการผ่านการคัดเลือก จำนวน 18 ราย รวม 4 ด้าน แบ่งเป็น ผู้ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ จำนวน 10 ราย และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ จำนวน 8 ราย มีรายชื่อ ดังนี้


1. ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล
– ประะเภทโครงการ จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล

2. ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประมุข มุทิรางกูร

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์พรชัย ราชตนะพันธุ์

3. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 2 ราย คือ
1) ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร
2) พลโท สรชัย นิตยพันธ์

– ประเภทหน่วยงาน จำนวน 2 หน่วยงาน คือ
1) โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
2) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

 รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทหน่วยงาน จำนวน 3 หน่วยงาน คือ
1) โรงพยาบาลป่าซาง
2) ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพระพุทธบาท
3) ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

4. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 3 ราย คือ
1) นางจิระพันธ์ วิคสันเทียะ
2) ศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า (เสียชีวิต)
3) นายสุเทพ เท่งประกิจ

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ
– ประเภทบุคคล จำนวน 3 ราย คือ
1) นางกัลยา มาลัย
2) นายดิษยุทธ์ บัวจูม
3) นายสมชาย สุขกรม

ปลัดนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัล ‘ค่าของแผ่นดิน’ เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติว่าเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เสียสละ อุทิศใจกาย กระทำการที่เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ เป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบการสร้างสรรค์การทำความดีให้บุคคลอื่น ๆ รวมทั้งเด็กและเยาวชน ได้ทำคุณงามความดีเพื่อสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับสับสังคมไทย และประเทศชาติสืบไป

สธ. – เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

สธ. - เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

สธ. – เอไซฯ พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา-การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด พัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษาและการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่อง ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย

17 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ลงนามความร่วมมือเปิดตัวโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ส่งผลให้ภาวะโรคสมองเสื่อมเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข โครงการดังกล่าวจึงมุ่งสร้างต้นแบบระบบการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลในระดับประเทศ การลงนามในครั้งนี้ต่อยอดจากบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2566 มุ่งศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนพัฒนาสู่การดำเนินงานจริง โดยโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” จะเป็นกลไกสำคัญในการวางแผนการดูแลทางการแพทย์สำหรับผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยแนวทางดำเนินงานครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มคนปกติ เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพสมอง

2. กลุ่มผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย มุ่งแทรกแซงระยะเริ่มต้นเพื่อลดการลุกลามของโรค

3. ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พัฒนาระบบส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องระหว่างสถานพยาบาลและชุมชน

ด้าน นายคานาซาว่า โชเฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไซฯ กล่าวว่า โครงการยึดหลัก “human health care (hhc)” โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความตระหนักรู้และคัดกรองในชุมชน การบูรณาการระบบบริการให้มีมาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุข

ผลลัพธ์จากโครงการนำร่องจะเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างระบบการดูแลที่ครอบคลุม เท่าเทียม และสามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน

-(016)

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset ‘Invest in Health’

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset 'Invest in Health'

สุขภาพที่ดี…ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย SAFE Fertility Clinic ชวนคนไทยปลุก Mindset ‘Invest in Health’

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.37 น.

เมื่อสังคมในปัจจุบันนิยาม “ความสำเร็จ” ในแง่มุมเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องหน้าที่การงาน ความมั่นคง หรือตัวเลขในบัญชีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีในทุกมิติ คนรุ่นใหม่จึงหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด “Healthy & Wealthy” หรือการมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับความมั่งคั่ง เพราะความจริงแล้ว การมีสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงแค่การไม่ป่วย แต่คือการมีร่างกายที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ และรองรับไลฟ์สไตล์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในระยะยาว

ในช่วงต้นปีนี้คือช่วงโอกาสที่ดี ที่จะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนเรื่องของสุขภาพไปพร้อมกับการวางแผนเรื่องงาน การเงิน และอนาคต โดยเฉพาะในมิติของระบบฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจุดประสงค์เพื่อการมีลูก แต่ยังเป็นระบบที่สะท้อนภาพรวมของความสมดุลร่างกายในระยะยาว และเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่สะท้อนอายุร่างกาย (Biological Aging) ที่ชัดเจน สัญญาณสุขภาพเล็ก ๆ ในวัยทำงานที่สะท้อนออกมาในหลายมิติพร้อม ๆ กัน เช่น การเหนื่อยง่ายกว่าปกติรอบเดือนเปลี่ยนแปลง อารมณ์แปรปรวน หรือแม้กระทั่งพลังงานลดลง อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพราะร่างกายกำลังส่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนที่ผิดปกติ 

ในฐานะหนึ่งในคลินิกเฉพาะทางด้านการมีบุตรที่ได้รับการยอมรับในระดับ “Top Tier” ของไทย และเป็นคลินิกแห่งแรกในไทยที่ได้รับมาตรฐาน RTAC จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับคลินิกเพื่อการมีบุตรโดยเฉพาะ SAFE Fertility Clinic จึงมุ่งเน้นการดูแลระบบฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ผ่านแนวคิด “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” (Preventive Health) เพราะเราเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีคือการ “กันไว้ดีกว่าแก้” การตรวจเช็กเพื่อวางแผนสุขภาพตั้งแต่วันที่ร่างกายยังปกติดี จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่าย แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้ไขในวันที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอลง

คุณหมอแตงโม – พญ. เพียงไพลิน วรดิถี แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ SAFE Fertility Clinic ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วัยเจริญพันธุ์คือช่วงที่ร่างกายมีความสมดุลและสมบูรณ์สูงสุด เนื่องจากระบบฮอร์โมนทำงานสัมพันธ์กับระบบสำคัญทั่วร่างกาย แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่มีความรีบเร่ง ความเครียดสะสม และการพักผ่อนน้อย ทำให้พบอุบัติการณ์ของปัญหาฮอร์โมนที่เชื่อมโยงกับวัยเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ในปัจจุบันพบว่าเกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้หญิงที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อรังไข่ทำงานลดลง ระดับเอสโตรเจนที่เคยทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจะลดลงตามไปด้วย ส่งผลเสียในหลายมิติ ตั้งแต่ความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและหลอดเลือดหัวใจที่มาเร็วกว่าปกติ ผิวพรรณขาดความยืดหยุ่น ไปจนถึงปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะนอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวนรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

หมอจึงอยากให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองว่าการตรวจสุขภาพด้านนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้ที่ต้องการมีบุตรเท่านั้น แต่คือการตรวจเช็กความสมบูรณ์ของระบบภายในเพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายยังคงทำงานได้เต็มศักยภาพสอดคล้องกับวัย การลงทุนดูแลสุขภาพในส่วนนี้จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยง(Risk Management) ที่คุ้มค่า เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ได้ยาวนานมากขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยของร่างกายก่อนเวลาอันควร”

จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการลงทุนในเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของระบบฮอร์โมนและวัยเจริญพันธุ์ ทำได้โดยเน้นการตรวจเลือดและสุขภาพเบื้องต้นเพื่อดูถึงฮอร์โมนและระบบภายในของร่างกาย ควบคู่ไปกับการประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือแม้กระทั่งการดื่มสังสรรค์ต่าง ๆ เพื่อสามารถประเมินเบื้องต้นถึงการใช้ชีวิตในอนาคตว่าร่างกายยังรับไหวแค่ไหน หรือควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรในระยะยาว โดยเฉพาะในคุณผู้หญิงที่ควรมีการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินการทำงานของมดลูกและรังไข่ ซึ่งจะช่วยให้เห็นความสมบูรณ์ของระบบภายในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ในคุณผู้ชายก็สามารถตรวจความสมบูรณ์ของอสุจิ (Sperm Analysis) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพในระยะยาวได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ สำหรับคู่แต่งงานที่ยังอยู่ในช่วงการตัดสินใจเรื่องอนาคต การตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่อย่าง การตรวจร่างกายเบื้องต้น การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมแฝง ไปจนถึงการประเมินศักยภาพการมีบุตรไว้สำหรับวันข้างหน้า โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Asset Protection หรือการซื้อประกันความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่การเงินพร้อม (Wealth Ready) ร่างกายจะยังพร้อม (Health Ready) สำหรับการมีลูกหรือการใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างไม่มีอุปสรรค

การวางแผนสุขภาพที่ดีในช่วงวัยนี้จึงเป็นการ “ปูพื้นฐาน” เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ การเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัวในอนาคต เพราะแนวคิด “Healthy & Wealthy” (สุขภาพดีและมั่งคั่ง) เป็นเป้าหมายสูงสุด ที่ต้องเดินไปคู่กัน เพราะสองสิ่งนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณ” (Multipliers) ของกันและกัน ถ้าหากสุขภาพถดถอย ความมั่งคั่งที่สร้างมาอาจต้องสูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล ในขณะเดียวกันหากละเลยสมดุลภายในร่างกาย ความเครียดสะสมก็จะย้อนกลับมาทำลายศักยภาพในการทำงานและโอกาสในอนาคตเช่นกัน

การเข้าใจสัญญาณร่างกายตั้งแต่วันนี้ คือการวางรากฐานของชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ไม่ต่างจากการวางแผนการเงินในช่วงต้นปี การเปลี่ยนมุมมองจากการรอรักษามาเป็นการวางแผนเชิงรุก เพื่อให้สุขภาพภายในสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เข้มข้นขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสนุกกับการใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างยาวนาน ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่ายจากทีมแพทย์ของ SAFE Fertility Clinic เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวของความสำเร็จจะมาพร้อมกับร่างกายที่พร้อมและสมบูรณ์ที่สุดในทุกช่วงวัย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official: @safefertilitygroup หรือโทร: +662 252 3833 เพื่อเริ่มออกแบบเส้นทางสุขภาพดีตั้งแต่วันนี้ พร้อมศึกษาข้อมูลและอ่านบทความสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในวัยเจริญพันธุ์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.safefertilitygroup.com

‘GREAT Scholarships 2026’ เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

'GREAT Scholarships 2026' เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘GREAT Scholarships 2026’ เปิดประตูสู่โอกาสที่มากกว่าการศึกษา และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

สหราชอาณาจักรประเทศผู้นำด้านวิชาการมานานหลายศตวรรษ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และมีสาขาวิชาให้เลือกเรียนหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางการศึกษาที่โดดเด่น แต่ยังได้รับการยกย่องในฐานะศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมทางปัญญา ที่ผลิตบุคลากรชั้นนำของโลกและบ่มเพาะความสำเร็จ ให้กับศิษย์เก่าจำนวนมากในหลากหลายวิชาและสาขาอาชีพ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ

สหราชอาณาจักรจุดศูนย์รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก

ด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้คนจากทั่วโลกรวมถึงคนไทย ต่างก็อยากมีโอกาสสัมผัสความเป็นเลิศทางวิชาการและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาในสถาบันชั้นนำของโลก ที่จะเปลี่ยนมุมมองและยกระดับศักยภาพของผู้เรียนไปตลอดกาล ที่สำคัญการศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสหราชอาณาจักร ยังใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น จึงสามารถเริ่มต้นอาชีพได้เร็วกว่าหลักสูตร 2 ปีในหลายประเทศ อีกทั้งยังมาพร้อมกับโอกาสในการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงาน ด้วย Graduate Route (Post-Study Work Visa) ที่อนุญาตให้อาศัยและทำงานต่อในสหราชอาณาจักรหลังจบการศึกษาได้นานถึง 2 ปี เลยทีเดียว

เรียนต่อสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ด้วยความเป็นเลิศทั้งในด้านวิชาการและสภาพแวดล้อมที่พร้อมยกระดับศักยภาพของผู้เรียน สหราชอาณาจักรจึงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับนักศึกษาไทยที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในวันนี้โอกาสก้าวข้ามข้อจำกัดและการเดินหน้าไขกุญแจแห่งความสำเร็จ มาถึงแล้วกับ “GREAT Scholarships 2026” ทุนการศึกษาจากความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK government’s GREAT Britain Campaign) บริติช เคานซิล (British Council) และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ในสหราชอาณาจักร ที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรต่างๆ ระดับปริญญาโท โดยไม่จำกัดสาขาวิชา ระยะเวลา 1 ปี โดยแต่ละทุนมีมูลค่าขั้นต่ำ 10,000 ปอนด์

สำหรับปีการศึกษา 2026-27 นี้ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กำลังเปิดรับสมัครทุน GREAT Scholarships โดยมีทั้งหมด 10 ทุน สำหรับผู้สมัครจากประเทศไทย

บริติช เคานซิล พร้อมต้อนรับนักศึกษาไทยสู่สหราชอาณาจักร

บริติช เคานซิล ประเทศไทย ร่วมกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร ภายใต้แคมเปญ GREAT Britain ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 พร้อมต้อนรับนักศึกษาจากประเทศไทยอย่างอบอุ่น เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูง ให้กับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการสร้างผู้นำแห่งอนาคต และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการศึกษาอันแน่นแฟ้น ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เชิญชวนนักศึกษาไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีการศึกษาระดับโลก สมัครขอรับทุน GREAT Scholarships 2026 ซึ่งเป็นทุนการศึกษาที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ให้ได้เข้าศึกษาในระบบการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก และนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทยในอนาคต

ประตูสู่โลกแห่งโอกาส เสียงจากรุ่นพี่ทุน GREAT Scholarships

วิน – มนัสวิน ดีมาก นักเรียนทุน GREAT Scholarship ศึกษาต่อสาขา Master of Letters in International Business ที่ University of St Andrews ร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ จาก “ฝันที่ไม่กล้าฝัน” สู่การคว้าทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ว่า “GREAT Scholarship เป็นมากกว่าแค่ทุนการศึกษา แต่คือโอกาสครั้งสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต ในวันที่ประตูความฝันเรียนต่อต่างประเทศเกือบจะปิดลง

วิน บอกว่า ทุนนี้มีความโดดเด่นในการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เนื่องจากผู้ได้รับทุนต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้น สะท้อนถึงศักยภาพด้านวิชาการและภาวะผู้นำอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมอบโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดอาชีพและสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติ ที่หาไม่ได้จากการเรียนด้วยทุนส่วนตัว”

“เมื่อได้ไปใช้ชีวิตที่นั่น คือการได้อัปสกิลแบบก้าวกระโดด จากที่เคยชินกับการนั่งฟังเลคเชอร์ที่ไทย ต้องเปลี่ยนมาฝึกคิด ฝึกถกเถียง และแชร์ไอเดียในห้องเรียนแบบรัวๆ ที่สำคัญยังมีโอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะมาก เช่นการได้เป็น Student Ambassador ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นการซึมซับมาตรฐานการทำงานที่เป็นระบบ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมนำกลับมาพัฒนาองค์กร และขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับใครที่มีความฝันอยากสัมผัสประสบการณ์การศึกษาที่มีมาตรฐานระดับโลก วินฝากบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น” การเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านผลการเรียนและกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงถึงความตั้งใจจริง ที่ต้องการนำความรู้มาต่อยอดและช่วยเหลือสังคมจริงๆ ขอให้เขียนและเรียบเรียงออกมาจากความตั้งใจจริง โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง เพราะจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวเรามากที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการจะสัมผัสได้

“ใครที่ยังลังเลในการสมัครอยู่ ผมอยากจะบอกว่าสมัครเลยครับ โอกาสดีๆ แบบนี้ ให้มากกว่าการได้ไปศึกษาที่ต่างประเทศแน่นอน เราจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างและเติบโตขึ้นมาก ถ้าเราสมัครอย่างน้อยๆ ก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับการคัดเลือก แต่ถ้าไม่สมัครก็เท่ากับว่าเปอร์เซนต์ที่จะได้นั้นเป็นศูนย์เลย ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ ผมขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้ผู้สมัครทุกๆ คนครับ”

ดา – รดา เจริญรัตน์ อีกหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ได้รับโอกาสในการเป็นนักเรียนทุน GREAT Scholarship ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อ ปริญญาโทหลักสูตร MSc Marketing Communications ที่University of Westminster สหราชอาณาจักร เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสมัครขอรับทุนและการใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนทุนอย่างน่าสนใจว่า เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจสมัครทุนนี้ก็เพราะความเชื่อมั่นในมาตรฐานระดับสากล

ดา บอกว่า เมื่อทราบว่าทุน GREAT Scholarship อยู่ภายใต้การดูแลของ British Council ก็สนใจทันที เพราะเป็นชื่อที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เมื่อได้รับคัดเลือกก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตการศึกษา ที่สำคัญทุนยังสนับสนุนสูงถึง 10,000 ปอนด์ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้มาก ทำให้สามารถโฟกัสกับการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่

“ดายังจำความรู้สึกตอนเปิดอีเมลแจ้งผลได้ชัดเจนมาก ทั้งตื่นเต้นและดีใจจนบอกไม่ถูก ถึงกับต้องอ่านย้ำหลายรอบเพราะกลัวว่าจะอ่านผิด พอแน่ใจแล้วก็รีบโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีกับคุณแม่ทันที เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจและมีความหมายต่อตัวดาและครอบครัวมากจริง ๆ ค่ะ”

สำหรับการใช้ชีวิตและการเรียนในต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อโอกาสที่ได้รับ ในแง่การเรียนคิดว่าความท้าทายอาจจะไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ มากนัก แต่ในฐานะนักเรียนทุนรู้สึกว่าเรามีหน้าที่ต้องตั้งใจและรับผิดชอบต่อโอกาสนี้ให้ดีที่สุด จึงให้ความสำคัญกับระเบียบวินัย การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าคลาส และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

นอกจากความมุ่งมั่นเรื่องวิชาการแล้ว เธอยังได้รับโอกาสในการเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย โดยได้มีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยในการช่วยโปรโมทหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่ให้กับผู้ที่สนใจในประเทศไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์การทำงานที่สนุกและท้าทายมาก และในอนาคตก็ตั้งใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาทักษะด้านสังคมต่อไป

ดา เชื่อมั่นว่าการเป็นนักเรียนทุน GREAT Scholarship คือใบเบิกทางสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการทำงาน เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและความมุ่งมั่น หลังจากจบการศึกษาจึงตั้งใจจะนำความรู้ด้านการตลาดและการสื่อสาร รวมถึงทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมสากล และการปรับตัวเข้ากับความหลากหลาย มาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่ประเทศไทย โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์ที่ผสมผสานมุมมองระดับโลกเข้ากับบริบทของไทย เพื่อต่อยอดสายอาชีพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

“อยากฝากถึงผู้ที่กำลังลังเลหรือสนใจจะสมัครทุนว่า อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและอย่ากลัวที่จะคว้าโอกาส โลกใบนี้มีพื้นที่สำหรับคนที่กล้าลองเสมอ เคล็ดลับของดาคือการสะสมประสบการณ์ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ กิจกรรม หรือการทำงาน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสะท้อนตัวตนและความตั้งใจจริงของเราผ่านใบสมัครได้ดีที่สุดค่ะ”

เช็คลิส 10 มหาวิทยาลัยที่กำลังเปิดรับสมัคร GREAT Scholarships 2026 สำหรับผู้สมัครจากประเทศไทย

รายละเอียด GREAT Scholarships 2026 จำนวน 10 ทุน เปิดรับสมัครยื่นขอรับทุนการศึกษาตามระยะเวลา ดังนี้

Abertay University เปิดรับสมัครถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569

University of Bristol เปิดรับสมัครถึง 10 เมษายน 2569

University of Edinburgh (เฉพาะสาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) เปิดรับสมัครถึง 1 พฤษภาคม 2569

University of Kent เปิดรับสมัครถึง 24 กุมภาพันธ์ 2569

King’s Business School เปิดรับสมัครถึง 24 พฤษภาคม 2569

Kingston University London เปิดรับสมัครถึง 29 พฤษภาคม 2569

Newcastle University เปิดรับสมัครถึง 14 พฤษภาคม 2569

Royal Northern College of Music เปิดรับสมัครถึง 1 สิงหาคม 2569

Sheffield Hallam University เปิดรับสมัครถึง 31 พฤษภาคม 2569

University of Stirling เปิดรับสมัครถึง 1 พฤษภาคม 2569

* ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย

GREAT Scholarships เป็นทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรระดับปริญญาโทในสหราชอาณาจักร โดยแต่ละทุนมีมูลค่าขั้นต่ำ 10,000 ปอนด์ หรือประมาณ 430,000 บาท ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครขอรับทุน GREAT Scholarships สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุนได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th และสามารถทำการสมัครได้โดยตรงกับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลทุนการศึกษาในสหราชอาณาจักรอื่น ๆ ได้จากเฟสบุ๊คแฟนเพจ British Council Thailand หรือทางแอปพลิเคชั่นไลน์ @studyukthailand

-(016)

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.13 น.

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ 48 ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรม ส่งมอบผู้บริหารรุ่นใหม่คุณภาพต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

​พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่3 จำนวน 48 ราย ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ก่อนที่จะร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรมร่วมกับคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ประธาน Digital CEO คุณโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คุณชัยนต์ ศรีมาศ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตวุฒิสมาชิกและรองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ. การท่องเที่ยววุฒิสภา คุณภาสกร ชัยรัตน์รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ รองเสนาธิการทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ

​พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะและมอบข้อเสนอแนะ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผลงาน ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่เครื่องมือเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลในอนาคต

​ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa กล่าวว่า หลักสูตร Digital Jumpstart มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

ในกระบวนการผลิตและบริการของภาคอุตสาหกรรมหลัก รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อันจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาวสืบไป

ด้านพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านวิวัฒนาการเทคโนโลยีจากยุคระบบเมนเฟรมในปี 2520 สู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจในโลกยุคใหม่ อีกทั้งได้เน้นย้ำให้ผู้สำเร็จหลักสูตรนำองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรและประเทศชาติ อีกทั้งยังกล่าวว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

​ในการนำเสนอผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้นำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลที่ได้รับจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน มาต่อยอดเป็นแนวคิดโครงการเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 กลุ่มตามแกนเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก Digital Big Data นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการใช้ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการพื้นที่ สร้างแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูล และใช้ AI คำนวณและจัดสรรคิวการเข้าจอดรถให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น กลุ่มที่สอง Digital Automation นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาขยะอินทรีย์ที่ล้นเมืองและต้นทุนการขนส่งขยะที่สูงเกินความจำเป็น ด้วยเครื่องย่อยสลายขยะอัตโนมัติที่ใช้ AI และเซนเซอร์ตรวจจับสภาพการย่อยสลาย เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและสร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดภาระการขนส่งไปยังบ่อฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาคือกลุ่ม Digital Access นำเสนอแนวทางยกระดับความปลอดภัยในการสื่อสารของกองทัพในภาวะวิกฤต ผ่านแอปพลิเคชัน SAP (Security and Personnel Application) ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสรุปและวิเคราะห์สถานการณ์แบบเรียลไทม์บนเซิร์ฟเวอร์ของหน่วยงาน ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการของผู้บังคับบัญชาให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสุดท้าย Digital Connect นำเสนอแนวทางรับมือปัญหาการขาดแคลนพยาบาลและภาระงานเอกสารที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ด้วยการใช้ AI Smartwatch ตรวจวัดสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ ร่วมกับกล้อง AI เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง และระบบประมวลผลอัตโนมัติที่บันทึกข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

depa มุ่งมั่นเสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจเข้ารับการอบรมในหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่4 สามารถติดตามกำหนดการเปิดรับสมัครได้ที่ http://www.depa.or.th

ไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล ‘Most Innovative Customer Experience in Life Insurance’ ตอกย้ำความสำเร็จการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

ไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล 'Most Innovative Customer Experience in Life Insurance' ตอกย้ำความสำเร็จการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

ไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล ‘Most Innovative Customer Experience in Life Insurance’ ตอกย้ำความสำเร็จการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ชออี ทานร์ รองผู้จัดการใหญ่ และ Chief Strategy and Innovation Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “Most Innovative Customer Experience in Life Insurance – Thailand 2025” จากการประกาศรางวัล International Finance Awards 2025 จัดโดย International Finance Magazine (IFM) นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสตอเรีย กรุงเทพฯ

รางวัลดังกล่าว สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการให้บริการที่ทันสมัย โดยยกระดับการดูแลลูกค้าในทุกมิติ ทั้งด้านการดูแลสุขภาพและการวางแผนทางการเงิน รวมถึงสร้างการเข้าถึงการประกันชีวิตที่สะดวกรวดเร็ว สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัลอย่างครบวงจร

เมืองไทยประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมืองไทยประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมืองไทยประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.18 น.

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

ในการนี้ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน เข้าร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สาริศา ล่ำซำ, สลิล ล่ำซำ, สาระ ล่ำซำ, นวลพรรณ ล่ำซำ, นวลวรรณ ล่ำซำ, วรรณพร พรประภา, ปราโมทย์ พรประภา และ วรินยุพา พรประภา

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.16 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดต่าง ๆ สวดพระพุทธมนต์ ถวายพรพระ และรับพระราชทานปิ่นโตภัตตาหาร นำโดย พระเทพสาครมุนี วัดเจษฎาราม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00  น.

ในการนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ผู้ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายมูลนิธิฯ เข้าร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ผู้ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ (จากซ้ายไปขวา) รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย , ผาณิต พูนศิริวงศ์, นฤมล ล้อมทอง, ดร.สาโรจ พรประภา, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ และ ศิลาภรณ์ จิตต์กุศล

‘กรุงเทพประกันภัย’ร่วมสร้างสุขภาวะทางใจที่ดีจับมือ’กรมสุขภาพจิต’ต่อยอดแนวคิดยินดีที่ได้รู้ใจ

'กรุงเทพประกันภัย'ร่วมสร้างสุขภาวะทางใจที่ดีจับมือ'กรมสุขภาพจิต'ต่อยอดแนวคิดยินดีที่ได้รู้ใจ

‘กรุงเทพประกันภัย’ร่วมสร้างสุขภาวะทางใจที่ดีจับมือ’กรมสุขภาพจิต’ต่อยอดแนวคิดยินดีที่ได้รู้ใจ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.27 น.

ด้วยความตระหนักถึงการส่งเสริมดูแลสุขภาพจิตของเยาวชน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าโครงการเชิงรุกเพื่อสังคม จัดกิจกรรม กรุงเทพประกันภัย ส่งเสริมสุขภาพใจ ใส่ใจสุขภาพจิต ภายใต้แนวคิด ยินดีที่ได้รู้ใจ เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความตระหนัก และ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะทางใจ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุภาภรณ์ ศิวกีรัตตนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต และนายทัศพงศ์ บุศยพลากร ผู้อำนวยการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ RBAC Hall มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต  เมื่อเร็วๆ นี้

โดยภายในงานมุ่งเน้นไปยังการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การตระหนักถึงภัยเงียบของปัญหาสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะทางใจ การมีสุขภาพจิตที่ดี   การทำความเข้าใจต่อภาระทางจิตใจ ซึ่งอาจเกิดจากการถูกคาดหวังหรือความต้องการการยอมรับในโลกโซเชียล การจัดการกับสภาวะอารมณ์ของตัวเอง และการดูแลคนรอบข้างอย่างเหมาะสม ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ นิทรรศการให้ความรู้แบบ Interactive และสื่อวิดีโอกราฟิกที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 4 คาแรกเตอร์ ได้แก่ น้องรู้ใจ น้องใส่ใจ น้องเปิดใจ และน้องเบาใจ นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาที่เจาะลึกทั้งการดูแลสุขภาพกายและใจ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรง ได้แก่ แพทย์หญิงญานิกา วลีอิทธิกุล รองผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ นักจิตบำบัดและเจ้าของแคมเปญ “จุดพักใจ” และ หมอฟรัง  นรีกุล เกตุประภากร นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษา

แพทย์หญิงญานิกา วลีอิทธิกุล กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างอารมณ์เศร้าปกติกับโรคซึมเศร้า รวมถึง ข้อควรระวังในการวินิจฉัยโรคเองจากโซเชียลมีเดียว่า อารมณ์เศร้าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเคยเจอเวลามีเรื่องกระทบจิตใจ แต่โรคซึมเศร้าคือสภาวะที่เศร้าต่อเนื่องยาวนานจนกระทบต่อร่างกาย ความคิด และอารมณ์ ยิ่งตอนนี้วัยรุ่นใช้เวลาอยู่ในโลกโซเชียลค่อนข้างเยอะ ปัญหาคือคนเรามักจะมองหาจุดเชื่อมโยงว่า อาการที่เกิดขึ้นเหมือนจะเป็นโรคซึมเศร้าตามที่ได้ทราบมา ทั้งที่จริงอาจเป็นเพียงความเศร้าชั่วขณะ หากสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่ เราแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอคำแนะนำแทนการรีบตีตราตัวเองว่ามีความผิดปกติ

ส่วนศัพท์ใหม่อย่างเทรนด์ Bed Rotting หรือการนอนเปื่อยอยู่บนเตียงทั้งวัน ซึ่งวัยรุ่นต่างบอกว่ามันคือการชาร์จแบต แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่าขี้เกียจ แพทย์หญิงญานิกาแสดงความคิดเห็นว่า “ถ้าทำในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมองก็ถือว่ามีประโยชน์และช่วยชาร์จพลังได้ แต่ไม่ควรทำติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียให้สมองสับสน โดยสมองจะแยกไม่ออกว่าเตียงคือที่นอนหลับหรือที่พักผ่อน หรือหากทำติดต่อกันนานๆ อาจกลายเป็นการนอนเพื่อหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง ร่างกายเฉื่อยชา จนสมองแยกไม่ออกระหว่างการพักกับการหนี ไม่เพียงเท่านั้น   การนอนนานๆ ยังทำให้ความตื่นตัวลดลง ร่างกายเฉื่อยชา ความกระตือรือร้นหรือความอยากทำสิ่งต่างๆ หดหาย และอาจกลายเป็นคนหมดไฟได้ในท้ายที่สุด ดังนั้นเราจึงต้องมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดว่าทำเพื่อผ่อนคลายและต้องทำอย่างพอเหมาะ ข้อสำคัญคือต้องไม่กระทบความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน หากทำแล้วหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ อีกทั้งยังจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อการกระทำนี้จากความขี้เกียจให้เข้าใจว่าเป็นการพักผ่อนที่มีคุณภาพด้วย”

เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ กล่าวถึงสาเหตุที่โซเชียลมีเดียส่งผลให้เกิดนิสัย People Pleasing การยอมตามใจคนอื่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีที่มามาจากกลไกทางจิตใจและความกดดันทางสังคมว่า “โซเชียลมีเดียสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ฉันต้องเก่ง ต้องดัง และต้องเพอร์เฟกต์ เมื่อไม่สามารถทำได้ตามภาพที่เห็นจึงเกิดเป็นความกดดันต่อตัวเองอย่างหนัก คนที่มีแนวโน้มเป็น People Pleaser มักจะผูกคุณค่าและความรู้สึกดีของตัวเองไว้กับการถูกยอมรับ แต่ก็แฝงไปด้วยความกลัวว่าจะไม่ถูกรัก โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่ที่คนกลุ่มนี้พยายามทำทุกอย่างให้คนอื่นชอบและมองว่าตนเองเก่ง ทั้งหมดเพื่อใช้เสียงตอบรับจากคนอื่นเป็นเหมือนกระจกสะท้อนยืนยันคุณค่า  ในตัวเอง”

นอกจากนี้ เขื่อนได้เสริมถึงการดูแลสุขภาพใจของตัวเองว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องมีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันตัวเอง บางคนภายนอกดูยิ้มแย้มแต่ข้างในพังทลาย สิ่งนี้เรียกว่า Smiling Depression หรืออีกคำที่นิยมใช้คือ Duck Syndrome เปรียบเหมือนเป็ดที่กำลังลอยน้ำอย่างสง่างาม แต่ขาต้องตะเกียกตะกายอย่างหนักอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมักพบในคนที่มีภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือ Burnout สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความกดดันในสังคมโซเชียลมีเดีย ซึ่งจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้ สำหรับการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง การรู้สึกไม่ไหวหรือรู้สึกไม่ดีพอ ถือเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าเรารู้สึกว่าใจเราไม่ไหวแล้ว เราสามารถเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญได้เลย เพราะการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย”

หมอฟรัง นรีกุล เกตุประภากร บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลใจและมุมมองต่อความสำเร็จของคนในยุคนี้ที่มักมาพร้อมความกดดันว่า “เราควรหันมาโฟกัสตัวเองมากกว่าเสียงรอบข้าง เพราะสุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เดิมทีเราก็เคยเป็นคนที่กดดันตัวเองและพยายามทำให้ทุกคนพอใจ จนตัวเองเป็นทุกข์ แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าในวันที่ทุกข์ที่สุด คนที่อยู่กับเราก็คือตัวเราเอง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพร้อมปล่อยวางผลลัพธ์ภายนอกที่ไม่เป็นดั่งใจอยู่เสมอ และเมื่อเจอปัญหา อย่ามัวแต่ Zoom In จนเห็นเพียงมุมมองแคบๆ แต่อยากให้ลอง Zoom Out ถอยออกมามองภาพกว้างเพื่อจะได้เห็นว่าชีวิตยังมีด้านดีอื่นๆ อีก เช่น ครอบครัว เพื่อน การมีสุขภาพดี หรือการมีอากาศหายใจ นอกจากนี้ เรายังควรดูแลร่างกาย กินอาหารดีๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะบางครั้งการตื่นมาด้วยความสดชื่นก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองได้

ในยุคที่สังคมกดดันให้ต้องรวยเร็วหรือประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย หมอฟรังมองว่า ภาพความสำเร็จและความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องมีเงิน 100 ล้าน ตอนอายุ 30 เสมอไป เราควรถามตัวเองให้ชัดเจนว่า เป้าหมายจริงๆ คืออะไร การมีความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดีหากช่วยให้เราพัฒนาตัวเองและยังมีความสุขได้ แต่ความสุขไม่ควรอยู่ที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว มันควรเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางด้วย และการเป็นคนธรรมดา  ก็ไม่ใช่เรื่องผิด บางทีความสำเร็จอาจเป็นเพียงการได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขกับครอบครัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รักตัวเอง” 

กรุงเทพประกันภัย มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแกร่งให้แก่นักศึกษาและผู้ร่วมกิจกรรม รวมถึงได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมให้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและ  มีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน กรมสุขภาพจิต โทร. 1323