สืบสาน ‘มรดกแม่แห่งแผ่นดิน’ สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน ‘ศิลปาชีพ’ ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

สืบสาน 'มรดกแม่แห่งแผ่นดิน' สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน 'ศิลปาชีพ' ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

สืบสาน ‘มรดกแม่แห่งแผ่นดิน’ สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน ‘ศิลปาชีพ’ ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สืบสาน “มรดกแม่แห่งแผ่นดิน” สู่เศรษฐกิจชุมชน กระทรวง อว. – วุฒิสภา – ธ.กรุงไทย ร่วมสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน “ศิลปาชีพ” ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon ตั้งแต่เดือน มี.ค. – ส.ค.69 ทีมที่ชนะ 3 ทีมได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

5 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัด ”โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)” เพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

“โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือน ส.ค.2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เม.ย.จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือน ก.ค.จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ (Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 ส.ค.จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

เมื่อเด็กๆ ในโรงเรียนชายแดน พบว่า “ไข่ไก่” ไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่คือครูที่สอนทักษะชีวิต อาชีพ และความรับผิดชอบ

โรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ ต.แมดนาท่ม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร คือบทพิสูจน์ของเรื่องนี้ กลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ทำให้เห็นว่า อาหารดี…เปลี่ยนอนาคตเด็กทั้งโรงเรียนได้จริง เพราะเด็กน้อยตัวเล็กๆ ลุกขึ้นมาสร้าง “อาหาร” และ “อนาคต” ของตัวเองด้วยสองมือ จากแม่ไก่ 200 ตัว ที่ได้รับจาก “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” สู่ศูนย์เรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิต และสร้างความมั่นคงให้ทั้งโรงเรียนและชุมชน

โรงเรียนแห่งนี้ เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนไก่พันธุ์ไข่จากซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) เพื่อให้มีผลผลิตไข่ไก่เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวันของนักเรียนทั้ง 244 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6

โครงการนี้มีส่วนสนับสนุนวัตถุดิบแก่ “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งให้เด็กๆ ได้เติบโตพร้อมสุขภาพ สมอง และทักษะชีวิตที่แข็งแกร่งไปพร้อมกัน

ที่โรงเรียนแห่งนี้ ไข่ไก่ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร แต่กลายเป็น “โปรตีนหลักประจำโรงเรียน” ที่เด็กๆ ได้รับประทานไม่น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์–พุธ–ศุกร์ โดยจัดเวรประจำวันให้เด็กๆ หมุนเวียนดูแลงานในโรงเรือน พร้อมทำงานร่วมกับคนพิการในหมู่บ้านที่เป็นลูกจ้างโครงการพิเศษของซีพีเอฟ ให้มีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงของเด็กๆ ที่ได้ดูแลแม่ไก่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ให้อาหาร เก็บไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน ตลอดจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ไข่เค็ม รวมถึงการปลูกพืชผักหมุนเวียนในแปลงเพื่อเป็นอาหารกลางวัน ก็จะกลายเป็นทักษะชีวิตและพื้นฐานอาชีพในอนาคต

เสียงจากเด็กๆ ผู้เป็นเจ้าของโครงการ น้องนาเดีย-ดญ.วิภาดา หล้าพรหม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นป.6 เล่าว่า การเลี้ยงไก่ให้ความรู้และฝึกวินัย ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม และนำความรู้กลับไปบอกต่อผู้ปกครองและชุมชน

“หนูภูมิใจที่ได้ช่วยสร้างอาหารให้เพื่อนๆ และช่วยดูแลแหล่งโปรตีนของทั้งโรงเรียนและชุมชน”

น้องเพลง-ดญ.พิมพ์ชนก แป้นโคตร อายุ 12 ปี ชั้นป.6 บอกถึงความดีใจที่ได้ดูแลแม่ไก่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

“เราได้กินไข่สดๆ ที่ดูแลเอง พ่อแม่ก็ได้ซื้อไข่ในราคาไม่แพง เป็นความภูมิใจของหนูและเพื่อนๆ”

น้องบิวตี้-ดญ.กุลณัฐ อ้มพรม อายุ 10 ปี ชั้นป.4 บอกว่า เมื่อแม่ไก่ปลดระวาง โรงเรียนยังแบ่งบางส่วนให้เด็กและผู้ปกครองนำไปเลี้ยงต่อที่บ้าน เป็นการขยายองค์ความรู้สู่ครัวเรือนและชุมชน ทำให้เกิดการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

“การเลี้ยงไก่ไข่ของเราไม่เพียงแต่สร้างอาหารทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน แต่ยังช่วยสร้างอาชีพในชุมชนด้วยค่ะ”

จากความมุ่งมั่นกว่า 20 ปี โรงเรียนดำเนินโครงการมาแล้ว 18 รุ่น มีเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า 70,000 บาทต่อรุ่น และเติบโตจนเป็น “ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ LEARNING CENTER” ที่มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานจากทั้งในและต่างประเทศ เช่น สปป.ลาว

การเลี้ยงไก่ไข่…สำหรับที่นี่จึงไม่ใช่แค่การสร้างอาหาร แต่คือการสร้างโอกาส สร้างทักษะ สร้างรายได้ และสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับโรงเรียน ครัวเรือน และชุมชนอย่างแท้จริง ..

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ 'รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต' ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเทศไทยดำเนินโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในช่วงวิกฤตที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยปัจจุบันสงครามและความรุนแรงส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมีจำนวนกว่า 117 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิมที่เป็นเด็กกำพร้า แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงหม้าย และผู้สูงอายุที่ถูกบังคับให้ลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง

อาจารย์ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี 

ในปีนี้ UNHCR ผนึกกำลังความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการระดมทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกตลอดเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ มุ่งส่งต่อความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ที่หลากหลายและสอดคล้องกับยุคสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความเมตตาและความหวัง และร่วมเป็นพลังแห่งการให้ในเดือนอันประเสริฐนี้ร่วมกัน

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย และ อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าว “ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือจากประเทศไทยนำไปรวบรวมในกองทุนซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ส่งต่อความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนใน 25 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความรุนแรงสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมองเห็นความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

อาจารย์ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าว “รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตาและการประกอบความดีและการให้ ช่วงเวลานี้โลกของเรายังคงเผชิญกับความรุนแรง และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียนเชิญพี่น้องมุสลิมและประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ มอบซะกาตและการบริจาคซอดาเกาะห์ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในเดือนอันประเสริฐนี้ เพื่อให้ UNHCR ช่วยเหลือพี่น้องผู้ลี้ภัยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้สังคมเกิดความสมดุลและมีความเอื้ออาทร”

แซนดร้า สเต็ปเป้ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บริษัทบลู เอเลเฟ่นท์,ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย,แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย, อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ UNHCR โครงการรอมฎอนเพื่อพี่น้อง และทานประจำปีซะกาต ประเทศไทย และฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว, The Reporte

ดร. ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยึดมั่นในบทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่ส่งเสริมคุณค่าการแบ่งปันตามหลักศาสนาอิสลาม ควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาคสังคม และประชาชน จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและ ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเมตตาและการให้ ธนาคารยังคงร่วมมือกับ UNHCR เพื่อรณรงค์และอำนวย ความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถส่งต่อซะกาตได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ผ่าน ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม อาทิ การประกวดโครงการครีเอเตอร์เพื่อสื่อสารประเด็นมนุษยธรรม และการจัดกิจกรรมโต๊ะรอมฎอน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของกิจกรรมดังกล่าว

ที่สำคัญ ธนาคารยังร่วมประชาสัมพันธ์การรับซะกาตผ่านบัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มุ่งช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ ในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริจาคในการส่งต่อความช่วยเหลือได้ตามเจตนารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในต่างประเทศผ่าน UNHCR หรือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยผ่านไอแบงก์ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิงบวกและยั่งยืนต่อสังคมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ คุณดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ยังเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสนับสนุนการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) รายการ “แทนคุณแผ่นดิน เรื่องเล่าจากดำรง พุฒตาล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จและมีส่วนช่วยให้ โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ อีกหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมส่งต่อความเมตตา ความห่วงใย และการช่วยเหลือไปยังพี่น้องมุสลิมผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกท่านสามารถแบ่งปันพื้นที่ความโอบอ้อมอารีเพื่อผู้ลี้ภัยกับครอบครัว

ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามและความรุนแรงทั่วโลก ผ่านกิจกรรมตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้

1. โต๊ะรอมฎอน และ Iftar Market ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 ณ มัสยิดอิมาร่อตุ๊ดดีน ติดตามรายละเอียดและซื้อบัตรร่วมงานได้ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

2. ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุน Content Creator ในการประกวด “ครีเอเตอร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านมนุษยธรรมโลก”  ภายใต้โครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต ปีที่ 9”

3. บริจาคทานซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยกับ UNHCR https://donate.unhcr.org/th/th/zakat และสามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี UNHCR Special Account ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 008-1-36212-9

4. บริจาคทานซะกาตเพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ชื่อบัญชี บัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 001-1-03879-9

ในการรับบริจาคทานประจำปีซะกาต UNHCR ทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา และได้ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา)จากสถาบันศาสนาอิสลามมากกว่า 18 แห่งทั่วโลก เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือนี้โดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้มีอาหารที่พอเพียง น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม ที่พักพิงที่ปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ สามารถดูรายงานการบริจาคได้ที่ https://zakat.unhcr.org/en/posts-reports

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

ดร.ชุมพล พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (SPI) บริษัท เอส.พี. ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) และกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐฟิจิ และประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ พร้อมด้วยครอบครัว มอบรถจักรยานยนต์ Honda รุ่น CBR500R พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เสริม จำนวน 9 คัน มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท ให้กับ กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศจร.ตร.) ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจในด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการจราจรแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาชีวิตประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ  เนื่องในวาระคล้ายวันเกิดครบรอบ 84 ปี ทั้งนี้ ณ​ ห้องโถง ชั้น 1 กองบังคับการตำรวจจราจร

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอพลังคนไทยช่วยกันบริจาคโลหิต หลังพบโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั่วประเทศ เผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้ง มอบข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ให้แก่ผู้บริจาคโลหิต ในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์   
 


รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลหิตของประเทศไทย ปัจจุบันพบว่าการบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม ของทุกปี โรงพยาบาลทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับ ต่ำกว่าเกณฑ์ สาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญ อาทิ
• เป็นช่วงหลังเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในช่วงพักผ่อน หรือปรับตัวหลังวันหยุดยาว ทำให้จำนวนผู้มาบริจาคโลหิตลดลง
• สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีอาการเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ จนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ
• เป็นช่วงเปิดภาคการศึกษา ไม่มีหน่วยรับบริจาคโลหิตในสถานศึกษา
• หลายคนมีข้อจำกัดในด้านเวลาที่ไม่สะดวก ที่จะมาบริจาคเลือด
 
จากสถิติการจัดหาโลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณการจัดหาโลหิตลดลงมากถึง 32,780 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2568 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 238,431 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 205,651 ยูนิต
 
และโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ได้ออกประกาศขอรับบริจาคโลหิตผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่ ประชาชนทั่วไป ก็ได้ประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก เพื่อขอรับบริจาคโลหิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวญาติ หรือเพื่อน เป็นสัญญาณเตือนถึงสถานการณ์ที่โลหิตสำรองคงคลังกำลังเริ่มขาดแคลนแล้ว ทั่วประเทศ
 
ขณะที่สถิติการเบิกขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในช่วงเดือน 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกขอใช้โลหิตเฉลี่ย จำนวนมากถึง 8,500 ยูนิตต่อวัน แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เฉลี่ย จำนวน 3,200 ยูนิตต่อวัน หรือ เพียงร้อยละ 38 เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงร่วมกับ สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ดี และภาคีเครือข่ายเชิญชวนคนไทยร่วมแสดงพลังน้ำใจ บริจาคโลหิตในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569  ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์  ผู้บริจาคโลหิต จะได้รับข้าวหอมมะลิแท้ ตราเสือ 5 กิโลกรัม 1 ถุง ตอบแทนน้ำใจคนไทย (จำนวนจำกัด 1,400 ถุง) ที่ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตในวันที่สถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังทั่วทั้งประเทศ มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ให้สามารถพลิกฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ
 
“เพราะการรักษารอไม่ได้  อุบัติเหตุไม่เลือกเวลา  ผู้ป่วยไม่เลือกวัน เลือดต้องมีสำรองก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ที่ไร่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาพืชที่เหมาะสมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่นที่เป็นสารเสพติดร้ายแรง และต่อยอดธุรกิจของบรรพบุรุษ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

                    ทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งเบียร์สิงห์ มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จึงตัดสินใจศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบชา” ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก

                    ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาและคัดสรรชาพันธุ์ดี เริ่มจากประเทศจีน ดินแดนต้นกำเนิดชา เช่น “ชาอู่หลง” รสชาติหอมหวานละมุน และ “ชาผู่เออร์” ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ จากนั้นก็เดินทางไปยังศรีลังกา พบกับ “ชาซีลอน” รสชาติเข้มข้น ต่อมาก็บินไปญี่ปุ่น ดินแดนแห่งพิธีชงชา ที่ได้สัมผัสกับ “ชาเขียวมัทฉะ” ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกันทุกวัน แล้วก็เดินทางไปยังอินเดีย เพื่อค้นหากิ่งพันธุ์ “ชาดาร์จีลิง” และ “ชาอัสสัม” รสชาติเยี่ยม

                   ไร่สิงห์ปาร์คที่เชียงราย รวบรวมชาพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลก นำมาทดลองปลูก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพสูงสุด แต่การทำไร่ชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาบางพันธุ์เกิดโรคและแมลงรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมากที่ต้องเผชิญ

                   แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ไม่ย่อท้อ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการปลูก และคั่วใบชา อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดกิจการของชาบุญรอดก็เติบโตอย่างงดงาม ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวเขาที่หันมาปลูกชาแทนการปลูกฝิ่น

                    นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังได้นำใบชามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชงใส่ซองสำเร็จรูป ชาสมุนไพรผสมมะกรูดและกานพลู ไอศกรีมชาเขียว ขนมปังกรอบรสชา และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

                    ผลิตภัณฑ์ชาบุญรอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงห์ปาร์คนิยมซื้อชาบุญรอดเป็นของฝาก เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

                    ความสำเร็จของ “ชาบุญรอด” ได้ขยายต่อไปโดยร่วมมือกับ บริษัทมารูเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” การผลิตใบชาญี่ปุ่น จากจังหวัดชิซูโอกะ มายังผืนดินไทยที่เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าสนใจในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล

                    หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นแตกต่างจากชาอื่น คือการใช้เทคนิค “การพรางแสง” (Shading) ซึ่งเป็นเคล็ดลับระดับสูงของญี่ปุ่น โดยนำตาข่ายสีดำมาคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-20 วัน เพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้นจนมีสีเขียวเข้ม เพิ่มสารที่ให้รสอร่อย “อูมามิ” (Umami) และความหวานนุ่มนวล ลดความฝาด การเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศนี้ทำให้ชาบุญรอดจากเชียงรายมีรสชาติใกล้เคียงกับชาชั้นดีเยี่ยมจากญี่ปุ่นแท้ๆ

                    ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ชาบุญรอด-มารูเซ็นต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของชาไทยได้ชัดเจนขึ้น   โดยท้าชนกับอิทธิพลญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด  และกลิ่นเขียวเหมือนหญ้าตัดใหม่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นใช้ระบบโรงงานระบบปิดและเทคนิคการ “นึ่งใบชา”  ทันทีหลังเก็บเกี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นมีคุณภาพทัดเทียมกับชาญี่ปุ่นจนสามารถส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่า “เข้มงวดที่สุดในโลก” ได้สำเร็จ

                    ในขณะที่ ชาดารจีลิ่ง (Darjeeling): ของอินเดียเน้นกลิ่นหอมดอกไม้ จากสภาพอากาศบนเทือกเขาสูง แต่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นเลือกทางเดินที่ต่างออกไป โดยเน้นความนุ่มลึกของเนื้อสัมผัส และความสดชื่นแบบเอเชียตะวันออก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายมากกว่าความซับซ้อน

                    การควบคุมคุณภาพให้คงที่ทำได้ยากในระดับอุตสาหกรรม ชาบุญรอด-มารูเซ็นจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าชาทุกล็อตมีมาตรฐานเดียวกัน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ไทยได้รับความไว้วางใจในตลาดร้านอาหารระดับโลก

                    ศรีลังกาสร้างชื่อจากชาแดง (Black Tea) ที่เข้มข้น ชาบุญรอด-มารูเซ็นนำบทเรียนนี้มาใช้ในแง่ของการสร้าง “ภาพลักษณ์แหล่งกำเนิด” โดยการชูชื่อ “เชียงราย” ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของชาเขียวคุณภาพสูง เพื่อเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม

                    ความลับของความอร่อยที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นถือครองคือ “ห่วงโซ่ความเย็นและความเร็ว” ใบชาที่ผ่านการคัดสรรจะถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ การมี ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่เชียงรายเพื่อคอยตรวจสอบค่าสี กลิ่น และรสสัมผัส ในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนการนำเข้านวัตกรรมที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปิดช่องว่างด้านประสบการณ์ที่ไทยเคยตามหลังชาติมหาอำนาจชามานานนับศตวรรษ

                    การที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีเงินทุนที่หนา แต่คือการ “พิสูจน์ผ่านคุณภาพ” ว่าชาเขียวที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากญี่ปุ่นเสมอไป และความละเมียดละไมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประวัติศาสตร์พันปี ความสำเร็จนี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น “ผู้เล่นระดับพรีเมียม” ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก โดยใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเทคโนโลยีระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

                    เรื่องของชาบุญรอดนี้เป็นตัวอย่างของการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การชวนขวายช่วยเหลือกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)  เพราะเป็นการ สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับประเทศไทย  ช่วยชุมชนชาวเขา และช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากวงจรยาเสพติด อุทิศแรงกายแรงใจพัฒนาท้องถิ่นถิ่นทุรกันดารให้กลายเป็นแหล่งเกษตรชั้นดีซึ่งเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

คุณแหน : 5 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานงานคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” 7 มี.ค. 19.00 น. โดยมี อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการ จังหวัดนครปฐม, บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธ.กสิกรไทยและรองประธาน มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ฯ, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์, ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย, ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมรับเสด็จ 7 มี.ค. 19.00 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร ม.มหิดล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม..

ll รักการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด..ยินดีกับ ดร.” อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น..

ll ขอแสดงความยินดีกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเลือกให้เป็นผู้รั้งตำแหน่งประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย วาระ พ.ศ.2569-2571..รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกก. ร่วมยินดี..นับว่า คุณหมอฉันชาย เป็น ท่านที่ 2 ของมูลนิธิฯที่จะได้เป็นประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ในปี พ.ศ.2571-2573 นับเป็นเกียรติภูมิและความสามารถระดับสูงในการบริหารวิชาการแพทย์..

ll ถูกใจสำหรับที่รอคอยมา พล.อ.ภูดิศ-นาถนภา ทัตติยโชติ ชื่นใจที่สุดได้รับขวัญหลานแฝดชาย-หญิง Alan-Ari จิ้มลิ้มน่ารักจากครอบครัว ณัฐวัชต์-อภิศรา สุพรรณธะริดา เมื่อต้นเดือน ก.พ. ..

ll ยินดีกับ พีรวินท์ อธิประยูร ห้อง Gifted Math โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลูกชายคนเก่งของ นพ.สุรพล-แววระวี อธิประยูร ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2569 รอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) คุณตาคุณยาย ธัชชัย-แววตา อัมพรายน์ และเพื่อนๆ เตรียมต่อคิวรักษากับว่าที่คุณหมอ ในอนาคต..

ll ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ศ.กิตติคุณ นายสัตวแพทย์พีระศักดิ์ จันทร์ประทีป 4-6 มี.ค. 18.30 น. อาคารพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง..พระราชทานเพลิงศพ 7 มี.ค.14.00 น. เมรุ 2..

ll ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา ฝากย้ำเรียนเชิญศิษย์เก่าร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่คุณครูอาวุโสในงาน “บุรพาจารย์รำลึก 2569 : AI เสกได้ทุกสิ่ง แต่เก๋าจริงต้องครูเรา” โดยมี พัทนุช ซ้ายขวัญ เป็นประธานจัดงาน 7 มี.ค. 10.00 น. ห้องประชุมใหญ่ อาคารเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ รร.วัฒนาวิทยาลัย..ll

คุณแหน

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)  ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้นๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง : ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย โดยมะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า : ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น : อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า : ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนานๆ ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่างๆ ดังนี้

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

‘ฮาตาริ’ เดินหน้าฉลอง 35 ปี ‘ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

ฮาตาริ ผู้นำอุตสาหกรรมพัดลมของประเทศไทย เดินหน้าฉลองครบรอบ 35 ปี อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวแคมเปญลุ้นโชค “ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข” ตอบแทนความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อแบรนด์ฮาตาริตลอด 35 ปี เตรียมพัดของรางวัลคืนกำไรให้คนไทย แจกฉ่ำทุกเดือน ลุ้นรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 5 บาทในเดือนสุดท้าย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2569  

สองสาวผู้บริหาร ชัญญา และ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวร่วมกันว่า ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ฮาตาริเดินหน้าภายใต้แนวคิด ‘ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’ เพื่อขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายทุกช่องทางให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านแคมเปญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหน้าร้านและออนไลน์  ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ฮาตาริมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และนวัตกรรมที่เข้าใจวิถีชีวิตของคนไทย เราเชื่อว่าการเติบโตของแบรนด์ไม่ได้วัดเพียงยอดขาย แต่คือการสร้างคุณค่าและส่งต่อความสุขกลับสู่ลูกค้า คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมคืนกำไรครั้งใหญ่ ฮาตาริทุ่มงบกว่าพันล้านเพื่อขอบคุณผู้บริโภค โดยมีกติกา ดังนี้ ซื้อสินค้าฮาตาริในทุกช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ ครบทุก 500 บาท ต่อ 1 ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัล พิเศษ! หากซื้อผ่านเว็บไซต์ฮาตาริ (www.hatari.co.th) รับ 2 สิทธิ์ ต่อทุกยอด 500 บาท ต่อ 1 ใบเสร็จ ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ของ Hatari เพื่อสมัคร Cool Reward แล้วกรอกข้อมูลการติดต่อและอัปโหลดหลักฐานการซื้อ

สองสาวผู้บริหาร ชัญญา และ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด 

สิทธิ์ในการลุ้นรางวัล จะนับและใช้ได้เฉพาะภายในเดือนที่เกิดคำสั่งซื้อเท่านั้น ไม่สามารถโอน ยกยอด หรือสะสมไปยังเดือนถัดไปได้ ไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์การร่วมสนุก ยิ่งซื้อมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นรับโชคทุกเดือน และลุ้นรางวัลใหญ่ทองคำแท่งน้ำหนัก 5 บาท  1 รางวัล ในเดือนสุดท้ายของแคมเปญ

ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ทุกวันที่ 15 ของเดือน เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook Hatari Official Page โดยเริ่มประกาศครั้งแรกวันที่ 15 เมษายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และการประกาศผลผู้โชคดีประจำเดือน ในแคมเปญ “‘ฮาตาริ 35 ปี ส่งต่อความเย็น ส่งต่อความสุข’”  ได้ทาง Hatari Facebook Official