ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

“คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ” ค่ำคืนแห่งความภาคภูมิใจสะท้อนพลังสามัคคี ก้องกังวานมหิดลสิทธาคาร   ปลุกหัวใจรักชาติผ่าน 18 บทเพลงประวัติศาสตร์ชาติไทย

ปิดฉากลงอย่างงดงามและตราตรึงใจสำหรับ “คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ”  (National Unity Concert) ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติของผู้ชมที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ทางดนตรี โดยบทเพลงรักชาติอันทรงคุณค่าที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันรวมกว่า 18 บทเพลง ถูกถ่ายทอดผ่านการบรรเลงอย่างยิ่งใหญ่โดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) พร้อมนักดนตรีคุณภาพกว่า 80 ชีวิต ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างล้นหลาม บรรยากาศของคอนเสิร์ตเต็มไปด้วยพลังแห่งความสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 19.29 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ (National Unity Concert) ภายใต้แนวคิด “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ผ่านความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยพันธมิตรหลัก การบินไทย และ โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ ที่ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งสำคัญ  

คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ (National Unity Concert) จัดขึ้นเพื่อร่วมน้อมรำลึกและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้ศาสตร์แห่งดนตรีคลาสสิกเป็นสื่อกลางในการหลอมรวมบทเพลงแห่งแผ่นดินให้ก้องกังวานเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะสถาบันที่ได้รับการยอมรับระดับสากลในการบ่มเพาะศิลปินคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของนักดนตรี และนักร้องทุกท่านในฐานะ “เสียงของแผ่นดิน”   

ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, อาจารย์ ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป  สุพรรณโรจน์ (ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย), คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการอำนวยการวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ,ดร.สมศักดิ์  ลีสวัสดิ์ตระกูลนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล , คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท
การบินไทย จำกัด (มหาชน), คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) พร้อมด้วย  คุณรัชดา สัทธาพงษ์  (ประธานบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ เอเจนซี จำกัด)  และ คุณธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล  

สำหรับการแสดงในช่วงแรกของค่ำคืน เป็นบทเพลงปลุกใจที่สะท้อนพลังความรักชาติและความสามัคคีของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ไร้รักไร้ผล ,เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ,ไทยสามัคคี ,สยามานุสสติ และ มหาอาณาจักรไทย รวมถึงบทเพลงที่สะท้อนความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อย่าง “ศรีอยุธยา” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแผ่นดินไทยตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา 

นอกจากนี้ ยังมีการนำ บทเพลงพระราชนิพนธ์ มาถ่ายทอดในรูปแบบการเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ อาทิ คิดถึง, ภิรมย์รัก และ ความฝันอันสูงสุด ที่สร้างความซาบซึ้งให้กับผู้ชมทั้งฮอลล์ ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนแห่งความทรงจำด้วยบทเพลงแห่งพลังและความสามัคคี ได้แก่ รักกันไว้เถิด, เราสู้, เกียรติศักดิ์ทหารเสือ, มาร์ชราชวัลลภ และ ราชสวัสดิ์ ซึ่งผู้ชมต่างพร้อมใจปรบมือตามจังหวะและร่วมขับร้องไปพร้อมกันอย่างอบอุ่น บทเพลงทั้งหมดได้รับการคัดสรรและเรียบเรียงอย่างประณีตโดย คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ร่วมกับ พ.อ.พิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์  ซึ่งถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของศิลปินผู้ทรงเกียรติ ได้แก่ ลลิต วรเทพนิตินันท์ ,ร.ต.หญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์ , ร.ท.หญิง ภิสา สวนศรี ,ภูมิ แก้วฟ้าเจริญ ,จ.อ.หญิง ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น , ตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล ,กมลพร หุ่นเจริญ ,กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ,เศกพล อุ่นสำราญ และ ส.ต. พันธนนท์ วังกะหาด พร้อมด้วย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นค่ำคืนแห่งบทเพลงรักชาติครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ หากยังเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเสียสละ และความรักต่อผืนแผ่นดินไทย ผ่านพลังของดนตรีที่เชื่อมโยงผู้คนทุกยุคทุกสมัยเข้าด้วยกัน 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจ : มหาวิทยาลัยมหิดล  https://www.facebook.com/mahidol    
เพจวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) : https://www.facebook.com/ThailandPhil    

#MahidolMusic #ThailandPhil #NationalUnityConcert #ThaiPatrioticMusic  
#PrinceMahidolHall #ThaiAirways #NationalUnityConcert #TPO  
#เสียงของแผ่นดิน #เพลงรักชาติ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มะเร็งลำไส้ใหญ่” โรคร้ายที่มักเจอตอนที่มีอาการหนักแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว ก้อนเนื้อในลำไส้ก็ใหญ่มากจนทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหา ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นอุจจาระเป็นเลือด

แพทย์หญิงสาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.วิมุต จะมาเล่าถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมแนะนำการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันโรคง่ายๆ และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการตรวจคัดกรองเพื่อหาสัญญาณของโรคก่อนพบเนื้อร้ายในวันที่สาย

ส่องปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในลำไส้ ทำให้เกิดติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่โตขึ้นจนทำให้ลำไส้ตีบ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติ โดยมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม เพราะหากคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ เราจะเสี่ยงเป็นเช่นเดียวกัน ปัจจัยที่สองคืออายุ แน่นอนว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่สามคืออาหารและไลฟ์สไตล์ เช่น ชอบกินอาหารแปรรูปบ่อย ๆ ไม่กินอาหารที่มีกากใย ไม่ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ซึ่งเสี่ยงทำให้ท้องผูก รวมถึงพฤติกรรมอย่างการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ปัจจัยสุดท้ายคือผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease – IBD) ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ ดังนั้นอาการที่สังเกตได้ชัด ได้แก่ ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลงหรือเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายกระสุน ถ่ายเป็นเลือดเนื่องจากก้อนมะเร็งเกิดแผลและมีเลือดออก นอกจากนี้ยังมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คล้ายกับอาการของมะเร็งอื่น ๆ ร่วมด้วย  สิ่งที่น่ากังวลคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกจะไม่แสดงอาการเลย กว่าเราจะรู้ตัวก็มักจะมีอาการหนัก เพราะก้อนเนื้อในลำไส้โตมากแล้ว หัวใจสำคัญในการป้องกันคือควรมาตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจคัดกรองมะเร็งได้แม่นยำที่สุด

ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายวิธี ได้แก่ การตรวจเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test – FOBT) การตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็งลำไส้ CEA (Carcinoembryonic Antigen) และการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography) แต่ทุกวิธีอาจมีความไวและความจำเพาะไม่มากพอที่จะตรวจหาติ่งเนื้อขนาดเล็กในลำไส้ใหญ่  หรือหากตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบติ่งเนื้อก็จำเป็นต้องส่องกล้องเพื่อตัดออกอยู่ดี ดังนั้นการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบันคือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพราะตรวจเจอติ่งเนื้อขนาดเล็กได้ และถ้าเจอติ่งเนื้อก็สามารถตัดออกได้ทันที

“คนส่วนมากเวลาได้ยินถึงการส่องกล้องก็จะกังวลว่ามันจะเจ็บและอันตราย แต่จริง ๆ แล้วการส่องกล้องลำไส้ใหญ่นั้นปลอดภัยมาก ใช้เวลาไม่นาน ความเสี่ยงต่ำ และแม่นยำที่สุด การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้องก็ไม่ยุ่งยาก แค่งดอาหารที่มีไฟเบอร์จำพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช ทานยาระบาย และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อล้างลำไส้ใหญ่ เวลาตรวจก็มีการให้ยาระงับความรู้สึกทำให้ไม่เจ็บ และไม่รู้สึกตัวขณะที่ส่องกล้อง หลังส่องกล้องอาจมีอาการแน่นท้องได้ เนื่องจากมีการเป่าลมเข้าไประหว่างส่องกล้อง ซึ่งอาการจะหายเองภายใน 24 ชั่วโมง การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระหว่างการตรวจหากพบติ่งเนื้อระหว่างการตรวจ แพทย์สามารถตัดออกและนำไปวินิจฉัยต่อได้ทันที เครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบันมีความทันสมัย อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการส่องกล้องไม่น่ากลัว ไม่เจ็บ และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคอันตรายที่สังเกตได้ยาก เพราะกว่าจะมีอาการก้อนเนื้อมะเร็งก็โตมากแล้ว ส่วนคนที่อยากลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ เริ่มจากทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น งดอาหารแปรรูปซึ่งอาจมีสารก่อมะเร็ง หันมาออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ที่สำคัญต้องมาตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ

ส่วนใครที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ก็ควรมาตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แม้จะยังไม่มีอาการ หากปกติแนะนำตรวจคัดกรองทุก 10 ปี สำหรับคนที่มีญาติสายตรงลำดับหนึ่ง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคนี้ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยแนะนำมาส่องกล้องตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือ 10 ปีก่อนหน้าที่ญาติอายุน้อยที่สุดได้รับการวินิจฉัย เช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อายุ 45 ปี ลูกควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตอนอายุ 35 ปี  อยากย้ำว่าส่องกล้องไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และการพบเจอโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้รักษาทันก่อนจะสายเกินแก้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease CKD) กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกอย่างเงียบๆ โดยองค์การอนามัยโลกและเวทีนโยบายด้านสุขภาพระดับนานาชาติชี้ว่า มีผู้คนราว 674 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรคไตเรื้อรัง หรือคิดเป็นประมาณ 9% ของประชากรโลก โดยในปี 2023 โรคไตเรื้อรังกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 9 ของโลก คิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านราย

ไทยเผชิญภาระโรคเพิ่มต่อเนื่อง เบาหวาน–ความดันคือตัวการหลัก

                ข้อมูลจากทีมอายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าสำหรับประเทศไทยเอง กำลังเผชิญภาระโรคไตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยไตที่ได้รับการรักษาในปี 2024 พบว่า 80% ของสาเหตุหลักที่นำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ขณะที่พฤติกรรมของคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารรสชาติจัด ทั้งเค็มจัด เปรี้ยวจัด การจิ้มน้ำจิ้มเยอะ การซดน้ำซุป หรือแม้แต่รับประทาน อาหารเสริม ยาสมุนไพร หรือ ยากลุ่ม NSAIDs เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก็เป็นปัจจัยเร่งให้ไตทำงานแย่ลงเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

            อีก 1 ปัจจัยที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือการนอนดึก เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอ จะทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการอักเสบของร่างกาย รวมถึงยังทำให้น้ำตาลแกว่ง เพิ่มภาระต่อไตได้ง่าย และที่สำคัญโดยปกติไตจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดช่วงกลางคืน หากนอนดึกไตจะไม่มีเวลาฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น

ไตเสื่อมอย่างไร? เข้าใจ 5 ระยะของโรคไตเรื้อรัง

                โดยปกติแล้วไตของคนเราจะทำงานน้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งโรคประประจำตัว หรือพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนใหญ่ไตจะยังสามารถทำงานได้ดี ในทางกลับกันหากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจทำให้ไตทำงานเสื่อมลง โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ ไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่จะเริ่มตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาว ไตเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น ไตจะทำงานได้ 60 – 90% ไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30 – 60% ไตเรื้อรังระยะที่ 4 โรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้ 15 – 30% ไตเรื้อรังระยะที่ 5 โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยไตจะทำงานได้น้อยกว่า 15% เมื่อความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 5 แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

            3 ทางเลือกการรักษา เมื่อเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย

                การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง, การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้มาก แต่ก็จำเป็นต้องทำทุกวันและต้องอาศัยความเข้าใจขั้นตอนและการดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด

                ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เป็นวิธีที่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล แต่ก็อาจกระทบต่อเวลาทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน

                ขณะที่ “การปลูกถ่ายไต” ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ระยะยาวดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีความเหมาะสมทางการแพทย์ เนื่องจากสามารถฟื้นฟูการทำงานของไตได้ใกล้เคียงปกติ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดข้อจำกัดจากการล้างไต และในหลายกรณีสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการล้างไตระยะยาว

                หลังการปลูกถ่ายไตสำเร็จ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ไม่ต้องผูกติดกับตารางการล้างไตหรือการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้สามารถกลับไปทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือภาวะน้ำเกินที่พบในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมักดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาต่อต้าหรือปฏิเสธไตใหม่ และเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไตใหม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

                อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรัง เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งจากโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนอนดึกหรือการใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่เหมาะสม การตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต และหากเข้าสู่ระยะไตวาย การรักษาที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากถามชาวต่างชาติว่า “ถ้านึกถึงประเทศไทย นึกถึงอะไร” คำตอบที่ได้มักหนีไม่พ้นอาหารไทย ชายหาด วัดวาอาราม และรอยยิ้ม

ภาพจำเหล่านี้ไม่เคยผิด และยังทรงพลังเสมอ แต่สำหรับ  ฯพณฯ นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส  ซึ่งเป็รอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และอดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ภาพจำเหล่านี้ “ยังไม่พอ” สำหรับประเทศไทยในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “Nation Branding”

ออท. นิกรเดช พลางกูร ย้ำว่า ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติค่อนข้าง “กระจัดกระจาย” แม้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ ของประเทศไทยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จะมี “เครื่องมือ” ที่ใช้ช่วยกันสร้างการรับรู้ให้คนในประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทย แต่รูปแบบการจัดงาน ตลอดจนชื่องาน ก็มักไม่ได้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ขาด “ตัวตนร่วม” หรือ “เอกภาพ”

“การดำเนินการยกระดับ เรื่องนี้เป็นการบ้านของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องสร้างภาพจำ สร้างโมเดล สร้างแบรนด์ให้ชัด เรามีเครื่องมือที่สถานทูต สถานกงสุลแต่ละประเทศช่วยพยายามสร้างการรับรู้กันอยู่แล้ว และทำต่อเนื่องกันมากว่า30 ปี แต่จะเป็นรูปแบบงานที่จัดกันเองในท้องถิ่น หรือชุมชนไทยในประเทศนั้นๆ สิ่งสำคัญคือต้องปรับทิศทางของเครื่องมือนี้ ให้สามารถสั่นกระดิ่ง และสร้างแรงกระเพื่อมออกไปทั่วโลก” อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ ระบุ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสารนิเทศ จึงได้ดำเนินการ “Rebrand” งาน “เทศกาลไทย” หรือ Thai Festival ทั่วโลกขึ้นมาใหม่ ผ่านการ พูดคุย หารือ ระหว่างผู้คนหลากหลายรุ่น กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดสัดส่วนรูปแบบงานขึ้นมาใหม่ สร้างมาสคอตร่วม เพื่อให้ภาพลักษณ์ของงาน Thai Festival เข้าไปขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้าถึงคนทั่วโลกได้ทุกเจเนอเรชั่น

วัตถุประสงค์ของการดึงดูดให้คนมางาน Thai Festival อาจไม่ใช่แค่การให้คนจดจำบูธใดบูธหนึ่งในงาน แต่คือการทำให้ผู้มาร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทยมาก่อน รู้สึก “ประทับใจ” และ “อิ่มเอม” มีความรู้สึกได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย จนอยากเดินทางมาไทยด้วยตัวเอง

“ชาวต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีทุกสิ่งที่พร้อมจะนำเสนอแก่คนทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักประเทศไทย เราอยากให้ Thai Festival สะท้อนความจริงของประเทศไทย ว่าเรามมากกว่านวดไทย มวยไทย เช่น เราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม เรานำศิลปินซีรีส์วาย คอนเสิร์ต T-Pop คอนเทนท์ต่างๆ ไปทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเรามากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังหยิบยก สอดแทรก ประเด็น Global Issue  ที่ประเทศไทยสนใจเข้าไปสื่อสารภายในงานด้วย เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การ Reuse และ Recycle ขยะ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการกำหนดทิศทางขึ้นมาจากส่วนกลาง แต่ ออท. นิกรเดช ย้ำว่า คอนเซ็ปต์การจัดงาน Thai Festival ในแต่ละประเทศไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน 100% เนื่องจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น ซีรีส์วาย อาจประสบความสำเร็จในการเข้าถึงคนบางประเทศ แต่ในบางประเทศอาจไม่เปิดรับเรื่องนี้ ทางส่วนกลางจึงวางกรอบเป็นสัดส่วน 40:60 โดย 40% แรกคือ “เมนู” ที่ต้องการเน้นในปีนั้นๆ ให้สถานทูต สถานกงสุล แต่ละประเทศ เลือกหยิบไปใช้กับการจัดงาน Thai Festival ในประเทศนั้นๆ ขณะที่ 60% ที่เหลือคือส่วนที่สถานทูตสามารถเลือกนำเสนออย่างอิสระเองได้ เพราะสถานทูตคือผู้ที่รู้บริบทของสิ่งที่ควรนำเสนอในประเทศนั้นดีที่สุด

นอกจากการให้ “เมนู” แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางจะเข้าไปสนับสนุนแต่ละสถานทูต คือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งดูแลเกี่ยวกับสินค้า บริการ ที่มีกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือหน่วยงานที่ช่ำชองในด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) แม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP  ส่งคนเหล่านี้เข้าไปซัพพอร์ตทางแต่ละสถานทูต เพื่อให้แต่ละที่มี “กระสุน” ในการนำเสนอประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย

ปี 2568 ที่ผ่านมา แนวคิดหลัก (Theme) ของการจัดงาน Thai Festival ทั่วโลก คือ “Creative Pulse” โดยสาเหตุที่กระทรวงฯ เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะตระหนักว่า ประเทศที่ “Rich in Culture” หรือรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มักจะถูกมองว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” ในขณะที่ความเป็นจริง ไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นทั้ง 2 ด้าน การเลือกหยิบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ขึ้นมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ต่างชาติเห็นภาพประเทศไทยได้ 180 องศา

และเพื่อเป็นการยกระดับความเข้มข้นของชีพจรแห่งความสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลไทย ประจำปี 2569 ได้ต่อยอดแนวคิดตั้งต้น “Creative Pulse” สู่ “Creative Life and Creative Heartbeat : ชีวิตและพลังสร้างสรรค์” สะท้อนพลังของ “คนไทยผู้สร้างสรรค์” และ “ผลงานไทย” ในทุกมิติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและเป็นเอกภาพ โดยผลักดันการใช้ Brand CI ของเทศกาลไทย และ Mascot ที่สร้างขึ้นจากตัวอักษร a (@) ซึ่งอยู่ตรงกลางของคำว่า Thai ในตราสัญลักษณ์หลัก สื่อสารเรื่องการเป็น Landmark ใหม่ของความสร้างสรรค์การออกแบบรูปลักษณ์ ที่ชวนให้ผู้คนที่พบเห็น เกิดความสนใจ กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม และอยากมีส่วนร่วม เหมือนเครื่องหมายของความคิด ส่วนปลายแหลมของ Mascot ถูกสร้างให้ล้อและสอดคล้องกับการปักหมุด จึงดึงเอกลักษณ์นี้มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับ ตราสัญลักษณ์หลัก Thai Festival ดังที่ปรากฎในงาน เทศกาลไทยจากทุกแห่งทั่วโลก

“Thai Festival จะต้องกลายเป็นพาหนะที่ทำให้โลกรู้ว่าเรายังอยู่ตรงไหน ให้คนมองด้วยความรู้สึกว่าไทยเปลี่ยนไปแล้ว และไทยคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญประเทศหนึ่งของโลก”  ออท. นิกรเดช กล่าวทิ้งท้าย

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันสตรีสากลปีนี้ ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฮอร์บาไลฟ์ ได้นำแนวคิดหลักแบบ #GiveToGain มาถ่ายทอดให้เห็นถึงพลังของการแบ่งปันที่เริ่มต้นจากการดูแลตนเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนทั้งต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้หญิง รวมถึงคนรอบข้าง

ในหลายครอบครัวแถบเอเชียแปซิฟิก ผู้หญิงต้องรับบทบาทหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน เป็นผู้ดูแลตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในบ้าน และมักเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัว ด้วยภาระหน้าที่ที่ทับซ้อนกันเหล่านี้มักนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่เร่งรีบ การนอนที่ไม่เพียงพอ และความเครียดที่สะสม จนทำให้เรื่องของสุขภาพถูกละเลยไปอยู่ลำดับท้ายๆ เสมอ

ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการกำหนดอาหารของเฮอร์บาไลฟ์ ทำให้ ดร.ภญ. วิภาดา ได้คลุกคลีกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเอเชียแปซิฟิก และพบว่าเมื่อผู้หญิงเริ่มต้นลงทุนกับสุขภาพของตัวเอง ผลประโยชน์นั้นจะส่งต่อไปยังครอบครัว ที่ทำงาน และคนรุ่นหลังด้วย การได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้หญิงที่ต้องบริหารจัดการหลายบทบาท ทำให้ธีมวันสตรีสากลปีนี้ #GiveToGain ยิ่งชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพตัวเองคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาพลังกายและพลังใจ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนพร้อมจัดการทั้งเรื่องงานและครอบครัวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

พลังของโภชนาการที่ดีและการดื่มน้ำให้เพียงพอ มอบสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย

ผู้หญิงในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับภาวะโภชนาการที่ย้อนแย้ง จากรายงานการศึกษาระบุว่าอัตราโรคอ้วนในผู้ใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปัญหาเด็กแคระแกร็นและภาวะโลหิตจางยังคงพบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่งผลกระทบตั้งแต่อนามัยแม่และเด็ก ไปจนถึงพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญให้เรื่องสุขภาพผ่านการเลือกสรรสิ่งดีๆ ในทุกวันจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก

โภชนาการ คือรากฐานของสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรค ช่วยรักษาระดับพลังงาน สร้างความสมดุลของระบบเผาผลาญ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมวัย ผลการศึกษาพบว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในเอเชียจำนวนมากขาดสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrients) โดยเฉพาะธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12 แม้ว่าจะได้รับพลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก โฟเลตและวิตามินบี 12 เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ผักใบเขียว หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์สารอาหารเหล่านี้ จึงมีความจำเป็น

นอกจากนี้ “การดื่มน้ำ” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม การดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 2-3 ลิตร เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยหรือไม่เติมน้ำตาล หลีกเลี่ยงหรือจำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ เพราะการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน สารอาหารที่ร่างกายต้องการก็เปลี่ยนไป

ในแต่ละช่วงชีวิตของผู้หญิง ความต้องการสารอาหารอาจเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ยกตัวอย่างเช่น ในวัยที่มีประจำเดือน การสูญเสียธาตุเหล็กเป็นประจำทำให้ร่างกายต้องการอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กมากขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว และธัญพืชโดยการทานควบคู่กับผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ วัยทอง มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจโดยเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และอาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเลที่มีไขมันสูง เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท และถั่วเหลือง จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี นอกจากนี้ ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้จากถั่ว โอ๊ต แอปเปิล และบาร์เลย์ ยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและทำให้อิ่มนานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก

ตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นไป ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงอาจส่งผลให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) หรือการสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามวัย การออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ซึ่งรวมถึงการฝึกแรงต้าน (Resistance Training) อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการทานโปรตีนให้เพียงพอจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์นม และแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วเปลือกแข็ง และโฮลเกรน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวร่างกาย

นอกจากนี้ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างทางโภชนาการที่ขาดหายไปได้ แต่ควรปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล และควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

สมดุลของการพักผ่อนและอารมณ์ คือกุญแจสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก

การนอนหลับที่ดี การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และการจัดการความเครียดมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพที่ดี และผิวพรรณสดใส ซึ่งการทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน ความเสถียรของระบบเผาผลาญ และกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย

การออกกำลังกายระดับปานกลางประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รักษาความหนาแน่นของกล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยส่งเสริมการนอนหลับที่มีคุณภาพและฟื้นฟูร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน ส่วนการนอนหลับให้ตรงเวลา และลดการใช้หน้าจอจะช่วยเสริมสร้างระบบเผาผลาญที่ดีได้ สุขอนามัยการนอนหลับเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุและการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

โภชนาการยังมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต ช่วยในเรื่องการตอบสนองต่อความเครียด คุณภาพการนอนหลับ และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 การรับประทานอาหารตรงเวลา และการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ พร้อมกับการจำกัดสารกระตุ้น จะช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ในผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือ ลดความเครียด และปรับปรุงคุณภาพชีวิต ซึ่งเมื่อผู้หญิงมีสุขภาพดี ครอบครัวก็จะดีขึ้น ชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น สถานที่ทำงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเศรษฐกิจก็จะมีความเจริญมากขึ้น

โดยสรุปแล้วสุขภาวะที่ดีในระยะยาวถูกกำหนดโดยสิ่งที่เราเลือกทำได้ในทุกๆ วัน ดังนั้นการมอบสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสารอาหารที่ดีสม่ำเสมอหรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝืนทำอะไรให้มากขึ้น แต่คือการลงมือทำสิ่งเล็กๆ ด้วยความเข้าใจและตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยนั่นเอง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพของเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

หรือ แผนกบริการลูกค้า 02-6601600 หรือ Line OA: Herbalife 

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 จัดโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 16 มี.ค. 09.00 น.ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น…

●● 22 มีนาคม 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าจะก้าวสู่ปีที่ 47 แต่ตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดจึงจะจัดงานต้อนรับผู้ที่จะมาร่วมอวยพรในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ผู้บริหาร ทีมข่าว เจ้าหน้าที่ จะคอยรับทุกท่านณ สำนักงานซอยวิภาวดี 66 สำหรับกระเช้าดอกไม้อวยพร หากเปลี่ยนเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนเรียนดีกตัญญู เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานครโดยมี ผาณิต พูนศิริวงศ์ เป็นประธานมูลนิธิฯ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-0 ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามเพิ่มเติม 02-5214131…

●● เครือญาติสกุล “บุณยรัตพันธุ์” นัดทำบุญอุทิศกุศลแด่บรรพชนที่ล่วงลับและพบปะสังสรรค์ 6 เม.ย. 08.00 น. วัดเครือวัลย์วรวิหาร บางกอกใหญ่…●● ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ เตรียมจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งช่วยดาวน์” 22 มี.ค. Blu-O Rhythm & Bowl สยามพารากอน ชั้น 5 รายได้สมทบทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันและส่งต่อโอกาสให้สังคม…

●● พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ เชิญกก.และสมาชิก ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 วันที่ 2 เม.ย. 17.00 น. ห้องยูงทอง สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซอยงามดูพลี…

●● ปิดตำนานศิลปินแห่งชาติ มัณฑนา โมรากุล จากไปด้วยโรคชรา สิริอายุ 103 ปี มีเสียงขับร้องเพลงที่โดดเด่นมากมายหลายเพลง อาทิ จุฬาตรีคูณ, ปองใจรัก, บัวกลางบึง.ดาวที่อับแสง, ผู้แพ้รัก, อาลัยลา, สิ้นรักสิ้นสุข, วังบัวบาน, วังน้ำวน ใครจำเพลงไหนได้อีกบอกมาบ้างนะคะ ส่วนพิธีสวดพระอภิธรรมกำหนดจัดที่ ศาลา 3 วัดโสมนัสฯ 9-13 มี.ค.18.00 น. แล้วบรรจุ…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ พล.อ.อ.เริงชัย สนิทพันธุ์ และครอบครัว ที่สูญเสียภริยา พญ.รพิน สนิทพันธุ์ พิธีการทางสงฆ์ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว…

●● สวด ศ.พิเศษ โกเมนทร์ สืบวิเศษ ศาลา 5 (เตชะอิทธิพร) วัดเทพศิรินทราวาส 10-16 มี.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 17 มี.ค.17.00 น….

●● งานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ของ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี La dolce vita Marissa’sMagical 60th พร้อมหน้าเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการเพลงอบอุ่นคับคั่งรวมทั้งพรอันประเสริฐที่สุดจาก คุณแม่กมลา สุโกศลและน้องๆ ดารณี-สุกี้(กมล)-(น้อย)กฤษดา สุโกศล…●●

คุณแหน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคเหนือ จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้ประกอบการ และสมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดต่างๆ เฝ้ารับเสด็จ

จากนั้นเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน รวม 30 บูท พร้อมโปรดให้คณะทำงานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ให้ความรู้และแนะนำแนวทางพัฒนาผลงานหัตถศิลป์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และนักศึกษา เพื่อต่อยอดแนวพระดำริ “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ส่งเสริมการใช้ผ้าไทย สร้างรายได้ และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ต่อมา ทอดพระเนตรนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรมโครงการหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองล้านนาสู่สากล (โคโยริ) ซึ่งเป็นความร่วมมือของครูช่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่นด้วยการออกแบบร่วมสมัย พร้อมชมการสาธิตการเขียนขี้ผึ้งบนผ้าใยกัญชงลายโบราณของชาวม้ง และทอดพระเนตรการแสดงชุด “ศรีสิริวัณณาภิรมย์ งามสมแดนดินล้านนา” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายกว่า 100 คน ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมล้านนาและความจงรักภักดีของชาวล้านนา ผ่านการแสดงที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมและร่วมสมัย

เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

11 มีนาคม 2569 ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop Seminar) เรื่อง “การยกระดับโครงการวิจัยสู่ระดับสากลด้วยทุนวิจัยนานาชาติ: การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีและบทเรียนจากประสบการณ์จริง” ร่วมกับ นายแดนนี่ ไวท์เฮด (Mr. Danny Whitehead) ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล (British Council) ประจำประเทศไทย โดยมีคณะผู้ฝึกอบรมจากมหาวิทยาลัยเดอร์บี้ (Derby University) สหราชอาณาจักร วิทยากรจากสหราชอาณาจักร คณะผู้บริหาร นักวิจัย และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศกว่า 100 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร

ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ร่วมกับ บริติช เคานซิล ดำเนินโครงการ International Science Partnerships Fund (ISPF) มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการแก้ไขความท้าทายระดับโลกที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยของทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“ISPF ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม โดยเฉพาะในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศ เช่น เทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีด้านสุขภาพ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาของไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงทุนวิจัยนานาชาติ แนวโน้มและความคาดหวังของหน่วยงานผู้ให้ทุน ตลอดจนแนวทางการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยให้มีความเข้มแข็งและมีโอกาสได้รับทุนสนับสนุน โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยงานผู้ให้ทุนและนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการได้รับทุนวิจัยระดับนานาชาติ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

เปิดตัวไฮไลต์พื้นที่พิเศษ “Hospitality Design” ระดมแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ และงานดีไซน์ไทยระดับโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) จัดแสดงพื้นที่พิเศษ “Hospitality Design” กว่า 700 ตารางเมตร ในงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026
รวบรวมสุดยอดผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำกว่า 28 แบรนด์ นำเสนอแนวคิดการตกแต่งแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ และการจัดเลี้ยง) โดยเน้นจุดขายด้านคุณภาพ งานฝีมืออันประณีต (Craftsmanship) และนวัตกรรมความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ของธุรกิจบริการและร้านอาหาร

ผู้จัดงานเปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่ Hospitality Design ในปีนี้มุ่งเน้นชูโรงกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และ การตกแต่งแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพและฝีมือระดับสากล อาทิ KORAKOT, DEESAWAT, MASAYA, AGAL, BATHROOM DESIGN I-SPA, FIVESIS และ THANIYA มาร่วมจัดแสดง ซึงล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลัง ความสมบูรณ์แบบของเครือโรงแรมและร้านอาหารหรูทั่วโลก

โดยตั้งเป้าให้ผู้ซื้อและเจ้าของโครงการได้สัมผัสวัสดุจริงและค้นหาไอเดียใหม่ในการต่อยอดธุรกิจผ่านนิทรรศการ ภายใต้ธีม “THE WALL” จัดแสดงวัสดุและพื้นผิว (Surfaces) สำหรับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง มุ่งเน้นการนำเสนอวัสดุทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน หรือ Sustainability และการประหยัดพลังงาน โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคเชิงช่างชั้นสูงในการผลิต เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างให้กับการสร้างประสบการณ์ ในธุรกิจ HoReCa

ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจและโอกาสทางธุรกิจได้ที่ THAIFEX – HOREC ASIA 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติ ชั้นนำสำหรับธุรกิจ HoReCa ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 ศูนย์แสดงสินค้าและ การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์’ ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

'แคลร์ - ณริดา จรณะจิตต์' ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

‘แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์’ ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

ส่งต่อโลกที่งดงามและสมบูรณ์สู่รุ่นต่อไป
ชื่อของ “แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เป็นที่รู้จักในมุมที่ของการเป็นเยาวชนนักอนุรักษ์ที่หลายองค์กรในประเทศและต่างประเทศจับตามอง ตัวแทนเยาวชนไทยผู้เปลี่ยนความรักเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเป็นกระบอกเสียงให้กับธรรมชาติที่พูดไม่ได้ เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหัวใจของท้องทะเลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างจริงจังต่อเนื่องกว่า 7 ปี จนสามารถส่งเสียงสะท้อนดังไกลถึงเวทีระดับโลกอย่าง UN ซึ่งเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า พลังของคนรุ่นใหม่สามารถขับเคลื่อนโลกได้จริง ผ่านความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณที่พร้อมจะส่งต่อโลกที่สมบูรณ์สู่คนรุ่นต่อไป
ในวันที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่ง รวมถึงท้องทะเลที่เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตในด้านต่าง ๆ หลายคนอาจมองปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ว่าต้องวางกลยุทธ์ฟื้นฟูแก้ไขระดับนโยบาย แต่สำหรับแคลร์ที่ผูกพันกับธรรมชาติ ทั้งผืนป่าและท้องทะเลมาตั้งแต่เด็ก กลับเชื่อมั่นว่าทุกเสียงคือฟันเฟืองสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้หมุนไปในทิศทางที่ยั่งยืนกว่าเดิมได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีพลังหรืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ

เริ่มต้นจากบทเรียนในป่าใหญ่ สู่เรื่องเล่าของพะยูนน้อย “มาเรียม”
จากความตื่นเต้นที่ได้เห็นช้างตัวเป็นๆ ในค่ายสิ่งแวดล้อมครั้งแรกเมื่อวัย 6 ขวบ กลายเป็นความประทับใจที่ทำให้เด็กหญิงแคลร์ในวันนั้น สนุกและมีความสุขกับการได้เข้าค่ายสิ่งแวดล้อม จนค่อยๆ หล่อหลอมเปลี่ยนมุมมองของเธอไปทีละน้อย โดยแคลร์ย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายอนุรักษ์ว่า “คุณพ่อคุณแม่คือผู้เปิดประตูบานแรกและเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้แคลร์ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ จากการพาไปเข้าค่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่แค่กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่เป็นโอกาสในการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ได้สังเกต ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเมื่อแคลร์ได้เข้าร่วมค่ายหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งค่ายทางทะเลและค่ายอนุรักษ์สัตว์ป่า ก็ยิ่งทำให้ผูกพันกับธรรมชาติลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว”
หลังจากนั้นในปี 2562 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เธอตั้งหมุดหมายสู่การเป็นนักอนุรักษ์อย่างเต็มตัว คือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในค่ายพะยูน และได้พบกับ “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ระดับโลกหลังจากนั้นต่อมา ภาพความไร้เดียงสาของมาเรียมที่พยายามว่ายคลอเคลียเรือเพราะคิดว่าเป็นแม่ จุดประกายให้แคลร์เกิดความสนใจ จนนำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับพะยูนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและถ่ายทอดเป็นหนังสือ “Mariam The Lost Dugong” ที่เธอเขียนและวาดรูปเองทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรู้จักกับพะยูนสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ในประเทศไทย และหันมาช่วยกันอนุรักษ์ โดยนำรายได้จากการจำหน่ายบริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้เธอยังร่วมจัดตั้ง “มูลนิธิกระบี่ยั่งยืน” เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่กำลังจะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเธอในบทบาท “กระบอกเสียงของทะเลไทย” จากการได้รับโอกาสให้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพะยูนและปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่เด็กนักเรียนในจังหวัดกระบี่กว่า 2,000 คนในงาน Give Back to The Ocean ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บรรยายถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ตลอดจนคณาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ ในงาน The Ocean Cleanup ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในปี 2565

จากคำถามใต้ท้องทะเล สู่สารคดีระดับนานาชาติ
เพื่อต่อยอดความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล แคลร์เริ่มศึกษาปัญหาการลดลงของประชากรฉลามวาฬทั่วโลก และตัดสินใจจัดทำภาพยนตร์สารคดี โดยเธอใช้เวลากว่า 3 ปี ดำน้ำในหลายพื้นที่ ทว่าไม่พบฉลามวาฬแม้แต่ตัวเดียว แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับตั้งคำถามว่าทำไม “การที่เราไม่เจอฉลามวาฬเลย ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าบางอย่างกำลังผิดปกติ แคลร์เลยเริ่มค้นคว้าอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับนักวิชาการ สัมภาษณ์นักดำน้ำและชาวประมง เพื่อหาว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน” เธอเล่า
กระทั่งในปี 2566 แคลร์ในวัย 14 ปีได้จัดทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Giants of the Deep: The Whale Sharks Story” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของฉลามวาฬที่กำลังเผชิญภาวะใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งคว้ารางวัลจากเวทีภาพยนตร์นานาชาติมาได้ถึง 7 รางวัล จาก 7 เทศกาลภาพยนตร์ อาทิ Award Winner: New York International Film Awards, Award Winner: Global Film Festival Awards, Award Winner: Nature Without Borders International Film Festival, Award Winner: World Whale Film Festival อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสื่อการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและโรงเรียนในชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Environmental Education Units (EEU) ของ Youth Wildlife Guardians มูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) และที่ทำให้เธอภาคภูมิใจ คือการได้รับเชิญให้เดินทางไปรับรางวัลและกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีระดับนานาชาติ ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อถ่ายทอดทั้งเบื้องหลังสารคดีและความสำคัญของการอนุรักษ์ฉลามวาฬในระดับโลก

Seagrass Restoration ภารกิจคืนความหวังให้ท้องทะเล
โครงการใหญ่ที่แคลร์ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันคือ “การฟื้นฟูหญ้าทะเล (Seagrass Restoration)” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2567 ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เธอศึกษาพบว่าหญ้าทะเลมีบทบาทสำคัญต่อทั้งระบบนิเวศทางทะเลและบนบก “หญ้าทะเลไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลและที่หลบภัยของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมถึงสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลอีกด้วย แถมยังช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดการกัดเซาะชายฝั่งผ่านระบบรากที่แข็งแรง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งกักเก็บ คาร์บอนสีน้ำเงิน หรือ Blue Carbon ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบนบกหลายเท่า ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ้าเราอยากช่วยสัตว์ทะเลจริง ๆ ต้องเริ่มจากรากฐานของระบบนิเวศ หญ้าทะเลอาจฟังดูเล็ก แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจของทะเล” แคลร์อธิบายถึงที่มาของโครงการ
เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกหญ้าทะเลในระบบนิเวศใต้ทะเลให้มากยิ่งขึ้น เธอได้เรียนรู้และพัฒนาวิธีเพาะหญ้าทะเล รวมถึงการปลูกหญ้าทะเลหลายรูปแบบ ทั้งแบบดำน้ำลึก (Scuba Diving) และแบบไม่ต้องดำน้ำ โดยตั้งแล็บทดลองที่จังหวัดกระบี่ เก็บข้อมูลจริง และทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชุมชน ตลอดจนนักเรียนในชุมชนเกาะจำ นอกจากนี้ยังมีโรงแรม อมารี โวค กระบี่ (Amari Vogue Krabi) ร่วมสนับสนุนด้วย


 
แนวคิดเชื่อมทุกภาคส่วนสู่การอนุรักษ์ด้วย “BlueQuest”
จากการที่พื้นฐานครอบครัวแคลร์ที่ทำธุรกิจด้าน Hospitality ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  แคลร์จึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในมิติแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งที่สอดแทรกเข้าไปในบริบทของนักเดินทางได้
ความเข้าใจนี้ได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชัน “BlueQuest” แพลตฟอร์มที่จะเปิดตัวในปี 2569 นี้ เพื่อเชื่อมโยงคนในชุมชน นักท่องเที่ยว และภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลและช่วยเหลือสัตว์ทะเล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน 
ซึ่งตัวแอปพลิเคชันถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเล เชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงจากคนในชุมชนท้องถิ่น และจากทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางภาครัฐ และจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่พบเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมถึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยแคลร์เผยความตั้งใจว่า “แคลร์เชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันทำ ซึ่งแอปพลิเคชัน BlueQuest จะทำให้การอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการดูแลทรัพยากร นักท่องเที่ยวจะได้รู้ว่าช่วงไหนควรเที่ยวอย่างไรให้เป็นมิตรต่อทะเล ส่วนชาวบ้านก็มีรายได้ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับการดูแลธรรมชาติ”
แม้วันนี้ความสนใจหลักของเธอจะมุ่งไปในเส้นทางนักอนุรักษ์ แต่การพัฒนาแอปพลิเคชัน BlueQuest ก็สะท้อนมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสในการผสานแนวคิดด้านการอนุรักษ์เข้ากับภาคธุรกิจเพื่อให้การท่องเที่ยวและการบริการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 


 
จากเสียงเล็ก ๆ สู่กระบอกเสียงเยาวชนไทยบนเวทีโลก
ความมุ่งมั่นตั้งใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจังของแคลร์ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลให้กับเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น ยังเป็นกระบอกเสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อมไปยังผู้ใหญ่และผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการได้รับเลือกให้เป็นเยาวชนคนไทยที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 16 ปี และเป็นเยาวชนไทยเพียงคนเดียว ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ในการประชุม High-Level Political Forum (HLPF) ภายใต้หัวข้อ SDG 14: Life Below Water เคียงข้างผู้แทนจากนานาประเทศ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเยาวชนที่ทำหน้าที่ Youth Voice เพื่อสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสัตว์ทะเลใต้ผิวน้ำ พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วนที่ควรดำเนินการในระดับนานาชาติ ต่อประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติในครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้เธอยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเยาวชน (Youth Delegates) และเป็นหัวหน้ากลุ่ม Youth Project Leader of Marine Endangered Species จากมูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) เพื่อเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ถึงสองครั้ง ได้แก่ การประชุม The 4th SAMVAD เมื่อต้นปี 2568 และการประชุม The 6th Faith for Rights ในปลายปี 2568
ล่าสุด แคลร์ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Youth Leader Davos ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2569 แต่ติดภารกิจ จึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมได้ด้วยตนเอง แม้จะเสียดาย แต่ก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่ความตั้งใจและความมุ่งมั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอ ได้รับการมองเห็นและยอมรับจากองค์กรระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบื้องหลังของความสำเร็จทั้งหมดนี้ คือการสนับสนุนจากครอบครัวที่เธอรัก และแรงผลักดันจาก ดร.อลงกต ชูแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงเพื่อนๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจเคียงข้างกันมา ก่อนจะค่อย ๆ ขยายผลไปสู่การได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

วันนี้ในวัย 17 ปี “แคลร์” ณริดา จรณะจิตต์ ไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนที่สนใจในเรื่องธรรมชาติ แต่เธอคือ “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง โดยยังคงมุ่งมั่น เดินหน้า และไม่หยุดทำงานด้านการอนุรักษ์ ด้วยความหวังว่า เสียงเล็ก ๆ และความตั้งใจจริงของเธอจะสามารถจุดประกายบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ในอนาคต 
“เมื่อยังเป็นเด็ก แคลร์รู้สึกผูกพันกับทะเลและรักทะเลมาก จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ทะเลคือบ้านหลังที่สอง เป็นที่ที่ทำให้แคลร์รู้สึกสงบ มีพลัง และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง การได้เห็นทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ค่อยๆ ถูกทำลาย จึงทำให้รู้สึกเศร้าและสะเทือนใจมาก เลยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนในรุ่นต่อๆ ไป ได้มีโอกาสเห็นความสวยงามและความสมบูรณ์ของท้องทะเล เหมือนที่แคลร์เคยเห็น” นักอนุรักษ์รุ่นเยาว์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า สำหรับแคลร์ เป้าหมายไม่ใช่แค่การฟื้นฟูทะเลไทย แต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ขยายผลในระดับนานาชาติ