บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านศิลาสูง ชาวบ้านที่นี่มีลักษณะประหลาดคือทุกคนจะ “หัวสูง” เดินเชิดหน้า หยิ่งผยอง ไม่ช่วยเหลือหรือก้มหัวให้ใคร เพราะพวกเขาเชื่อว่าการก้มหัวคือความอ่อนแอ ใครที่ก้มหัวต่ำที่สุดจะถูกถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ

                     วันหนึ่ง มีงานเทศกาลประจำปีซึ่งมีรางวัลใหญ่คือ “เพชรสุริยา” ที่ซ่อนอยู่ในถ้ำลึกหลังหมู่บ้าน กติกามีเพียงข้อเดียวคือ: “ใครที่นำเพชรออกมาได้คนแรก จะได้เป็นเจ้าเมืองคนต่อไป”

                     ตัวเต็งของการแข่งขันครั้งนี้คือ “ขุนทอง” ชายหนุ่มที่ตัวสูงที่สุดและเชิดหน้าเก่งที่สุดในหมู่บ้าน เขาหัวเราะเยาะ “เปี๊ยก” เด็กวัดตัวเล็กๆ ที่ชอบไหว้ผู้ใหญ่และก้มตัวเดินอย่างอ่อนน้อม

                    “เปี๊ยกเอ๋ย… หลังแกค่อมและตัวเล็กแบบนั้น จะไปมองเห็นชัยชนะที่อยู่สูงส่งได้ยังไง?” ขุนทองถากถาง

                     เมื่อเริ่มการแข่งขัน ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปในถ้ำ ขุนทองเดินเชิดหน้าอย่างสง่างาม แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องหยุดกึก! เพราะทางเข้าถ้ำนั้น “ต่ำลงเรื่อยๆ”

                     ทางเดินในถ้ำไม่ได้เตี้ยเพราะเพดานต่ำ แต่เป็นเพราะมี “ยักษ์”  นับร้อยห้อยตัวลงมาจากเพดาน ยักษ์เหล่านั้นมีหน้าตาบึ้งตึง

ขุนทองและพวกพ้อง: พยายามเดินเชิดหน้าเหมือนเดิม ผลคือยักษ์เหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ทันทีที่พวกเขายืดตัวตรง “อ๊าก! ทำไมมันโจมตีเราล่ะ?” ขุนทองต้องถอยกรูดออกมาเพราะยักษ์เหล่านั้นจะขยับเข้าหาคนที่ “ตัวสูง” เท่านั้น
เปี๊ยก: เขาสังเกตเห็นคำจารึกที่พื้นถ้ำ (ที่คนอื่นมองไม่เห็นเพราะมัวแต่แหงนหน้า) เขียนไว้ว่า: “ผู้ที่ลดตัวลงต่ำ คือผู้ที่จะอยู่รอดเหนือใคร”

                    เปี๊ยกไม่ได้แค่ก้มตัว แต่เขานึกถึงคำสอนในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง อปจายนมัย แปลว่าการอ่อนน้อม ซึ่งไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่คือการเปิดใจและให้เกียรติสถานที่ เขาจึงคุกเข่าและคลานอย่างสุภาพ ทำให้ยักษ์เหล่านั้น “ยิ้ม” และเปิดทางให้เขาอย่างน่าอัศจรรย์

                    เมื่อเปี๊ยกไปถึงห้องโถงสุดท้าย เขาพบกับ ราชายักษ์ที่เฝ้าสมบัติ ยักษ์ตนนี้ไม่มีตา แต่มีหูที่ไวมาก!

                    ขุนทองที่แอบตามมาข้างหลัง พยายามจะกระโดดสูงคว้าเพชรที่วางอยู่บนหิ้งสูง แต่ยิ่งเขากระโดด หิ้งนั้นก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะหิ้งนั้นทำงานด้วยกลไก “แรงทิฐิ” ยิ่งอวดดี สมบัติยิ่งห่างไกล

                    ส่วนเปี๊ยกตัวเล็กนั้น ไม่ได้กระโดดสูงเหมือนขุนทอง เขาเดินเข้าไปหายักษ์แล้ว “กราบ” ลงกับพื้นอย่างนอบน้อม ทันทีที่เข่าและมือสัมผัสพื้น… กลไกป้องกันทั้งหมดหยุดกึก! หิ้งที่สูงเสียดฟ้าค่อยๆ เลื่อนลงมาวางตรงหน้าเปี๊ยกเองโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงกระโดดเลยสักนิด

                    ยักษ์เอ่ยขึ้นว่า: “เจ้าเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘เหนือ’ กว่าคนอื่น แต่อ่อนน้อมเพื่อ ‘เรียนรู้’ จากทุกสิ่ง  ข้ายกให้ เพชรเหล่านี้เป็นของเจ้า”

                    การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย แต่เป็นการ “ลดความหยิ่งผยอง” เพื่อให้มองเห็นทางที่คนอวดดีมองข้ามไป เหมือนกับเปี๊ยกตัวเล็กที่มองเห็นคำสอนบนพื้นดิน ในขณะที่คนอื่นตัวสูงคอยาว มัวมองแต่ด้านบนจนเดินตกหลุมด้านล่างที่เป็นอันตราย

อาทร  จันทวิมล

ออกจากลูป ‘ปวดหลังซ้ำซาก’ ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

ออกจากลูป ‘ปวดหลังซ้ำซาก’ ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

ออกจากลูป ‘ปวดหลังซ้ำซาก’ ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปวดหลังซ้ำซากจนร้าวลงขา อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้น การรักษาด้วยการค้นหาสาเหตุของโรคอย่างแท้จริง จะทำให้คุณอาจออกจากลูปปวดหลังได้

อาการปวดหลัง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามวัฏจักรร่างกายของมนุษย์ แต่จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาการปวดหลังไปกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม บางรายเมื่อมีอาการปวดหลัง ใช้วิธีทานยาและทำกายภาพ สุดท้ายก็กลับมาปวดอีกเหมือนเดิม

การรักษาที่ต้นเหตุเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่ได้รักษาอาการปวดหลังที่ต้นเหตุ ก็จะติดอยู่กับการรักษาอาการปวดแบบเดิมๆที่ไม่สิ้นสุด ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การรับประทานยา การฝังเข็ม แต่ไม่มีวิธีใด ที่จะช่วยให้หายจากอาการปวดได้อย่างถาวร เหมือนติดอยู่ในลูปของความเจ็บปวดที่ไม่มีวันสิ้นสุด บางรายมีโรคแทรกซ้อนอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ซึมเศร้า อัมพฤกษ์ หรืออัมพาต

นายแพทย์ชุมพล  คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ 

นายแพทย์ชุมพล  คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า เนื่องจากอาการปวดหลัง มีสาเหตุจากหลายปัจจัย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหลังแบบไหนเข้าขั้นวิกฤต ในเรื่องนี้ข้อมูลจากโรงพยาบาลเอสสไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย พบอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถระบุได้ว่า อาการปวดเกิดจากอะไร บางครั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เช่นกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ปวดหลังรุนแรงจนต้องเข้าพบแพทย์ ซึ่งการหาสาเหตุของอาการ ปวดหลังนั้นมีหลายวิธีการตรวจด้วยเครื่อง X-ray และ MRI เป็นวิธีการหาสาเหตุที่แม่นยำและตรงจุด เพราะจะทำให้เห็นว่าข้างในร่างกายของเรามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ที่พบจะเกิดจากหมอนรองกระดูก สันหลังปลิ้นกดทับเส้นประสาท,โพรงไขสันหลังตีบแคบ ข้อกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือ กระดูกสันหลังคดรวมถึงโรคอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง

การตรวจด้วยเครื่อง MRI จะต้องใช้ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กแรงสูง เพื่อให้ปลอดภัยต่อการ  ใช้งาน และด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคนิคของการออกแบบเครื่อง MRI ทำให้พื้นที่ของการสแกนแคบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัดและเกิดภาวะกลัวที่แคบได้ ทั้งนี้ การตรวจด้วยท่านอนอาจไม่พบความผิดปกติของรอยโรคในบางกรณี

ปัจจุบันเครื่อง MRI ที่มีอยู่ทั่วโลก ประมาณ 90% เป็นแบบอุโมงค์ ซึ่งต่างจากเครื่อง MRI แบบยืนที่มีจำนวนไม่มาก แต่ที่โรงพยาบาลเอส สไปน์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ได้  เล็งเห็นประโยชน์ของเครื่อง MRI แบบยืน จึงนำมาใช้ในการตรวจผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและตรงจุด แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะกลัวที่แคบ

ที่ผ่านมา โรงพยาบาล เอส สไปน์ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง 7 ปี ผ่าตัดผู้ป่วยกระดูกสันหลังไปมากกว่า 12,000 เคส เพราะให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือทางการแพทย์อย่างมาก เพราะเมื่อมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมการงานของแพทย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยทางโรงพยาบาลให้ความ สำคัญในการเลือกใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยี ในการรักษาก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับผู้ป่วยเป็นหลัก

นอกจากนี้ การหาข้อมูลการรักษาที่ถูกต้อง การพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จึงเป็นทางเลือกอีกวิธีหนึ่งที่จะทำคุณได้ทราบถึงสาเหตุของการรักษา การทำ X-ray และ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการปวดหลัง อย่างตรงจุด พร้อมวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้ คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ เหมือนกับการออกจากลูปของความเจ็บปวด ที่ช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิต ได้อย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดกลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณอีกต่อไป ทั้งนี้ ผู้มีปัญหาปวดหลังเรื้อรัง สามารถสอบถามเพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่โทร. 02 034 0808

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที  รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย

เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หนึ่งในชนิดที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงคือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF  ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจล้มเหลว ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผศ.นพ. ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ 

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF คืออะไร

ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ เลือดอาจคั่งค้างอยู่ในหัวใจห้องบนและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง อาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

ลักษณะสำคัญของโรคนี้ คือบางรายหัวใจอาจเต้นเร็ว บางรายหัวใจเต้นช้าหรือแรงสลับเบา ซึ่งแตกต่างจากการเต้นของหัวใจปกติอย่างชัดเจน

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมีหลากหลาย เช่น ความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจตามอายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ เบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นเวลานาน

อาการที่พบบ่อย : ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่บางรายอาจมีอาการ เช่น ใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เวียนศีรษะ หน้ามืด แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่ม หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด

ทำไมโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF ถึงอันตราย

ความเสี่ยงสำคัญของโรคนี้คือ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไปราว ๆ 5 เท่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมาก

การวินิจฉัย : แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสุขภาพ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ในบางรายอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ การตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงร่วม

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน : การรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาจประกอบด้วย การใช้ยาควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ การใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ควบคุมจังหวะหัวใจให้ปกติ ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยวิธีนี้เป็นขั้นตอนแรกได้ โดยไม่จำเป็นต้องลองรักษาด้วยยาก่อนก็ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสควบคุมให้จังหวะหัวใจปกติได้ถึง 80-90% โดยเฉพาะเมื่อรักษาในระยะแรกๆ ของโรค และเป็นการรักษาที่มีแผลเล็ก ระยะพักฟื้นสั้น ความเสี่ยงในการภาวะแทรกซ้อนน้อยเพียง 1%

ดังนั้น หากสังเกตว่าตนเองและคนรอบข้างว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกิ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

สสส.ผนึกกำลังจัดฟุตซอล ‘NO-L CUP 2026 สมุทรปราการ’ ขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ ป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่

สสส.ผนึกกำลังจัดฟุตซอล 'NO-L CUP 2026 สมุทรปราการ' ขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ ป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่

สสส.ผนึกกำลังจัดฟุตซอล ‘NO-L CUP 2026 สมุทรปราการ’ ขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ ป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.27 น.

สสส. ผนึกกำลังภาคีรัฐ–เอกชน จัดฟุตซอล “NO-L CUP 2026 สมุทรปราการ” ขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ ป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่ ผลวิจัยชี้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง จังหวัดสมุทรปราการ มีพิธีเปิดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนชายรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี รายการ “SDN FUTSAL NO-L CUP 2026” รอบชิงแชมป์จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศผู้ว่าราชการจังหวัด และคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศเพื่อชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีขบวนพาเหรดจากวงโยธวาทิตโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ นำทัพนักกีฬา 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจาก 24 ทีม เข้าสู่สนามแข่งขัน “ฟุตซอลขึ้นห้าง” ณ คอนเวนชั่นฮอล์ ชั้น 6 ท่ามกลางความสนใจของผู้ปกครอง ครู และเยาวชนในพื้นที่จำนวนมาก

นางสาวชนกนันท์ รักษาสนธ์ นักบริหารโครงการอาวุโส สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการใช้ “กีฬา” เป็นเครื่องมือสร้างเสริมสุขภาวะ ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการสร้าง ระบบนิเวศสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วมที่ทำให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ปลอดภัย ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

ขณะเดียวกัน หน่วยงานราชการในจังหวัดสมุทรปราการได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชิงบูรณาการ นำโดย นางนรินทร์รัชต์ สีแก้วน้าใส ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับนายแพทย์เศกสิทธิ์ เสงี่ยมศักดิ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมใจผลักดันให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัย” ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดทุกประเภท เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรคุณภาพ

ด้านข้อมูลเชิงวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรพันธ์ พรมฉลวย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ ได้นำเสนอผลการศึกษาสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มนักกีฬาฟุตซอลเยาวชน พบว่าพฤติกรรมเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 อัตราการสูบบุหรี่ลดลงเหลือร้อยละ 1.5 จากร้อยละ 5.0 ในปี 2567 และการดื่มสุราลดลงเหลือร้อยละ 3.5 จากร้อยละ 11.0 ในปี 2567 สะท้อนว่าการจัดกิจกรรมกีฬาควบคู่การรณรงค์เชิงนโยบายสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายธิติ ภัทรสิทธิกฤษ ฝ่ายประเมินผลของสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.ส่วนกลาง) กล่าวว่า การทำงานขับเคลื่อนพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคประชาชนกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ในการรณรงค์ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบูรณาการการทำงานร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นฐานสำหรับออกแบบกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะให้สอดคล้องกับช่วงวัยและบริบทพื้นที่ อันจะช่วยลดช่องว่างการทำงานและสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาเยาวชนสมุทรปราการให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”  สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยเพื่อเด็กปฐมวัย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.22 น.

ไดกิ้น เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับมาตรฐานสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ พร้อมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

โครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” จังหวัดนครราชสีมา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในมิติสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ โดยสมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับภาคเอกชน อย่าง “ไดกิ้น” เพื่อรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ขณะที่สภาพอากาศภายนอกทำให้ไม่สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดต่อจากการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดล้วนกระทบต่อสุขภาพ พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว

ภายในพิธีรับมอบโครงการ ได้รับเกียรติจาก บัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนฝ่ายบริหารเป็นประธานในงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับมาตรฐาน “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ให้เกิดการใช้งานจริงและสามารถดูแลต่อเนื่องได้ในพื้นที่ นอกจากการรับมอบพื้นที่ต้นแบบแล้ว กิจกรรมยังถูกออกแบบให้เป็นเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ภาพรวมการจัดการคุณภาพอากาศในอาคาร ไปจนถึงแนวนโยบายและเกณฑ์การรับรองห้องปลอดฝุ่น เพื่อให้ครู ผู้ดูแล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจหลักคิด วิธีปฏิบัติ และการติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ

คาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของไดกิ้นว่า บริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบ “อากาศที่ดี” ในระดับโลก และในประเทศไทยได้ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมมาอย่างยาวนาน ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรมด้านอากาศ ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air – สร้างอากาศดีเพื่อคุณ” ซึ่งให้นิยามของอากาศที่ดีไว้มากกว่าความเย็นสบาย แต่ต้องเป็นอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่ต้องเติบโตและเรียนรู้ในช่วงวัยสำคัญที่สุดของชีวิต

เพื่อให้ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” เป็นมากกว่าห้องเรียนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ โครงการต้นแบบในจังหวัดนครราชสีมา จึงเน้นการวางระบบบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการการหมุนเวียนอากาศ การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ไปจนถึงการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อนอากาศจากภายนอกจะเข้าสู่ห้องเรียน โดยติดตั้งระบบระบายอากาศควบคู่กับระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยกรอง PM2.5 และมลพิษจากภายนอก พร้อมสนับสนุนการระบายอากาศให้เหมาะสมกับพื้นที่ปิดที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นเวลานาน อีกทั้งเสริมด้วยระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังและบริหารจัดการได้ต่อเนื่องในระยะยาว

“การส่งมอบคุณภาพอากาศที่ดีจำเป็นต้องเดินควบคู่ “ความยั่งยืน” โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero Emissions by 2050) และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนสามารถยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสุขภาพของเด็กและเยาวชน และในมิติการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม”

ท้ายที่สุด “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ที่หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้ามาศึกษาแนวทางการออกแบบ การติดตั้ง การดูแล และการติดตามผลของระบบคุณภาพอากาศภายในอาคารได้จริง เพื่อขยายผลสู่ศูนย์เด็กเล็กและสถานศึกษาอื่น ๆ ต่อไป โดยไดกิ้นพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ ท้องถิ่น และภาควิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคารที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเอื้อต่อการเติบโตของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน  ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

หลักทรัพย์บัวหลวงขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน ชวนทำดี”

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.18 น.

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการหยิบยื่นความช่วยเหลือในระยะสั้น แต่คือการปลูกฝังจิตสำนึกจากคนในองค์กร เพื่อส่งต่อพลังงานบวกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทจึงเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน 3 กลยุทธ์สร้างการมีส่วนร่วม ได้แก่ บัวหลวงชวนรู้ ชวนแบ่งปัน และชวนทำดี ซึ่งร้อยเรียงความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึก รวมไปถึงการสร้างโอกาสแห่งการแบ่งปันในหลากหลายรูปแบบ และการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในทุกมิติ

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “องค์กรของเราเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากคนในองค์กร เมื่อพนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วม ทุกๆพลัง จะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนและขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง” 

การสร้างการมีส่วนร่วมเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงบทบาทของภาคองค์กรและพนักงาน ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผ่าน “บัวหลวงชวนรู้” เพื่อต่อยอดสู่ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน” ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ควบคู่กับการให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม และขยายผลผ่าน “บัวหลวงชวนทำดี” เน้นการลงมือทำ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม

ในปี 2568 หลักทรัพย์บัวหลวง ได้เริ่มต้นปีด้วยกิจกรรม “บัวหลวงชวนรู้ ธุรกิจหลักทรัพย์ กับ ESG & UN SDGs” ในการสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อธุรกิจและการลงทุน โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นและถี่ขึ้น ส่งผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวม ความรู้ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสนับสนุนการทำงานของพนักงาน แต่ยังนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการส่งมอบความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านบัวหลวงชวนแบ่งปัน

ในมิติสิ่งแวดล้อม หลักทรัพย์บัวหลวงทำงานอย่างต่อเนื่องในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยหลัก 3Rs – Reduce Reuse Recycle – ลดใช้ ใช้ซ้ำ และหมุนเวียนกลับผ่านการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง โดยในปี 2568 บริษัทจัดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ “บัวหลวงชวนรู้ เศรษฐกิจหมุนเวียน จากขวดสู่ขวด (Bottle to Bottle)”  เชิญผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมพลาสติกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้และการจัดการพลาสติก นำสู่ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน ปฏิทินเก่าเราขอ” นำปฏิทินเก่าไปผลิตสื่ออักษรเบรลล์ และ “บัวหลวงชวนแบ่งปัน ส่งต่อรอยยิ้มให้น้อง” แบ่งปันของขวัญปีใหม่ที่ได้รับส่งต่อเป็นของขวัญวันเด็กให้เด็ก ๆ ที่ขาดแคลน และยังสร้างโอกาสในการลงมือทำจริงกับ “บัวหลวงชวนทำดี แยก(ขยะ)เพื่อพี่ไม้กวาด” และ “Workshop: Trash to Treasure” ให้พนักงานได้ลงมือทำและเห็นศักยภาพการแปรรูปขยะให้กลายเป็นของใช้ ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม

ตลอดปี 2568 หลักทรัพย์บัวหลวง ยังขยายขอบเขตความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกิจกรรม “บัวหลวงชวนรู้ ธรรมชาติเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน” เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศกับคุณภาพชีวิต พร้อมจัด “บัวหลวงชวนทำดี Workshop: Mini Forest in a Bottle” ให้พนักงานสร้างพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ บนโต๊ะทำงานด้วยสวนขวดที่จำลองระบบนิเวศไว้ในขวดแก้วขนาดเล็ก

นอกจากนี้หลักทรัพย์บัวหลวงยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่าน “บัวหลวงชวนทำดี ท่องเที่ยวเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมเสริมสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง” พาพนักงานเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวิถีชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ควบคู่กับการออกกำลังกายด้วยการเดิน ลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม และกระชับความสัมพันธ์ในหมู่พนักงาน

กิจกรรมทั้งหมดในปี 2568 นี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของพนักงานทุกระดับภายในองค์กร ที่มาพร้อมพลังความร่วมมือ มุ่งมั่นพร้อมจะเรียนรู้ แบ่งปัน จับมือทำดีไปด้วยกัน ทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญ มีส่วนช่วยขับเคลื่อนองค์กรและสังคมไทยก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 17 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.31 น.

●● ฝรั่งเรียกว่า “MOMENT-OF-TRUTH” เมื่อวันตัดสิน-ตัดเชือกมาถึง รก.นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็สามารถแสดงความเป็นผู้นำนำทัพภูมิใจไทยเข้าครองพื้นที่ได้หลายเขตทั่วประเทศด้วยจำนวน สส.พรรคเกือบ200 เสียง นี่เป็น MAGIC NUMBER ที่ใครๆก็แสวงหาเพราะท่านสามารถผนวกกับพรรคการเมืองขนาด “กลาง” อีกเพียงพรรคเดียวก็ตั้งรัฐบาลเองได้อย่างสบายใจ…ต้องยอมรับว่าท่ามกลางแฟ็คเตอร์มากมายผู้ลงคะแนนเสียงยุคนี้มีความตื่นตัวสูงมากแสดงออกเป็นตัวเลขเบื้องต้น 65% บ้างเดินทางข้ามจังหวัดทั้งนี้เพื่อไปออกเสียงเลือกตั้ง สำหรับบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมก็ยังรักษาสิทธิตามกำหนดการ อาทิดร.วิรุฬ เตชะไพบูลย์เกริกชัย ซอโสตถิกุล,พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้วนวลพรรณ ล่ำซำและ ช่วงระวี กรรณสูต

●● ฝ่ายประเทศญี่ปุ่นก็มีเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกับไทย ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามความคาดหมายกล่าวคือเกิดผล “แลนด์สไลด์” ในฝั่งของนายกฯซานาเอะ ทาคาอิจิ โดยได้ 315 จาก 456 ที่นั่งนับเป็นสถิติใหม่ของญี่ปุ่น ทำให้ท่านนายกฯสามารถผลักดันนโยบายและกฎหมายสำคัญที่แถลงไว้ ประการแรกคือนโยบายเศรษฐกิจแพ็กเกจกระตุ้นและลดภาษี ประการถัดมาสำคัญมากที่สุดคือความมั่นคงโดยเฉพาะงบด้านกลาโหม ซึ่งในเวลาต่อมาคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นHEAD-ON-COLLISION กับประเทศจีน ดังที่นายกฯ ทาคาอิจิ เคยกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับความมั่นคงของไต้หวันที่ทำให้จีนถึงกับประท้วงรุนแรงมาแล้ว ถึงจุดนี้ บารอนเนส อยากจะฝากคอมเมนต์ไว้ให้ผู้อ่านคิดดูเอาเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน นับว่าน่าสนใจมาก ญี่ปุ่นเองในอดีตเคยปกครองไต้หวันเป็นเวลานานเกือบร้อยปี แต่ดูประหนึ่งได้ปฏิบัติอย่างมีเมตตากับชาวไต้หวันมาตลอด ปัจจุบันนี้ชาวไต้หวันส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีมากกับญี่ปุ่นพวกเบบี้บูมเมอร์ก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีพอๆ กับภาษาจีนส่วนพวกเจน Y+Z ก็จะนิยมอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างออกหน้า… แต่พอกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวไต้หวันกลับยืนกรานไม่ขอร่วมสังฆกรรม แม้จะมาใช้กำลังหักหาญก็ขอสู้ถึงที่สุด…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ ธนิษฐา มณีโชติ ในการจากไปของ ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา พิธีสวดพระอภิธรรมจัดขึ้นระหว่าง 16-21 ก.พ. 18.30 น. ณ ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาสโดยเจ้าภาพประสงค์เก็บศพไว้ก่อน เพื่อรอกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพต่อไป…

●●พรทิพย์ สาริกบุตร กำลังกังวลกับโรคความดันโลหิตสูงของเธอ เพราะต้องผ่าตัดตาต้อกระจกเร็วๆ นี้…ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี…

●● เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้ว จุไรรัตน์ลิ่วเฉลิมวงศ์ บินไปญี่ปุ่นเพื่อพา พี่พอ ปณัติ พร้อมบุตรสาว-บุตรเขย ดร.นิรัญชาดร.ปติ พุทธวิบูลย์ ไปเที่ยว ฮากุบะ หมู่บ้านสกีระดับโลก ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือในจ.นากาโน ขึ้นชื่อหิมะนุ่มฟู วิวภูเขาสวยงามเคยจัดโอลิมปิคฤดูหนาว 1998 ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางสกี กิจกรรม…

●● ส่วน วันชัยลิ่วเฉลิมวงศ์ มี พชรพชร์ หลานตาและบุตรสาววันทิตา ดูแลใกล้ชิด จนกว่ามารดาจะกลับ…

●● เมื่อวันแห่งความรัก 14 ก.พ.ที่ผ่านมาวรรษมน เสาวคนธ์เสถียร หนึ่งในศิษย์รักแมสคอม มช.รหัส 27 มีเวลาว่าง ชวนสามีถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร ที่คุ้นเคย ไปเยี่ยมเยือนรศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ ที่บ้านสวน ศรีราชาชลบุรี และพาไปรับประทานอาหารมื้อกลางวันร้านอร่อยริมทะเลศรีราชาพร้อมดื่มไวน์ พูดคุยสดชื่นคลายเหงา !!…●●

บารอนเนส

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ 'ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง'

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง’

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.56 น.

นิทรรศการ “ครูส่องศิษย์ ศิลป์ส่องทาง” เป็นการรวบรวมผลงานและองค์ความรู้ทางศิลปะ ทั้งของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินรับเชิญ ศิลปินผู้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ รวมถึงผลงานศิลปะบูรณาการกับศิลปินหลากหลายกลุ่ม มาจัดแสดง ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศิลปะไทยร่วมสมัย โดยได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522 ผลงานนามธรรมของท่านสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านการผสมผสานเทคนิคจิตรกรรมไทยประเพณีกับเทคนิคศิลปะตะวันตก โดยยึดโยงกับพุทธปรัชญาและรากฐานทางวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดความหมายผ่านการใช้สี เส้น รูปทรง และสัญลักษณ์ เพื่อสื่อถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และมิติทางสังคมวัฒนธรรมอย่างลุ่มลึก

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ในการสร้างสรรค์ผลงาน และกว่า 54 ปี ในบทบาทครูศิลปะของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้สร้างเมล็ดพันธุ์มากมายจากการส่งต่อแรงบันดาลใจ และมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะแนวคิดควบคู่กับการสร้างสรรค์งานศิลปะ นิทรรศการนี้เป็นการรวบรวมผลงานและองค์ความรู้ทางศิลปะ ทั้งของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินรับเชิญ ศิลปินผู้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ รวมถึงผลงานศิลปะบูรณาการร่วมกับศิลปินหลากหลาย ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม ศิลปินศิลปาธร ศิลปินในสถาบันการศึกษา ศิลปินอิสระ ศิลปินรุ่นเยาว์ รวมถึงลูกศิษย์ เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การบูรณาการดังกล่าวก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมุมมองทางการสร้างสรรค์ ส่งผลต่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปะและการทำความเข้าใจพลวัตของศิลปะไทยร่วมสมัยในมิติต่างๆ อันสะท้อนคุณค่าของศิลปะที่มีต่อสังคม และการอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน     

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม – 8 มีนาคม 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น.

สอบถามข้อมูลติดต่อ

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน ‘Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026’

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน 'Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026'

เปิดม่านมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย สยามพารากอน จับมือ ททท. และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดงาน ‘Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026’

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.58 น.

สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งในใจคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ธนาคารกสิกรไทย เปิดม่านเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” ยกทัพการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากจากประเทศจีนมามอบความวิจิตรตระการตาใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย และเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากซูเปอร์สตาร์แดนมังกร “จู เจิ้งถิง” (Zhu Zhengting) ที่บินลัดฟ้ามาอวยพรแฟนๆ ชาวไทย ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

พิธีเปิดงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รับเกียรติจาก อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวคำอวยพรเนื่องในวันตรุษจีน โดยมี ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ และ มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตื่นตาตื่นใจด้วยการแสดงชุดพิเศษ “ระบำต้อนรับตรุษจีน” จากประเทศจีน และ “ระบำอาชาศรีสยาม” จากประเทศไทย ที่สื่อถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีนหาชมยาก 4  คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน  


และไฮไลต์ที่หลายคนรอคอย คือการปรากฏตัวของ “จู เจิ้งถิง” (Zhu Zhengting) ศิลปินชื่อดังของจีน ที่มาร่วมอวยพรตรุษจีนให้แฟน ๆ ชาวไทยมั่งมีศรีสุขรุ่งเรืองตลอดปี พร้อมมอบโชว์พิเศษเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน T-Pop ชั้นนำของไทย ทั้ง Better Weather และ ต้าห์อู๋ พิทยา ที่มอบความสุขสร้างความประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศตระการตาของโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างเรืองรอง ทั่วพาร์ค พารากอน 

งาน “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ยกขบวนความบันเทิงมามอบความสุขความรุ่งโรจน์รับปีม้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยชั้นนำที่หมุนเวียนมามอบความสนุก ณ พาร์ค พารากอน และ แฟชั่น ฮอลล์ โดยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เพลินไปกับ HERS และ MEAN Band, วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 

พบกับ 2Ectasy Jeffy Kakagoesbackhome และ Slapkiss, วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สนุกกับ SERIOUS BACON และ Klear ส่งท้ายวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับ Wanyai และ OABNITHI (โอบนิธิ) โดยพร้อมกันนี้ สยามพารากอนยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมเสริมมงคล และความมั่งคั่งในพื้นที่ต่างๆ อีกมากมาย อาทิ 

• ตื่นตากับผลงานอาร์ต อินสตอลเลชั่น “The Fortune Guardians” ภาพสิงโตคู่ในจังหวะและลีลาแห่งการเฉลิมฉลอง โดย สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ ที่มีผลงานร่วมกับแบรนด์นานาชาติ 
ที่เปลี่ยนพื้นที่ โซนจีเวล และ คาสเคด ชั้น M ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งงานศิลป์รับปีใหม่จีน เปรียบเสมือนการเปิดประตูต้อนรับพลังงานดี เชื้อเชิญให้โชคลาภและความเบิกบานหลั่งไหลเข้ามาและ
แผ่ขยายไปสู่ผู้คน 

• นิทรรศการประติมากรรมโดย คุณเหริน เจ๋อ ประติมากรชาวจีนผู้โดดเด่นด้วยการหลอมรวมรากวัฒนธรรมตะวันออกเข้ากับมุมมองร่วมสมัยระดับสากล จนเกิดเป็นผลงานประติมากรรมที่ทรงพลัง เปี่ยมการเคลื่อนไหว และสื่อสารคุณค่าเชิงปรัชญาตะวันออกผ่านวัสดุร่วมสมัยอย่างกลมกลืน นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2569  บริเวณ Glass Wall ชั้น M 

• NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต เปิดพื้นที่ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยคอนเซ็ปต์อบอุ่นหัวใจ 
“Let Good Things Grow : Lucky in Love, Lucky in Green” ชวนทุกคนมาส่งต่อพลังบวกผ่านการดูแลตัวเอง การเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง และการเติบโตไปพร้อมโลกใบนี้ ผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟและ
เวิร์กชอปที่ร่วมสมัย สนุก เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกวัย และชวนเติมเต็มช่วงเวลาพิเศษที่ NEXTOPIA ด้วยเมนูดีต่อใจและดีต่อโลก ท่ามกลางบรรยากาศและเสียงเพลงสุดโรแมนติก พร้อมให้คุณแฮงค์เอาต์ยาวได้ถึงเที่ยงคืน

• สำหรับสายมูผู้ใจบุญ มูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ชวนตรวจเช็คดวงชะตารับปีมะเมียในงานพยากรณ์เพื่อการกุศล “สิริวัฒนาพยากรณ์ เพื่อคนพิการ” กับ 40 นักพยากรณ์ชื่อดัง 
ซึ่งเชี่ยวชาญในหลากหลายศาสตร์พยากรณ์ ตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น 2 (ฝั่งนอร์ท) เวลา 10.30-19.00 น. โดยสามารถซื้อบัตรพยากรณ์ได้ที่งานในราคา 400 บาท  

นอกจากประสบการณ์เหนือระดับในทุกพื้นที่ เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน สยามพารากอน ยังเอาใจนักช้อป  ด้วยโปรสุดพิเศษ  “A Prosperous Chinese New Year 2026” ตั้งแต่วันนี้ –  22 กุมภาพันธ์ 2569  มอบส่วนลดสูงสุด 50% ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ ช้อปครบตามเงื่อนไข รับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON จากพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ มูลค่ารวมสูงสุด 1,700 บาท พร้อมสิทธิพิเศษช้อปน้อยกว่าแลกรับของรางวัลที่สยามพารากอน สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย สมาชิก ONESIAM รับเพิ่ม ONESIAM Coin 4 เท่า เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือแบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD  

และยังมี โปรโมชั่นพิเศษ  “LUCK WITH LOVE”  ตั้งแต่วันนี้  – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ช้อปครบ ตามยอดที่กำหนด แลกรับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON จากพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ มูลค่ารวมสูงสุด 31,800 บาท พร้อมรับเพิ่มรวมสูงสุด 1,550 ONESIAM Coins เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย พิเศษช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับเพิ่มอั่งเปา (บัตรกำนัล/บัตรส่วนลด จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ) สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสะสมสูงสุด จากร้านค้าลักซ์ชัวรี่ที่ร่วมรายการ รับทองคำหนัก 2 บาท มูลค่า 149,500 บาท (ราคา ณ วันที่ 26 มกราคม 2569) เมื่อมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป 

ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเปล่งประกายความรุ่งโรจน์รับปีมะเมีย กับงาน  “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” ได้ที่ สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ติดตามรายละเพิ่มเติมได้ที่ FB: SiamParagon 

#SiamParagon #SiamParagonCNY2026