ตาโปน ตาแห้ง ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนอาจรู้จัก โรคไทรอยด์” จากอาการน้ำหนักขึ้นลงผิดปกติ หัวใจเต้นแรง หรือเหนื่อยง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า ไทรอยด์ยังส่งผลต่อดวงตาได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการตาโปน หนังตาบวม หรือแม้กระทั่งการมองเห็นเปลี่ยนไป โรคตาโปนจากไทรอยด์ หรือ Thyroid Eye Disease (TED) คือปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบชีวิตประจำวันได้

ไทรอยด์ขึ้นตาคืออะไร

แพทย์หญิง ภาวินี อมรพันธางค์ แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สาขาจักษุวิทยาTED โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบลูกตาและเนื้อเยื่อในเบ้าตาเกิดการอักเสบ บวม และมีพังผืดตามมา จนเกิดอาการ “ตาโปน” หรือ “ตาอักเสบ” ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ disease)

สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตา

แม้ยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาการไทรอยด์ขึ้นตา สามารถเกิดจากปัจจัยดังนี้ เกิดร่วมกับโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติไทรอยด์ขึ้นตา มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และการสูบบุหรี่

อาการของโรค

เปลือกตาบวม แดง แสบตา ตาแห้งผิดปกติ น้ำตาไหลตลอดเวลา เห็นภาพซ้อน ตามัว ตาเข ตาเหล่

ในรายที่อาการรุนแรงมาก อาจสูญเสียการมองเห็น

แนวทางการรักษา

การรักษาไทรอยด์ขึ้นตามักรักษาควบคู่กับไทรอยด์เป็นพิษ โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ 1.รักษาแบบประคับประคองอาการ  ใช้น้ำตาเทียม น้ำยาหยอดตา หรือเจลเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง แสบเคือง 2.การใช้ยาในระยะอักเสบ  ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในช่วงที่มีการอักเสบรุนแรง เพื่อลดอาการบวมและกดภูมิคุ้มกัน   3.การผ่าตัดในระยะโรคคงที่ เช่น ผ่าตัดลดความดันในเบ้าตา (orbital decompression) สำหรับผู้ที่ตาโปนมากหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ และการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ควบคุมปัจจัยที่กระตุ้นอาการของโรค งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ การรักษาไทรอยด์ขึ้นตาไม่ใช่แค่เรื่องของยา หรือการผ่าตัด แต่เป็นการจัดการโรคอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมระดับฮอร์โมน ดูแลสุขภาพดวงตา ไปจนถึงการปรับพฤติกรรม หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและมองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

สงสัยหรือต้องการปรึกษาอาการทางสายตา สามารถติดต่อนัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง ชั้น 3 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร. 02 836 9999 ต่อ *3621-2

‘ไทรอยด์ขึ้นตาตาแห้งตาโปน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:03 น.

ในขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังเปิดให้ประชาชนเข้าชมวัดพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส (แต่ผู้เขียนขอสารภาพโดยตรงว่ายังไม่ได้ไปชมวัดพระแก้ววังหน้า  แต่ยืนยันว่าจะต้องไปชมอย่างแน่นอน แล้วจะกลับมาเล่าถึงความงดงามวิจิตรให้คุณผู้อ่านได้ทราบ) 

วัดพระแก้ววังหน้าอยู่ในเขตของวังหน้า หรือสถานที่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ที่มีความสำคัญ เพราะในสมัยโบราณวังหน้าคือผู้ที่ทรงเป็นพระราชอนุชาของพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น วังหน้าจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ซึ่งอาจจะมีความละม้ายคล้ายคล้ายคลึงกับวังหลวง แต่ด้วยพระราชสถานะแล้ว วังหน้าอาจกระตัวให้ทัดเทียมกับวังหลวงได้ 

เมื่อพูดถึงวังหน้า หลายคนอาจไม่เคยทราบว่ามีอาณาบริเวณมากน้อยเพียงใด จึงขออนุญาตบอกเล่าให้ทราบโดยสังเขปคือ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บริเวณทั้งหมดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ พระนคร และบางบริเวณของท้องสนามหลวง 

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันวันนี้ คือห้องจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อาทิ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ และภายในพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งภายในวังหน้า โดยแต่ละสถานที่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุโดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามหมวดหมู่ อาทิ พระราชอาสน์ พระแท่นที่ประทับ รวมถึงศาตราวุธ เครื่องดนตรีไทย และหัวโขน เป็นต้น 

สำหรับพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และจุดเด่นที่สำคัญของพระที่นั่งองค์นี้คือลายจิตรกรรมฝาผนัง รวมถึงดาวเพดานที่ประดับภายในพระที่นั่ง 

แต่หากจะพูดถึงสิ่งปลูกสร้างที่ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบันก็มีดังต่อไปนี้ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ หมู่พระวิมานหรือพระราชมณเฑียร พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอัคราภิเษก และพระที่นั่งเอกอลงกฎ พระตำหนักแดง เก๋งนุกิจราชบริหาร 

การจัดแสดงโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ฯ อาจไม่เปิดให้ชมทุกอาคาร เนื่องจากบางอาคารอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง แต่ถึงกระนั้นก็ยังขอแนะนำและเชิญชวนให้คุณไปชมความวิจิตรอลังการของงานศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดิน ภายในพิพิธภัณฑพระสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

สกู๊ปพิเศษ : จัดตั้ง ‘HOTNET’ ปูพรมสร้างผู้เชี่ยวชาญ รับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:01 น.

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางพลังงาน “เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” และ “เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก” (Small Modular Reactor: SMR) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญของโลก ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านองค์ความรู้และบุคลากร เพื่อรองรับการประเมิน วิจัย และกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าวตามมาตรฐานสากล

ด้วยเหตุนี้ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จึงได้เป็นแกนนำบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม รวม 13 หน่วยงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จัดตั้ง “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology : HOTNET) โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความจำเป็นเร่งด่วน ทำไมไทยต้องมี HOTNET?

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด

ไม่ว่าทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศในอนาคตจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด “บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ” คือหัวใจสำคัญที่สุด การจัดตั้ง HOTNET จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ ผ่านการสร้างเครือข่ายฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ไทยก้าวทันเวทีโลก

บทบาทสำคัญของ สทน. ในฐานะฟันเฟืองหลัก

ภายใต้เครือข่าย HOTNET สทน. ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็น “หน่วยงานแกนกลาง” ที่นำองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเครือข่ายความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย สทน. จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงลึก การแลกเปลี่ยนนักวิจัย รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมต่อเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์อย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักวิชาการ

พลังเครือข่าย 13 องค์กรพันธมิตร

การขับเคลื่อน HOTNET เกิดจากการรวมพลังของ 13 หน่วยงานชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ 1.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) 4.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ 5.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี 6.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 7.กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) 8.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 9.บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด 10.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 11.สมาคมสโมสรพนักงานทีโอที 12.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 13.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

“การผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งของไทย ในการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ เพื่ออนาคตทางพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของประเทศ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

HOTNETพลังงานสะอาดยศชนันวงศ์สวัสดิ์วชสกู๊ปพิเศษสทนอว.

Bigo Live เปิดเวทียกย่องครีเอเตอร์ชั้นนำ ผู้ขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบระดับโลก

29 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

 บีโก้ ไลฟ์ (Bigo Live) แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งระดับโลก เปิดเวทียกย่องครีเอเตอร์ชั้นนำในภูมิภาค ณ งาน ‘Thailand Mid-Year Gala 2026’ ซึ่งจัดขึ้นที่ RARIN Bangkok ท่ามกลางมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศไทย งานกาล่าครั้งนี้รวบรวมครีเอเตอร์ เอเจนซี และผู้นำชุมชนหลายร้อยคนจากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค มาร่วมยกย่องความสำเร็จและผลงานของครีเอเตอร์ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“งานกาล่าครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญสำหรับคอมมูนิตี้ครีเอเตอร์ที่มีความหลากหลายของเรา ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทอย่างน่าประทับใจแก่ผู้ชมทั่วโลก” ตัวแทนจาก Bigo Live ประจำประเทศไทย กล่าว “ครีเอเตอร์คือหัวใจสำคัญในความมุ่งมั่นของ BIGO LIVE ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก มีชีวิตชีวา และปลอดภัยสำหรับทุกคน พวกเขากำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วยการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นโอกาส พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้ผ่านความสัมพันธ์ที่จริงใจ เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนเส้นทางของครีเอเตอร์เหล่านี้ และจะเดินหน้าสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดกว้างและครอบคลุมสำหรับทุกคนต่อไป”

งานกาล่าครั้งนี้ยังถูกถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการของ Bigo Live เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมหลายล้านคนจากทั่วโลกได้เข้าร่วม มีปฏิสัมพันธ์ และร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อม ๆ กับครีเอเตอร์คนโปรดแบบเรียลไทม์

ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันตระการตา ซึ่งผสมผสานนาฏศิลป์ไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ตลอดค่ำคืน ผู้เข้าร่วมงานยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงจากครีเอเตอร์ของ Bigo Live ได้แก่ BIGO ID: anoli1, BIGO ID: blackjack6666 และ BIGO ID: 1064256800 ที่มาร่วมถ่ายทอดความสามารถและความคิดสร้างสรรค์บนเวที

ในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ ครีเอเตอร์และเอเจนซีชั้นนำของ Bigo Live ได้รับการยกย่องจากผลงานและการมีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศครีเอเตอร์ที่มีชีวิตชีวาของแพลตฟอร์ม โดยมีการถ่ายทอดบรรยากาศและช่วงเวลาสำคัญของงานทั้งจากบนเวทีและแบบออนไลน์ผ่านการไลฟ์สตรีมบนแอป Bigo Live (TH Official) รวมถึงบัญชีทางการของ Bigo Live บน Facebook (BIGO Live Thailand) และ YouTube (@BigoLiveThailand) โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลมีดังนี้  Top Creator: HQ TOP 1 VJ Galaxy, BIGO ID: Pukkardjade และ Top Agency: AUGUST

ร่วมเฉลิมฉลองการเติบโตของครีเอเตอร์ประเทศไทย

ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดครีเอเตอร์ที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงขับเคลื่อนจากชุมชนชุมชนผู้ใช้งานที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งแกร่ง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ Bigo Live ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตดังกล่าว ด้วยการมอบเครื่องมือ โอกาส และการเชื่อมต่อสู่ผู้ชมทั่วโลกก 

เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลของตนให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

แม้งาน Thailand Mid-Year Gala จะเป็นงานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญประจำปีของแพลตฟอร์ม แต่ Bigo Live ยังคงเดินหน้าสนับสนุนครีเอเตอร์ไทยตลอดทั้งปี ผ่านโครงการเพื่อชุมชนและแคมเปญท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ครีเอเตอร์ Bigo Live และชุมชนได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ผ่านกิจกรรมไลฟ์สตรีมแบบอินเทอร์แอคทีฟและการส่งของขวัญเสมือนจริง เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาผู้ชมทั้งในประเทศและทั่วโลก

Bigo Live ยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์ไทยที่มีความหลากหลาย ด้วยการมอบแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และสร้างสรรค์ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถแสดงศักยภาพและความสามารถ สร้างคอมมูนิตี้ที่มีความหมาย และเชื่อมต่อกับผู้ชมทั่วภูมิภาคและทั่วโลก ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bigo Live สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ https://www.bigo.tv/show/  สามารถดาวน์โหลด บีโก้ ไลฟ์ ได้บน App Store และ Google Play

BigoLive

ทันโลกทันเหตุการณ์ แพทยสภา : การใช้ยาหยอดตาอย่างปลอดภัย และถูกวิธี

29 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

หลายคนอาจคิดว่าแค่ ‘หยอดยา’ คงไม่ซับซ้อนอะไร แต่ในความเป็นจริง ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ยาไม่ได้ผล หรือบางครั้งอาจเกิดอันตรายกับดวงตาได้

ดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่บอบบาง การรักษาโรคทางจักษุหลายโรคต้องพึ่งพายาหยอดตาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น โรคต้อหิน โรคตาแห้ง โรคตาอักเสบ หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อที่ดวงตา

ยาหยอดตาที่ใช้ในปัจจุบันมีประเภทใดบ้าง

ยาหยอดตาสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามการใช้งาน ได้แก่ ยาขยายม่านตา ใช้งานโดยจักษุแพทย์ขณะตรวจตา,ยาลดอาการตาแดง เป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ถ้าหากใช้บ่อยเกินไปจะทำให้ตาแดงมากกว่าเดิม

,น้ำตาเทียม ที่ใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะตาแห้ง, ยาลดอาการคัน หรืออาการแพ้, ยาชาเฉพาะที่ ต้องใช้ในห้องตรวจหรือห้องผ่าตัดเท่านั้น ห้ามนำมาใช้เอง, ยาปฏิชีวนะ สำหรับรักษาการติดเชื้อ, ยาลดความดันตา สำหรับรักษาโรคต้อหิน

,ยาสเตียรอยด์ สำหรับรักษาการอักเสบรุนแรง โดยต้องใช้ภายใต้การดูแลใกล้ชิด

“ยาทุกชนิดมีข้อดีและข้อควรระวัง การเลือกใช้ต้องเหมาะกับโรค และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เสมอ”

ทำไมต้องหยอดยาหยอดตาให้ถูกวิธี

ถ้าหากวิธีหยอดไม่ถูกต้อง อาจทำให้สูญเสียยาที่ควรจะออกฤทธิ์เต็มที่ ไปเกือบครึ่ง ส่งผลต่อผลการรักษาได้ หรือบางครั้งอาจไหลลงคอ ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ใจสั่น หรือ หายใจลำบาก

ขั้นตอนการหยอดยาหยอดตาที่ถูกต้อง

ขั้นตอนก่อนการใช้ยา : อ่านฉลากยา หรือคำแนะนำของแพทย์ให้ดีก่อนใช้เสมอ ใช้ยาหยอดตาให้ถูกต้องทั้งเวลา และวิธีการหยอด ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตา ถ้าหากใส่ contact lens แนะนำให้ถอดออกก่อน ยกเว้นจักษุแพทย์แจ้งว่าไม่ต้องถอดออก

เตรียมยา เขย่าขวดถ้าฉลากระบุไว้ โดยเฉพาะยาบางชนิดเป็นสารแขวนลอย สามารถสังเกตได้ที่ข้างขวดยาจะมีคำว่า “Suspension”  เปิดฝาโดยอย่าสัมผัสบริเวณหัวขวดยา

***ยาหยอดตาชนิดแขวนลอยคือยาหยอดตาที่ตัวยาจะไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกันแต่จะกระจายเป็นอนุภาคเล็กๆลอยในน้ำ มีความสำคัญคือก่อนใช้งานต้องเขย่าเพื่อให้ตัวยากระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่กองที่ก้นขวด

ขั้นตอนหยอดยา : เตรียมท่าทาง เอนศีรษะ มองขึ้นบน ใช้นิ้วดึงเปลือกตาล่างเป็นกระพุ้งเพื่อรองรับหยดยา

ถือขวดห่างตา 1–2 ซม. ระมัดระวังไม่ให้ขวดสัมผัสตาหรือเปลือกตาโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคปนเปื้อนในขวดยา จากนั้นหยอดเพียง 1 หยด หลับตาค้างไว้ กดหัวตาเบา ๆ 1–2 นาที เพื่อป้องกันยาไหลลงคอ  เช็ดส่วนเกินที่บริเวณขอบตาออกขณะหลับตา ด้วยกระดาษสะอาด ถ้ามียาหยอดตาหลายชนิด ต้องเว้นระยะเวลา 3–5 นาทีระหว่างยาแต่ละตัว  การเก็บยาในตู้เย็น ให้สอบถามจักษุแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนว่าสามารถแช่เย็นได้หรือไม่

ล้างมือเสมอหลังหยอดยาหยอดตา

เล่าเสริม**:

สำหรับคนที่กลัวการหยอดตา หรือเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถลืมตาขณะจะหยอดยาได้ สามารถหยอดยาไว้ที่หัวตา โดยระมัดระวังไม่ให้ขวดยาโดนเปลือกตาหรือผิวหนัง แล้วค่อยลืมตาให้ยากลิ้งเข้าไป กระพริบตา 2-3 ครั้งเพื่อให้ยากระจายทั่วๆ

มีอุปกรณ์ช่วยหยอดตา สำหรับคนสูงอายุที่มือสั่นหรือยกแขนลำบาก หรือสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหยอดยาเองได้จริงๆ ทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยเล็งหยดยา หรือช่วยให้ลืมตาได้ขณะหยอดยา

ยาหยอดตาประเภทที่เป็นขี้ผึ้งสามารถใช้วิธีในการหยอดแบบเดียวกับยาน้ำ แต่ควรใช้ตามแพทย์สั่งและ ใช้หยอดเป็นชนิดสุดท้ายหลังจากหยอดยาชนิดอื่น

ข้อควรระวัง ในการใช้ยาหยอดตา

อย่าใช้ยาที่หมดอายุ หรือเปลี่ยนสีไปจากเดิม ยาหยอดตาปกติมีอายุประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต เนื่องจากสารป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคอาจหมดอายุ แต่หลังจากทำการเปิดใช้ยาหยอดตาแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน รวมถึงควรเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้องตามชนิดของยา อย่าใช้ยาร่วมกับผู้อื่นเนื่องจากอาจมีการติดเชื้อได้

อย่าใช้ผิดขวด (เช่น ยาหยอดหูแทน) อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง โดยเฉพาะยาต้อหิน ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น แสบตา ตาแดงมาก หรือการมองเห็นเปลี่ยน → รีบมาพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

หยอดยามากกว่า 1 หยดจะดีกว่าไหม? → ไม่จำเป็นเนื่องจากดวงตาดูดซึมยาได้เพียงแค่ 1 หยดหากหยอดเกินทำให้เสียยาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

เก็บยาในตู้เย็นได้ไหม? → ยาบางชนิดได้ ถ้าแพทย์หรือเภสัชบอกว่าเหมาะ

เด็กเล็กหยอดยาต่างจากผู้ใหญ่ไหม? → ใช้หลักการเดียวกัน แต่ต้องมีผู้ใหญ่ช่วย

สรุปและฝากข้อคิด

“ดวงตาเป็นหน้าต่างของชีวิต และเป็นอวัยวะที่บอบบางมากครับ การใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธี คือหนึ่งในวิธีดูแลรักษาดวงตาให้แข็งแรงและปลอดภัย

จำไว้เสมอว่า…ล้างมือก่อน – หยอดถูกวิธี – กดหัวตา – รักษาความสะอาด เพียงเท่านี้ ยาหยอดตาก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยถนอมสายตาของเราได้ครับ

โดย นพ.เอกชนก วัชรปัญจมาศ และ นพ.วิชญ์ ธรานนท์

ดัชมิลล์ จับมือ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เดินหน้าแคมเปญ “ดัชมิลล์ DO ดี ทำสิ่งดีๆ ให้คนไทยสุขภาพดี

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:14 น.

กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตในประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับ เครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เปิดตัวโครงการ “ดัชมิลล์ DO ดี ทำสิ่งดีๆ ให้คนไทยสุขภาพดี” เดินหน้ารณรงค์ให้คนไทยเปลี่ยนจาก “ความตั้งใจดี” มาเป็นการ “ลงมือทำจริง” (DO) ผ่านการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างสมดุล โดยเริ่มต้นจากการดูแลสมดุลของลำไส้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญของสุขภาพโดยรวม

ปัจจุบันคนไทยต้องเผชิญกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบและความกดดันรอบด้าน จากสถิติพบว่ากว่า 7 ใน 10 ของคนไทยเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และกรุงเทพฯ ยังติดอันดับ 5 ใน 100 เมืองที่ประชากรทำงานหนักที่สุดในโลก ซึ่งความเครียดสะสมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหารและทำลายสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ จนนำไปสู่ปัญหาระบบย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกันตก และส่งผลย้อนกลับมาทำให้อารมณ์ลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมาในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่า ‘สุขภาพที่ดี’ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้น แต่ควรเป็นสิ่งที่เราสร้างและดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว หรือแนวคิด Longevity และ Health span ที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ดร.วรรัตน์ ฉายสว่างวงศ์ ผู้จัดการนวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และวิจัย กลุ่มบริษัทดัชมิลล จึงนำ Dutch Mill DR-1 โพรไบโอติก SHOT โยเกิร์ตพร้อมดื่ม มาเป็นหนึ่งในตัวช่วยหลักของแคมเปญ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นและพัฒนาโดยทีมนักวิจัยของดัชมิลล์ รีเสิร์ช ที่ผสานโพรไบโอติก 3 สายพันธุ์ เสริมด้วยพรีไบโอติก อินูลิน (Inulin) และ ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

โครงการ “ดัชมิลล์ DO ดี” ยังได้รับความร่วมมือจากทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจาก เครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ในการจัดทำสื่อและกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและสมดุลลำไส้ เพื่อส่งต่อข้อมูลที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแก่ผู้รับบริการ ณ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โดยกิจกรรมจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

ในงานเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทดัชมิลล์ พร้อมด้วย พีท – กันตพร หาญพาณิชย์ และ แก้มบุ๋ม – ปรียาดา สิทธาไชย ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ร่วมเปิดโครงการและส่งต่อแนวคิด “DO ดี” เพื่อชวนคนไทยเริ่มต้นลงมือทำสิ่งดีๆ ให้กับสุขภาพของตัวเองในทุกวัน

ผู้ที่สนใจเริ่มต้นดูแลสุขภาพและใส่ใจสมดุลลำไส้ไปพร้อมกับโครงการ “ดัชมิลล์ DO ดี” สามารถพบกับ Dutch Mill DR-1 โพรไบโอติก SHOT พร้อมโปรโมชั่นพิเศษได้แล้ววันนี้ที่ 7-Eleven ทุกสาขา ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าชั้นนำใกล้บ้าน บูธกิจกรรมภายในโรงพยาบาลเกษมราษฎร์  และสาวดัชมิลล์ สาวดีไลท์ทั่วประเทศ

เพราะการมีสุขภาพที่ดี ไม่ได้เกิดจาก “ความตั้งใจ” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นได้จากการ ลงมือทำ หรือ DO ในทุกวัน

DutchMillดัชมิลล์DOดีสุขภาพดีดูดีเริ่มต้นที่การลงมือทำเรื่องดีดีเกิดขึ้นได้เมื่อเราช่วยกันDO

ททท. เปิดตัว E-Guide Book “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน” ชูแนวคิด ROOT ON THE ROCK เปลี่ยนสุราชุมชนเป็นหมุดท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมนำร่องยกระดับ Gastronomy Tourism ผ่าน 5 เส้นทางทั่วไทย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:03 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยด้วยเสน่ห์แห่งรสชาติและวิถีชีวิต ผ่านโครงการ Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน ภายใต้แนวคิด ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น พร้อมเปิดตัวคู่มือนำเที่ยวฉบับออนไลน์ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเป็นคู่มือพานักเดินทางไปสำรวจท้องถิ่น เพื่อสัมผัสกับอรรถรสการกินและดื่มในแต่ละภูมิภาคของไทย

คู่มือท่องเที่ยว ฉบับ ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น ถูกออกแบบให้ทันสมัยและสามารถเป็นผู้ช่วยตัวจริงของนักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้ต้องการเพียงปักหมุดไปร้านอร่อยหรือร้านดังเท่านั้น

แต่ต้องการมอบประสบการณ์ที่พิเศษยิ่งกว่า อย่างการสัมผัสเรื่องราวและทราบถึงที่มาของรสชาติเหล่านั้น ผ่านการสำรวจท้องถิ่น ค้นพบแหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนพบปะกับผู้รังสรรค์หรือต่อยอดอัตลักษณ์ของรสชาตินั้นด้วยตนเอง

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวเชิงอาหารและเครื่องดื่ม (Gastronomy Tourism) ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความอร่อย  แต่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y-Z ยังแสวงหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ของรสชาติอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย ซึ่งททท. เล็งเห็นว่าสุราชุมชนนั้นเป็น Cultural Asset ที่สะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาซึ่งมีคุณค่าของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน จึงหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวของโครงการนี้”

“สำหรับการจัดทำ E-Guide Book ของโครงการ Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน เราตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวที่พิเศษและลึกซึ้ง ทั้งการสัมผัสวิถีชุมชนและผู้คน ทำความรู้จักวัตถุดิบท้องถิ่น เรียนรู้กรรมวิธีการหมักและกลั่นสุรา ตลอดจนการจับคู่อาหารที่ปรุงด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นกับสุราชุมชนอย่างร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจาก เชฟมารังสรรค์ร่วมกับทางชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถตามรอยไปพบกับรสชาติที่มี เรื่องเล่าได้อย่างแท้จริง” นายอภิชัยกล่าวเสริม

E-Guide Book ฉบับนี้นำเสนอ 5 เส้นทางท่องเที่ยวนำร่อง ได้แก่

  1. เส้นทาง จ.จันทบุรี (ภาคตะวันออก): แกะรอย “สุราเทวะ” จากวิถีดั้งเดิมของชาวชองชนเผ่าที่ปกปักรักษ์ผืนป่าเมืองจันท์ พร้อมเปิดมิติแห่งรสชาติอาหารตามฤดูกาลที่ร้าน RARIN – รริน
  2. เส้นทาง จ.สงขลา–พัทลุง (ภาคใต้): พบกับ “เมรีรัญจวน” สุรากลั่นจากน้ำตาลโตนด เสน่ห์ชีวิตบนคาบสมุทรสทิงพระ และอาหารปักษ์ใต้ร่วมสมัยโดย Chef Top × ร้าน Beastlab Hatyai
  3. เส้นทาง จ.สกลนคร (ภาคอีสาน): สัมผัส “สุราออนซอน” จากช่อดอกมะพร้าว พิธีเหยาของชาวภูไท พร้อม ลิ้มลองสเต็กเนื้อท้องถิ่นโดย Chef เปอร์ × ร้าน House Number 1712
  4. เส้นทาง จ.สุพรรณบุรี (ภาคกลาง): ดื่มด่ำบรั่นดีขาวเมล่อนคราฟต์ “เนภา” ล่องเรือตามรอยนิราศสุพรรณ นั่งอีแต๊กชมทุ่ง และถ่ายทอดรสชาติสุพรรณโดยคุณปอม ร้านชาณา
  5. เส้นทาง จ.น่าน (ภาคเหนือ): เจาะลึกการกลั่น “สุราอัสดง” เยือนสวนมะแขว่น พืชสมุนไพรกลิ่นหอมเผ็ดซ่า และเปิดประสบการณ์รสชาติโดย Chef แซ็ค แห่ง ZAC TA-RY

ททท. ขอเชิญชวนนักเดินทางร่วมออกไปสัมผัสเรื่องเล่าในขวดแก้ว และค้นพบเสน่ห์ของเมืองไทย ในมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย พร้อมติดตามคู่มือท่องเที่ยว โครงการ Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน ภายใต้แนวคิด ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น ได้ทางช่องทางออนไลน์ของโครงการ Facebook Page: Root on the Rock  รินรสเล่า เคล้าวิถีถิ่น / Instagram: Root on the Rock  รินรสเล่า เคล้าวิถีถิ่น และสามารถดาวน์โหลดคู่มือท่องเที่ยว ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า เคล้าวิถีถิ่น ได้ที่ bit.ly/RootontheRock

ททท. ชวนคนทำงานเปิด “Leave Mode” กับโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก”

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

20260820_aw

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ได้ทั้งรีชาร์จตัวเอง และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน และสังคม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ จัดทำโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก” เพื่อชวนคนวัยทำงานปรับมุมมองการใช้วันลาพักร้อนให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Regenerative Tourism: Leave a Positive Impact” หรือการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ไม่เพียงลดผลกระทบจากการเดินทาง แต่ยังสร้างผลเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น และสังคม

โครงการนี้ชวนพนักงานออฟฟิศ คนทำงานในองค์กร กลุ่ม Gen Y–Z รวมถึงองค์กรภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ มอง “วันลา” เป็นโอกาสในการพักใจ เติมพลัง และออกเดินทางอย่างมีจุดหมาย ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ช่วยฟื้นฟูทั้งตัวผู้เดินทางและพื้นที่ปลายทาง สอดคล้องกับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Work–Life Balance, Purposeful Living, Employee Well-being และกิจกรรมที่สร้างคุณค่าต่อสังคม

ภายใต้แนวคิด “Leave with Purpose” โครงการออกแบบการเดินทางที่เปลี่ยน “การลา” ให้เป็น “พลังในการฟื้นฟู” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Rest for Self การพักและชาร์จพลังกายใจ, Restore for Planet การมีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศชุมชน และ Return Value การมอบสิ่งดี ๆ คืนสู่สังคม ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ททท. ได้ร่วมกับบริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (DMC) และนักออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู 5 Special Routes ที่ผสาน Employee Well-being, CSR / ESG Engagement และ Regenerative Tourism เข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถใช้เป็นเครื่องมือดูแลพนักงาน สร้างความผูกพันในทีม และต่อยอดแนวทางด้าน ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้เป็นมากกว่าการพัก

5 Special Routes ประกอบด้วย

Ocean Healing — ทะเลเยียวยาใจ จ.กระบี่ เส้นทางที่ชวนผู้เดินทางฟื้นพลังจากทะเล พร้อมเรียนรู้และมีส่วนร่วมดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

Forest Retreat — เปิดโหมดพัก ฟังเสียงตัวเองในธรรมชาติ จ.นครราชสีมา เส้นทางที่ชวนคนทำงานพักจากหน้าจอ ลดความเร่งรีบ และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมอาบป่า Silent Walking ปลูกป่า และเวิร์กช็อปงานศิลปะในชุมชน

Culture Revive — คราฟต์ปลุกใจ เติมไฟสร้างสรรค์ จ.เชียงรายเส้นทางที่ชวนออกจาก Routine เดิม ไปสัมผัสงานคราฟต์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ได้แค่ “ชม” แต่ได้ “ลงมือทำ”

Community Giving — อาสาปันสุข ปลุกพลังผู้ให้ จ.ราชบุรี เส้นทางที่ชวนคนทำงานเปลี่ยนวันลาเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรมอาสา การแบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับกลุ่มที่ต้องการการสนับสนุน

Mindful Living — อยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ใช้โลกให้น้อยลง จ.ระยอง
เส้นทางที่ชวนพักใจ ปรับสมดุลชีวิต ใช้ชีวิตให้ช้าลง และเดินทางอย่างใส่ใจ ผ่านกิจกรรม Low-impact เช่น Zero-waste Cooking, Farm-to-Table และกิจกรรมดูแลสุขภาวะอย่างเรียบง่าย

นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชน อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท แมคไทย จำกัด, บริษัท เอสเทค ฟาร์มา จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ในการส่งตัวแทนพนักงานเข้าร่วมเดินทางใน 5 Special Routes ซึ่งเป็นเส้นทางนำร่อง (Pilot Trip) เพื่อร่วมทดลองประสบการณ์และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโปรแกรมให้ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานและองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรจัดทำข้อเสนอพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้คนทำงานเข้าถึงประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายได้ง่ายขึ้น พร้อมกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามรายละเอียดโครงการ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ข้อเสนอพิเศษ และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Take Leave Consciously ลาพัก ไปรักษ์โลก

เพราะวันลาของคุณ…เปลี่ยนโลกได้มากกว่าที่คิด

Leave Modeททท.

ไทยวาโก้ จับมือ มศว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพนิสิต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 12:07 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ภายใต้การจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไปจนถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาด พร้อมส่งเสริมให้นิสิตได้ประยุกต์ใช้ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการร่วมสร้างสรรค์และออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างมืออาชีพ

อีกทั้งภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว. ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตรวมถึงบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมในการมุ่งขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

จากวัสดุรีไซเคิลสู่แฟชั่นอย่างมีสไตล์ “ELLE Recycle Nylon Collection” สะท้อนแนวคิดสวย ใส่ใจโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ELLE (แอล) แบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียม ภายใต้การบริหารและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “ELLE Recycle Nylon Collection” หยิบเอาความร่วมสมัยมาผสานเข้ากับแนวคิด “ELLE Planet Chic” ที่เราเชื่อว่า “ความชิค” สามารถอยู่ร่วมกับ “ความใส่ใจโลก” ได้

เสน่ห์ของคอลเลกชันนี้อยู่ที่การนำเส้นใยไนลอนจากขวดพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Nylon from Plastic Bottles) มาสร้างสรรค์เป็นกระเป๋าแฟชั่นผ่านกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และพัฒนาการใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความคล่องตัว น้ำหนักเบา ทนทาน เหมาะกับการเป็น Everyday Bag ที่สามารถหยิบมาใช้ได้ในหลากหลายโอกาส คงความเป็นดีเอ็นเอของ ELLE ได้อย่างลงตัว

ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “ELLE เชื่อว่าแฟชั่นที่ดีไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่สามารถเดินไปพร้อมกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ จึงเป็นที่มาของคอลเลกชัน ELLE Recycle Nylon Collection” ไอเทมใหม่ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กระเป๋าทุกใบในคอลเลกชันนี้เราเลือกใช้วัสดุไนลอน ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ผ่านการดีไซน์อย่างประณีตเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบต่างๆ มีทั้งทรงTote Bag, Mini Hobo Bag, Backpack และ Bucket Bag น้ำหนักเบา ทนทาน ใช้งานง่าย เพราะเราอยากให้การเลือกกระเป๋าสักใบเป็นมากกว่าเรื่องของแฟชั่น แต่เป็นการเลือกสิ่งที่สวย ใช้ได้จริง และมีความหมายมากขึ้นค่ะ”

ELLE Recycle Nylon Collection จึงสะท้อนอีกมิติของแฟชั่นร่วมสมัยที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวเบื้องหลังของสิ่งที่เราเลือกใช้ ผ่านการผสาน Style, Function และ Sustainability เข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่มองหาแฟชั่นที่สวย และสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจโลก เพราะแฟชั่นที่ดี อาจไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราเลือกใช้ในแต่ละวัน แต่ยังสะท้อนถึงสิ่งที่เราเลือกให้ความสำคัญด้วย

พบกับ “ELLE Recycle Nylon Collection” ไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่  พร้อมใส่ใจโลกไปพร้อมกัน

ช้อปได้แล้ววันนี้ ที่เคาน์เตอร์ ELLE ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และช่องทางออนไลน์ ICC Shopping, Lazada และ Shopee

#ICCinternational #ELLEThailand #ELLEProductsThailand #ELLEBag #RecycledNylonCollection #ELLEPlanetChic