คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • กราบส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีที่ทรงพระสิริโฉมงดงามที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก เสด็จสู่สรวงสวรรค์ นัอมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้..
  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับมอบโล่เกียรติยศ หลักสูตร ปธพ. ในงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ที่ได้เป็น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ช่วยงาน รมว.คลัง..
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข วาง 5 นโยบาย “สานต่อ วางรากฐาน ร่วมพัฒนา” เพื่อระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน..
  • กิติพล เวชกุล รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิด “โครงการปั่น ปันสุข รำลึกสองมหาราช สืบสานงานต่อตามรอยพ่อ” และปล่อยปลา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จัดโดย สโมสรไลออนส์พิจิตรเมืองคุณธรรรม ร่วมกับ เครือข่ายชมรมเดิน วิ่ง ปั่น ณ บริเวณอาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร..
  • เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร พร้อมเพื่อนๆที่เกิดเดือน ตค. จารุรัตนา จินดาประเสริฐ, พรทิพย์ ฐิรวัฒนวงศ์, พรรณี เลี่ยวไพรัตน์ ไปทอดกฐินวัดไกลกังวล แล้วไปฉลองวันเกิดกันต่อที่หัวหิน..
  • รับเทศกาลกินเจ จรินทร์ทิพย์ ปฐมศักดิ์ ชวนเพื่อนๆ อาทิ ดร.ศรีสุภางค์ มอฤทธิ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์, ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, ธนบดี สวัสดิ์ศรี, นฤมล บุญสนอง,  ไปกินอาหารเจที่เซียงปิงเหลา รร.แกรนด์ไชน่า
  • วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้แทนคณะกรรมการบริหาร มอบเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนโครงการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 35 ปี สทค. โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบ..
  • ชานนท โตวิกกัย สุดปลื้มที่แบรนด์ร้านสะดวกซัก บจ.ลอนดรี้บาร์ ไทย ได้รับเกียรติ จาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มาร่วมในพิธีประกาศความร่วมมือโครงการสินเชื่อ กับ ธนาคาร SMED Bank โดยมี พิชิต มิทราวงศ์ และ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ร่วมแสดงความยินดีด้วย..
  • ดีป้า ส่งเสริม Digital Infrastructure หนุนสถานศึกษาทั่วไทย เข้าร่วมโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future” สร้างการเรียนรู้แห่งอนาคต เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 31 ต.ค. รายละเอียดที่: https://short.depa.or.th/hyMHM..

น้องใหม่

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน ปั้นโมเดลแห่งการให้ ต่อยอดแนวคิดร้านปันกัน สู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ผนึกพลังผู้บริหาร-คนดัง-พาร์ทเนอร์ ร่วมนำของรักของใช้มาแบ่งปันในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยรายได้จากการจำหน่ายร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเท่าเทียมให้เด็กไทย พร้อมส่งเสริมการใช้ซ้ำอย่างรู้คุณค่า สอดรับเป้าหมาย SDGs ตลอดทั้งโครงการมอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 617 ทุน พร้อมเดินหน้าสร้างความสุขให้สังคมอย่างยั่งยืน

นายวุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า จากแนวคิดร้านปันกัน x AssetWise ซึ่งเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปัน ที่แอสเซทไวส์ร่วมกับร้านปันกันโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมแบ่งปันสิ่งของสภาพดีที่ไม่ใช้แล้วมาส่งต่อ แล้วแปรเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนให้แก่เด็กและเยาวชน ล่าสุด บริษัทได้ต่อยอดสู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” พื้นที่แห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยรวบรวมของรักจากผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และศิลปินคนดัง มาจำหน่ายในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยนำรายได้มาร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับเยาวชน พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการเพิ่มคุณค่าของสิ่งของด้วยการใช้ซ้ำอย่างยั่งยืน

ไฮไลท์ของ “AssetWise x PANKAN Showcase” คือการนำของรักของสะสมอย่าง กระเป๋า หมวก เสื้อ เครื่องประดับ ผ้าพันคอ รองเท้า ของเล่น ของใช้จากเหล่าศิลปินและคนดัง อาทิ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, ไบรท์ พิชญทัฬห์, แม่โอ๋-ธนภรณ์ เวชสุภาพร, แอนนา เสืองามเอี่ยม, หมูแฮม โชตินภา, ณิชา พูลโภคะ, พรฟ้า ปุณิกา, ดินสอสี พนิดา, MI Thailand 2025 รวมถึงสาวสวยหนุ่มหล่อจากครอบครัว TPNG และเสื้อกีฬาแรร์ไอเทมที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของนักเตะชื่อดังจากสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด รวมทั้งหมดกว่า 350 ชิ้น มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 18-19 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักช้อปสายบุญและแฟนคลับที่มาร่วมอุดหนุนอย่างคึกคัก พร้อมยังมีจำหน่ายในร้านปันกันสาขาต่างๆ เพื่อสานต่อพลังแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือของแอสเซทไวส์และร้านปันกัน สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งด้านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า และการรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของแอสเซทไวส์ที่ไม่เพียงนำแนวคิดความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจเท่านั้น แต่มุ่งลงมือสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นจริง ผ่านโครงการ “Punn by AssetWise” และ “ร้านปันกัน x AssetWise” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการเติบโตเคียงข้างสังคม

“ร้านปันกัน x AssetWise เกิดจากความตั้งใจของแอสเซทไวส์ที่มุ่งเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน ชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2565 จนเกิดเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปันระหว่างภาคเอกชนและร้านปันกัน โดยเปิดสาขาแรกที่ Mingle Mall รังสิต และต่อยอดมาถึงการจัด Showcase ในครั้งนี้ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันเราสามารถจำหน่ายสินค้าได้ถึง 4,316,917 บาท และเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไปแล้วกว่า 617 ทุน เราเชื่อว่าพลังของการให้นั้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และแอสเซทไวส์จะยังคงเดินหน้าสานต่อการแบ่งปันนี้ต่อไป เพื่อสร้างความเท่าเทียม และความสุขที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” นายวุฒิ กล่าว

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงทั่วโลก การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน จึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในเรื่องของการตรวจคัดกรอง การป้องกัน และการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมเนื่องจากมะเร็งในสตรี หากตรวจพบเร็ว รักษาไว สามารถมีโอกาสหายหรือรอดชีวิตสูง

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงจัดกิจกรรม Cancer Care Fair” (แคนเซอร์ แคร์ แฟร์) ภายใต้โครงการ Central Group Women Cancer (เซ็นทรัลกรุ๊ป วีเม่น แคนเซอร์) – ชวนทำดีช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นมอบให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำหรับการตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งในสตรีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้กับกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วย

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ที่ปรึกษากลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นในการเป็นพลังร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน โดยเฉพาะการเคียงข้างและส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงไทยในทุกช่วงชีวิตผ่านโครงการต่างๆ  ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินโครงการ ‘Central Group Women Cancer’ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ‘เซ็นทรัล ทำ’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งสตรีทั่วประเทศ

เราเชื่อว่าการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและการได้รับกำลังใจในเวลาที่ต้องเผชิญความท้าทายของชีวิต คือสิทธิพื้น ฐานของผู้หญิงทุกคน กิจกรรม Cancer Care Fair จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่ของการระดมทุน แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ‘พลังใจ’ ที่สะท้อนความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งมอบโอกาสในการรักษาและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยได้ก้าวผ่านโรคภัยอย่างเข้มแข็งและมีความหวังอีกครั้ง”

ทางด้าน นพ.สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า “โครงการ Central Group Women Cancer ถือเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพสตรีของโรงพยาบาล โดยช่วยให้สามารถจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งในสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งล้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน

การสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถจัดซื้อ เครื่องตรวจคอลโปสโคป (Colposcopy) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสตรีเชิงป้องกัน โดยเฉพาะสตรีวัย 30 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ทุก 5 ปี เพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้ง แต่ระยะก่อนเกิดโรค และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ความเครียด การสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารไขมันสูง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในสตรีได้ในระยะยาว”

ผู้สนใจยังสามารถร่วมส่งต่อกำลังใจ ผ่านการสมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาในโครงการ Central Group Women Cancer ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ บริจาคออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ Thamdee (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ในสื่อต่างๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือ โอนผ่านบัญชี มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 118-0-58203-1(วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),กล่องรับบริจาค ณ จุดแลกซื้อ จุดประชาสัมพันธ์ จุดชำระเงินในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัลกว่า 491 จุดทั่วประเทศ (ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2568),แลกคะแนน The 1 เปลี่ยนเป็นเงินบริจาคสมทบทุน ผ่านแอปพลิเคชัน The 1 โดย 800 คะแนน = 100 บาท (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568) เพื่อส่งต่อกำลังใจ…ให้ผู้ป่วยมะเร็งสตรี “ต่อสู้…และยิ้มได้อีกครั้ง”

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ในโลกปัจจุบัน การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับจีน   ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นความรู้ที่คนไทยทุกคนควรมี เพราะเกี่ยวข้องสำคัญกับการดำรงชีวิต และการพัฒนา  ตลอดจนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย

รากฐานแห่งอารยธรรม: จากจีนสู่แผ่นดินไทย

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์และก่อนการก่อตั้งประเทศไทย   เมื่อชนชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีน การค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว  ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.337-763)  อาณาจักรฟูนาน (พุทธศตวรรษที่ 6-11)      

ชนเผ่าจ้วง   ไป่เย่ว  ไทเหนือ ไทขาว   ในมลฑลยูนนาน และกวางสีที่มีวัฒนธรรมและพูดภาษาใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นประจักษ์พยานของความเกี่ยวพันระหว่างจีนกับไทยตั้งแต่สมัยโบราณ

อาณาจักรฟูนาน(พุทธศตวรรษที่ 6-11)  เป็นหนึ่งในอาณาจักรแรกๆ ในอินโดจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจักรฟูนานนี้ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลทางการค้าและเทคโนโลยีจากจีนอย่างมาก  ต่อมา อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-19) และ อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับเทคโนโลยีการเกษตร ระบบชลประทาน และงานหัตถกรรมจากจีน  

พ.ศ. 1172-1188   พระถังซำจัง (Xuanzang) เดินทางทางบก ตามเส้นทางสายไหม จากเมืองฉางอัน(ซีอาน) ประเทศจีนไปยังอินเดีย ท่านได้บันทึกถึงดินแดนชื่อ โถ-โล-โป-ตี้  (T’o-lo-po-ti) ที่อยู่ระหว่างพม่า (ชิลิฉาตาหลอ-ศรีเกษตร)   กับกัมพูชา(อิซางป่อหลอ- อิศานปุระ) 

สมัยสุโขทัย: จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1792   ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หยวนของจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการและการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สุโขทัยได้รับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำงานโลหะ และวิธีการเกษตรบางอย่างจากจีน

สมัยอยุธยา: ยุคทองแห่งการค้าและวัฒนธรรม

อาณาจักรอยุธยา ( พ.ศ. 1893-2310 ) เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนเจริญรุ่งเรือง กษัตริย์อยุธยาได้สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ทั้งราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911- 2187)  และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.  2187-2454)    พ.ศ. 1943-1936  สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ คุมกองเรือจีนจากเมืองกวางตุ้ง ไปอินเดียและแอฟริกา  และส่งเรือบางลำเข้ามาที่อยุธยา  แผนที่เดินเรือเจิ้งเหอเรียกสงขลาว่า ซุ่งกูหมา  และเรียกปัตตานีว่า หลงซีเจีย 

ชาวจีนจากมณฑลฟูเจี้ยน และกวางตุ้ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาจำนวนมาก พวกเขานำเทคโนโลยีการผลิต วิธีการค้าขาย และวัฒนธรรมการกินอยู่มาสู่ไทย ชุมชนจีนในอยุธยากลายเป็นกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญ ควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้า    การค้าข้าวสารเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงได้รับความนิยมในตลาดจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จีนประสบภัยธรรมชาติหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำเภาจีนสมัยอยุธยา

ยุครัตนโกสินทร์: ความต่อเนื่องและการปรับตัว

เมื่อมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ รัชกาลที่ 1 ได้สืบทอดนโยบายความสัมพันธ์กับจีนต่อมา การส่งเครื่องราชบรรณาการยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4     ชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นพ่อค้า แต่ยังเป็นช่างฝีมือ เกษตรกร และผู้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา

ยูนนาน: เส้นทางการค้าและวัฒนธรรม

มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่   ชนชาติไท-ไทในยูนนาน เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทยวน มีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทย การแลกเปลี่ยนภาษา ประเพณี และวิธีการครองชีวิตเกิดขึ้นผ่านเส้นทางนี้มาหลายศตวรรษ    ในอดีต มีเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อยูนนาน เมียนมาร์ และไทย เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งเกลือ ชา ไหม และสินค้าอื่นๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างทางรถไฟสายต่างๆ ในประเทศไทย  ช่างฝีมือชาวจีนนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง และการจัดการมาใช้ ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยหินอ่อนอิตาลี กลางกรุงเทพ ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลองสำคัญหลายสาย เช่น คลองภาษีเจริญ  และคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมทางน้ำ

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่

นักลงทุนจีนในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทั้งโรงสีข้าว  โรงเลื่อย  โรงงานแป้งมันสำปะหลัง  โรงงานน้ำตาล   โรงงานผลิตรองเท้า และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ โรงงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่คนไทย

ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: จากอดีตสู่อนาคต

ในปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในแง่การค้าขาย แต่รวมถึงการลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และความร่วมมือในหลายด้าน

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  Belt and Road Initiative”ของจีนได้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าและการพัฒนาที่กว้างขวาง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พวกเขาไม่เพียงรักษาประเพณีจีน แต่ยังเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประเทศอีกด้วย

การเรียนรู้ภาษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา และความร่วมมือทางวิชาการช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย  จำนวนมาก 

การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่เรื่องของความหลังหรืออดีตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวเพื่ออนาคต   

ทางเศรษฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การเข้าใจวัฒนธรรมทางธุรกิจ ประวัติศาสตร์การค้า และความต้องการของตลาดจีนจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีรากฐานจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ การเข้าใจอิธิพลจีนจะช่วยให้เราเห็นความหลากหลายและความสวยงามของเอกลักษณ์ไทย

ทางการเมือง ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ไทยสามารถกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

ทางสังคม ในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเข้าใจและยอมรับรากฐานทางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ตั้งแต่อาหารการกิน ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์พันปีระหว่างจีนกับไทย จะช่วยให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันหรือการขัดแย้ง แต่สามารถเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาร่วมกันได้

โดย อาทร จันทวิมล

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มทีซีซี จัดพิธีน้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัน แบงค็อก ฟอรั่ม เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568

ไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ร่วมใจน้อมถวายความอาลัยด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และเพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศไทยตลอดพระชนม์ชีพ โดยเฉพาะการก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อันเปี่ยมด้วยคุณูปการทั้งในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ราษฎร และในการฟื้นฟูงานศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทย รวมถึงโขนอันวิจิตรบรรจง ให้กลับฟื้นคืนมาเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับสากล ทรงอุทิศพระองค์ในงานด้านสาธารณสุข โดยทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย อีกทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังทรงเคยรับสั่งว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ”

ด้วยสำนึกในน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม พระวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถในทุกด้าน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเสียสละ และความมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยแท้ ดังที่ทรงได้

รับการถวายพระราชสมัญญา “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

นับเป็นวันแห่งความสำคัญและเป็นความทรงจำของชีวิตครั้งหนึ่ง  เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอาคารศรีพัฒน์และศูนย์หัวใจภาคเหนือ ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เป็นวันที่ข้าพเจ้าในฐานะคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้เป็นผู้กล่าวถวายรายงาน รวมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปสําคัญประจําคณะแพทยศาสตร์แด่พระองค์ท่าน

ศูนย์หัวใจของคณะแพทยศาสตร์ ถือเป็นศูนย์หัวใจแห่งแรกในภาคเหนือ ได้จัดสร้างขึ้นโดยข้าพเจ้าได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานเงินจํานวน 150  ล้านบาท ซึ่ง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ทูลเกล้าฯ ถวายให้แก่พระองค์ และพระองค์ได้พระราชทานมาให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงมีต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดพิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง) และร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัลให้แก่จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 275 รางวัล ครอบคลุมทั้งรางวัลจังหวัดขับเคลื่อนท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง รางวัลจังหวัดที่ส่งเสริมพัฒนาการเป็นเลิศ และรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นใน 12 ด้าน อาทิ ด้านโรงเรียน ด้านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชน ด้านการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) และด้านน้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี กล่าวแสดงความยินดีกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัล โดยย้ำว่า โล่รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเท เสียสละ และการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็งต่อไป

ขณะที่ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดี สถ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบรางวัล Local Award จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลจากผลการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment: LPA) และการประเมินท้องถิ่นศักยภาพสูง (High–Potentiated Local Assessment: HPA) เพื่อสะท้อนทั้งกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังมีการมอบรางวัลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลในท้องถิ่นอื่นได้

พิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของท้องถิ่นไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง รางวัลทั้ง 275 รางวัลจึงไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่ยังเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสะท้อนเจตนารมณ์ของกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติต่อไป

-(016)

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม 'ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย' สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรม “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย”สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จังหวัดปทุมธานี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาธรรม พระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั่วแผ่นดิน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมในงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่สะท้อนวิถีชีวิต อันสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ อาหาร สุขภาพ สมุนไพร และวัฒนธรรมไทยอย่างครบวงจร โดยภายในงานนำเสนอการแนวทางการพึ่งพาตนเองของชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” และนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดคุณค่าของอาหาร สมุนไพร และผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย พร้อมกิจกรรมสาธิต และตลาดสินค้าเกษตรจากเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 120 ร้าน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวด้วยความอาลัยว่า  “ในห้วงเวลาที่ปวงชนชาวไทยต่างโศกอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ โดยได้จัดทำนิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการเผยแพร่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตแบบไทยที่ทรงส่งเสริมไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน”

นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” ซึ่งรวมองค์ความรู้เรื่องอาหารไทยที่เปี่ยมคุณค่าและสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาการปรุงสำรับอาหารที่ไม่เพียงอร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ทั้งเมนูอาหารไทยโบราณ อาหารพื้นถิ่น และเมนูสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิม พร้อมกิจกรรมสาธิต “ครัวไทยพอเพียง” ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบปลอดภัยจากเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างสุขภาวะกายใจอย่างยั่งยืน และต่อด้วยนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำในฐานะแหล่งชีวิตและความมั่นคงของชุมชน ผ่านสององค์ความรู้สำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ได้แก่ การแปรรูปปลา และ ศิลปะผ้าย้อมธรรมชาติ ซึ่งผู้มาเข้าชมงานจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจับปลา การถนอมอาหาร การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ปลา ตลอดจนการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น ซึ่งผ้าแต่ละผืนสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนและความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานกับธรรมชาติอย่างงดงาม ในด้าน “ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่า ผ่านลวดลาย สีสัน และเทคนิคการทอที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค พร้อมกิจกรรมสาธิตการย้อมผ้า การสกรีนลายลงผืนผ้า และการประยุกต์ผ้าไทยให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และแรงบันดาลใจผ่านการ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 8 หลักสูตร ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตร “หยูกยา ภูมิปัญญาแผ่นดิน” โดยอาจารย์วินัย สุวรรณไตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ฉะเชิงเทราหลักสูตร “ข้าวญี่ปุ่นบนถิ่นอีสาน” โดยอาจารย์เสกสรรค์ โพธิสาร จาก “พอดีฟาร์ม” จ.อุดรธานี หลักสูตร “เสน่ห์ดอกไม้กินได้” โดยอาจารย์กันตพัฒน์ โภคินวัฒนาทัศน์ จาก “Banhuailuknok Farm” จ.ราชบุรีและหลักสูตร “สี สร้าง สรรค์” โดยอาจารย์อดิศร จันทร์ใด เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สกลนคร เป็นต้น ภายในงานยังเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ กิจกรรมเพาะแจกแลกเปลี่ยน ส่งต่อพันธุ์ไม้เพื่อร่วมอนุรักษพันธุกรรมพืชและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย และตลาดสินค้าจากเครือข่ายชุมชนกว่า 120 ร้านเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมเรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญาไทยตามรอยพระราชดำริ และร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และร่วมทำจิตอาสา การทำริบบิ้นไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชน และร่วมไว้อาลัยด้วยการสวมเสื้อผ้าชุดสุภาพ และทำกิจกรรมน้อมรำลึก โดยการวางดอกไม้หรือพวงมาลัยสีขาว ที่บริเวณโถงอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 1  นิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” ได้ในงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “ข้าวปลา หยูกยา ผ้าไทย” ระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171, 094-649-2333 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.45 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้ง ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดการปฏิบัติงานแบบครบวงจร เมื่อทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านทอผ้าไหม ก็ให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวไหมไปพร้อมกันด้วย บางครั้งเมื่อมีราษฎรมาเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก ก็ต้องทรงงานอยู่ค่ำมืด แต่ก็ทรงเตรียมพร้อมอยู่แล้วโดยที่ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้จำกันว่าเวลาเสด็จฯ ไปไหน จะต้องมีไฟฉายไปในขบวนให้เพียงพอที่จะใช้ส่องเวลาทรงงานและเวลาขบวนเคลื่อนอีกด้วย พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร และทรงงานอยู่จนตีหนึ่งตีสอง จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนัก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2526  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการประกวดผ้าไหมชนิดต่างๆ เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าไหมพื้น เป็นต้น โดยจัดขึ้น ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ผู้ชนะการประกวดในแต่ละประเภทจะได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล นับว่าเป็นการกระตุ้นให้ราษฎรผู้ทอผ้าไหม ได้มีความกระตือรือร้นในคุณภาพของผ้าไหม รักษาลวดลายโบราณ และมีกำลังใจที่จะผลิตงานฝีมือด้านนี้ต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับชาวไทยภูเขาจากจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือเข้าเป็นสมาชิกศิลปาชีพแผนกช่างเงิน ช่างทอง เนื่องจากได้มีชาวไทยภูเขามาขอพระราชทานการช่วยเหลือ เพราะเครื่องเงิน เครื่องประดับแบบชาวเขาของเขาขายไม่คล่อง พระองค์จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พวกเขาเข้าไปฝึกงานที่โรงฝึกศิลปาชีพในบริเวณพระตำหนักภูพิงคราช-นิเวศน์ ทรงแนะนำรูปแบบใหม่ๆ  โดยยังคงไว้ซึ่งลวดลายของเผ่าพันธุ์ให้ทำ จนกระทั่งในขณะนี้งานฝีมือชาวไทยภูเขาที่เป็นสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้ก้าวหน้าไปอย่างมากมาย

ในภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านสานเสื่อกระจูดและเสื่อเตย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการประกวดเสื่อทั้งเสื่อโบราณและเสื่อสานใหม่ โดยพิจารณาลวดลาย การให้สี และความประณีตของฝีมือ

จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราษฎรในพื้นที่อันเป็นป่าไม้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพบตอไม้ถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมาก จึงทรงสนับสนุนให้ราษฎรนำตอไม้เหล่านั้นมาแกะสลักเป็นศิลปาชีพที่งดงามอีกแขนงหนึ่ง หากตอไม้หมดไปก็ให้จักหาวัตถุดิบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มาทดแทน เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติม

ดอกไม้ประดิษฐ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเน้นให้ประดิษฐ์ไทย ๆ เช่น สารภี บุนนาค ปีบ จันทร์กะพ้อ นางแย้ม เป็นต้น เยาวชนรุ่นหลังจะได้รู้จักและชื่นชม วัตถุดิบในการผลิตก็ให้ใช้ของในไทยให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ของต่างประเทศ ดอกไม้ศิลปาชีพจึงเป็นดอกไม้ไทยที่ทำจากของไทย ฝีมือของคนไทย ด้วยใจรักในความเป็นไทย

งานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เจริญก้าวหน้าและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The SUPPORT Foundation of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother

“…ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทย มีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใดคนไทยมีความละเอียดอ่อน และไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้โอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้…”

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532  หลังจากที่ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และทรงนำศิลปหัตถกรรมมาเป็นอาชีพเสริมให้แก่ชาวไร่ชาวนาไทย จนเป็นที่ประจักษ์ถึงผลงานอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรงอุทิศพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’  เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การเป็น “มืออาชีพ” คือเป้าหมายในการทำงานของใครหลายคน แต่เคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งความตั้งใจที่อยากทำให้ทุกอย่างออกมาดี กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ตัวเองทนแทบไม่ไหว ความรู้สึกนี้เองอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังติดอยู่ในภาวะ กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ จนปล่อยวางไม่ลง อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  ชวนคนทำงานมาสำรวจใจและปลดล็อกกับดักนี้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพให้เป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป

“กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ภัยเงียบที่ทำลายใจคนทำงาน

กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ไม่ใช่โรคทางกายภาพ แต่เป็นภาวะทางใจที่คล้ายกับโรคบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Personality Disorder: OCPD) มักเกิดขึ้นกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ ความเป็นระเบียบ และความถูกต้องมากเกินไป รวมถึงผู้ที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูง หรือเติบโตมาในครอบครัวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งอาจได้รับแรงกดดันจากสังคมที่ทำงานซึ่งมีการแข่งขันสูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ดีที่สุด” ตลอดเวลา

เช็กด่วน! คุณกำลังติด “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” อยู่หรือเปล่า

แม้ภาวะ Professionalism Trap จะไม่ใช่โรคที่มีแบบวินิจฉัยชัดเจน แต่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การไม่กล้าพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะกลัวถูกมองว่าไร้ความสามารถ 2) การพยายามวางมาดเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอคือความล้มเหลว 3) ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใด ๆ และ 4) รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์และภาพลักษณ์อยู่เสมอจนกลายเป็นภาระใจ หากพบว่ามีหลายข้อที่ตรงกับตัวเอง อาจถึงเวลาทบทวนว่าความเป็นมืออาชีพที่คุณรักษาไว้ ว่ากำลังช่วยสร้างคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพใจอยู่กันแน่

ซึมเศร้า-วิตกกังวล-ภาวะหมดไฟ ปลายทางของ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน”

สมองของมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่าง Prefrontal Cortex ซึ่งควบคุมเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ กับ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว และความกังวล หากสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ถูกรบกวน สมองจะตอบสนองต่อความผิดพลาดแรงเกินจริงจนรู้สึกว่าความล้มเหลวเล็กน้อยคือเรื่องใหญ่ ส่งผลให้สมองหลั่งสารกระตุ้นความตึงเครียดซ้ำ ๆ จนระบบควบคุมอารมณ์อ่อนแรงลง “ในระยะยาว ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร นักวิชาการ หรือศิลปิน ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องดีพอตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพใจตัวเองทันทีเพื่อป้องกันโรคทางจิตใจที่อาจตามมา” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าว

เมื่อ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” เริ่มทำร้ายคนรอบข้าง

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวว่า “กับดักความเป็นมืออาชีพนอกจากจะทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลกระทบให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน แบบแรกคือการสร้างบรรยากาศความกดดัน เพราะผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักคาดหวังว่าคนอื่นต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่ากับตัวเอง ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเครียด อึดอัด และเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ อีกแบบคือการสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะการกลัวความผิดพลาดอาจทำให้เกิดนิสัยที่ละเอียดเกินจำเป็น เช่น การเช็กงานซ้ำ ๆ หรือถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแม้จะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างความน่ารำคาญให้คนในทีมโดยไม่รู้ตัว”

ปลดล็อก “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ด้วยความเข้าใจตนเอง

การออกจากกับดักความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานของตนเอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเมตตาต่อตัวเอง เริ่มจากการต้องเข้าใจว่าคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจด้วย ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ไกลเกินเอื้อม มาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถ เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มและตอกย้ำว่าเรามีคุณค่าในทุกก้าวที่เดิน

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวเสริมว่า “นอกจากการปรับความคิดแล้ว สิ่งที่คนทำงานควรทำควบคู่ไปด้วยคือการทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) แต่ถ้ารู้สึกว่าความกดดันมันหนักจนรับไม่ไหว ก็อยากให้ลองเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการมาขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลสุขภาพใจอย่างมืออาชีพเช่นกัน”

“การจะเป็นมืออาชีพที่มีความสุขย่อมทำได้ ตราบใดที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้ เพราะความล้มเหลวมันไม่เคยฆ่าใคร มันเป็นแค่บทเรียนให้เราเติบโตขึ้น ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราหมดความน่าชื่นชม คุณยังเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมบูรณ์ ทั้งในวันที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัย หรือมีอาการของ ภาวะ ‘Professionalism Trap’ สามารถขอรัยคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์