ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดวิสัยทัศน์มุ่งมั่นเชื่อมโยงข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ “TRAVEL LINK” ที่จะช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศสามารถ ปรับตัว” รับมือกับการเปลี่ยนแปลง และค้นพบโอกาสใหม่ ๆ จากพลังของข้อมูลยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างเป็นรูปธรรม

ในยุคที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาความรู้สึกหรือประสบการณ์เดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชนหรือ BDI จึงประกาศวิสัยทัศน์เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการพัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ “TRAVEL LINK” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและทุกหน่วยงาน สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง และค้นหาโอกาสใหม่ ๆ จากการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการผู้อำนวยการโครงการพิเศษ TRAVEL LINK กล่าวว่า เป้าหมายของ TRAVEL LINK ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมุ่งทำหน้าที่เป็น ‘คู่คิด’ ที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง  (Data-Driven Decision) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นให้กับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะยาว  ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ในมือจึงเปรียบเสมือนการมีแผนที่และเข็มทิศที่ชัดเจน ช่วยชี้ทิศทางและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้

ทั้งนี้คำว่า Data-Driven หรือ “การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” อาจฟังดูเป็นศัพท์เทคนิค แต่แท้จริงแล้วหมายถึงการบริหารจัดการและตัดสินใจโดยอิงข้อมูลจริง แทนการคาดเดา เช่น โรงแรมหรือธุรกิจท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องคาดการณ์เองว่า “นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจสนใจทริปทะเลใต้มากขึ้นในปีนี้” แต่สามารถใช้ข้อมูลการเดินทางเข้าจังหวัดหรือข้อมูลรีวิวมาวิเคราะห์ได้ว่า “จังหวัดติดทะเลในภาคใต้มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.92% และมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 11.01% จากปีที่แล้ว”(ข้อมูลจากแดชบอร์ดสถิติการเปรียบเทียบผู้เยี่ยมเยือนและรายได้ เทียบระหว่างปี 2568 และ 2567 ช่วงวันที่ 1 มกราคม-30 สิงหาคม) เพื่อปรับแผนธุรกิจให้ตรงตามความต้องการ

TRAVEL LINK จึงมุ่งมั่นรวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวจากหลายแหล่งที่เกี่ยวข้อง  เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลให้กลายเป็น ขุมพลัง ที่ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ได้จริงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้ทันที

“การก้าวสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ถือเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่ก็เป็นโอกาสทองในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันบนเวทีโลก TRAVEL LINK มุ่งมั่นจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง และทำให้ “ข้อมูล” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็น “ไอเดีย” และ “โอกาส” ใหม่ ๆ สำหรับทุกธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว” ดร.อัญชลิสา กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TRAVEL LINK ได้ที่ www.travellink.go.th  หรือทาง Facebook Page: Travel Link และ Line Official Account : @travellink.th

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” และมอบทุนพระราชทานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 ให้แก่นักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วภูมิภาค จำนวน 15 ทุน ณ อาคารศึกษาทั่วไป วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมี ไพฑูรย์ เข็มแข็ง (ศิลปินแห่งชาติ) สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทยโขน-ละคร) ประจำปีพุทธศักราช 2564 เป็นครูผู้ประกอบพิธีคำนับครู พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้กำกับการแสดง ครูผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ผู้ฝึกซ้อม นักแสดงโขน ศิลปิน ทั้งระดับศิลปินชั้นครูและเยาวชน รวมทั้งผู้ปฏิ บัติงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธี

พิธีเริ่มขึ้นเมื่อประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดธูปเทียนบริเวณหน้าศีรษะครูและถวายเครื่องสังเวย จากนั้น ไพฑูรย์ เข็มแข็ง (ศิลปินแห่งชาติ) กล่าวคำบูชาครู อันเป็นพิธีสำคัญ ถือเป็นประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติในวงการนาฏ ศิลป์และ ดุริยางคศิลป์ ก่อนเริ่มทำกิจกรรมแรก รวมทั้งการฝึกซ้อมการแสดงต่างๆ ด้วยพิธีคำนับครูจะเป็นสิริมงคลสำหรับครูอาจารย์ ศิลปิน นักแสดง รวมถึงผู้ที่เข้าร่วมพิธี

ภายหลังจากจบพิธีคำนับครู พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบทุนพระราชทานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 ให้แก่นักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วภูมิภาค ซึ่งคัดเลือกจากนักแสดงที่มีฝีมือ มีความพร้อมในการแสดงโขนฯ โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้คัดเลือกแต่ละกลุ่มสาขา ประกอบด้วย ละครพระ ละครนาง โขนพระ โขนยักษ์ และโขนลิง สา ขาละ 3 ทุน รวมจำนวน 15 ทุน สาขาละครพระ ได้แก่ ฤทัยวรรณ พ่วงพรมมา คณะศิลปะนาฏดุริยางค์,นนทพร โคตะมะ วิทยาลัยนาฏศิลปะเชียงใหม่,นฤภร จันทร์คง คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขาละครนาง ได้แก่ นิตติกาล สุขกลิ่น คณะศิลปะนาฏดุริยางค์,ธนัญญา ใหม่จันดี วิทยา ลัยนาฏศิลป ,กัณฐมณี คำศรี วิทยาลัยนาฏศิลป สาขาโขนพระ ได้แก่ ธีระ พันเชื้อ วิทยาลัยนาฏศิลป ,อิสระพงศ์ อิสระโชติ วิทยาลัยนาฏศิลป ,นัฐพล รักศรี คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขาโขนยักษ์ ได้แก่ สุวิชชา ใจอารีย์ คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ,รัฐศาสตร์ แซ่โอ้ว วิทยาลัยนาฏศิลป ,กลับวัง ยนตรกิจ วิทยาลัยนาฏศิลป สาขาโขนลิง ได้แก่ ฐาปนะ ไทรเกต คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ,ธนกร พินิจ วิทยาลัยนาฏศิลป ,อธิรักษ์ อภิรัตนนันทกุล คณะศิลปศึกษา จากนั้นประธานในพิธีฯ กล่าวให้โอวาทแก่นักแสดงและคณะผู้ปฏิบัติงาน ครูผู้ฝึกซ้อมและนักแสดงทั้งหมดเริ่มทำ การซ้อมการแสดง เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงสำหรับการแสดงที่ยิ่งใหญ่สมการรอคอยของผู้ชม

ผู้แทนนักแสดงโขนฯ รัฐศาสตร์ แซ่โอ้ว นักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป ผู้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน สาขาโขนยักษ์ กล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้ง 3 พระองค์ว่า “ตนมีความปลื้มปิติเป็นล้นพ้นที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการได้รับพระราชทานเป็นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งเขาจะนำเงินพระราชทานที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทางการศึกษาอย่างคุ้มค่าที่สุด และจะตั้งใจเผยแพร่ศิลปการแสดงโขนอันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูงของประเทศไทย ให้เยาวชนรุ่นใหม่และคนทุกเพศทุกวัยได้รับชมอย่างงดงาม อันเป็นการสืบสานแนวพระราชดำริฯ ของทั้ง 3 พระองค์ให้คงอยู่สืบไป”

ขณะที่ นฤภร จันทร์คง คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ผู้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน สาขาละครพระ กล่าวว่า “เพิ่งผ่านรอบคัดเลือกการแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นปีแรก และยังได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการให้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกตื้นตันใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทั้ง 3 พระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในศิลปนาฏยกรรมชั้นสูงของไทย อีกทั้งยังทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนรุ่นใหม่อันเป็นกำลังของชาติได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์การแสดงโขนไว้ให้คงอยู่ในแผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อโขน อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูง ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2561 ว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน สำ หรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในครั้งนี้ เป็นปีที่ 18 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชกรณียกิจในพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ด้วยทรงทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ

สำหรับปี 2568 นี้ การแสดงโขนตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใด ก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใดๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอซึ่งการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน-วันที่ 8 ธันวา คม 2568 ณ หอ ประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ http://www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456 บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท)

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรที่สุ่มเก็บตัวอย่างจาก สถานีตำรวจภูธรอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในรายการ Total Aerobic Microbial Count, Total Combined Yeasts and Mould Count และ Clostridium spp. ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564 นั้น 

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.กล่าวว่า เชื้อจุลินทรีย์ที่ตรวจพบตามรายงานของ อย. ล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค หากได้รับในปริมาณมากหรือสะสมเป็นเวลานาน ตามหลักทางวิชาการสามารถอธิบายไว้ดังนี้ 

– Total Aerobic Microbial Count (เชื้อจุลินทรีย์ใช้ออกซิเจน) เป็นการบ่งบอกถึงปริมาณแบคทีเรียที่สามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน  ซึ่งหากมีจำนวนมากเกินมาตรฐาน อาจสะท้อนถึงความสะอาดของกระบวนการผลิตและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เชื้อเหล่านี้หากสูงเกินมาตรฐานอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังได้

– Total Combined Yeasts and Mould Count (ยีสต์และรา) เป็นการบ่งบอกถึงปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อราและยีสต์ โดยปกติเชื้อราจะมีความสามารถในการสร้างสปอร์สืบพันธุ์ เมื่อมีการสูดดม สปอร์นี้เข้าไป อาจก่อให้เกิดการแพ้ หรือโรคติดเชื้อราในระบบทางหายใจ และเชื้อราบางชนิด สามารถสร้างสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxin) ซึ่งหากสูดดมหรือสัมผัสต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอาการแพ้ หายใจติดขัด หรือในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราที่โพรงจมูกและระบบทางเดินหายใจ

– Clostridium spp. เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและสามารถสร้างสปอร์ที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมและกระบวนการฆ่าเชื้อการตรวจพบเชื้อดังกล่าวยังคงเป็นตัวบ่งชี้ถึง การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการทำความสะอาด การอบแห้ง หรือการฆ่าเชื้อวัตถุดิบก่อนนำมาใช้ผลิต มีบางสายพันธุ์ที่ผลิตสารพิษซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ใกล้ระบบทางเดินหายใจ เช่น ยาดม ก็อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการอักเสบในระบบหายใจได้เช่นกัน

เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย รศ.ดร.ธวัชชัย ได้ออกมาให้ข้อมูลถึง “เทคโนโลยีการฉายรังสี (Irradiation Technology)” ซึ่งเป็นกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมมา รังสีอิเล็กตรอน หรือรังสีเอกซ์ ว่า  การฉายรังสีสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ทั้งสามกลุ่ม และเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิดที่อยู่ในวัตถุดิบที่นำไปผลิต หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนผสมของสมุนไพร หรือกลิ่นและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่องค์การอนามัยโลก (WHO)  รับรองว่า ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและสมุนไพร

ปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มีศูนย์ฉายรังสีมาตรฐานระดับสากล และสามารถฉายรังสีได้ครอบคลุมทุกประเภทรังสี ทั้งรังสีแกมมา รังสีอิเล็กตรอน และรังสีเอกซ์ ตั้งอยู่ที่ เทคโนธานี คลอง 5 จ.ปทุมธานี โดยให้บริการแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสมุนไพร เครื่องสำอาง อาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์ผ่านการฆ่าเชื้อและคงคุณภาพได้ยาวนานยิ่งขึ้น 

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สทน. ขอเชิญชวนผู้ประกอบการสมุนไพรไทยทุกแบรนด์ เข้ารับบริการฉายรังสี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อและปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ” 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  โทรศัพท์: 0 2401 9889 ต่อ 6101 หรือ 6103 เว็บไซต์ : http://www.tint.or.th

-(016)

‘Pet Fair Southeast Asia 2025’ ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

'Pet Fair Southeast Asia 2025' ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

‘Pet Fair Southeast Asia 2025’ ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 ครั้งที่ 4 เปิดฉาก สะท้อนพลังและการเติบโตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งเอเชีย รวมผู้แสดงสินค้ากว่า 450 รายจากกว่า 35 ประเทศ ณ ไบเทค กรุงเทพฯ พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม ความยั่งยืนและความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาค

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 (Pet Fair SEA – งานเพ็ทแฟร์ เซาว์อีสท์ เอเชีย) เปิดประตูต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำธุรกิจจากทั่วโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง งานปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 และได้กลายเป็นเวที B2B ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง ที่มุ่งส่งเสริมโอกาสใหม่ในด้านการผลิตและนวัตกรรม พิธีเปิดอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นแล้ววันนี้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม, ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB), ดร. ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานหอการค้าไทย, รวมถึง Mr. Edwin Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Globus Events และ Mr. Justin Pau ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ในฐานะผู้จัดงาน

นวัตกรรมสินค้าที่สร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

งานในปีนี้ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงสุทธิ 9,500 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ารวม 450 บริษัทจาก 33 ประเทศ และ 10 พาวิลเลียนระดับชาติ ได้แก่ พาวิลเลียนจากประเทศแคนาดา จีน อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในงานนำเสนอครบทุกมิติของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง — ตั้งแต่วัตถุดิบโภชนาการ และสุขภาพ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ โดยราว 60% ของพื้นที่จัดแสดงมุ่งเน้นหมวดอาหารสัตว์เลี้ยง วัตถุดิบ ขนม และการดูแลสุขภาพ, อีก 30% สำหรับผลิตภัณฑ์สุขอนามัย อุปกรณ์ และการกรูมมิ่ง และอีก 10% สำหรับหมวดใหม่ เช่น เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ขนส่งสัตว์เลี้ยง

ปีนี้ยังมีการเปิดตัว Petfood Forum Asia จัดโดย WATT Global Media ซึ่งเป็นเวทีสัมมนาเชิงลึกด้านเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นเพื่อเพิ่มประสบการณ์ทางธุรกิจ งานได้เปิดตัวระบบจับคู่ธุรกิจแบบดิจิทัลใหม่ ช่วยให้ผู้แสดงสินค้าเชื่อมต่อกับผู้ซื้อได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน PetFair SEA 2025 ได้เปลี่ยนสู่รูปแบบ ดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยไม่มีคู่มือแสดงงานแบบสิ่งพิมพ์ ข้อมูลทั้งหมดถูกรวมไว้ในแอปพลิเคชันทางการของงาน

เสียงจากผู้นำอุตสาหกรรมสะท้อนความเชื่อมั่นและทิศทางแห่งอนาคต

ดร. เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการปาฐกถาเปิดงานว่า “อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดในปี 2568 จะสูงถึง 92,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 13% จากปีก่อน และจะทะลุ 100,000 ล้านบาทในปี 2569 การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะผลักดันนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิต และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของอาเซียน”

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมไมซ์คือกลไกแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ งาน Pet Fair SEA คือตัวอย่างที่ชัดเจนของงานแสดงสินค้าที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมต่อพันธมิตรระดับโลก และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็น ‘Global-Asia’s Trusted Gateway’”

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า “มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 อยู่ที่กว่า 92,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน งาน Pet Fair SEA เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และนวัตกรรมระดับโลก เป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย”

คุณจัสติน เปา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท VNU Asia Pacific กล่าวเสริมว่า “Pet Fair SEA เติบโตเกินกว่างานแสดงสินค้า มันคือหัวใจของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งเอเชีย ปีนี้เรารวมบริษัทกว่า 450 แห่งจาก 33 ประเทศไว้ที่กรุงเทพฯ สร้างเวทีที่นวัตกรรมและความร่วมมือมาบรรจบกัน กำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาค”

คุณเอ็ดวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Globus Events Limited กล่าวว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่าย Pet Fair Asia งาน Pet Fair Southeast Asia มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงบริษัทระดับโลกเข้ากับตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตเร็วในเอเชีย ภารกิจของเราคือการเป็นสะพานระยะยาวเพื่อส่งเสริมการพัฒนา ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าภูมิภาคนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกให้สูงขึ้นไปอีกขั้น”

ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมการค้า และผู้แสดงสินค้าระดับนานาชาติ Pet Fair Southeast Asia ยังคงเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของเอเชีย โดยเชื่อมโยงทุกห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบและโภชนาการไปจนถึงค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ สะท้อนถึงพลวัตและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคที่ไม่หยุดยั้ง

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย รายละเอียดเพิ่มเติม เว็บไซต์ http://www.petfair-sea.com

-(016)

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  โดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประ ธานกรรมการ และ คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบเงินจำนวน 500,000 บาท สม ทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจของกองทุนฯ ในการดำเนินการก่อสร้างกำแพงและบังเกอร์บริเวณชาย แดนไทย–กัมพูชา รวมใจช่วยปกป้องอธิปไตยของชาติ บรรเทาทุกข์ และสร้างสุขสู่ชายแดน โดยมี ท่านผู้หญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถา บันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นผู้รับมอบ ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพ มหานคร 

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น” อาการโรคหลอดเลือดสมองที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำให้ขึ้นใจอยู่เสมอ แต่ไม่ได้มีไว้ให้สังเกตตัวเองเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสังเกตคนใกล้ชิดหรือคนที่รัก เพราะยิ่งสังเกตได้เร็ว รักษาได้ไว ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเอาชนะโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

งานวันโรคหลอดเลือดสมองโลกครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากา ชาดไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจคัดกรองแบบครบวงจร และอีกมากมาย แต่ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือ ความรู้ความเข้า ใจที่มีต่อโรคนี้ เพราะงานนี้เสิร์ฟให้แบบจัดเต็ม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจแนวคิดที่ว่า “รู้จักอาการ ไปโรงพยาบาลฉับพลัน มุ่งมั่น ป้องกัน รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง”

วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี คือ วันโรคหลอดเลือดสมองโลก วันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการให้ทุกคนได้รู้เท่าทันถึงโรคนี้ เพราะโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า สโตรก (Stroke) เป็นสาเหตุของความพิการและการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย แต่ถ้ารู้เท่าทัน และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป งานนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและทีมสหสาขาวิชาชีพจึงมาให้คำแนะนำกันแบบไม่มีกั๊ก และที่สำคัญยังได้ฟังเรื่องเล่าวินาทีชีวิตของผู้ที่สัมผัสประสบการณ์ตรงจากโรคนี้

โรคหลอดเลือดสมอง ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย มีโอกาสเป็นได้ทุกคน

“เราเป็นคนออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และอายุแค่สามสิบต้น ๆ ก็รู้สึกว่าโรคหลอดเลือดสมองกับเรามันไกลตัวมาก จนได้มาเจอกับตัวเอง ตอนนั้นสติแตกเลยค่ะ” ตังตัง-นัฐรุจี วิศวนารถ นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถ เปิดใจถึงวินาทีสุดระทึกที่ตนได้ประสบพบเจอโดยตรง “ตอนนั้นหนูพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเนื่องจากปอดอักเสบ รู้สึกปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งพี่พยาบาลเข้ามา หนูเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง พูดไม่ออก สิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ยอมรับเลยว่าร้องไห้หนักมาก แล้วหลังจากนั้นก็ปวดหัวแรงมากจนภาพตัดไปเลย จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย มารู้ทีหลังว่าหลอดเลือดสมองตีบ”

“รู้สึกว่าสโตรกใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วหนูก็ได้รู้ว่ามีหลายคนใกล้ ๆ ตัว ช่วงอายุ 30 – 40 ปี เป็นกันเยอะ ก็อยากจะให้ช่วยสังเกตคนใกล้ตัว และคุณหมอบอกกับหนูว่า Golden Time ก็เป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่ตอนนั้นหนูอยู่ใกล้มือหมอจึงตรวจรักษาได้ทัน แต่สำหรับท่านอื่น ๆ ถ้าเริ่มมีอาการให้ไปโรงพยาบาลทันที ยิ่งเราถึงมือคุณหมอเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น”

Golden Time ช่วงเวลานาทีชีวิต

“4 ชั่วโมงครึ่ง คือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นายแพทย์วสันต์ อัครธนวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เน้นย้ำถึงช่วงเวลาทองในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มโอกาสในการรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม

“อาการต้องสงสัยของโรคหลอดเลือดสมองจำง่ายๆ ก็คือ พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น พูดลำบาก คือ มีอาการพูดผิดปกติ เช่น ลิ้นแข็ง พูดไม่ออก หรือว่าไม่พูดเลยก็มี บางทีทำไมอยู่ดี ๆ ไม่พูดด้วย นึกว่างอน แต่จริง ๆ อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็ได้ ปากตก คือ มีอาการหน้าเบี้ยว มุมปากไม่เท่ากันสองข้าง วิธีทดสอบ คือ ให้ยิ้มยิงฟันหน้ากระจก ดูว่ามุมปากสองข้างเท่ากันหรือไม่ ส่วน ยกไม่ขึ้น ก็คือ มีอาการแขนขาอ่อนแรง ที่สำคัญเมื่อรู้อาการก็จะต้องรีบรักษาให้ทันเวลา เพราะยิ่งเราปล่อยไว้ เนื้อสมองก็จะเสียหายไปเรื่อย ๆ ซึ่งตามมาตรฐานคือ 4 ชั่ว โมงครึ่งนับจากเริ่มมีอาการ นั่นคือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นอกจากนี้ สิ่งที่นายแพทย์วสันต์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ บุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ที่ต้องเป็นเหมือนกระจกสะท้อนอาการเหล่านี้ เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง หรือบางทีไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป

“อาการที่กล่าวมาทั้งหมดบางครั้งคนไข้มักจะไม่รู้ตัว หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนใกล้ชิด คือ บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้สังเกตอาการ ขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา คือถ้าเราเห็นเขา เราก็อาจจะเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเขาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกคนสามารถนำความรู้ในวันนี้ ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ หรือคนใกล้ตัวที่เรารักได้ เพราะการรักษาที่ทันเวลา สามารถลดความพิการได้ บางคนก็สามารถหายเป็นปกติจากโรคนี้ได้เลย”

แม้นวัตกรรมทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถลดความรุนแรงของโรคนี้ลงไปได้ คือ การเริ่มต้นที่ตนเองและการเอาใจใส่ของบุคคลใกล้ชิด เพราะการหมั่นสังเกตอาการเปรียบเสมือนยาขนานเอกชุดแรกที่จะช่วยให้โรคหลอดเลือดสมองนั้นบรรเทาความรุนแรงไปได้ และการรักษาที่ทันท่วงทีก็เปรียบเสมือนเป็นการเสริมเกราะปกป้องคนที่รักจากโรคที่อันตรายถึงชีวิตโรคนี้ได้เฉกเช่นเดียวกัน

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’  พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม  MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

รายการ“ฟังหูไว้หู” ช่อง 9 กด 30 นำโดย อาจารย์วีระ ธีรภัทร และ นุ่น – ชุติมา พึ่งความสุข  ผู้ดำเนินรายการ เชิญชวนผู้ สนใจร่วมเดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายอารยธรรมโบราณ “ทวารวดี” กับกิจกรรมสุดพิเศษ MCOT Road Trip ตามรอยทวารวดี ในเส้นทางประวัติศาสตร์ สุ พรรณบุรี – นครปฐม รับฟังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึกจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ทาง LINE Official : @MCOTEVENT

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

ท่ามกลางเสียงโฆษณาและกลยุทธ์การตลาดที่ถาโถมใส่ผู้บริโภคในแต่ละวัน มีเพียงไม่กี่เสียงที่กล้าแตกต่าง และหนึ่งในเสียงที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย คือเสียงของ “ฝ้าย – ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ฝ้าย ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์” ผู้หญิงที่เลือกจะพูดในสิ่งที่หลายคนไม่กล้าหยิบยก

ผู้บริหารสาวรายนี้คือคนแรกที่ย้ำกับสังคมว่า “คอลลาเจนไม่ได้ทำให้ผิวขาว” กล้าที่จะเตือนว่า “น้ำตาลในผลไม้ก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพ” และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “วิตามิน D3” ที่คนไทยขาดแคลนมานาน เสียงตรงไปตรงมาและจริงใจเหล่านี้ กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ เปลี่ยนมุมมองผู้บริโภค และทำให้ชื่อของเธอถูกจดจำในฐานะ “ผู้ที่เลือกยืนอยู่ข้างผู้บริโภคด้วยความจริงใจ” ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่หวังยอดขาย

จากไวรัลสู่ความสำเร็จที่พิสูจน์ได้

วันนี้ชื่อของ ฝ้าย ศดานันท์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเปิดโปงความจริง แต่ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและความงามของประเทศไทย ภายใต้การนำทัพของ ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในวงการอาหารเสริม คือการยึดมั่นใน “จริยธรรมและความซื่อสัตย์” ผลตอบรับจากผู้บริโภคและความไว้วางใจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความจริงใจสามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนได้ โดยไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดขาย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือปรัชญาธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนไป: “เราไม่ลดคุณภาพเพื่อทำราคาถูก แต่จะทำสูตรที่ดีที่สุด แล้วค่อยกำหนดราคา”

เพราะในมุมมองของผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ออกจาก ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ ไม่ว่าจะเป็น “อาหารเสริมคุณฝ้าย” หรือแบรนด์อื่น ๆ ที่บริษัทมีส่วนในการผลิต ล้วนสะท้อนมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้นสูตรจนถึงการส่งถึงมือผู้บริโภค และทั้งหมดนี้ไม่ใช่สินค้าแฟชั่น แต่คือสิ่งที่ผู้คนเลือกจะรับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต้องปลอดภัยทุกเม็ด ทุกขวด

กว่าที่จะมายืนอยู่จุดนี้ เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฝ้ายเริ่มต้นจากศูนย์ เคยขายสินค้าออนไลน์ด้วยตัวเอง ทำทุกอย่างตั้งแต่หาลูกค้า ตอบแชท ไปจนถึงแพ็กของส่ง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์มาเป็นบทเรียน และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อ

ปี 2019 เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งทีม R&D (Research & Development) ที่รวมผู้เชี่ยวชาญทั้งเภสัชกรไทยและนักวิทยาศาสตร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารเสริมคุณภาพสูง และในปี 2021 CEO Factory Thailand ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าไม่เพียงเป็นผู้ผลิต แต่จะเป็น “ผู้พิทักษ์มาตรฐาน” ของอุตสาหกรรม

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้หลายคนยกย่องว่าเธอคือ “เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย” หรือเป็นที่รู้จักในนามอีกหนึ่งบทบาทว่า ฝ้าย ชะลอวัย  ผู้ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเสริมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย

สิ่งที่ทำให้ซีอีโอคนนี้โดดเด่น คือการนำความรู้ด้าน เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine) มาเป็นแกนหลักในการสร้างแบรนด์อาหารเสริม เธอมีประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ชื่อของฝ้ายยังถูกบันทึกในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ไทยคนแรกที่ได้รับเชิญไปศึกษาการเพาะเลี้ยง สาหร่ายสีแดงแอสต้าแซนธินที่โรงงาน ALGAMO ในยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูง อีกทั้งยังเดินทางไปไต้หวันเพื่อศึกษางานวิจัยด้าน โปรไบโอติกส์คุณภาพสูง ประสบการณ์ระดับนานาชาติทั้งหมดนี้ ถูกนำกลับมาผสานกับการทำงานภายในประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารเสริมไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

ในวันที่หลายแบรนด์เลือกใช้ทางลัดเพื่อทำกำไร ฝ้ายกลับเลือกเส้นทางที่ยากกว่า — เส้นทางที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เธอไม่ลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อแบรนด์ดัง หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เช่น การออกมาเปิดเผยปริมาณน้ำตาลในคอลลาเจน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้คนไทยตระหนักมากขึ้นว่า สิ่งที่รับประทานเข้าไปอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นบนฉลาก

ผู้บริหารสาวมักย้ำกับทีมงานว่า “หน้าที่ของเราคือทำให้มั่นใจว่าผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่สิ่งที่ขายดีที่สุด” และพิสูจน์คำพูดนั้นด้วยการลงมือทำจริงในทุกขั้นตอน

สำหรับใครหลายคน ความสำเร็จคือยอดขาย แต่สำหรับ ฝ้าย ศดานันท์ ความสำเร็จคือการได้เห็นผู้บริโภคมั่นใจว่าพวกเขากำลังเลือกสิ่งที่ปลอดภัยและได้ผลจริง ทุกยอดขายไม่ใช่เพียงกำไร แต่คือสัญญาณว่ามีใครบางคนในสังคมกำลังมีสุขภาพที่ดีขึ้น

เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางจากศูนย์สู่การเป็นซีอีโอ แต่คือบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทุนมหาศาล แต่ต้องเริ่มจากเจตนาที่แท้จริง และเจตนานั้น หากตั้งอยู่บนความจริงใจ ก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งตัวบุคคล องค์กร และอุตสาหกรรมได้

ในท้ายที่สุด คำพูดที่เธอยึดถือเสมอยังคงก้องชัด: “ความจริงใจจะชนะทุกอย่าง”

สำหรับผู้ที่อยากติดตามมุมมอง ความรู้ และแรงบันดาลใจจากซีอีโอผู้พลิกวงการอาหารเสริมไทย สามารถติดตามได้ที่ TikTok: @ceofactory ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอใช้เผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แชร์เบื้องหลังการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วประเทศ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ราษฎร บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 พร้อมทั้งทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมา เพื่อนำไปต้มเอาเกลือมาใช้ประโยชน์ บริเวณผิวดินนั้นจะปรากฏเป็นส่าเกลือแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่บางแห่งเป็นดินที่มีแต่ฝุ่นทราย และถูกทิ้งร้างไว้นับเป็นสิบๆ ไร่ โดยไม่มีพืชพรรณเติบโตขึ้นได้ ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ซึ่งได้ตัดไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ไม้แดง และไม้ประดู่เป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อนำไปใช้เป็นฟืนในการต้มเกลือ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวิตกกังวลว่า  หากปล่อยไว้เช่นนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องกลายเป็นทะเลทรายอย่างแน่นอน จึงทรงศึกษาค้นคว้า และทรงพบว่ารากต้นไม้จะอุ้มน้ำจืดเอาไว้ และน้ำจืดจะไปกดน้ำเค็มที่อยู่ในพื้นดินใต้รากลงไป ทำให้น้ำเค็มหรือดินเค็มไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาข้างบนได้ เมื่อต้นไม้ถูกตัดมากๆ และนานเข้า ดินเค็มจะลอยตัวขึ้นมา เมื่อดินมีสภาพเป็นดินเค็มทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล ราษฎรก็จะไม่มีที่ทำกิน และผืนดินก็จะยิ่งแห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ต่อไปยิ่งๆ ขึ้น เนื่องจากต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นดินนั้น ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็น โครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นจะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง 

เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บรรเทาวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์ทรงตรัสว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด “น้ำ” นอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้ว ยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรมบริเวณของต้นน้ำลำธาร ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า จะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธาร ของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

ปัจจุบัน โครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ลำดับที่วสมของโลก (รองจากรัสเซียและแคนาดา) มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แบ่งออกเป็น 56 ชนเผ่า สืบประวัติทางโบราณคดีได้ราวหมื่นปี  

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมาช้านานกว่าพันปี ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าขายหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของคนที่อพยพข้ามแดน นำวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตมาผสมผสานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน    ดังนั้นคนไทยจึงควรมีความรู้พอควร  เกี่ยวกับจีน   ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า และการเมือง 

รากเหง้าของความสัมพันธ์ไทย-จีน   ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ. 1163- 1451)หรือเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยฟูนาน ทวารวดี ก่อนการตั้งอาณาจักรสุโขทัย   โดยมีการค้าขายติดต่อกันทางบกกับจีนยูนนาน และการค้าทางทะเลกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน   กวางตุ้ง    มีการพบหลักฐานจารึกภาษาจีนหลังพระพิมพ์สมัยทวารวดีที่เมืองศรีเทพ  และพบเศษเครื่องถ้ายจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นในภาคใต้

การอพยพของชาวจีนในยุคแรก   การอพยพของชาวจีนเข้ามาในเมืองไทยเกิดขึ้นเป็นระลอก โดยระลอกแรกเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่พวกมองโกลเข้ามาปกครองจีนสมัยราชวงศ์หยวน  ชาวจีนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาวฮั่นจากภาคใต้ของจีนที่ไม่ชอบพวกมองโกล เริ่มอพยพออกจากประเทศจีนเพื่อหลบหนีความทางการขัดแย้งทางการเมือง

คนจีนอพยพกลุ่มแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร  พ่อค้า ช่างฝีมือ และนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพวกมองโกล พวกเขาลงเรือสำเภามาตามเส้นทางการค้าทางทะเล โดยมือจุดหมายปลายทางที่สำคัญคือกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในสมัยนั้น  กรุงศรีอยุธยาเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ    ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้รับการต้อนรับอย่างดี จากนโยบายเปิดกว้างของกษัตริย์อยุธยา พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาหลายพระองค์ให้การสนับสนุนชาวจีน เพราะเห็นประโยชน์ในด้านการค้าและเทคโนโลยี    ชาวจีนในสมัยนั้นไม่เพียงแค่ทำการค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นนักเดินเรือ ช่างต่อเรือ ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา และช่างทำอาวุธ พวกเขานำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ การทำดินปืน และเทคโนโลยีการต่อเรือเดินทะเลเข้ามาสู่ไทย

ชุมชนชาวจีนในอยุธยาตั้งอยู่บริเวณคลองนายก่าย  ป้อมเพชร ประตูจีน ปากคลองขุนละครชัย และวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ มีการสร้างศาลเจ้า และวัดจีนหลายแห่ง 

ระลอกใหญ่แห่งการอพยพสมัยราชวงศ์ชิง    การอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัชกาลที่ 4-6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความไม่สงบทางการเมืองในจีน การเกิดสงครามฝิ่น การจลาจลไท่ผิง และความอดอยากจากภัยธรรมชาติ       ช่วงนั้นเป็นยุคที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอลง มีการแข่งขันและแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก ประชาชนจีนจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพออกจากประเทศจีน   โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ฟูเจี้ยน และไหหลำ ที่มีประเพณีการออกทะเลและการค้าขายมายาวนาน

สาเหตุของการอพยพใหญ่ของชาวจีน  เกิดจาก ความยากจนและความอดอยาก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรแต่พื้นที่การเกษตรไม่เพียงพอ   ความไม่สงบทางการเมือง จากการสู้รบระหว่างฝ่ายต่างๆ และการแทรกแซงของต่างชาติ   และภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีนตอนใต้   ประกอบกับการเก็บภาษีที่หนักและการเกณฑ์ทหาร

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการปฏิรูปประเทศและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ  ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การขุดแร่ การทำสวนยาง  การสร้างทางรถไฟ  ขุดคลอง ทำถนน  และชุมชนชาวจีนที่มีอยู่แล้วช่วยเหลือผู้อพยพใหม่

ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยมักจะตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการเมือง พื้นที่ภาคใต้ที่มีเหมืองแร่ และเมืองท่าต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง

ในกรุงเทพฯ ชาวจีนตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในย่านเยาวราช สำเพ็ง และพาหุรัด พวกเขาประกอบอาชีพค้าขาย เป็นช่างฝีมือ รับจ้างแรงงาน และบางส่วนเป็นนายทุนใหญ่

คนจีนในสังคมไทยสมัยใหม่ ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญของประชากรไทย ประมาณ 10-14% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่24     ชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันได้กลมกลืนเข้ากับสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีบทบาทสำคัญในทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่การค้า อุตสาหกรรม การเมือง การศึกษา จนถึงศิลปะและวัฒนธรรม

ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากห่างเหินกันในช่วงสงครามเย็น จีนปัจจุบันกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่     การท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย

การศึกษาภาษาจีนในไทยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน  นักศึกษาจีนกว่าหมื่นคนเข้ามาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยเช่นมหาวิทยาลัยเกริก  สแตมฟอร์ด  ชินวัตร   ธุรกิจบัณฑิต   อัสสัมชัญ  ศรีปทุม ราชภัฏ

บทสรุป

เรื่องราวของจีนกับไทยเป็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเล ข้ามภูเขา ด้วยความหวังและความฝัน พวกเขาได้นำติดอารยธรรมโบราณมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่งดงามและหลากหลาย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้คนธรรมดา ที่ได้ทำงาน อยู่ร่วมกัน และสร้างสรรค์อนาคตร่วมกัน บนผืนแผ่นดินไทยมาหลายร้อยปี และจะดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน

โดย อาทร จันทวิมล