พม. จัดงาน ‘วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ปี 2568’ ยกย่องคนดีและองค์กรที่เสียสละเพื่อสังคม

พม. จัดงาน ‘วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ปี 2568’ ยกย่องคนดีและองค์กรที่เสียสละเพื่อสังคม

พม. จัดงาน ‘วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ปี 2568’ ยกย่องคนดีและองค์กรที่เสียสละเพื่อสังคม

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.40 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 โดยมี อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสัง คมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน และ ดร.วิชัย ไทยถาวร รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวรายงานถึงการคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น พร้อมด้วย กันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ คณะผู้บริหารกระ ทรวง พม. ผู้เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ คณะอนุกรรมการคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ผู้แทนส่วนราช การ องค์การสวัสดิการสังคม องค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรที่มีการปฏิบัติงานกับอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เข้าร่วมงาน ณ ห้องปรินซ์แกรนด์บอลรูม ชั้น 11 อาคาร 1 โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2528 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่19 ธันวาคม 2543 เห็นชอบให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครไทย กระทรวงการพัฒนาสัง คมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทยเป็นประจำทุกปี โดยร่วมกันพิจารณาคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่น และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่นของแต่ละปี ซึ่งปี 2568 กำหนดจัดงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 ตรงกับวันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยมีวัตถุประ สงค์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในงานด้านสวัสดิการสังคม สังคมสงเคราะห์ การพัฒนาสังคม อีกทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น โดยมีกิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การประชุมสมัชชาสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 หัวข้อ “การผนึกกำลังหุ้นส่วนในการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อการคุ้มครองทางสังคม”

พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่น 265 ราย และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น 25 องค์กร ซึ่งบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัคร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำงานของกระทรวง พม. และอีกหลายกระทรวง ประเทศไทยโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงเป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ได้ทรงริเริ่มแนวทางให้กับประสกนิกรชาวไทยมาจนถึงวันนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจ ดังนั้นคุณูปการที่สถา บันพระมหากษัตริย์ได้พระ ราชทานให้กับคนไทย ควรจะน้อมนำแนวทางมาปรับใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวัน การทำงานอาสาสมัครนั้น หลายภารกิจไม่ได้ค่าตอบแทน บางครั้งต้องสละกำลังทรัพย์ส่วนตัวและกำลังกาย อาศัยความเสียสละเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเป็นกำลังใจให้กับอา สาสมัครทุกท่าน และแสดงความยินดี ยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับอาสาสมัครดีเด่น องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาสาสมัครทุกท่าน จะยังคงดำเนินภารกิจที่เข้มแข็งเช่นนี้ เป็นตัวอย่างให้กับอาสาสมัครทั่วประเทศ

กันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประ เทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันจัดงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทยเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิ คุณ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์) ในงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม สังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาสังคม ปัจจุบันประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้ายทายจากภัยธรรมชาติ ปัญหาความยากจน การตกงานกะ ทันหัน และการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อนำไปสู่การกำ หนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และขับเคลื่อนงานภายใต้สถานการณ์สังคมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้ ต้องขอ ขอบคุณภาคีเครือข่าย ทั้งองค์การเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรสวัสดิการชุมชน และอาสาสมัคร ที่ทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ด้วยดีเสมอมา ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่กระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย จะได้ร่วมกันคิด ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมและสามารถจัดสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมและเป็นธรรมต่อไป

อัครา พรหมเผ่า รมว.พม.

อัครา พรหมเผ่า รมว.พม.

กันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัด พม.

กันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัด พม.

กรมวิทย์ฯ เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเครื่องยาสมุนไพรไทยฟรี

กรมวิทย์ฯ เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเครื่องยาสมุนไพรไทยฟรี

กรมวิทย์ฯ เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเครื่องยาสมุนไพรไทยฟรี

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย  จัดพิมพ์เป็นหนังสือและเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องยาสมุนไพรเป็นส่วนของพืชที่ใช้เป็นยาและมักถูกตัดเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้ง ซึ่งยากต่อการระบุชนิดของพืชที่ใช้เป็นเครื่องยา จึงมักเกิดปัญหาในการใช้ เช่น การปลอมปน การใช้ผิดชนิด การนำมาใช้ทดแทนจนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความนิยมมากขึ้นและมักพบการปลอมปนของสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงให้ความสำคัญกับชนิดของเครื่องยาสมุนไพรเป็นอันดับแรก โดยทำการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียดด้วยการตรวจดูลักษณะภายนอก การศึกษาเนื้อเยื่อที่ตัดให้บางและในสภาพเป็นผงยาด้วยกล้องจุลทรรศน์และนำไปใช้ในการตรวจสอบ เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องยาสมุนไพร เช่น ตรวจยืนยันชนิดเครื่องยา ตรวจการปลอมปนของเครื่องยาสมุนไพร เป็นต้น โดยรวบรวมข้อมูลพร้อมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ไปแล้ว จำนวน 3 เล่ม โดยเล่มแรกจะมีข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 14 ชนิด และเล่ม 2 จำนวน 20 ชนิด ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเล่มที่ 3 ประกอบด้วยข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 12 ชนิด

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาจากตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงที่ได้จากพืชที่ตรวจระบุชนิดถูกต้องแล้วตามหลักอนุกรมวิธานพืช ทั้งนี้ ยังศึกษาตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทมีความสำคัญมาก โดยใช้ในการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานทางเภสัชเวทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) เพื่อใช้เป็นตำรายาอ้างอิงทางกฎหมายในการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ตำรานี้ประกอบด้วยข้อกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเภสัชเวทและพฤกษศาสตร์ รวมถึงข้อมูลทางเคมี-ฟิสิกส์ที่สำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ขนาดการใช้ยาเบื้องต้น และวิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา และควบคุมคุณภาพของยาสมุนไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนธุรกิจการส่งออกสมุนไพร ขณะนี้ได้จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2567 มีสมุนไพรขึ้นทะเบียนแล้ว 151 ชนิด และกำลังพัฒนาและรวบรวมเพื่อจัดทำให้เป็นปัจจุบัน

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รวบรวมตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงและจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร รวมถึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย และเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย มีการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนบุคลากรในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทยได้เผยแพร่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยด้านสมุนไพร ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร และประชาชนผู้สนใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร.02-9510000 ต่อ 99386 หรือโหลดหนังสือได้ที่ https://mpri.dmsc.moph.go.th/page-view/445  ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

คุณแหน : 22 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 22 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 22 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

..ll มิตรสหายชาว CDA#3 ร่วมยินดีกับ จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ว่าที่ ผวจ.สุราษฎร์ธานี

..ll นพ. สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศูนย์ประสานงานปลูกถ่ายกระจกตาเขตสุขภาพที่ 13 กทม. ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569

..ll ประภา ปูรณโชติ ไปทริปนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ไปล่าแสงเหนือ 10 วัน กับ อภิญญา ปุญญฤทธิ์,พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์, ศรัญญา รักษาศรี,พัฒนเศรษฐ์-ณัฐพรจังคศิริ ชาวคณะสุดประทับใจกับการล่องเรือชมแสงเหนือเต็มท้องฟ้าเมืองทรอมโซ

..ll ศ.ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ ประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก โดยมีประธานและกรรมการมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา พร้อมผู้อุปการะทุนการศึกษา ร่วมด้วย

..ll ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอบมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ต้อนรับ ยิ่งยง นิลเสนา นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย นำคณะนักลงทุนกว่า 60 คน ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโรงงาน NER พร้อมรับฟังทิศทางแผนงานการพัฒนาในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพและความแข็งแกร่งของ NER ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการสร้างคุณค่าที่มากกว่ายาง เน้นย้ำการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมุ่งมั่น

..ll ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ พร้อม ดร.ไบรอัน คุณาคม ไปบรรยายเรื่องการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง สามารถป้องกันมะเร็งได้ ณ นครเวียงจันทน์ ตามคำเชิญของ Vitallife X Esperance

..ll มิตรสหายชาว Net Zero CEO#1 ร่วมยินดีกับ จิรยง อนุมานราชธน ที่ได้รับรางวัล TBSA AWARD 2025 ของสมาคมนักศึกษาเก่าพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์

..ll กลุ่มบริษัทดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศแต่งตั้ง ละเอียด โควาวิสารัช เป็น กก.ผจก.บจ.ดุสิต เอสเตท ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริหารและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และประสบการณ์อย่างคร่ำหวอดในธุรกิจโรงแรมและการบริการของกลุ่มดุสิตธานีมามากกว่า 10 ปี

..ll เพื่อนๆ ชาว Digital CEO#2 ร่วมยินดีกับ พสิกา รัตนพงศ์ ได้เป็นดอกเตอร์ป้ายแดงหลังจบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล

..ll วันเกิดปีนี้ ราชิต ไชยรัตน์ ควงหวานใจ นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์ และลูกชาย นฤชิต ไชยรัตน์ ไปฉลองที่นครจูไห่

..ll นิติ เมฆหมอก ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#6 มาสังสรรค์ งานนี้ ธานินทร์-ชุติลักษณ์ พานิชชีวะ,รังสรรค์
พวงปราง,พีรพงศ์ กรินชัย,บุปผา กวินวศิน, ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์,จิรพล ตังทัตสวัสดิ์, นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์,คงพันธ์ ฉมารัตน์, สมชาย ตรีรัตนนุกูล,มณฑล นุ่นละออง,วิชัย สุขในใบบุญ ไม่พลาด

น้องใหม่

ไดกิ้นประกาศหนุนซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

ไดกิ้นประกาศหนุนซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

ไดกิ้นประกาศหนุนซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมระบบปรับอากาศระดับโลก ประกาศเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในฐานะ Gold Sponsor ของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ใน 3 จังหวัดได้แก่กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา ส่วนอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าภาพ ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักกีฬาและแฟน ๆ จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการแข่งขัน ความสามัคคี และจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่น

สึโทมุ คุริฮารา ประธานบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของการแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การสนับสนุนครั้งนี้ ไดกิ้นได้นำแนวคิด “Perfecting the Air สร้างอากาศดีเพื่อคุณ” มาสู่การปฏิบัติจริง ด้วยโซลูชันด้านอากาศที่ล้ำสมัย ไม่เพียงแค่สร้างความสะดวกสบาย ไดกิ้นยังมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้านร่างกาย พร้อมเชื่อมโยงนักกีฬาและแฟน ๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้สโลแกน “Breathe as One”

เพื่อตอกย้ำจิตวิญญาณของการแข่งขันกีฬา ไดกิ้นเตรียมเปิดตัวโฆษณาทางโทรทัศน์ชุดใหม่ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญภายในสนามแข่งขัน เพื่อสร้างความตื่นเต้นและกระชับความสัมพันธ์กับแฟนกีฬา ทั่วทั้งภูมิภาค

เพราะไดกิ้นเชื่อมั่นในศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศ จึงมุ่งมั่นสนับสนุนนักกีฬา ร่วมพัฒนาวงการกีฬา และสร้างสิ่งที่ดีต่อสังคมแต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33: https://www.seagames2025.org และการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13: https://www.aseanparagames2025.com/

ยูโอบี ให้บริการรถรางฟรีในประเพณีงานเจเยาวราช 2568

ยูโอบี ให้บริการรถรางฟรีในประเพณีงานเจเยาวราช 2568

ยูโอบี ให้บริการรถรางฟรีในประเพณีงานเจเยาวราช 2568

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับเขตสัมพันธวงศ์ เปิดให้บริการรถรางฟรีแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมประเพณีงานเจเยาวราช ตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 ตุลาคม 2568 โดยรถรางจะให้บริการระหว่างเวลา 9.00-16.30 น. ใน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหัวลำโพง และเส้นทางราชวงศ์ ผ่านถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนเยาวราช ถนนราชวงศ์ ถนนเจริญกรุง ถนนทรงวาด ถนนมิตรภาพไทย-จีนและถนนไตรมิตร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมงาน 

ประเพณีงานเจเยาวราช ประจำปี 2568 จัดขึ้น ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช โดยมีการประกอบพิธีกรรม เพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์ การจัดอาหารเจ และการไหว้เจ้าตามศาลเจ้า 22 ศาลเจ้า เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้สนับสนุนบริการรถราง เพื่อร่วมงานเทศกาลกินเจที่เยาวราชมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2554

ศิษย์วัฒนา แสดงมุทิตาจิต 104 ปี ครูวรรณดี คันธวงศ์

ศิษย์วัฒนา แสดงมุทิตาจิต 104 ปี ครูวรรณดี คันธวงศ์

ศิษย์วัฒนา แสดงมุทิตาจิต 104 ปี ครูวรรณดี คันธวงศ์

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

สมาคมศิษย์วังหลังวัฒนา ร่วมกับ ศิษย์วัฒนารุ่น 106 และ 107 จัดงานวันเกิดครบรอบ 104 ปี คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ พร้อมกันนี้ศิษย์วัฒนา รุ่น 109 ได้จัดงานครบรอบ 5, 6 และ 7 รอบ ให้ศิษย์วัฒนา รุ่น 108, 96 และ 84 ตามลำดับในธีม ”ร้อยใจ ดอกไม้แห่งสยาม วังหลัง-วัฒนา“ โดยมีศิษย์เก่ามาร่วมงานมากมาย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น สนุกสนาน เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมอาคารนีลสันเฮย์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

 ครูวรรณดี คันธวงศ์ ท่ามกลางลูกศิษย์ที่มาร่วมแสดงมุทิตาจิตเนื่องในวันเกิดครบรอบ 104 ปี

ฉัตรภัสร์ นพวิมลพัฒน์ หญิงเก่งแห่ง เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ คว้ารางวัล The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 สาขาธุรกิจยอดเยี่ยม

ฉัตรภัสร์ นพวิมลพัฒน์ หญิงเก่งแห่ง เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์  คว้ารางวัล The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 สาขาธุรกิจยอดเยี่ยม

ฉัตรภัสร์ นพวิมลพัฒน์ หญิงเก่งแห่ง เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ คว้ารางวัล The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 สาขาธุรกิจยอดเยี่ยม

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด ผู้ให้บริการรับผลิตผลไม้แปรรูปที่ได้คุณภาพมาตรฐาน นำโดย ฉัตรภัสร์ นพวิมลพัฒน์ ผู้บริหาร บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด ขึ้นเวทีรับรางวัลแห่งความสำเร็จ The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 ในสาขาธุรกิจยอดเยี่ยม  จัดโดย สำนักข่าว The Viral Hits  พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในประเทศ  เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ณ โรงละครคาลิปโซ่ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์

ฉัตรภัสร์ นพวิมลพัฒน์ แม่ทัพหญิงแห่ง บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด ผู้ให้บริการผลิตผลไม้แปรรูป เผยถึงความสำเร็จของการทำธุรกิจนี้ว่า แต่เดิมเธอทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกผักผลไม้สด แต่ประสบปัญหาคือสินค้าล้นตลาด อีกทั้งผักผลไม้สดมีอายุสั้น เน่าเสียง่าย แต่ด้วยความคลุกคลีอยู่กับตลาดนี้มานานจึงพยายามมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

“แอนมองเห็นว่าการแปรรูปผลไม้เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ ที่ยังมีส่วนแบ่งการตลาดให้เราเข้าไปจับได้ การแปรรูปผลไม้ไม่ใช่ตลาดใหม่ แต่การแปรรูปผลไม้อย่างไรให้เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นสิ่งสำคัญ แอนใช้เวลาร่วมปีในการศึกษาตลาด ศึกษากรรมวิธีการผลิต โดยมีโจทย์คือ ผลไม้แปรรูปของเราจะยังคงคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างครบถ้วนมากที่สุดไม่ต่างจากการทานผลไม้สด ด้วยกระบวนการผลิตที่มีทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงทำให้ผลไม้แปรรูปของเรามีความแตกต่างจากเจ้าอื่นในตลาด และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค จากจุดนี้เอง  บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด จึงขยายสู่ตลาดรับผลิตผลไม้แปรรูปต่างๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในท้องตลาด ก็จะมี เยลลี่ อบแห้ง ฟรีซดราย ซึ่งผลไม้ยอดนิยมที่มีการสั่งผลิตมากที่สุดก็จะเป็นมะม่วง ลูกค้าก็จะเป็นแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาจากอเมริกา จีน เกาหลี ฮ่องกง ใต้หวัน ดูไบ บาเลน และอิสราเอล”

ผู้บริหารหญิงเก่ง เผยเคล็ดลับความสำเร็จอีกว่า ในฐานะเจ้าของธุรกิจ การเป็นผู้บริหารที่จะนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากการมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องเข้าใจตลาด เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการวางแผน การบริหารจัดการที่รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจ การตลาด การเงิน แผนการดำเนินงาน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง มากไปกว่านั้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและปรับตัวให้ทันกับทุกการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เราเป็นผู้นำในตลาดได้

ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ แน่นอนว่าหนทางไม่ได้โรยได้กลีบกุหลาบ ซึ่ง คุณแอน บอกว่า การมีสติและยอมรับ จะทำให้เราสามารถมองเห็นและเข้าใจปัญหา นำไปสู่การหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

“การเจออุปสรรคและปัญหาเป็นเรื่องปกติของทุกธุรกิจค่ะ แต่แอนคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่า คือการมีกระบวนการและวิธีการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ หนึ่งเลย คือการยอมรับและตั้งสติ เพราะการตั้งสติจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น และต่อด้วยการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ลงมือทำสื่อสารให้ชัดเจน และสิ่งสำคัญแอนจะคอยติดตามผลและเรียนรู้ไปกับมันค่ะ”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของธุรกิจ แอน เผยว่า คือการนำ บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และไม่หยุดพัฒนา มุ่งมั่นที่จะหานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้การผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน ช่วยให้คงคุณค่าสารอาหารต่างๆ ในผลไม้แปรรูปให้คงอยู่ เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย มีรสชาติอร่อยให้กับผู้บริโภค  เป้าหมายต่อไปของแอนคือ การขยายธุรกิจ โดยการขยายตลาดในไทยและต่างประเทศให้กว้างและเป็นที่รู้จักมากขึ้นค่ะ”

 ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจนี้เองจึงทำให้ บริษัท เอ็นไลท์ โพรไวเดอร์ จำกัด ภายใต้การนำของเธอคนนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้รับรางวัล The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 ในสาขาธุรกิจยอดเยี่ยม  จากสำนักข่าว The Viral Hits

“แอนรู้สึกดีใจและขอบคุณ รางวัลนี้คงไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นเครื่องยืนยันถึง ความทุ่มเท ความมุ่งมั่น และการทำงานอย่างหนัก ของทีมงานทั้งหมดที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน รางวัลนี้จะเป็นเหมือนกำลังใจและแรงผลักดันให้ก้าวต่อไปในการพัฒนาธุรกิจ และมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและลูกค้าของเราต่อไปในอนาคตค่ะ มากไปกว่านั้นคือความภูมิใจที่ธุรกิจของเราเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในประเทศ เพราะวัตถุดิบหลักของเราล้วนเป็นผลผลิตของเกษตรกรไทย และเป็น Soft Power ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยของเราด้วยค่ะ”

ท้ายที่สุด ผู้บริหารหญิงเก่ง ยังขอส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจอีกด้วยว่า “แอนขอเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ จงหลงใหลมันให้มาก เพราะความหลงใหลคือพลังสำคัญ ที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้คุณอยากสู้ต่อ อย่ากลัวความล้มเหลว และเราจะร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับสังคมไปด้วยกันค่ะ”

The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 งานมอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ที่พร้อมเชิดชูเกียรติผู้สร้างผลงานอันทรงคุณค่าในด้านการแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ ซีรีส์ และสื่อออนไลน์ เยาวชน ธุรกิจ ผู้ประกอบการฯ ที่ไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ แต่เป็นการรวมพลังของผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่า พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้มีความฝันรุ่นใหม่อีกด้วย

ซีซันใหม่มาแล้ว…เรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’ ปีที่ 12 ชวนเยาวชนชายวัย 7–12 ปี สู่เส้นทางสติ–สมาธิ–ปัญญา ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

ซีซันใหม่มาแล้ว…เรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’ ปีที่ 12 ชวนเยาวชนชายวัย 7–12 ปี สู่เส้นทางสติ–สมาธิ–ปัญญา ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

ซีซันใหม่มาแล้ว…เรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’ ปีที่ 12 ชวนเยาวชนชายวัย 7–12 ปี สู่เส้นทางสติ–สมาธิ–ปัญญา ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

ทรูปลูกปัญญา ชวนเยาวชนเสริมธรรมะ รับหน้าร้อนปี 2569 กับโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 12”  ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิญชวนเยาวชนชายใฝ่ธรรมะ อายุระหว่าง 7-12 ปี ทั่วประเทศ เข้าร่วมสมัครคัดเลือกเพื่อก้าวสู่เส้นทางแห่ง สติ–สมาธิ–ปัญญา ผ่านการเรียนรู้และปฏิบัติตามวิถี “พุทธบุตร” ตลอด 30 วันเต็ม กับกิจกรรมกว่า 100 กิจกรรม ที่สอดแทรกหลักธรรม ค่านิยมแห่งการเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน และเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งรอบตัว พร้อมปลูกฝังทักษะชีวิตอันเป็นพื้นฐานให้เติบโตไปเป็นคนดีมีความสุขอย่างยั่งยืน

“สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” นับเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตของเยาวชน ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การศึกษาธรรมะตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ผ่านรูปแบบ เรียลลิตี้ธรรมะถ่ายทอดสดแห่งแรกในประเทศไทย โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 มกราคม 2569 ทางเว็บไซต์ www.truelittlemonk.com/apply ผู้สมัครสามารถส่งประวัติ แนะนำตัว พร้อมเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของตนเอง แนบวิดีโอหรือภาพ ถ่าย และเรียงความหัวข้อ “เหตุผลที่อยากบรรพชากับโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 12” เพื่อร่วมคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนจำนวน 12 คน ที่จะได้เข้าบรรพชาเป็น “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” และเรียนรู้หลักธรรมผ่านกิจกรรมสนุก เข้าใจง่าย โดยมีคณะพระอาจารย์และวิทยา กรผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เยาวชนผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำนวน 12 คน เปรียบเสมือนตัวแทนเยาวชนที่จะเป็นกระจกสะท้อนพฤติกรรมตามอุปนิสัยโดยใช้หลัก “จริต 6” เพื่อให้เยาวชนและคนดูทั้งประเทศได้เรียนรู้ธรรมะ ได้ฝึกหัดขัดเกลาไปพร้อมๆ กับตัวแทนทั้ง 12 ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่พระธรรมคำสอน ในรูปแบบรายการธรรมะเรียลลิตี โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ เริ่มถ่ายทอดสดช่วงเดือนเมษายนปี 2569 ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99 รวมทั้งออกอากาศช่วงไฮไลท์ประจำวันทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และ TNN 16 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 และ 111 ทาง PSI ช่อง 230 พร้อมรับชมรายการผ่านทางออนไลน์ได้ที่แอปพลิเคชัน TrueID และ http://www.truelittlemonk.com นอก จากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ www.facebook.com/truelittlemonkthailand  และ TIKTOK สามเณรปลูกปัญญาธรรมอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-8339 (ในวันและเวลาทำการ)

ปิดฉากเทศกาล Bangkok Festivals ครั้งที่ 27 ทิ้งท้ายกับบทเพลงสุดคลาสสิกจาก Prague Philharmonia

ปิดฉากเทศกาล Bangkok Festivals ครั้งที่ 27  ทิ้งท้ายกับบทเพลงสุดคลาสสิกจาก Prague Philharmonia

ปิดฉากเทศกาล Bangkok Festivals ครั้งที่ 27 ทิ้งท้ายกับบทเพลงสุดคลาสสิกจาก Prague Philharmonia

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 27 (Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music) ปิดฉากลงอย่างงดงาม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กับการแสดงปิดเทศกาลสุดอลังการโดย Prague Philharmonia วงออร์เคสตราชั้นนำจากยุโรป และนักเปียโนระดับโลกอย่าง George Li ที่มาสร้างมนต์ขลังแห่งเสียงดนตรีคลาสสิกให้ดังก้องในหัวใจผู้ชมชาวไทย

ราซิน่าร์ อูเบรอย MD Bangkok Festivals

ค่ำคืนแห่งการปิดเทศกาลปีนี้เต็มไปด้วยความงดงามทางดนตรีจาก Prague Philharmonia ที่มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้การบรรเลงของวาทยกรชื่อดัง Leoš Svárovský และนักเปียโนดาวรุ่งระดับโลก George Li ถ่ายทอดบทเพลงอมตะจากใจกลางยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Vltava จาก Má Vlast ของ Smetana, Symphony No. 9 “From the New World” ของ Dvořák และ Piano Concerto No. 2 ของ Rachmaninoff บทเพลงที่เปี่ยมด้วยพลังและอารมณ์ ทำให้บรรยากาศค่ำคืนนี้มีสายน้ำจากวัลตานาไหลผ่านกรุงเทพ เต็มไปด้วยความสง่างาม ความสนุกสนาน และเสียงปรบมือดังกึกก้องหอประชุม

กว่า 6 สัปดาห์ของการเดินทางของ Bangkok Festivals ครั้งที่ 27 (6 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568) ปีนี้ได้รวบรวมการแสดงระดับโลกกว่า 14 โชว์ จากศิลปินระดับโลกกว่า 10 ประเทศ มานำเสนอสุดยอดการแสดงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งโอเปรา บัลเลต์ ออร์เคสตรา มิวสิคัล กายกรรม และการเต้นร่วมสมัย โดยเฉพาะการแสดง Pixcel ที่ผสานเทคโนโลยีแสงและ AI เข้าไว้ในโชว์อย่างลงตัว นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ Bangkok Festivals ฉายภาพให้เห็นว่า “ศิลปะก้าวหน้าไปพร้อมโลกยุคดิจิทัล” ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการคัดสรรการแสดงร่วมสมัย และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ชมได้สัมผัสพลังของศิลปะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน โดยในปีนี้ เทศกาลสามารถสร้างความประทับใจให้ผู้ชมกว่า 40,000 คน ตอกย้ำจุดยืนในฐานะเวทีศิลปะนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

ราซิน่าร์ อูเบรอย MD Bangkok Festivals กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้เห็นผู้ชมชาวไทยให้การตอบรับอย่างอบอุ่นกับทุกการแสดงของปีนี้ ซึ่งความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้เกิดขึ้นจากคณะแสดงเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากพลังร่วมของผู้ชม พันธมิตร และทีมงานทุกฝ่ายที่เชื่อมั่นในศิลปะการแสดงว่าเป็นพลังสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เราหวังว่าความประทับใจในปีนี้จะยังคงอยู่ในใจผู้ชม และเราจะกลับมามอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในปีหน้า”

ตลอดระยะเวลากว่า 40 วันของเทศกาล มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 27 ได้ต้อนรับการแสดงระดับโลกมากมายที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทยของ Plácido Domingo เทเนอร์ระดับตำนาน, การสุดอลังการ Mahabharata: 18 Days, Dusk of an Era จากอินเดีย, บัลเลต์ร่วมสมัย A Dream of Red Mansions จาก National Ballet of China ที่ถ่ายทอดวรรณกรรมคลาสสิกของจีนอย่างงดงาม, และการแสดงกายกรรมสุดตื่นตาจาก China National Acrobatic Troupe

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการมาของคณะ Samara Opera & Ballet Theatre จากรัสเซีย ที่ยกโปรดักชันระดับเวิลด์คลาสมาถ่ายทอดบนเวทีไทย ครบทั้งออร์เคสตร้าสดเต็มวง นักแสดงมากฝีมือ และฉากเครื่องแต่งกายสุดตระการตา ตลอด 4 การแสดง ได้แก่การแสดงโอเปรา Tosca และ Aida พร้อมด้วยการแสดงบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker และ Three Masks of the King

นอกจากนี้ เทศกาลยังนำเสนอการแสดงที่หลากหลายจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Cuba Vibra การเต้นสุดร้อนแรงที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งคิวบาผ่านทุกจังหวะการเคลื่อนไหว, Pixel จากฝรั่งเศส ที่ผสมผสานสตรีทแดนซ์ ฮิปฮอป และการเต้นร่วมสมัยเข้ากับเทคโนโลยีแสง สี และเอฟเฟกต์สุดล้ำ, NINA การแสดงร่วมสมัยที่เล่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้กล้าหาญในการต่อสู้เพื่อความฝัน, Nocturna ฟลาเมงโกร่วมสมัยจากสเปนที่สะกดทุกสายตา และ Energy ∞ Infinite การแสดงเครื่องกระทบจังหวะสุดเก๋ที่รวมเครื่องดนตรีจากทั่วโลกมาไว้ในโชว์เดียว

นับถอยหลังสู่ปีที่ 28 ของ Bangkok Festivals ที่จะกลับมาพร้อมทัพโชว์สุดยิ่งใหญ่ในปี 2569 สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการแสดงระดับโลก และกิจกรรมที่น่าสนใจได้ที่ www.bangkokfestivals.com

คนไทยต้องรอดจากวิกฤต ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ ‘Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า’ เผย 5 สัญญาณเสี่ยงคนไทย‘ไร้อิสระ’

คนไทยต้องรอดจากวิกฤต ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ ‘Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า’ เผย 5 สัญญาณเสี่ยงคนไทย‘ไร้อิสระ’

คนไทยต้องรอดจากวิกฤต ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ ‘Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า’ เผย 5 สัญญาณเสี่ยงคนไทย‘ไร้อิสระ’

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) เต็มรูปแบบในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สูงวัย หรือคนอายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ขณะเดียวกัน ครัวเรือนไทยมีภาวะหนี้สินสูงที่สุดในรอบ 4 ปี แบกหนี้เฉลี่ยครอบครัวละ 740,596 บาท อีกทั้งปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดกับวัย 40+ ไปจนถึงผู้สูงอายุ และปัญหาล้มที่บ้านของผู้สูงอายุ ที่สูงถึง 82.9% รวมทั้งสัดส่วนผู้สูงวัยที่ตกเป็นเหยื่อออนไลน์ก็พุ่งขึ้นถึง 23.12% ทั้งหมดนี้คือแรงกดดันที่ทำให้ “อิสระ” ของคนทุกวัยถูกบีบไปพร้อมกัน

ด้วยเหตุนี้ The Cloud, Superjeew Event, AIS Academy, centralwOrld และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยการชวนคนไทยทุกวัย ทั้งวัย 40+ และยังไม่ 40 มาเตรียมความพร้อมสู่ชีวิตที่มีอิสระผ่านงาน “Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า” เทศกาลรวม How to เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนเพื่อชีวิตที่เป็นอิสระสำหรับคนทุกวัย ด้วยความรู้ทั้ง 5 ด้าน ผ่านเวทีเสวนา เวิร์กช็อป และโซนกิจกรรมลงมือทำจริง ที่ centralwOrld PULSE ชั้น 7  ไปเมื่อเร็วๆ นี้

วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ กรรมการบริหาร บริษัท ซูเปอร์จิ๋ว อีเวนต์ จำกัด กล่าวว่า “สิ่งที่น่ากลัวของสังคมสูงวัย ไม่ใช่จำนวนของผู้สูงอายุ แต่คือการที่ชีวิตของคนในครอบครัวกำลังจะไร้อิสระไปพร้อมกัน โดยไทยกำลังเข้าสู่  Super Aged Society ในอีกไม่เกิน 10 ปี ข้อมูล สสช. ปี 2567 ชี้ว่าตอนนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นคิดเป็น 20% ของประชากร หรือสูงถึง 1 ใน 5 ของประเทศ และ อัตราส่วนเกื้อหนุนลดเหลือราว 3.2 คนทำงานต่อผู้สูงวัย 1 คน หมายถึง รายได้ เวลา และ พลังของครอบครัวคนไทย ต้องถูกเฉลี่ยไปกับภาระดูแลมากขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสุขภาพขยายตัว ผลลัพธ์คือ “อิสระ” ของคนทุกวัยถูกบีบไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านอื่นๆ ในสังคมที่รุนแรงและพร้อมจะพรากอิสระไปจากคนไทยได้อย่างง่ายดาย”

ปัญหา 5 ข้อ ที่ทำให้ชีวิตของคนไทยไร้อิสระ

ปัญหาหนี้สิน : ข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ปี 2568 พบว่า กว่า 95% ของครัวเรือนยังมีหนี้ และ หนี้เฉลี่ย 740,596 บาท/ครัวเรือน สูงสุดรอบ 4 ปี ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สสช. ชี้ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีรายได้หลักจากลูกหลาน 35.7% รองลงมาคือมาจากการทำงาน 33.9% โดยผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานมีถึง 5.26 ล้านคน หรือ 37.2% แสดงให้เห็นถึงเหตุจำเป็นที่อาจทำให้ผู้สูงอายุหยุดทำงานไม่ได้ รวมถึงในวันที่ทำงานไม่ไหว หรือ ไม่มีตลาดแรงงานรองรับหนี้สินทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูก็จะตกมาถึงลูกหลานวัยทำงาน

ปัญหาสุขภาพ : ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผย ไทยมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ราว 14 ล้านคน แต่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7 ล้านคน อีกทั้ง คนไทยป่วยเบาหวานราว 6.5 ล้านคน (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข) หรือประมาณ 1 ใน 10 และจำนวนผู้ไม่รู้สถานะอีกจำนวนมาก ซึ่งโรคในหมวด NCDs เหล่านี้เป็นฐานความเสี่ยงใหญ่ของวัย 40+ ที่จะลากยาวถึงวัยสูงอายุ ทั้งต้นทุนรักษาค่อนข้างสูงและทอนคุณภาพชีวิตครัวเรือน

ปัญหาด้านจิตใจ : ข้อมูลจาก WHO ระบุว่าอย่างน้อย 1 ใน 4” ของผู้สูงอายุเผชิญภาวะ “social isolation” ในขณะที่ข้อมูลจาก สสช. ชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยอาศัยอยู่เพียงลำพังสูงถึง 12.9% หรือ ผู้สูงอายุกว่า 1.7 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) จากผู้สูงอายุทั้งหมด 14 ล้านคน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจกัดกินใจผู้สูงวัยจนพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว อีกทั้ง ยังเสี่ยงต่อการหกล้มในบ้านโดยไม่มีใครช่วยเหลือ และการเจ็บป่วย
โดยไม่มีผู้ดูแล ทำให้โอกาสในการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย :  สถิติจาก สสช. มีผู้สูงอายุหกล้มที่บ้านสูงถึง 82.9% แบ่งเป็นบริเวณบ้าน 50.5% และ ภายในบ้าน 32.4% สอดคล้องข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ชี้ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ หกล้มทุกปี และ ต้องเข้าพักรับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 165,000 คน  บาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นกระดูกสะโพกหักกว่า 40,000 รายต่อปี โดย 17% ของผู้ที่กระดูกสะโพกหัก จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี นี่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย

ปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ : ผู้สูงวัยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2564 เป็น 23.12% ในปี 2567 (ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)  โดยแบ่งเป็น หลอกให้ซื้อสินค้าคุณภาพไม่สมราคา 73% หลอกให้ทำบุญ 39% หลอกลวงให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 18% สาเหตุเกิดจากการขาดทักษะตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ และขาดการไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือแชร์ ส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพย์สิน กระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงในการใช้ชีวิต โดยคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ โดยสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2567  มีคดีออนไลน์ 773,118 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 79,569,412,608 บาท ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องอัพเกรดผู้สูงวัยให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพ เพราะชีวิตที่มีอิสระ คือเป้าหมายของทุกคน ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของสังคมสูงวัย และ ทำให้คนในครอบครัว ทุกเพศ ทุกวัย มีชีวิตที่เป็นอิสระไปพร้อมกัน

สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับประเด็น Ageing Society โดยในปีนี้ได้เปิดตัวโปรเจกต์ ‘สูงวัยให้พร้อมต้องเตรียมตัวก่อน 40’ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักที่เราต้องการสื่อสารคือวัย 40+ งานนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมของเรา ผ่านองค์ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อหวังให้คนวัย 40+ เตรียมตัว และหันมาดูแลตัวเองเพื่อรับมือได้ทัน ทั้งเรื่องระบบเผาผลาญ มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก จะเริ่มทำงานลดลง หรือ เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หากไม่รีบดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แต่เนิ่นๆ”

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในวันที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Super Aged Society ความรู้และทักษะดิจิทัลคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ
ที่จะทำให้คนรุ่น 40+ มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ AIS เดินหน้าขยายโครงการ AIS Academy for Thais เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกวัย พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างปลอดภัย”

สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์มีเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในรอบ 70 ปี หรือมีการตายมากกว่าเกิด ซึ่งเป็นการเร่งให้สังคมเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดไวมากขึ้น สถานการณ์นี้นำไปสู่ความท้าทาย ทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ซึ่งส่งผลกับคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัว เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากผู้อื่นเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือภาครัฐ ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงควรมีมาตรการกระตุ้นหรือสนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีรายได้จากการทำงานหรือเงินออมเพิ่มขึ้น ซึ่งความท้าทายนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และ ทุกภาคส่วนมาช่วย ดังนั้น งาน Life Fest 40+ รู้ก่อนดีกว่า จึงเป็นเวทีต้นแบบ ที่ช่วยเชื่อมโยงความรู้ ทั้ง 5 มิติ และเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ร่วมถึงประชาชน ให้เข้าใจ มีความรู้ และตระหนักรู้ถึงปัญหานี้”

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวว่า “ชีวิตที่เป็นอิสระคือเป้าหมายของทุกคน แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวจนไม่ทันได้เตรียมตัว ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตตัวเอง แต่ยังกระทบต่อสังคม อีกทั้ง เราเชื่อว่าความเป็นอิสระไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมี “ความรู้” ที่ถูกต้องและเริ่มตั้งแต่วันนี้ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร พวกเราจึงร่วมมือกันเพื่อสร้างชีวิตที่เป็นอิสระให้คนในสังคมผ่านงาน Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า เทศกาลรวม How to สำหรับการเตรียมความพร้อม เพื่อวางแผนชีวิตอิสระกับคนทุกวัย”