‘คิดถึง…สมเด็จย่า ครั้งที่ 28: เส้นทางแม่ฟ้าหลวง…จากวันวานสู่วันนี้’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ถ่ายทอดพระราชปณิธานแห่งความยั่งยืน

‘คิดถึง...สมเด็จย่า ครั้งที่ 28: เส้นทางแม่ฟ้าหลวง…จากวันวานสู่วันนี้’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ถ่ายทอดพระราชปณิธานแห่งความยั่งยืน

‘คิดถึง…สมเด็จย่า ครั้งที่ 28: เส้นทางแม่ฟ้าหลวง…จากวันวานสู่วันนี้’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ถ่ายทอดพระราชปณิธานแห่งความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสานต่อแนวพระราชดำริอันทรงคุณค่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ในเครือสยามพิวรรธน์กรุ๊ป ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพันธมิตร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดนิทรรศการ “คิดถึง…สมเด็จย่า ครั้งที่ 28: เส้นทางแม่ฟ้าหลวง…จากวันวานสู่วันนี้” ถ่ายทอดพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงวางรากฐานการพัฒนาให้ผู้คนทั่วประเทศได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มาทอดพระเนตรงานนิทรรศการ ณ ธารา ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์  กล่าวว่า “สิ่งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงวางรากฐานไว้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผืนดินให้กลับมาเขียวชอุ่ม แต่ทรงปลูกความดีลงในหัวใจของผู้คน ให้รู้จักพึ่งพาตนเอง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และแบ่งปันให้ผู้อื่นอย่างมีคุณค่าด้วย นิทรรศการ คิดถึง…สมเด็จย่า ครั้งที่ 28 นี้ เราจึงอยากให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงผลสำเร็จของโครงการในพระราชดำริ ผ่านการบอกเล่าถึงเส้นทางของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นรากฐานของความยั่งยืนอย่างแท้จริง และยังคงถูกสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไประลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ให้ก่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยสืบต่อไป”

นิทรรศการ “คิดถึง…สมเด็จย่า ครั้งที่ 28: เส้นทางแม่ฟ้าหลวง…จากวันวานสู่วันนี้” ที่เพิ่งปิดฉากลงไป ได้ ถ่ายทอดพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ การสร้างป่าสร้างอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ภายใต้การทำงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย บอกเล่าผ่านเส้นทางกว่าห้าทศวรรษแห่งการพัฒนา จากก้าวแรกจนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากความห่วงใยของสมเด็จย่า ที่ทรงเห็นความทุกข์ยากของผู้คนในพื้นที่ห่างไกลจนเกิดแนวคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” อันหมายถึงการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)ฯ ยังคงสืบสานพระราชปณิธาน น้อมนำแนวพระราชดำริในการหยุดวงจรแห่งความทุกข์ยากมาใช้ในการดำเนินงานพัฒนา ผ่านภารกิจสำคัญในปัจจุบัน อาทิ งานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร  งานสร้างธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน (แบรนด์ดอยตุง) งานการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างพันธมิตรในการนำแนวทางด้านความยั่งยืนสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างผลเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ในนิทรรศการจะนำเสนอตัวอย่างของการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจนเกิดเป็นองค์ความรู้ และการต่อยอดพระราชปณิธาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ซึ่งเป็นรากฐานการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)ฯ ผ่าน “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”  โดยโครงการนี้ใช้กลไก “คาร์บอนเครดิต”* เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการเชื่อมชุมชนต้นน้ำที่อาศัยอยู่กับป่าชุมชน และภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อให้เกิด Total Well-being กับทุกภาคส่วน โดยป่าได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟูให้ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืน ชุมชนได้รับการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิต และองค์กรธุรกิจได้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากการปลูกป่ามากว่า 30 ปี บนพื้นที่ดอยตุง นับตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้น และพื้นที่ปลูกฝิ่นดั้งเดิมให้กลายเป็นผืนป่า ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ค่อยๆ กลับคืนมา พบพันธุ์ไม้ใหม่ของโลก รวมทั้งสัตว์เสี่ยงสูญพันธ์หลายชนิด

ในอนาคต สามารถนำไปต่อยอดผ่านกลไกตลาดที่เรียกว่า “เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity credits) หรือ “ไบโอเครดิต” เพื่อเป็นกลไกในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถซื้อขายได้ โดยมีลักษณะคล้ายกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการวิจัย

แนวพระราชดำริในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นต้นแบบการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางสำคัญเพื่องานพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน สร้างประโยชน์และแรงบันดาลใจในการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

พระเมตตาของสมเด็จย่า ไม่ได้อยู่เพียงในอดีต หากยังคงงอกงามในปัจจุบัน และเบ่งบานสู่อนาคตอย่างยั่งยืน เชิญร่วมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจและพระราชปณิธานอันงดงามของแม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทย

WOSAAM THAILAND จัดสัมมนาทางการแพทย์ เวิร์กชอปด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี

WOSAAM THAILAND จัดสัมมนาทางการแพทย์ เวิร์กชอปด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี

WOSAAM THAILAND จัดสัมมนาทางการแพทย์ เวิร์กชอปด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมเวชศาสตร์ชะลอวัยโลกแห่งประเทศไทย (World Society of Anti-Aging Medicine – Wosaam, Thailand) จัดงานสัมมนาทางการแพทย์ เกี่ยวกับความก้าวหน้าในเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ ประจำปี 2025 “Recent Advances in Regenerative Medicine 2025” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Hormone & Stem Cell Therapy นำโดย พญ. มะลิ วิโรจน์สกุลชัย ประธาน WOSAAM THAILAND หนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ โรงพยาบาลแปซิฟิค การ์เดน และโรงพยาบาลในเครือ PRMG ที่ได้รับการรับรองจาก สมาคม WOSAAM ให้จัดตั้ง WOSAAM Thailand และได้รับการสนับสนุนจาก ดร.เธียร์รี่  เฮอทอก (Dr.Thierry Hertoghe) จากประเทศเบลเยียม ซึ่งดำรงตำแหน่ง President of WOSAAM และ The International Hormone Society ณ โรงแรมเบย์บีช พัทยา จังหวัดชลบุรี

งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้แบบเจาะลึกด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ และพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ สร้างเครือข่ายแพทย์ที่มีความสนใจด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ รวมถึงสร้างรากฐานการเริ่มต้นโปรแกรมเวชศาสตร์ฟื้นสภาพในอนาคต ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำความหวังและสุขภาพที่ดีมาสู่ทุกคน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ภายในงานสัมมนา ประกอบด้วย การบรรยายเชิงวิชาการด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพและกิจกรรมเวิร์คชอป พร้อมรับประกาศนียบัตรจาก WOSAAM ประเทศเบลเยียม โดย ดร.เธียร์รี่ เฮอทอก หนึ่งในผู้บุกเบิกด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ และเป็นผู้นำการใช้ฮอร์โมนซ่อมแซมความเสื่อมเพื่อ “มีพลัง ย้อนวัย ให้ชีวิตชีวา และอายุยืน” ทั้งในฐานะแพทย์ผู้ปฏิบัติ วิทยากร นักวิชาการ และผู้นำสมาคมสำคัญบนเวทีนานาชาติ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Hormone กิจกรรมในงานนอกจากบรรยายเชิงวิชาการเพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในวงการเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ

พญ. มะลิ วิโรจน์สกุลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ ยังเป็นผู้นำเวิร์คชอปปฏิบัติจริงด้าน Hormone & Stem Cell Therapy เป็นวิทยากรบรรยาย 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การรักษาแผลเบาหวาน ได้ผลดีเยี่ยม ไม่ต้องตัดมือ ตัดเท้า โดยมีการติดตามนานถึง 10 ปี 2.ผลงานรักษา Laron Syndrome ซึ่งเป็นเด็กชาวฝรั่งเศส เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 3.Stent ครั้งเดียวก็เกินพอ โดยใช้ฮอร์โมนร่วมกับบอลลูนสเต้นท์ทำให้ไม่ต้องเกิดความเสี่ยงในการทำครั้งต่อๆ ไป 4.การลดน้ำหนักแบบยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในงานยังมีกิจกรรมเวิร์คชอปให้แพทย์สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ในด้านการใช้ฮอร์โมนร่วมกับสเต็มเซลล์ในการรักษาความเสื่อมเพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยังมีการเสนอกรณีศึกษาคนไข้จริงที่ได้รับการรักษาครบวงจรที่ได้ผลดีเยี่ยม

อีกทั้ง ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามจากประเทศเกาหลี ดร.คริส กุนวู คิม (Dr.Chris Gunwoo Kim) ได้สาธิตการใช้สเต็มเซลล์จากไขมันร่วมกับฟิลเลอร์ เพื่อปรับรูปหน้าให้มีความอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับความสนใจ

WOSAAM THAILAND จัดงานสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะเป็นเวทีที่มากกว่างานวิชาการ แต่เป็นเวทีของการเปลี่ยนแปลงและจุดประกายที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจในทักษะด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ (Regenerative Medicine) และการรักษาด้วยฮอร์โมนให้กับแพทย์ไทย พร้อมขยายผลทางวิชาการเพื่อให้ Regenerative Medicine ได้รับการยอมรับและขับเคลื่อนไปในวงกว้าง ทั้งในระดับคลินิก โรงพยาบาล และระบบสาธารณสุขของประเทศ  ซึ่งเป้าหมายของเวชศาสตร์ฟื้นสภาพนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาโรค แต่รวมถึงการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อน

เจ็บป่วย เพื่อสร้างสังคมคุณภาพที่มีประชากรสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าร่วมงานจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการรักษา และวางแผนการดูแลสุขภาพในอนาคต เพื่อยกระดับสุขภาพของคนทั้งประเทศได้

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ เป็นโรงพยาบาลในเครือ PRMG ซึ่งในปีนี้เครือโรงพยาบาล PRMG ได้ขยายเครือข่ายในการให้บริการ โดยได้เปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้ชื่อ ‘โรงพยาบาลแปซิฟิค การ์เดน’ ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่ให้บริการ Regenerative Medicine ตามแนวคิดของ WOSAAM  ร่วมกับ นวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิเช่น การสวนหัวใจรักษาโรคหัวใจขาดเลือด การบายพาสเส้นเลือดหัวใจ และรักษาโรคหัวใจครบวงจร รังสีร่วมรักษาในการรักษามะเร็งและอื่นๆ

ORIGIN GIVE ครบรอบปีที่ 16 ผนึก 16 พันธมิตร สร้างโรงเรียนให้น่าอยู่

ORIGIN GIVE ครบรอบปีที่ 16 ผนึก 16 พันธมิตร สร้างโรงเรียนให้น่าอยู่

ORIGIN GIVE ครบรอบปีที่ 16 ผนึก 16 พันธมิตร สร้างโรงเรียนให้น่าอยู่

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าโครงการ ORIGIN GIVE เพื่อตอบแทนสังคมให้สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิด “ORIGIN GIVE, We Give To Grow Sustainability Together” ตอกย้ำการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องตลอด 16 ปี นำทีมผู้บริหาร และพนักงานร่วมกับ 16 พันธมิตร เติมฝันน้องๆ สร้างสรรค์โรงเรียนให้น่าอยู่ให้กับโรงเรียนบ้านคลองหลวง จ.สมุทรปราการ

นางอารดา จรูญเอก ประธานอำนวยการ และกรรมการกำกับดูแลบรรษัทภิบาลเพื่อความยั่งยืน บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI นำทีมผู้บริหาร และพนักงานจิตอาสาจากออริจิ้น เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ ORIGIN GIVE ในโอกาสครบรอบ 16 ปี ของการก่อตั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 16 จึงได้ผนึกกำลังกับ 16 พันธมิตรธุรกิจ ร่วมกันลงพื้นที่ปรับปรุง และพัฒนาโรงเรียน ภายใต้แนวคิด “We Give To Grow Sustainability Together” โดยครั้งนี้ได้มาร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์ พลิกฟื้นพื้นที่ ซึ่งจากเดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่รกร้าง และเป็นจุดทิ้งขยะ มาเติมแต้มสีสัน เป็นแปลงผักเพื่อการเกษตร พร้อมทาสีพื้นที่โดยรอบให้มีความสวยงาม อีกทั้งยังปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณสนามเด็กเล่น ให้มีความปลอดภัย และสวยงาม ให้กับโรงเรียนบ้านคลองหลวง จ.สมุทรปราการ

กิจกรรมในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ ตัวแทนพนักงานจิตอาสาจากออริจิ้น และพันธมิตรคู่ค้ากว่า 16 บริษัท ที่มาร่วมทำความดี และร่วมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ อาทิ บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอ็มจีกรีน จำกัด, บริษัท ยูเวิร์ค 999 จำกัด, บริษัท มหาจักร อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท วี.ที.วี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด, บริษัท 22 คอนซัลแต้นท์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด, บริษัท ณัฐณิชา การโยธา จำกัด, บริษัท เทคโนโลยี่ แอสโซซิเอชั่น จำกัด, บริษัท ผลศิริ-วา จำกัด, บริษัท 3 พร จำกัด, บริษัท เค.เอส.แมนูแฟคทอรี่ (1991) จำกัด, บริษัท ซีเลซเชียล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ยูพีเอ็ม มอนิเตอร์ริ่ง แอนด์ แลบอราตอรี่ จำกัด, บริษัท ไซมีส อีโคไลท์ จำกัด, บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท หนึ่งหนึ่งหนึ่ง เอเชี่ยน คอนซัลแตนท์ จำกัด

“เราพร้อม เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสรรค์พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านการศึกษา สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดีร่วมกัน ผ่านโครงการ ORIGIN GIVE การพัฒนาปรับปรุงโรงเรียนและพื้นที่โดยรอบให้สวยงามและปลอดภัย บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญมาตลอด เพราะโรงเรียนเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของเด็กและเยาวชน เพื่อสู่การใช้ชีวิตที่มีความสุขอย่างมีคุณภาพ” นางอารดา กล่าว

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ก้าวสู่ปีที่ 16 โดยมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนชุมชนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “ORIGIN GIVE, We give to grow sustainability together : ร่วมให้…ความยั่งยืนไปด้วยกัน ร่วมเติบโต…อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” มาตลอดและยังคงมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไปผ่าน 3 ด้าน คือ Education : สนับสนุนโอกาสทางการศึกษา และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กนักเรียน Equality :  สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี และส่งเสริมความเท่าเทียมที่แตกต่างและสวยงาม Environment : สนับสนุน ส่งเสริม สร้างสรรค์ การปกป้อง และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่สวยงามอย่างยั่งยืนของเราทุกคน 

คุณแหน : 21 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 21 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 21 ตุลาคม 2568

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • 22 ตุลาคม 2499 วันเสด็จออกทรงพระผนวช พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนี้ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ โดย ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ , ระพินทร์ จารุดุล กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิฯ ,คุณหญิงจวบ จิรโรจน์ ,คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ,คุณหญิงสมนึก เปรมวัฒนะ และ คุณหญิงนงเยาว์ จิตต์กุศล พร้อมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ กำหนดจัดงานบำเพ็ญกุศล “วันภูมิพโลภิกขุ” อุทิศกุศลถวาย ในวันที่ 22 ต.ค.2568 เวลา 10.00 น.ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์…
  • กำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ ผศ.ดร.ทวี เลิศปัญญาวิทย์ จัด ณ ศาลา 2 วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน 20-25 ต.ค.(งดสวด 23 ต.ค.)และพระราชทานเพลิงศพ 26 ต.ค.16.00 น…
  • งานลอยกระทงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดช่วง 3-5 พ.ย. 18.00 น.- 23.00 น. นอกจากได้ทำบุญ ไหว้พระแล้ว ยังมีออกร้าน และ การแสดง ด้วย…และในวันที่ 5 พ.ย.(ตรงวันลอยกระทง) เวลา 18.30 น.กลุ่มเครือญาติราชนิกูล บุนนาค และ กลุ่มบริหารร่างกายด้วยการรำไทย ในวัยเกษียณ แสดงรำ “ฟ้อนมาลัย” ผู้ร่วมรำ อาทิ ภญ. ตวงพร เลาหบุตร , พล.อ.ต.หญิง ศ.ยลสลวย วาริทสวัสดิ์ , นงลักษณ์ สุขวัฒน์ ,พล.ร.ต. หญิง พรทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ,อารยา หาอุปละ , และ ดาวศิริ ผลอนันต์ เป็นต้น…
  • งานฉลองเบิร์ธเดย์ปีที่ 104 ของ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ ที่ รร.วัฒนาฯเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ.ญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ศิษย์เก่าวัฒนาฯรุ่น 98 ไปร่วมงานพร้อมกล้องคู่ใจ โดยได้สวมวิญญาณ “คุณยายกล้อง” บันทึกภาพสวยงามมากมายส่งให้เพื่อนๆได้ชื่นชมกันอย่างถ้วนทั่ว…
  • งานวันเกิดครบรอบ 67 ปีของนักการเมืองอาวุโส เนวิน ชิดชอบ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สนามช้างอารีน่า จ. บุรีรัมย์ โดยมี นายกรัฐมนตรี และ รมต. พัฒนา พร้อมพัฒน์ รวมถึงบุคคลสำคัญหลากหลายวงการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง นอกจากพิธีอวยพรโบราณแก่ท่านนายกฯ ให้อยู่ยืนยาวและทำให้บ้านเมืองสงบสุขแล้ว… อีกไฮไลท์ที่บรรดาแขกในงานต่างให้ความสนใจอย่างจริงจังคือ เจ้าภาพนำช้างเลี้ยงประจำตระกูล 10 เชือกมาเข้าพิธี “ประกำช้าง” ซึ่งเป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับช้างมาตั้งแต่โบราณกาลของกลุ่มชาติพันธ์ุ “ชาวส่วย” นับเป็นพิธีที่วีไอพีหลายท่านเอ่ยปากว่าเป็น อะเมซิ่งบุรีรัมย์ ส่วนบางท่านที่ให้ความสนใจศาสตร์ช้างเป็นกรณีพิเศษเสริมว่า จากการสังเกตว่าระหว่างพิธีปฏิกิริยาของช้างพลายกับเจ้าภาพในลักษณะสื่อสารกันลึกซึ้งในระดับทางวิชาการฝรั่งเรียกว่าเป็น “ELEPHANT WHISPERER” ที่เห็นมาก็นับเป็นวีไอพีคนที่สองที่มีความสามารถพิเศษระดับนี้…
  • กระแสแรงเทียบการชิงแชมป์โลก… เมื่อความเห็นเรื่องพระเครื่องล้ำค่าไม่ตรงกันจึงต้องออกจอสถานีโทรทัศน์ ประจันหน้าให้มหาชนตัดสิน นั่นคือ กรณีเซียนพระเครื่องคนดัง โอ๊ต บางแพ กล้าชี้ชัดว่าเหรียญพระเครื่องหลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ทองคำราคาหลายล้านบาทของเซียนใหญ่ บอย ท่าพระจันทร์ ไม่ใช่เหรียญรุ่น “ต้นแบบ” ปี 2508 เฉพาะเรตติ้งทีวีมีคนเกาะจอดูหลายล้าน ส่วนที่เหลือติดตามทางยูทูปหลายแสนคน… เราสรุปว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นรูปแบบประชาธิปไตยชัดเจนและผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดีต่อวงการอนุรักษ์พระเครื่องและพระบูชา ประการแรกเป็นการสร้างอิมแพ็คที่เป็นบวกต่อวงการ , ประการที่สองเป็นการให้ความรู้อย่างลึกซึ้งกับประชาชนในศาสตร์การอนุรักษ์วัตถุมงคล !!…

บารอนเนส

ผลงานจิตรกรรมจากเส้นด้ายแห่งความหวังและความกลมเกลียว ‘ดุอาอ์’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025

ผลงานจิตรกรรมจากเส้นด้ายแห่งความหวังและความกลมเกลียว ‘ดุอาอ์’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025

ผลงานจิตรกรรมจากเส้นด้ายแห่งความหวังและความกลมเกลียว ‘ดุอาอ์’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มอบรางวัลชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำปี 2568 แก่คุณยามีล๊ะ หะยี จากผลงานเย็บปักถักร้อยบนผืนผ้าในชื่อ ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร) ซึ่งถ่ายทอดภาพของสตรีผู้วิงวอนให้โลกเต็มไปด้วยความหวังและสันติภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเส้นด้ายที่ถักร้อยชีวิตเข้ากับความฝันอย่างประณีต บ่งบอกเรื่องราวอันทรงพลังที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณ และจินตนาการได้อย่างงดงาม

ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร) โดยยามีล๊ะ หะยี ขนาด 180 x 150 ซม. เทคนิคเย็บปักถักร้อย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประเทศไทย ครั้งที่ 16 ประจำปี 2568

คุณยามีล๊ะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 750,000 บาท และผลงานชิ้นนี้จะไปแข่งขันกับผลงานชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี (UOB POY) จากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ในเวทีระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ประจำปี 2568 และมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมเป็นศิลปินในพำนัก (artist in residence) ในต่างประเทศที่สนับสนุนโดยยูโอบี เป็นเวลา 1 เดือน

คุณยามีล๊ะ กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โรคภัย และความเหลื่อมล้ำ ดิฉันเชื่อว่าศิลปินมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงแห่งสันติภาพและความหวัง ดิฉันหวังว่าผลงานของฉันจะสามารถส่งสารถึงผู้คนให้ไม่ละทิ้งความฝัน ยึดมั่นในความหวัง และเชื่อมั่นในพลังของตนเองในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง”

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับคุณยามีล๊ะ หะยี ที่คว้ารางวัลจากเวทีการประกวดจิตรกรรมยูโอบีประจำปี 2568 ผลงานของเธอสามารถถ่ายทอดความปรารถนาในการเยียวยาและสร้างความกลมเกลียวซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนใฝ่หาได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง ธนาคารยูโอบี เชื่อมั่นในพลังแห่งศิลปะในการสร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงมุมมอง และสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ ในสังคม”

คณะกรรมการตัดสินการแข่งขันปี 2568 ประกอบด้วย

อาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิเมืองเก่าสงขลา และสมาชิกและเลขานุการของคณะกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557

คุณลอเรดานา ปาซซินี-พารัคเชียนี นักวิชาการและภัณฑารักษ์อิสระด้านศิลปะร่วมสมัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะกรรมการต่างชื่นชมการใช้สัญลักษณ์ในผลงานของคุณยามีล๊ะ ที่สามารถสะท้อนประเด็นทางสังคมได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งยกย่องถึงแนวคิดอันเฉียบคมและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่โดดเด่น

Ctrl + Alt + Destruct โดย ธัญญภัทร มานะสาระกุล ขนาด 180 x 130 ซม. เทคนิคสีน้ำมันและสีอะคริลิกบนผ้าใบ  

ได้รับรางวัล Most Promising Artist of the Year ปี 2568 (ประเทศไทย)

ในประเภทศิลปินใหม่หรือศิลปินสมัครเล่น ผลงาน Ctrl + Alt + Destruct โดยคุณธัญญภัทร มานะสาระกุล คว้ารางวัล Most Promising Artist of the Year ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงดาบสองคมของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการนำเสนอภาพระเบิดมือที่ฝังแป้นพิมพ์ “CTRL”, “ALT” และ “DES” อย่างแยบยล สื่อถึงพลังของเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถทั้งสร้างสรรค์และทำลายได้ในเวลาเดียวกัน

คุณธัญญภัทร กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในเส้นทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลงาน Ctrl + Alt + Destruct ชิ้นนี้ สะท้อนถึงทั้งพลังและความเปราะบางของเทคโนโลยี รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเครื่องมือดิจิทัลถูกใช้อย่างไม่เหมาะสม ดิฉันหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การสื่อสาร และการเปิดใจยอมรับความหลากหลายในสังคม”

13 ล้านคนไทยป่วยสุขภาพจิต หวังดีคลินิก ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ เพื่อคนเชียงใหม่

13 ล้านคนไทยป่วยสุขภาพจิต หวังดีคลินิก ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ 'พื้นที่ปลอดภัยทางใจ' เพื่อคนเชียงใหม่

13 ล้านคนไทยป่วยสุขภาพจิต หวังดีคลินิก ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ เพื่อคนเชียงใหม่

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

ข้อมูลจาก สสส. สะท้อนความน่ากังวลของปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย มีการเปิดรายงานสุขภาพคนไทยที่น่าตกใจใน ปี 2568 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล เผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า คนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยเผชิญปัญหา สุขภาพจิต หรือปัญหาทางจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมจากข้อมูลนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ได้กล่าวได้ว่า“สุขภาพจิต”ของคนไทยยังไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

พญ.จุฑาภรณ์ มณีวงศ์ กรรมการบริหาร หวังดีคลินิก เปิดเผยว่า เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว “หวังดีคลินิก” คลินิกสุขภาพจิตในจังหวัดเชียงใหม่ จึงริเริ่มแนวคิด “พื้นที่ปลอดภัย เพื่อสุขภาพใจของทุกคน”  ที่เปิดให้ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาปรึกษา พูดคุย และรับการดูแลด้านสุขภาพจิต  ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ เพราะหวังดีคลินิกนั้น มีความเข้าใจความสำคัญของ “สุขภาพจิต” ว่าสิ่งนี้คือหัวใจของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาทางด้านสุขภาพจิตในหลากหลายมิติ

สถานการณ์ สุขภาพจิต ของคนไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากความเครียดสะสมจากเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และการทำงานที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวตั้งแต่เด็ก และความเหงาโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ หรือแรงกดดันในการใช้ชีวิตของเยาวชนและวัยรุ่นในโรงเรียน รวมถึงปัญหา Cyberbullying ปัญหาเหล่านี้ กำลังกลายเป็น “ปัญหาสาธารณะ” ด้าน สุขภาพจิต ที่น่ากังวล อันจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าถึงบริการและแพทย์เฉพาะทางจิตเวชยังคงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและต่างจังหวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ หรือแม้กระทั้งในชีวิตประจำวันของคนเรา ที่เมื่อพูดถึง ความสุข ความทุกข์ และสุขภาพจิต ที่เป็นเรื่องใกล้ตัว แต่กลายเป็นปัญหาไกลตัวในการเข้าถึงจิตแพทย์  

บทบาทของหวังดีคลินิกในฐานะ “คลินิกจิตเวช เชียงใหม่”

สิ่งที่น่าตกใจเป็นอย่างมากคือ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ หวังดีคลินิก เป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากที่สุดในไทย ดังนั้นในฐานะ คลินิกจิตเวช เชียงใหม่ เราจึงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาแนวทางใหม่เพื่อสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิต ที่เข้าถึงได้จริง ผ่านโครงการและบริการหลากหลายรูปแบบเพื่อเข้าถึงคนเชียงใหม่ และผู้คนบริเวณโดยรอบ  ได้แก่

• บริการที่เข้าถึงง่าย: เปิดให้บริการทั้งที่คลินิกและผ่านระบบออนไลน์ (Tele-health) รวมถึงการปรึกษาผ่าน Line OA เพื่อให้ผู้คนสามารถรับคำปรึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา

• โครงการ ให้ความรู้ออนไลน์เพื่อสุขภาพใจ: หวังดีคลินิกมีการสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ทั้งในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค และในเว็บไซต์ เพื่อเป็นคลังความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพจิตอย่างถูกต้อง และเป็นเพื่อนที่เข้าใจ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาทางด้านใดก็ตาม

สิ่งที่ผู้ก่อตั้งคลินิกมุ่งหวังต่อปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย

“สุขภาพจิตไม่ใช่ความล้มเหลว ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสิ่งที่เราทุกคนควรดูแลเหมือนสุขภาพกาย” หวังดีคลินิก ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” เพื่อคนเชียงใหม่ทุกคน เป้าหมายของ แพทย์และทีมงานของ หวังดีคลินิก

หวังดีคลินิกมุ่งสร้างประโยชน์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนเชียงใหม่

การดำเนินงานของ หวังดีคลินิก ไม่ได้จำกัดแค่การให้บริการทางการแพทย์ แต่ยังมุ่งสร้างสังคมที่เข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น ผ่านแนวทาง “การดูแลใจเชิงรุก” ได้แก่ เข้าถึงบริการได้ง่าย ทั้งที่คลินิกและออนไลน์สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางเข้ามา เสริมองค์ความรู้ให้ครอบครัวเข้าใจวิธีดูแลคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ทำให้ผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติในสังคม

หวังดีคลินิก พื้นที่ปลอดภัย เพื่อสุขภาพใจของทุกคน

หวังดีคลินิก เป็น คลินิกสุขภาพจิตในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” ให้กับทุกคน โดยมีทีม จิตแพทย์ เชียงใหม่และนักจิตวิทยามืออาชีพให้บริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านการปรึกษา การบำบัด และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจและดูแล สุขภาพจิต ของตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ติดต่อปรึกษา หวังดีคลินิกได้ที่ เว็บไซต์:www.wangdeeclinic.com โทร: [064-916-3654]Line Official: [@wangdeeclinic.hd]Facebook: [หวังดี คลินิก – หางดง Wangdee Clinic]https://www.facebook.com/wangdeeclinic ที่อยู่: [309 หางดง 20 หางดง อำเภอหางดง เชียงใหม่ 50230] Google Map: [https://maps.app.goo.gl/vKWXW44KStM429D77]

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

ปูเสฉวนหายไปจากชายหาดของบ้านเราจนแทบจะหาไม่เจอแล้ว มันหายไปไหน ทำไมมันหายไป อะไรคือต้นเหตุทำให้ปูเสฉวนหายไปจากชายหาดของบ้านเรา

ก่อนอื่นต้องถามคุณก่อนว่าเคยเห็นปูเสฉวนที่ชายหาดมาก่อน หรือไม่ หากคุณไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คงยากที่จะบรรยายให้ฟัง เพราะฉะนั้น ขอให้คุณลองไปเปิดคลิปวิดีโอดูก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยมาคุยกันต่อ แต่สำหรับคนที่เคยเห็นปูเสฉวนตัวเป็น ๆ ในธรรมชาติ รับรองคุณจะต้องหลงรักมันอย่างแน่นอน เพราะมันคือสัตว์ที่แสนน่ารัก ตัวเป็นปู แต่อาศัยเปลือกหอยเป็นเสมือนกระดองของมัน 

เหตุผลที่ปูเสฉวนต้องอาศัยเปลือกหอยเป็นเสมือนบ้าน หรือกระดองของมัน ก็เพราะว่ามันมีตัวที่นิ่มมาก แต่ก้ามด้านซ้ายของมันมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา มันจึงใช้เป็นเสมือนอาวุธป้องกันตัว แล้วก็ใช้เปิดฝาหอยเพื่อเอาตัวเข้าไปอาศัย ส่วนก้ามด้านขวาที่เล็กกว่าใช้สำหรับป้อนอาหารให้ตัวเอง 

ก่อนอื่นขอย้ำว่าปูเสฉวนอาศัยอยู่บนบก ไม่ได้อยู่ในน้ำทะเลนะครับ เพราะฉะนั้น อย่าจับมันไปโยนลงทะเล ปูชนิดนี้อาศัยตามป่าและเขาที่อยู่ที่กับชายหาด มันได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกำจัดขยะตามชายหาดที่ขยันขันแข็งมาก เพราะมันกินซากพืช ซากสัตว์ จึงทำให้หาดทรายสะอาดขึ้น มันจะวางไข่ปีละสามครั้งต่อหนึ่งฤดูการวางไข่ แล้วมันก็ใช้การลอกคราบเพื่อเพิ่มขนาดของตัวของมันให้โตขึ้น ระยะเวลาการลอกคราบอยู่ที่ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของมัน โดยปูเสฉวนที่โตเต็มวัยจะมีขนาด 5 นิ้ว 

ถามว่าทำไมปัจจุบันปูเสฉวนจึงลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ตอบว่า เพราะมันไม่มีบ้าน หรือเปลือกหอยเป็นที่คุ้มกันภัยให้มัน สาเหตุเพราะคนที่ไม่รักธรรมชาติ มักชอบเก็บเปลือกหอยไปจากชายทะเล จนมันไม่มีเปลือกหอยให้อาศัย แล้วก็มันก็ยังเจอกับปัญหาน้ำทะเลไม่สะอาด จึงทำให้ปูเสฉวนตายไปเป็นจำนวนมาก แต่ที่อุบาทว์กว่าคือ มีพวกโรคจิตซื้อปูเสฉวนไปเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งขอบอกว่าอย่าได้หาทำเป็นอันขาด เพราะมันคือการฆ่า ย้ำว่าไม่สามารถเลี้ยงปูเสฉวนเป็นสัตว์เลี้ยงได้ เพราะมันต้องอยู่กับธรรมชาติ มันไม่ใช่สัตว์เลี้ยง 

ขอบอกว่าหากเราให้ปูเสฉวนอยู่ตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับพวกเขา เขาจะมีอายุยืนยาวถึง  30-60 ปี ตามแต่ละสายพันธ์ุ แต่หากอุตรินำเข้าไปเป็นสัตว์เลี้ยง มันคือการจงใจฆ่าเขาให้ตายภายในเวลาไม่เกิน 2-3 วัน หรืออย่างเก่งก็ไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพราะมันอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดธรรมชาติ ปูเสฉวนมันต้องอยู่ริมทะเล อยู่บนหาดทราย อยู่ในเปลือกหอย แต่ดันเอามันไปเลี้ยงในตู้ปลา มันจะไปอยู่ได้อย่างไรกัน 

เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย เปลือกหอยถูกคนสติไม่สมประกอบเก็บไปจนหมด ทำให้ปูเสฉวนไม่มีบ้านอยู่ ขอย้ำว่าปูเสฉวนนั้นมีตัวที่นุ่มนิ่มมาก มันจึงต้องมีเปลือกหอยเป็นกระดอง หรือเป็นบ้านของมัน ย้ำว่าปูเสฉวนต้องอยู่ในหอยแบบมีโพรงให้มันอาศัย ไม่ใช่หอยสองฝา เพราะหอยแบบมีโพรงเป็นที่อยู่อาศัยของปูเสฉวนได้ เพราะมันจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องหรือในโพรงของเปลือกหอย เมื่อคนบ้าบอดันเก็บเปลือกหอยไปจนหมด ก็ทำให้ปูเสฉวนไม่มีบ้านอยู่ มันก็จึงตาย ดังนั้น เราจึงต้องช่วยกันนำเปลือกหอยคืนกลับไปยังป่าละเมาะที่อยู่ชายหาด หรือเนินเขาริมทะเล แล้วที่สำคัญคือเราต้องไม่เก็บเปลือกหอยกลับบ้าน ไม่ซื้อสินค้าใด ๆ ที่ทำจากเปลือกหอย 

ภาพปูเสฉวนต้องเอาตัวเข้าไปอาศัยอยู่ในขวดแตก หรือกระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องเบียร์ หรือขวดพลาสติก ทำให้เกิดความสังเวชมาก เพราะมันคือการเอาตัวรอดของปูเสฉวนที่ไม่มีเปลือกหอยเป็นบ้านของมัน

เพราะฉะนั้น ขอเชิญชวนคุณส่งเปลือกหอยกลับคืนสู่ชายทะเล เพื่อให้เป็นบ้านของปูเสฉวน โดยส่งไปให้อุทยานทางทะเลต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งของไทย โดยส่งไปทางไปรษณีย์ หรือหากสะดวกก็นำไปไว้ที่บริเวณป่าชายทะเล เพราะปูเสฉวนอาศัยอยู่ตามป่าละเมาะ และเนินเขาริมทะเล และขอย้ำว่าเวลาคุณกินอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยต่าง ๆ ขอให้ช่วยนำเปลือกหอยกลับบ้านไปด้วย แล้วทำความสะอาดเปลือกหอยโดยแช่น้ำสะอาดไว้สักหนึ่งคืน แล้วก็ส่งทางไปรษณีย์ไปยังอุทยานทางทะเลที่คุณตั้งใจส่งไป เพียงแค่นี้ก็จะได้ช่วยกันหาบ้านให้ปูเสฉวน และช่วยกันเพิ่มจำนวนปูเสฉวน

สำหรับคุณ ๆ ที่สนใจร่วมทริปคืนเปลือกหอยให้ปูเสฉวนที่เกาะลันตา โดยไปที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยตั้งใจจะไปทริปนี้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หรือต้นเดือนมกราคม โปรดติดต่อ 091 7233615 

 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

เด็กวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล คว้าถ้วยรางวัลพระราชทานฯ แข่งขันบรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน ‘Thailand Saxophone Competition 2025’

เด็กวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล คว้าถ้วยรางวัลพระราชทานฯ แข่งขันบรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน ‘Thailand Saxophone Competition 2025’

เด็กวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล คว้าถ้วยรางวัลพระราชทานฯ แข่งขันบรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน ‘Thailand Saxophone Competition 2025’

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับการแข่งขันบรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน Thailand Saxophone Competition 2025” ชิงถ้วยพระราช ทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย นักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คว้าถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง

การแข่งขันบรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน “Thailand Saxophone Competition 2025” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รอบชิงชนะเลิศ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่  18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ไอคอนสยาม อาร์ต แอนด์ เคาเจอร์ สเปซ (ICONSIAM Art & Culture Space)  ชั้น 8 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร จัดโดย บริษัท ฟุสโก กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ ไอคอนสยาม ,บริ ษัทลิขสิทธิ์ดนตรี(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด ,พิพิธภัณฑ์ชาโตว์ เดอลา พอร์ชเลน ,โรงพยา บาลในเครือบางปะกอกและปิยะเวท ,โรงพยาบาลเจ้าพระยา และ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

10 เยาวชน ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้แก่ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย (ปัน) อายุ 24 ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ,ศรีอารียะ เมตตรัยโย (โฟน) อายุ 19 ปี โรงเรียนเลยพิทยาคม ,ธนกฤต แก้วเพ็ชร (เบิร์ด) อายุ 22 ปี กองดุริยางค์ทหารเรือ ,ปภังกร รักษิตชยะกูร (นีโน่) อา ยุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ,สิรวิชญ์ เจริญโต  (อ๋อง) อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ,ธีรภัทร์ คงสมแสวง (ตะวัน) อายุ 18 ปี วิท ยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ,รณฤทธิ์ ชาวบ้านกล่าง (ปลาทู) อายุ 25 ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,รณกฤต กฤศมน (โจ) อายุ 23 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร,สิรภพ แสงมณี (อัฑฒ์) อายุ 15 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ,ศักรินทร์ นกขุนทอง (ตูน) อายุ 24 ปี กองดุริยางค์ทหารเรือ โดยการแข่งขันครั้งนี้มีบุคคลสำคัญจากแวดวงแซ็กโซโฟนและดนตรีมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบสุดท้าย ได้แก่ อ.ต๋อง-เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร นักแซ็กโซโฟนระดับตำนานของไทย,อ.รัก-อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักวิจารณ์ดนตรี ผู้ร่วมก่อตั้งสื่อออนไลน์ The People และอาจารย์พิเศษ คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ,อ.ย์อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน อาจารย์ประจำหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกดนตรีแจ๊สคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,อ.แก๊ป-อรรคพล หมั่นเจริญ General Manager Yamaha Music School Thailand และ อ.โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ ศิลปินศิลปาธร สาขาภาพยนตร์และสื่อเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก วง Back Up ของคณะอาจารย์พิเศษ คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาร่วมบรรเลงเพลงกับผู้แข่งขันอีกด้วย

ผลการแข่งขัน ผู้ชนะเลิศถ้วยพระราชทานฯ ได้แก่ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย (ปัน) อายุ 24 ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ,รองอันดับ 1 ปภังกร รักษิตชยะกูร (นีโน่) อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ,รองอันดับ 2  สิรวิชญ์ เจริญโต (อ๋อง) อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดม ศึก ษา ,รองอันดับ 3 รณกฤต กฤศมน(โจ) อายุ 23 มหาวิทยาลัยศิลปากร ,รองอันดับ 4 สิรภพ แสงมณี (อัฑฒ์) อายุ 15 ปี โรงเรียนเตรียมอุดม ศึกษา

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษาในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นประธานในการแข่งขัน กล่าวว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ฯ ที่จังหวัดลำพูนเป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับเด็กหญิงกำ พร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนประจำกินนอน ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ต้องใช้งบประ มาณปีละ 25 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น ปัจจุบันมีนักเรียนเกือบ 300  คน โดยมีครูและบุคลากรทั้งสิ้น 40 คน การแข่งขันเป่าแซ็กโซโฟนฯ ชิงถ้วยพระราชทานฯ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้าล้นกระหม่อมกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศมาให้ รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยงานจากภาคเอกชน บริษัทและห้างร้านที่ช่วยสนับสนุนการแข่งขันและสถานที่ในวันนี้”

ด้าน ภชกรณ์ กาญจนมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟุสโก กรุ๊ป จำกัด ผู้ริเริ่มจัดการแข่งขันในครั้งนี้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการแข่งขันว่า “เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนของไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของนักดนตรีรุ่นใหม่ และส่งเสริมคุณค่าของศิลปวัฒน ธรรมทางด้านดนตรีสากลและแซ็กโซโฟน  และยังแสดงถึงการประกวดที่มีความสำคัญในระดับประเทศ  รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

ปรันตวัฒน์ มารวิชัย (ปัน) อายุ 24 ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แชมป์ถ้วยพระราชทานฯ  เผยถึงความรู้สึกว่า “ ดีใจมากไม่คิดว่าตัวเองจะได้เหมือนกัน ฝึกมานานมาก ปกติจะชอบแนวเพลงคลาสสิกมากกว่า เพิ่งหันมาหัดเล่นแนวเพลงแจ๊ส แค่ 3 ปีเท่านั้น ที่ผ่านมาชอบตระเวนเข้าร่วมการแข่งขันด้านดนตรีบ่อยๆ การเข้าประกวดคือการสร้างสมประสบการณ์ทางด้านดนตรี มากกว่าการหวังผลการแข่งขัน ถ้าชนะถือว่าเป็นโบนัสหรือผลกำไรในการต่อยอดหรือสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนาด้านดนตรีมากขึ้น การได้แชมป์ถ้วยแชมป์ถือเป็นรายการแรกของชีวิต สร้างความปลื้มปิติให้กับตนเองและครอบครัว อยากให้มีจัดทุกๆปี อยากเชิญชวนให้น้องๆ คนที่รักดนตรีสากล โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน มาประกวดกันเยอะๆ”

รองอันดับ 1 ปภังกร รักษิตชยะกูร (นีโน่) อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า “ยินดีมากที่ได้เข้าแข่งขันในรายการนี้ ไม่แค่ได้เจอพี่ๆน้องๆ ในวงการ แซ็กโซโฟน มากไปกว่านั้นคือได้มีโอกาสเป่าแซ็กโซโฟนร่วมกับปรมาจารย์ทางด้านดนตรี ทำให้ตัวเองพัฒนาการเล่นดน ตรีสากลเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญการได้รับรางวัลแห่งชีวิตครั้งนี้ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน อีกด้วย”

รองอันดับ 2 สิรวิชญ์ เจริญโต (อ๋อง) อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า “สนุกมากกับการแข่งขันครั้งนี้ ไม่คิดว่าจะได้รางวัล เพราะผมมีความรู้สึกว่าตัวเองเล่นอะไรอยู่ก็ไม่รู้ คิดในใจอยู่อย่างเดียวว่า เราต้องเต็มที่ให้คนดูและคณะกรรมการรู้สึกสนุกไปกับเราแค่นั้นก็พอ”

รองอันดับ 3 รณกฤต กฤศมน (โจ) อายุ 23 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า “สนุกดีครับ เป็นรายการแข่งขันที่ดีเลยครับ เหมาะกับเด็กที่สนใจดนตรี ประเภทแซ็กโซโฟน แล้วก็อยากให้มีการแข่งขันทุกๆ ปี”

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขัน พร้อมสองมินิคอนเสิร์ตจาก “เรย์จิ๊ส(Re’jizz)” ศิลปินแนวเพลงแจ๊ส สไตล์ฮิบฮอบแนวใหม่ และ วง “โอเวอร์โทน แซ็กโซโฟน ควอเต็ท บาย มิวสิค โมเดิร์น (Overtone Saxophone Quartet by Music Modren)”  โดยมี ดร.วีณา เชิดบุญชาติ กรรมการบริษัท ตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด และเลขาธิการการมูลนิธิอุบลรัตน์ในพระบรมราชินูปถัมภ์,ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ประธานกรรมการพิพิธภัณฑ์ชาโตว์ เดอลา พอร์ชเลน ,กรกช โรจนะโชติกุล  รองประธานมูลนิธิรวมน้ำใจต้านภัยเอดส์  ณัฐสุวีร์ กาญจนมงคล ที่ปรึกษาและกรรมการบริหาร บริษัท ฟุสโก กรุ๊ป จำกัด,ณัฐวุฒิ เฉลิมวันเพ็ญ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสธุรกิจสัมพันธ์  บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด มาร่วมงาน

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานแข่งขันฯ ถ่ายภาพร่วมกับ ดร.วีณา เชิดบุญชาติ,ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจิน
 ดา, กรกช  โรจนะโชติกุล  และ ภชกรณ์ -ณัฐสุวีร์ กาญจนมงคล ร่วมด้วยคณะกรรมการตัดสินและผู้ชนะเลิศถ้วยพระ
ราชทานฯ พร้อมด้วยรองทั้ง 4 อันดับ และผู้เข้าแข่งขัน

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานแข่งขันฯ ถ่ายภาพร่วมกับ ดร.วีณา เชิดบุญชาติ,ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจิน ดา, กรกช โรจนะโชติกุล และ ภชกรณ์ -ณัฐสุวีร์ กาญจนมงคล ร่วมด้วยคณะกรรมการตัดสินและผู้ชนะเลิศถ้วยพระ ราชทานฯ พร้อมด้วยรองทั้ง 4 อันดับ และผู้เข้าแข่งขัน

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ มอบรางวัลแชมป์ถ้วยพระราชทานฯ  ปรันตวัฒน์ มารวิชัย (ปัน) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ 
มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ มอบรางวัลแชมป์ถ้วยพระราชทานฯ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย (ปัน) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.วีณา เชิดบุญชาติ มอบรางวัลรองอันดับ 1 ปภังกร รักษิตชยะกูร (นีโน่) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ดร.วีณา เชิดบุญชาติ มอบรางวัลรองอันดับ 1 ปภังกร รักษิตชยะกูร (นีโน่) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา มอบรางวัลรองอันดับ 2  สิรวิชญ์ เจริญโต (อ๋อง) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา มอบรางวัลรองอันดับ 2 สิรวิชญ์ เจริญโต (อ๋อง) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

กรกช  โรจนะโชติกุล มอบรางวัลรองอันดับ 3 รณกฤต กฤศมน(โจ) มหาวิทยาลัยศิลปากร

กรกช โรจนะโชติกุล มอบรางวัลรองอันดับ 3 รณกฤต กฤศมน(โจ) มหาวิทยาลัยศิลปากร

อ.โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ ,อ.อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน ,อ.รัก-อนันต์ ลือประดิษฐ์ ,อ. ต๋อง-เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร และ วรรณยศ มิตรานนท์ ร่วมยินดีกับ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย แชมป์บรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน

อ.โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ ,อ.อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน ,อ.รัก-อนันต์ ลือประดิษฐ์ ,อ. ต๋อง-เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร และ วรรณยศ มิตรานนท์ ร่วมยินดีกับ ปรันตวัฒน์ มารวิชัย แชมป์บรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน

อ.ต๋อง-เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร บรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น”

อ.ต๋อง-เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร บรรเลงเดี่ยวแซ็กโซโฟน บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น”

ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ

ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ

กัลยาณี ว่องกิจไพศาล,ตวงรัตน์ ศิริยงค์ ,ศรินศิริ โทณะวณิก,ณัฐสุวีร์ กาญจนมงคล ,กรกช  โรจนะโชติกุล ,ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ,ดร.วีณา เชิดบุญชาติ ,ภชกรณ์ กาญจนมงคล ,ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร ,รัตโณวรรณ ประเสริฐอัมพร และ สุร พลน้อย โทณะวณิก

กัลยาณี ว่องกิจไพศาล,ตวงรัตน์ ศิริยงค์ ,ศรินศิริ โทณะวณิก,ณัฐสุวีร์ กาญจนมงคล ,กรกช โรจนะโชติกุล ,ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ,ดร.วีณา เชิดบุญชาติ ,ภชกรณ์ กาญจนมงคล ,ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร ,รัตโณวรรณ ประเสริฐอัมพร และ สุร พลน้อย โทณะวณิก

สมาชิกวง “โอเวอร์โทน แซ็กโซโฟน ควอเต็ท บาย มิวสิค โมเดิร์น

สมาชิกวง “โอเวอร์โทน แซ็กโซโฟน ควอเต็ท บาย มิวสิค โมเดิร์น

มนตรี วิโรจน์เวชภัณฑ์ มาร่วมแสดงความยินดี

มนตรี วิโรจน์เวชภัณฑ์ มาร่วมแสดงความยินดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

อาการปวดเป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายส่งออกเพื่อเตือนเราว่ากำลังมีความผิดปกติ หรือได้รับบาดเจ็บ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน เมื่อมีอาการปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน ซึ่งบางครั้งผู้มีอาการยังทนได้ หรืออาจไม่มีเวลาไปพบแพทย์ จึงต้องพึ่งยาบรรเทาปวด แต่การใช้ยาแก้ปวดโดยไม่ระมัดระวังจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้  

อาการปวดมีหลายรูปแบบ บางคนมีอาการเฉียบพลัน มักเกิดทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ หรือหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยต้องเพิ่มการระมัดระวัง และพักผ่อนให้มาก แล้วอาการปวดก็จะหายไป เมื่อสาเหตุที่ทำให้ปวดถูกแก้ไขได้แล้ว

แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรัง เป็นอาการที่คงอยู่เป็นเวลานาน แม้บาดแผลภายนอกจะหายแล้วก็ตาม อาการปวดชนิดนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตอย่างมาก และมักต้องการการรักษาที่ซับซ้อนกว่า 
สาเหตุของอาการปวดที่พบบ่อยที่สุดมักเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ และการใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวันและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลังส่วนล่างที่ปวดเรื้อรังมาจากการนั่งทำงานผิดท่าเป็นเวลานาน หรืออาการปวดคอและไหล่จากการก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ นับเป็นรูปแบบของการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ ๆ 

นอกจากนี้ การบาดเจ็บเฉียบพลันอย่างการข้อเท้าพลิก กล้ามเนื้อฉีก หรือกระดูกหักจากอุบัติเหตุ ก็เป็นสาเหตุของอาการปวดที่รุนแรงและต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนกลุ่มถัดมาคือ อาการปวดจากการอักเสบและการติดเชื้อ ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับสิ่งผิดปกติ เช่น อาการปวดข้อต่อจากโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ ซึ่งเป็นภาวะอักเสบเรื้อรัง หรืออาการปวดฟัน และปวดท้องรุนแรงจากการติดเชื้อ ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม 

การรู้สาเหตุอาการปวดเป็นกุญแจสำคัญ ในการจัดการความปวดได้ตรงจุด และช่วยให้เรารู้ว่าเมื่อใดควรพัก และต้องใช้ยาแก้ปวด และเมื่อไรจำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แล้วจะได้ช่วยป้องกันการกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

หากมีอาการปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ แถมยังปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าที่ยาแก้ปวดทั่วไปจะช่วยบรรเทาได้ ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาการปวดอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ เช่น ติดเชื้อรุนแรง เนื้องอก หรือภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ 
 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

จากที่ทำงานสู่ที่บ้านภิรัชทาวเวอร์ฯ ผนึกกำลัง 10 ผู้เช่า ร่วม World Clean Up Day 2025

จากที่ทำงานสู่ที่บ้านภิรัชทาวเวอร์ฯ ผนึกกำลัง 10 ผู้เช่า ร่วม World Clean Up Day 2025

จากที่ทำงานสู่ที่บ้านภิรัชทาวเวอร์ฯ ผนึกกำลัง 10 ผู้เช่า ร่วม World Clean Up Day 2025

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

ภิรัชทาวเวอร์ แอท เอมควอเทียร์ (BHIRAJ TOWER at EmQuartier) ตอกย้ำจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จัดกิจกรรม “World Clean Up Day 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เมื่อวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568 โดยระดมพลังผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จาก 10 บริษัทผู้เช่าชั้นนำ ร่วมเก็บขยะรอบอาคาร เพื่อสร้างความสะอาดและสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานถึงความสำคัญของการแยกขยะ พร้อมมุ่งยกระดับอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ให้เป็นมากกว่าอาคารสำนักงาน แต่เป็นพื้นที่ทำงานที่ทำให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตที่ดีอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน

กิจกรรมในปีนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม “ประกอบทะเล” ที่นำโดย คุณณัฐนิช พานิชภักดิ์ หรือ “แทนทะเล (Tanntalay)” อินฟลูเอนเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล คุณคมชาญ สุขศรี หรือ “Tannhwa” และคุณสุรศักดิ์ น้อยรอด หรือ “Zcart.art” อินฟลูเอนเซอร์ด้านศิลปะและการดูแลจิตใจ ที่มาให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความสำคัญของการแยกขยะอย่างถูกวิธี ทั้งในพื้นที่สำนักงานและที่พักอาศัย และการดูแลจิตใจผ่านงานศิลปะ รวมถึงกลุ่ม “นางสาวถิ่นไทยงาม 25688” นำโดย นาตาลี สุกีอุระ ผู้ชนะเลิศนางสาวถิ่นไทยงามประจำปีนี้ อัญชิษฐา สุขสงค์ รองอันดับที่ 1 จารุปิยา บริบาลบุรีภัณฑ์ รองอันดับที่ 2 จิรัชยา สุขอินต๊ะ รองอันดับที่ 2 และปาณิศา สุทธิสว่าง Tip Iconic Star ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มุ่งสร้างท้องถิ่นไทยที่ดีและมีความยั่งยืน

คุณรัชธัช จุลละจินดา ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจอาคารสำนักงาน กล่าวว่า “กิจกรรม World Clean Up Day ได้รับความสนใจจากผู้เช่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนปัจจุบันให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นอย่างมาก ซึ่งในอาคารสำนักงานทุกคนก็มีส่วนในการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของขยะ ซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน หากสำนักงานเริ่มต้นแยกขยะและทิ้งอย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มจากที่ทำงาน ส่งต่อไปสู่ที่บ้านได้ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ อยากเป็นตัวแทนสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะเราไม่ได้เป็นต้องการเป็นเพียงอาคารสำนักงานเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาที่ทุกคนได้มาใช้ชีวิตร่วมกันที่นี่ เราอยากเป็นชุมชนที่สร้างเครือข่ายและร่วมผลักดันสังคมที่ดีไปพร้อมกับผู้เช่าทุกคน”

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้แบ่งออกเป็น 4 ทีม แข่งขันเก็บขยะในบริเวณรอบอาคาร โดยมีกลุ่มประกอบทะเลเป็นผู้นำกิจกรรม ทีมที่ชนะสามารถเก็บขยะไปได้กว่า 9 กิโลกรัม โดยขยะที่พบมากที่สุดคือ ก้นบุหรี่ เศษพลาสติก และขวดพลาสติก

คุณณัฐนิช พานิชภักดิ์ หรือ “แทนทะเล” กล่าวถึงปัญหาขยะที่พบว่า “ก้นบุหรี่เป็นขยะที่พบมากที่สุดในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือตามชายหาด และเป็นขยะที่แยกยากที่สุดเพราะประกอบด้วยวัสดุหลากหลายที่เราไม่สามารถแกะและแยกได้อย่างขวดพลาสติก จึงทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นตามมา เช่น การอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุของน้ำท่วม เช่นเดียวกับเศษพลาสติกจากห่อบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ สิ่งที่ควรทำคือการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคเข้าใจและปฏิบัติเรื่องการทิ้งและแยกขยะอย่างถูกวิธี เพราะหลายคนยังมองข้ามปัญหาที่เกิดจากการไม่แยกขยะ จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งสื่อที่ให้ความรู้และมาตรการที่ชัดเจนควบคู่กัน”

ด้านนางสาวนาตาลี สุกีอุระ ผู้ชนะเลิศนางสาวถิ่นไทยงามกล่าวเสริมว่า “จากการเดินเก็บขยะในวันนี้ ได้เห็นบ้านพักอาศัยและร้านค้าในย่านสุขุมวิทหลายแห่งนำถังแยกขยะมาตั้งด้านหน้าตามมาตรการของกรุงเทพมหานคร รู้สึกดีใจมากที่ผู้คนเห็นความสำคัญ การเรียนรู้เกี่ยวกับการแยกขยะในวันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่เราหวังว่าผู้คนจะได้ใช้ประโยชน์ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน และเราก็อยากเป็นตัวแทนนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้สู่ประชาชนในวงกว้างต่อไป”

นอกจากกิจกรรมเก็บขยะในช่วงเช้าแล้ว กลุ่มประกอบทะเลยังได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป ทำพวงกุญแจและกำไลข้อมือจากขยะที่เก็บได้จากทะเล และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการดูแลจิตใจด้วยศิลปะ ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อของ World Clean Up Day ในปีนี้ ที่เน้นความสำคัญของขยะที่เกิดจากสิ่งทอและแฟชั่น กิจกรรมเวิร์คช็อปนี้แสดงให้เห็นว่าขยะที่ดูไร้ค่าสามารถนำมาเปลี่ยนใช้ประโยชน์ให้ทันสมัยผสมผสานเข้ากับศิลปะเพื่อเข้ากับผู้คนทุกเพศทุกวัยได้