ครั้งแรกในไทย Global Leadership Awards 2025 รางวัลเกียรติยศ ‘สุดยอดผู้นำระดับโลก’ ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

ครั้งแรกในไทย Global Leadership Awards 2025 รางวัลเกียรติยศ ‘สุดยอดผู้นำระดับโลก’ ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

ครั้งแรกในไทย Global Leadership Awards 2025 รางวัลเกียรติยศ ‘สุดยอดผู้นำระดับโลก’ ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทย “รางวัลผู้นำระดับโลก ครั้งที่ 13 ประจำปี 2568” (Global Leadership Awards 2025) ภายใต้แนวคิด “ทุกธุรกิจคือ ธุรกิจระดับโลก” เวทีแห่งการยกย่องผู้นำองค์กรที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคม ใน 25 สาขารางวัล ครอบคลุมธุรกิจ เทคโนโลยี ความยั่งยืน การดูแลสุขภาพ การศึกษา จัดโดย เดอะ ลีดเดอร์ ออนไลน์, มาย อีเว้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ แม็กซ์อิมเมจ กรุ๊ป ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ในงานได้รับเกียรติจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบล รัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีมอบรางวัลผู้นำที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างแรงบันดาลใจ โดยทุกรางวัลได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนถึงภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ผลกระทบทางสังคม และภาวะผู้นำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั่วโลก ซึ่งงานนี้จัดโดย เดอะ ลีดเดอร์ ออนไลน์, มาย อีเว้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ แม็กซ์อิมเมจ กรุ๊ป

นางสาวฐาปณี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่งานประกาศรางวัล Global Leadership Awards ครั้งที่ 13 เป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่งานอันทรงเกียรติในปีนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ นวัตกรรม วิสัยทัศน์ และเป็นช่วงเวลาที่จะเชื่อมโยงผู้นำระดับโลกเข้ากับพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาส

“ภาวะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างโอกาสให้ผู้อื่นได้เติบโตไปพร้อมกับคุณ ดิฉันขอเชิญชวนทุกท่านให้มองประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และ ดินแดนแห่งโอกาส ศูนย์กลางที่เปี่ยมไปด้วยพลังสำหรับการค้า ความคิดสร้างสรรค์ และการเดินทางของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการแพทย์ไปจนถึงนวัตกรรมดิจิทัล การเดินทางสีเขียว และประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่กำลังกำหนดอนาคตของการท่องเที่ยวทั่วโลก” นางสาวฐาปณี กล่าว

ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการขยายเส้นทางเชื่อมต่อทางอากาศ โดยที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ผ่านเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Amazing Thailand ซึ่งดำเนินการทั่วประเทศร่วมกับพันธมิตร ล่าสุดเปิดต้อนรับเที่ยวบินตรงใหม่จากอาบูดาบีไปยังกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก ในปีนี้ ขอเชิญชวนให้ทุกคนทั่วโลกมาค้นพบเสน่ห์แบบไทยที่สัมผัสหัวใจของนักท่องเที่ยวทุกคนผ่านธรรมชาติ อาหาร สุขภาพ และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายใต้แคมเปญใหม่ล่าสุด “Healing is the New Luxury” เพราะความหรูหราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคา แต่ถูกกำหนดด้วยความสบายใจในประเทศไทย

นางวิวรรณ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ จำกัด และ มิส ดาทิน วิระ ซาบรินา ประธานร่วมจัดงาน กล่าวว่า “การกลับมาของงาน GLA 2025 ที่กรุงเทพฯ ในปีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มต้นจุดมุ่งหมายใหม่ เพื่อยกย่องและเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้นำที่กำลังกำหนดอนาคตด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และความร่วมมือระดับโลกที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในสาขาของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับชุมชนและสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป”

งานประกาศรางวัล Global Leadership Awards 2025 มอบรางวัลอันทรงเกียรติ “นักสังคมสงเคราะห์แห่งปี” และ “นักสังคมสงเคราะห์แห่งชีวิต” เพื่อยกย่องบุคคลผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และผลงานอันยาวนาน ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออุตสาหกรรมและชุมชนทั่วโลก ได้แก่ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัททีซีซี จากประเทศไทย คว้ารางวัลนักสังคมสงเคราะห์แห่งปี เพื่อยกย่องความพยายามด้านการกุศลอันโดดเด่น

รางวัลความสำเร็จตลอดชีวิต มอบให้แก่ผู้นำที่โดดเด่น 2 ท่าน ได้แก่ Dato’ Dr. Shamshudeen Yunus ผู้ก่อตั้ง Tijarah Holdings Limited จากมาเลเซีย และ Sir Iqbal Sacranie OBE ประธานของ Hima Investments & Consultancy Limited จากสหราชอาณาจักร โดยทั้งคู่ได้รับเกียรติจากความทุ่มเทตลอดชีวิตเพื่อความเป็นเลิศด้านบริการ และสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับโลก

ภายในงานมีการมอบรางวัลในหลายสาขา ทั้ง INDUSTRY EXCELLENCE IN AUTOMOTIVE DISTRIBUTION มอบให้กับ THAI YARNYON COMPANY LIMITED จากประเทศไทย, รางวัล GLOBAL LEADERSHIP & INNOVATION ได้แก่ บริษัท BESTINET SDN BHD  จากประเทศมาเลเซีย, รางวัล CSR COMPANY OF THE YEAR ได้แก่ GLOBAL ENTREPRENEURSHIP NETWORK (GEN) จากประเทศไทย,รางวัล CEO OF THE YEAR ได้แก่  MICROSOFT THAILAND LIMITED  และ รางวัล CULTURE TOURISM OF THE YEAR ได้แก่ GOURMET ENTERPRISE  (สุขสยาม) จากประเทศไทย

นอกจากนี้ มีผู้ได้รับรางวัลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท อายะ โฮเทลส์ จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมทนายความสตรี, มิสกวัน เฮลท์ กรุ๊ป, คลาวด์เซค เอเชีย, น็อกซ์เทค โซลูชั่น  รวมทั้งกิจกรรม Talk Session ที่น่าสนใจในหัวข้อ “เมื่อโลกก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) บทบาทผู้นำยังคงสำคัญเหมือนเดิม” โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้บริหาร Bitkub พร้อมการแสดงหุ่นละครโรงเล็ก

การจัดงาน Global Leadership Awards 2025 ที่จัดครั้งแรกในประเทศไทยในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทเวทีประกาศเกียรติคุณระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด และได้รวบรวมผู้นำผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ประกอบด้วยซีอีโอ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากมาเลเซีย ไทย สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมียนมาร์ สหราชอาณาจักร แทนซาเนีย บรูไน ตุรกี เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูผู้นำที่แท้จริงและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในอดีต “คุณค่า” ของเครื่องประดับมักถูกตัดสินจากมูลค่า น้ำหนักกะรัต ความหายาก และความประณีตสวยงาม แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องจริยธรรมและความยั่งยืนของโลกมากขึ้น ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความโปร่งใสทางธุรกิจ ตลอดจนสวัสดิการและค่าแรงที่เป็นธรรมต่อแรงงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คุณค่าเหล่านี้เริ่มได้รับการใส่ใจเดินทางมาถึงในวงการเครื่องประดับ และนำไปสู่เทรนด์ซึ่งถูกเรียกว่า Ethical Jewelry หรือ เครื่องประดับเชิงจริยธรรม ที่กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในวงการแฟชั่นของโลก พร้อมเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘มูลค่า’ ไปสู่ “ความหรูหราที่ตรวจสอบได้” (traceable luxury)

Ethical Jewelry เมื่อความโปร่งใสมีค่ากว่ากะรัต

เพราะอุตสาหกรรมอัญมณีเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและตรวจสอบได้ยากที่สุดในโลก เนื่องจากทำให้เกิด “ต้นทุนที่ซ่อนเร้น” ที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ การเอาเปรียบแรงงาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กรณี blood diamond หรือ “เพชรสีเลือด” ที่ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการทำสงคราม ความโปร่งใส (Transparency) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของอัญมณี ได้อย่างชัดเจน และมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการละเมิดสิทธิใดๆ

‘Ethical Jewelry’ จึงเป็นแนวทางใหม่ของอุตสาหกรรม ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceable Sourcing) การดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม (Fair Labor Practices) การผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Eco-Conscious Production) ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม (Good Governance) ซึ่งสะท้อนคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่าความงามภายนอก

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าเป็น ‘Ethical Jewelry’ โดยไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ตรวจสอบได้จริง อาจกลายเป็นเพียงการตลาดที่บิดเบือนได้ (Greenwashing) อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกจึงต้องร่วมกันสร้าง “มาตรฐานกลางด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ” เพื่อความเชื่อมั่นและความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในปัจจุบันมีหลายระดับโลกที่กำหนดเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล จริยธรรม และความยั่งยืน เช่น CIBJO, RJC และ GIT Standard เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการตั้งแต่เหมืองแร่จนถึงกล่องเครื่องประดับ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เบียดเบียนใคร

แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติอีกต่อไป แต่เป็น “มาตรฐานใหม่ของความงาม” ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Conscious Consumers ที่เชื่อว่าความงดงามควรมาพร้อมความถูกต้อง 1 จากรายงาน McKinsey ระบุว่า ภายในปี 2025 ปัจจัยด้านจริยธรรมและความยั่งยืนจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับมากถึง 20–30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยินดีจ่าย “ราคาพรีเมียม” เพื่อความมั่นใจในความรับผิดชอบของแบรนด์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Chopard, Tiffany & Co., Cartier, Pandora, Bulgari และ Gucci ต่างประชาสัมพันธ์ว่าจะทำธุรกิจภายใต้มาตรฐานจริยธรรมและความยั่งยืน เพื่อยืนยันว่า “ความสวยงามที่แท้จริง” ไม่ได้วัดจากกะรัตเพียงอย่างเดียว แต่คือความงามที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

Ethical Jewelry ในประเทศไทย

ในประเทศไทย กระแส Ethical Jewelry เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลายแบรนด์อัญมณีและดีไซเนอร์รุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบ การใช้วัสดุรีไซเคิล หรือแม้แต่การเลือกใช้ใบรายงานผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จาก GIT Standard เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าเครื่องประดับหรือร้านค้าที่ได้รับรองนั้น มีระบบมาตรฐานการตรวจสอบ การมีธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างแท้จริง

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก มีจุดแข็งด้านฝีมือ ความประณีต และดีไซน์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ อีกทั้งอุตสาหกรรมอัญมณีถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ 2 ด้วยมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 3 และมีแรงงานกว่า 1 ล้านคนในภาคการผลิตในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับ Traceability และ Ethical Sourcing ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับ “ระบบมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” เพื่อให้ความงามของอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่เพียงโดดเด่นและเชื่อถือในคุณภาพ หากคือการวางรากฐานอนาคต และต่อยอดความเชื่อมันและความเป็นผู้นำของไทยในอุตสาหกรรมอัญมณีระดับโลกอย่างยั่งยืน”

สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานครั้งนี้ GIT ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถยกระดับธุรกิจของตนเองสู่มาตรฐานสากลผ่านโครงการ “GIT Standard” ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “แผนที่นำทาง” ในการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การยกระดับห้องปฏิบัติการ การจัดตั้งระบบบริหารภายใน การประเมินและจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั่วโลก รวมถึงเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) เพื่อยกระดับความยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมแล้วกว่า 40 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไทยที่พร้อมปรับตัวสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสอย่างแท้จริง

คุณแหน : 20 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 20 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 20 ตุลาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

๐๐ พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ นำคณะกก.สมาคมฯและทีมนักกอล์ฟชมรมกอล์ฟธรรมศาสตร์อาทิ พิชัย ชุณหวชิร,ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์,กำธร วังอุดม,จำกัดธิต ศิริพูนทรัพย์,ชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ,ผาณิต พูนศิริวงศ์ เป็นทีมเยือนไปแข่งกอล์ฟกระชับมิตรกับทีมเจ้าภาพที่ประเทศไต้หวัน TaiDome 2025 TaoYuan 22-27 ต.ค…๐๐

๐๐ ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอส DMT ยิ้มหน้าบานขึ้นรับรางวัล AMCHAM CSI Award จากหอการค้าอเมริกันในไทย รอบนี้ได้รางวัลระดับ Silver Recognition จากผลงานระดับมาสเตอร์พีชขององค์กร “Tollway CSR 5 ด้าน” ที่ทุ่มเททำกันมาเกือบยี่สิบปี ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม,ด้านการพัฒนาการศึกษา,ด้านสุขภาพและการต่อต้านยาเสพติดในชุมชน,ด้านการยกระดับคุณภาพชีวิต และด้านการยกระดับความปลอดภัยบนถนน ให้เห็นถึงความตั้งใจของทุกคนในบริษัทฯอย่างแท้จริง..๐๐

๐๐ มิตรสหายชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น..๐๐

๐๐ แซม ตันสกุล วันเกิดปีนี้ตรงกับทริปที่ไปงานกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่อเมริกา เลยได้ฉลองทั้งที่ นครซานฟรานซิสโก และ ลาสเวกัส..๐๐

๐๐ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ชวนศิษย์เก่า BCC และญาติมิตรร่วมแข่งขันกอล์ฟการกุศล BCCAA Swing Charity 2025 ชิงถ้วยประทาน พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล 10 พ.ย. ณ ณ สนามกอล์ฟราชพฤกษ์ The North Park Golf Club เพื่อหารายได้ในการพัฒนาและเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับสมาคมศิษย์เก่าฯ รวมทั้งรายได้ส่วนหนึ่งจะสมทบเข้ากองทุน “ป๋าอารีย์” เพื่อช่วยเหลือคุณครู รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่ประสบความเดือดร้อน รายละเอียดโทร 089-494-4055..๐๐

๐๐ ปีนี้ อ.วรรณดี คันธวงศ์ อายุครบ 104 ปี  สมาคมศิษย์วังหลังวัฒนาฯ โดย ศ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมฯ พร้อมพี่ๆ น้องๆ ลูกศิษย์ แสดงมุทิตาจิต “ร้อยใจ ดอกไม้แห่งสยาม”กราบ อวยพรคุณครูเมื่อวันเสาร์ที่ผ่าน ปีนี้ครูมาอยู่เป็นขวัญใจได้นาน 1 ชั่วโมง  ลูกศิษย์เต็มใจใส่แมส  ไม่เข้าใกล้ครู เพื่อป้องกันเชื้อโรค..๐๐

๐๐ ธวัชชัย-ดวงใจ ตั้งสง่า พร้อมครอบครัว ชวนเชิญญาติสนิทมิตรสหาย ร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ วัดบุญฤทธิ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  โดยมี พระอธิการเวชสถิตย์ ธมฺมสโร  เจ้าอาวาสวัดบุญฤทธิ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  1 พ.ย.09.00 น. เพื่อบูรณะปฎิสังขรณ์ซ่อมแซมอาคารสถานที่ภายในวัดให้สำเร็จเป็นประโยชน์ต่อไป..๐๐

.

ปิดฉาก ‘Women’s Pavilion ณ Expo 2025’ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เหลือไว้เพียงอุดมการณ์แห่งการสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง

ปิดฉาก ‘Women’s Pavilion ณ Expo 2025’ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น  เหลือไว้เพียงอุดมการณ์แห่งการสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง

ปิดฉาก ‘Women’s Pavilion ณ Expo 2025’ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เหลือไว้เพียงอุดมการณ์แห่งการสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอด 6 เดือนแห่งการสร้างสรรค์ช่วงเวลาที่น่าจดจำและจุดประกายความคิด ตลอดจนบทสนทนาที่นำไปสู่ความเป็นไปได้ต่างๆ ณ Women’s Pavilion ส่วนหนึ่งของ Expo 2025 โอซาก้า ภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา พาวิลเลียนแห่งนี้ได้เป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ที่ต้องการยืนหยัดเป็นพลังในการสนับสนุนผู้หญิง สะท้อน และหลอมรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของโลก เชื่อมโยงกับผู้เข้าชมผ่านเส้นทางชีวิตที่จัดแสดง

พาวิลเลียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยสถาปนิกชื่อดัง ยูโกะ นากายามะ (Yuko Nagayama) และทำให้มีชีวิตขึ้นด้วยมุมมองศิลปะของ เอส เดฟลิน (Es Devlin) Women’s Pavilion แห่งนี้ เป็นผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะรัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กับคาร์เทียร์ และคณะกรรมการผู้จัดงาน World Expo ประจำปี 2025 โอซาก้า ภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น

ต่อยอดจากอุดมการณ์ที่ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกไปในงาน Expo 2020 ณ ดูไบ พาวิลเลียนของผู้หญิงแห่งนี้ ได้ตอกย้ำการเป็นพื้นที่เอกเทศ เพื่อการถูกมองเห็น เพื่อการได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และเพื่อการเชื่อมโยง เฉลิมฉลองให้กับพลังของผู้หญิงในการนำพาและสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นในวันพรุ่งนี้

พิธีปิดฉากอย่างเป็นทางการ ได้จัดขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ WA Space พื้นที่สำหรับการสร้างบทสนทนา ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนไอเดียระหว่างผู้นำทางความคิดในสาขาต่างๆ ภายใน Women’s Pavilion ในพิธีได้มีการรวบรวมตัวแทนที่หลากหลายจากคอมมูนิตี้ทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวแทนเสียงของกลุ่มคนต่างๆ ในการเฉลิมฉลองเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ Women’s Pavilion ซึ่งได้สะท้อนเสียงและส่งต่อสารอันทรงพลังตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา พิธีเริ่มต้นด้วยวิดีโอข้อความจาก คริสตีน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป ต่อด้วยคีย์โน้ตจาก ซีริลล์ วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการด้านวัฒนธรรมและสาธารณกุศลของคาร์เทียร์ สารจาก ดิมิทรี เคอร์เคนซ์ (Dimitri Kerkentze) เลขาธิการใหญ่ แห่งหน่วยงานการจัดงานเอ็กซ์โปนานาชาติ (Bureau International des Expositions) และ ฮิโรยุกิ อิชิเกะ (Hiroyuki Ishige) เลขาธิการใหญ่ของคณะจัดงานญี่ปุ่น เวิลด์ เอ็กซ์โป 2025 ผู้ที่ร่วมพูดทั้งหมดได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิงในทุกๆ สาขา โดยเฉพาะบทบาทในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงความร่วมมือกันเพื่อรังสรรค์แพลตฟอร์มที่จะพูดถึงประเด็นนี้อย่าง Women’s Pavilion ขึ้น เพื่อช่วยยกระดับการก้าวสู้อนาคตที่เสมอภาค

เอส เดฟลิน ได้สะท้อนถึงบทบาทของ Women’s Pavilion ไว้อย่างซาบซึ้งว่า พาวิลเลียนแห่งนี้เปรียบเสมือนลำโพง กระบอกเสียงในการส่งต่อเรื่องราวของความเป็นอันหนึ่งอันเดียว, ความเคารพ, ความกล้าหาญและความเห็นอกเห็นใจ ผ่านเสียงของผู้หญิงหลายๆ คนทั่วโลก ขณะที่ นักเขียน ยายาโกะ อูชิดะ (Yayako Uchida) และลูกสาวของเธอ ไคอาระ (Kyara) กล่าวถึงแก่นของ WA Space พื้นที่ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้แต่ละบุคคลได้มาส่งต่อเรื่องราว ริเริ่มบทสนทนา อันนำไปสู่จินตนาการร่วม และเมื่ออาทิตย์อัสดง พิธีการก็ได้ย้ายจากภายในอาคาร มายังพื้นที่เปิดโล่งด้านนอก เพื่อ “Tomoni Walk” หรือ การเดินร่วมกันเคียงข้างแกรนด์ ริง (Grand Ring) แขกแต่ละท่าน ต่างถือโคม แทนความหมายการขอพรเพื่ออนาคตที่สว่างไสวยิ่งขึ้น ค่ำคืนแห่งพิธีปิด จบท้ายด้วยงานเลี้ยงค็อกเทล ที่มีเครื่องดนตรีพื้นเมืองของญี่ปุ่นร่วมขับกล่อม เคล้าไปกับประติมากรรมรูปกบโดยศิลปินท้องที่ ฟูจิโกะ นากายามะ การแสดงจินตลีลาที่น่าหลงใหลโดย ยูโกะ ฮิราอิ และการแสดงดนตรีปิดท้าย โดยนักดนตรีชาวญี่ปุ่น แอนนา ซาโต ร่วมด้วยนักร้องเด็ก ในบทเพลง “Ai no Iro” ซึ่งประพันธ์ขึ้นเพื่อ Women’s Pavilion โดยเฉพาะ

เดินทางจากพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 เมษายน 2568 Women’s Pavilion ได้ยึดคำขวัญ “อยู่ร่วมกัน ออกแบบร่วมกัน เพื่ออนาคต” (Living Together, Designing Together, For the Future) พาวิลเลียนแห่งนี้หยัดยืนเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านและส่งต่อพลังงานให้กับผู้หญิงที่ล้วนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์โลกที่เสมอภาพและส่งเสริมความเท่าเทียม Women’s Pavilion ได้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับการพูดคุยและนำไปสู่การดำเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลง พร้อมตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้หญิงในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในสังคมต่างๆ

ตลอดระยะเวลา 6 เดือน Women’s Pavilion ได้ต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลกมากกว่า 400,000 คน รวมตัวแทนและกลุ่มผู้นำทางความคิด 150 ชาติ ได้แก่ เจ้าหญิงฮิซาโกะ ทาคามาโดะ, โยชิทากะ อิโต รัฐมนตรีผู้ดูแลการจัดงาน World Expo 2025,  จุนโกะ มิฮาระ รัฐมนตรีผู้ดูแลนโยบายรัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็ก การวัดผลอัตราการเกิดที่ลดลง สนับสนุนและส่งเสริมเยาวชน รวมถึงความเท่าเทียมทางเพศ, ประธานธิบดีไอซ์แลนด์ ฮัลลา โมทัสดอตติร์, เคอร์ซี มาดิ ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่ สหประชาชาติ และรองผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายบริหารจัดการทรัพยากร ความยั่งยืนและความร่วมมือระหว่างองค์กรของ UN Women และเจ้าหญิงโซฟี ดัสเชสแห่งเอดินบะระ เป็นต้น พาวิลเลียนแห่งนี้ ได้เป็นแหล่งบ่มเพาะไอเดียใหม่ๆ และความคิดริเริ่มต่างๆ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย เริ่มบทสนทนาอันทรงคุณค่า ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ สิ่งที่พาวิลเลียนแห่งนี้ได้ทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวให้พูดถึง แต่คือคอมมูนิตี้ระดับโลก ที่จะช่วยเสริมสร้างและสานต่อการวิวัฒน์ไปอีกนานหลังการปิดตัวของพาวิลเลียน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา WA space ได้จัดการพูดคุยและการดำเนินการมากมาย มากกว่า 200 เซซชัน พื้นที่แห่งนี้ได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมสนทนาจากทั่วโลกมากกว่า 19,000 คน พื้นที่อันมีชีวิตแห่งนี้ ได้นำพาผู้นำ ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และ ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมากกว่า 1,000 คน มาร่วมถกในประเด็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในขณะนี้ ด้วยวิถีของการพูดคุยที่สร้างสรรค์และก้าวล้ำ ภายใต้ 6 ประเด็นหลัก อันประกอบด้วย ธรรมชาติของความเป็นแม่ (Mother Nature), ธุรกิจและเทคโนโลยี (Business & Technology), การศึกษาและนโยบาย (Education & Policy), ศิลปะและวัฒนธรรม (Arts & Culture), สาธารณกุศล (Philanthropy) และ บทบาทหน้าที่และอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน (Roles & Identities) โปรแกรมของการสนทนาเหล่านี้ ได้สำรวจปัจจัยที่ซ้อนทับอันส่งผลต่ออนาคตที่เราต่างมองเห็นร่วมกัน ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนระดับโลก WA Space ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมชม ให้ได้กลับไปสะท้อนถึงศักยภาพภายในตนเอง นำไปสู่การเปลึ่ยนแปลงในเชิงบวก สนับสนุนให้ทุกๆ คน ได้ยึดถือสิ่งนี้เป็นดั่งภารกิจที่จะต้องกลับไปสานต่อ

“ด้วยการเชื่อมโยงมุมมองที่หลากหลายจากต่างวัฒนธรรมและรุ่น Women’s Pavilion ได้ริเริ่มบทสนทนาใหม่ ที่จะต้องกลับสะท้อนและสานต่อหลังจากเอ็กซ์โป ที่แห่งนี้ได้ฉายแสงให้กับอนาคตที่ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมเพื่อความเยี่ยมยอดที่ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โลกที่โอกาสและศักดิ์ศรีเข้าถึงทุกคน ที่ที่ซึ่งความร่วมมือ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มรดกนี้ทรงพลังและควรค่าแก่การบำรุงรักษา ซึ่งผมเองมั่นใจว่ามันจะส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจไปอีกนาน” ดิมิทรี เอส. เคอร์เคนซ์ เลขาธิการใหญ่ แห่งหน่วยงานการจัดงานเอ็กซ์โปนานาชาติ (BIE) กล่าว

“ฉันเชื่อว่าการสะท้อนตนเองอย่างลึกซึ้ง และการดำเนินการอย่างเด็ดเดี่ยวของคนแต่ละคนนั้น จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อม ที่เมื่อมาร่วมกันจะทำให้เกิดโมเมนตัมที่ใหญ่ยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ด้วยความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนสังคม และด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง การร่วมมือกับผู้ที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน การก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ฉันคาดหวังการขยายไปสู่ขอบเขตใหม่ๆ ร่วมกัน” จูน มิยาชิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาร์เทียร์ ญี่ปุ่น กล่าว

“การส่งเสริมผู้หญิงและสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เราต้องทำนุและบำรุง Women’s Pavilion เป็นเหมือนข้อพิสูจน์ทางความคิดที่ว่า การสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิง เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยนิยมและความเป็นสากล” ประธานกรรมการด้านวัฒนธรรมและสาธารณกุศลของคาร์เทียร์ กล่าว

พิธีปิด Women’s Pavilion อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาแห่งการสะท้อนถึงสิ่งที่ผ่านมา แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของคาร์เทียร์ ในการยืนหยัดต่อพันธะสัญญาที่มีมาอย่างยาวนานาในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้หญิง เป็นการเร่งเร้าเพื่อนำไปสู่การดำเนินการ สารที่เต็มไปด้วยความหวังจากผู้คนที่ได้เดินเข้ามาที่พาวิลเลียนแห่งนี้

ยูโกะ นากายามะ

ยูโกะ นากายามะ

จูน มิยาชิ

จูน มิยาชิ

ซีริลล์ วิญเญอรอง

ซีริลล์ วิญเญอรอง

ดิมิทรี เคอร์เคนซ์

ดิมิทรี เคอร์เคนซ์

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : The Royal Treasury Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Royal Palace Stockholm แล้วจะมีตั๋วเข้า Royal Treasury ด้วย ใน Royal Treasury ซึ่งอยู่ภายในรั้วเดียวกับ Royal Palace ที่ถูกออกแบบโดย Nicodemus Tessin the Younger และได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1969 นี้มีห้องนิรภัยที่ใช้เก็บทรัพย์สมบัติที่มีค่าต่าง ๆ ของราชวงศ์ ตั้งแต่มงกุฎ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เสื้อผ้า และของใช้อื่น ๆ ของกษัตริย์ และพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับสูง ๆ ซึ่งมีทั้งได้เคยใช้ฉลองมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สมบัติที่สำคัญเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงกุฎนั้นแม้กษัตริย์จะเป็นผู้ฉลองทั้งมงกุฎและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่ทรัพย์สมบัติกว่า 400 ปีเหล่านี้กลับเป็นของรัฐบาลที่ได้รับการดูแลภายใต้ Crown Lands Judiciary Board

ต้นกำเนิดของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งมีไว้สำหรับวันสำคัญที่สุดก็คือ วันขึ้นครองราชย์ รวมถึงวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องนี้จะประกอบด้วยมงกุฎซึ่งกษัตริย์แต่ละพระองค์อาจเลือกใช้ของที่มีอยู่แล้ว หรือเลือกที่จะจัดทำขึ้นใหม่ กษัตริย์องค์แรกของสวีเดนที่ได้รับการฉลองมงกุฎคือ พระเจ้า Erik Knutsson ในปี 1210 แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจมีการฉลองการขึ้นครองราชย์แล้วก็ตาม แต่ไม่มีบันทึกถึงมงกุฎที่สวม ส่วนพระเจ้า Gustav Vasa มงกุฎที่พระองค์ใช้ในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ครั้งแรกที่ 12 มกราคม 1528 ณ Uppsala นั้นก็ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้แล้วเช่นกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตลอดหลายทศวรรษถูกเสริมแต่งให้มีความหรูหรามากขึ้น อาทิ มงกฎของพระเจ้า Karl Gustav X และพระนางเจ้า Lovisa Ulrika พระเจ้า Erik ที่สิบสี่ จนถึงเจ้าชายวิลเลียม นอกจากมงกุฎแล้วยังมีเสื้อคลุมฉลองพระองค์ รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Erik ที่ 14 คทา ลูกแก้ว และกุญแจแห่งรัฐซึ่งพระองค์รับสั่งให้จัดทำขึ้นใหม่หมดและได้นำมาใช้ในหลายเทศกาล รวมทั้งเครื่องใช้บนโต๊ะพระกระยาหารของพระเจ้า Karl ที่ 11 ด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจะมีโอกาสได้ชื่นชมมงกุฎที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาอย่างจุใจ อาทิ มงกุฎของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika ที่มีเพชรมากถึง 44 เม็ด มงกุฎนี้มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ได้แอบเปลี่ยนเพชรเพื่อไปขายและนำเงินไปทำการปฏิวัติในปี 1756 แต่ล้มเหลว ส่วนทรัพย์สมบัติที่เก่าที่สุดที่จัดแสดงในมิวเซียมก็คือ ดาบของพระเจ้า Gustav Vasa กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สวีเดนยุคใหม่ ส่วนมงกุฎสำหรับพระราชินีองค์แรกที่ถูกจัดทำขึ้นสำหรับ Gunilla Bielke ในปี 1585 ซึ่งกำลังจะมาเป็นมเหสีของพระเจ้า Johan III นั้นไม่ได้อยู่ในคลังแล้ว ส่วนมงกุฎของพระราชินีที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงจัดแสดงอยู่ในปัจจุบันเป็นของ พระนางเจ้า Maria Elenora ที่จัดทำขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้า Gustavus Adolphus ในปี 1620

​จาก ‘รากเหง้า’ สู่..รันเวย์ ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย

​จาก ‘รากเหง้า’ สู่..รันเวย์ ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย

​จาก ‘รากเหง้า’ สู่..รันเวย์ ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.35 น.

ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมโชว์ผลงานของนักศึกษาผ่านการคิดไอเดียคอนเซปต์สู่แฟชั่นโชว์ “ผ้าขาวม้าทอใจ” ปีที่ 9 โดยในปีนี้ได้ร่วมโชว์ผลงานในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงานสัมมนาประจำปี คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมีเป้าหมายสำคัญในการประชาสัมพันธ์ผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายจากผ้าขาวม้าของชุมชน พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ ต่อยอด และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยอย่างสร้างสรรค์

จากสินค้าผ้าขาวม้า ที่ถือเป็นผืนผ้าที่ทรงคุณค่าและอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านมิติแฟชั่น โดยรวบรวมเป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 161 ชุด มาจัดแสดงในรูปแบบแฟชั่นโชว์ “Return to Flow”

การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 รายวิชา FSD446 Fashion Presentation จำนวน 48 คน โดยโครงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ดร.ปทิตตา นิรันพรพุทธา , อ.สรพงษ์ งิ้วทอง , ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา และ อ.ดาลิตา เกตุศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่คอยสนับสนุนและชี้แนะกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษา เพื่อให้เกิดผลงานที่ทั้งสวยงาม มีคุณค่า และสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างชัดเจน

แฟชั่นโชว์ “ผ้าขาวม้าทอใจ” ไม่เพียงเป็นเวทีให้ผู้ชมได้เห็นศักยภาพและความงดงามของผ้าขาวม้าในฐานะมรดกภูมิปัญญาไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่ได้รับการออกแบบและสนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง กิจกรรมนี้ยังสร้าง ประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของผ้าขาวม้า ให้ก้าวสู่ความเป็นแฟชั่นร่วมสมัย สร้างการเชื่อมโยงทั้งด้านวิชาการและเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าไทยในอนาคต

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

คุยกัน 7 วันหน :  'เฉิน จื้อ' เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ เป็นที่คุ้นหูของคนที่ติดตามข่าวสารในไทยจำนวนมาก หลังจากที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคำฟ้องยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเขตบรุกลิน เมืองนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีกับ เฉิน จื้อ วัย 37 ปี สัญชาติสหราชอาณาจักรและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป  (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ในกัมพูชา ในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และคบคิดฟอกเงิน

เนื้อหาในคำฟ้องระบุว่า เฉิน จื้อ เป็นผู้สั่งการให้กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ดำเนินการศูนย์หลอกลวงโดยการบังคับใข้แรงงานทั่วประเทศกัมพูชา บุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจในศูนย์เหล่านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการหลอกลวงให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า ‘เกมเชือดหมู’ หรือ pig butchering ขุนให้อ้วนแล้วชำแหละ ด้วยการติดต่อเหยื่อผ่านทางสื่อโซเชียล และโน้มน้าวชักจูงสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เหยื่อโอนเงินคริปโต ล่อลวงว่าเป็นการลงทุนและหากำไรงาม แล้วจึงฉกเงินไป จนสามารถโกงเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากผู้เสียหายในสหรัฐฯ และทั่วโลก ปัจจุบัน เฉิน จื้อ อยู่ระหว่างการหลบหนี

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กตะวันออก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังได้ยื่นคำร้องทางแพ่งเพื่อริบทรัพย์เป็นบิตคอยน์ มูลค่าประมาณ 127,271 บิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 487,950 ล้านบาท) ระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและฟอกเงินของจำเลย ขณะนี้ สกุลเงินดิจิทัลของจำเลยอยู่ในความดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ คำร้องดังกล่าวเป็นการดำเนินการริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมลา บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ มีคำแถลงเรื่องนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการต่อต้านภัยร้ายระดับโลกจากการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

เฉิน จื้อ คือใคร?

เฉิน จื้อ เป็นนักธุรกิจที่อพยพจากจีนมายังกัมพูชา ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศในปี 2558 และเป็นประธานบริษัท กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป เปิดเผยตนว่าดำเนินงานด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม โดยลับ ๆ แล้ว จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ทำให้กลุ่มบริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป เติบโตกลายเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปรินซ์ กรุ๊ป ครอบครองแหล่งสแกมจำนวนอย่างน้อย 10 แห่งในกัมพูชา เช่น ฟาร์มมือถือ ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากมายนับพัน ควบคุมบัญชีโซเชียลหลายหมื่นบัญชี เพื่อที่จะใช้เข้าถึงและหลอกลวงเหยื่อทั่วโลกให้มากที่สุด รวมถึงขึ้นชื่อเรื่องบังคับใช้แรงงานค้ามนุษย์ ข่มขู่ และกักขังในหอพักที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ

ปรินซ์ กรุ๊ป อยู่ในแถวหน้ากลุ่มธุรกิจสีเทาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในกัมพูชา จนขนานนามได้ว่าเป็นการลงทุนโดยตรงของอาชญากรในกัมพูชา โดยเฉพาะชาวจีนหลั่งไหลเข้าไปหลังจากที่ถูกรัฐบาลจีนปราบปรามอย่างหนัก ด้วยความเนื้อหอมจูงใจจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และระบบอุปถัมภ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ในช่วงปี 2552-2566 มีชาวต่างชาติได้รับสัญชาติกัมพูชามากมาย รวมถึงอาชญกรทีมีคดีติดตัว

ว่ากันว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เฉิน จื้อ เป็นใหญ่และสร้างธุรกิจเติบโต คืออิทธิพลทางการเมือง และการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยตั้งแต่ได้รับสัญชาติกัมพูชาเมื่อปี 2557 เฉิน จื้อ บริจาคเงินให้รัฐบาลกัมพูชาตามที่เปิดเผยมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีสายสัมพันธ์กับผู้นำระดับสูงในพรรคประชาชนกัมพูชา เริ่มจากเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและร่วมธุรกิจครอบครัวของ ซอ เค็ง รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชาในเวลานั้น จนมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ ฮุนเซน ประธานรัฐสภา ในปี 2563 และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี แถมได้บรรดาศักดิ์ ‘เนี้ยก ออกญา’ ซึ่งเป็นลำดับสูงสุดของบรรดาศักดิ์ออกญา ทำให้เชื่อว่า เขาเป็นหัวเรือใหญ่ของอุตสาหกรรมหลอกหลวงออนไลน์ที่โยงใยยึดโยงกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างแนบแน่น

แหล่งข่าวที่เป็นคนใกล้ชิดเคยบอกว่า เฉิน จื้อ สร้างตนเองจนขึ้นไปอยู่สูงสุดของปิระมิดแห่งอำนาจ ทรงพลังราวกับสมาชิกตระกูลฮุน คนหนึ่ง แม้แต่การจัดประชุมอาเซียน เขายังเป็นผู้มอบทุนให้ต้อนรับคณะต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลในรายงานชื่อ นโยบายและรูปแบบ: อาชญากรรมข้ามชาติที่รัฐให้การสนับสนุนในกัมพูชาในฐานะภัยคุกคามความมั่นคงโลก ของ เจค็อบ ซิมส์ นักวิจัยของศูนย์เอเชีย แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่พบหลักฐานและพยานที่ยืนยัน ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจการเมืองของพรรคประชาชนกัมพูชากับธุรกิจมืด ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐไม่ได้ต้องการเพียงหลิ่วตาแล้วรับซองเท่านั้น แต่ต้องการเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการด้วย

อย่างไรก็ดี เฉิน จื้อ ปรากฎตัวในที่สาธารณะน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นงานสังคมและรับรางวัลต่างๆ ที่เหลือคือการใช้เงินที่หลอกลวงผู้คนมาได้ไปกับท่องเที่ยว ซื้อข้าวของฟุ่มเฟือย เช่น เรือยอชต์ และงานศิลปะหายาก รวมถึงภาพวาดของปิกัสโซผ่านการประมูลในนครนิวยอร์ก

เคยถูกลักพาตัวในไทย

เมื่อไปพลิกประวัติพบว่า เฉิน จื้อ เคยถูกอุ้มเรียกค่าไถ่กลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เฉิน จื้อ ขณะนั้นมีอายุ 27 ปี ถูกกลุ่มผู้ต้องสงสัยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล็อกตัวบังคับให้ขึ้นรถ จากหน้าอาคารใบหยก 2 ย่านประตูน้ำ 

วันถัดมา กลุ่มชาวจีนราว 20 คนเข้าแจ้งความต่อตำรวจ สน. พญาไท เพื่อช่วยเหลือติดตามเพื่อนนักธุรกิจหนุ่มของพวกเขา ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ จากคำให้การของกลุ่มเพื่อน เฉิน จื้อ ถือสองสัญชาติจีนและกัมพูชา เป็นดาวรุ่งมือทองจับธุรกิจค้าขายและอสังหาริมทรัพย์ ถูกกลุ่มชายไทย 3-4 คน อ้างว่าเป็นตำรวจมีหมายจับจากจีน นำตัวขึ้นรถก่อนไปกักขังหน่วงเหนี่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วโทรศัพท์ติดต่อญาติขอเงินค่าไถ่จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหาย มีการเจรจาต่อรองจำนวนเงินหลายครั้งสุดท้ายทางญาติยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยจำนวน 16 ล้านบาท และนัดส่งมอบเงินสดกันบริเวณลานจอดรถ สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี แต่จำเลยก็ไม่ยอมมารับเงิน ก่อนจะพาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนกลางดึกวันที่ 14 พฤศจิกายน ตำรวจนครบาลแจ้งว่า พบตัว เฉิน จื้อ แล้วที่ประเทศกัมพูชา

คดีนี้ตำรวจสืบสวนขยายผลต่อ จนผ่านไปราวสัปดาห์ วันที่ 22 พฤศจิกายน สามารถจับกุมคนร้าย คือ ด.ต.ศุภณัฏฐ์ ชูชัยปัญญาพงศ์ อายุ 45 ปี ผบ.หมู่ สส. สน.ดอนเมือง  ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ ด.ต. ศุภณัฏฐ์  จำคุก 10 ปี ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

คดีจบไป แต่ยังมีเงื่อนงำ ความลึกลับซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงระหว่างเรียกค่าไถ่ ญาติของ เฉิน จื้อ ยอมจะมอบเงินให้ 16 ล้านบาท แต่เหตุใด ด.ต. ศุภณัฏฐ์กลับไม่มารับเงิน แล้วนำตัวนายเฉิน จื้อไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนกัมพูชา  จะด้วยเหตุหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุมเพราะสื่อมวลชนเสนอข่าวครึกโครม หรือมีเหตุปัจจัยอื่นใด นอกจากนี้ ตำรวจและสื่อมวลชนยังจับสังเกตว่า กลุ่มเพื่อนผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความบ่ายเบี่ยง ไม่เต็มใจให้ข้อมูลเต็มที่ มีพฤติกรรมปิดบังข้อมูลของตัวเอง แสดงความไม่พอใจเมื่อนักข่าวบันทึกภาพ จนในช่วงแรกตำรวจสงสัยว่า อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคู่อริชาวจีนหรือการจัดฉาก

ที่สำคัญ หลังจากที่เป็นอิสระแล้ว ระหว่างเดินทางจากกัมพูชามาไทยเพื่อให้ปากคำกับตำรวจ เฉิน จื้อ ยังปฏิเสธการคุ้มครองของตำรวจไทย อ้างว่าต้องการให้กลุ่มเพื่อนที่กัมพูชาดูแลเท่านั้น ก่อนที่เขาจะหายหน้าจากพื้นที่สื่อ ไปโผล่อีกทีที่กัมพูชา และสร้างชื่อใหมจนกลายเป็นข่าวในทุกวันนี้ ก่อนจะหายวับไปอีกครั้ง

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักเรียนประมาณ 6,000 คนทั่วประเทศมาเลเซียกำลังป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนตามคำแนะนำของสำนักงานสาธารณสุข สำนักข่าวเบอร์นามาของทางการมาแลซียรายงานว่า ดร.โมฮัมหมัด อาซัม อาห์มัด อธิบดีกระทรวงศึกษาธิการแถลงข่าวว่า การปิดโรงเรียนเป็นไปตามกระบวนการและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรของโรงเรียน นอกจากนี้โรงเรียนต่าง ๆ ยังได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มนักเรียน โดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอย่างกว้างขวางเมื่อครั้งรับมือกับโรคโควิด-19 ระบาด ส่งเสริมเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยและลดการทำกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มใหญ่ ส่วนเรื่องการสอบระดับประเทศของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา (SPM) ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน อธิบดีฯ ให้ความมั่นใจว่า กระทรวงฯ ได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้ว

กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแจ้งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า พบกลุ่มผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (A) และสายพันธุ์บี (B) ทั้งหมด 97 กลุ่มในการระบาดประจำสัปดาห์ที่ 40 ของปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 14 กลุ่มในการระบาดประจำสัปดาห์ก่อนหน้านั้น โดยส่วนใหญ่พบตามสถานศึกษา

Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักบรรพชีวินวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสิ่งมีชีวิตยุคโบราณจากซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ที่ทอดยาวต่อเนื่องกว่า 200 เมตร ภายในเหมืองหินแห่งหนึ่งในมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเคยมีการพบรอยเท้าไดโนเสาร์ในช่วงทศวรรษ 1990 และเมื่อปีที่แล้ว แต่การค้นพบครั้งนี้อยู่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของเหมือง ซึ่งต้องมีการใช้การระเบิดควบคุม เพื่อลอกชั้นหินปูนที่สะสมมาตลอดหลายล้านปีออก ก่อนที่นักบรรพชีวินวิทยาจะเข้าไปขุดรอยเท้าที่จมอยู่ในชั้นดินอย่างละเอียด

สำหรับรอยเท้าที่พบมีหลายเส้นทาง แต่เส้นหนึ่งมีความต่อเนื่องยาวเป็นพิเศษ จนถูกขนานนามว่า ‘ทางหลวงไดโนเสาร์’ (Dinosaur Superhighway) ในจำนวนนี้ รมถึงรอยเท้าขนาดเล็กที่เชื่อว่าเป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อสองขา เมกาโลซอรัส (Megalosaurus) ขนาดความยาวราว 9 เมตร และรอยเท้าของเซทิโอซอรัส (Cetiosaurus) ไดโนเสาร์กินพืชเดิน 4 ขา คอยาว ขนาดลำตัวยาวกว่า 18 เมตร นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังพบเปลือกหอยทะเลและเม่นทะเล ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า เหมืองหินเก่าที่ไดโนเสาร์เคยเดินอยู่อาจเคยเป็นบริเวณทะเลสาบหรือลากูนโบราณ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า รอยเท้าไดโนเสาร์เหล่านี้ให้ข้อมูลที่แตกต่างจากฟอสซิลทั่วไป เพราะมันแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวจริงของพวกมันในขณะมีชีวิต รวมถึงสามารถวิเคราะห์ได้จากรอยเท้าว่า ไดโนเสาร์เหล่านี้เดินลำพังหรือเป็นฝูง กำลังล่าเหยื่อ ถูกล่า หรือเพียงเดินเล่นช้าๆ ขณะที่ตั้งแต่ยุคที่ภาพยนตร์อย่าง Jurassic Park สร้างไดโนเสาร์จำลองด้วยคอมพิวเตอร์ พฤติกรรมของพวกมันบนจอภาพยนตร์ ก็อิงมาจากหลักฐานที่พบในสถานที่แบบนี้

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลภาพบรรยากาศตัวความชื่นมื่นของตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คนสุดท้าย ที่ได้กลับไปพบหน้าครอบครัวอีกครั้ง หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มฮามาสที่คุมขังพวกเขามานานกว่า 2 ปี ตามข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อิสราเอลก็ยอมปล่อยนักโทษและผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์ ในเรือนจำทั่วอิสราเอลรวมกว่า 2,000 คน ให้ได้กลับไปพบหน้าครอบครัวในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์อีกครั้งเช่นกัน