เปิดตัว Bangkok Collaboration Kyoto Fellowship ความร่วมมือระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยในเอเชีย

เปิดตัว Bangkok Collaboration Kyoto Fellowship ความร่วมมือระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยในเอเชีย

เปิดตัว Bangkok Collaboration Kyoto Fellowship ความร่วมมือระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยในเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Bangkok Kunsthalle และ Art Collaboration Kyoto (ACK) งานแสดงศิลปะร่วมสมัยชั้นนำจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้ง “Bangkok Collaboration Kyoto Fellowship” (BCK Fellowship) โครงการศิลปินพำนัก (Artist-in-Residence) ที่มุ่งสนับสนุนการทดลองสร้างสรรค์ และเสริมศักยภาพประเทศไทยในฐานะเวทีสำคัญของศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยในภูมิภาค

ยูคาโกะ ยามาชิตะ ผู้อำนวยการ ACK

ACK เป็นงานแสดงศิลปะที่โดดเด่นด้วยการขับเคลื่อนโดยศิลปิน มุ่งเน้นพลังสร้างสรรค์เหนือเป้าหมายเชิงพาณิชย์ และสร้างประสบการณ์ศิลปะที่แตกต่าง ทั้งยังเป็นศูนย์รวมเครือข่ายศิลปินนานาชาติ ตั้งแต่ศิลปินนอกกระแส รุ่นใหม่ จนถึงแถวหน้าจากแกลเลอรีชั้นนำ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดนวัตกรรมศิลปะ

ACK เตรียมจัดงานครั้งที่ 5 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต (ICC Kyoto) ระหว่าง 14-16 พฤศจิกายน 2568 พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ BCK Fellowship ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Bangkok Kunsthalle

“ACK ไม่ใช่แค่อาร์ตแฟร์ แต่เป็นเวทีทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากในเกียวโตและเกิดจากความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นและนานาชาติ” ยูคาโกะ ยามาชิตะ ผู้อำนวยการ ACK กล่าว พร้อมเสริมว่า “BCK Fellowship คือโอกาสใหม่ที่ศิลปินจากเกียวโตจะได้สร้างบทสนทนากับกรุงเทพฯ เมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทั้ง ACK และ Bangkok Kunsthalle มีปรัชญาร่วมกันในการดำเนินโครงการตามแนวคิด “Doing Things Otherwise” หรือการทำสิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบที่แตกต่าง

สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา ผู้อำนวยการ Bangkok Kunsthalle

“BCK Fellowship คือความร่วมมือที่ท้าทายกรอบความคิดดั้งเดิมของทั้งอาร์ตแฟร์และพิพิธภัณฑ์ แนวคิดเรื่องการทำในสิ่งที่แตกต่าง คือสิ่งที่เรามีร่วมกันอย่างแท้จริง” สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา ผู้อำนวยการ Bangkok Kunsthalle กล่าว เขาเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นสะพานใหม่ที่เชื่อมศิลปินนานาชาติเข้ากับบริบทของกรุงเทพฯ และสร้างพื้นที่สำหรับการทดลองและแลกเปลี่ยนอย่างอิสระ

โครงการ BCK Fellowship จะคัดเลือกศิลปินจากงาน ACK 2025 เพื่อมาพำนักในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 เดือน ช่วงต้นปี 2569 โดยได้รับทุนสนับสนุนค่าเดินทาง ที่พัก และค่าครองชีพ ศิลปินผู้ได้รับเลือกจะสร้างสรรค์ผลงานใหม่และจัดนิทรรศการเดี่ยว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

เกณฑ์การคัดเลือกศิลปินจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างบทสนทนาข้ามวัฒนธรรม​กับสถาปัตยกรรมของ Bangkok Kunsthalle และเชื่อมโยงกับบริบทของกรุงเทพฯ เช่นกับที่ศิลปินของ ACK สร้างปฏิสัมพันธ์กับวัดโบราณในเกียวโต โดยมีผู้บริหารจากทั้งสองสถาบัน และ ยูทากะ โซเนะ ศิลปินพำนักคนแรกของ Khao Yai Art Forest ร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือก

สำหรับ Bangkok Kunsthalle เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะรูปแบบใหม่ ตั้งอยู่ในอดีตอาคารโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ที่ถูกทิ้งร้างและเคยถูกไฟไหม้ โดยรักษา “ความดิบ” ของโครงสร้างรวมทั้งร่องรอยเดิมไว้อย่างทรงพลังและมีเอกลักษณ์ พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่แสดงงาน แต่เป็น “ผืนผ้าใบ” สำหรับศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ (Site-specific Art) มอบประสบการณ์ศิลปะที่มีชีวิตและเชื่อมโยงกับผู้ชม

BCK Fellowship ไม่ใช่เพียงโครงการศิลปินพำนัก แต่เป็นเวทีที่เชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับศิลปะโลก เปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนาข้ามวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนอย่างมีความหมาย และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทั้งยังช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์​กลางสำคัญของการสร้างสรรค์ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยในภูมิภาค

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที Bangkok Kunsthalle อีเมล: info@bangkok-kunsthalle.org

กรุงเทพประกันชีวิตส่งต่อความใส่ใจให้เด็กไทย เดินหน้าโครงการ ‘สานฝันจากพี่สู่น้อง’ ปี 2568

กรุงเทพประกันชีวิตส่งต่อความใส่ใจให้เด็กไทย เดินหน้าโครงการ ‘สานฝันจากพี่สู่น้อง’ ปี 2568

กรุงเทพประกันชีวิตส่งต่อความใส่ใจให้เด็กไทย เดินหน้าโครงการ ‘สานฝันจากพี่สู่น้อง’ ปี 2568

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงเทพประกันชีวิต เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านโครงการ “สานฝันจากพี่สู่น้อง” ประจำปี 2568 โดยกลุ่มตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินจาก Bangkok Life Top 100 Club พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง นำโดย นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายจักรพงศ์ แสงแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน และ นางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการ ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมเยาวชนไทยให้เข้าถึงการศึกษา มีพัฒนาการ และสุขภาพที่ดี ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดสระบุรี และโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ จังหวัดนครราชสีมา

โชน โสภณพนิช

นายโชน โสภณพนิช กล่าวว่า กรุงเทพประกันชีวิต ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นตั้งใจและใส่ใจในการเติบโตของเยาวชนซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ โดยต้องการให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงการศึกษา มีพัฒนาการและสุขภาพอนามัยที่ดี จึงได้จัดกิจกรรม “Top 100 สานฝันจากพี่สู่น้อง” อย่างต่อเนื่องทุกปี และในปี 2568 นี้ กรุงเทพประกันชีวิตดำเนินธุรกิจครบ 74 ปี จึงได้มีความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างตัวแทนประกันชีวิต ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้บริหารของบริษัท รวมถึงพนักงาน จำนวน 150 คน จัดกิจกรรมในช่วง 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 17–19 กันยายน ที่ผ่านมา

สำหรับสถานศึกษาแห่งแรกของโครงการ “สานฝันจากพี่สู่น้อง” ได้ดำเนินกิจกรรมที่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดสระบุรี โดยได้สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุภายในห้องกิจกรรมบำบัด อาทิ ผนังบุกันกระแทก โฟมปูพื้นห้อง รวมถึงอุปกรณ์เสริมสร้างพัฒนาการ และยังปรับปรุงอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้อง อาทิ โทรทัศน์แขวนผนัง พัดลมระบายอากาศ รวมทั้งจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน

สถานศึกษาแห่งที่ 2 ได้จัดกิจกรรมที่ โรงเรียนบ้านคลองเดื่อ จังหวัดนครราชสีมา โดยสนับสนุนระบบน้ำดื่มที่สะอาด จึงได้ทำการติดตั้งถังเก็บน้ำ ระบบกรองน้ำ และเครื่องกดน้ำที่ได้คุณภาพ พร้อมทั้งปรับปรุงสนามเด็กเล่นเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ รวมถึงพื้นที่บริเวณโดยรอบ อีกทั้งยังได้มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์ทำอาหาร รวมทั้งทุนการศึกษาอีกด้วย

ดร.ทอภัค​ ด่านกระโทก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ กล่าวว่า ขอขอบคุณกรุงเทพประกันชีวิตที่ได้มอบสิ่งต่างๆ ให้กับโรงเรียนในวันนี้ ทั้งน้ำดื่มสะอาด พื้นที่การเรียนรู้ สนามเด็กเล่นรวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์และอุปกรณ์การเรียนการรับประทานอาหาร ทุนการศึกษา และยังเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กๆ เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเราขับเคลื่อนด้วยการสนับสนุนจากชุมชน ซึ่งในวันนี้กรุงเทพประกันชีวิตได้เข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือ ซึ่งทำให้คุณครูของเราสามารถนำไปใช้ในการจัดการการเรียนรู้และพัฒนาให้กับนักเรียนในท้ายที่สุด

ดร.ทอภัค​ ด่านกระโทก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ

“กรุงเทพประกันชีวิต เชื่อมั่นว่า การเป็นองค์กรที่ดีของสังคมมีจุดเริ่มต้นที่ความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน ตัวแทนประกันชีวิต ที่ปรึกษาทางการเงิน และคู่ค้า ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนและสังคม ซึ่งพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งต่างๆ ที่มอบให้กับน้องๆ ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดสระบุรี และนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองเดื่อ จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กๆ ได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีชีวิตที่ดี และมีความสุขในการเรียน เป็นกำลังหลักที่สำคัญของประเทศต่อไป” นายโชน กล่าวในที่สุด

เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นีเวีย เปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยที่มีระดับความรู้สึกเหงาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสานต่อโครงการ NIVEA CONNECT: Together We Fight Social Isolation มุ่งสร้างความตระหนักรู้และร่วมต่อสู้กับปัญหาความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม สะท้อนจุดยืนของนีเวียที่เป็นมากกว่าแบรนด์สกินแคร์ แต่คือพลังแห่งการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล

นีเวีย ได้เผยผลการวิจัย NIVEA CONNECT COMPASS เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการศึกษาระดับโลกว่าด้วยความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป พบว่าความเหงาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน และกำลังกลายเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบลึกซึ้งทั้งต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยอมรับว่ามีความรู้สึกเหงาอย่างน้อยเป็นบางครั้ง 57% ระบุว่ามีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองอยู่ลำพัง และ 54% เผชิญกับความรู้สึกว่าแยกจากผู้อื่น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่ารู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างน้อยเป็นบางครั้ง

ข้อมูลจากการสำรวจเผยว่า 1 ใน 5 คนรู้สึกเหงาบ่อยครั้ง และกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง กว่าหนึ่งในสามของผู้ที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเคยเผชิญภาวะเครียดและความรู้สึกหมดหนทาง ขณะที่เกือบ 60% รายงานว่ามีอาการเศร้า รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ผลวิจัยยังยืนยันว่า 63% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกที่จะปกปิดปัญหาเพราะรู้สึกอับอาย โดยมากกว่าครึ่ง (56%) ของผู้ที่รู้สึกเหงายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นไปอีก

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ชัดว่า 69% ของคนไทยเคยรู้สึกเหงา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเหงาได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะสังคมอบอุ่น แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมดิจิทัล รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกขาดการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว

รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16–24 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญความโดดเดี่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลคือความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงซึ่งอาจทำให้รู้สึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและขาดพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังยอมรับว่ารู้สึกอายที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ปัญหาความโดดเดี่ยวมักถูกซ่อนอยู่ภายในและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

นีเวียตระหนักถึงปัญหาความเหงาที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้เดินหน้าพันธกิจต่อสู้กับความเหงาในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้และสนับสนุนให้ผู้คนก้าวข้ามความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ด้วยการใส่ใจกันและกัน เพราะเพียงแค่การสังเกต การทักถาม หรือการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ ก็สามารถคลายความรู้สึกเหงาของหลายคนได้

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความเหงาและความรู้สึกถูกแยกออกจากสังคมกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน นีเวียมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ เราจึงเดินหน้าโครงการ NIVEA CONNECT ในประเทศไทย ด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้า เพราะเด็กกลุ่มนี้คือผู้ที่ขาด “ครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น โดยได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งดูแลเด็กกำพร้าและเยาวชนขาดโอกาสกว่า 600 คน ให้ได้รับการเลี้ยงดูระยะยาวและการศึกษาที่เหมาะสม ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

กิจกรรมหลักของโครงการจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนเองและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เราจัดกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน ให้กับเยาวชนจากหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญเรายังมีกิจกรรมสร้างทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะที่สำคัญต่อการก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความโดดเดี่ยวในสังคม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนีเวียไม่ได้ดูแลเพียงแค่ผิว แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกมิติอีกด้วย”

เพราะในวันนี้ “ความเหงา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว นีเวียจึงอยากชวนคนไทยลองหันกลับมาสำรวจตนเองและคนรอบข้าง ว่า “มีใครใกล้ตัวคุณที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือไม่” เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต และรับฟัง ก็สามารถสร้างพื้นที่เล็ก ๆที่เชื่อมโยงถึงกัน และ ความเหงาเบาลงได้ แค่ยอมรับและเปิดใจสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น นีเวียพร้อมส่งกำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณ ก้าวผ่านทุกความเดียวดาย

มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จับมือ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ส่งต่อความรู้ สนับสนุน ‘โครงการเครือข่ายพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ’ ปี 2568

มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จับมือ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ส่งต่อความรู้ สนับสนุน ‘โครงการเครือข่ายพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ’ ปี 2568

มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จับมือ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ส่งต่อความรู้ สนับสนุน ‘โครงการเครือข่ายพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ’ ปี 2568

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุน “โครงการเครือข่ายพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ” ประจำปี 2568 เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนา ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ในปีนี้มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย สนับสนุนโครงการด้วยความมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเพื่อต่อยอด โครงการ “รักน้ำ” ที่สนับสนุนชุมชนทั่วประเทศในการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินมากว่า 17 ปี โดย มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ดำเนินโครงการ ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เชิงวิชาการด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Learning by Doing) เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝนทักษะและสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่

ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย

ในปีนี้มีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศ จาก 26 กลุ่มเยาวชนได้รับการพิจารณา เข้าร่วมโครงการ โดยทุกกลุ่มล้วนมีประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อยกว่า 1 ปี พร้อมมีแผนงานที่สามารถต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชนของตนในปี 2568 โดยค่ายเยาวชนครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรอบด้าน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดทำแผนที่และผังน้ำเบื้องต้นด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS), การใช้เครื่องมือระบุพิกัด (App LING) และเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อการควบคุมการใช้น้ำ, การใช้แอปพลิเคชัน Thai Water และการบำบัดน้ำเสียและการเรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการน้ำ นอกจากนี้ เยาวชนยังได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานร่วมกับชุมชน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ต่อยอดเป็นโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

นายศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย มุ่งมั่นทำงานด้านการจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องมาเกือบสองทศวรรษผ่านโครงการ “รักน้ำ” จำนวน 14 โครงการ ทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม โครงการเครือข่ายเยาวชนพี่นำน้องรักษ์น้ำฯ ถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการ “รักน้ำ” โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชน ซึ่งจะเป็นผู้สืบสานและขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเราได้สนับสนุนกลุ่มเยาวชนที่ดำเนินงานในหัวข้อ “การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ” 11 กลุ่ม และอีก 7 กลุ่มในหัวข้อ “การบำบัดและรักษาคุณภาพน้ำ” เราภูมิใจที่ได้เห็นเยาวชนไทยลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการร่วมมือกันแก้ปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในชุมชน จนถึงลงมือทำจริง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมให้แก่ชุมชนของตนเอง

ดร. รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวเสริมว่า โครงการเครือข่ายเยาวชนพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ เกิดขึ้นเพื่อการส่งต่อและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำโดยใช้กรอบคิดแบบองค์รวมและการพึ่งพาตนเอง เราเชื่อมั่นว่าพลังของเยาวชนคือหัวใจสำคัญที่จะร่วมพัฒนาและดูแลระบบนิเวศต่อไปในอนาคต เพื่อให้ชุมชนอุดมสมบูรณ์และมีน้ำใช้เพียงพอ ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร การมีภาคีเครือข่ายอย่างมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย มาช่วยเสริมพลังให้การสนับสนุนในครั้งนี้ จะช่วยทำให้เยาวชนสามารถต่อยอดโครงการได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ดร. รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

ปัญหาน้ำยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทยที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม หากได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางที่ถูกต้องและมีการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของอนาคต ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนได้ โครงการเครือข่ายเยาวชนพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ จึงเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างพลังเครือข่ายเยาวชนเพื่อดูแลทรัพยากรน้ำของชุมชนตนเอง

ท้ายที่สุดนี้ผลลัพธ์ของโครงการตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนไทยสามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในพื้นที่จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การลดปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ไปจนถึงการจัดการขยะและไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้ชุมชนมีน้ำเพียงพอเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ได้สนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำในชุมชนอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ มูลนิธิฯ ได้ต่อยอดการทำงานสู่การสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืนให้กับเยาวชน ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการจัดการน้ำ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้ริเริ่มคิด วางแผน และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านการเลือกประเด็นหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนมาศึกษาและพัฒนาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ

มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นศูนย์กลางการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และนวัตกรรมด้านน้ำ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน และสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้ทำงานร่วมกับชุมชนทั่วประเทศในการพัฒนา ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ตามแนวพระราชดำริ พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Learning by Doing) ให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มูลนิธิฯ เชื่อมั่นว่าการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

คุณแหน: วันที่ 18 ตุลาคม 2568

คุณแหน: วันที่ 18 ตุลาคม 2568

คุณแหน: วันที่ 18 ตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย โดยนายกสมาคมฯ อัญชุลี สิมะเสถียร จัดเสวนาทางวัฒนธรรม เรื่อง “ รำไทยได้อะไรกว่าที่คิด ” โดยเชิญศิลปินแห่งชาติ นันทวัน เมฆใหญ่ อดีตนางเอกชื่อดัง กนกวรรณ ด่านอุดม และอดีตพิธีกรรุ่นใหญ่ กรรณิกา ธรรมเกษร มาร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย พัชรินทร์ บูรณสมภพ วันที่ 2 พ.ย.เวลา 13.00 น. – 15.00 น. ณ อาคาร ICG ชั้น 2 ถ.พระราม 6 …

ll บริจาคโลหิตให้ สภากาชาดไทย เป็นประจำ และทำต่อเนื่องมาถึง 53 ครั้งแล้ว เพื่อต่อชีวิตให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการเลือด มนดิ เกตุพันธ์ บอกปลาบปลื้มทุกครั้ง เมื่อภายหลังการบริจาค จะได้รับ เมสเสจ จาก สภากาชาดไทย ว่า “โลหิตของคุณเป็นโลหิตที่มีคุณภาพ และได้ส่งต่อไปใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว # ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้เป็นประจำ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-256-4300 “…พี่มนดิ บอกว่าดีใจเป็นที่สุด……

ll สมาคมนิสิตเก่าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้แจ้งข่าวแก่นิสิตเก่าว่า สมาคมฯได้ร่วมสนับสนุนการจำหน่าย”โครงการผักดอง วังสระปทุม เพื่อกาชาดไทย”มาโดยตลอด ด้วยการเปิดให้ผู้สนใจสั่งจองล่วงหน้า และรับผลิตภัณฑ์ได้ที่ซุ้มของสมาคมฯ ภายในงาน Arts CU Market ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ในเดือนพฤศจิกายน สำหรับปีนี้งานจัดขึ้นระหว่าง 11-14 พ.ย. 9.00-17.00 น. ณ โถงชั้นล่าง อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้เพื่อนพี่น้องชาวอักษรได้กลับมาเยี่ยมเยือนคณะ ร่วมทำบุญ ซื้อของถูกใจ และแบ่งปันความสุขด้วยกันอีกครั้ง นอกจากรับผลิตภัณฑ์ได้ที่งาน ยังมีบริการจัดส่ง ตามนัดหมาย ภายในกรุงเทพฯ โดยไม่คิดค่าจัดส่ง หนึ่งชุดประกอบด้วย ผักดอง 3 ชนิด ได้แก่ ผักรวม พริกไท (ราคาชุดละ 500 บาท (หรือเลือกซื้อแยก ขวดละ 180 บาท)…นี่คือ ในส่วนของนิสิตเก่าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ…

ll สำหรับความเป็นมา โครงการผักดองวังสระปทุม ที่มีผู้ดูแลโครงการฯคือ ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ (อ.บ.41) อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯมีดังนี้ ผักดองสูตรเฉพาะของ”วังสระปทุม” ผลิตเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ระหว่าง ต.ค.-ธ.ค.ของทุกปี โดยคัดสรรพืชผักจาก”โครงการทหารพันธุ์ดี”ปรุงและบรรจุ ณ วังสระปทุม ภายใต้การดูแลของนักโภชนาการและนักวิทยาศาสตร์การอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อม สะอาด และ ปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ใช้ขวดแก้วใส คุณภาพดี บรรจุในกล่องกระดาษจาก SCGP ที่แข็งแรงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในปีนี้พิเศษยิ่งขึ้น ในบรรจุภัณฑ์มี QR Code สำหรับเปิดฟังเพลง”ผักแก้วปทุมสรัส”บทเพลงพิเศษที่แต่งขึ้น เพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ ผู้ประพันธ์คำร้องคือ ฉวีวัณณ์ วิชชุภานันท์ อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 42 , ทำนองและเรียบเรียงเสียงประสาน : รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์ อาจารย์ประจำสาขาดนตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ,ขับร้องโดย ปาน-ธนพร แวกประยูร นิสิตเก่าคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ…ผู้สนใจสั่งซื้อ ผักดองวังสระปทุม จะได้อิ่มอร่อย สุขภาพดี พร้อมกับได้ร่วมทำบุญกับ สภากาชาดไทย โดยติดตาม link นี้ https ://forms.gle/.bjXc4wW9o1WM4Beh6 …

ll ขอแสดงความยินดีกับ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ พิธีกรข่าวจาก สำนักข่าววันนิวส์ ในโอกาสที่ได้รับรางวัล “2nd PRIZE WINNER BEST NEWS & VIEWS CREATOR” จากงาน THAILAND INFLUENCER AWARDS 2025…

ll ดีใจด้วยกับ สุทธิกา วิเชียรพันธุ์ ที่หลานชาย บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ออท.ประจำอิสราเอล จากเดิมเป็น ออท.ประจำฝรั่งเศส…

ll ยังฮิตติดกระแส อัมพร จักกะพาก เพิ่งไปเยี่ยม”น้องหมูเด้ง” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เมื่อเร็วๆนี้…ไปช้าแต่ได้ไป(สักครั้ง)นะ…

ll บรรพต อมราภิบาล บอกเพื่อนๆว่าหลัง กิ่งกาญจน์ ภรรยาเกษียณอายุราชการ จะพากันไปท่องเที่ยวรอบโลก แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ฝ่ายหญิงต้องดูแลมารดาสุดที่รัก จึงต้องพักโครงการท่องเที่ยวเอาไว้ก่อน…

ll เป็นคนนิยมถือไมค์ พงษ์ทอง โรจนกุล อดีตข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ จึงยังนิยมไปร้องเพลงคาราโอเกะ ถนัดทั้งเพลงสากล และเพลงไทย ซึ่งคนฟังอวยว่า ร้องได้ไพเราะมาก…ทำให้อยากได้ยินเสียงเพลง จากตัวจริง เสียงจริงเป็นยิ่งนัก !!…

บารอนเนส

ประทุม รัตนาวะดี สุดแฮปปี้พร้อมหน้าลูกหลานฉลองอายุ 84 ปี

ประทุม รัตนาวะดี สุดแฮปปี้พร้อมหน้าลูกหลานฉลองอายุ 84 ปี

ประทุม รัตนาวะดี สุดแฮปปี้พร้อมหน้าลูกหลานฉลองอายุ 84 ปี

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

ประทุม รัตนาวะดี พร้อมหน้า พี่ๆ น้องๆ ลูกหลานในวันเกิดอายุครบ 84 ปี นำโดย วารินทร์ – ผาณิต พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์  พูนศิริวงศ์, พรประไพ พูนศิริวงศ์, สารัชถ์-นลินี-สาริศ รัตนาวะดี, สาณิต-ศิรินันท์ รัตนาวะดี ,สฤษดิ์ รัตนาวะดี,วรุณพร สุพรรณธะริดา, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, คณภร พูนศิริวงศ์, เจน-จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์,พราวทัศน์ ศักดาวิษรักษ์, ธันยา รัตนาวะดี, ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์, ธัญยา รัตนาวะดี, ดร.กร พูนศิริวงศ์, จิรัสย์ พูนศิริวงศ์, ยศชนินทร์ พูนศิริวงศ์, ณัฐวัชต์ – อภิศรา สุพรรณธะริดา, ธารา  รัตนาวะดี และ ปภาดา ตันติมาสกุล

เป็นวันพิเศษอีกหนึ่งวันของครอบครัว “รัตนาวะดี” เมื่อลูกทั้ง 3 สารัชถ์-นลินี-สาริศ รัตนาวะดี, สาณิต-ศิรินันท์ รัตนาวะดี และ สฤษดิ์ รัตนาวะดี จัดงานรวมเครือญาติเพื่อมาร่วมกันอวยพรวันเกิดครบรอบ 84 ปีให้กับคุณแม่ “ประทุม รัตนาวะดี” นำโดย พี่ชายคนโต วาริน –ผาณิต พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, ยุรี พูนศิริวงศ์, เจน พูนศิริวงศ์, วรุณพร สุพรรณธะริดา,ผรณเดช พูนศิริวงศ์, ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ณ SARIT Boutique & Café สุขุมวิท 39 (ซอยพร้อมพงษ์) บรรยากาศภายในงาน อบอวลไปด้วยความรัก ความสุขของเจ้าของวันเกิด ที่มีแต่รอยยิ้มสดใสที่ได้อยู่ท่ามกลางลูกๆ พี่ๆ น้องๆ และหลานๆ  ส่วนเรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึง เพราะ สฤษดิ์ รัตนาวะดี  ลูกชายคนเล็ก สฤษดิ์ รัตนาวะดี เจ้าของร้าน จัดมาทั้งเมนูไทย-เทศ อย่างเต็มที่ หลังจากอิ่มหนำสำราญก็ได้เวลาลูกๆ หลานๆ “รัตนาวะดี” นำพวงมาลัยมากราบอวยพร ต่อด้วยการร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์เป็นพลังใจให้ ประทุม รัตนาวะดี อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานไปอีกตราบนานเท่านาน

ประทุม รัตนาวะดี อบอุ่นท่ามกลางพี่น้อง มีพี่ชายคนโต วารินทร์ – ผาณิต พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์ ภรรยาพี่ชายคนที่ 3 คุณากร พูนศิริวงศ์ และ พรประไพ พูนศิริวงศ์ มาร่วมอวยพร มี สฤษดิ์ รัตนาวะดี  ลูกชายคนเล็กช่วยต้อนรับคุณลุง คุณป้า


เจ้าของวันเกิดพร้อมหน้าลูกๆ สฤษดิ์ – สารัชถ์ – สานิต รัตนาวะดี และหลานๆ วรุณพร สุพรรณธะริดา, เจน-จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์ ร่วมอวยพรวันเกิด


สารัชถ์ รัตนาวะดี ทักทายคุณลุง วาริน พูนศิริวงศ์


สาวๆ แห่ง ‘พูนศิริวงศ์-รัตนาวะดี’ ผาณิต พูนศิริวงศ์, นลินี รัตนาวะดี, พราวทัศน์ ศักดาวิษรักษ์, จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, ธัญยา รัตนาวะดี และ ศิรินันท์ รัตนาวะดี


หนุ่มๆ “พูนศิริวงศ์” ศักดิ์สิน – ผรณเดช – ดร.กร และ ยศชนินทร์


ดร.กร และ คณภร พูนศิริวงศ์


สารัชถ์ รัตนาวะดี, วรุณพร สุพรรณธะริดา, และ สฤษดิ์ รัตนาวะดี


สฤษดิ์ รัตนาวะดี กับหลานๆ ว่าที่บ่าวสาว ธารา รัตนาวะดี-ปภาดา ตันติมาสกุล และ ณัฐวัชต์ – อภิศรา สุพรรณธะริดา กำลังจะมีเหลนแฝด


 รุจน์ – นีลัญชนา บูรณฤกษ์ ร่วมอวยพรวันเกิด


 จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, นลินี รัตนาวะดี, เจน พูนศิริวงศ์ และ บุญญาดา พูนศิริวงศ์


 ปิติภัทร พูนศิริวงศ์ กับอาหารจานโปรด


 ประทุม รัตนาวะดี ท่ามกลางความรักจากหลานๆ


 บรรยากาศ SARIT Boutique & Café ชั้น 1 เป็นร้านอาหารและคาเฟ่

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม (ศิลปะการออกแบบ) ครั้งที่ 1’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม (ศิลปะการออกแบบ) ครั้งที่ 1’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม (ศิลปะการออกแบบ) ครั้งที่ 1’

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมผลงานศิลปะการออกแบบ หลากหลายแขนง ซึ่งนำเสนอความเป็นตัวตนของศิลปินรุ่นใหม่ กับ “นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม (ศิลปะการออกแบบ) ครั้งที่ 1” โดยนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2567 จากสถาบันอุดมศึกษา 29 แห่ง รวมผลงาน 86 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ริเริ่มโครงการนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม (ศิลปะการออกแบบ) เป็นครั้งแรกในปี 2568 นี้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเพื่อต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ในการส่งผลงานศิลปนิพนธ์ ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มาจัดแสดงร่วมกัน เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบัน รวมทั้งนิสิตและนักศึกษา อีกทั้ง ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เนื่องจากผลงานจะมีความหลากหลายทั้งแนวคิด และเทคนิคการสร้างสรรค์ ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษา 29 สถาบัน 31 คณะ ตอบรับเข้าร่วมโครงการ และคัดเลือกผลงานเข้าร่วมแสดงรวมทั้งสิ้น 86  ชิ้น โดยแบ่งเป็นผลงานระดับปริญญาโท 4 ชิ้น และระดับปริญญาตรี 82 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานการออกแบบหลากหลายแขนง อาทิ การออก แบบเครื่องแต่งกาย ลายผ้า เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และตราสินค้า

มาร่วมชื่นชมและสนับสนุนผลงานของนิสิต นักศึกษาไปพร้อมๆ กันกับนิทรรศการ “ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม(ศิลปะการออกแบบ) ครั้งที่ 1” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น.

ชวนร่วมบุญ ‘Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง’ สมทบทุนจัดสร้างหอผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ รพ.เด็ก

ชวนร่วมบุญ 'Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง' สมทบทุนจัดสร้างหอผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ รพ.เด็ก

ชวนร่วมบุญ ‘Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง’ สมทบทุนจัดสร้างหอผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ รพ.เด็ก

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

ทุกๆปี เด็กไทยประมาณ 900 คนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น  “มะเร็ง” สองคำสั้นๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล เด็กๆ ควรจะได้ตื่นเช้าไปโรงเรียน วิ่งเล่นกับเพื่อน หัวเราะเสียงดัง และกอดพ่อแม่ก่อนนอน  แต่สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทุกอย่างเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงความฝัน…ข่าวดี คือ มะเร็งในเด็กยิ่งพบเร็ว รักษาเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเร็ว เด็กหลายคนตอบสนองต่อเคมีบำบัดและสามารถหายขาดได้ แต่ข่าวร้ายคือ ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีแบบนั้น…และเมื่อบางครั้งโอกาสรอดชีวิต…มาพร้อมกับต้นทุนมหาศาล!!  และคุณ..คือปาฏิหาริย์ของพวกเขา  

ในห้วงเวลาแห่งความห่วงใยนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกับ หน่วยงานโรคเลือดและมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลเด็ก ได้จัดทำโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง” เพื่อนำเงินบริจาคมาสนับสนุนการจัดตั้งหอปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ ให้น้องผู้ป่วยเด็กที่รอคอยการรักษา โดยมีพระเอกสุดฮอต “กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” เป็นตัวแทนโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง” ร่วมเชิญชวนคนไทย ร่วมสร้างปาฏิหาริย์ช่วยน้องพิชิตมะเร็งไปด้วยกัน พร้อมอาสาช่วยถ่ายทอดและเผยแพร่ให้ประชาชนรู้จัก และตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมดูแลสุขภาพเด็กไทย ที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติต่อไป ในงาน  “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง” โดยจัดงานแถลงข่าวในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2568    เวลา 14.00 น.  ณ  ห้องประชุมศาสตราจารย์พิเศษ     ดร.สุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ชั้น 27 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ อาคม ชัยวีระวัฒนะ  ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการฯ ร่วมด้วยพระเอกหนุ่ม  “กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์”  รับหน้าที่เป็นตัวแทนโครงการ  “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง”  อาสาส่งต่อกองบุญแก่ผู้มีจิตศรัทธา มาร่วมบริจาคสมทบทุนโครงการนี้ และได้ฝากความห่วงใยถึงครอบครัวน้องๆ ถึงการดูแลสุขภาพกายและจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นให้ได้มีรอยยิ้ม   มีความสุขในทุกๆ วัน    พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล แขกผู้มีเกียรติ  คนบันเทิง ปู ปริศนา กล่ำพินิจ เข้าร่วมงาน และช่วงท้ายอิ่มเอมใจไปกับมินิคอนเสิร์ตจากหนุ่มกลัฟ คณาวุฒิ ที่นำบทเพลงไพเราะมาร่วมแบ่งปันรอยยิ้ม และความสุข พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง สร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยตัวน้อยไปด้วยกัน 

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กอย่างครบวงจร มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคเด็กและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลของรัฐเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่รับดูแลผู้ป่วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี ที่เป็นโรคยุ่งยากซับซ้อนและถูกส่งตัวจากทั่วประเทศ ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย

โครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง”  จากมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ จึงเป็นโครงการเพื่อจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ ช่วยน้องผู้ป่วยเด็ก  โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุด ประมาณ 60-75% ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง  จากการตรวจรักษาที่ผ่านมาพบว่า ถ้ามีการตรวจพบในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งรักษาหายเร็ว เด็กหลายคนตอบสนองต่อเคมีบำบัดและสามารถหายขาดได้  แม้ว่าส่วนใหญ่จะรักษาหายได้จากยาเคมีบำบัด แต่จากการศึกษาของ Children’s Cancer Group พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่โชคร้าย พบการกลับเป็นซ้ำของโรค ทำให้อัตราการรอดชีวิตยิ่งต่ำลงเหลือเพียงแค่ 36%  ซึ่งในปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาการรักษาต่างๆขึ้น เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และสเต็มเซลล์ การให้ยามุ่งเป้า และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (CAR-T cell) เพื่อช่วยเพิ่มให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีแบบนั้น เด็กบางรายดื้อยา ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้น  บางรายโรคกลับเป็นซ้ำหลายครั้ง และบางรายเหลือเพียงทางเดียวคือการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าครอบครัวจะรับไหว เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ให้ทันท่วงที

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ขอเชิญชวนผู้ใหญ่ใจดีร่วมสร้างปาฏิหาริย์  ช่วยน้องให้พิชิตมะเร็ง ผ่านการสนับสนุนโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง”   เพื่อสนับสนุนจัดสร้างหอผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกและ สเต็มเซลล์ในเด็ก ได้ทางชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ธนาคารทหารไทยธนชาตTTB เลขบัญชี 0381076900  (ใบเสร็จลดหย่อนภาษี 2 เท่า) หรือบริจาคได้โดยตรงทางเว็บไซต์ http://www.childrenhospitalfoundation.org  สอบถามรายละเอียดโทร 0888744671 หรือ 0888744673

-(016)

โค้งสุดท้ายสู่รอบชิงชนะเลิศ โครงการ ‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่’ ซีซั่น 2

โค้งสุดท้ายสู่รอบชิงชนะเลิศ โครงการ ‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่’ ซีซั่น 2

โค้งสุดท้ายสู่รอบชิงชนะเลิศ โครงการ ‘เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่’ ซีซั่น 2

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย กับการประกวดร้องเพลงไทยอมตะร่วมสมัย โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ซีซั่น 2 ปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยรางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลา คม 2568 เวลา 12.00 น. ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เวสต์วิลล์

โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” จัดขึ้นโดยสำนักงานพระคลังข้างที่ ร่วมกับ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และ หน่วยงานภาคี อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดุริยางค์เหล่าทัพ กรมประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ช่อง 7HD บริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำ กัด บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และช่องวัน 31 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านทักษะด้านคีตศิลป์และดุริ ยางคศิลป์ ด้วยการประกวดร้องเพลง อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้ในอนา คต รวมถึงเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมมรดกเพลงไทยให้คงอยู่กับประเทศชาติตลอดไป

จากผลตอบรับที่ดีของซีซั่น 1 ปี 2567 ซึ่งจัดการประกวดใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครนายก ทำให้ปีนี้โครงการฯ ขยายโอ กาสไปยังเยาวชนจากทั่วประเทศผ่านการออดิชันออนไลน์ ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 1,342 คน ร่วมออดิชันโดยการส่งคลิปวิดีโอ ผ่านการคัดเลือกสุดเข้มข้นจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จนได้ผู้ผ่านเข้ารอบพื้นที่ จำนวน 240 คน จัดแบ่งการประกวดออกเป็น 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหา นคร ลำ ปาง นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา พื้นที่ละ 60 คน ครอบคลุมทั่วประเทศ การประกวดรอบพื้นที่จะคัดผู้ผ่านเข้ารอบพื้นที่ละ 10 คน จากนั้นทั้ง 40 คน จะร่วมกิจกรรมWorkshop เพื่อเพิ่มพูนทักษะการขับร้องเพลง เตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดรอบรองชนะเลิศ ซึ่งต้อง การผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเพียง 14 คน เท่านั้น โดยรอบชิงชนะเลิศนี้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ,สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ,อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ ,หนึ่ง จักรวาล ,ชมพู ฟรุตตี้ ,นนทิยา จิวบางป่า ,บริพันธ์ ชัยภูมิ ,เอก รังสิโรจน์ ,อิสรพงศ์ ดอกยอ(อิสร์ แกรมมี่ โกลด์) และ สุรัตน์ติกานต์ พรรคเจริญ (เอิร์น The Star)

รางวัลการประกวดในครั้งนี้ 8 อันดับ แบ่งเป็น ประเภทเพลงลูกทุ่ง 4 อันดับ และประเภทเพลงลูกกรุง 4 อันดับรางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 20,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 4  รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล คือ รางวัลเสน่ห์เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย (Charming and Entertaining Award) รางวัลละ 50,000 บาท และรางวัลขวัญใจทีมงาน รางวัลละ 5,000 บาท

ขอเชิญชวนร่วมเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนคนเก่ง ในโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ซีซั่น 2 ปี 2568 รอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้สามารถรับชมบรรยา กาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจากตัวแทนเยาวชนทั่วประเทศ 14 คนสุดท้ายที่จะแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง ในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ทางช่อง NBTช่อง 7HD และช่องวัน 31 เวลา 16.00-17.00 น. ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เยาวชนสืบ สานรักษ์เพลงไทย

ททท. ชวนคนไทยร่วมเป็น ‘เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน’

ททท. ชวนคนไทยร่วมเป็น ‘เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน’

ททท. ชวนคนไทยร่วมเป็น ‘เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเวทีเชิญชวนผู้ที่สนใจและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมพัฒนาศักยภาพ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร และยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 14 – 15 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในยุคที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย ความใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทาง ดังนั้น ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการก้าวสู่การบริหารจัดการในยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ททท. จึงจัดทำโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ขึ้น

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการ พนักงานโรงแรม ผู้ให้บริการและผู้ที่อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวได้มาร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ “คนท่องเที่ยวไทย” เพื่อยกระดับสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งด้านบริการ การสื่อสาร และความปลอดภัย ให้สอดรับกับบริบท Digital Economy ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านข้อมูลและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืน ตลอดจนเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและชุมชนในการรองรับช่วงไฮซีซัน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ เจ้าบ้านที่ยิ้มได้อย่างมีมาตรฐาน

ภายในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Tourism Trend Talk : การเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการท่องเที่ยวที่จะมาเสวนาแบ่งปันความรู้ เคล็ดลับและประสบการณ์แบบเจาะลึก เพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 6 มิติ ได้แก่ การพัฒนาจิตใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานบริการที่ดี การพัฒนาการสื่อสารและเข้าใจวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างการรับมือกับความไม่ปลอดภัยและแก้ปัญหาเวลาเกิดวิกฤตสู่การพัฒนาเป็นบุคคลต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว “ในบ้านของตัวเอง” (Local Hero) และรวมถึงมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยว พร้อมที่จะเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในงานมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาที่จะมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ เช่น CK Fastwork, โอม Cocktail , จั๊ด ธีมะ, เจก PopSociety, ดีเจอ้อย-นภาพร Club Friday, ฝันดี – ฝันเด่น จรรยาธนากร, แต๋ง Afte Yum, อาร์ม Good Sunday, ครูดิว TOEIC และอีกมากมาย   รวมทั้ง Workshop : กิจกรรมที่จะช่วย Up-Skill และสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และ Exhibition : นิทรรศการที่รวบรวมข้อมูลสำคัญและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

ททท. เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับสากล เพราะ “เจ้าบ้านที่ดี” ไม่ใช่แค่การต้อนรับ แต่คือการสร้างคุณค่าให้กับการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ www.เจ้าบ้านที่ดี2568.com และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เจ้าบ้านที่ดี 2568