รู้ไหม? แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล สัมพันธ์กับการเกิดโรค

รู้ไหม? แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล สัมพันธ์กับการเกิดโรค

รู้ไหม? แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล สัมพันธ์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

  1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย
  2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

LIFE & HEALTH : ทำความเข้าใจ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.34 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือราว 20% ของประชากรทั้งหมด ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มใหญ่ที่สุดคือวัย 60–69 ปี ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอาศัยร่วมกับครอบครัว แต่มีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น รายได้หลักมาจากบุตรหลานและสวัสดิการรัฐ โดยประมาณ 1 ใน 3 ยังทำงานอยู่ สำหรับอัตราการพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สังคมต้องปรับตัวทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และการออกแบบบริการรองรับวัยเกษียณ การเตรียมตัวล่วงหน้า เช่น การออมและดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชากรวัยทำงานทุกคน

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภญ.ชญานิน กีรติไพบูลย์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหวที่ช้าลง หรือความรู้สึกเหนื่อยง่าย ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากอาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของกลุ่มอาการที่เรียกว่า “ภาวะเปราะบาง” (Frailty) ซึ่งเป็นภาวะสุขภาพที่ซับซ้อนและไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของการแก่ชราตามธรรมชาติ

ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุคือกลุ่มอาการที่ร่างกายเสื่อมถอยในหลายระบบพร้อมกัน ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยหรือความเครียดลดลง โดยทางการแพทย์มักพิจารณาจาก 2 ลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ความรู้สึกอ่อนเพลียรุนแรง และ น้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ ภาวะเปราะบางมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจสัมพันธ์กับอายุขัยที่ยืนยาวกว่า

6 สัญญาณเตือนของภาวะเปราะบาง

ภาวะเปราะบางส่งผลให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ยากลำบากขึ้น เช่น การลุกจากเตียง การแต่งตัว หรือการเดินเหินในบ้าน และมักมาพร้อมกับความกังวลเรื่องการทรงตัวและการหกล้ม เราสามารถประเมินความเสี่ยงของภาวะเปราะบางได้ หากผู้สูงอายุมีลักษณะต่อไปนี้ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป: 

  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ: น้ำหนักลดลง 5% หรือมากกว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • อ่อนแรง: รู้สึกกล้ามเนื้อไม่มีแรง มีปัญหาในการลุกขึ้นยืนโดยไม่มีคนช่วย
  • แรงบีบมือลดลง: ความสามารถในการกำหรือบีบวัตถุลดลงอย่างชัดเจน
  • อ่อนเพลียรุนแรง: รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง หรือต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์หรือมากกว่า
  • กิจกรรมทางกายลดลง: เคลื่อนไหวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกิจกรรมในบ้านและการออกกำลังกาย
  • เดินช้าลง: ใช้เวลามากกว่า 6-7 วินาทีในการเดินเป็นระยะทาง 5 เมตร

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ภาวะเปราะบางเกิดจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่:

  • อายุ: เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก เนื่องจากความเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกายตามวัย
  • โรคประจำตัวเรื้อรัง: ภาวะสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะสมองเสื่อม สามารถเร่งให้เกิดภาวะเปราะบางได้
  • การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): ในผู้ที่มีภาวะเปราะบาง ร่างกายมักอยู่ในภาวะอักเสบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเครียดให้แก่ร่างกาย ส่งผลเสียต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และลดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ
  • ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia): คือการสูญเสียมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามวัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนของภาวะเปราะบาง นอกจากนี้ ระดับฮอร์โมนเพศ (เช่น เอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรน) ที่ลดลงก็มีส่วนทำให้ภาวะนี้รุนแรงขึ้น

แนวทางการดูแลและป้องกันภาวะเปราะบาง

แม้ภาวะเปราะบางจะเป็นภาวะที่ซับซ้อน แต่สามารถดูแล จัดการ และป้องกันได้ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทั้งสำหรับตนเองและคนที่คุณรัก

1. ด้านโภชนาการ

เน้นอาหารให้พลังงานและโปรตีนสูง: เพื่อป้องกันน้ำหนักลดและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อาจพิจารณาเสริมด้วยผงโปรตีน
เสริมวิตามินดี: มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อ
ปรับรูปแบบการรับประทาน: หากเบื่ออาหาร อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ หรือเสริมด้วยเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น สมูทตี้ หรือนม

2. ด้านการออกกำลังกายและกิจกรรม

ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน: เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การยกขาขณะนั่งบนเก้าอี้ หรือการดันกำแพง
เพิ่มกิจกรรมการเดิน: เดินให้บ่อยขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อรักษาสมรรถภาพของร่างกาย
ฝึกการทรงตัว: กิจกรรมอย่างไทเก็ก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยพัฒนาการทรงตัวและความแข็งแรงได้เป็นอย่างดี
กระตุ้นการทำงานของสมอง: ทำกิจกรรมที่ท้าทายความคิด เช่น การไขปริศนาอักษรไขว้ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

บทสรุป

ภาวะเปราะบางไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการสูงวัย แต่เป็นภาวะสุขภาพที่สามารถป้องกันและจัดการได้ การรักษาวิถีชีวิตที่สมดุล ทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการเข้ารับการดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

เครือเจริญโภคภัณฑ์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันพระราชทานธงชาติไทย 2568 รวมพลังพนักงานทั่วโลก ปฏิญาณเทิดทูน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

เครือเจริญโภคภัณฑ์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันพระราชทานธงชาติไทย 2568 รวมพลังพนักงานทั่วโลก ปฏิญาณเทิดทูน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

เครือเจริญโภคภัณฑ์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันพระราชทานธงชาติไทย 2568 รวมพลังพนักงานทั่วโลก ปฏิญาณเทิดทูน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดพิธีครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องใน วันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2568 โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมประกาศคำปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงพระราช ทาน “ธงไตรรงค์” อันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งเอกราชและความสามัคคีของชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 ซึ่งได้โบกสะบัดคู่ผืนแผ่นดินไทยมาแล้วกว่า 108 ปี เป็นไปตามดำริของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ผู้ริเริ่มให้เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา ด้วยตระหนักว่า การเคารพธงชาติไทยและการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและเป็นพลังใจสำคัญในการสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติ และในวันนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือได้แสดงพลังแห่งความภักดีจากทุกมุมโลก ตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะธำรงรักษา ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไว้เหนือสิ่งอื่นใด โดยมี นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีที่สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568

เครือซีพี น้อมรำลึกวันพระราชทานธงชาติไทย 2568 ร่วมปฏิญาณเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรแห่งความจงรักภักดี 

ในการนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มต้นพิธีโดยการนำกล่าวคำปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของไทย ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ว่าจะธำรงรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแผ่นดิน ด้วยความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์สุจริต อย่างหาที่สุดมิได้” และ “ข้าพเจ้าขอสัญญาด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีว่าจะร่วมแรงร่วมใจ สร้างสรรค์และพัฒนาธุรกิจให้เกื้อกูล ต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ จะปกป้องคุ้มครอง ส่งเสริมผู้ทำคุณประโยชน์ ต่อผืนแผ่นดินไทย และร่วมสืบสานความสามัคคี เพื่อให้บ้านเมืองดำรงอยู่ ในความสงบสุขสืบไป”

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานในพิธี ได้ส่งมอบธงชาติไทยแก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่ออัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสา

จากนั้น นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานในพิธี ได้ส่งมอบธงชาติไทยแก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่ออัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสา เมื่อถึงเวลา 8.00 น.ประธานในพิธีได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทย และเพลงใต้ร่มธงไทย โดยมี นางสาวรุ่งรัตน์ เหม็งพานิช หรือ “ไข่มุก รุ่งรัตน์” นักร้องคุณภาพจากเวที The Voice Thailand Season 4 ให้เกียรติเป็นต้นเสียง เป็นอันจบพิธี

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานในพิธีเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2568 พร้อมนำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทย และเพลงใต้ร่มธงไทย

นายวรวิทย์ วรุตบางกูร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึงความรู้สึกในการร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2568 ว่า “ธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทุกครั้งที่ได้เห็นธงโบกสะบัดยิ่งทำให้เราคนไทยระลึกถึงคุณค่าของแผ่นดิน สร้างความภาคภูมิใจ และปลุกจิตสำนึกแห่งความรักและความหวงแหนต่อประเทศชาติ เพื่อร่วมกันส่งต่อความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่นี้ไปสู่ลูกหลานไทยทุกคนตราบนานเท่านาน”

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ การนำกล่าวคำปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี

เช่นเดียวกับ นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ระบุถึงการร่วมกิจกรรมสำคัญในครั้งนี้ว่า “รู้สึกภาคภูมิใจในชาติไทยของเรา ธงชาติไทยที่โบกสะบัด เป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราช และความสามัคคีของคนไทย นอกจากจะเป็นพลังที่รวมใจเราทุกคนไว้ด้วยกัน ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยความสามัคคี และมุ่งมั่นทำสิ่งดี เพื่อประเทศชาติของเราต่อไป”

คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมในพิธีฯ พร้อมใจถวายคำปฏิญาณ ยึดมั่นจงรักภักดีชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ในการนี้กลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกวันพระราชทานธงชาติไทยที่สถานประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศคู่ขนานไปด้วย เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ณ ลานเอนกประสงค์หน้าเสาธง ธาราแสควร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทตามจังหวัดต่างๆ เช่น จ.สมุทรสาคร จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.นครสวรรค์ เป็นต้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ตึกทรู ทาวเวอร์ รัชดา กรุงเทพมหานคร วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ จ.นนทบุรี บริษัท เมียนมา เค.เอส.พี ในประเทศเมียนมา จำกัด บริษัท เค.เอส.พี. เวียดนาม จำกัดในประเทศเวียดนาม เกษตรภัณฑ์ ฟิลิปปินส์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศฟิลิปปินส์ ซีพีเอฟ ตุรกี ในประเทศตุรกี เป็นต้น

ไข่มุก รุ่งรัตน์ ต้นเสียงขับร้องเพลงชาติไทยและเพลงใต้ร่มธงไทย

พิธีในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคีและพลังอันยิ่งใหญ่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรระดับโลก ที่มีผู้บริหารและพนักงานทั่วโลกพร้อมใจร่วมกันยึดมั่นในค่านิยมและรากฐานแห่งความเป็นไทย ตอกย้ำความภักดี และธำรงเกียรติภูมิของ “ธงไตรรงค์” อันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติไทยให้โบกสะบัดคู่แผ่นดินไทยและเวทีโลก

‘ไทยเบฟ’ ชวนคนไทยร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกยั่งยืน ในงาน Sustainability Expo 2025

‘ไทยเบฟ’ ชวนคนไทยร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกยั่งยืน ในงาน Sustainability Expo 2025

‘ไทยเบฟ’ ชวนคนไทยร่วมสร้างสมดุลที่ดีเพื่อโลกยั่งยืน ในงาน Sustainability Expo 2025

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยเบฟ  มุ่งมั่น “คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน” พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พบกับ “บูทไทยเบฟ” และกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ได้ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มาค้นพบการปรับตัวสู่ความยั่งยืน ที่เริ่มต้นและลงมือทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณ เพราะการปรับตัวไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือการสร้างทางรอดที่สมดุลและอยู่ร่วมกับโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ชุมชน และธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Preserving the Water of Life –ไทยเบฟคืนน้ำสู่โลก” ต่อยอดโครงการอนุรักษ์น้ำในประเทศไทย สู่การขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและชุมชน และก้าวสู่เป้าหมายในการคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่ใช้ในสินค้าสำเร็จรูป 100% ภายในปี 2583 โดยการนำเสนอโครงการที่ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านโซนต่าง ๆ ภายในงาน  Sustainability Expo 2025 (SX2025)

โครงการในประเทศไทย

ไทยเบฟ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าต้นน้ำในประเทศไทย โดยได้ดำเนินโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่: ไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด SEP in Action เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการจัดการน้ำ การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหนึ่งโครงการที่สำคัญ คือการซ่อมแซมฝายน้ำขี้เหล็ก (ฝายแม่นะ) ซึ่งช่วยส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,630 ไร่ สามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่า 120 ล้านลิตรต่อปี พร้อมจัดตั้งกองทุนน้ำชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมดูแลรักษาฝายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้ร่วมผลักดัน โครงการจัดการขยะครบวงจรใน 3 หมู่บ้านต้นแบบ ได้แก่ บ้านแม่แมะ บ้านแม่ซ้าย และบ้านปางมะโอ และวางแผนขยายให้ครอบคลุมทั้งอำเภอเชียงดาว เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างแท้จริง

โครงการติตตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิงวัง ยมและน่าน: ไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ติตตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยมและน่าน ครอบคลุม 11 จังหวัด เพื่อตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือนภัย และ

โครงการปลูกป่าชุมชน: ไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดูแลป่าชุมชนรวม 90,000 ไร่ ครอบคลุม 11 จังหวัด เพื่อสร้างแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาชุมชน

โครงการในต่างประเทศ

ไทยเบฟ ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไปยังต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือเพื่อร่วมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ ประเทศนิวซีแลนด์: Cardrona distillery ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์เหยี่ยว Kārearea  ซึ่งเป็นเหยี่ยวพื้นเมืองที่ใกล้สูญพันธุ์ของนิวซีแลนด์ โดยหัก 50% ของรายได้จากการจำหน่าย Cardrona Cask Port Barrel เพื่อสนับสนุนโครงการการอนุรักษ์และทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่เพื่อปกป้องและฟื้นฟูเหยี่ยวพื้นเมือง,ประเทศสกอตแลนด์: Inver House ร่วมกับมูลนิธิ Spey องค์กรการกุศลของสกอตแลนด์ สร้างบันไดปลาที่ Mackalea Burn และ Granty Burn ช่วยเพิ่มแหล่งอาหารและโอกาสในการวางไข่ของปลาแซลมอนและปลาเทราต์ ซึ่งเป็นการเพิ่มประชากรปลาและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศแม่น้ำ Spey

ประเทศมาเลเซีย: F&NHB ผู้ผลิตน้ำแร่ BORNEO SPRINGS จากแหล่งน้ำในป่าฝนโบราณอายุกว่า 130 ปีร่วมกับ Jagoi Heritage Association (JADC) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดของชุมชนบิดายูห์ ด้วยการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยความจุ 5.48 ล้านลิตร และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ณ ศูนย์มรดก Bung Jagoi และ ประเทศเมียนมา: แกรนด์รอยัล กรุ๊ป ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการเทำการเกษตรได้มากถึง 1.5 ล้านลิตร และติดตั้งระบบผลิต RO ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 3,000 ลิตรต่อวัน เพื่อการบริโภคในหมู่บ้านต้นแบบ San Hpe

โครงการเพื่อความยั่งยืน

นอกเหนือจากโครงการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยเบฟยังมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อความยั่งยืนในวงกว้าง

Island Model: เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมบนเกาะที่ประสบปัญหาการจัดการขยะ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผ่านการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งดำเนินการสำเร็จไปแล้วกว่า 9 เกาะ ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ เกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะพะงัน เกาะสมุย เกาะภูเก็ต และเกาะลันตา ทำให้ปี 2567 มีปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการเก็บกลับจากเกาะจำนวน 2,509 ตัน สร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นจากการขายวัสดุรีไซเคิล 17.38 ล้านบาท สอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

วงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน: การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ากับห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์นับตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค เป็นการมุ่งเน้นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดปริมาณของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก: โครงการเพื่อสังคมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 26 ไทยเบฟนำขวด PET หลังการบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ปีละ 7,600,000 ขวด  เพื่อนำไปผลิตเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ได้มากถึง 200,000 ผืนต่อปี

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expowww.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย ตลอดงานที่จะชวนคุณมาร่วมกอบกู้โลกใบนี้ไปด้วยกันที่ Sustainability Expo 2025: “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” เพราะโลกที่ดีกว่า…เริ่มต้นได้จากเราทุกคน

กลับมาอีกครั้ง ‘Pattaya Hospitality Show 2025’ เวทีแข่งขันศิลปะการให้บริการนักท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

กลับมาอีกครั้ง  ‘Pattaya Hospitality Show 2025’ เวทีแข่งขันศิลปะการให้บริการนักท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

กลับมาอีกครั้ง ‘Pattaya Hospitality Show 2025’ เวทีแข่งขันศิลปะการให้บริการนักท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, เมืองพัทยา สมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยว ชลบุรี, สมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย, สมาคมเชฟภาคตะวันออก, สมาคมสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก, ชมรมผู้บริหารงานแม่บ้านภาคตะวันออก และสมาคมสปาและเวลเนสภาคตะวันออก กำลังถูกจารึกไว้ในฐานะศูนย์กลางแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง กับการจัดงาน “Pattaya Hospitality Show 2025”  ณ โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน

งานนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่เมืองพัทยารวบรวมงานแสดงสินค้าและนักให้บริการอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการของบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

ไฮไลท์ของงาน ประกอบด้วย “Pattaya Hospitality Challenge 2025” การแข่งขันศิลปะการให้บริการกว่า 18 รายการ เช่น การปรุงอาหารโดยเชฟมืออาชีพ การแข่งขันบาร์เทนเดอร์ การทำลาเต้อาร์ต การปูเตียงโรงแรม การแกะสลัก ไปจนถึงการนวดไทยเชิงเวลเนส โดยมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 200 ทีม จากทั่วประเทศ รวมพลังโชว์ทักษะและฝีมือระดับมืออาชีพ รวมทั้งงาน Hospitality Product & Service Trade Show งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ และเครื่องมือในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และร้านกาแฟ ครบจบในที่เดียว

นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมและองค์กรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว ที่ร่วมแรงร่วมใจกันยกระดับมาตรฐานการบริการของเราไปสู่ระดับสากล

“จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะเมืองพัทยา เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ความนิยมมาโดยตลอด เรามีทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม มีชายหาดที่ติดอันดับโลก มีอาหาร วัฒนธรรม และความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การท่องเที่ยวของเรายั่งยืนได้ ก็คือ “คุณภาพของบุคลากรด้านการบริการ” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

งานนี้จะเป็นเวทีที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงความสามารถ พัฒนาทักษะ และก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการมืออาชีพ สร้างความภาคภูมิใจทั้งต่อตนเองและองค์กร พร้อมทั้งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือนชลบุรีและเมืองพัทยาในอนาคต

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เสริมว่า “Pattaya Hospitality Challenge 2025” จึงไม่ใช่แค่งานแข่งขัน แต่คือ เวทีสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการบริการไทย สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนา “คน” สู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่ยั่งยืน ที่พร้อมบริการในทุกมิติ” และพร้อมตอกย้ำบทบาทของพัทยาในฐานะ เมืองท่องเที่ยวระดับโลก

‘Dragonfly Summit 2025’ บิ๊กอีเวนต์ปลุกพลังบวกแห่งปี พัฒนาศักยภาพของ ‘ผู้นำ’ แบบองค์รวม ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ

‘Dragonfly Summit 2025’ บิ๊กอีเวนต์ปลุกพลังบวกแห่งปี พัฒนาศักยภาพของ ‘ผู้นำ’ แบบองค์รวม ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ

‘Dragonfly Summit 2025’ บิ๊กอีเวนต์ปลุกพลังบวกแห่งปี พัฒนาศักยภาพของ ‘ผู้นำ’ แบบองค์รวม ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! กับบิ๊กอีเวนต์แห่งปี Dragonfly Summit 2025  เวทีแห่งการพัฒนาศักยภาพผู้นำที่ใหญ่ที่สุดในระดับเอเชีย ภายใต้แนวคิด “LEAD WELL”  นำอย่างเข้าใจ ลึกซึ้ง และยั่งยืน โดยปีนี้มาในธีม “FLOW” เติมพลังงานบวกให้ไหลเวียนอย่างสมดุล เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำให้แข็งแกร่งแบบองค์รวมทั้ง ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ผู้จัดปลื้มมีผู้เข้าร่วมสัมมนารวมกว่า 3,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ประนัปดา พรประภา ผู้ก่อตั้ง Dragonfly 360 เปิดเผยว่า “Dragonfly Summit เป็นงานสัมมนาแห่งการพัฒนาศักยภาพผู้นำและการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมที่ใหญ่ที่สุดในระดับเอเชีย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ Dragonfly มุ่งมั่นขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพองค์รวมของไทย เพื่อให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ตลอดจนนักธุรกิจและผู้นำในระดับเอเชีย ที่มีการใช้จ่ายสูง เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย  พร้อมตั้งเป้าขยายการจัดงานไปสู่ประเทศอื่นๆ รวมไปถึงมีแผนการที่จะพัฒนาให้เป็นหลักสูตรสำหรับ  “ผู้นำ”  เพื่อเทรนนิ่งให้กับองค์กรต่าง ๆ อีกด้วย”

วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ร่วมก่อตั้ง Dragonfly 360 กล่าวว่า “การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้อย่างเดียว แต่จะต้องอาศัยพลังจากภายใน ประกอบด้วย ความเข้าใจ ความเห็นใจ รวมไปถึงความรัก ถึงจะสามารถก้าวไปเป็น “ผู้นำ” ที่พบเจอความสงบสุขได้อย่างแท้จริง  Dragonfly Summit  ถือเป็นพื้นที่ที่จะได้ปลดปล่อย ควบคู่กับการรับพลังงานดี ๆ ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดียิ่งขึ้น สำหรับเป้าหมายสำคัญของ Dragonfly Summit คือ อยากให้คนที่มาร่วมงานได้ส่งต่อแนวคิดดี ๆ ที่ได้รับภายในงาน ให้กับคนในครอบครัว คนรอบข้าง แม้กระทั่งคนในที่ทำงาน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ เพราะจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการมี Mindset ที่ดีจะนำไปสู่แรงผลักดันให้หันมาพัฒนา และเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง”

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ผู้ร่วมก่อตั้ง Dragonfly 360 กล่าวเสริมว่า “Dragonfly Summit ไม่ใช่งานสัมมนาทั่วไป แต่คือปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ และการเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ รวมไปถึงการเป็นผู้นำที่ดีในทุกองค์ประกอบ นี่คือโอกาสสำคัญที่ Dragonfly Summit จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่จะทำให้คุณค้นพบตัวเอง แล้วนำไปปรับใช้ให้ชีวิต ดีขึ้นทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ซึ่งจะนำพาไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ”

Yongey Mingyur Rinpoche พระอาจารย์สอนสมาธิระดับชาวทิเบตผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ถ่ายทอดการปลดล็อกความสุขภายในด้วย พลังแห่งสติ, Nick Santonastasso นักสร้างแรงบันดาลใจ และโค้ชด้านความคิดให้กับผู้นำทั่วโลกที่เกิดมาพร้อมกับ Hanhart Syndrome, Maejor Sound Healing & Frequency Producer นักดนตรีสายอาร์แอนด์บีที่ได้รับรางวัล Grammy Awards ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์การต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและพลังการบำบัดด้วยเสียงดนตรี , Gabrielle Bernstein ครูสอนด้าน Spiritual ชื่อดังและนักเขียนหนังสือขายดีอันดับ 1 ของ New York Times ร่วมพูดคุยในหัวข้อ ศิลปะแห่งการปล่อยวาง รวมถึง Matthew Walker นักเขียนหนังสือเกี่ยวกับการนอนที่ขายดีของ New York Times เรื่อง Why We Sleep และ Mo Gawdat อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Google [X] ที่ช่วยคิดค้น AI ให้ Google เป็นต้น

นอกจากเวทีหลักแล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมในโซนต่างๆ ประกอบด้วย CHIVA-SOM SANCTUARY มาพร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การปลดล็อกพลังแห่งลมปราณ ด้วยศาสตร์โยคะแบบโบราณ Pranayama เพื่อบูสต์พลัง สร้างความสมดุลของกาย ใจและความคิด, คลื่นเสียงบำบัดแบบอายุรเวทเพื่อความผ่อนคลาย การผสมผสานศาสตร์ลมหายใจแบบอายุรเวทและเสียงบำบัดเพื่อปรับอารมณ์ ชุบพลังงานชีวิต และการผ่อนคลายอย่างล้ำลึก, สายตา-ทรงตัว & พลังชี่ ท่าเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นสมอง ปรับท่าทาง และเสริมเสถียรภาพให้กับร่างกาย

โซน WELL-NEST  อาทิ Blueprint of The Soul Human Design Readings มินิเซสชัน Human Design แบบ 1:1 ที่ช่วยให้เข้าใจพลังงานภายใน ปรับทิศทางชีวิตด้วยความสบายใจและมั่นคง, Ayurveda Dosha Test & Consulting ค้นหาธาตุประจำตัว พร้อมออกแบบการใช้ไลฟ์สไตล์รายวันส่วนบุคคล เพื่อสมดุลสุขภาพกาย-ใจโดยเฉพาะ และ Destiny Matrix การวิเคราะห์ชะตาชีวิตผ่านศาสตร์ Tarot, Chakras, โหราศาสตร์, ตัวเลข และจิตวิทยาเพื่อเปิดรหัสวิญญาณของคุณ เป็นต้น

โซน BAZAAR POWERED BY TRI VANANDA พบกับนิทรรศการ Bee Maze โดย ตรีวนันดา ร่วมสำรวจความถี่ของความเชื่อใจ และรูปแบบการเป็นผู้นำที่ไม่เหมือนใครของคุณ ด้วยการเดินทางผ่านรังผึ้งรูปทรงหกเหลี่ยมทั้ง 8 ห้องที่มาพร้อมการเรียนรู้แบบโต้ตอบผ่านเกม ผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยี และการเล่นไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเข้าร่วมการบรรยายในหัวข้อเคล็ดลับเพื่อชีวิตที่ยืนยาว และวิสัยทัศน์ชุมชนอยู่อาศัยที่ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืนกับตรีวนันดาที่ออกแบบ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เข้ากับคลื่นความเชื่อใจของคุณโดยเฉพาะที่ Jampa Bar พร้อมทั้งค้นพบปรัชญาและคุณค่าของตรีวนันดาชุมชนเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีรากฐานจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้คนทุกช่วงวัย

เวิร์กชอป DIY จาก อินโดรามา เวนเจอร์ส ที่มาร่วมสร้างผลงานศิลปะจากขยะ PET ให้กลายเป็นของที่ระลึกสุดสร้างสรรค์ เปลี่ยนวัสดุรีไซเคิลจากขวดน้ำให้กลายเป็นกรอบรูปรักษ์โลก ไฮไลต์พิเศษ! พบกับต้นไม้ศิลปะ ขนาดใหญ่ที่ทำจากขวด PET และผ้ารีไซเคิล เพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของขวดหนึ่งใบที่สามารถกลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ อินโดรามา เวนเจอร์ส ว่าเมื่อผู้บริโภคแยกขยะอย่างถูกต้อง ภาคธุรกิจก็จะสามารถนำขวด PET กลับสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจและสร้างงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

งานนี้จะสำเร็จไปไม่ได้หากขาดพาร์ตเนอร์ ผู้ร่วมเดินทางไปกับเราที่ร่วมมือกันทำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น   ได้แก่ ชีวาศรม หัวหิน (Chiva-Som Hua Hin), บริษัท สยามกลการ จำกัด (Siam Motors Co., Ltd.), บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด (Siam Music Yamaha Co., Ltd.), สยามพิวรรธน์ (Siam Piwat), สยามพารากอน (Siam Paragon), โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok), แพลน บี มีเดีย (Plan B Media), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) (Indorama Ventures Public Company Limited), มูลนิธิไอวีแอล (IVL Foundation), มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group), ตรีวนันดา ภูเก็ต (Tri-Vananda Phuket), บริษัท แพรคติก้า จำกัด (Practika Co., Ltd.), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Tourism Authority of Thailand), สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การ มหาชน) (Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (Thai Airways International Public Company Limited), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย(UOB Thailand), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Bank Public Company Limited), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (Kasikornbank Public Company Limited), บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด (Siam Daikin Sales Co., Ltd.), บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด (Siam GS Sales Co., Ltd.), เอเซียบุ๊คส (Asia Books) และ แท็ตเลอร์ เอเชีย (Tatler Asia)

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เตช บุนนาค เป็นประธานเปิดการประชุมเหล่ากาชาดจังหวัดภาค 4 ครั้งที่ 168 ประจำปี 2568 พร้อมมอบนโยบายการทำงานของเหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอ โดยมี อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐมและนายกเหล่ากาชาดจ.นครปฐม, กฤษฎา บุญราช ร่วมพิธี..
  • มิตรสหายชาว BRAIN 2 ปลื้มใจกับ สาระ ล่ำซำ ที่ เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด 5 ปีซ้อน พร้อมรางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนทุกมิติ..
  • จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบเงินบริจาค จาก สุรชัย โสตถีวรกุล พร้อมครอบครัว เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย..
  • ธานินทร์ พานิชชีวะ พร้อมเพื่อนๆ Digital CEO#6 กลุ่ม DE เช่น รังสรรค์ พวงปราง, อุกฤษฎ์ ตั้งสืบสกุล, จีรพัชรินทร์ อรรถจินดา, สมชาย ตรีรัตนนุกูล, อรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร, วรเศรษฐ์ องค์สรานนท์, ภัทรา สุวรรณเดช, พงษ์ชัย วงศ์ชัยชินศรี, ธีรพันธ์ ดิษยบุตร, กฤษณ์ พันธ์รัตนมาลา, ธนศักดิ์ รัตนหิรัญภรณ์ ไปสังสรรค์และเลี้ยงเกษียณอายุราชการให้ วราภรณ์ ชมกลิ่น รอง ผอ.สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล..
  • ชาว Digital CEO#8 ร่วมยินดีกับ ณรงวิทย์ ชดช้อย ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรีได้รับรางวัลดีเด่น ประเภท “แหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ” ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (กินรี) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดโดย ททท…
  • ชื่นชม นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ นำ GRACZ ลงนามร่วมกับ บจ.สปิน เวิร์ค เป็น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (Official Silver Sponsor) สำหรับการแข่งขัน SEA Games ครั้งที่ 33 และ ASEAN Para Games ครั้งที่ 13 ด้วยภารกิจทดแทนพลาสติกและโฟมด้วยบรรจุภัณฑ์เยื่อพืชธรรมชาติ 100% ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม GRACZ พร้อมผลักดันให้เป็น “Green SEA Games” และ “Carbon Neutral Event” ยกระดับมาตรฐานใหม่ของกีฬาอาเซียน..
  • วชิรา การสุทธิ์ เป็นผู้แทนธนาคารออมสิน มอบเงินสนับสนุนเพื่อนำไปช่วยเหลือและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ ตลอดจนดูแลครอบครัวของผู้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง รับมอบและ พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว ร่วมเป็นสักขีพยาน..
  • พิชชากร วัชรานุรักษ์ และ วิทวัส กันยารอง ไปเป็นวิทยากรในการอบรมเชิงปฎิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ จ.บึงกาฬ ตามคำเชิญของ สมหวัง อารีย์เอื้อ รอง ผวจ.บึงกาฬ..
  • ขอเชิญ แพทย์ บุคลากรวิชาชีพ บุคคลทั่วไป ร่วม “งานประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3” (The 3rd National Forum on CME) จัดโดย ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา 15-17 ต.ค. ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพฯ ลงทะเบียนและดูรายละเอียดที่ https://bit.ly/3H0R4Jn..

น้องใหม่

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025’

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน 'BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025'

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025’

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

ENRICH Lighting คว้ารางวัล ผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี (Lighting Product) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่าง คุณภาพมาตรฐานระดับประเทศ

ผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง ENRICH สร้างชื่อเสียงในวงการอีกครั้ง ด้วยการคว้า รางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี (Lighting Product) ในงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025” จัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา

ENRICH เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่องสว่างคุณภาพสูง ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานอย่างยอดเยี่ยม โดดเด่นด้วยหลอดไฟและโคมไฟแอลอีดีเกรดอุตสาหกรรม ที่คัดสรรมาเพื่อความคุ้มค่า คงทน และตอบโจทย์การใช้งานจริง ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในกลุ่มที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ โดยได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำทั่วประเทศ

นายอัครวัฒน์ ฉันทแดนสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ริชเชส ซัพพลาย จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “รางวัลนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัท ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่องสว่างคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ ENRICH ขอบคุณทีมงาน ลูกค้า และพันธมิตรทุกท่านที่ไว้วางใจและสนับสนุน เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทมุ่งขยายตลาดสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันแสงสว่างครบวงจรในระดับภูมิภาค พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ENRICH ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายสินค้าในกลุ่ม Green Products ไม่น้อยกว่า 30% ของยอดขายรวม ภายใน 3 ปี และเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ENRICH วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ร้านไฟฟ้าชั้นนำทั่วประเทศ รวมทั้ง Mr.DIY, Big C และ WeHome เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐาน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.enrichlighting.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง LINE Official: @enrichlighting

-(016)

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการแฟชั่นและจิวเวลรี่ เมื่อ Cartier จัดงานเฉลิมฉลองการเปิดบูติกแฟล็กชิปแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด Heavenly Cartier ที่นำศิลปะ การออกแบบ และดนตรีมาหลอมรวมเป็นประสบการณ์เดียวกัน อย่างยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ โดยเนรมิต Jewelry Hall ให้กลายเป็นเวทีแห่งความตระการตา ผสานศิลปะ การออกแบบ และดนตรีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการต่างตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง รวมถึง สุพัตรา อยู่วิทยา และ ว่าน – กุศลิน ลัญจกรกุล ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานในฐานะ Top Spender ของ Cartier ประเทศไทย โดย สุพัตรา อยู่วิทยา เลือกสวมสร้อยคอ “Panthère Canopée” จากคอลเลกชัน Nature Sauvage Chapter3 ผลงาน High Jewelry ชิ้นเอกที่ Cartier ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเสือแพนเตอร์ผู้ทรงพลัง แฝงกายในป่าลึกลับแห่งจินตนาการ เฝ้ามองอัญมณีไพลินซีลอน น้ำหนัก 26.53 กะรัต อย่างสง่างาม

ขณะที่ ว่าน – กุศลิน ลัญจกรกุล เลือกเสริมลุคด้วย กำไลและต่างหู จากคอลเลกชัน Cactus de Cartier ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “กระบองเพชร” ตัวเรือนทองคำเหลืองประดับด้วย มรกต, ทับทิม และเพชร ซึ่งช่วยขับเน้นเสน่ห์และบุคลิกอันมั่นใจได้อย่างลงตัว

นอกจากจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนอันทรงเกียรติแล้ว การปรากฏตัวของทั้งคู่ไม่เพียงสร้างสีสันให้กับค่ำคืน แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Cartier กับลูกค้าคนสำคัญ

งานเฉลิมฉลองครั้งนี้ยังเป็นการรวมตัวของเหล่าคนดังและศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส, ธนภพ ลีรัตนขจร, และ เจฟ ซาเตอร์ ในฐานะ Friends of the Maison ร่วมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร, หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง, เจนเย่ เมธิกา, ไอซ์ ณัฐรัตน์ และ ขุนพล ปองพล ที่มาช่วยเติมเต็มบรรยากาศงานให้มีชีวิตชีวาและน่าจดจำยิ่งขึ้น

ภายในงาน Cartier ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเมซงผ่านการออกแบบสถานที่ได้อย่างน่าทึ่ง รายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจจาก 13 Rue de la Paix กรุงปารีส เงาเสือแพนเตอร์ที่เป็นสัญลักษณ์ ไปจนถึงม่านสายฝนระยิบระยับและผนัง LED รอบทิศทางที่เล่าเรื่องราวแห่งจินตนาการ ไฮไลต์กลางงานคือเวทีสูง 5 เมตร พร้อมจอ LED ขนาดใหญ่ 11 เมตรที่ถูกขนานนามว่า “Stairway to Heaven” ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความตื่นตา นอกจากนี้ยังมีบาร์ทองคำยาวกว่า 9 เมตรให้บริการค็อกเทลและเมนูอาหารชั้นสูงจากร้าน Blue by Alain Ducasse ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านรสชาติและบรรยากาศให้สมบูรณ์แบบ

ตลอดทั้งคืน Cartier มอบประสบการณ์ทางดนตรีและศิลปะการแสดงที่ผสมผสานอย่างลงตัว เริ่มต้นด้วยโชว์แสง สี เสียงที่สะกดทุกสายตา ก่อนต่อด้วยมินิคอนเสิร์ตจากสองศิลปินชื่อดังแห่งยุค อิ้งค์ วรันธร และ เจฟ ซาเตอร์ ที่ถ่ายทอดบทเพลงท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สร้างความเพลิดเพลินให้แขกผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่นและน่าประทับใจ

ไฮไลต์ของค่ำคืนคือการแสดงจากศิลปินระดับตำนาน ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ ที่เติมเต็มพลังและเสน่ห์เฉพาะตัวให้กับงาน ก่อนจะส่งต่อความสนุกไปสู่จังหวะดนตรีมันส์ ๆ ของดีเจชื่อดัง MayTae, Titto และ Kenny ที่ทำให้ทั้งฮอลล์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา

การแสดงทุกช่วงถูกออกแบบให้สอดรับกับธีม Heavenly Cartier อย่างกลมกลืน ราวกับพาผู้ร่วมงานก้าวสู่โลกเหนือจินตนาการที่สะท้อนทั้งความสง่างามและความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ค่ำคืนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองการเปิดบูติก แต่ยังเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ Cartier ตั้งใจมอบให้เป็นความทรงจำอันยากจะลืมเลือน

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

หัวใจของคนเราจะเต้น 60-100 ครั้งต่อนาที เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตลอดเวลา และหากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่ได้ ทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว และภายในไม่ถึง 5 นาที เราอาจเข้าสู่ภาวะสมองขาดเลือดและเสียชีวิตได้ทันทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา ที่น่ากังวลคือ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” เป็นภัยเงียบที่แทบไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้แต่คนที่แข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำ โดยกรมควบคุมโรคเผยว่า คนไทยเสียชีวิตจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” มากกว่า 54,000 รายต่อปี

นพ.ราม บรรพพงษ์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิมุต

นพ. ราม บรรพพงษ์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิมุต  เผยถึงการรับมือกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเน้นย้ำถึงสิ่งที่ควรทำหากคนรอบตัวต้องเผชิญกับภัยร้ายนี้

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจทำงานผิดปกติและหัวใจหยุดเต้น เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ สมองจะขาดเลือดและหมดสติทันที

“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” โรคร้ายไม่เลือกอายุ กลุ่มไขมันสูง-ความดันสูง-เบาหวาน เสี่ยงทวีคูณ

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือคนที่เป็นโรคประจำตัวแต่ยังไม่เคยตรวจพบ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ที่เป็นความเสี่ยงให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติและนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินความเสี่ยงและดูแลโรคที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดให้เห็นก่อน เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือหน้ามืด ซึ่งถ้าพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรเรียนรู้วิธี CPR เอาไว้ เผื่อถ้าคนรอบตัวหัวใจหยุดเต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะตามมา” นพ. ราม กล่าว

ประเมินผู้ป่วย-โทรสายด่วน 1669–ทำ CPR : 3 ขั้นตอนช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมักเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลเพราะได้รับการช่วยเหลือไม่ทัน ดังนั้นเมื่อพบผู้หมดสติ ให้ตบไหล่และเรียกเสียงดัง หากไม่ตอบถือว่าหมดสติ จากนั้นดูการหายใจง่าย ๆ ด้วยการประเมินการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอก หากไม่ขยับแสดงว่าไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ไม่ต้องคล้ำชีพจร เมื่อแน่ใจว่าหัวใจหยุดเต้น พยายามอย่าพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอง เพราะอาจไม่สามารถทำ CPR ระหว่างทางได้ แต่ให้โทรสายด่วน 1669 ทันที ระหว่างรอรถฉุกเฉิน ให้เริ่มทำการกดหน้าอก โดยให้ผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็ง วางส้นมือกลางหน้าอก กดลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที (ราว 2 ครั้งต่อวินาที) แต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่เพื่อให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ โดยต้องกดต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ยกเว้นเมื่อต้องเปลี่ยนผู้ช่วยหรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) หากมี ควรใช้ AED ควบคู่กับการ CPR และประเมินซ้ำทุก 2 นาทีว่าผู้ป่วยเริ่มหายใจหรือรู้สึกตัวหรือไม่ นพ.ราม บรรพพงษ์ เล่าเสริมว่า “หลายคนกังวลว่าทำ CPR แล้วจะทำให้กระดูกของผู้ป่วยหัก ซึ่งจริง ๆ ก็เกิดขึ้นได้หากทำผิดวิธี แต่กระดูกหักนั้นรักษาได้ ต่างจากการไม่ทำ CPR ที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น เพราะโอกาสรอดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลมีไม่ถึง 10% เท่านั้น แต่ถ้าได้รับการ CPR อย่างทันท่วงทีจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นมาก และถ้าตัดสินใจช่วยช้า แม้ผู้ป่วยจะรอด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและไตที่ไวต่อการขาดเลือด ดังนั้น จึงอยากให้เน้นช่วยชีวิตอย่างรวดเร็วก่อนนำส่งโรงพยาบาล”

เทคโนโลยีรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาล

เมื่อผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมาถึงโรงพยาบาลจะได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยมีแพทย์จากหลายสาขาร่วมกันรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วยให้มากที่สุด ในโรงพยาบาลหรือรถพยาบาลฉุกเฉินจะมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วย เช่น เครื่องปั๊มหัวใจอัตโนมัติ (Robotic CPR device) ที่กดหน้าอกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อีกอย่างคือ ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม ซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่ยังมีโอกาสรอดสูงและสามารถรักษาให้หายได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย

“แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นจะเกิดขึ้นกะทันหันและมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่สิ่งที่เราทำได้คือรู้ทันความเสี่ยง และศึกษาวิธี CPR ที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราอาจเป็นคนที่ช่วยชีวิตใครสักคนได้ รวมถึงต้องตรวจเช็กสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจอปัญหาเร็วจะได้ดูแลก่อนเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าลืมเลือกกินให้ดี ลดของหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้หัวใจของเราทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงในระยะยาว” นพ. ราม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการภาวะหัวใจหยุดเต้น สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ศูนย์ฉุกเฉิน ชั้น 1 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 24 ชั่วโมง โทร. 02-079-0191 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์