‘Pathum Grand Show 2025’ เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ เสริมแกร่งอุตฯท่องเที่ยวภาคใต้

'Pathum Grand Show 2025' เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ เสริมแกร่งอุตฯท่องเที่ยวภาคใต้

‘Pathum Grand Show 2025’ เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ เสริมแกร่งอุตฯท่องเที่ยวภาคใต้

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

ปทุมธานี ยกขบวนสินค้าศักยภาพและนวัตกรรมบุกภูเก็ต “Pathum Grand Show 2025” เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการสินค้าศักยภาพกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคใต้

จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี เตรียมจัดงานแสดงสินค้าศักยภาพและเจรจาธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ “Pathum Grand Show 2025” ยกขบวนสินค้านวัตกรรมและสินค้าศักยภาพจากปทุมธานีรวม 50 ร้านค้ามาจัดแสดงและจัดจำหน่าย พร้อมเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ ณ จังหวัดภูเก็ต เมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภาคใต้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการอย่างครบวงจร

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป้นประธานเปิดงาน Pathum Grand Show 2025 ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ว่าจังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดที่มีแหล่งผลิตสินค้าศักยภาพและนวัตกรรมที่ทันสมัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดและตอบโจทย์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี การนำผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดงและจัดหน่ายสินค้า พร้อมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจในงาน Pathum Grand Show 2025 ที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก  จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสินค้าของจังหวัดปทุมธานี ได้มีโอกาสเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการตลาดให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาคใต้ด้วย

“งานนี้เราได้คัดสรรสินค้าและบริการคุณภาพสูงกว่า 50 ร้านค้า เพื่อนำมาจัดแสดงและจำหน่ายให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและประชาชนได้เลือกชมและเลือกซื้อตลอด 5 วันเต็ม โดยสินค้าเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตได้ในทุกมิติ ทั้งธุรกิจโรงแรม, ที่พัก, ร้านอาหาร, สปา, นวดแผนไทย ไปจนถึงร้านกาแฟและคาเฟ่ จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาวัตถุดิบและ Outsourcing ที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจและเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย ทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ และการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียง รวมถึงกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการแบบ Offline และ Online ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสทางการค้า และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่งระหว่างผู้ประกอบการของจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดภูเก็ตได้อย่างแน่นอน” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าว

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่าการจัดงาน “Pathum Grand Show 2025” ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นการการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสินค้าศักยภาพและนวัตกรรมจากปทุมธานี ได้มีโอกาสทางการตลาด และได้ประชาสัมพันธ์นำเสนอสินค้าและบริการแก่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้เพิ่มยอดจำหน่ายสินค้า และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวมของปทุมธานีให้มากขึ้น โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าอุตสาหกรรม เกษตร และธุรกิจบริการ กิจกรรมหลัก : ยกระดับเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาด สินค้าศักยภาพจังหวัดปทุมธานี “Pathum Innotech 2025” ภายใต้ชื่องาน “Pathum Grand Show 2025 ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ เป็นการกิจกรรมในรูปแบบของการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า และเจรจาธุรกิจการค้า

“งานนี้เราได้คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพสูง และมีความหลากหลายมากถึง 50 ร้านค้า มาจัดแสดงและจัดจำหน่าย โดยเน้นสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานทันที อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง เครื่องปรุงพรีเมียม สำหรับร้านอาหารและโรงแรม ชุดของใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักที่ใช้นวัตกรรมลดต้นทุน ผลิตภัณฑ์สปา นวดแผนไทย และสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐาน และเทคโนโลยีด้านการบริการต่าง ๆ งานนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวในภูเก็ตจะได้มีโอกาสพบปะเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการสินค้าศักยภาพสูงของจังหวัดปทุมธานี เพื่อต่อยอดธุรกิจและร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว โดยในงานนี้ยังได้มีการเชิญผู้ประกอบการธุรกิจซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้ารายใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Off line/Online มากกว่ากว่า 10 ราย  ซึ่งคาดว่ากิจกรรมนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าการค้าของจังหวัดปทุมธานี มากกว่ากว่า 5 ล้านบาท”

งาน “Pathum Grand Show 2025” นอกจากจะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเวทีแห่งการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ โดยผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สปา นวดแผนไทย คาเฟ่ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้ผลิตโดยตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดซื้อจัดหา (Sourcing) และสร้างเครือข่ายคู่ค้าใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย เช่น จุด Show case แสดงสินค้า พื้นที่จุดแลนด์มาร์ค สำหรับการถ่ายรูป และ Check in เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ การจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย ลด แลก แจกแถม การจัดช่วงเวลานาทีทอง การสรรหาผู้โชคดีรับรางวัลพิเศษทุกวัน การจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การจัดให้มีการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียงตลอดระยะเวลาการจัดงาน อาทิ ตอง เกวลิน เฟิร์ส พรชิตา แดน ฟิงเกอร์ กีตาร์ ศิริขวัญ และติวเตอร์ ฐนวัฒน์ 

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การจำหน่ายสินค้าในงาน แต่คือการสร้างโอกาสในการต่อยอด และสร้างมูลค่าทางการค้าในระยะยาวผ่านการจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าสินค้าจากปทุมธานีจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการของธุรกิจท่องเที่ยวในภูเก็ตให้มีความโดดเด่นและเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน” นายนิมิตรกล่าวย้ำ

อย่าพลาดโอกาสในการยกระดับธุรกิจให้เหนือกว่าคู่แข่ง! ด้วยสินค้าศักยภาพสูงที่พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจท่องเที่ยว แล้วมาพบกันในงาน Pathum Grand Show 2025 ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2568 ณ ลานกิจกรรมแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 ฝั่งเฟสติวัล ศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

-(016)

สงขลาคว้ารางวัล ‘IFEA World Festival & Event City 2025’ ก้าวสู่เมืองไมซ์ระดับโลก

สงขลาคว้ารางวัล ‘IFEA World Festival & Event City 2025’ ก้าวสู่เมืองไมซ์ระดับโลก

สงขลาคว้ารางวัล ‘IFEA World Festival & Event City 2025’ ก้าวสู่เมืองไมซ์ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.46 น.

สงขลาคว้ารางวัล ‘IFEA World Festival & Event City 2025’ ก้าวสู่เมืองไมซ์ระดับโลก เมืองแห่งเทศกาลและอีเวนต์ที่สร้างทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความภูมิใจให้คนไทย

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ เมืองปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เสียงปรบมือจากผู้แทนทั่วโลกดังขึ้นเมื่อชื่อ “สงขลา” ถูกประกาศบนเวทีนานาชาติ สมาพันธ์งานเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ หรือ IFEA ยกย่องให้จังหวัดชายแดนใต้ของไทยแห่งนี้เป็น หนึ่งในเมืองผู้ได้รับรางวัล IFEA World Festival & Event City 2025 รางวัลที่ไม่ใช่เพียงถ้วยเชิดชูเกียรติ แต่คือการยืนยันว่าเมืองหนึ่งเมืองสามารถยกระดับตัวเองสู่การเป็น Global Festival & MICE City ได้อย่างสง่างาม

การรับรางวัลครั้งนี้นำโดย นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ภาคใต้ ผู้เป็นดั่งกลไกสำคัญที่เชื่อมการทำงานของภาครัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคเอกชน และชุมชน จนกลายเป็นพลังร่วมที่ผลักดันสงขลาขึ้นสู่เวทีโลก

รางวัล IFEA ไม่ใช่การแข่งขัน หากแต่เป็นการมองหาเมืองที่ “ยกระดับมาตรฐาน” ในการจัดเทศกาลและอีเวนต์ เมืองที่มีโครงสร้างสนับสนุนชัดเจน มีระบบนิเวศที่เอื้อให้การสร้างสรรค์เติบโต และสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ยั่งยืน สงขลาถูกเลือกเพราะตอบโจทย์ทุกมิติ และเพราะทีเส็บภาคใต้ทำหน้าที่เป็น “สถาปนิกเบื้องหลัง” ที่แปลงวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นรูปธรรม

นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เพียงรางวัลของสงขลา แต่เป็นรางวัลของคนไทยทุกคน เราแสดงให้โลกเห็นว่าวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเรา เมื่อผนวกเข้ากับการสนับสนุนเชิงระบบและความคิดเชิงกลยุทธ์ สามารถทำให้เมืองของเราเป็นที่ยอมรับบนเวทีสากลได้”

นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการทีเส็บภาคใต้ เสริมว่า “สิ่งที่เราทำไม่ใช่การจัดงานเพื่อวันนี้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้สงขลาพร้อมจะต้อนรับเทศกาลและอีเวนต์จากทั่วโลกได้ตลอดไป รางวัลนี้คือการรับรองว่าการเดินทางที่เราวางรากฐานร่วมกับจังหวัดและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์นั้น กำลังพาเมืองไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

สิ่งที่จะตามมาหลังรางวัลครั้งนี้คือโอกาสใหม่มากมาย สงขลาจะกลายเป็นแม่เหล็กทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักลงทุนและผู้จัดงานระดับนานาชาติ พร้อมสร้างรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะถูกยกระดับให้เป็น พลังสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก และประเทศไทยจะได้รับภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะศูนย์กลางไมซ์และเทศกาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงไม่เพียงหมายถึงความสำเร็จของวันนี้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ ที่จะทำให้สงขลาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ภายใต้พลังความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

-(016)

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ร่วมภาคีเครือข่าย มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และแบตฯรถยนต์ช่วยเหลือชายแดนไทย–กัมพูชา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ร่วมภาคีเครือข่าย มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และแบตฯรถยนต์ช่วยเหลือชายแดนไทย–กัมพูชา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ร่วมภาคีเครือข่าย มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และแบตฯรถยนต์ช่วยเหลือชายแดนไทย–กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายและไทยทีวีสีช่อง 3 มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและแบตเตอรี่รถยนต์ สนับสนุนกองทัพบกช่วยเหลือทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

23 กันยายน 2568 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) และภาคีเครือข่าย ได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและแบตเตอรี่รถยนต์ให้แก่กองทัพบก โดยมี พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โดยสิ่งของที่นำมาให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ประกอบไปด้วย ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า จำนวน 100 ลัง มูลค่า 360,000 บาท จากบริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด, ช้าวโอ๊ต จำนวน 100 ลัง มูลค่า 120,000 บาท จากบริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด และแบตเตอรี่รถยนต์ ขนาด 75 แอม จำนวน 24 ลูก มูลค่า 64,800 บาท จาก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเด็นโซ่ประเทศไทย จำกัด, สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไทยฮอนด้า จำกัด, สหภาพแรงงานไทยฮอนด้า และ สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัทอีซูซุมอเตอร์ประเทศไทย จำกัด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 544,800 บาท

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า “การมอบสิ่งของในครั้งนี้ เป็นการส่งต่อน้ำใจจากทุกภาคส่วนไปยังทหารและประชาชนที่กำลังเผชิญผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เราเข้าใจดีว่าการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องดูแลความมั่นคง และชาวบ้านที่ต้องปรับตัวกับสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ปกติ สิ่งของที่นำมามอบในวันนี้จึงเป็นความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถยนต์ที่สามารถนำไปใช้ในภารกิจเคลื่อนย้าย ออกพื้นที่ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทหาร เราทุกคนพร้อมจะเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และหวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่สงบนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

การส่งมอบครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนเจตนารมณ์ของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์และพันธมิตร ที่มุ่งมั่นเดินหน้าในการช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกำลังใจและความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในทุก ๆ สถานการณ์

-(016)

จากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ ‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ ขับเคลื่อนการเติบโตด้านวิทย์และเทคโนโลยีในเอเชีย

จากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ 'Thailand LAB INTERNATIONAL 2025' ขับเคลื่อนการเติบโตด้านวิทย์และเทคโนโลยีในเอเชีย

จากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ ‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ ขับเคลื่อนการเติบโตด้านวิทย์และเทคโนโลยีในเอเชีย

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

งาน Thailand LAB INTERNATIONAL, BioAP INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2025 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ด้วยความสำเร็จ ดึงดูดผู้เข้าชมงานเชิงธุรกิจ 12,273 ราย จาก 51 ประเทศ ตลอด 3 วัน มีผู้บรรยายหลัก 230 ท่าน นำเสนอ 75 หัวข้อที่น่าสนใจต่อผู้เข้าร่วมประชุม 3,907 คน ขณะเดียวกันมีผู้แสดงสินค้า 277 ราย จัดแสดงกว่า 500 แบรนด์ชั้นนำ งานนี้ยังเป็นเวทีให้เกิดการจับคู่ธุรกิจสำเร็จถึง 463 ครั้ง ตอกย้ำความเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ ชีววิทยาศาสตร์ และเคมี โดยประเทศ/ภูมิภาคที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ได้แก่ ไทย จีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย สิงคโปร์ เมียนมา ญี่ปุ่น เวียดนาม และไต้หวัน

คุณปนัดดา ก๋งมา รองประธานสายธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 15 ของงาน Thailand LAB INTERNATIONAL ซึ่งเป็นงานหลักที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านห้องปฏิบัติการ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครอบคลุม เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ สาธารณสุข และอาหารแห่งอนาคตไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เราภูมิใจที่ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากพันธมิตรด้านวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงผู้สนับสนุนหลักที่ร่วมผลักดันงานนี้มาโดยตลอด ความร่วมมือดังกล่าวช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภูมิภาค ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้า แต่ Thailand LAB INTERNATIONAL ยังเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงการวิจัย ธุรกิจ และนโยบาย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับความก้าวหน้าทั่วประเทศ”

ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโต: กำหนดทิศทางตลาดห้องปฏิบัติการ ชีววิทยาศาสตร์ และเคมีของเอเชีย

ด้วยอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ ชีววิทยาศาสตร์ และเคมีในเอเชีย Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 ร่วมกับ BioAP INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL จึงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นตลาดและเศรษฐกิจ เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้จำหน่ายนับพันราย ขับเคลื่อนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน

ทั้งสามงานยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนและบทบาทในตลาดโลก ด้วยการนำเอาพาวิลเลียนและพันธมิตรนานาชาติมาสู่กรุงเทพฯ โดยสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจและนวัตกรรมของประเทศไทยภายใต้วิสัยทัศน์  “Thailand 4.0” ความต้องการด้านบริการสุขภาพและการวินิจฉัยโรคที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วภูมิภาค — ซึ่งคาดว่าจะผลักดันตลาดบริการห้องปฏิบัติการคลินิกของไทยให้เกิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571 — รวมถึงแรงผลักดันด้านความยั่งยืนและมาตรฐานกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ทำให้งานนี้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ความร่วมมือ และกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

เปิดตัว Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 ยกระดับเชิงกลยุทธ์สู่วงการไบโอเทคและเฮลท์เทคของเอเชีย

ขอแนะนำงาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 — แพลตฟอร์มใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ BioAP INTERNATIONAL และ Health & Innovation Asia ซึ่งไม่ใช่เพียงการรวมงาน แต่เป็นการยกระดับเชิงกลยุทธ์และการบรรจบกันอย่างทรงพลังระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีด้านสุขภาพสู่เวทีนานาชาติที่เป็นหนึ่งเดียว ออกแบบมาเพื่อผลักดันเอเชียเข้าสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม การวิจัย และความร่วมมือด้านสุขภาพ

ร่วมกับ Thailand LAB INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL งาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL ที่กำลังจะมาถึงนี้จะไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่จะเป็นศูนย์กลางความร่วมมือแบบไดนามิกที่แลกเปลี่ยนไอเดีย สร้างพันธมิตร และเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อกำหนดอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภูมิภาค

ประกาศอย่างเป็นทางการ: การจัดงานในปี 2569

Thailand LAB INTERNATIONAL, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ EH 102–104 ไบเทค กรุงเทพฯ เข้าร่วมกับเราในแพลตฟอร์มชั้นนำของเอเชียด้านนวัตกรรมห้องปฏิบัติการ ชีววิทยาศาสตร์ และเคมี

เปิดจองบูธสำหรับปี 2569

หลังจากความสำเร็จของปีนี้ Thailand LAB INTERNATIONAL, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL ขอเชิญผู้แสดงสินค้าจองบูธสำหรับวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ EH 102–104 ไบเทค กรุงเทพฯ นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมของคุณต่อผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้ตัดสินใจ และผู้ซื้อจากทั่วเอเชีย จองบูธของคุณวันนี้และเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านห้องปฏิบัติการ ชีววิทยาศาสตร์ และเคมี

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็ปไซต์ http://www.thailandlab.com

‘ช้อปเพลิน เดินฟิน’ เช็คอินลำปาง ในงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025

'ช้อปเพลิน เดินฟิน' เช็คอินลำปาง ในงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025

‘ช้อปเพลิน เดินฟิน’ เช็คอินลำปาง ในงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลัง จัดบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025“ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” เปิดพื้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ หวังบูมเศรษฐกิจกลางปีกว่า 200 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ ภาคเอกชน แถลงข่าวเตรียมจัดงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ พบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ อาทิ เสื้อผ้า อาหาร เครื่องอุปโภค-บริโภค และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายที่ยกขบวนพาเหรดจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ นอกจากนี้ ภายในงานยังจะมีความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจกลางปีได้กว่า 200 ล้านบาท

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงกลางปีได้กว่า 200 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชนในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” จะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากมายให้ช้อปกันอย่างจุใจ พื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ 1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค – บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ จำนวน 52 บูธ พบกับสินค้าคุณภาพราคาประหยัดที่จะยกขบวนมาลดราคา อาทิ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน – ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานโปร ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก – ผลิตภัณฑ์โคโดโม ผลิตภัณฑ์เซนต์แอนดรูว ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล – ยาสีฟันซิสเท็มมา ผลิตภัณฑ์อาหาร – มาม่า ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า – วาโก้ แอร์โรว์ และ เครื่องสำอาง BSC MTI 

2. โซน “รถที่ใช่ดีลที่ชอบ” จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ รถจักรยายนยนต์คุณภาพดีและข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ยามาฮ่า เป็นต้น

3. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย ลำปาง  ประชารัฐ และวิสาหกกิจชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 36 บูธ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น

4. โซนกิจกรรม Innovative Thai Material การจัดแสดงผลงานวัสดุไทยสร้างสรรค์ ดร.ณัฐพล กล่าว

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า “อุตสาหกรรมแฟร์2025 : ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” เป็นเวทีโชว์ผลงานที่รวมพลังของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์  เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบาย ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ ผ่านกลยุทธ์ “4 ให้ 1 ปฏิรูป  โดย ดีพร้อม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ พร้อมทั้งเป็นสร้างโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SMEs ไทย 

ทั้งนี้ ดีพร้อม มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อ 7.3 ล้าน จากน้ำใจผู้บริจาค สานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพ

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อ 7.3 ล้าน จากน้ำใจผู้บริจาค สานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพ

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อ 7.3 ล้าน จากน้ำใจผู้บริจาค สานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพ

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

กว่า 6 ทศวรรษที่ “มูลนิธิรามาธิบดีฯ” สานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพให้ก้าวออกไปเป็นกำลังหลักของระบบสาธารณสุขประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การศึกษา” คือรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงยึดมั่นที่จะสนับ สนุนการเรียนรู้ของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด มูลนิธิรามาธิบดีฯได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษารามาธิบดี ประจำปี 2568 โดยมี ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา รศ. ดร.พูลสุข  เจนพานิชย์  วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี รศ. ดร. นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ผศ. ดร.รัตตินันท์ ฏิระวณิชย์กุล หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมาย และความผิดปกติของการสื่อความหมาย อ.นพ.สม เกียรติ ลีละศิธร ผู้อำนวยการสถาบันราชสุดา มอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีในทุกหลักสูตร คือ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ นักศึกษาสาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย และปีแรกสำหรับนักศึกษาสถาบันราชสุดา  เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้คนพิการที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  โดยมี  พรรณสิรี  คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ร่วมแสดงความยินดี

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวในพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษารามาธิบดี ประจำปี 2568 ว่า “มูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งมั่นสนับสนุนการศึก ษาเพื่อสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย และขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนทุนการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นพลังแห่งการให้ที่ช่วยต่อยอดอนาคตของเยาวชนไทย เรามั่นใจว่านักศึกษาทุกคนจะมุ่งมั่นเล่าเรียน และนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติในอนาคต”

ในปีนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้มอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีในทุกหลักสูตรของคณะฯ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 220 ราย มูลค่ารวมกว่า 7,334,000 บาท (เจ็ดล้านสามแสนสามหมื่นสี่พันบาทถ้วน) เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและเป็นที่พึ่งของประชาชน

ด้าน บวรรัตน์ ทะนุธีระพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิ บดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจว่า “เหตุผลที่เลือกเรียนสาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ มาจากประสบการณ์ตรงในครอบครัว เมื่อครั้งที่คนใกล้ชิดประสบภาวะฉุกเฉินและได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจากนักปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ เหตุการณ์นั้นได้จุดประกายความฝันให้เกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชีวิตผู้อื่น และสืบสานบทบาทสำคัญนี้ต่อไป ทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ทุนการศึกษานี้เป็นกำลังใจให้มุ่งมั่นเรียนและฝึกฝนเต็มที่ เพื่อเติบโตเป็นนักปฏิ บัติการฉุกเฉินการแพทย์ที่พร้อมดูแลผู้ป่วยและช่วยเหลือสังคม ขอบคุณผู้บริจาคและมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่ทำให้ความฝันเป็นจริง”

มูลนิธิรามาธิบดีฯ หวังว่าการมอบทุนครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดีให้เติบโตเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณแห่งการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจ โดยทุนการศึกษาปีนี้เกิดจากสายธารน้ำใจของผู้บริจาค ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์ กร ที่ร่วมสมทบผ่านโครงการ “ทุนการศึกษารามาธิบดี” สร้างโอกาสการรักษา สร้างบุคลากรการแพทย์” หลอมรวมเป็นพลังแห่ง “คำว่าให้ …ไม่สิ้นสุด” เพื่อแบ่งเบาภาระ และต่อเติมความฝันของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในทุกสาขา ให้ก้าวเดินบนเส้นทางวิชาชีพอย่างมั่นใจ

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 
โรงพยาบาลรามาธิบดี และ
ประธานคณะกรรม การบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ประธานคณะกรรม การบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ

คณาจารย์ผู้ประสาทวิชา

คณาจารย์ผู้ประสาทวิชา

คณาจารย์ ผู้มอบทุนการศึกษา พร้อมล่ามผู้แปลภาษามือ

คณาจารย์ ผู้มอบทุนการศึกษา พร้อมล่ามผู้แปลภาษามือ

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาแพทย์

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาแพทย์

คณาจารย์ และนักศึกษาพยาบาล

คณาจารย์ และนักศึกษาพยาบาล

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาสาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาสาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาปีแรก สำหรับนักศึกษาสถาบันราชสุดา

คณาจารย์ พร้อมนักศึกษาปีแรก สำหรับนักศึกษาสถาบันราชสุดา

บวรรัตน์ ทะนุธีระพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์

บวรรัตน์ ทะนุธีระพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์

‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ คว้าผลิตภัณฑ์ดีเด่นด้านนวัตกรรม เวที อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2568

‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ คว้าผลิตภัณฑ์ดีเด่นด้านนวัตกรรม เวที อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2568

‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ คว้าผลิตภัณฑ์ดีเด่นด้านนวัตกรรม เวที อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2568

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.02 น.

บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด หรือ ILC ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายแรกของประเทศไทยที่เปิดให้บริการมานานกว่า 55 ปีตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยการคว้ารางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด 2568 สาขาผลิตภัณฑ์สุขภาพดีเด่นประเภทนวัตกรรม จากผลิต ภัณฑ์ BSC Authentiq Bio Glow Fluid Foundation SPF50 PA++++ รองพื้นสูตรโกลว์ของแบรนด์ BSC ที่วางจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มาตั้งแต่ปี 2567 และได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรสารสกัดที่เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นรายแรกของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นผลจากการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมความงาม ของ ILC โดยนำสารสกัดจาก “ใบไม้สีทอง” หรือ “ย่านดาโอ๊ะ” ที่มีถิ่นกำเนิดจากบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ภาคใต้ของไทย โดยทีมงานวิจัยของ ILC พบว่าสารสกัดจากใบไม้สีทองมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการบำรุงผิว ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอยเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับผิวให้ดูกระจ่างใส จึงได้มีการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ MOLECULAR INCLUSION เทคโนโลยีการกักเก็บสารไว้ในรูปแคปซูลขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มศักยภาพและประ สิทธิภาพการบำรุงของสารสกัดนี้ ในผลิตภัณฑ์ BSC Authentiq Bio Glow Fluid Foundation SPF50 PA++++ รองพื้นสูตรโกลว์ ที่มีจุดเด่นของ ULTIMATE BLURRING TECHNOLOGY สูตรพิเศษที่ผสมผสานสารสกัดใบไม้สีทองกับอนุภาค MICRO POWDER และ FILM FORMER ช่วยเบลอรูขุมขน ปกปิดริ้วรอย และมอบความชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชม.พร้อมด้วย SPECIAL PEARLANT ผงมุกชนิดพิเศษมีคุณสมบัติช่วยกระจายแสงให้ผิวเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ การผสานพลังระหว่างนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้รองพื้นรุ่นนี้ มีประสิทธิ ภาพทั้งการปกปิด การบำรุงและการปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างสมบูรณ์แบบ    

รางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ที่ได้รับในครั้งนี้เป็นรางวัลอันทรงเกียรติและยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทของ ILC ที่จะนำนวัตกรรมและภูมิปัญญาจากธรรมชาติมาผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ช่วยดูแลผิวพรรณของผู้บริโภคทุกสภาพผิวได้อย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามของไทยสู่เวทีสากลอย่างแท้จริง

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในประเทศกัมพูชา มีเมืองสำคัญเมืองหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหินนครวัด มรดกโลก ชื่อ เสียมเรียบ” Siem Riap ซึ่งเป็นภาษากัมพูชาแปลว่า สยามพ่ายแพ้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร  เพราะในพงศาวดารไทยมิได้บันทึกไว้

เอกสารโบราณของกัมพูชาและวิกิพีเดีย ระบุว่า ใน พ.ศ.2073 (ค.ศ.1530) ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร) แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่กรุงกัมพูชาเกิดกบฏเจ้ากอง พระยาจันทราชาเสด็จหนีไปอยุธยา รวบรวมกำลังกลับมายึดเมืองโพธิสัตว์ แล้วขึ้นครองราชย์กรุงกัมพูชา ทรงพระนามว่า พระบรมราชาที่ 2  หรือ จันรีเซีย มหาราช ทรงตั้งเมืองละแวก Longvek เป็นราชธานีของกัมพูชาแห่งใหม่หลังจากที่กัมพูชาเสียเมืองพระนครให้กองทัพสยาม (สมัยเจ้าสามพระยา) พญาจันทราชาทรงปฏิเสธการส่งบรรณาการมายังอาณาจักรสยาม เหมือนที่เคยปฏิบัติมาก่อน สยามจึงส่งทหาร50,000 คน ผ่านนครราชสีมาไปยังจังหวัดมหานคร ทหารกัมพูชา 70,000 คน ต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพสยามในยุทธการที่สตึงอังกอร์ และในที่สุดกองทัพสยามก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ จับเชลยชาวสยามได้ 10,000 คน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อจังหวัดมหานครเป็น จังหวัดเสียมเรียบจนถึงปัจจุบัน ขณะที่แม่ทัพสยามชื่อ ปอนเฮา ออง โดมฮัต ก็เสียชีวิตจากการถูกฟัน และตกจากหลังช้าง

ในเอกสาร เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่าบริเวณเสียมราฐเป็นบริเวณที่เรียกว่า ขอมแปรพักตร์ หรือ เขมรไทย ที่มีชุมชนไทยและเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ ทรงกล่าวถึงที่มาของชื่อเสียมราฐไว้ว่า “…อย่างเมืองนครเสียมราฐทุกวันเขมรเรียกว่านักกร แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง คือแต่ก่อนเป็นบ้านเมืองไทยทำปลาแห้งขาย…”[7]

บ้างก็ว่าชื่อ เซียมเรียบ ตั้งขึ้นใหม่แทน “เสียมราฐ” หลังจากที่ในกรณีพิพาทอินโดจีน พลตรี แปลก พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองทัพอีสานและบูรพาในขณะนั้น ได้เคยบุกข้ามชายแดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง พระตะบอง และเสียมราฐ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายชื่อเมืองเสียมราฐว่า :-

ชื่อนั้นจะเกี่ยวไปในนิทานเรื่อง พญาโคตรตัมบอง เมืองเสียมราฐ เขมรเขาเขียนเสียมราช อ่านว่า เสียมเรียบ เขาว่าไทยแก้เป็นเสียมราฐ ทีก็จะจริง เมื่อฉันยังหนุ่มก็เห็นในราชการใช้ว่าเสียมราบ เขาจะหมายความว่ากะไร ไม่ทราบ แต่เราคงคิดว่าเขาหมายว่าไทยแพ้เขาราบที่นั่นจึงเปลี่ยนเสียเป็นเสียมราฐ (คือ สยามรัฐออกจะไม่มีมูล ที่จริงอ่านประวัติหรือพงศาวดารก็ไม่เคยพบว่าไทยแพ้เขมรที่นั่น

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก บางกอกแอร์เวย์ 

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ในยุคที่คนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและ Aging เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมี Longevity หรือ มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เลือกทานจึงเป็นข้อแรกที่ต้องใส่ใจ เริ่มจากหากอยากให้กระดูกแข็งแรง คิดว่าทานแคลเซียมอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? ถ้าคำตอบว่า ใช่ อยากให้ลองคิดใหม่ เพราะการดูดซึมในร่างกายมีกลไกมากกว่าที่คิด ถ้าไม่อยากให้กระดูกพรุนแบบไม่รู้ตัว ต้องรอบรู้เรื่องสุขภาพเพื่อการดูแลตัวเองอย่างฉลาด ด้วยกลุ่มเพื่อนซี้ ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’

สำหรับ ‘แคลเซียม’ เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงทั้งกระดูกและฟัน รวมถึงมีส่วนในการทำงานของหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และหัวใจ การเสริมสร้างแคลเซียมจึงช่วยให้ทั้งกระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

ส่วน ‘วิตามินดี 3’  ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติ โดยเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ จึงแนะนำให้ทานพร้อมอาหารเพื่อให้การดูดซึมดีขึ้น ซึ่งหากร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพียงพอจะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ถึง 30–40 %

และ ‘วิตามินเค 2’ จะช่วยดึงแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูกเพื่อนำไปใช้สร้างกระดูก ป้องกันการสะสมแคลเซียมตามเนื้อเยื่ออ่อนและหลอดเลือดแดง จึงลดแคลเซียมส่วนเกินในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้ และยับยั้งการสลายของกระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและลดการเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดย ‘วิตามินเค 2’ มีหลายชนิด แต่วิตามินเค 2 ชนิด MK-7 มีงานวิจัยรองรับในเรื่องการดูดซึมและการนำไปใช้ได้ดีที่สุด จะพบมากในนัตโตะ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเค 2 จากธรรมชาติ

ทำความเข้าใจง่าย ๆ ด้วย 4 นิยามนี้ ‘รับ – ดูดซึม – นำส่ง – ตรงจุด’ โดยมี 3 เพื่อนซี้หลักอย่าง ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยเมื่อร่างกายได้รับ ‘แคลเซียม’ จากการทานอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลำดับถัดไปคือหน้าที่ของ ‘วิตามินดี 3’ ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อมีแคลเซียมในเลือดแล้วถึงเวลาของ ‘วิตามินเค 2’ ที่จะเป็นเหมือน GPS ช่วยนำทางส่งแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูก ทำให้แคลเซียมตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น เห็นได้ชัดว่าการดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้และได้รับแคลเซียมอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อรู้จักกุญแจสำคัญของกระดูกที่แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม ให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สะดวกมากยิ่งขึ้น Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย พร้อมเคียงข้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กิฟฟารีน เค 2 พลัส ไลโปโซมอล ดี 3 (Giffarine K2 Plus Liposomal D3) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อความแข็งแรงของกระดูก ด้วย วิตามินเค 2 ธรรมชาติจากนัตโตะในรูปแบบ Trans MK-7 พร้อมด้วยวิตามินดี 3 ในรูปแบบไลโปโซม ที่เป็นขั้นกว่าของการดูดซึมแคลเซียม ผลิตด้วยเทคโนโลยีไลโปโซม ซึ่งมีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่าวิตามินดี 3 ทั่วไปถึง 1.8 เท่า โดยทานคู่กับแคลเซียมเพื่อเพิ่มการดูดซึมได้ทุกวัน เมื่อวิตามินเค 2  และไลโปโซมอล วิตามินดี 3 ทำงานกันเป็นทีม จะช่วยทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมและตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น

การให้คุณค่ากับสุขภาพของตัวเอง เหมือนเป็นการได้บอกรักตัวเองทุกวัน แก๊งคู่ซี้สายซัปพอร์ต ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ที่จะช่วยให้การดูดซึมและนำส่งแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ตรงจุดมากที่สุด รักกระดูก อย่ารอให้สายเกินไป

กลุ่มวันสยามเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ดีไซน์โดย POEM แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับโลก

กลุ่มวันสยามเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ดีไซน์โดย POEM แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับโลก

กลุ่มวันสยามเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ดีไซน์โดย POEM แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับโลก

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มวันสยาม ที่ผนึกกำลังโกลบอลเดสติเนชั่นระดับโลก ประกอบด้วย สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรีเทลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยกระดับและ Refresh การให้บริการเหนือระดับแบบครบวงจร (Comprehensive Service Transformation) ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านกลยุทธ์ Customer-Centric Experience ที่สอดรับกับแนวโน้มการตลาดรีเทลระดับโลก รวมถึงการเปิดตัวยูนิฟอร์มภาพลักษณ์ใหม่สำหรับทีม Customer Engagement โดยความร่วมมือกับ POEM แบรนด์แฟชั่นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภายใต้การออกแบบของ ฌอน-ชวนล ไคสิริ เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหวัง

นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้ปรัชญาการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย เราได้พัฒนาการให้บริการเหนือระดับอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างความพึงพอใจในทุกมิติให้แก่ลูกค้าและครองความเป็นที่หนึ่งในใจของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

กลุ่มวันสยาม ได้ดึงจุดแข็งด้านการให้บริการในแบบเฉพาะบุคคล และความเป็นเลิศในการให้บริการของทีมพนักงาน Customer Engagement มาพัฒนาและยกระดับการให้บริการ ล่าสุดได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ Customer-Centric Experience ที่สอดรับกับแนวโน้มการตลาดรีเทลระดับโลก เราไม่ได้แค่ปรับปรุง แต่เรารีโวลูชัน ประสบการณ์ของลูกค้าแบบ 360 องศา อาทิ Personalized Service การบริการเหนือระดับด้วย Hyper-Personalized Service ขับเคลื่อนด้วย Real-time Data Intelligence และ Personalized Engagement ที่ “Anticipate Customer Needs” เราเข้าใจคุณ… ก่อนที่คุณจะรู้ตัวเอง! ด้วยการนำเอาข้อมูลเชิงลึก เช่น พฤติกรรมของลูกค้าใน touchpoint ต่างๆ และข้อมูลการซื้อสินค้าและบริการ มาวิเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และ Machine Learning มาช่วย เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้แม่นยำมากขึ้น และสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงใจดีขึ้น อาทิ การส่งข้อมูลสินค้า บริการ และโปรโมชั่นตามความสนใจและพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉพาะบุคคลส่งตรงถึงลูกค้าแบบ real time

ในปี 2568 กลุ่มวันสยามได้ Refresh ยูนิฟอร์มภาพลักษณ์ใหม่สำหรับพนักงานทีม Customer Engagement ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการและให้บริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสม การยกระดับภาพลักษณ์ใหม่นี้มุ่งเน้นทีมบริการแนวหน้าที่ให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการบริการลูกค้า โดยได้รับเกียรติจาก POEM แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำมาร่วมสร้างสรรค์ชุดยูนิฟอร์มให้กับองค์กรเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ หรือ First Impression ให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ และเสริมสร้างภาพลักษณ์รวมถึงความน่าเชื่อถือให้กับศูนย์การค้าต่างๆ ภายในกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์

การเปลี่ยนรูปโฉมยูนิฟอร์มพนักงานใหม่เป็น Visual Identity สร้างประสบการณ์ใหม่แบบ Emotional Branding อย่างครบวงจร ที่มีการคอลลาบอเรชั่นร่วมกันระหว่างต่างอุตสาหกรรม หรือ Cross-Industry Collaboration ระหว่าง Retail x Fashion

นายชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ POEM ผู้สร้างสรรค์ยูนิฟอร์มภาพลักษณ์ใหม่ กล่าวว่า “ในฐานะที่ผมเติบโตมากับศูนย์การค้ากลุ่มสยามพิวรรธน์ตั้งแต่วัยเด็ก ภาพความทรงจำในแต่ละยุคของสยาม     พารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ได้หล่อหลอมแรงบันดาลใจในการออกแบบครั้งนี้ ผมตีความความทันสมัยและความล้ำสมัยที่ได้ส่งต่อมาตลอด ถ่ายทอดผ่านสีและดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนขององค์กร สร้าง Professional Credibility ผ่านการออกแบบแฟชั่นที่สะท้อนภาพลักษณ์องค์กรและเป็น First Touch Point กับลูกค้า

ดีไซน์ใหม่นี้ ผ่านการออกแบบจากการพูดคุยกับทีมพนักงานผู้สวมใส่ที่ใช้งานจริง เราเน้นฟังก์ชันและความคล่องตัว โดยปรับซิลูเอตให้เหมาะกับการทำงานจริง มีทั้งกระโปรงทรงเอและกางเกงเพื่อเป็นทางเลือก เพิ่มความมั่นใจด้วยคัตติ้งและแพทเทิร์นแบบเทเลอร์เมด ซึ่งเป็นลายเซ็นของแบรนด์ POEM ผสานโทนสีเทาที่เป็นสีแห่งความก้าวหน้า โดยสีเทาที่ใช้ คือ Neutral Grey ที่ให้ความสุภาพและเป็นกลาง โดยในชุดของพนักงานที่ทำงานภายใน สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จะใช้ผ้าสีเทานี้ มาทำหน้าที่เป็นพื้นให้สีม่วงซึ่งเป็นสีหลักของสยามพิวรรธน์ สำหรับไอคอนสยาม จะใช้สีเทาจับคู่กับสีทองซึ่งเป็นสีอันเป็นเอกลักษณ์ของไอคอนสยาม นอกจากนี้ ยังได้ทำการดีไซน์ชุดของทีมงานต่างๆ ที่แม้มีความแตกต่าง แต่ก็มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความโดดเด่นมีระดับ”

นางสรัลธร อัศเวศน์ กล่าวเสริมว่า “เราไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่หลากหลายของผู้คนในทุกเจนเนอเรชั่น พร้อมมอบประสบการณ์แปลกใหม่และสร้างแรงบันดาลใจในระดับโลก เราพัฒนาและยกระดับ Customer Engagement ไปอีกขั้นที่เป็นที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศบนเวทีโลก โดยล่าสุดทีมลูกค้าสัมพันธ์ได้เข้ารอบ Finalist ของเวทีประกาศรางวัลด้านบริการระดับโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ คือ People in Retail Awards สาขา Customer Service Team of the Year ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูบุคลากรในอุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีผลงานยอดเยี่ยม และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจด้านวัฒนธรรมองค์กรและการบริการลูกค้า โดยเราเป็นกลุ่มศูนย์การค้าเดียวของเอเชียที่ได้เข้าชิงรางวัลสุดยอดบริการระดับโลกนี้”