16 ศิลปินรุ่นใหม่ ชวนย้อนเวลากลับสู่โลกแห่งจินตนาการในวัยเยาว์ ผ่านนิทรรศการ ‘3C An Exhibition of Playful Memories’

16 ศิลปินรุ่นใหม่ ชวนย้อนเวลากลับสู่โลกแห่งจินตนาการในวัยเยาว์ ผ่านนิทรรศการ ‘3C An Exhibition of Playful Memories’

16 ศิลปินรุ่นใหม่ ชวนย้อนเวลากลับสู่โลกแห่งจินตนาการในวัยเยาว์ ผ่านนิทรรศการ ‘3C An Exhibition of Playful Memories’

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์ ศูนย์รวมวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ใจกลางย่านเจริญกรุง ชวนคุณย้อนเวลากลับสู่โลกแห่งจินตนาการในวัยเยาว์ กับนิทรรศการกลุ่ม “3C An Exhibition of Playful Memories” เป็นการรวมตัวกันครั้งแรกของ 16 ศิลปินคาแรคเตอร์รุ่นใหม่   29 ชิ้นงาน โดดเด่นทั้งในสไตล์ป๊อปอาร์ต และเซอร์เรียลลิสม์ นิทรรศการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดแสดงผลงานศิลปะ หากแต่เป็นพื้นที่เปิดใจให้เราทุกคนได้ทบทวนความทรงจำเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคย

จุดประกายความฝันอันยิ่งใหญ่

“3C” ย่อมาจาก Character – Cartoon – Creativity เป็นนิทรรศการที่รวบรวมศิลปินรุ่นใหม่หลากหลายแนวผู้ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ในรูปแบบความเป็นตัวตนอย่างแท้จริง แม้แต่ละคนจะมีลายเส้น เทคนิค และมุมมองที่แตกต่างกัน ทว่าทั้งหมดกลับมีจุดร่วมเดียวกันคือการใช้คาแรคเตอร์และการ์ตูนเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวได้อย่างลุ่มลึก ชวนผู้ชมย้อนกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความสุขในวัยเยาว์ ผ่านผลงานที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน จินตนาการ และความทรงจำที่เคลื่อนไหว ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรม (Painting) บนผืนผ้าใบ ทั้งในแบบอะคริลิก

นิทรรศการรวบรวมผลงานจากศิลปินคาแรคเตอร์ผู้มีสไตล์โดดเด่นถึง 16 คน ได้แก่ Fahworld, Jureepias, Kirin.heic.heif, Max_Lightblack, Nute Tint S., PHAI TANASAN, Sixzigsick, TRACHA’A, STUFFEDHEART, THE JUM, Rene Coco, Plaifah, Meow and Bluesky, P_PREECHANON, KRICHA.KARN, TiiDA, Ryuki และ Kolahon โดยแต่ละคนได้นำเรื่องราวและมุมมองเฉพาะตัวมาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะได้อย่างน่าสนใจ

ไลต์ผลงานจากศิลปินบางส่วน อาทิ Fahworld (ฟ้า-สุฑามาศ จันทร์สุริยา) นำเสนอผลงานชื่อ “DREAM” ด้วยเทคนิค Oil on Canvas ที่สื่อให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝัน ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อย ทุกความฝันต่างมีความสำคัญและแตกต่างกันไปตามเรื่องราวของแต่ละคน ทว่าหนทางสู่ความฝันมักเต็มไปด้วยอุปสรรค หากเรายอมแพ้ ความฝันนั้นก็คงเป็นเพียง “ค่ำคืนที่หลับใหลอีกไม่นานก็คงต้องตื่น” กลับมาเผชิญโลกความจริงเมื่อตื่นขึ้น

Jureepias (จามจุรี เพียซ้าย) ถ่ายทอดความงดงามแห่งความหวังในท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย ผ่านผลงาน “Liora’s flower” เทคนิค Oil on Linen ที่เปรียบดอกไม้เล็กๆ อย่าง “snowdrop” ซึ่งผลิบานในช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งธรรมชาติที่ส่งเสริมให้เราเติบโตอย่างงดงาม แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก

Kirin.heic.heif (จารุต วงศ์คำจันทรา) นำเสนอผลงานชื่อ “KIRIN” ด้วยเทคนิค Oil on Canvas on board นำเสนอภาพวาดชายหนุ่มที่มีเส้นผมสีส้มสดใสและดวงตาที่ดูมีชีวิตชีวา

Max_Lightblack (ยศกร พันชุมภู) ถ่ายทอดความทรงจำในวัยเด็กผ่านผลงาน “Sweet home” โดยใช้เทคนิค Oil on Canvas ภาพบ้านหลังเล็กๆ ที่ถึงแม้จะไม่มีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส แต่เมื่อหยิบถุงเท้าคู่เดิมขึ้นมาประดับ ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจได้เสมอ

Nute Tint S. (กรณรัสย์ ศิริชู) ศิลปินผู้ถ่ายทอดความทรงจำและการผจญภัยอันอบอุ่น ผลงานชุด “BEYOND THE HORIZON” ด้วยเทคนิค Acrylic on Canvas แสดงให้เห็นถึงเส้นทางข้ามไปยังอีกดินแดนที่เก็บเกี่ยวความทรงจำและความฝันจากอดีต พร้อมทั้งสื่อถึงพลังแห่งความรักจากคนรอบข้างที่จะทำให้ความฝันเป็นจริงได้ สำหรับผลงานชุด “Summer Choo Choo”, “Rain Shower” และ “Winter Whisper” ใช้เทคนิค Acrylic on Canvas with Wood Frame สะท้อนถึงการเดินทางที่เต็มไปด้วยความผันผวนตามฤดูกาล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครอบครัวก็ยังคงเป็นบ้านที่อบอุ่นและเป็นเพื่อนร่วมผจญภัยที่ดีที่สุดเสมอ นอกจากนี้ ผลงาน “Moonchild Collabs with Huuyaow” เทคนิค Acrylic on Canvas ยังพาผู้ชมร่วมเดินทางไปยังดวงจันทร์กับ Flossy และ Tint เพื่อค้นพบเรื่องราวและเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจต่อไปยังดาวอังคาร

Phai Tanasan (ไผ่ ธนสาร คณะเกษม) สร้างสรรค์ผลงานชื่อ “IT” เทคนิค Oil on Canvas โดยเลือกใช้รูปลักษณ์ของตัวตลกเพนนีไวส์ (Pennywise the Dancing Clown) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเชื่อของสตีเฟน คิง เจ้าของบทประพันธ์ที่ว่า “ตัวตลกเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กๆ กลัวมากกว่าสิ่งใดในโลก”

Sixzigsick (ณิชกานต์ รัศมีรังษีธรรม) ศิลปินผู้สำรวจจิตใต้สำนึกและจินตนาการผ่านผลงานที่หลากหลายด้วยเทคนิค Acrylic on Canvas ได้แก่ “The Imagination Tonado” ที่สะท้อนการล่องลอยอยู่ในจินตนาการจนยากที่จะหลุดพ้น คล้ายกับถูกพัดพาไปโดยพายุทอร์นาโดแห่งความคิด “The Origin” บอกเล่าการวิ่งตามความฝันที่ยากลำบาก คล้ายการปีนต้นถั่วของแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ แต่ก็ไม่เคยหยุดที่จะปีนป่าย โดยมีดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและต้นกำเนิดของเส้นทางที่เราต้องการไปให้ถึงยอด และ “Pay Back” เล่าเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงที่ยังคงฝังใจกับอดีตที่ไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ เพราะหนูน้อยคิดเสมอว่าการที่คุณยายถูกหมาป่าทำร้ายนั้นเป็นเพราะตัวเอง จากเด็กที่ร่าเริงจึงกลายมาเป็นนักไล่ล่าหมาป่า เป็นเพียงการเติมเต็มความรู้สึกผิดในใจเท่านั้น

TRACHA’A (รชตะ แสงกรด) ใช้เทคนิค Oil on Canvas นำเสนอสองผลงานที่สำรวจมิติอันลี้ลับของจิตใจและจินตนาการ ได้แก่ “Dream Eye” ผลงานนี้สื่อแนวคิดว่าความฝันคือการผจญภัยอีกรูปแบบหนึ่ง แม้ร่างกายจะถูกผูกติดอยู่กับที่ ทว่าจิตวิญญาณของเรายังคงโบยบินอย่างอิสระในทุกค่ำคืน ไม่ว่ามันจะเป็นเพียงความฝันก็ตาม และ “Eye of Spectrum” ผลงานชิ้นนี้เปรียบเปรยชีวิตดั่งแสงที่มีหลากหลายสีสัน ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายเส้นทางและช่วงเวลา บางครั้งสีสันสดใส แต่บางครั้งก็หม่นหมอง โลกไม่ได้ใจดีพอที่จะอนุญาตให้ชีวิตสดใสได้ตลอดไป ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะส่องสว่างได้ด้วยตัวเอง ในวันที่โลกกำลังโบยตีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จงเก็บพลังทั้งหมดไว้เพื่อเผชิญหน้ากับโลกใบนี้อย่างกล้าหาญ

นิทรรศการกำลังจัดแสดง ณ Event Exhibition ชั้น 4 เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์  ทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งเเต่เวลา 10:00 – 18:00 น.

คุณแหน : 6 กันยายน 2568

คุณแหน : 6 กันยายน 2568

คุณแหน : 6 กันยายน 2568

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ท่าน ออท.ไทยประจำสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับ ชุมชนไทยในเกาหลี จัดงาน “Sawadee Thai-Seoul Festival” 6-7 ก.ย.นี้ ที่เกาหลีใต้ งานนี้ บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยคนเก่งจากไทยนำขบวนพาเหรด…
  • ดีใจกับครอบครัว “วัสสานนท์” โอกาสที่ พ.ต.อ.วัสสา วัสสานนท์ ได้รับแต่งตั้งให้ได้รับตำแหน่ง ผู้บังคับการ กองบังคับการ อำนวยการ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และจะได้รับโปรดเกล้าพระราชทานยศ พล.ต.ต.ในเร็ววันนี้…
  • ช่วงนี้ ธนษร กีรติบุตร อยู่โยงเฝ้าคุณแม่ที่เชียงราย รายการที่จัดทุกบ่ายวันเสาร์กับคู่ชีวิต พล.ร.ต. กฤษดิ์กมล จึงขาดไปหนึ่งเสียง…คุณผู้ฟังอาจเหงานเล็กน้อย…
  • ปลาย ก.ย.นี้ สเตฟานี่ ลูกสาวคนเดียวของ ทัศนีย์ ฮุ้งสูงเนิน จะเข้าพิธีสมรสกับหนุ่มเบลเยี่ยม งานจัดที่เบลเยี่ยมโน้น…
  • เรื่องของคนรักสุนัข…เศร้าใจไปกับ มณฑกานต์ เศวตเศรณี ที่สูญเสีย “ม่อต้อ” สุนัขพันธุ์หน้าโต ปากใหญ่ ไปด้วยวัย 14 ปี สุนัขตัวนี้เป็นสมบัติที่คุณแม่ผู้ล่วงลับมอบให้ไว้ก่อนจากไป…มีการจัดงานศพให้ ม่อต้อ ที่วัดฯ เป็นอย่างดี เหมือนมนุษย์เราดีๆนี่เอง…เรียกว่ามาดี ไปดี มีบุญแท้…
  • เดือนนี้ คนไทยในแอลเอ มีกิจกรรมน่าสนุก ที่ทำร่วมกัน คือโครงการ Thai Town Food Tour 2025 เป็น กิจกรรมพาทัวร์ชิมอาหารไทย 4 ภาค ในแอลเอ วัตถุประสงค์ของการจัดโครงการดังกล่าว เพื่อโปรโมทอาหารทั้ง 4 ภาคของไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมร้านอาหารไทยในย่านไทยทาวน์ ให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักชิมอย่างกว้างขวาง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ทั้งนี้พาชิมร้านต่างๆ ดังนี้ ทานอาหารใต้ที่ ร้านจิตลดา ,อาหารเหนือที่อำไพ , อาหารภาคกลางที่ไทยเซ็นทรัล ,อาหารอีสานที่ราชาส้มตำ และสุดท้ายทานของหวานที่ ร้านบ้านขนมไทย กิจกรรมดังกล่าวจัด 3 วัน คือ วันที่ 9-16-23 ก.ย. เวลา 14.00-16.30 น. ผู้ที่สนใจสามารถจองการเข้าร่วมได้ทางเว็บไซต์ : thaitownlosangeles.org และทาง FB : Thai Town Council of Los Angeles …อิ่มแล้ว ยังมีรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกต่างหาก …
  • ขอเชิญผู้สนใจในนาฏศิลป์ไทย เตรียมตัวพบกับกิจกรรมสุดตระการตา จากชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญมาร่วมอภิรมย์รับชมมหรสพ นาฏยสังคีตศิลป์ในงาน “ดนตรีในสวน ประจำปี ๒๕๖๘ (งานดนตรีเพื่อการกุศล)” เป็นการแสดงจากศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันของชมรมฯ ซึ่งในกิจกรรมครั้งนี้มีการเปิดระดมทุนเพื่อนำไปมอบให้แก่ “มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” เพื่อนำไปใช้ต่อยอดในกิจกรรมด้านสาธารณกุศลต่อไปด้วย งานจัด วันที่ 11 ต.ค.16.00-20.00 น.ณ บริเวณลานสัก (ด้านหน้าศาลาธรรม) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่…ร่วมสมทบทุนได้ บัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ชื่อบัญชี : ชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลขที่ 667-462108-0 …ขออนุโมทนาบุญด้วย !!…
  • สวด เพ็ญศรี นาชิน มารดา ดร.นิพนธ์  นาชิน 4-7 ก.ย. 18.00 น. ฌาปนกิจ  8 ก.ย. ศาลาประเสริฐรุ่งเรือง วัดป่าชัยวัน จ.ขอนแก่น…

บารอนเนส

ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ เมโทรอาร์ต ฉลองครบรอบ 75 ปี PEANUTS กับนิทรรศการ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art”

ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ เมโทรอาร์ต ฉลองครบรอบ 75 ปี PEANUTS กับนิทรรศการ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art”

ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ เมโทรอาร์ต ฉลองครบรอบ 75 ปี PEANUTS กับนิทรรศการ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art”

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) นำเสนอนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art” ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการผจญภัยของตัวละครใน PEANUTS™ และเป็นการโปรโมตนิทรรศการหลักที่จะจัดขึ้นที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ระหว่างวันที่ 6 กันยายน – 7 ธันวาคม 2568 โดยนิทรรศการพิเศษนี้เริ่มเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมด้วย 2 โซนอินเตอร์แอคทีฟที่ แฟน ๆ PEANUTS ไม่ควรพลาด

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) 

นิทรรศการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก, BEM และ BMN ซึ่งต้องการเชื่อมโยง “ศิลปะ” เข้ากับ “ชีวิตประจำวันในเมือง” โดยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสกับตัวละครสุดคลาสสิกอย่าง สนูปปี้, ชาร์ลี บราวน์, ลูซี่, ไลนัส และวูดสต็อก ผ่านการเดินทางเชิงจินตนาการกลางใจกรุงเทพมหานคร โดยจัดแสดงภายในพื้นที่ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน แรงบันดาลใจจากนิทรรศการหลัก “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art” ได้ถูกถ่ายทอดเป็น 2 โซนที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมและถ่ายภาพกับเหล่าตัวละคร PEANUTS ได้อย่างใกล้ชิด

โทบี้ ลู ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก 

Artista Room 1 – From Dream to Bangkok
ร่วมเดินทางจินตนาการไปกับเหล่าตัวละครที่เดินทางมาสู่กรุงเทพมหานครผ่านฉากจำลอง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่น้ำ เจ้าพระยาและแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ผสมผสานบรรยากาศของ PEANUTS กับกลิ่นอายของเมืองไทย พร้อมโซนบ่อบอลหลากสีที่ให้ผู้เข้าชมทุกวัยได้ร่วมสนุก

Artista Room 2 – Happy Birthday, Snoopy
ร่วมอวยพรวันเกิดให้ Snoopy ด้วยการเขียนข้อความใส่โปสการ์ดแล้วหย่อนลงตู้ไปรษณีย์จริง ห้องนี้ถูกออกแบบให้เสมือน งานปาร์ตี้วันเกิด เต็มไปด้วยความอบอุ่นแบบย้อนวัย และการตกแต่งที่ได้แรงบันดาลใจจากโลกของ PEANUTSเมื่อเดินจบเส้นทางภายในนิทรรศการผู้เข้าชมสามารถแวะที่จุดจำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ซึ่งเป็นประตูสู่การเข้าชมนิทรรศการเต็มรูปแบบ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art” ที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

Craig Herman รองประธานฝ่ายประสบการณ์แบรนด์ Peanuts กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้น ที่จะนำการจัดแสดงพิเศษที่ Metro Art รวมถึงนิทรรศการฉบับเต็ม ‘How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art’ มาสู่ประเทศไทย แฟนๆ ของสนูปี้และเพื่อนๆ จะไม่ควรพลาดการชม ประสบการณ์ ที่ลึกซึ้งและน่าตื่นเต้นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ PEANUTS เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกตลอด 75 ปีที่ผ่านมา”

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) กล่าวว่า “Metro Art คือพื้นที่ที่ศิลปะได้หลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้กับ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ถือเป็นโอกาสพิเศษที่เราภาคภูมิใจ ที่ได้ร่วมส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุข ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวที่อบอุ่นให้กับ ผู้ใช้บริการในระบบรถไฟฟ้า MRT และผู้มาเยือน อีกทั้งยังเป็นเกียรติที่ BEM, BMN และ Metro Art ได้มีส่วนร่วมในวาระครบรอบ 75 ปีของ PEANUTS ผ่านนิทรรศการที่ผสาน ‘ศิลปะ’ กับ ‘การเดินทาง’ ได้อย่างมีความหมาย”

โทบี้ ลู ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก กล่าวว่า “ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก มีความยินดีที่จะนำเสนอการจัดแสดง Metro Art ที่ออกแบบพิเศษร่วมกับ PEANUTS และ BEM-BMN เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสกับตัว อย่างนิทรรศการ ‘How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art’ ในฐานะผู้ส่งเสริมประสบการณ์ศิลปะ เราหวังว่าการจัดแสดงนี้จะสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและแรงบันดาลใจ ในชีวิตประจำวันของผู้คน อย่าลืมแวะชมการจัดแสดงที่ Metro Art และขอเชิญมาชมนิทรรศการเต็มรูปแบบที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก”

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Snoopy หรือเพิ่งรู้จัก PEANUTS เป็นครั้งแรก นิทรรศการนี้จะมอบรอยยิ้ม และความทรงจำ อันอบอุ่นให้กับคุณอย่างแน่นอน

นิทรรศการ “How Do You Do, Snoopy? 75 Years: A Journey of Friendship Through Art” ได้รับการดูแลและคัดสรรโดย Yuling Wang จาก Blue Dragon Art Company ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ Charles M. Schulz Museum and Research Center โดยมี Daisuke Kusakari ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์จาก Snoopy Museum Tokyo ร่วมเป็นทีมภัณฑารักษ์ โดยนิทรรศการนี้นำเสนอในมุมมองแบบเอเชีย สำรวจความเชื่อมโยงระหว่าง สนูปี้กับวัฒนธรรม ตะวันออก ถ่ายทอดผ่านการ์ตูนต้นฉบับกว่า 50 แถบ และแอนิเมชันที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอารมณ์ขัน และปรัชญาอันแยบยลของสนูปปี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวังและการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ ณ จังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวังและการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ ณ จังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวังและการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ ณ จังหวัดกาญจนบุรี

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวังและการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ รุ่นที่ 3 และ 4 พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์ และสื่อความรู้การช่วยคนตกน้ำ ให้กับสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับชุมชนนำไปติดไว้ในพื้นที่มีแหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน เป็นการป้องกันและให้ความรู้แก่ชุมชนก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 9.00 น. ที่ โรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 30 ซึ่งมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพมูลนิธิฯ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีพันธกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั้ง 3 ด้าน ตั้งแต่

1. ภารกิจด้านการ“เฝ้าระวัง”เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน 

2. ภารกิจด้านการ“บรรเทาทุกข์”เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาทิ การแจกถุงยังชีพพระราชทาน, การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน, การอพยพประชาชน

3. ภารกิจด้านการฟื้นฟู ทั้งระยะสั้น อาทิ การซ่อมสร้างและทำความสะอาด (Big Cleaning) พื้นที่เกิดอุทกภัย และระยะยาว อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการฟื้นฟูอาชีพอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน – พอเพียง – ยั่งยืน”

กิจกรรมครั้งนี้ เป็นหนึ่งภารกิจในด้านการ“เฝ้าระวัง” ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

1. พัฒนาศักยภาพ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และเครือข่ายในพื้นที่ ให้มีความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ

2. เสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อจัดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ

3. สร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำอย่างยั่งยืน

การอบรมหลักสูตรการป้องกันการจมน้ำ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำขั้นพื้นฐาน มีนักเรียน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมอบรม จำนวน 150 คน มีการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ (Water Safety Knowledge) การเฝ้าระวังและจัดทำนวัตกรรมอุปกรณ์การกู้ภัยให้กับชุมชน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (Water Rescue) และการเอาชีวิตรอดและพื้นฐานการว่ายน้ำ (Swim and Survive)

จากหินธงชัยสู่เครื่องรางเลอค่า “บ้านตอแก” หนองคาย เปิดโลกงานหัตถกรรมในงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568”

จากหินธงชัยสู่เครื่องรางเลอค่า “บ้านตอแก” หนองคาย เปิดโลกงานหัตถกรรมในงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568”

จากหินธงชัยสู่เครื่องรางเลอค่า “บ้านตอแก” หนองคาย เปิดโลกงานหัตถกรรมในงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568”

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

ในบรรดาบูธนับร้อยที่เรียงรายอยู่ในงาน มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หนึ่งในบูธที่สะกดสายตาผู้สื่อข่าวคือบูธของ กลุ่มงานไม้และหินธงชัย บ้านตอแก ต.ฝาง อ.สระใคร จ.หนองคาย

บนโต๊ะไม้เล็ก ๆ มีทั้งลูกประคำ เครื่องรางจากหินเนื้อแข็ง และงานแกะสลักจากไม้พื้นบ้าน วางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกชิ้นสะท้อนความตั้งใจของช่างฝีมือที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง บางครั้งหลายวันกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ชายหนุ่มเจ้าของบูธหยิบงานแกะสลักขึ้นมาอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือหินธงชัย หินมงคลที่ชาวบ้านเราเชื่อถือกันมายาวนาน” ข้าง ๆ เขา หญิงในชุดผ้าไทยสีอ่อนยกประคำหินขึ้นโชว์ให้ลูกค้าที่เดินผ่านเห็น ทั้งสองคนไม่ได้เพียงขายของ แต่กำลังเล่าเรื่องราวที่สืบต่อมาจากรากเหง้าของชุมชน

ศรัทธาและภูมิปัญญาที่ถักทอเข้าด้วยกัน

หินธงชัยไม่ได้เป็นเพียงวัตถุธรรมชาติ แต่ถูกยกย่องว่าเป็นหินมงคล คนในพื้นที่เชื่อว่ามีพลังคุ้มครอง เมื่อถูกนำมาเจียระไน ขัดเงา และร้อยเป็นลูกประคำหรือเครื่องประดับ จึงกลายเป็นสิ่งที่ทั้งสวยงามและทรงคุณค่า

ในขณะเดียวกัน งานไม้แกะสลักจากบ้านตอแกก็มาจากไม้พื้นถิ่นที่นำมาดัดแปลงให้เกิดมูลค่าใหม่ บางชิ้นเป็นของตกแต่งบ้าน บางชิ้นกลายเป็นเครื่องใช้เล็ก ๆ ที่สะท้อนฝีมือประณีตและจิตวิญญาณของช่าง

จากตลาดท้องถิ่นสู่เวทีระดับชาติ

ก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มงานไม้และหินธงชัย บ้านตอแก ต.ฝาง อ.สระใคร จ.หนองคาย วางขายเพียงในตลาดชุมชนหรือในงานวัด แต่เมื่อได้เข้าร่วมงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” สินค้าเหล่านี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่สายตาผู้คนจากทั่วประเทศ

“หลายคนที่ไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อนต่างสนใจมาก” ผู้ประกอบการเล่า พร้อมย้ำว่าหลายลูกค้าขอข้อมูลเพื่อติดต่อสั่งซื้อภายหลัง บางรายถึงกับบอกว่าจะนำไปเป็นของขวัญพิเศษให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว

งานวัฒนธรรมที่สร้างโอกาส

การได้ยืนขายของในงานมหกรรมระดับชาติครั้งนี้ ทำให้คนในกลุ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่างานหัตถกรรมไทยยังคงมีที่ยืน ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาภูมิปัญญาเก่าแก่ แต่ยังสามารถสร้างรายได้จริง และต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ในชุมชน

เรื่องเล่าของ กลุ่มงานไม้และหินธงชัย บ้านตอแก ต.ฝาง อ.สระใคร จ.หนองคาย คือหนึ่งในเสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนความสำเร็จของงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” งานที่ไม่เพียงเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมไทยได้กลับมามีชีวิตจริงอีกครั้ง

งาน “มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” เปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 7 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 เมืองทองธานี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765

“BIDC Awards 2025” ยกย่องสุดยอดนักสร้างสรรค์ หนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

“BIDC Awards 2025”  ยกย่องสุดยอดนักสร้างสรรค์ หนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

“BIDC Awards 2025” ยกย่องสุดยอดนักสร้างสรรค์ หนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

BIDC Awards 2025 อีกหนึ่งเวทีสำคัญ ในโครงการ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิจิทัลคอนเทนท์เฟสติวัล  หรือ บีไอดีซี 2025 โดยปีนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ เพื่อเชิดชูและสนับสนุนนักสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมทั้งยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมีการมอบรางวัลรวม 33 รางวัล ครอบคลุม 7 สาขา ได้แก่ Animation & VFX, Character, Game & Interactive, e-Learning, Emerging Technology & Education, Rising Star Awards และ depa Legacy Award ซึ่งสะท้อนศักยภาพและความหลากหลายของวงการดิจิทัลคอนเทนต์ไทย

การประกาศรางวัลด้านดิจิทัลคอนเทนต์ หรือ BIDC Awards จัดขึ้นเพื่อเชิดชูและยกย่องผลงาน บุคคล และสตูดิโอที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นในหลากหลายสาขาของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม คาแรกเตอร์ สื่อการสอน และอีกมากมาย อีกทั้งยังมีรางวัล Rising Star เปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์หน้าใหม่ รวมถึงรางวัลพิเศษจากทาง depa โดยจัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน สามย่านมิตรทาวน์ ได้แก่สาขารางวัลดังต่อไปนี้
 
1. สาขา Character – สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) มอบ 5 รางวัล รางวัลสำหรับคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและมีอิทธิพลในสังคม
• Best Corporate Character of the Year: Crocodeal โดย Terminal21 Shopping Mall
• Best New Comer Character: แก๊งค์น้องแมวลูกชิ้น โดย ศิวพร มณีวรรณ และ ภูมิ กอปรธนชัย
• Character of the Year: Greenie & Elfie โดย ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล
• Creative Campaign Character of the Year: Warbie x Hyatt Regency Whimsical Holiday โดย ARWAMA Co., Ltd.
• Best Cultural Character Award (2 รางวัล):
o เหล่าภูติจิ๋วทอยมิวซ์ ณ เมืองสุโขทัย โดย Toymuse (ญาณาริณ พากเพียร และ วิชารุจ ธรรมวรพล)
o Sawasdee Cat (สวัสดีแคท) โดย Sawasdee Cat and Friends


 
2. สาขา Animation & Visual Effect – สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA)  มอบ 8 รางวัล เชิดชูผลงานแอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์ระดับสากล
• Best VFX in Advertising: 70 Years of Godzilla: A New Roar in Southeast Asia โดย Igloo Studio & Toho Entertainment Asia
• Best VFX in Feature Film: Taklee Genesis โดย Fatcat Studios
• Best VFX in TV Series: Tomorrow and I (อนาคต) โดย Chaya Pictures
• Best Animated Short Film: Alphaboy (กุมารอัลฟ่า) โดย Art Combo Studio
• Best Animated Content: Out of the Nest – องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ โดย T&B Media Global Thailand
• Best Animation Production for International Client (2 รางวัล):
o Na Zhe 2 (นาจา 2) โดย The Monk Studios และ Yggdrazil Group PCL.
• Best Motion Design for Public Display: Rajadamnern Immersive Muay Thai โดย DecideKit
• Best Motion Design for Digital Screen: A World in One Cup โดย MSG


 
3. สาขา Game & Interactive – สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA)  มอบ 8 รางวัล ยกย่องความคิดสร้างสรรค์ด้านการออกแบบเกมและอินเตอร์แอคทีฟ
• Best of Storytelling Award: Arsenic & Absinthe โดย Laborastory 604
• Best of Game Design Award: Metal Valley โดย Extend Interactive
• Best of Visual Art Award: Regulus: The Advent โดย Jumbo Jumps
• Best of Sound Award: Regulus: The Advent โดย Jumbo Jumps
• Developer Choice Award: Night Drive (คืนหลอน ซ่อนทาง) โดย Zebracan Studio
• Solo Developer Award: Night Drive โดย Zebracan Studio
• Game of the Year Award: Regulus: The Advent โดย Jumbo Jumps
• Mobile Game of the Year Award: Regulus: The Advent โดย Jumbo Jumps

4. สาขา Emerging Technology & Education – สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA) มอบ 5 รางวัล ตอกย้ำบทบาทเทคโนโลยีและงานวิจัยในวงการศึกษา
• Best Student’s Animation Technical Project: Render Queue Management Tool “Blue Ice” โดย สิริกร กนกพรวศิน (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
• Best Student’s Animation Art & Design Project: Fight Back โดย พชรพร พรหมบุตร (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
• Best Student’s Game Project: เกมพัซเซิลสไตล์โซโกบังสุดวุ่นวาย โดย Wethmon (หลักสูตร DDCT มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
• BASA Lifetime Contribution Award: สันติ เลาหบูรณะกิจ
• BASA Lifetime Contribution Award: ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์


 
5. สาขา e-Learning – สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT) มอบ 2 รางวัล สะท้อนการประยุกต์ดิจิทัลคอนเทนต์สู่การเรียนรู้ยุคใหม่
• Learning Innovation Award: Gamify MedLearnos by PCM โดย พ.ท.ธนกฤต วิชาศิลป์ และ พิชญ์สินี อิ่มปิติวงศ์ (วิทยาลัpแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า)
• Next-Gen Learning Award: Doodee Portfolio โดย DSDEKERROR Team (ภัสรี พระไซร, ภาวัต โตชำนาญวิทย์, ปุญญพัฒน์ กูลมนุญ, สาวอำพร แซ่ฉั่ว)


 
6. สาขา Rising Star Award – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) มอบ 4 รางวัล เป็นการประกวดรางวัลนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อผลักดันการพัฒนาผลงาน และเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรสายอาชีพระดับต้นในอุตสาหกรรมคอนเทนต์สร้างสรรค์กลุ่มเกม แอนิเมชัน และคาแรกเตอร์ ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากล  
• สาขาแอนิเมชัน: ICHOR โดยทีม ICHOR TEAM
• สาขาออกแบบคาแรกเตอร์: Nong Chada (น้องชฎา) โดย BENXBLUES
• สาขาเกม: Time Whisker โดย SOMCHAIKOCKMOO 
• สาขาวาดภาพประกอบ: Phaya Akat และ Zoradx โดย Choomcherd Virapat


 
7. สาขา depa Legacy Award – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) 1 รางวัล มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและทรงคุณค่าอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตลอดจนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง 

• Legacy Award in Thai Digital Content: Vithita Animation 


โดยงานในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน (THACCA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA)  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และหน่วยงานภาคเอกชน / อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์

BIDC Awards 2025 นับเป็นเวทีทรงเกียรติที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งและความหลากหลายของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย รางวัลทั้ง 33 รางวัลใน 7 สาขา ไม่เพียงเป็นการยกย่องบุคคลและองค์กรผู้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ หากยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่ความสำเร็จ และตอกย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ระดับเอเชีย

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรฯ และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวนำเสนอหลักสูตรฯ ต่อด้วยการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การอบรมหลักสูตรสุขภาพ โดยนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการอบรม , ดร.สมชาย อัศวเศรณี ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 1 ,นางสุพัตรา จิราธิวัฒน์ คณะกรรมการบริหารและคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรสื่อสุขภาพและผู้เข้ารับการอบรมรุ่นที่ 1 ,นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 2 ,นายวิสิฐ ตันติสุนทร ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 3 ,นายคณกร เตชาหัวสิงห์ ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 4 และพลเอก ดร.วิชิต ยาทิพย์ ผู้แทนประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 5 และผู้เข้ารับการอบรมรุ่นที่ 5  

จากนั้น หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ร่วมให้เกียรติบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ความเพียร ซื่อตรง เป็นสุภาพชน” ณ ห้องประชุม Convention Hall สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

สำหรับการอบรมหลักสูตรสื่อสุขภาพ (Health Ambassador) เป็นหลักสูตรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ให้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ควบคู่กับทักษะการสื่อสารสุขภาพที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น ๗๖ คน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 

หลักสูตรสื่อสุขภาพ (Health Ambassador) รุ่นที่ 6 จะจัดอบรมต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 ถึง 14 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลากว่า 8 เดือน ครอบคลุม 5 หมวดวิชาหลัก ได้แก่ พื้นฐานทางการแพทย์ การสื่อสารทางการแพทย์ มะเร็งกับชีวิต การฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพ และนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ผ่านการบรรยาย การฝึกปฏิบัติจริง การศึกษาดูงาน ตลอดจนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพระดับประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตรง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หวังว่าหลักสูตรนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่าย “ผู้นำสุขภาพ” ที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรและสังคมในการสร้างสุขภาวะที่ดี พร้อมทั้งร่วมยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต (Be Excellent for Lives)” ตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีความซับซ้อนและยาวนาน โดยเป็นทั้งเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาพุทธร่วมกัน แต่ก็มีช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้คน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิขอมอันยิ่งใหญ่สู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่     การที่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบคนไทย จนมีการต่อต้านการใช้สินค้าและบริการของไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่ควรวิเคราะห์สาเหตุ และ หาวิธีป้องกันแก้ไขโดยด่วน

ปัจจัยความขัดแย้ง: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ความรู้สึก “ไม่ชอบไทย” หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อประเทศไทยของชาวกัมพูชาบางส่วนมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย:

1.ประวัติศาสตร์การรุกราน: การที่สยามเคยยกทัพไปโจมตีและเข้ายึดครองดินแดนกัมพูชาหลายครั้งในอดีต เช่นการที่ขุนหลวงพะงั่วยกทัพไปตีเมืองยโสธรปุระ เมื่อ พ.ศ. 1912  เจ้าสามพระยายกทัพไปตีเมืองนครธม เมื่อ พ.ศ. 1974 จนต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองปาสาน   ปราสาทนครวัดนครธมถูกทิ้งร้างกว่า 500 ปี   สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวกเมื่อ พ.ศ. 2130 ทำให้กรุงกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จน ถึงสมัยรัชกาลที่ 3   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    และการยึดครองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเล่าขานในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในลักษณะที่สร้างความรู้สึกเชิงลบต่อไทย

2.ปัญหาพรมแดน: ความขัดแย้งในยุคหลังคือกรณี เขาพระวิหาร ที่มีต้นกำเนิดมาจากสนธิสัญญา ฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505  และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2550  แต่ความไม่ชัดเจนของเขตแดนโดยรอบก็ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอยู่เสมอ จนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารในพ.ศ. 2551 , 2554  และ 2568   นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้

3.ปัญหาทางวัฒนธรรมและชาตินิยม: ในบางครั้งประเด็นทางวัฒนธรรมได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปลุกระดมกระแสชาตินิยม เช่น การกล่าวอ้างสิทธิ์ว่ามวยไทยและโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา  คนกัมพูชาบางส่วนเชื่อว่า ไทยได้ “ขโมย” มรดกทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา นาฏศิลป์ และสถาปัตยกรรมไปจากกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนไทยและนำไปสู่การตอบโต้ทางสื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรง

4.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชาในหลายด้าน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดนจำนวนมาก แรงงานกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำงานในไทยอาจเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อคนไทย   คนกัมพูชาบางส่วนมองว่าไทยเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการช่วยเหลือ    ความรู้สึกว่าไทย “เอาเปรียบ” หรือ “ดูถูก” กัมพูชาในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่พอใจในระดับประชาชน

5.ข่าวลือ   เหตุจลาจลเผาสถานทูตไทยใน พ.ศ. 2546: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผิดพลาดว่า น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง ดารานักแสดงชาวไทยกล่าวว่า  “ปราสาทนครวัดเป็นของไทย” (ซึ่งไม่เป็นความจริง )    นำไปสู่การประท้วงและการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยสามารถจุดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงได้ หากมีรากฐานความไม่พอใจเดิมอยู่แล้ว

6.สื่อและการปลุกกระแสชาตินิยม   สื่อทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้ง   สื่อกัมพูชามักนำเสนอภาพไทยในฐานะ “ผู้รุกราน” หรือ “ผู้แย่งชิงวัฒนธรรม”    ขณะที่สื่อไทยมักมองกัมพูชาในฐานะ “ประเทศที่อ่อนแอ” หรือ “พึ่งพาไทย” ซึ่งสร้างความรู้สึกดูถูกในสายตาคนกัมพูชา

7.การที่คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” ซึ่งคนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบ   เห็นว่าเป็นคำดูถูกเรียกทาสหรือคนรับใช้   คล้ายกับที่คนจีนไม่ของให้ถูกเรียกว่า “เจ๊ก”  โดยต้องการให้เรียกว่า  คนขแมร์ หรือ คนกัมพูชา

8.การที่คนกัมพูชาบางคน เข้าใจว่า ไทยรุกรานแย่งชิงดินแดนกัมพูชาที่ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาควาย  ช่องบก และบ้านหนองจาน

การฟื้นฟูความสัมพันธ์: มิตรภาพและความร่วมมือ

แม้จะมีบาดแผลในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี

1.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ :  การค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา การลงทุนของภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเกษตร

2.การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม :  มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ศิลปิน และนักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระดับประชาชน นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การบูรณะโบราณสถาน

3.ความสัมพันธ์ทางการทูต :  เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอเพื่อหารือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สรุป

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งที่ฝังรากอยู่ในอดีต การทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง และการส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับคือหนทางเดียวที่จะทำให้สองประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในฐานะประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง

โดย สุริยพงศ์

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 การเพิ่มทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถเป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดฯ และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ  โดยมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ พร้อมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง  ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ โดยมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 40 ราย/ชิ้นงาน จากผู้เข้าประกวดที่ทำผลงานกว่า 120 ราย/ชิ้นงาน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศนียบัตรกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการว่า “กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ ในการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียน OTOP เป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับเกียรติ จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ดีไซเนอร์นักออกแบบที่มีชื่อเสียง  ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานของเยาวชน และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้ด้วย”

ทั้งนี้ จากแนวพระดำริโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ของ สมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ นี้ จึงได้น้อมนำแนวพระดำริมาปรับปรุงความรู้ที่ท่านพระราชทานในหลายๆเรื่อง และที่พระราชทานผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาหลายท่านที่ร่วมกิจกรรมในวันนี้ น้องเยาวชนทุกคนก็น้อมนำแนวพระดำริมาเผยแพร่และปฏิบัติ ส่งต่อแนวพระดำริได้มุ่งหวังให้การต่อเนื่องสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน และปัจจุบันสู่อนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกตัวอย่างผลงานที่ดีจากผู้เข้าประกวดทั้ง 40 ผลงาน

“อย่างไรก็ตาม น้องๆ เยาวชน จะได้รับประสบการณ์และองค์ความรู้จากโครงการรวมถึงได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย กรมการพัฒนาชุมชน หวังว่าพวกเราทุกคนทั้งหลายจะร่วมกันสืบสานแนวพระดำริสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และไปใช้และช่วยในการขับเคลื่อนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทั้งน้องๆเยาวชนและบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนต่อไปด้วย กรมการพัฒนาชุมชน ยืนยันและมุ่งมั่นว่าจะทำงานกับเยาวชนต่อไปและเปิดพื้นที่ให้กับน้องๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำและจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำไม่ว่าจะเป็นการจำหน้ายผลิตภัณฑ์ Onsite และOnline เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับน้องๆ และคาดหวังว่าจะเปิดโอกาสให้กับน้องเยาวชนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านหัตถศิลป์ และหัตถกรรมต่างๆ หวังว่าจะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือและนำไปพัฒนาผลงานของตนเอง กรมการพัฒนาชุมชน จะอยู่เคียงข้างกับเยาวชนและเป็นหัวเลี้ยวหัวแรง ในการดำเนินงานกิจกรรมแบบนี้ต่อไป

สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ทั้ง 120 ราย จะได้รับการพัฒนาและเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยม ในทุกเพศทุกวัย และเกิดความยั่งยืนต่อไป” นายสยาม กล่าวทิ้งท้ายฯ

ทั้งนี้ ผลงานต้นแบบของเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ จะได้นำไปจัดแสดงในรูปแบบ POP Up ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย ‘CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp’

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย 'CEO: Culture Empowers Opportunity - Youth Camp'

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย ‘CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp’

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้านสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม  กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp”  ภายใต้แนวคิดหลักคือ “วัฒนธรรมสร้างโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่” 2568 ณ SCG HOME Experience กรุงเทพมหานคร และโรงแรมเซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา จังหวัดชลบุรี

รักชนก โคจรานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นางรักชนก โคจรานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ SCG HOME Experience โดยมี นางสาวผกาพรรณ แสนนรินทร์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ได้กล่าวรายงาน  โอกาสนี้ นางรักชนก ได้กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการ  การสร้างผู้ประกอบการสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมรุ่นใหม่สู่ CEO (Chief Executive Officer) ภายใต้แนวคิด “CEO : Culture Empowers Opportunity – Youth Camp วัฒนธรรมสร้างโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่” ซึ่งสะท้อนถึงพลังของวัฒนธรรมในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนไทย โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และมีความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนิสิต นักศึกษา และเยาวชนรุ่นใหม่ ให้สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าและบริการ ที่มีคุณค่า ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ และมีความยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน”

กิจกรรมตลอดสามวันถูกออกแบบมาเพื่อปลูกฝังแนวคิดการเป็นผู้นำและผู้ประกอบการ โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจ รวมถึงการทำความเข้าใจผู้บริโภคผ่านรากวัฒนธรรม และการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นแผนธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ในการนี้ยังรับเกียรติจาก นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์และระดมความคิดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมแบ่งปันความรู้ประกอบด้วย ดร.เรืองลดา ปุณยลิขิต นายธัญญ์กวิน บุดดีมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ จำกัด  ดร.นราธิป อำเที่ยงตรง และ ดร.สุทัศน์ รงรอง รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน TEAM Building เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ความประทับใจ และแรงบันดาลใจจากกิจกรรมในครั้งนี้