บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ในช่วง 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2538 ประเทศไทยได้กลายเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองและความโหดร้ายจากระบอบเขมรแดง รวมถึงสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ศูนย์อพยพหลายแห่ง เช่น หนองจาน เขาอีด่าง หนองเสม็ด Site 2, และ Site 3 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย : จากสงครามสู่การพลัดถิ่น

ใน พ.ศ. 2518 สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา (17 เมษายน 2518), เวียดนาม (30 เมษายน 2518) และลาว (4 ธันวาคม 2518) ที่กัมพูชา พล พต และเขียว สัมพัน ได้นำกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญ และเริ่มต้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ผู้คนกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากการใช้แรงงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการสังหารหมู่ ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยระหว่าง พ.ศ. 2518-2522 มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในไทยราว 200,000 คน

พ.ศ. 2522 เวียดนาม เฮงสัมริน ส่งทหารเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกกว่า 300,000 คน   เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 กองทัพเวียดนามบุกเข้าโจมตีเผาค่ายอพยพหนองจาน เพื่อไล่ล่ากองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกับทหารไทยเป็นเวลากว่า 3 วัน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม “ยุทธการโนนหมากมุ่น” การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยราว 400 คนเสียชีวิต ผู้ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งถูกย้ายไปยังค่ายอ่างศิลา และบางส่วนได้ย้ายไปสร้างที่พักพิงใหม่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งต่อมาคือ ค่ายหนองเสม็ด    

ศูนย์อพยพสำคัญ: ที่พักพิงแห่งความหวัง

ในบรรดาค่ายอพยพมากมายตามแนวชายแดน มีสามแห่งที่โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้แก่ 1.ศูนย์อพยพหนองจาน (Nong Chan Refugee Camp) หรือแคมป์ 511  ตั้งอยู่ที่ ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47  เป็นค่ายแรกๆที่เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2519 ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่กองกำลังเขมรเสรีใช้ต่อต้านเจ้าสีหนุ ต่อมาเป็นที่ซึ่งเขมรแดงใช้สะสมกำลังต่อต้านเวียดนาม โดยมีผู้อพยพราว 30,000 คน ใน พ.ศ.2523 จึงเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติ UNHCR , CARE , UNBRO โดยแจกจ่ายอาหารและเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ผู้อพยพ กว่า 340,000 ราย

ค่ายหนองจานนี้ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกลุ่มโจรและกองทัพเวียดนามหลายครั้งเพื่อกำจัดกองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ในที่สุดค่ายนี้ต้องปิดตัวทิ้งร้างลงหลังจากการถูกโจมตีครั้งใหญ่ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ประชากรในค่าย 30,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่อพยพที่ 3 (อ่างศิลา) ซึ่งเป็นเหมืองหินลูกรังที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ค่ายใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นที่พื้นที่อพยพที่ 6 (เปรยจัน) ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไปลงเอยที่ศูนย์ฯเขาอีด่าง และที่เหลือถูกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อพยพที่ 2 ในกลางปี พ.ศ. 2528

2.ศูนย์อพยพเขาอีด่าง (Khao-I-Dang) : ตั้งอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ด้วยพื้นที่ 2.3 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยเคยมีประชากรสูงถึง 160,000 คนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 ผู้ลี้ภัยได้รับที่พัก อาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, ICRC, และ UNBRO โรงพยาบาลของ ICRC ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields ในปี พ.ศ.2526 เขาอีด่างปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ผู้แทนพิเศษของ UNHCR ได้กล่าวถึงค่ายนี้ว่าเป็น สัญลักษณ์ที่ทรงพลังและน่าเศร้า ของการอพยพและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

3.ค่ายผู้อพยพ ที่ 2 (Site 2) ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ราว 4 กม. เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยรัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประชากรของค่ายผู้อพยพหนองเสม็ด (ฤทธิเสน), ค่ายผู้อพยพบางปู, ค่ายผู้อพยพหนองจาน, ค่ายผู้อพยพน้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ค่ายที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-กัมพูชาทางตะวันออก ใกล้กับลาว[6]) ค่ายซานโร (ค่ายซานโรชางอัน), ค่ายผู้อพยพโอบก จังหวัดบุรีรัมย์, ค่ายบานซังแก (ค่ายอัมพิล) และค่ายผู้อพยพพนมดงรัก  ซึ่งทั้งหมดถูกขับไล่จากการสู้รบระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2527 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ค่ายเหล่านี้สนับสนุนการต่อต้านที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) ของซอน ซาน  พื้นที่อพยพที่ 2 นั้นมีความตั้งใจที่จะให้เป็นค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับพลเรือนและต้องการให้กองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLAF) ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่สถานที่อื่น[9]

4.ศูนย์อพยพหนองเสม็ด (Site 3): ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่หนีจากการทำลายค่ายหนองจาน อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ใกล้โบราณสถานทำให้เกิดความเสียหาย ชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขุดหลุมเพื่อรองน้ำฝนและใช้ศิลาแลงจากปราสาทเป็นก้อนเส้าสำหรับก่อไฟ แม้จะเป็นศูนย์ชั่วคราวแต่ก็ให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการศูนย์อพยพในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นโยบาย “เปิดประตู” และบทเรียนจากอดีต

ศูนย์อพยพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เปิดประตู” ของรัฐบาลไทยในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลไทยร่วมมือกับ UNHCR และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อจัดหาที่พัก อาหาร และการรักษาพยาบาล แม้ประเทศไทยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักมนุษยธรรม

ในวันนี้ ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้ปิดตัวลงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เดินทางกลับกัมพูชา หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่สาม แต่ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านหนองจานจำนวนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้สร้างปัญหาเรียกร้องว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของไทย

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘คิม จู แอ’ ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก 'คิม จู แอ' ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘คิม จู แอ’ ตัวเต็งผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.14 น.

คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะของจีนที่กรุงปักกิ่งของจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพา คิม จู แอ บุตรสาวเดินทางไปด้วย นับเป็นครั้งแรกที่บุตรสาวสุดที่รักของผู้นำเกาหลีเหนือปรากฏตัวต่อสาธารณชนในการเดินทางไปต่างประเทศ โหมกระพือข่าวลือเรื่องเธอได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะ คือ คิม จู แอ วัย 12-13 ปี เดินตามหลัง คิม จอง-อึน วัย 41-42 ปี ผู้เป็นบิดา ลงจากขบวนรถไฟกันกระสุนที่ใช้เดินทางข้ามคืนจากกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ ถึงกรุงปักกิ่งของจีนเมื่อวันอังคารที่๋่ผ่านมา (2 ก.ย.) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนต้อนรับและนำเขาเดินไปบนพรมแดง ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยชื่อหรืออายุของเธอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่า เธอคือบุตรสาวชื่อ จู แอ ตามที่ เดนนิส รอดแมน อดีตนักบาสเก็ตบอลชื่อดังชาวอเมริกัน เคยบอกกับหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ว่า เคยอุ้มเธอตอนเป็นทารกในช่วงที่เขาไปเป็นแขกของผู้นำเกาหลีเหนือในปี 2556

ทว่า ขณะที่ คิม จอง-อึน เดินบนพรมแดงปูลาด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพิธีสวนสนามจะเริ่มขึ้น ไม่มีใครเห็น คิม จู แอ แม้แต่เงา

ที่ผ่านมาสื่อ ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับทายาทของ คิม จอง-อึน จนกระทั่งมีการรายงานข่าว คิม จู แอ เป็นครั้งแรก เป็นภาพเธอจูงมือบิดาอย่างสนิทสนมขณะไปเปิดตัวขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีปในปี 2565 หลังจากนั้น เธอเริ่มออกงานใหญ่มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวข้องกับกองทัพรวมถึง งานที่สถานทูตรัสเซียในกรุงเปียงยางเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ และงานเปิดตัวเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ไมเคิล แมดเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือของศูนย์สทิมสัน (Stimson Center) ในสหรัฐฯ มองว่า คิม จู แอ คือ ตัวเต็งผู้นำสูงสุดคนต่อไปของเกาหลีเหนือ จากการที่เธอได้ออกงานในต่างประเทศเคียงข้างบิดาที่เป็นผู้นำ ซึ่งเป็นโอกาสที่แม้แต่บิดาของเธอ หรืออาสาวอย่าง คิม โย-จอง ไม่เคยได้รับมาก่อน แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า คิม จอง-อิล นั้น ‘หวาดกลัวการนั่งเครื่องบิน’ อย่างไรก็ดี คิม จอง-อิล ซึ่งเป็นปู่ของ จู แอ เคยเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 พร้อมกับ คิม อิล-ซุง ปู่ทวดผู้ก่อตั้งประเทศ ซึ่งเมื่อเขาถึงแก่อสัญกรรม ก็ได้มอบอำนาจให้ คิม จอง-อิล ในปี 2537 กระทั่งมาถึง คิม จอง-อึน ซึ่งเป็นลูกของ คิม จอง-อิล แมดแดนยังจับสังเกตการนำเสนอข่าวของสื่อเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ที่เรียกขาน จู แอ อย่างเคารพยกย่องเป็นพิเศษ โดยใช้คำว่า “ลูกสาวที่ ‘น่าเคารพ’ ซึ่งคำคุณศัพท์นี้ สงวนไว้สำหรับบุคคลที่เป็นที่รักและเคารพที่สุดของเกาหลีเหนือเท่านั้น

หลังเปิดตัวลูกสาวได้ไม่นาน เรดิโอ ฟรี เอเชีย รายงานเมื่อ ก.พ. 2023 ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้สั่งให้ประชาชนทุกคนในเกาหลีเหนือที่มีชื่อว่า คิม จู แอ ให้เปลี่ยนชื่อของตน โดยรัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่านี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติพื้นฐานสำหรับตระกูลของผู้นำสูงสุด

แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนยังมีความเห็นแตกต่างออกไปในประเด็นนี้

เจนนี ทาวน์ ผู้อำนวยการโครงการเกาหลีของศูนย์สติมสัน ให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อปี 2567 ว่า การปรากฏตัวของลูกสาวเคียงข้าง คิม จอง-อึน อาจเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำคิมในฐานะ ‘พ่อผู้รักครอบครัว’ (Family Man) ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่อย่างฝังลึก และลูกสาวคนนี้น่าจะทำได้ดีกว่าลูกชาย ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากเท่ากับเธอ รายงานของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ในปี 2017 ระบุว่า คิมและรี ซอล-จู ภรรยาของเขา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ลูกชายที่เกิดในปี 2010 ลูกสาวที่เกิดในปี 2013 ซึ่งคาดว่าเป็น จู แอ และในปี 2017 ลูกที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพศ

ราเชล มินยอง อี นักวิจัยอีกคนของศูนย์สทิมสันตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลายปีมานี้ จู แอ ได้ขยายขอบเขตการปรากฏตัวต่อสาธารณะ จากที่ตั้งทางทหารไปยังงานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า การที่เธอไปเปิดตัวบนเวทีสากลที่จีนจะหมายความว่าเธอคือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป วิธีการที่สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานข่าวของเธอในจีนอาจช่วยให้เห็นภาพได้ดีขึ้น

ขณะที่ ฮง มิน นักวิจัยอาวุโส สถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติในเกาหลีใต้ มองต่างออกไปว่า หาก คิม จู แอ ได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำคนต่อไปจริง เกาหลีเหนือคงจะทำให้เป็นทางการผ่านกระบวนการอนุมัติภายในของพรรคแรงงานที่เป็นพรรครัฐบาล

ในปี 2024 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้รายงานว่า จู แอ กำลังเตรียมพร้อมที่จะขึ้นเป็นผู้นำ แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อใด เนื่องจากผู้นำในอนาคต รวมถึง คิม จอง-อึน มักจะทำงานอย่างหนักเพื่อก้าวผ่านโครงสร้างอำนาจของระบอบการปกครอง โดยจะดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำสูงสุดของรัฐ นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าชนชั้นนำในพรรครัฐบาลและกองทัพจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการแต่งตั้ง ‘ผู้หญิง’ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด เพราะต้องไม่ลืมว่า เกาหลีเหนือยึดถือวัฒนธรรมที่ผู้ชายและกองทัพเป็นใหญ่

ด้าน ฟีโอดอร์ เทอร์ทิตสกีย์ เชื่อว่า คิม จอง-อึน กำลัง “โยนหินถามทางกับสังคม รวมถึงความเห็นของชนชั้นนำ ว่าจะยอมรับว่าที่ผู้สืบทอดอำนาจคนนี้ได้หรือไม่” ด้วยการพา คิม จู-แอ ออกงานสาธารณะ เนื่องจากการพาตัวลูกสาวมาปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อย ๆ เช่นนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภาวะที่ยังเคาะตัวว่าที่ผู้นำคนใหม่ไม่แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นด้วยว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะพูดถึงเรื่องผู้สืบทอดต่อจาก คิม จอง-อึน เพราะหากเขาถึงแก่อสัญกรรมตอนอายุเดียวกับบิดา คือ 70 ปี นั่นก็คือปี 2054 และหากเรามองว่า รัฐเกาหลีเหนือจะอยู่รอดจนถึงวันนั้นในสภาวะแบบปัจจุบัน สังคมก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จีนขนยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ อวดชาวโลกในพิธีสวนสนามทางทหาร

ประมวลภาพกองทัพจีนขนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ข้ามประเทศ ระบบนิวเคลียร์ไตรภาค ยุทโธปกรณ์ทางทะเลไร้คนขับ และอากาศยานไร้คนขับทันสมัย อวดสายตาชาวโลกในระหว่างพิธีสวนสนามทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (3 ก.ย.) ที่ผ่านมา

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขประจำรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐฟลอริดาเตรียมที่จะยกเลิกกฎหมายที่บังคับให้ประชาชนต้องฉีดวัคซีน รวมถึงวัคซีนทั้งหมดสำหรับเด็กนักเรียน เนื่องจากการฉีดวัคซีนควรเป็นทางเลือก ไม่ใช่การบังคับเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนควรมีสิทธิ์พิจารณาด้วยตนเอง ว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะให้ลูกหลานของตนเองฉีดวัคซีนหรือไม่

ความเคลื่อนไหวนี้ จะทำให้ฟลอริดาเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากนโยบายที่เคยช่วยเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการกำหนดช่วงเวลาชัดเจนถึงการยกเลิกการบังคับฉีดวัคซีนดังกล่าว แต่โดยทั่วไป การยกเลิกกฎหมายสามารถทำได้จากการลงมติในรัฐสภาท้องถิ่นของรัฐฟลอริดา หรือจากคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข

คำประกาศดังกล่าวของสำนักงานสาธารณสุขรัฐฟลอริดา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ที่เตือนว่าการยกเลิกข้อบังคับฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่ประมาทและอันตราย เป็นหายนะทางสาธารณสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นในรัฐแห่งนี้ พร้อมเตือนว่าอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ อย่างเช่นโรคหัด และทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ โรงเรียนของรัฐในแต่ละรัฐมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันในการให้เด็กๆ ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ก่อนจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยในรัฐฟลอริดา โรงเรียนของรัฐบาลจะบังคับให้เด็กๆ ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงอีสุกอีใส โปลิโอ หัด ไวรัสตับอักเสบชนิด บี และคางทูม

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

กาแฟพันธุ์ไทย ผนึกกำลัง ม.นเรศวร หนุนเยาวชนไทย สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ร่วมสนับสนุนการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อคนรุ่นใหม่ใน “การประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น” ภายใต้งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ และคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มจากวัตถุดิบในถิ่นฐานบ้านเกิด ตอบโจทย์ Creative Thai Taste ที่พันธุ์ไทยมุ่งมั่นสร้างสรรค์รสชาติเครื่องดื่มจากวัตถุดิบไทย พร้อมยกระดับชีวิตเกษตรกร และสังคมไทยให้ “อยู่ดี มีสุข” อย่างยั่งยืน

อนันต์ รัตนมั่นคง Vice President Food & Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “กาแฟพันธุ์ไทย มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาโครงการต่างๆ มาโดยตลอด ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการประกอบอาชีพบาริสต้า ผ่านการปฏิบัติงานจริงภายในร้านกาแฟพันธุ์ไทย การมอบพื้นที่ให้แก่นิสิตระดับอุดมศึกษาได้ทดลองปฏิบัติงานจริงและเตรียมความพร้อมสู่การบริหารธุรกิจในอนาคต และล่าสุดกับการประกวดนวัตกรรมเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถช่วยเผยแพร่ของดีในชุมชนที่หาทานได้ยากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สร้างรายได้ให้กับชุมชนพร้อมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ ซึ่งทางพันธุ์ไทยจะคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนช่องทางในการจัดจำหน่ายต่อไป”

อนันต์ รัตนมั่นคง Vice President Food & Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด 

ผศ.ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็น ‘มหาวิทยาลัยของสังคมผู้ประกอบการ’ จึงมุ่งมั่นกระจายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชากรในภูมิภาค จัดการเรียนการสอน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ความร่วมมือกับทางพันธุ์ไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรม ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต นักศึกษาและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอด ผ่านการลงมือทำจริง เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ได้สัมผัสประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง”

ผศ.ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปีนี้มีนักเรียนและนักศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ทีม ส่งผลงานประกอบด้วยรูปถ่ายผลิตภัณฑ์และคลิปวิดีโอนำเสนอผลงาน ก่อนที่จะถูกคัดเลือกเหลือ 20 ทีมสำหรับรอบไฟนอล ซึ่งแบ่งเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 13 ทีม และนิสิตระดับอุดมศึกษา 7 ทีม ในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยทุกทีมจะต้องนำเสนอแนวคิดและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ พร้อมตอบคำถามจากคณะกรรมการ ก่อนผ่านการประเมินตามเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ความเป็นนวัตกรรม ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ความสอดคล้องกับแนวทางการจัดงาน ความสามารถในการต่อยอดเชิงธุรกิจ และทักษะการนำเสนอและตอบคำถาม

ผลการประกวดในระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีมโรงเรียนอุทัยวิทยาคม จ.อุทัยธานี โดยสร้างสรรค์เมนู “น้ำส้มซ่าโพรไบโอติกมิกซ์โซดา” เป็นเมนูที่พัฒนา ส้มซ่า ผลไม้ท้องถิ่นของอุทัยธานี ใช้เทคโนโลยีการหมักหัวเชื้อโพรไบโอติกจากข่าเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์ ช่วยลดน้ำตาลและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ จุดเด่นคือรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของส้มซ่า พร้อมคุณสมบัติสมุนไพรช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกัน สำหรับระดับอุดมศึกษา รางวัลชนะเลิศได้แก่ เมนูเครื่องดื่ม “ซ่า ซ่อน กลิ่น” จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เป็นเครื่องดื่ม Mocktail ที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ใช้ส้มซ่า ผลไม้ท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลก เป็นวัตถุดิบหลัก มีรสเปรี้ยวอมขมและกลิ่นสมุนไพรไทยที่ซับซ้อนแต่กลมกล่อม เช่น พริกไทยอ่อน โป๊ยกั๊ก และกานพลู เมนูนี้ใช้เทคนิคพิเศษ Milk-Washing และเติมกะทิ เพื่อปรับรสชาติและเนื้อสัมผัส ทำให้เครื่องดื่มใสสะอาด หอมกลิ่นสมุนไพรธรรมชาติ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์ผู้บริโภครักสุขภาพ และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์

จากจุดร่วมเดียวกันของกาแฟพันธุ์ไทยและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา ผ่านการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มีเป้าหมายให้คนไทย “อยู่ดี มีสุข” ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัต กรรมเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

แหวกฟ้าหาฝัน : สวรรค์บนดิน Santorini

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวร้อยละร้อยห้าสิบที่มาเยือนกรีซก็เพราะต้องการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามจนได้ชื่อว่า สวรรค์บนดิน นั่นคือ Santorini  ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งที่มีภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อย ๆ เมื่อ 3-4 ล้านปีก่อน อีกทั้งยังเคยเป็นตำแหน่งที่มีภูเขาไฟระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Minoan Eruption หรือ Thera Eruption ตั้งแต่ 3600 ปีก่อนอันเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรม Minoan ภูเขาไฟระเบิดที่คาดว่าเกิดนับสัปดาห์ก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่จนได้ทำลายอารยธรรม Atlantis ไปจนหมดสิ้น

เกาะที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย Al Idrissi นักภูมิศาสตร์ภายใต้ชื่อ Santa Irini ที่ต่อมาเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Thera ตามชื่อของผู้นำชาวสปาตาร์ที่ครอบครองเกาะอยู่ช่วงหนึ่งนี้ ดั้งเดิมนั้น เชื่อว่า เป็นเกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุค Late Neolithic หรือราว 400 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ดี การขุดค้นทางโบราณคดีที่ทำในปี 1967 กลับแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีประวัติย้อนไปถึงยุคทองแดงหรือระหว่าง 3000-2000 ปีก่อนคริสตกาล บ้านเรือนที่ขุดค้นพบจากในสมัยนั้นรุ่งเรืองถึงขนาดมี 3 ชั้น ของใช้ในบ้าน อาทิ หม้อ ไห ก็ทำจากเซรามิค ส่วนกำแพงหรือหลังคายังมีภาพเขียนปูนเปียกสีสันสดใสแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า

Thera ก็เหมือนที่อื่นของกรีกที่ถูกครอบครองโดยโรมันและไบเซนไทน์ ก่อนที่จะถูกเรียกว่า Santorini ในปี 1153 ในงานเขียนของ Al Idrisi นักภูมิศาสตร์ชาวมุสลิม หลังจากนั้นเกาะนี้ก็ถูกครอบครองโดยครอบครัว Barozzi ชาวเวเนเซียน ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐานะของเกาะตกต่ำลงอันเป็นผลมาจากการที่ประชากรชายลดลงจากสงครามและโรงงานได้ย้ายไปยังเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซแทน รัฐบาลท้องถิ่นจึงหันมาส่งเสริมการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะไวน์อันเป็นผลมาจากการที่เกาะไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์อื่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี เมื่อเกาะมีภูมิทัศน์ที่งดงาม ชาวเมืองจึงหันมาให้ความสนใจกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแทน

นับจากต้นทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา Fira เริ่มมีชื่อเสียงเพราะเด็ก ๆ ชาวเมืองได้พยายามสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยจัดการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่งด้วยดอกไม้และยังเปิดไฟโคมเล็ก ๆ ตลอดทางเดินกลับไปยังท่าเรือ โชคร้ายมาเยือนเกาะอีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม 1956 เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Amorgos ขนาด 7.8 ริกเตอร์และสึนามิถาโถมเข้าหาเกาะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนมากถึง 35% ของเกาะรวมทั้งที่ทำการทุกอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นถูกทำลายจนรัฐบาลกรีซต้องรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Santorini ควรเผื่อเวลาไว้สัก 3-5 วันแล้วแต่กิจกรรมที่ต้องการทำ ทั้งนี้เพราะเกาะแห่งนี้มีกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยงามถ่ายรูปไม่รู้เบื่อให้เยือน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกิจกรรม อาทิ 1. การเดินชมรอบเกาะทั้งที่ Fira และ Oia ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่คนส่วนใหญ่ต้องเข้าคิวถ่ายรูปและต้องใช้แรงและเวลาในการเดินให้รอบครั้งละหลายชั่วโมง ทั้งนี้เพราะการถ่ายรูปทั้งสองเมืองต้องเดินขึ้น ๆ ลง  ๆ เขา ตั้งแต่ทิศตะวันตกไปจนสุดตะวันออก แต่เป็น the must ที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึง 2. การล่องเรือ Caldera Cruise ซึ่งแล้วแต่จริตและเวลาที่นักท่องเที่ยวชอบ 3. การถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกดินอาจเลือกบนเกาะหรือในเรือก็แล้วแต่จริตและกำลังทรัพย์

หากนักท่องเที่ยวมีเวลามากกว่า 2 วัน การไปหาดที่หลากหลาย อาทิ Black Sand Beach หาดที่มีทรายสีดำ, Red Beach หาดที่มีทรายสีแดงก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลก ส่วนการไปยังที่จอดเรือเพื่อไปตามหาดอาจเลือกเดิน นั่งอูฐ หรือ Cable car แล้วแต่กำลังขา จริต และกำลังทรัพย์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรง มีเวลาค่อนข้างมาก และอยากผจญภัยนิด ๆ อาจเลือกไปเที่ยวภูเขาไฟเพื่อให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยก็ยังได้

Science Update : ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีอิสราเอล (Technion) เปิดเผยว่านักวิจัยจากอิสราเอลและเยอรมนีค้นพบวิธีการที่ดาวฤกษ์ที่เร็วที่สุดในจักรวาลบางดวงสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อ

การศึกษานี้เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ แอสโทรโนมี (Nature Astronomy) ระบุว่าทีมวิจัยใช้การจำลองคอมพิวเตอร์สามมิติขั้นสูงและพบว่าดาวความเร็วสูง (hypervelocity stars) ซึ่งเป็นซากดาวฤกษ์ขนาดเล็กและหนาแน่นที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 2,000 กิโลเมตรต่อวินาที ถูกปล่อยออกมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของดาวฤกษ์แบบซ้อนกันสองครั้ง (double detonations)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อดาวที่ผิดปกติสองดวงโคจรรอบกัน โดยการระเบิดของดาวที่มีมวลมากกว่าจะส่งแรงดีดชิ้นส่วนที่เหลือของดาวอีกดวงที่มีมวลน้อยกว่าให้พุ่งออกสู่อวกาศด้วยความเร็วสูงอย่างมหาศาล

การศึกษาครั้งนี้อธิบายที่มาของดาวแคระขาวที่ร้อนและมีแสงจางที่พบในบริเวณชั้นนอกของกาแล็กซี และช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับซูเปอร์โนวาประเภทหายากที่เรียกว่า Type Ia ที่มีแสงจาง ซึ่งมีความสำคัญต่อการวัดการขยายตัวของจักรวาลและการทำความเข้าใจว่าธาตุต่างๆ ในกาแล็กซีถูกสร้างขึ้นอย่างไร

‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ เปิดโอกาส นศ.ฝึกงาน BLS Intern Camp 2025 ร่วมพัฒนานวัตกรรม ‘จอแสดงผลสถานะตลาดหุ้นเรียลไทม์’

‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ เปิดโอกาส นศ.ฝึกงาน BLS Intern Camp 2025 ร่วมพัฒนานวัตกรรม ‘จอแสดงผลสถานะตลาดหุ้นเรียลไทม์’

‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ เปิดโอกาส นศ.ฝึกงาน BLS Intern Camp 2025 ร่วมพัฒนานวัตกรรม ‘จอแสดงผลสถานะตลาดหุ้นเรียลไทม์’

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้โลกของการเงินและการลงทุนอย่างรอบด้านผ่านประสบการณ์การทำงานจริง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากหลากหลายสายงานของบริษัทคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจในระบบการทำงานของธุรกิจหลักทรัพย์ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง 

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เล่าว่า หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญที่สะท้อนศักยภาพของเยาวชนจากโครงการ BLS Intern Camp 2025 ที่บริษัทจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกงานภายในองค์กร นั่นคือการมีส่วนร่วมในการพัฒนา

“หน้าจอแสดงผลสถานะตลาดหุ้นไทยแบบเรียลไทม์” (Heatmap Dashboard)สำหรับใช้งานภายในสำนักงานใหญ่ของบริษัท ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยสรุปภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในแต่ละวันได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย โดยโปรเจกต์ดังกล่าวนักศึกษาได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการวางแนวคิด, การดึงข้อมูลตลาดจริง, การวิเคราะห์, การจัดโครงสร้างเนื้อหา ไปจนถึงการพัฒนาเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ซึ่งหน้าจอดังกล่าวถูกออกแบบให้มี 2 หน้าหลัก ได้แก่ หน้าจอแรก แสดงผลหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเรียงลำดับตามขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) พร้อมแสดงผลหลักทรัพย์ด้วยรหัสสี เพื่อบอกสถานะ “กำไร” (สีเขียว) และ “ขาดทุน” (สีแดง) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมได้ง่ายมากขึ้น หน้าจอสอง แสดงหุ้นที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index โดยจัดเรียงตามค่าผลกระทบ (Market Impact) พร้อมทั้งแสดงขนาดของหุ้นและสถานะกำไร/ขาดทุนด้วยรหัสสีเช่นกัน เพื่อให้นักลงทุนสามารถโฟกัสหุ้นที่มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีในแต่ละวัน

“การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในโปรเจกต์นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจในธุรกิจการลงทุนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของนักลงทุนในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของหลักทรัพย์บัวหลวง ในการพัฒนาและส่งเสริมทรัพยากรบุคคลอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับอนาคตของตลาดทุนไทย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้าชม Heatmap Dashboard ซึ่งเป็นผลงานของน้องๆได้ที่ห้องค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สำนักงานใหญ่” ชัยพร  กล่าว

ด้าน เอกภัทร ชาญณรงค์ หรือน้องไอน้ำ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอสตัน หนึ่งในสมาชิกทีมผู้ร่วมพัฒนา Heatmap Dashboard ได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการนี้ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ฝึกงานกับหลักทรัพย์บัวหลวง ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย และรู้สึกดีใจมากที่ได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลตลาดจริง ผมแลเพื่อนๆ ในโครงการได้ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล โดยได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของบริษัทอย่างใกล้ชิดเราได้เรียนรู้จากทั้งการลองผิดลองถูกและการลงมือปฏิบัติงานจริงในสนามการลงทุน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดทั้งในการศึกษาและเส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ หลักทรัพย์บัวหลวงยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ พัฒนา และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากมืออาชีพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ซีพีอาสา เคียงข้างช่วยเหลือผู้ประสบภัยดินโคลนถล่ม มอบถุงกำลังใจ-ตั้งโรงครัว-ฟื้นฟูบ้านเรือน ‘ปางอุ๋ง’ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

ซีพีอาสา เคียงข้างช่วยเหลือผู้ประสบภัยดินโคลนถล่ม  มอบถุงกำลังใจ-ตั้งโรงครัว-ฟื้นฟูบ้านเรือน ‘ปางอุ๋ง’ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

ซีพีอาสา เคียงข้างช่วยเหลือผู้ประสบภัยดินโคลนถล่ม มอบถุงกำลังใจ-ตั้งโรงครัว-ฟื้นฟูบ้านเรือน ‘ปางอุ๋ง’ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน  นายอำเภอแม่เเจ่ม ติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ“ พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีนายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุด ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เเละผู้เเทนกลุ่มธุรกิจในเครือ นำทีม “ซีพีอาสา” และผู้แทนจากบริษัทในเครือซีพี ลงพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมมอบ “ถุงกำลังใจ” เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม และอาหาร เพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

เนื่องด้วยสถานการณ์ฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม 549 ครัวเรือน มีบ้านเรือนเสียหาย 157 หลัง ผู้เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 15 ราย และสูญหาย 2 ราย ทางจังหวัดเชียงใหม่จึงได้เร่งระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง เพื่อรองรับผู้ประสบภัยกว่า 140 คน พร้อมจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารแจกจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความห่วงใยจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ “ซีพีอาสา” ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดตั้งโรงครัวซีพีอาสา เพื่อทำข้าวกล่องแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ภาคสนามต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มอบ “ถุงกำลังใจ” เครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม CP น้ำดื่ม และข้าวกล่อง พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบอาหารสด เช่น ไก่บด หมูบด ไข่ไก่ แก่โรงครัวพระราชทาน หน่วยงานราชการ และกิ่งกาชาด รวมถึงสนับสนุนรถโมบายสัญญาณทรู 5G อำนวยความสะดวกให้บริการสัญญาณสื่อสารอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง

หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทีมซีพีอาสายังได้ระดมกำลังเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ ขนย้ายเศษซากไม้ เก็บขยะ และล้างโคลน เพื่อเร่งคืนสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยให้กับชุมชนโดยเร็วที่สุด

การช่วยเหลือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือ อาทิ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG) , บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ , บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร – โลตัส” , บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ทั้งนี้เครือซีพี ขอส่งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์อันยากลำบากนี้จะคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

TILFF 2025 กลับมาอีกครั้ง ชวนทุกคนกลับ ‘บ้าน’ หลังใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ความเท่าเทียม’

TILFF 2025 กลับมาอีกครั้ง ชวนทุกคนกลับ ‘บ้าน’ หลังใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ความเท่าเทียม’

TILFF 2025 กลับมาอีกครั้ง ชวนทุกคนกลับ ‘บ้าน’ หลังใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ความเท่าเทียม’

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากที่สายรุ้งแห่งความหวังพาดผ่านท้องฟ้าเมืองไทยอย่างสง่างามพร้อมกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ไม่ใช่แค่กฎหมายที่เปลี่ยนไป แต่คือ “บรรยากาศ” และ “ความรู้สึก” ของทั้งสังคมที่เปลี่ยนตามไปด้วย และนี่คือหนึ่งในฉากหลังที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการกลับมาของ Thailand International LGBTQ+ Film & TV Festival (TILFF 2025) เทศกาลภาพยนตร์ที่เปิดรับความหลากหลายและความเท่าเทียม ผ่านความยิ่งใหญ่บนจอภาพยนตร์ นำภาพยนตร์กว่า 40 เรื่องจากทั่วโลก มาให้เข้าชมแบบจุใจตลอดเทศกาล ตั้งแต่วันที่ 2-7 กันยายน 2568 ณ ทรูไอคอนฮอลล์และโรงภาพยนตร์ไอคอน ซีเนคอนิค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

เทศกาลภาพยนตร์ TILFF 2025 การกลับมาพร้อมคอนเซปต์ที่ลึกซึ้งและอบอุ่นหัวใจอย่าง “A Home For Every Heart” ที่เป็นเหมือนการเปิดประตูต้อนรับทุกคนกลับสู่ “บ้าน” หลังใหญ่ที่โอบกอดทุกความแตกต่าง ที่ซึ่งทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกอีกต่อไป ในบ้านหลังนี้ พร้อมให้ทุกคนได้มองเรื่องราวบนจอที่จะกลายเป็นสะพานแห่งความเข้าใจ และโรงหนังที่จะกลายเป็นห้องนั่งเล่นที่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

นายปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการเทศกาล TILFF 2025 กล่าวว่า เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับคนรักหนังเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือน “ซีน” สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าพลังของคอมมูนิตี้ LGBTQ+ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะปรากฏการณ์ซีรีส์วายที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก จากข้อมูลของหน่วยงานวิจัย Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการณ์ว่า ตลาดซีรีส์วายของไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 4,929 ล้านบาท ภายในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทย มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากข้อได้เปรียบที่ไทยมีทีมงานผลิตคอนเทนต์คุณภาพ และส่งออกคอนเทนต์วายที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกอย่างแท้จริง ซึ่ง TILFF 2025 นับเป็นหนึ่งเวทีสำคัญที่จะเชื่อมโยงพลังสร้างสรรค์ของประเทศไทยเข้ากับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

กิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน ประกอบด้วย เดินพรมแดง เปิดเทศกาลนำโดย เต้ – ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการเทศกาล TILFF 2025 พร้อมกระทบไหล่คนดังในวงการ และไอคอนิกของเหล่า LGBTQ+ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 200 ชีวิตที่จะมาร่วมเดินพรมแดง เพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ อาทิ 4 หนุ่มนักแสดงจากซีรีส์ “A[ir] MOMENT โอกาส อากาศ” เลโอ พีรพันธ์, เอิร์ธ ธีระภัทร์, ดับเบิ้ล ทัพพ์เทพ, และ เฟิร์ส กันตภณ, นักแสดงจาก GMMTV จูน วรรณวิมล, มิวนิค นันท์นภัส, ฟอร์ด อรัญญ์, หลุยส์ ธณวินและฟลุ๊ค  ณัฐนน, นักแสดงจากซีรีส์ “ดวงดาวในเวหา” จากค่าย Triple Trio Studio นำโดย เด่นคุณ งามเนตร, แฟรงค์ ธนัตถ์ศรันย์ และเอิร์ธ กันตโชติ พร้อมด้วยเซเลบริตี้ชั้นนำ มิ้วกี้ ไปรยา, พอร์ช อภิวัฒน์, อาม สัพพัญญู, อรุโณชา ภาณุพันธุ์, ปีเตอร์แพน ทัศน์พล, ต้น ธนษิต, สต๊อป วรินทร และทีม Drag Bangkok ที่มาร่วมสร้างสีสัน ตอกย้ำความหลากหลายและความเท่าเทียมภายในงาน

ชมภาพยนตร์เปิดเทศกาล เรื่อง The Wedding Banquet ภาพยนตร์ Romantic – Comedy กำกับโดย Ang Lee (อังลี) ซึ่งเคยได้รับรางวัล Golden Bear จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลินปี 1993 ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก ทำให้ถูกเก็บรักษาไว้ใน National Film Registry สหรัฐอเมริกา ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยเรื่องย่อคือ หญิงสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ชื่อ Wei‑Wei ได้แต่งงานหลอก ๆ กับ Wai‑Tung ชายเกย์เชื้อสายไต้หวันใน แมนฮัตตัน ทั้งคู่หวังให้การแต่งงานช่วยให้ Wei‑Wei ได้กรีนการ์ด แต่เรื่องกลับซับซ้อนเมื่อพ่อแม่ของ Wai‑Tung เดินทางมาจัดงานเลี้ยงใหญ่โดยไม่คาดคิด

นอกจากนี้ ยังมี Y Content Market & Fan Meet ตลาดซื้อขายและนำเสนอคอนเทนต์ Y ที่ครบวงจรที่สุด ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ Y Content & Fan Meet เวทีนำเสนอผลงานซีรีส์ ละคร หรือภาพยนตร์วายที่อยู่ระหว่างการผลิตแก่ผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศและแฟนๆ พร้อมการแสดงสด สัมภาษณ์ และกิจกรรมสนุกๆ จากศิลปิน นักแสดง และครีเอเตอร์ชื่อดัง

Content Y to Business (Y2B) กิจกรรมเจรจาธุรกิจแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วเอเชียกว่า 30 บริษัท เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดคอนเทนต์วายไทยสู่สากล Content Y to Costomer (Y2C) พื้นที่จัดแสดงบูธกว่า 50 บูธ สำหรับผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอผลงานและสร้างการรับรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งในและต่างประเทศ

Seminar & Forum เวทีเสวนาที่รวมผู้เชี่ยวชาญจากวงการภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และนักวิจารณ์ มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ผ่านบทสนทนาเชิงลึก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันการเติบโตของวงการภาพยนตร์ LGBTQ+ ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น และ Exhibition (DRAG 101) นิทรรศการสุดพิเศษที่จะชวนทุกคนมาปลดปล่อยความเป็นควีนในตัวเองกับกิจกรรม “DRAG 101” Workshop ที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศิลปะ Drag ทั้งมือใหม่และ
ผู้มีประสบการณ์ โดยจะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจากศิลปิน Drag ที่มีชื่อเสียง เพื่อเข้าใจถึงศิลปะ Drag ในฐานะเครื่องมือแห่งการแสดงออก การต่อต้าน และการค้นหาตัวตน การประกวดภาพยนตร์สั้น ไฮไลต์สำคัญที่เปิดพื้นที่ให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ได้ฉายแสง โดยปีนี้มีหนังสั้นที่น่าจับตามากมายจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวด

ใครที่กำลังมองหาอีเวนต์ดีๆ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความรักและความเท่าเทียม ปักหมุด TILFF 2025 ไว้ในลิสต์กันได้เลย เพราะนี่คือเทศกาลที่จะเติมเต็มหัวใจและตอกย้ำว่า “บ้าน” ที่แท้จริง  สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมภาพยนตร์ประจำเทศกาลกว่า 40 เรื่อง สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊ก TILFF คลิก https://www.facebook.com/tilff.official