ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ Care Beyond Skin Day เป็นปีที่ 3 กิจกรรมเพื่อสังคมที่สะท้อนพันธกิจระดับโลกของบริษัทในการส่งต่อ “การดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ” (Care Beyond Skin) พาพนักงานกว่า 350 คน ร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้  โดยปีนี้มุ่งเน้นการสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่เด็กๆและผู้พักอาศัยในบ้านคามิลเลียน ศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กด้อยโอกาส ขณะเดียวกัน ยังนำแนวคิดสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริม ด้วยการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นอุปกรณ์และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส

วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด

วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Care Beyond Skin Day คือการตอกย้ำคำมั่นสัญญาของไบเออร์สด๊อรฟในการดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผู้คนและชุมชนคือรากฐานของความยั่งยืน ปีนี้เราจึงเลือกเดินทางไปบ้านคามิลเลียน เพื่อสร้างรอยยิ้มและมอบกำลังใจแก่เด็กๆ และผู้พักอาศัย จัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและกำลังใจแก่เด็กๆ และผู้พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมสันทนาการ การเลี้ยงอาหารและขนม พร้อมร่วมแรงกันปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นบ้านที่อบอุ่นยิ่งขึ้น โดยมีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริม ผ่านการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นอุปกรณ์และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเติมเต็มบ้านคามิลเลียน และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ไม่เพียงเป็นกิจกรรมประจำปี แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของไบเออร์สด๊อรฟ ที่มุ่งเป็นบริษัทซึ่งสร้างคุณค่าเชิงบวกให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ”

ภายใต้กิจกรรมนี้ พนักงานไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทยได้แสดงพลังจิตอาสา ร่วมกันแยกขยะพลาสติกจากที่บ้านและภายในองค์กร เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ อาทิ ชั้นวางของ และชั้นวางรองเท้า เพื่อนำไปมอบให้บ้านคามิลเลียนเพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กด้อยโอกาส นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสันทนาการ การเลี้ยงอาหารและขนม มีการทำตกแต่งกระเป๋าผ้า และทาสีตู้เหล็ก เพื่อนำไปจำหน่ายหารายได้เพื่อบำรุงกิจการของทางบ้านคามิลเลี่ยนต่อไป รวมถึงพี่ยังช่วยกันทาสีกำแพงบริเวณโดยรอบเพื่อสร้างความสดใส อีกทั้งมีการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าอยู่ยิ่งขึ้น  กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างประโยชน์จากการรีไซเคิล แต่ยังมุ่งหวังให้พนักงานและสังคมเกิดการตระหนักรู้ถึงวัตถุประสงค์ของบริษัท ที่ต้องการมอบการดูแลที่มากกว่าการดูแลผิว สะท้อนเป้าหมายของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมอย่างภาคภูมิใจในการสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

โครงการ Care Beyond Skin Day จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของไบเออร์สด๊อรฟในการสร้างคุณค่าควบคู่ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณระดับโลก บริษัทมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความใส่ใจที่มากกว่าความสวยงามภายนอก ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระนาย สุวรรณรัฐ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 5 ก.ย.17.00 น. ศาลาภาณุรังษี(ศาลา 9) วัดเทพศิรินทราวาสและ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 5-6 ก.ย.18.30 น.ศาลาภาณุรังษี และ 7 ก.ย.ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) และสวดพระอภิธรรม 8-11 ก.ย.ศาลากวีนิรมิต แล้วบรรจุ เจ้าภาพขอความกรุณางดพวงหรีด
  • ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “เหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มแก่ปวงประชา” เพื่อช่วยเหลือและดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ณ อาคารศรีราชาประชาคม ที่ว่าการอ.ศรีราชา..
  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมความสำเร็จการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปชช. จ.เชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปชช.และแก้ไขปัญหาความยากจนในทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบในทุกมิติ โดยมี ณิชพลัฏฐ์ วรรณคำ ร่วมกิจกรรม..
  • ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รักษาการ รอง ผอ.ใหญ่ สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) มอบสัมฤทธิบัตรผู้จบการศึกษาหลักสูตร Digital CEO รุ่น Avantgarde Studies..
  • วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ นำทีมโครงการทุนการศึกษาด้านสาธารณสุข ภายใต้โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ออกสัมภาษณ์นักศึกษารับทุนรุ่นที่ 23 ซึ่งปีนี้มี 3 สาขาคือ พยาบาล 50 ทุน รังสีเทคนิค ทุนและสาขาทันตสาธารณสุข 1 ทุน โดยคัดเลือกจากนักเรียนในถิ่นทุรกันดารนั้นๆเพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่นของตัวเอง ที่ผ่านมานักศึกษาทุนกลับมาทำงานกว่า 98% โดยปีนี้มีนักเรียนจาก อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ได้รับทุนเรียนพยาบาลเพื่อกลับมาทำงานที่รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทยในอนาตคด้วย..
  • ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดของชมรมผู้ประกอบการคลินิกเทคนิคการแพทย์ เนื่องจาก สปสช. ไม่ได้กำหนดให้ร้านยาเป็นผู้ทำการตรวจคัดกรอง แต่เป็นผู้แจกชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (self-test) ให้ ปชช.ไปตรวจ รวมทั้งเป็นผู้ติดตามผลการตรวจเพื่อส่งตัวผู้มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการรักษา..
  • พาชัย จันทร์พิทักษ์ ซีอีโอ บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO) ต้อนรับชาว Net Zero CEO #1&2 กว่า 30 คน มาเยี่ยมชมโรงงานของ TVO พร้อมไปร่วมทานอาหารริมน้ำท่าจีน นครชัยศรี งานนี้ สินีนุช โกกนุทาภรณ์, พงษ์ศักดิ์ เหลืองจินดารัตน์, ธัญญวีร์ เตชภัทร์อังกูร, กิตติสันต์ ลาภวัฒนะมงคล, อลิสา ชีวะเกตุ, ยอดฤดี สันนติกุล,วุฒิชัย เจริญศุภกุล, พีรพล นนทสูติ, กิตติ จึงสวนันทน์ ไม่พลาด..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ที่ได้เป็น Chief Brand and Media Officer ของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น..
  • วิลาสินี พุทธิการันต์ ไปฉลองวันเกิดกับคณะเพื่อนๆด้วยทริปเที่ยวสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ 9 วัน..
  • ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร วันเกิดปีนี้ได้ถวายภัตตาหารเช้าและเพล 3 วัด ณ วัดราชบพิธ, วัดกู่ป่าลาน จ.ลำพูน และ วัดทรายมูลเมือง จ.เชียงใหม่..
  • ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล ผอ.ศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน มช. มาบรรยายให้รุ่นน้องในหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 5 ตามคำเชิญของ ดร.ภาสกร ประถมบุตร..
  • เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารในการแลกเปลี่ยนมุมมองและรับแนวทางเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อาภาลักษณ์ เอกพานิช  Integrated Business Solutions Co., Ltd. (IBS) เชิญผู้บริหารองค์กรร่วมงานเสวนาเรื่อง The Strategy-Growth Gap: Why Good Plans Aren’t Driving Great Results โดยมี ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ และ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส เป็นวิทยากร 29 กย. 10:00 – 13:00 น.ณ ชั้น 29  The Great Room Park Silom..
  • สวด วินชัย สุริย์ บิดา นันทวรรณ สุริย์ ที่ วัดเสาธงทอง อ.เมือง ลพบุรี 3-6 ก.ย.19.00 น. ฌาปนกิจ 7 ก.ย.16.00 น..

น้องใหม่

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที  รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับ  ความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย
  2. หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง

นอกจากนี้ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST

  • B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ
  • E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน
  • F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน
  • A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
  • S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ
  • T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น

  1. การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy)
  2. การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)
  3. การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า “สำหรับการป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด”

“โรคหลอดเลือดสมองเป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน”

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านบริการอาหารที่ยั่งยืนและการมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าในทุกช่วงเวลาของชีวิตจากประเทศฝรั่งเศส  สานต่อกิจกรรมประจำปี  “Stop Hunger” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยมีเป้าหมายในการช่วยลดปัญหาความหิวโหยผ่านการมอบอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

กิจกรรมครั้งนี้นำโดย คุณอาร์โนด์ เบียเลคกิ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงานจิตอาสา และพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณพัชรา บุญอนันต์  Crewing Manager ร่วมเดินทางไปจัดกิจกรรม ณ โรงเรียนวัดวังปลาจีด จ.นครนายก โดยมี คุณจารุวรรณ จันทะเวียง  ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้แทนรับมอบทุนการศึกษาและสิ่งของที่จำเป็น

สำหรับกิจกรรมปีนี้ โซเด็กซ์โซ่ ได้รับความร่วมมือพนักงานจิตอาสาและพันธมิตรธุรกิจจำนวน 130 คน มาร่วมแบ่งปันอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กนักเรียนและบุคลากรกว่า 150 คน พร้อมจัดกิจกรรม Little Chef Program สอนเด็กๆ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ ปลูกผัก ปล่อยพันธุ์ปลาดุก ติดตั้งอุปกรณ์กีฬา หลอดไฟ และพัดลมให้กับโรงเรียน นอกจากนี้ยังได้มอบสิ่งของที่จำเป็นและทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนานักเรียน เพราะ โซเด็กซ์โซ่ เชื่อว่า “ไม่มีใครควรต้องเผชิญกับความหิวโหย และด้วยพลังร่วมกันเราจะสร้างอนาคตที่ทุกคนได้อิ่มท้อง”

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย มิได้เป็นเพียงเรื่องการกำหนดเส้นขอบเขตทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มหาศาลจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ใกล้แหล่งเอราวัณของไทย  มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจำนวนมาก มูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 10 ล้านล้านบาท)

ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 แต่ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ จนเป็นที่มาของต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตไหล่ทวีประหว่างปี 2515-2516 กันขึ้นมาเอง

บริเวณอ่าวไทยประกอบด้วยแหล่งพลังงานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงเขตสัมปทานที่มีบริษัทพลังงานระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการ อาทิ ยูโนแคล (Unocal) เชฟรอน (Chevron) และโททาล (Total) ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อรองทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยมีรากฐานมาจากการที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) และไหล่ทวีปในบริเวณดังกล่าว

เมื่อมีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณที่เป็นพื้นที่พิพาท สถานการณ์ได้กลายเป็นซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างต้องการสิทธิในการควบคุมและได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้

บทบาทของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ

ยูโนแคล (Unocal Corporation)

บริษัทยูโนแคลเป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานแรกๆ ที่เข้ามาดำเนินการในอ่าวไทย โดยได้รับสัมปทานในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ต่อมากลายเป็นพื้นที่พิพาท การดำเนินงานของยูโนแคลได้สร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาถือว่าการให้สัมปทานดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของตน

เชฟรอน (Chevron Corporation)

เชฟรอนได้เข้ามาดำเนินการในภายหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ซื้อกิจการของยูโนแคลในปี 2005 การดำเนินงานของเชฟรอนใน “บล็อก A” และ “บล็อก B” ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน

โททาล (Total S.A.)

บริษัทโททาลซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของฝรั่งเศสได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ไทยถือว่าเป็นเขตทับซ้อน การเข้ามาของโททาลได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับข้อพิพาท เนื่องจากทำให้เกิดการแข่งขันในการควบคุมทรัพยากรมากขึ้น

ปตท. (PTT Public Company Limited)

ในฐานะบริษัทพลังงานชาติของไทย ปตท.มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย บริษัทได้ดำเนินโครงการต่างๆ ในพื้นที่ที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย

Memorandum of Understanding (MOU) 44 เป็นความตกลงที่ลงนามระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2544 ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางออกร่วมกันในการจัดการข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล

ข้อตกลงนี้กำหนดให้มีการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท โดยผลประโยชน์จะถูกแบ่งปันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม MOU 44 ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศไทย เนื่องจากฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้กับกัมพูชา

ข้อพิพาทนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรในบริเวณอ่าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ การไม่สามารถตกลงกันได้ทำให้การลงทุนในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเกิดความล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

การมีอยู่ของทรัพยากรเหล่านี้มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของทั้งสองประเทศ

ผลกระทบทางการเมือง

ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว การไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกันทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตเป็นระยะๆ

ภายในประเทศไทย ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการโจมตีรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาและการทำข้อตกลงกับกัมพูชา

ข้อพิพาทเรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย การมีอยู่ของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ อาทิ ยูโนแคล เชฟรอน โททาล และปตท. ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์

แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา บทบาทของผู้นำทางการเมืองอย่างฮุนเซนและทักษิณ แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความตั้งใจทางการเมืองอย่างแท้จริง

โดย สุริยพงศ์

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน - ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2568 ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงได้ครบรอบเปิดดำเนินการให้ความบันเทิง มาเป็นปีที่ 92 โดยมี ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เข้าร่วมพิธี มีผู้เข้าร่วมพิธี ทั้งศิลปิน นักแสดง คณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุงและนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ อาทิ โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนภารตวิทยาลัย, สถาบันรัชต์ภาคย์, โรงเรียนเทศบาลเสาธงหิน, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง School Tap เข้าร่วมในพิธีไว้ครูและครอบครูซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ศิษยานุศิษย์พร้อมใจแสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน จัดขึ้น ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงมหรสพแห่งแรกของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยในโอกาสฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี โดยมีนโยบายที่จะอนุรักษ์มรดกชิ้นสำคัญของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 นี้ไว้ และพลิกฟื้นให้เป็นโรงมหรสพที่จะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามทั้งในด้านการแสดงโขน ละคร ภาพยนตร์ และดนตรี ให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันศาลาเฉลิมกรุงจัดกิจกรรมการแสดงหลากหลาย และเป็นสถานที่จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาติ นำเสนอ            การแสดงโขน “ชุดหนุมาน จัดแสดงทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ รอบ 13.00 น. 14.30 น. และ 16.00 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง บัตรคนไทยราคา 100 บาท ผู้สนใจชมการแสดงสามารถซื้อบัตรได้ที่ศาลาเฉลิมกรุง โทร. 0-2224-4499

โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับกลุ่มศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์อิสระจากประเทศอิตาลี เปิดตัวโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ (The Empire of Harmony) ผลงานการกำกับฯ โดย มาร์โค แกตติ (Marco Gatti) ชาวอิตาเลียน ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะอันลึกซึ้งระหว่างไทยและอิตาลี จากจุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่ในสยามสู่ความหลากหลายของศิลปะร่วมสมัยของไทยในปัจจุบัน

‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา (Docudrama) เล่าเรื่องราวผ่าน ‘ฝ้าย’ สาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี ที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงของมรดกทางวัฒนธรรม ที่ถักทออย่างกลมเกลียวระหว่างสยามเก่า ไทยใหม่ และโลกตะวันตกเข้าด้วยกัน เรื่องราวการเดินทางของฝ้ายจะนำพาผู้ชมย้อนรอยสู่จุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่ ‘แกลิเลโอ คินี’ (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาลี ได้รับเชิญมาสร้างสรรค์จิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม รวมถึงชักชวน ‘ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี’ (Corrado Feroci) ประติมากรผู้เดินทางมารับราชการในสยาม ผู้กลายเป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” ในเวลาต่อมา

ภาพยนตร์จะผสมผสานเรื่องราวในอดีตของบุคคลสำคัญอย่าง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ศิลปินเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เข้ากับเรื่องราวของศิลปินและแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทยในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดองค์ความรู้ทางศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่การสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ สร้างวัดและวังแนวใหม่ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของไทย ตลอดจนผลักดันศิลปะร่วมสมัยไทยสู่ระดับนานาชาติในปัจจุบัน

แรงบันดาลใจจากบทเพลงสู่ ‘The Empire of Harmony’

ที่มาของชื่อภาพยนตร์ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลง Santa Lucia เพลงพื้นเมืองเมืองนาโปลี ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โปรดปรานและมักจะขับร้องระหว่างทำงานศิลปะ ซึ่งต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงของท่าน ในเรื่องนี้ ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงที่มาและเป้าหมายของโครงการในครั้งนี้ว่า

“แรงบันดาลใจของโครงการนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย ผ่านเรื่องราวความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ระหว่างศิลปินไทยและอิตาลี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 นำเสนอในรูปแบบ Docudrama เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตชีวา สอดแทรกมิติทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงกับเรื่องราวได้ง่ายขึ้น เราคาดหวังว่า ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ จะเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่กับรากฐานทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของการเปิดใจกว้าง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหมือนดังที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ทุ่มเทสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งไว้ให้กับประเทศไทย”

อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว : บทบาทของคนไทยในโปรเจกต์ระดับสากล

โครงการนี้กำกับและวางแนวความคิดโดย มาร์โค แกตติ ผู้กำกับชาวอิตาลี เป็นการต่อยอดเรื่องราวของตัวละคร ‘ฝ้าย’ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘Me and the Magic Door’ (พ.ศ. 2565) ที่เล่าเรื่องราวการค้นพบสถาปัตยกรรมอิตาเลียนในแดนสยาม โดยในภาพยนตร์ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ฝ้ายได้เจาะลึกลงไปในรากของศิลปะและวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน

อาจารย์ อมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม) ในฐานะ Co-Executive Producer ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าถึงบทบาทของคนไทยในโปรเจกต์ระดับสากลว่า “ภาพยนตร์ดอคคูดราม่าเรื่องนี้ เป็นผลงานที่สร้างโดยทีมงานชาวอิตาเลียนเป็นหลัก โดยมีเพื่อนคนไทยคอยให้ข้อมูลและหารือร่วมกันมาโดยตลอด แม้ส่วนหนึ่งจะถ่ายทำเสร็จไปแล้วในอิตาลี แต่ส่วนที่เหลือซึ่งต้องถ่ายทำในประเทศไทย ยังต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากทีมงานในไทย เราพยายามดึงคนที่มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ทั้งนักออกแบบเสื้อผ้า (Costume Designer) หรือฝ่ายศิลป์ (Art Director) เพื่อประสานการทำงานร่วมกับทีมงานอิตาเลียนอย่างใกล้ชิด โชคดีที่เรามีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงทีมงานชาวอิตาเลียนที่มีความใกล้ชิดกับสายตระกูลของศิลปิน ควบคู่กับการสืบค้นข้อมูลของศิลปินเมื่อครั้งอยู่ในอิตาลีได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำมาผสมผสานกันเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุดครับ”

โอกาสของภาพยนตร์ดอคคูดรามา ในยุคสตรีมมิงครองใจผู้ชม

นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับฯ ชื่อดัง ในฐานะ Production Supervisor ของภาพยนตร์ดอคคูดราม่าเรื่อง ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ กล่าวถึงบทบาทของเขาในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสตูดิโอ ค่ายหนัง และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เพื่อให้โปรเจกต์นี้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งยังเป็นการเชิดชูศิลปินและศิลปะไทยไปพร้อมกัน

“โปรเจกต์นี้ทั้งน่าสนใจและมีความสำคัญมากครับ เพราะเรื่องราวของศิลปะและศิลปินไทยไม่ค่อยได้รับการพูดถึงในวงกว้าง แม้ว่าศิลปินไทยหลายท่านจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมานานแล้ว ดังนั้น การสร้างภาพยนตร์ดอคคูดรามาจะช่วยเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สมาคมศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ บวกกับความน่าสนใจของเนื้อหา ผมจึงยินดีที่จะเข้ามาช่วยผลักดันโปรเจกต์นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ไกลที่สุด เพราะสารคดีและภาพยนตร์นอกกระแสกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คนดูเปิดใจยอมรับและเสพงานประเภทนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ที่จะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทางสตรีมมิ่งและ OTT (Over-the-Top) ซึ่งเป็นช่องทางการเผยแพร่ที่สำคัญในยุคนี้ครับ”             

นอกจากนี้ สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังจัดแสดงและจำหน่ายผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินรับเชิญ 30 คน อาทิ อินสนธิ์ วงค์สาม, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ, สมวงศ์ ทัพพรัตน์, สมภพ บุตราช, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, จิตต์สิงห์ สมบุญ, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, ประสงค์ ลือเมือง, วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร, ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, วัชระ ประยูรคำ, ชลิต นาคพะวัน, ฉลอง บุญจันทึก, สิทธิชัย ปรัชญารัตติกุล, สุธี คุณาวิชยานนท์, นพพีระ โบศรี, พรชัย ใจมา, ไพโรจน์ วังบอน, ประสิทธิ์ วิชายะ, ศักชัย อุทธิโท ฯลฯ รายได้ทั้งหมดนำไปมอบให้กับการถ่ายทำภาพยนตร์ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นการคาราวะต่อศิลปินบรมครู และเฉลิมฉลองคุณค่าของงานศิลปวัฒนธรรมไทยที่มั่งคั่งและลุ่มลึก

ผู้สนใจสามารถรับชมตัวอย่าง (Teaser) ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ (The Empire of Harmony) หรือติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่: สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค  เปิดพื้นที่โชว์ไอเดีย เอาใจสายดีไอวายทุกเพศทุกวัย ที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์สุดสร้างสรรค์ รวมทั้งคนที่รักงานแฮนด์เมด และงานศิลปะ มาร่วมเวิร์กชอปกับกิจกรรม “FAM PLAYS 2025” พร้อมต่อยอดเป็นงานอดิเรกและอาชีพเสริมสร้างรายได้ ทุกวันพุธของเดือนกันยายนนี้ พบกับธีมการประดิษฐ์ของใช้  ของตกแต่งบ้านและของขวัญสไตล์รักษ์โลกเพิ่มคุณค่าสิ่งของเหลือใช้ในสไตล์ของตัวเอง โดยมีตารางกิจกรรม ดังนี้ วันที่ 10 กันยายน 2568 DIY น้องหมีขนฟู,วันที่ 17 กันยายน 2568 ECO PRINT,วันที่ 24 กันยายน 2568 เครื่องประดับรีไซเคิล

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเวิร์กชอป FAM PLAYS 2025 เพียงมีใบเสร็จ (ไม่จำกัดมูลค่า) + 1 Point MBK PLUS (จำกัด 1คน/1บัญชี/2สิทธิ์/วัน) จำกัดจำนวน 50 สิทธิ์/วัน สามารถลงทะเบียนร่วมเวิร์กชอปได้ บริเวณ ลานกิจกรรม Workshop ชั้น 2 ฝั่งอีสต์ วิลเลจ (ข้างร้าน Soofu) ทุกวันพุธของเดือน ในเวลา 13.00 น. – 17.00 น.  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดีๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทศกาลกีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 29 – 31 ส.ค.68 ที่ผ่านมา สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดการแข่งขันวิ่งเทรล ในกิจกรรม “Trail Running 2025” ณ โรงเรียนบ้านวังหอน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการ “Sport – Festival กีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ” เพื่อการท่องเที่ยวกิจกรรมกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีนักวิ่งเทรล ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขัน 1,000 คน จากทั่วประเทศและต่างชาติร่วมพิชิตเส้นทางธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความงดงามและความท้าทาย ผ่านอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า น้ำตกหนานสวรรค์ และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส

ระยะทางการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระยะ 7 กิโลเมตร, ระยะ 19 กิโลเมตร และระยะ 33 กิโลเมตร นอกจากเส้นทางวิ่งผ่านความสวยงามของธรรมชาติ ไฮไลต์สำคัญของงานยังมีกิจกรรมเสริมมากมาย อาทิ การแสดงดนตรีสดจากศิลปินท้องถิ่น รวมถึงโซนอาหารพื้นเมืองที่นำเสนอเมนูชื่อดังของ อ.ชะอวด สร้างบรรยากาศสนุกสนานและรอยยิ้มให้กับนักวิ่ง และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ

โดย นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบหมายให้ นายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเปิดงาน ถึงกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง กีฬาและการท่องเที่ยว นักวิ่งทุกคนจะได้สัมผัสความงดงาม และความท้าทายของเส้นทางธรรมชาติผ่าน อุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า อันอุดมสมบูรณ์ ความสดชื่นจากน้ำตกหนานสวรรค์ และบรรยากาศอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ซึ่งถือเป็นประสบการณ์พิเศษที่หาไม่ได้จากการแข่งขันทั่วไป พร้อมด้วย นายธนดล เอื้อบำรุงเกียรติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังอ่าง ได้กล่าวต้อนรับนักกีฬาและผู้ร่วมงาน และ นายณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวรายงานถึงการจัดกิจกรรม “Trail Running 2025” ที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับนักวิ่งในการท้าทายศักยภาพของตนเอง แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และประชาสัมพันธ์เสน่ห์ของอำเภอชะอวดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การจัดกิจกรรม “โครงการ Sport – Festival กีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ เพื่อการท่องเที่ยว” ถือเป็นบทสรุปอันน่าประทับใจ ที่นำเสนอจังหวัดนครศรีธรรมราชผ่าน 3 กิจกรรมหลากหลายมิติ ทั้งทางทะเล อ.สิชล – อ.ขนอม (Triathlon Festival 2025) , ทางน้ำ อ.ปากพนัง (SUP Fun Fest) และทางป่าเขา อ.ชะอวด (Trail Running 2025) ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเผยแพร่เอกลักษณ์ วิถีชีวิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้ จ.นครศรีธรรมราชเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด นำ “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ” แอนิเมชัน ซีรีส์ที่นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาหลักต่างๆของสังคมไทยมาสร้างเป็นแอนิเมชันธรรมะที่เข้าใจง่าย  ผ่านตัวละคร และยังได้รับถึง 3 รางวัล  จากการประกาศผลรางวัล Thailand Moral Awards 2024 เข้าร่วมงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์บอลรูม ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถานศึกษา ภาคศาสนา เครือข่ายครอบครัว สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป โดยมีบูธจัดแสดงผลงาน จำนวนถึง 131 บูธ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของภาคีเครือข่ายด้านคุณธรรมจากทั่วประเทศ

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และองค์กรภาคีร่วมจัดงาน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “พลังครอบครัวและภาคีเครือข่าย เสริมสร้างนิเวศคุณธรรม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”  โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นเวทีกลางขององค์กรเครือข่ายทางสังคม ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนคุณธรรมที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) และยุทธศาสตร์ชาติด้านคุณ ธรรม พร้อมผลักดัน ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “การจัดงานปีนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรมให้กับครอบครัวและสังคมไทย และช่วยกันขยายผลไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัดภูมิภาครวมถึงระดับชาติ”

โดยหนึ่งในบูธแสดงผลงาน คือ บูธแอนิเมชันซีรีส์ “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ” ที่ได้รับถึง 3 รางวัลจากงานประกาศผลรางวัล “Thailand Moral Awards 2024” ได้แก่ รางวัลชมเชยประเภทสื่อสาขาละคร, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สาขาบทเพลง ในเพลง “สุขอยู่ในใจเรา”  และรางวัลรองชนะเลิศ 2 สาขาบทเพลง ในเพลง “สติ สติมา” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดาวน์โหลดซีรีส์ จำนวน 13 ตอน ผ่าน https://www.youtube.com/@stimathailand ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักเรียน นักศึกษาและผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณ
ธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณ ธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร