คุณแหน : 4 กันยายน 2568

คุณแหน : 4 กันยายน 2568

คุณแหน : 4 กันยายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล  “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก ” ครั้งที่ 37 รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม  ให้แก่บุคคลดีเด่นสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั่วประเทศ  วันที่ 18 ต.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบที่หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ถึงแก่อนิจกรรม ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ตามคำเชิญของ คุณหญิง แสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์ฯ
  • ในวาระครบรอบชาติกาล 275 ปี เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล เมื่อ พ.ศ. 2567และครบรอบถึงแก่อสัญกรรม 220 ปี เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ใน พ.ศ.2568 ชมรมสายสกุลบุนนาค ร่วมกับสำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์ จัดทำหนังสือ “ราชินิกุลบุนนาค” เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของสายสกุลบุนนาค กว่า 640 หน้า ภาพประกอบสี่สีตลอดเล่มเป็นภาพหาชมยาก เนื้อหาไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน วางจำหน่ายราคาพิเศษ โดย ภัฏฏการก์ บุนนาค ผู้สืบสายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และ รัฐฎา บุนนาค ผู้สืบสายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ(ทัต บุนนาค) ขอเชิญญาติสายสกุล บุนนาค พบปะสังสรรค์ประจำปีและร่วมงานเปิดตัวหนังสือ วันที่ 14 ก.ย.11.00-15.00 น. ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม  รร.แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ  โดยในงานประกอบไปด้วย การเสวนาแนะนำหนังสือ นิทรรศการพิเศษ การจัดแสดงศิลปวัตถุสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสายสกุลและการออกร้านจำหน่ายสินค้าอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาทิ อาหารตำรับสกุลบุนนาค ฯลฯ..
  • สมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลฯ แสดงความยินดีกับ ภราดา ดร.สุรกิจ ศรีสราญกุลวงศ์ ได้รับแต่งตั้งเป็น อธิการ เจ้าคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทยและประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย วาระ 2025-2028..
  • งาน  Enactus World Cup 2025  ระดับโลกโดยปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี แห่งนวัตกรรมความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชน 26-28 ก.ย.  รวมพลังนิสิตนักศึกษาจากทั่วโลก รับชมและให้กำลังใจทีมตัวแทนนักศึกษาจาก 34 ประเทศทั่วโลก นำเสนอ SDG Impact ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลง ในแต่ละประเทศ,ร่วมเวิร์คช็อปพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน กับSDG Innovation Lab ,ร่วม แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้าง connection สุดปังกับนักศึกษาต่างชาติในงาน Enactus Cultural fair ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ม.ล.ปริยะดา ดิศกุล แจ้งข่าวมา ..
  • มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เชิญคณะกก.เข้าร่วมพิธีถวายสักการะและพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์  และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8 ) ผู้พระราชทานกำเนิด “แพทย์จุฬาฯ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 20 ก.ย.06.30 น.  เวลา 6.30 น. ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 ..

น้อง

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood พร้อมขยายเครือข่ายการเลี้ยงและแปรรูป เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ ยกวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรีเป็นต้นแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สร้างรายได้นับล้านต่อปี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ต้นแบบการศึกษา วิจัย และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลให้แก่เกษตรกรและชุมชนตามแนวชายฝั่งทะเล เร่งผลักดันเกษตรกรให้พัฒนาการเลี้ยงควบคู่กับการแปรรูป ชูจุดเด่น  Superfood เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ และผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมยกวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี เป็นต้นแบบของการเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้นับล้านบาทต่อปี ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะมีเงินสะพัดเข้าสู่ชุมชนหลักสิบล้านบาท

กัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี  เปิดเผยถึงจุดเด่นของสาหร่ายผักกาดทะเลที่กำลังเร่งผลักดันให้มีการส่งเสริมและพัฒนาด้านการแปรรูปมากขึ้น สาหร่ายผักกาดทะเลเป็นสาหร่ายทะเลสีเขียวที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มได้ดีมาก และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง คือมีโปรตีนสูงถึง 25-30 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม และยังอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ และมีไขมันต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ นอกจากนี้สาหร่ายผักกาดทะเลยังสามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายทั้งอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่ม เช่น บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล น้ำสาหร่ายผักกาดทะเล  สาหร่ายผักกาดทะเลทอด ต้มจืดสาหร่ายผักกาดทะเล ขนมจีบกุ้งสาหร่ายผักกาดทะเล กุ้งดองซีอิ๊วห่อสาหร่ายผักกาดทะเล ปอเปี๊ยะสาหร่ายผักกาดทะเล ถุงทองสาหร่ายผักกาดทะเล และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพด้วย เช่น เซรั่มสาหร่ายผักกาดทะเล สบู่ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล กัมมี่สาหร่ายผักกาดทะเล ผงไฟเบอร์ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล และคอลลาเจนผักผสมสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นต้น

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการศึกษา วิจัย และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลครบวงจร ทั้งการเพาะเลี้ยง การแปรรูปและส่งเสริมช่องทางการตลาดด้วย โดยเป็นต้นแบบทั้งในด้านการเลี้ยงและแปรรูปให้กับเกษตรกรที่สนใจ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.) โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ที่อยู่ในโครงการ ศูนย์ฯ คุ้งกระเบน จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่ชุมชนเพื่อคอยให้คำแนะนำและส่งเสริมขยายผล เช่นที่วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี วิสาหกิจชุมชนธนาคารบ้านปลาธนาคารปู และกลุ่มแม่บ้านแปรรูปหอยนางรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีความเข้มแข็งที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ไปจนถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย”

ด้าน อัญชลี คมปฏิภาณ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมง ผู้รับผิดชอบโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล ประจำศูนย์ฯ คุ้งกระเบน กล่าวเพิ่มเติมว่า สาหร่ายผักกาดทะเลเป็นที่ได้รับการยอมรับในฐานะ “Superfood” สามารถแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย เป็นทั้งอาหาร เครื่องสำอาง เป็นผลิตภัณฑ์บำรุง ดูแลสุขภาพได้หลากหลาย เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้ามาปรึกษา โดยทางศูนย์ฯ คุ้งกระเบนพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้

“นอกจากวิธีการเลี้ยง เรายังพร้อมถ่ายทอดเรื่องการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เช่น ปอเปี๊ยะ ขนมจีบ หรือเครื่องดื่มน้ำสาหร่ายผักกาดทะเล ซึ่งอาหารเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดทำเป็นอาหารในช่วงเบรคหรือสแน็กบ็อกซ์จำหน่ายได้ แล้วไม่ใช่เป็นอาหารที่อร่อยเท่านั้น แต่ยังได้เรื่องสุขภาพด้วย”

ด้าน คุณตุ๋ม-สุภิดา ลิ้นทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี@ปากน้ำแหลมสิงห์ กลุ่มเกษตรกรที่เป็นต้นแบบในการเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเลจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างมูลค่าตลาดได้สูงถึงหลักล้านบาทต่อปี เล่าว่าเริ่มต้นจากการเลี้ยงสาหร่ายทะเลในถังไฟเบอร์กลาสขนาด 500 ลิตร จำนวน 8 ใบ และใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 20 กิโลกรัม สร้างรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ต่อมาได้มีการขยายการผลิต มีการนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสาหร่ายอบแห้ง และพัฒนาต่อเนื่องจนมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลายมากกว่า 10 รายการ เช่น สาหร่ายผักกาดทะเลตากแห้ง บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเลพร้อมผงปรุง 6 รสชาติ ผักม้วนสาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล แชมพู ครีมนวดผม เจลอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิวกายผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นต้น  โดยมีตลาดหลักเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาศึกษาดูงาน และการขายผ่านระบบออนไลน์

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาหร่ายผักกาดทะเล สามารถสร้างรายได้ถึง 7 หลักให้กับกลุ่ม ตอนนี้เราจึงมีการวางแผนตั้งเป้าพัฒนาการตลาด โดยในช่วง 3-5 ปีนี้ จะพัฒนาไปเพื่อสร้างรายได้ให้ถึง 8 หลัก และในระยะยาว เราต้องการจะนำพาสินค้าจาก local ของเราไปสู่ global เพื่อจะช่วยสร้างรายได้ 9 หลัก ให้กับเราให้ได้”

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี หันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลและแปรรูปเพื่อเป็นอาชีพหลักกันมากขึ้นโดยได้รับการสนับสนุน และดูแลให้คำแนะนำปรึกษาทั้งด้านการเลี้ยง การแปรรูปและการตลาดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปนอกจากจะมีวางจำหน่ายที่อาคารสิริพัฒนภัณฑ์ ด้านหน้าศูนย์ฯ คุ้งกระเบนแล้ว ยังมีจำหน่ายที่ร้านฟิชเชอร์แมนชอป ร้านภัทรพัฒน์ และสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ด้วย

เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้สนใจรับการถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. 039 433 217

-(016)

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh) ภายใต้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชนผู้นำและผู้ผลิตอาหารทะเลคุณภาพระดับโลก จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี แบรนด์ “คิวเฟรช” กับกิจกรรมสุดพิเศษ “8th Birthday SEALABRATION” ทะเลนี้มีแต่ ให้” กับ ให้” คืนกำไรลูกค้ามอบของขวัญสร้างสุขด้วยของกำนัลสดใหม่จากท้องทะเลคุณภาพระดับพรีเมียม ลุ้นรับของรางวัล มูลค่ากว่า 6 แสนบาท พร้อมชมฟรีมินิคอนเสิร์ต จากวงบอยแบนด์สุดฮอต LYKN ณ ลาน Eden ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์

ธนโชติ บุญมีโชติ  กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งมายาวนานกว่า 40 ปี และเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับโลก เราได้นำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลแปร รูปมาต่อยอดสร้างแบรนด์คิวเฟรช เมื่อปี 2560 เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่สดอร่อย มีคุณภาพ และเข้าถึงได้ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย โดยเริ่มจาก “กุ้ง” ในรูปแบบอาหารพร้อมปรุง

ปัจจุบันคิวเฟรชเป็นเบอร์ 1 สินค้า “กุ้ง” ในช่องทางโมเดิร์นเทรด เช่น แม็คโคร โลตัส ซีเจ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ภายใต้เป้าหมายการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค “เมื่อนึกถึงอาหารทะเล นึกถึงคิวเฟรช” นอกจากขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากกุ้ง เป็นอาหารทะเลอื่นๆ เช่น แซลมอน ปลากะพง ฮามาจิ และหอยเชลล์ ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน

“เราพัฒนาสินค้าใหม่ทุกปีหลายร้อยรายการที่สอดรับความต้องการของตลาด เราไม่ได้เป็นผู้ค้าอย่างเดียว แต่เป็นคู่ค้าที่ช่วยพัฒนาสินค้าร่วมกับพาร์ตเนอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไป collab ร่วมกับเชฟปิง สุรกิจ เข็มแก้ว เปิดตัวเมนูใหม่ “ปอเปี๊ยะทอดอินโด”, การจับมือกับแบรนด์ “เด็กสมบูรณ์” ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  รวมทั้งจับมือร่วมกับ 8 ร้านค้าพันธมิตรที่เป็น Everyday food เข้าถึงง่าย รับประทานได้ทุกวันและมีตัวเลือกที่หลากหลาย จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 1 กันยายน จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเปิดตัวในงาน “8th Birthday SEALABRATION” กับเมนูพิเศษจาก 8 ร้านค้าพันธมิตร ในราคาเริ่มต้น 88-188 บาท ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ โดยใช้วัตถุดิบอาหารทะเลพรีเมียมจากคิวเฟรช อาทิ เมนูข้าวกะเพราไข่ข้นกุ้ง (88 บาท) ร้าน “EASY! Buddy”, เมนูเอบิด้งไข่ดองลาวา/ซูชิเซตกุ้งหวานญี่ปุ่นจัมโบ้ย่าง (88 บาท) ร้าน “ชินคันเซ็น ซูชิ”, เมนู Wrap กุ้ง/กุ้งอัลมอนด์ (88 บาท) ร้าน “SALAD FACTORY” , เมนูข้าวราดผัดผงกะหรี่กุ้ง (88 บาท) /ข้าวเนื้อปูก้อนไข่แฝด (288  บาท)  ร้าน “เลิศทิพย์”, เมนู ข้าวไข่ข้นกุ้งอบ (กุ้งอาร์เจนตินา) (88 บาท) ร้าน “บ้านหญิง” (Bann Ying), เมนูโจ๊กปลากะพงสไตล์ฮ่องกง (88 บาท) ร้าน “ฟัด” (Fatt Chicken Rice) เมนูยำเห็ดโคนกุ้ง/ส้มตำกุ้งแช่ (88 บาท) ร้าน “นิตยาไก่ย่าง” และ เมนูสุกี้แห้งกุ้ง/สุกี้แห้งหนวดหมึก (88 บาท)  ร้าน “สุกี้ พรศิริ

ภายในงานสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษที่ 8 ปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นลิ้มลองความอร่อยสดใหม่จากท้องทะเล  และเอาใจสายช็อปไปกับสินค้าราคาพิเศษในช่วงนาทีทอง และพลาดไม่ได้กับ ห้วงเวลาแห่งความสุข พบกับ 5 หมาป่าหนุ่ม “วิลเลียม-เลโก้-นัท-ฮง-ตุ้ย” วง LYKN บอยแบนด์ T-POP สุดฮอตจาก RISER MUSIC ที่มาพูดคุยแบบสบายๆ ถึงไลฟ์สไตล์วันว่างหลังการทำงาน อาหารที่ชอบ เมนูที่ใช่ พร้อมเคล็ดลับการปรุงอาหารทะเลเมนูโปรดแบบง่าย ๆ แต่ได้สุขภาพจากคิวเฟรช ก่อนจะปิดท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ต ที่ทั้ง 5 หนุ่มบอยกรุ๊ปจะมาปลดปล่อยพลังกันเต็มที่ ทั้งร้องทั้งเต้นแบบจัดเต็มให้แฟนด้อมได้กรี๊ดเต็มเสียงแล้วดำดิ่งไปกับเสียงเพลงสุดฟินแบบฉ่ำๆ นอกจากนี้ คิวเฟรชยังจัดเต็มโปรโมชั่นสุดปังคืนกำไรลูกค้า เมื่อซื้อสินค้าคิวเฟรช ครบ 100 บาท รับสิทธิ์ได้ครั้งละ 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ใบเสร็จ ร่วมลุ้นทองคำหนัก 1 บาท 8 รางวัล จี้ทองคำ 8 รางวัล ยังมีบัตรกำนัลห้องพัก ไอแพด และอื่น ๆ รวม 888 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 6 แสนบาท ส่งใบเสร็จเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ qfresh8years.com ตั้งแต่วันที่นี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จับรางวัลในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 9 ธันวาคม 2568

ธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

พนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh)

พนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh)

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

ในขณะที่เรากำลังพูดถึงความก้าวหน้าในด้านวัสดุก่อสร้าง การพัฒนาเมือง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ “ความปลอดภัยที่แฝงอยู่ในอาคาร” โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่ต้องมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารนั้น ไม่น่าเชื่อว่า…อาคารหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งโรงเรียนเก่า โรงพยาบาล ศูนย์ราชการ หรือแม้แต่บ้านเรือนบางส่วน ยังมีส่วนผสมของ แร่ใยหิน (Asbestos) ซึ่งเป็นวัสดุอันตรายต่อสุขภาพของผู้สัมผัสและสูดดมเข้าไป วัสดุเหล่านี้อาจดูแข็งแรงและใช้งานได้ดีในระยะสั้น แต่กลับซ่อนภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพในระยะยาวอย่างช้า ๆ

เมื่อ พื้นที่ปลอดภัย” กลับกลายเป็นจุดเสี่ยง

หลายคนอาจเข้าใจว่าอันตรายจากแร่ใยหินเกิดขึ้นเฉพาะในสถานที่ก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง อาคารเก่าหลายแห่งยังคงใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ซึ่งรวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือแม้แต่สถานที่ราชการ หากวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพโดยไม่ได้รับการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ฝุ่นแร่ใยหินก็อาจฟุ้งกระจายสู่ระบบหายใจของเด็ก นักเรียน หรือผู้ป่วยที่เข้ามาใช้งานอาคารเหล่านั้นทุกวัน

ลองจินตนาการถึงเด็กอนุบาลที่วิ่งเล่นอยู่ใต้หลังคาเก่าที่แตกผุ หรือผู้ป่วยโรคปอดที่นั่งรอรับการรักษาในโรงพยาบาลที่พื้นกระเบื้องเริ่มแตกร่อน ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นการรับฝุ่นพิษเข้าสู่ปอดโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเวลาผ่านไป ความเสี่ยงจะกลายเป็นความจริงที่อาจรักษาไม่ทัน

แร่ใยหิน…ฆาตกรเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

แร่ใยหินคือเส้นใยแร่ธรรมชาติที่ทนความร้อนสูง ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น แผ่นผนัง ท่อซีเมนต์ หรือวัสดุกันไฟ ด้วยต้นทุนต่ำและคุณสมบัติที่เหมาะกับงานก่อสร้าง แร่ใยหินจึงได้รับความนิยมในอดีต แต่ปัญหาเริ่มต้นเมื่อวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพ แตกหัก หรือถูกกระทบกระเทือน เส้นใยขนาดเล็กของแร่ใยหินจะหลุดลอยในอากาศ กลายเป็นฝุ่นพิษที่เข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจ ภัยของแร่ใยหินไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักใช้เวลาสะสมในร่างกายนานนับสิบปี ก่อนจะก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น

•             โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด (Mesothelioma)

•             โรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis)

•             โรคมะเร็งปอดและทางเดินหายใจเรื้อรัง

สิ่งที่น่ากลัว คือ  แม้ได้รับในปริมาณน้อยก็ยังสามารถก่อให้เกิดโรคได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันต่ำและความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง

โลกกำลังเลิกใช้แร่ใยหิน แต่ไทยยังตามหลัง

หลายประเทศได้ประกาศยกเลิกการใช้แร่ใยหินอย่างเด็ดขาดแล้ว รวมถึงหลายประเทศในสหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพประชาชน พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัยกว่า เช่น ใยสังเคราะห์ ไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือวัสดุธรรมชาติที่ไม่ปล่อยสารพิษ

ประเทศไทยแม้จะมีความพยายามในการจำกัดการใช้แร่ใยหิน แต่ในความเป็นจริงยังมีการนำเข้าและใช้ในผลิตภัณฑ์บางประเภทอยู่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เน้นต้นทุนต่ำมากกว่าความปลอดภัยในระยะยาว ส่งผลให้คนไทยหลายล้านคนยังต้องใช้ชีวิตภายใต้ความเสี่ยงจากแร่ใยหินโดยไม่รู้ตัว

ถึงเวลาเปลี่ยนเพื่ออนาคตของทุกคน

เราจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน วิศวกร ผู้ออกแบบ หรือแม้แต่ผู้บริโภคทั่วไป ต่างมีส่วนสำคัญในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัย ปราศจากแร่ใยหิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางอยู่จำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัย

SCG ในฐานะผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างของไทย ตระหนักถึงปัญหานี้มาโดยตลอด เรามุ่งมั่นที่จะ ไม่ใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้บริโภคเลือกวัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการก่อสร้างไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ปลอดภัยจากภัยเงียบนี้

เพราะวัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือรากฐานของสังคมที่ใส่ใจสุขภาพของทุกคน ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยปลอดแร่ใยหิน เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของลูกหลานและครอบครัวของเรา

‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

'Thailand LAB INTERNATIONAL 2025' เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

3 กันยายน 2568 – ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดจนเทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพของเอเชีย กับการเปิดฉากงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ก้าวสู่ปีที่ 15 ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีการขยายขอบเขตอย่างครบวงจร โดยจัดควบคู่กับ BioAP INTERNATIONAL, FutureCHEM INTERNATIONAL, Health & Innovation Asia และโซนพิเศษ Food For Health Pavilion ภายใต้การจัดงานโดย บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2568

Thailand LAB 2025 เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมี คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวรายงานการจัดงาน ตามด้วยคำกล่าวสนับสนุนจาก คุณพงศ์ศักดิ์ ฟูศิริ นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและรองประธานอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย โดยมี คุณเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นประธานในพิธีเปิดในนามผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

“Thailand LAB INTERNATIONAL ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศไทยและอาเซียนในการแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ และการวิเคราะห์ทดสอบที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง งานนี้ไม่เพียงแค่แสดงนวัตกรรม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับนักวิจัย นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการสร้างกำลังคนคุณภาพสูง การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน งาน Thailand LAB INTERNATIONAL จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในอนาคต” คุณเพ็ญนภา กัญชนะ ประธานในพิธีเปิด กล่าว

ขยายสู่เวทีการค้าระดับนานาชาติ

งานในปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 276 หน่วยงาน นำเสนอสินค้ากว่า 500 แบรนด์จาก 15 ประเทศ ทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร โดยมีสัดส่วนผู้แสดงสินค้าภายในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40% พร้อม พาวิลเลียนนานาชาติจากจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับภูมิภาค

เวทีธุรกิจและองค์ความรู้ครบวงจร

Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 เป็นตลาดที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี คลินิกและชีวการแพทย์ จนถึงระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายที่สำคัญ ผ่านการประชุมสัมมนากว่า 65 หัวข้อ จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 160 ท่าน คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน

คุณปนัดดา ก๋งม้า (วีเอ็นยูฯ) กล่าวว่า “ในปีนี้ ดิฉันมีความยินดีที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทางวิชาการและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ สมาคมหุ่นยนต์การแพทย์และ AI แห่งประเทศไทย และศูนย์ MIND Center ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ AI และ Digital Health รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอย่าง NIA, TED Fund และ KX ในการสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง”

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา (รองประธานกรรมการหอการค้าไทย) กล่าวเสริมว่า “งานทั้งสี่งานนี้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Future Food & Health Innovation Hub ของภูมิภาคได้อย่างมั่นคง” คุณพงศ์ศักดิ์ ฟูศิริ (STTA) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา งาน Thailand LAB INTERNATIONAL ได้พิสูจน์ความสำเร็จในการเป็นเวทีสำคัญด้านการค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีส่วนผลักดันการลงทุน การวิจัย และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในภูมิภาค ขณะเดียวกัน งาน BioAP, FutureCHEM และ Health & Innovation Asia ได้ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งนี้ ตลาดเครื่องมือวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการยังคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ถึง 6.7% ระหว่างปี 2024–2030 จากมูลค่าประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้”

“ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL ได้เติบโตเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อมต่อยอดสู่ BioAP, FutureCHEM และ Health & Innovation Asia ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติ และสร้างเวทีธุรกิจระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ทีเส็บยังร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักของการจัดงานแสดงสินค้าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมไมซ์ที่ยั่งยืน” คุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต (TCEB) กล่าว

ไฮไลท์และสิ่งใหม่ในปี 2025

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมและเวทีสัมมนาที่น่าสนใจตลอด 3 วัน ได้แก่ พิธีเปิดงานที่รวมตัวผู้นำหน่วยงาน สมาคมและองค์การต่างๆอย่างคับคั่ง และงาน Welcome Reception & Networking ที่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับและขอบคุณพันธมิตรต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนงานสัมมนาที่เชิญ Keynote ชั้นนำในวงการมาร่วมให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น Biotech FTI Forum และ Taiwan Biotech Innovation Showcase (3 ก.ย.), ASEAN Food Safety Forum, BIC International Congress, TED Fund Startup Bay และ Sustainable LAB Forum (4 ก.ย.) และ Med IA Next Generation Forum พร้อมการอัปเดตมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (5 ก.ย.)  และงานสัมมนาอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสีสันด้วย TAITRA Pavilion จากไต้หวัน, TED Fund Startup Bay สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการประกาศเปิดตัว Bio+Healthtech INTERNATIONAL 2026 ที่รวมอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสุขภาพในเวทีสากล

เดินหน้าสู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

วีเอ็นยูฯ ยังเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ร่วมกับศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยนำระบบ Altotech Real-time Carbon Tracking Dashboard มาใช้เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงาน การเดินทาง การขนส่ง และการจัดการของเสีย โดยปริมาณคาร์บอนที่ตรวจวัดได้ทั้งหมดจะถูกชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง เพื่อมุ่งสู่การเป็น งานแสดงสินค้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon-Neutral Exhibition) อย่างแท้จริง

แล้วพบกันที่งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 จัดร่วมกับ BioAP INTERNATIONAL, FutureCHEM INTERNATIONAL และ Health & Innovation Asia ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.thailandlab.com  | https://health-innovation-asia.com  ติดต่อ: +662 111 6611 (วีเอ็นยูฯ)

-(016)

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “SWU EDUVERSE: Empowering Education through AI” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสถาบันอุดมศึกษาไทย

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “SWU EDUVERSE: Empowering Education through AI” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสถาบันอุดมศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงานและพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การดำเนินกิจกรรมบนระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา” ครั้งที่ 45 (45th WUNCA) โดย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการ อว. เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียร์จิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน มีผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมงาน เมื่อวันที่ วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียร์จิตต์ อธิการบดี มศว. , ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการ อว. และ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผอ. UniNet  ทำพิธีเปิดงาน WUNCA ครั้งที่ 45

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ยกระดับระบบเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และตอบโจทย์การเรียนการสอนในยุคดิจิทัล ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ไฮไลต์ของพิธีเปิดงานคือปาฐกถาพิเศษ “Empowering Education through Artificial Intelligence” โดย ดร.ประภาพรรณ วิภาตวิทย์ ผู้จัดการวิจัยและนวัตกรรมสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนโฉมการศึกษาไทย ตามด้วยการเสวนาโดยผู้แทนจาก National Institute of Informatics, Japan ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาเครือข่ายเพื่อสนับสนุนงานวิจัยแบบ data-centric และ open science

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กล่าวว่า “การจัดงานการประชุม WUNCA ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่คือการรวมพลังของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการสอน การวิจัย และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพแข่งขันบนเวทีโลก พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ซึ่งเครือข่าย UniNet เป็นกลสำคัญที่เชื่อมโยงสถาบันการศึกษาไทยเข้าด้วยกัน WUNCA จึงไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นเวทีสร้างสรรค์ความร่วมมือ ที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่การเป็น Smart University อย่างแท้จริง”

ภายในงานมีกิจกรรมการบรรยายและเวิร์กช็อปเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ อาทิ การออกแบบระบบสื่อสารและการจัดการเครือข่าย Routing, การพัฒนา Smart University ด้วย Super App และ AI Assistant, ระบบ 3D GIS Network Management, Kubernetes (K8s), การจัดการระบบ Intermediate CA ภายใต้ Thai University Consortium Root CA, การปฏิวัติโครงสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยด้วย FTTx Evolution, การติดตั้ง Kong API Gateway, รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย Infrastructure as Code และระบบเชื่อมต่อที่ปลอดภัยด้วย eduVPN

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้ทำพิธีส่งมอบธงการจัดงานประชุมฯ ให้แก่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เจ้าภาพการจัดงาน WUNCA ครั้งที่ 46 ครั้งต่อไป

งานประชุม WUNCA ครั้งที่ 45 นี้ มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากทั่วประเทศกว่า 700 คนเข้าร่วม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สังคมดิจิทัลแห่งอนาคต จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2568 ณ อาคารนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://wunca.uni.net.th และ https://www.facebook.com/wunca.th

ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

 “คาจิกิ” พัดถล่นสร้างความเสียหายในหลายจังหวัด ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการเข้าถึงอาหาร

ซีพีเอฟ ยืนหยัดช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายซีพีอาสา ร้อยเรียงความดี เร่งระดมกำลังนำโรงครัวซีพีอาสา ลงพื้นที่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์, บ้านปางอุ๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และ บ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อนำวัตถุดิบอาหารทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม ส่งมอบแก่โรงครัวในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน คือ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ด้วยมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศ บาลตาลเดี่ยวและเทศบาลเมืองหล่มสัก ทีมตอบโต้ภัยพิบัติมูลนิธิเพชรเกษมไม่รอช้า ยกกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ และอีกหลายสาขา ขนอุปกรณ์ครบครันขึ้นยักษ์แดงเพชรเกษม เดินหน้าโรงครัวเคลื่อน เคลื่อนพลฝ่าสายน้ำมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชร บูรณ์ จัดตั้งโรงครัวเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที

ทันทีที่เต้นท์โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษมประกอบเสร็จ บริเวณโรงเรียนหยกฟ้า อ.หล่มสัก เมื่อค่ำวานนี้ ประสิทธิ์ ใส้เพี้ย นำทีมจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมร้อยเรียงความดี กับทีมซีพีอาสา เร่งลำเลียงไข่ไก่ และเนื้อไก่ ส่งมอบถึงมือทีมงานมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงครัวฯ ในการผลิตข้าวกล่องเพื่อผู้ประสบภัย ตั้งเป้าผลิตวันละ 10,000 กล่อง กระจายลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ทุกเมนูอาหารเติมพลังใจที่ส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่เกิดเหตุดินสไลด์ ซีพีและซีพีเอฟยังเดินหน้าสนับสนุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ รวมถึงน้ำดื่ม ให้แก่ทุกโรงครัวในพื้นที่ อาทิ โรงครัวกลางบ้านปางอุ๋ง วัดนักบุญยวงบัปติสตา (โบสถ์ปางอุ๋ง), โรงครัวมูลนิธิปริสุทโธ, โรงครัวมูลนิธิกระจกเงา ตลอดจนมอบผ่านศูนย์บริจาค เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ของกิ่งกาชาดอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ที่จะกระจายวัตถุดิบทั้งหมดไปยังโรงครัวต่างๆ

ขณะที่ บ้านผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก ทำให้ประชาชนใน 55 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน เครือซีพี ร่วมกับทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เร่งจัดถุงกำลังใจพร้อมวัตถุดิบอาหารเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร เป็นประธานในการส่งมอบถุงกำลังใจ ซึ่งซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม มอบให้โรงครัวกลางใช้ปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยและอาสาสมัครอย่างทั่วถึง

คำมั่นที่จะ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” สะท้อนผ่านการลงมือทำจริงของเครือซีพีและซีพีเอฟ เพราะเชื่อว่า การส่งอาหารคือการส่งพลังใจ ความช่วยเหลือจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมส่งแรงใจให้พี่น้องประชาชนและอาสาสมัครทุกคน

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“เกษียณ” เป็นคำที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในวัยทำงานจำนวนมาก หลายคนอยากให้ถึงวันเกษียณโดยเร็ว เพื่อจะได้หยุดพักและเลือกทำสิ่งใหม่ๆที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ หลุดจากความรับผิดชอบที่เคยแบกไว้เต็มสองบ่า ขณะที่อีกหลายคนกลับยังสนุกและท้าทายที่จะแบกต่อเพราะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ตื่นตัวขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ แล้วยังได้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ จากการทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแตกต่างกัน ดังนั้น คำว่า “เกษียณ” จึงไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของผู้คนเหล่านั้นเลย

เช่นเดียวกับ วรรณี ลีลาเวชบุตร หญิงเก่งของวงการที่ปรึกษาการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร และ แบรนด์สินค้าสำคัญๆ ของเมืองไทย เธอเป็นหนึ่งในคนที่มี Passion ในการทำสิ่งต่างๆ เธอเชื่อว่าการสร้างสมดุลย์ชีวิต และการทำงานจะช่วยทำให้ทุกคนรักษาสมรรถภาพของการใช้ปัญญาได้อย่างเต็มที่ การใช้ชีวิตที่หลากหลายสมดุลรวมถึงการสื่อสารกับคนต่างวัย โดยเฉพาะวัยที่เด็กกว่าทำให้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับตนเอง แม้แต่การมีทัศนคติที่ดี การสร้างเสียงหัวเราะอยู่เสมอก็ทำให้ตนเองมีความสุขด้วยกายและใจที่แข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาว ด้วยแนวคิดนี้เองจึงทำให้เธอได้รับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะ “ผู้สูงวัยสุขภาพดีในปี 2568”  ในงานกาชาดประจำปี 2568 จัดโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

วรรณี ได้เผยเคล็ดลับในการใช้ชีวิตตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ เธอยึด 6 เสาหลักในเวชศาสตร์วิถีชีวิตในการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่วัยกลางคน เน้นการกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ เน้นโปรตีน ผัก ผลไม้ ทานคาร์บให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงของหวานและของมัน นอนหลับให้พอ มีคุณภาพ นอนให้ได้ 6-7 ชั่วโมง เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา ร่างกายจะสามารถหลั่งสาร เช่น เมลาโทนินออกมาช่วยให้หลับสบาย และโกรทฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ได้ การออกกำลังกาย สม่ำเสมอ ด้วยการ ตีกอล์ฟ 1 วันต่อสัปดาห์ ไปฟิตเนส หรือออกกำลังกายที่บ้าน ด้วยการวิ่งอยู่กับที่ให้เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ทำท่า Plank และ Sit up นอกจากนี้การ รู้จักปลง มองโลกในแง่ดี ลดความเครียด แบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน ครอบครัวและสังคม พร้อมทั้ง มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีความสุข และทำให้อายุยืนยาว อีกทั้งการเรียนหลักสูตรผู้บริหารต่างๆ และเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในองค์กร เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มูลนิธิ VV Share ก็เป็นวิธีที่เธอทำสม่ำเสมอและมีปฏิสัมพันธ์ในสังคมเพื่อให้เกิดความสุขและเสียงหัวเราะในทุกๆวัน เธอกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

การทำงานและการมีวิถีชีวิตตามหลักเวชศาสตร์ยังมีส่วนโดยตรงกับการสร้างสารแห่งความสุขของร่างกาย ตัวอย่างเช่น เมื่อเราขายโครงการหรือสินค้าให้ลูกค้าซื้อได้สำเร็จ หรือการทำกิจกรรม CSR ใจเราก็ฟู ภูมิใจกับตัวเอง ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการหลั่งสารโดพามีน และออกซิโทซินออกมา การใช้ชีวิตอย่างสมดุลตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต จึงมีส่วนโดยตรงต่อการสร้างสารแห่งความสุขทั้ง 4 ชนิดออกมา คือ สารโดพามีน ออกซิโทซิน เซโรโทนิน และเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารทั้ง 4 ชนิดนี้นอกจากจะทำให้ร่างกายมีความสุขแล้วยังช่วยส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจในการปรับสมดุลของอารมณ์ เพิ่มแรงจูงใจ และพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียนรู้ และการแก้ปัญหา ลดความเสี่ยงการเกิดโรค เช่น โรคหัวใจ และช่วยให้มีทัศนคติที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคงกับคนรอบข้าง

อาจจะฟังดูเหมือนคนที่อยู่ในระเบียบ แต่จริงๆ ก็ทำสิ่งที่อยู่นอกกฎบ้างในบางครั้ง เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มไวน์ ร้องรำทำเพลง แต่ปัจจุบันก็ลดสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย ดื่มไวน์ก็จะเลือกดื่มไวน์แดง แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขด้วยการจัดเวลาให้เหมาะสม ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว และสังคม ทำสิ่งที่มีประโยชน์และดีต่อใจ

วรรณี ลีลาเวชบุตร เชื่อว่า การดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 มิตินี้ ที่ทำให้เธอมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขในทุกวัน เธอพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของเธอหากจะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและผู้คนที่รอบตัว การแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในวัยใกล้เลขแปดของเธอ น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งและน่าทำตาม ดังนั้น คำว่า “เกษียณอายุ” จึงไม่เคยมีอยู่ในความคิด และ ในพจนานุกรมของผู้หญิงเก่งคนนี้

-(016)

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ ‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ 'Thailand Green Tourism Plan 2030' พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย  พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ ‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับเกียรติจาก นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก เรามุ่งยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป และด้วยแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน ครอบคลุมและทั่วถึง จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”

ภายในงานได้มีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย “Thailand Good Travel” ที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่อง

จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร ‘Thailand Green Coach’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป

จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว 

“การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเสริม

การเปิดตัวภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวและคู่ค้าในระดับโลกว่า “การท่องเที่ยวไทย” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่อนาคตที่เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อเตรียมความพร้อม สามารถติดตามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ทางการตลาดได้ที่ www.Thailandgreenplan2030.com และ Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 กองทัพไทยได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสามารถควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมด 10 จุดได้สำเร็จ คือ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก, ปราสาทโดนตวล, สัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว เหลือเพียงปราสาทตาควายที่ทหารไทยยังยึดไม่ได้ เพราะทหารเขมรวางกับระเบิดไว้ทั่วบริเวณ การปะทะครั้งนี้มีการใช้โดรน ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย แต่กองทัพไทยสามารถพิชิตและตรึงกำลังในพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด  

ประวัติความเป็นมาของข้อพิพาทชายแดน

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากการกำหนดเขตแดนที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปราสาทหินโบราณและจุดยุทธศาสตร์สูงหลายแห่ง และบางพื้นที่ซึ่งเคยใช้แผ่นดินไทยเป็นค่ายอพยพคราวศึกเขมรแดง เช่น บ้านหนองจาน ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เมื่อศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังคงเป็นข้อถกเถียง นำไปสู่การปะทะหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.2551-2554 และล่าสุดในปี 2568 ซึ่งกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยอ้างสิทธิ์ตามแผนที่เก่าแก่หนึ่งต่อสองแสนของฝรั่งเศส แต่ไทยยึดตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจน การปะทะล่าสุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาโจมตีก่อนในหลายจุด ส่งผลให้ไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการยึดคืน

รายละเอียดจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 11 จุด

จุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี โดยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์ทหาร เช่น ที่สูงสำหรับเฝ้าระวัง เชิงสัญลักษณ์ เช่น ปราสาทโบราณที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเส้นทางค้าขายสำคัญแต่ในอดีต กองทัพไทยสามารถยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่ดุเดือด โดยใช้รถถัง ปืนใหญ่ และหน่วยรบพิเศษ

1.ภูมะเขือ (Phu Ma Khuea) :  เป็นเนินเขาหินสูง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ  ห่างจากปราสาทเขาพระวิหาร 2.8 กม แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2505 ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนเกี่ยวกับ “พื้นที่โดยรอบ” รวมถึงภูมะเขือ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นเขตพิพาทที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิว่าเป็นของตน แต่ยังไม่สามารถปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนได้จนถึงปัจจุบัน ภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของศัตรู กัมพูชาเคยยึดไว้ใช้เป็นฐานที่มั่น สร้างบันไดและกระเช้าสำหรับส่งยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารตั้งแต่ พ.ศ.2551 แล้วทหารไทยยึดกลับได้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่ภูมะเขือ 10 คน ทหารไทยได้ปักธงชาติไทย พร้อมยึดอาวุธและทำลายสิ่งปลูกสร้าง เช่น บันไดเหล็ก กระเช้าส่งของ และเสาสัญญาณโทรศัพท์  

2.ช่องอานม้า (Chong An Ma) : อยู่ที่ ม.6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เป็นช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่ยุคขอมโบราณ บริเวณช่องเขาพนมดงรักที่เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศลักษณะคล้ายอานม้า ต่อมาเป็นเส้นทางชักลากไม้ซุงเขมรมาไทยจากฝั่ง จ.จอมกระสาน และ จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาสร้างอนุสาวรีย์ตาอม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องดินแดนกัมพูชาเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ฝ่ายทหารได้พยายามเจรจาและประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้งว่าเป็นการละเมิตข้อตกลง MOU43 แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 อนุสาวรีย์ตาอมถูกทำลายโดยปืนใหญ่

3.ปราสาทตาเมือนธม (Prasat Ta Muen Thom) : อยู่บริเวณช่องเขาตาเมือน เทอกเขาพนมดงรัก ที่บ้านหนองคันนาสามัคคี ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทหินขอมโบราณ 3 แห่ง อายุราว 1,000 ปี สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทตาเมือนธม (สร้างด้วยหินทรายใช้ทำพิธีกรรม) ปราสาทตาเมือน (บายหรีม สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นที่พักคนเดินทาง) และปราสาทตาเมือนโต๊ด (สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นอโรคยาศาล สถานพยาบาล) กัมพูชาอ้างสิทธิ์แต่ไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ข้อพิพาท การสู้รบที่นี่รุนแรงในช่วง 5 วันก่อนหยุดยิง เมื่อ 28 ก.ค. 2568 โดยไทยยึดได้ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ

4.ปราสาทตาควาย (Prasat Ta Khuai) เป็นปราสาทหินทราย ศาสนาฮินดู อยู่ทางตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างกันราว 12 กม ภาษาเขมรเรียก ปราสาทตากรอเบย ប្រាសាទតាក្របី สร้างสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  อายุราว 1,000 ปี อยู่บริเวณช่องตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่าปราสาทนี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย มีการปะทะใน เดือนกรกฎาคม 2568 โดยกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 วางป้องกัน (ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา) แต่ไทยสามารถควบคุมเนิน 350 ที่สูงข่มและพื้นที่รอบปราสาทได้ โดยไม่เข้าไปในตัวปราสาทเนื่องจากความเสี่ยงจากระเบิดและการยิงจรวด BM-21 ของกัมพูชา กัมพูชาอ้างว่ายึดปราสาทตาควายได้ ทหารไทยเสียชีวิต 3 คน คือ สิบเอก นพดล บุญเลิศ, สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร, สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 

5.ช่องบก (Chong Bok) : เป็นช่องเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ที่เป็นรอยต่อ 3 ประเทศคือไทย ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ลาวที่เมืองมูลประมุข แขวงจำปาศักดิ์ และกัมพูชา ที่เมืองจอมกระสานต์ จ.พระวิหาร มีประวัติการสู้รบเมื่อ พ.ศ.2528-2530 ระหว่างทหารไทยกับกองกำลังเวียดนามที่เข้ามาปราบเขมรแดงในกัมพูชา โดยใช้ปืนใหญ่ต่อสู้กัน โดยทหารไทยเสียชีวิต 109 คน บาดเจ็บ 664 คน ต่อมาในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 กัมพูชาเข้ามาขุดคูยาว 650 เมตร ที่ช่องบก ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 จึงเกิดการปะทะ 10 นาที ทหารไทยยึดคืนหลังการปะทะวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย และทหารไทยถูกทุ่นระเบิดบาดเจ็บ 3 นายเมื่อ 16 กรกฎาคม 2568

6.ปราสาทโดนตวล (Prasat Don Tuan) : เป็นปราสาทขอมขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและศิลาแลง อายุราว 1,000 ปี ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร ที่บ้านภูมิซรอล ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้ผามออีแดง เป็นปราสาทหินอีกแห่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 24 ก.ค.68ทหารกัมพูชาได้ใช้จรวดยิงเข้าบริเวณปราสาท ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บหลายนาย การยึดคืนที่นี่ช่วยให้ไทยควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ โดยกัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

7.เขาสัตตะโสม (Satta Som) : อยู่บริเวณภูเขาสูงข่มที่เป็นรอยต่อ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กับ อ.จอมกระสาน จ.สุรินทร์ ใกล้ช่องตาเฒ่า ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง เป็นจุดยุทธศาสตร์ใกล้ชายแดนที่มีความสำคัญในการป้องกันการแทรกซึม เคยมีการปะทะกันช่วง พ.ศ.2550-2560 ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 20 นาย มีการสร้างอนุสรณ์สถานพิทักษ์ไทยที่สัตตะโสม เมื่อ 25 ก.ค.68 ไทยยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่กัมพูชาใช้รถถัง ปืนใหญ่  จรวด ยิงถล่ม ทำให้ จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) ผุ้ตรวจการณ์หน้า ลว.ป6 พัน 106  เสียชีวิต 

8.ช่องจอม (Chong Jom) : อยู่ที่บ้านด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีถนนต่อไปยังเมืองเสียมราฐ (นครวัด นครธม) ใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เป็นช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงวัวควายและสินค้าผิดกฎหมายจากกัมพูชา ปัจจุบันเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีบ่อนคาสิโนใกล้พรมแดน การควบคุมที่นี่ช่วยตัดกำลังเสริมของกัมพูชา โดยไทยตั้งฐานมั่นถาวรหลังยึดคืน

9.ช่องสายตะกู (Chong Sai Ta Ku) เป็นจุดผ่อนปรนทางการค้าตั้งอยู่ในตำบลจันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่อกับช่องจุ๊บโกกี องบันเตียอัมปิล จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีเส้นทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ (นครวัด นครธม) ระยะทางถนนลาดยาง 193 กม. มีความสำคัญทางยุทธวิธีสำหรับการเฝ้าระวัง การปะทะที่นี่ส่วนหนึ่งเกิดจากโดรนบุกรุกแต่ไทยยึดคืนได้สำเร็จ

10.บริเวณรอบเขาพระวิหาร (Preah Vihear) : ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นจุดศูนย์กลางของข้อพิพาท ซึ่งศาลโลกตัดสินให้กัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังไม่มีการตัดสินชัดเจน ไทยยึดคืนพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม โดยเน้นการตั้งกำลังตรึง ปราสาทเขาพระวิหารบางส่วนได้รับความเสียหายจากการสู้รบ 

11.พลาญยาว (Plai Yao) : อยู่ด้านตะวันตกของเขาพระวิหารติดภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่สูงที่เชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ มีความสำคัญในการควบคุมทัศนวิสัย กัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้และยึดคืนได้เมื่อ 29 ก.ค. 68

สรุปและผลกระทบ

การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 10 จุดนี้ถือเป็นชัยชนะทางทหารของไทย โดยกองทัพสามารถพิชิตพื้นที่สูงข่มและตัดเส้นทางลำเลียงของกัมพูชาได้ ส่งผลให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว แต่ยังคงมีความตึงเครียดจากโฆษณาชวนเชื่อทางไซเบอร์ของกัมพูชาและการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ   . เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

โดย  สุริยพงศ์