คุณปนัดดา ก๋งม้า (วีเอ็นยูฯ) กล่าวว่า “ในปีนี้ ดิฉันมีความยินดีที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทางวิชาการและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ สมาคมหุ่นยนต์การแพทย์และ AI แห่งประเทศไทย และศูนย์ MIND Center ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ AI และ Digital Health รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอย่าง NIA, TED Fund และ KX ในการสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง”
“ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL ได้เติบโตเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อมต่อยอดสู่ BioAP, FutureCHEM และ Health & Innovation Asia ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติ และสร้างเวทีธุรกิจระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ทีเส็บยังร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักของการจัดงานแสดงสินค้าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมไมซ์ที่ยั่งยืน” คุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต (TCEB) กล่าว
ไฮไลท์และสิ่งใหม่ในปี 2025
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมและเวทีสัมมนาที่น่าสนใจตลอด 3 วัน ได้แก่ พิธีเปิดงานที่รวมตัวผู้นำหน่วยงาน สมาคมและองค์การต่างๆอย่างคับคั่ง และงาน Welcome Reception & Networking ที่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับและขอบคุณพันธมิตรต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนงานสัมมนาที่เชิญ Keynote ชั้นนำในวงการมาร่วมให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น Biotech FTI Forum และ Taiwan Biotech Innovation Showcase (3 ก.ย.), ASEAN Food Safety Forum, BIC International Congress, TED Fund Startup Bay และ Sustainable LAB Forum (4 ก.ย.) และ Med IA Next Generation Forum พร้อมการอัปเดตมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (5 ก.ย.) และงานสัมมนาอีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสีสันด้วย TAITRA Pavilion จากไต้หวัน, TED Fund Startup Bay สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการประกาศเปิดตัว Bio+Healthtech INTERNATIONAL 2026 ที่รวมอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสุขภาพในเวทีสากล
ไฮไลต์ของพิธีเปิดงานคือปาฐกถาพิเศษ “Empowering Education through Artificial Intelligence” โดย ดร.ประภาพรรณ วิภาตวิทย์ ผู้จัดการวิจัยและนวัตกรรมสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนโฉมการศึกษาไทย ตามด้วยการเสวนาโดยผู้แทนจาก National Institute of Informatics, Japan ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาเครือข่ายเพื่อสนับสนุนงานวิจัยแบบ data-centric และ open science
ภายในงานมีกิจกรรมการบรรยายและเวิร์กช็อปเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ อาทิ การออกแบบระบบสื่อสารและการจัดการเครือข่าย Routing, การพัฒนา Smart University ด้วย Super App และ AI Assistant, ระบบ 3D GIS Network Management, Kubernetes (K8s), การจัดการระบบ Intermediate CA ภายใต้ Thai University Consortium Root CA, การปฏิวัติโครงสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยด้วย FTTx Evolution, การติดตั้ง Kong API Gateway, รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย Infrastructure as Code และระบบเชื่อมต่อที่ปลอดภัยด้วย eduVPN
กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ ‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับเกียรติจาก นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand) ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน