‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช  ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ไม่ได้มีแค่เสียงนกก้องป่า แต่ยังมีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อคนทุกวัยที่มีหัวใจรักธรรม ชาติ มารวมพลังทำกิจกรรม “รักษ์ลำน้ำมูล” เพื่อดูแลและฟื้นฟูแม่น้ำสายสำคัญของอีสาน “ลำน้ำมูล” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตั้งแต่นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี

เพราะการดูแลแม่น้ำสายนี้ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคน ที่จะส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานได้ใช้ชีวิตอย่างสดชื่นในอนาคต

การปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ‘โครงการรักษ์ลำน้ำมูล’ ของซีพีเอฟ เป็นตัวอย่างชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และชุมชน ที่ช่วยฟื้นฟูป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ และปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะลำน้ำมูลไม่ใช่เพียงแค่แม่น้ำ แต่คือสายใยชีวิตของพี่น้องชาวโค ราช” พีรวัฒน์ ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี กล่าว

“โครงการรักษ์ลำน้ำมูล” จากความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 16 ปี ที่ซีพีเอฟ โดยโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ริเริ่มขึ้น โดยตลอดระยะทางมีภาครัฐ และชุมชน เป็นพลังสำคัญในความสำเร็จตลอดมา กิจกรรมล่าสุด เป็นการปลูกต้นไม้ 2,000 ต้น และปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่นกว่า 85,000 ตัว ลงเขื่อนมูลบน ทั้งปลาตะเพียน ยี่สก ปลาหมอ และปลาสร้อยขาว เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

น้องฝ้าย – ด.ญ.อัญชิสา ช่วยชุม รร.จอมทองวิทยา เล่าอย่างภูมิใจพร้อมรอยยิ้มกว้างว่า “หนูชอบมากที่ได้มาปลูกป่ากับเพื่อนๆ บ้านเราจะมีป่าสมบูรณ์ขึ้น แถมยังได้เรียนรู้วิธีปลูกต้นไม้ที่ถูกต้องจากพี่ๆ ซีพีเอฟ แล้วยังได้ปล่อยปลาด้วย อยากชวนทุกคนมาทำกิจกรรมดีๆ แบบนี้ เพราะได้ทั้งความสนุกและใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ด้วย”

ขณะที่ อภิศักดิ์ สุขประเสริฐ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน บอกว่า “การเข้ามาของซีพีเอฟช่วยเติมเต็มสิ่งที่พื้นที่ยังขาด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกและบำรุงรักษาป่า รวมถึงการปล่อยปลาเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้ชุมชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากผืนป่าเสื่อมโทรมกว่า 100 ไร่ที่เคยแห้งแล้ง กลับฟื้นคืนเป็นป่าเขียวชอุ่มอีกครั้ง ปริมาณปลาก็เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีอาหารบริโภคได้ตลอดทั้งปี”

“รักษ์ลำน้ำมูล” ไม่ได้สร้างแค่ป่าและปลา แต่ยังสร้าง “พลังร่วม” ของรัฐ เอกชนและชุมชนที่จับมือกันดูแลแม่น้ำสายชีวิตให้คงความอุดมสมบูรณ์ หลักปรัชญา “3 ประโยชน์” ของเครือซีพี ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน ประโยชน์ต่อบริษัท’ โดยเฉพาะในด้านประโยชน์ต่อประเทศชาติและต่อประชาชนจึงถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่จริงที่วันนี้กลายเป็นทั้ง ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ครัวธรรมชาติ ห้องเรียนกลางแจ้ง และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ไปพร้อมกัน

ไม่หยุดแค่ปลูกป่า–ปล่อยปลา ซีพีเอฟยังเดินหน้าต่อยอดด้วย “โครงการนักสืบสายน้ำ” ปีที่ 13 ถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนได้เรียนรู้การตรวจสอบคุณภาพน้ำ เข้าใจคุณค่าของป่าต้นน้ำ และปลูกหัวใจสีเขียวให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาช่วยดูแลธรรมชาติด้วยตัวเอง จนถึงปัจจุบันมีน้องๆ เยาวชน ร่วมเป็นนักสืบสายน้ำแล้วกว่า 2,500 คน  

ตลอด 16 ปีแห่งความต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่เพียงฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังสร้างความสามัคคี ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และความภูมิใจของทุกภาคส่วน “รักษ์ลำน้ำมูล” จึงไม่ใช่แค่การดูแลธรรมชาติ แต่คือการ “ปลูกหัวใจ” ให้ผู้คนเติบโตพร้อมความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม

ที่สุดแล้ว…นี่คือ “ความดีที่ส่งต่อได้” จากรุ่นสู่รุ่น และตราบใดที่สายน้ำยังไหล ลำน้ำมูลก็จะยังคงเล่าเรื่องราวของความร่วมมือ ความรัก และความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมเปิดงานเพื่อสร้างเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ Travel Tech Startup และภาคธุรกิจท่องเที่ยว เสริมศักยภาพและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืน ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพราะทุกวันนี้การท่องเที่ยวกับเรื่องนวัตกรรมก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน เราอยู่กับโซเชียลมีเดีย อยู่กับออนไลน์เทคโนโลยีมาเป็นสิบปี ตั้งแต่คนไทยยังไม่เชื่อกับการเติบโตของโซเชียลมีเดีย และได้เห็นพลังของข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นแล้ว จนกระทั่งมาถึงเรื่อง AI ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ

ททท. มีเว็บไซต์ Amazing Thailand ที่ใช้อยู่ และมีแอปพลิเคชันที่ดำเนินการพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งคำว่า Amazing นี้ได้กลายเป็นแบรนด์ เป็นภาพลักษณ์การจดจำของนักท่องเที่ยวไปแล้ว เราจึงต้องพัฒนาต่อไปทั้งในเรื่องข้อมูล แอปพลิเคชัน และจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Amazing Thailand Innovation Gadgets ด้วย ททท. จึงมุ่งประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดำเนินงาน (TAT Travel Tech Startup)  เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว และเกิดการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกอีกด้วย

“Amazing Thailand Innovation Gadgets นี้ก็จะเกิดขึ้นได้จากผู้ร่วมโครงการนี้นั่นเอง รวมทั้งเราจะได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพราะฉะนั้น ททท. จะปล่อยเวทีนี้ให้ทุกคนได้คิดค้นที่จะทำให้การท่องเที่ยวดีขึ้นได้ด้วยนวัตกรรม แต่อย่าลืมว่า online ก็ต้องนำมาซึ่งความประทับใจที่ on-site ด้วยเช่นกัน” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแท้จริง หัวใจสำคัญคือการนำความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง TAT Travel Tech Startup และผู้ประกอบการพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย อาจจะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการขยายตลาดธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ในครั้งนี้ ได้ต่อยอดนำผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกจากกิจกรรม TAT Travel Tech Startup ที่ ททท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น มาพบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทั้งกับกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกันและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  เน้นย้ำความมั่นใจในการสนับสนุนและผลักดัน Travel Tech Startup ว่า ถ้าคุณมีโซลูชันที่ดี แต่ไม่มีเงินทุนไม่ใช่ปัญหา เราสามารถสนับสนุนทุนให้ได้ เพียงแต่ให้เรามี Global Mindset เข้าไว้ว่าโซลูชันของเราสามารถตอบโจทย์คนไทย คนต่างชาติ ขยายธุรกิจได้อย่างไรบ้าง เพราะเรื่อง Travel Tech เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย เพราะฉะนั้นท่านมีโอกาสสูงมากทั้งตลาดในเมืองไทย และตลาดต่างประเทศ เดี๋ยวเราจะจับมือกับ ททท. พาไปถึงต่างประเทศ เพราะฉะนั้นคิดให้ไกล ไปให้ถึง Global กัน เราพร้อมสนับสนุน

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงการใช้ Data ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ TAT Travel Tech Startup ไว้ว่า เราเป็นหน่วยงานรัฐ อยู่ใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราเป็นหน่วยงานที่จะช่วยให้ทั้งประเทศขับเคลื่อนด้วย Data เราจึงมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลสำหรับ ส่วนงานต่างๆ และโครงการที่เรารับผิดชอบมีชื่อว่า Travel Link ที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้มาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคผู้ประกอบการ Startup หรือภาคเอกชนรายใหญ่ก็สามารถมาใช้งานได้ เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์และไปพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้น

นายสุรวุฒิ ศรีสถิต ผู้จัดการฝ่ายบริการเสริมและความสัมพันธ์ บริษัท Thai AirAsia & Thai AirAsia X ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทดลองเทคโนโลยีใหม่ สนับสนุนไอเดียใหม่ และอย่าลืมว่า Big Data คือสิ่งสำคัญ และอยากให้ผู้ประกอบการเปิดใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง มีแผนหนึ่ง แผนสองสำรองไว้เสมอ และคิดถึงผู้อื่นให้มากกว่าตัวเอง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือนักท่องเที่ยว ที่เราจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของเขาให้ได้

ทั้งนี้ กิจกรรม TAT Travel Tech Startup ได้มีการจัดแข่งขันผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่องจำนวน 3 รุ่น โดยผู้ประกอบการที่ชนะการแข่งขันได้รับโอกาสในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายหรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup แพลตฟอร์มออนไลน์ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท. ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ TAT Travel Tech Startup ได้ที่ Facebook Page : TAT Startup Thailand

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’  ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA หยิบซอสปรุงรสท้องถิ่นมาต่อยอดในมุมมองใหม่ ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้”  ผ่านนิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” ร้อยเรียงเรื่องราวผ่าน 4 โซนนิทรรศการที่ชวนสำรวจทั้งวัฒนธรรมการกิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านขวดซอส ลิ้มรสซอสไทย ที่ถูกครีเอตในรูปแบบใหม่ พร้อมมองโอกาสของเครื่องปรุงไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์  โดยนิทรรศการดังกล่าวสามารถเข้าชมได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ณ Front Lobby ชั้น 1 TCDC กรุงเทพฯ

มนต์นภา พานิชเกรียงไกร นักจัดการความรู้อาวุโส (ภัณฑารักษ์) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นางสาวมนต์นภา พานิชเกรียงไกร นักจัดการความรู้อาวุโส (ภัณฑารักษ์) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ให้ข้อมูลการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ว่า เครื่องปรุงรส หรือซอส นับเป็นหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญ ต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่ง CEA มีบทบาทในการยกระดับทุนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือสำคัญส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกซอสปรุงรสไทย ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยส่งออกซอสปรุงรสในหมวด HS CODE 2103 (เช่น ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำปลา ฯลฯ) รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 37,000 ล้านบาท ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งนับเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูง ประกอบกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกของภาครัฐที่ช่วยหนุนให้ซอสไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเครื่องปรุงรสไทยยังเป็นตัวอย่างของการหยิบ ‘เรื่องเล่าจากครัวไทย’ มาต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

“นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” กับแนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้”

CEA ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะนำเสนอตัวอย่างการต่อยอดจากสิ่งใกล้ตัวอย่าง “เครื่องปรุงรส” จึงได้จัด “นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” ขึ้นภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้” โดยนิทรรศการนี้ได้นำเครื่องปรุงรสท้องถิ่นมาตีความ – นำเสนอในมิติ ต่าง ๆ ทั้งการนำเสนอเอกลักษณ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น การนำเสนอภูมิปัญญาชาวบ้านผ่านขวดเครื่องปรุง การต่อยอดภูมิปัญญาเดิมสู่สินค้าใหม่ พร้อมชวนตั้งคำถามถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่ “ซอส” อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย จากการต่อยอดซอสพื้นบ้านไปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออก หรือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ไฮไลต์นิทรรศการที่จะได้ใช้ทั้ง ‘ตาดู – หูฟัง – ลิ้นรับรส’ พร้อมชัพพอตซอสโลคัล

นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ ได้แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก และ 1 โซนพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เดินทางผ่านเรื่องราวแห่งรสชาติทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

โซนที่ 1 “SAUCETALGIA รสชาติที่คิดถึง” เปิดพื้นที่ชวนผู้ชมย้อนนึกถึงรสชาติจากเมนูอาหารที่คุ้นเคย ที่แค่เหยาะนู่นนิด ปรุงนี่หน่อย นอกจากจะทำให้อิ่มท้อง อุ่นใจ ยังเป็นรสชาติแห่งความทรงจำที่ปลูกฝังรสนิยมการกินให้กับเราโดยไม่รู้ตัว ‘รสชาติคุ้นเคย’ อาจไม่ใช่แค่เพียงทำตามสูตร หากแฝงซุกซ่อนความอร่อยอยู่ภายในซอสปรุงรส โดยโซนนี้ยังนำเสนอเคล็ดลับการทำอาหารจากแม่ครัว พร้อมวิดีโอการปรุงอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิม และในโซนรสชาติที่คิดถึงนี้ ผู้ชมยังอาจพบว่าความทรงจำบางอย่างที่ถูกฝังไว้ใต้รสชาติได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

โซนที่ 2 “SAUCE, SOURCE รสเยอะ วัตถุดิบแยะ” สำรวจซอสปรุงรสพื้นบ้านกว่า 60 รายการ จากทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เต้าหู้ยี้ห่อใบไผ่จากภาคเหนือ บูดูจากภาคใต้ ปลาร้าภาคอีสาน ไปจนถึงซีอิ๊วเก่าแก่ในภาคกลาง แต่ละขวดไม่ได้สะท้อนแค่รสชาติ หากยังบอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ เบื้องหลังการออกแบบแบรนด์และโลโก้ที่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำกัน บางยี่ห้อใช้สัตว์หรือสิ่งมงคลในท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์ บางชื่อสะท้อนบุคคลสำคัญในครอบครัวเพื่อสร้างความไว้ใจ และบางแบรนด์ก็หยิบเอาภูมิประเทศ หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใส่ในชื่อให้จำง่ายและติดหู เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “ซอส” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุง แต่ยังเป็นงานออกแบบเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งต่อภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยผ่านทุกขวดที่ผลิตออกมา

โซนที่ 3 “SAUCE พาวเวอร์” สำรวจแผนที่ซอสทั่วประเทศ และตระหนักถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในเครื่องปรุงรสธรรมดา ๆ ซอสท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงของกินคู่ครัว แต่ยังต่อยอดได้สู่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่ดึงดูดผู้คนให้เดินทางไปสัมผัสรสชาติถึงถิ่น เช่น ตามรอยปลาร้าในอีสาน หรือเรียนรู้การทำบูดูในภาคใต้ ทำให้เห็นว่าซอสไทยคือ “เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ขับเคลื่อนทั้งอาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบไปพร้อมกัน

ปิดท้ายด้วย โซนพิเศษ นิทรรศการย่อย “อาหารตามสั่ง” ในร้าน Neighbormart บอกเล่าเรื่องรสนิยม คนไทยผ่านวิถีการสั่งอาหาร และร่วมสำรวจเหตุผลไปด้วยกันว่าทำไมคนไทยถึงชื่นชอบอาหารตามสั่ง ผ่านประสบการณ์ Taste Local, Support Local ทั้งการชิมไอศกรีม 4 รสซอสไทยสุดสร้างสรรค์โดยร้านบ้านพัดกะจีน การค้นหาตัวตนผ่านแบบทดสอบ MBTI (My Bottle Type Is) พร้อมสินค้าซอสท้องถิ่นอีกกว่า 15 รายการ ที่เราอยากชวนทุกคนมาซับพอร์ตซอสไทย

นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” เปิดให้เข้าชมไปจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30–19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ณ Front Lobby ชั้น 1 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ โดยสามารถจอดรถได้ที่อาคารจอดรถ NT บางรักในอัตรา 20/ชั่วโมง

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา ต้อนรับ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเดินทางเยือน จ.สงขลา เพื่อกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การประมง และการท่องเที่ยว..
  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอง ผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน เชียงใหม่เมืองแห่งเทศกาลท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีศรีสุพรรณอารามและพิธีมงคลบวงสรวงคเณศจตุรถี ประจำปี 2568 งานนี้จัดถึง 5 ก.ย. 19.00 น. เป็นต้นไป ณ วัดศรีสุพรรณ อ.เชียงใหม่..
  • พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก วันเกิดปีนี้ ไปทำบุญ ณ วัดพระเชตุพนฯ แล้วฉลองมื้อเย็นกับน้องสาวและหลานๆอย่างอบอุ่นที่ รร.แกรนด์ไชน่า..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#8 ร่วมยินดีกับ ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์ ที่จะได้เป็น รอง ผอ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..
  • วรวุฒิ กาญจนกูล เลขาธิการ สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานใหญ่ วิศวจุฬาดีเด่นครั้งที่ 19 มีพี่น้องชาววิศวจุฬาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติหลายท่าน อาทิ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, สหัส บัณฑิตกุล, ศุภมาส อิศรภักดี, จรัญ บุรพรัตน์, ชวนพิศ ธรรมศิริ, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, คงกระพัน อินทรแจ้ง ณ ห้องนภาลัย รร.ดุสิตธานี..
  • ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร พร้อมบุคลากร รพ.ราชวิถี ร่วมออกหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพในกิจกรรม “นับคาร์บ นำสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรค NCDs ในพื้นที่เขตเมือง” จัดโดย รพ.ราชวิถีและ สำนักการแพทย์เขตสุขภาพที่ 13 ณ สมาคมฮงสุน กทม…
  • ชื่นชม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เดินหน้าภารกิจสำคัญในการขยายผลโครงการหลวงสู่พื้นที่สูงของประเทศ ได้ลงนาม MOU กับ องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก และองค์การบริหารส่วน ต.กื้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน..
  • สิริธร กรีวงษ์ มอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี รับมอบโดย มาลี สังวาลย์เล็ก..
  • SYMPHONY ผู้ให้บริการรายแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเป็น Google Verified Peering Partner อีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การเชื่อมต่อระดับโลก เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเข้าถึงบริการ Google ได้ เร็วขึ้น เสถียรกว่า และปลอดภัยยิ่งขึ้น..
  • นิติ เมฆหมอก นัดเพื่อนๆ Digital CEO#6 มาสังสรรค์พร้อมฉลองวันเกิดให้ ธานินทร์ พานิชชีวะ, พีรพวงศ์ กรินชัย, วสวัต ชวลิตธำรง โดยมี เกศนรี จองโชติศิริกุล, สุเมธ สุรบถโสภณ, อติพร ประทีปมงคล, นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์, จิรพล ตังทัตสวัสดิ์, ณัฐพล สืบอ่ำ, สุวรรณี ลิมปนวงศ์แสน ร่วมด้วย..
  • วันเกิดลูกชายคนโตวัย 13 ขวบ สูง 175 ซม. คุณพ่อคุณแม่ ศิระ-พิมรา ศรีสุกใส พาน้อง สิรภัทร ไปใส่บาตรที่วัดยานนาวาก่อนไปโรงเรียน โดยมีน้องเล็ก พีรวิชญ์ ร่วมด้วย..
  • เพื่อนๆและคณะกรรมการรุ่น BCC 129 ร่วมเสียใจกับ ธิติ เชียงกูล ที่สูญเสีย คุณแม่ลัดดา เชียงกูล..

น้องใหม่

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.10 น.

Taiwan Creative Content Agency: TAICCA หรือ ไทก้า เข้าร่วมงาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) 2025 เป็นครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอ Taiwan Content Island พาวิลเลียนแสดงผลงานจากครีเอเตอร์จากไต้หวัน ด้วยเป้าหมายหลักในการขยายเครือข่ายความร่วมมือในตลาดประเทศไทย มุ่งมั่นสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว และผลักดันคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ของไต้หวันเข้าสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงยกขบวนคาแรกเตอร์แบรนด์พรีเมียมที่เคยออกผลงานในรูปแบบสินค้าภายใต้แบรนด์เอง มาจัดจำหน่ายให้แฟนตัวละครต่างๆได้เป็นเจ้าของ

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ TAICCA ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวันในการเผยแพร่ผลงานการสร้างสรรค์คอนเทนต์คาแรคเตอร์สายเลือดไต้หวันในตลาดประเทศไทย โดยได้นำทัพ IP ที่พร้อมต่อยอดทางธุรกิจถึง 18 IP มาร่วมจัดแสดงภายในบริเวณ Taiwan Content Island ภายใต้แนวคิดหลักและเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของเอเชีย อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะผสานภาพลักษณ์ของเกาะไต้หวันให้เข้ากับแบรนด์คาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดสากล เพื่อส่งมอบพลังแห่ง “Cultural Black Tide” ที่มีชีวิตชีวาจากไต้หวัน อันได้แก่ Balloonmon, Beelu Friends, Bird Era, Bounce, Chimoz, Gacha Chicken, Hi John, I’m Mark, Kuroro Space Exploration Team, Lusasa, Maomaochong, Mr. Shark, My Favorite Towels, Shiny And Moony, Taiwanimal, Tea Girls, WDOG และ Yameme

ในการนำเหล่าครีเอทีฟคอนเทนท์เอเจนซี่เข้าร่วมงานฯในประเทศไทยครั้งนี้ นางสาว ซู กวน ซู ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ (Ms. Shu-Kuan Su, Director of the International Business Department) สำนักงานส่งเสริมคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน (TAICCA – Taiwan Creative Content Agency)  กล่าวว่า TAICCA มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ความร่วมมือระยะยาวในระดับสากล และเชื่อมั่นว่าการเริ่มต้นจากงาน BIDC 2025  ในประเทศไทยจะเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมของไต้หวันในเวทีโลกโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน

ซึ่งในมุมมองของ TAICCA มองว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมคอนเทนท์ดิจิทัลและบุคคลากรในวงการครีเอทีฟและนักออกแบบผลงานศิลปะของประเทศไทย มีศักยภาพที่สูงมากทีเดียว มีการเปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ และเป็นที่รู้จักในแวดวงของงานสร้างสรรค์อยู่แล้ว จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากหากในอนาคตทั้ง 2 ประเทศสามารถร่วมงานกันได้มากยิ่งขึ้นและจับมือก้าวเข้าไปสู่เวทีใหญ่ๆหรือระดับโลก

ในขณะเดียวกัน TAICCA ยังได้ประสานพาผู้ก่อตั้ง ผู้ผลิต และนักสร้างสรรค์ชาวไต้หวันเดินทางมาประเทศไทยเข้าร่วมงานด้วยตัวเองเพื่อทำความรู้จักกับผู้ประกอบการไทยเพื่อเป็นโอกาสทางความร่วมมือ และต่อยอดอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมกัน อาทิ คุณแองจี้ ฮู (Angie Hu) ผู้ก่อตั้ง Hu Creates Co., Ltd. บริษัทชั้นนำด้านการจัดการลิขสิทธิ์ IP และการบริหารศิลปิน ที่นำเสนอ IP ศิลปะที่น่าสนใจจากตลาดเอเชียสู่เวทีระดับโลก ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินและตลาดนานาชาติ โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ ‘Mr. Shark’ เป็นคาแรคเตอร์ IP ต้นฉบับจากไต้หวันที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง สร้างสรรค์โดยคุณ Jiang ในปี 2020 Mr. Shark มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยลายเส้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และอารมณ์ขันที่เข้าถึงง่าย ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคทางวัฒนธรรมและภาษาได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จทางการตลาดของ Mr. Shark ได้รับการยืนยันจากหลากหลายความร่วมมือ ทั้งในไต้หวันกับ 7-ELEVEN ที่สามารถจำหน่ายสินค้าแถมในอีเวนต์แลกแต้มได้มากกว่า 30,000 ชิ้น รวมถึงสติกเกอร์และธีม LINE ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในระดับนานาชาติ Mr. Shark ได้ร่วมมือกับ Watsons ในฮ่องกงเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ร่วมแบรนด์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์

คุณเคท ชาง-CEO(ซ้าย) และคุณ เอมี่ เชน จาก  Maomaochong

คุณเคท ชาง (Ms. Kate Chang) (CEO) และคุณ เอมี่ เชน (Amy Chien) – International licensing manager จาก INDOT IMAGE Co., Ltd. เอเจนซี่ดังด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล กับคาแรกเตอร์สุดอบอุ่น และเปี่ยมด้วยเสน่ห์  ‘Maomaochong’ เหมาเหมาชง หนอนผีเสื้อแสนน่ารักผู้สวมหมวกสตรอว์เบอร์รีอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผองเพื่อนอีก 9 ตัว ถ่ายทอดข้อคิดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มพนักงานออฟฟิศและกลุ่มผู้ชมผู้หญิง ที่ได้พัฒนาแบรนด์มาเกือบ 20 ปี และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 700,000 Co-branded กับพันธมิตรหลากหลายไม่ว่าจะเป็น 7-11 Watson หรือบัตรเครดิต เป็นต้น โดยผู้ประกอบการและครีเอเตอร์จากไต้หวันมุ่งหวังจะได้นำ IP ที่มีเอกลักษณ์เหล่านี้เข้าทำความรู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงมีแผนการร่วมงานกับบริษัทต่างๆ ในตลาดเมืองไทยในอนาคต

ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Speet Meeting Session) การนำเสนอผลงานของแต่ละ IP บนเวที และเปิดโอกาสในการสนทนาแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Pitching and Networking Session

Spotlight on Taiwan: Business Pitching and Networking Session: เวทีสำหรับการนำเสนอผลงานและจับคู่ธุรกิจ โดยมีการเชิญพันธมิตรที่มีศักยภาพในตลาดในกลุ่มงานสร้างสรรค์มาเข้าร่วม เพื่อช่วยให้ผลงานคาแรคเตอร์จากไต้หวันเป็นที่รู้จัก และสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจในไทยและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภา

Taiwan Content Island Pop-up Store: เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง TAICCA ได้ร่วมมือกับร้านค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าเชิงสร้างสรรค์ชื่อดังของไทยอย่าง “Medium and More” และศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เปิด Pop-up Store ที่รวบรวมผลงานจำนวน 7 แบรนด์คาแรกเตอร์มาต้อนรับแฟนชาวไทยอย่าง 1. Kuroro Space 2. Chimoz 3. Taiwanimal 4. WDOG 5. Maomaochong  6. GachaChicken 7. BIRD ERA ภายในร้าน Medium and More ชั้น 3 และบริเวณชั้น G ของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ นับเป็นการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกของแบรนด์สร้างคาแรคเตอร์ของไต้หวันเต็มรูปแบบ โดยทางประเทศไต้หวันคาดหวังว่าจะก่อให้เกิดโอกาสและความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคตอันใกล้

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ  นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดย ProChile (กรมส่งเสริมการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน) เตรียมพร้อมจัดการประชุม Chile-ASEAN Business Summit 2025 ขึ้นในกรุงเทพฯ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของความตกลงเขตการค้าเสรีชิลี–ไทย (Chile-Thai FTA)  โดยมี คลอเดีย ซานฮูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชิลี อิกนาซิโอ เฟร์นันเดซ  ProChile General Director และผู้บริหารระดับสูงเป็นตัวแทนภาครัฐ นำนักธุรกิจผู้ส่งออกจากประเทศชิลีมาพบปะคู่ค้าและคู่เจรจาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568  ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี  สุขุมวิท

มร.ออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า  Chile-ASEAN Business Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ในวันที่ 8 กันยายน และต่อเนื่องมาจัดที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10-12 กัน ยายน ศกนี้ โดยเป็นการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจ การค้า การลงทุนที่จัดขึ้นเป็นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน

ในโอกาสนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงและผู้นำธุรกิจกว่า 20 บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เกษตรแปรรูป และธุรกิจบริการจะเดินทางมาพบปะและเจรจาการค้ากับนักธุรกิจและผู้นำเข้าจาก อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมีผู้แทนการค้าชิลีจากทั่วภูมิภาคอาเซียนร่วมประชุม

มร.อาริอากาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มีความแตกต่าง อันประกอบด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด เทือกเขาสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้นติดชายฝั่งทะเลไปเกือบถึงขั้วโลกใต้ ทำให้ชิลีมีความได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพสูง ProChile ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จะทำหน้าที่คัดสรรและประสานงานร่วมกับสำนักงานในต่างประเทศกว่า 56 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้สู่ตลาดโลก โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน

ชิลีมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ 35 ประเทศทั่วโลกอันครอบคลุมกว่า 80% ของ GDP โลก ผลิตภัณฑ์อาหารและผลไม้จากชิลีหลายชนิดติดอันดับโลก เช่น เชอร์รี พรุน และองุ่น สำหรับในประเทศไทยที่ FTA ชิลี–ไทยมีผลบังคับใช้มาแล้ว      กว่า 10 ปี ขณะนี้มีสินค้าอาหารทะเล ผลไม้ ธัญพืช และไวน์ เป็นหลัก  ผลไม้จากชิลีที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไทย 5 รายการ ได้แก่ องุ่น เชอร์รี บลูเบอร์รี กีวี และแอปเปิล ทั้งนี้ เป็นที่คาดหวังว่า ในอนาคต ชิลีจะสามารถเจรจาขยายความหลากหลายของสินค้าที่เข้าสู่ตลาดไทย อาทิ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อไก่ ฯลฯ  นอกเหนือจากการส่งออกสินค้าเหล่านี้แล้ว ชิลียังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับไทยและอาเซียนในภาคบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Services) อีกด้วย

ตลอด 3 วันของกิจกรรมในประเทศไทย Chile-ASEAN Business Summit 2025 จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการส่งออกของชิลีสู่ตลาดไทยและอา เซียน ขยายการเข้าถึงตลาดให้กับบริษัทที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคนี้ ส่งเสริมการขยายธุรกิจระหว่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของชิลี  ตลอดจนเน้นย้ำบทบาทของชิลีในฐานะแพลตฟอร์มในการเข้าถึงละตินอเมริกา โดยการประชุมจะจัดขึ้น ณ Hyatt Regency BKK Sukhumvit ประกอบด้วยการจับคู่เจรจาทางธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าของอาเซียน  รวมถึงเวิร์กช็อปไวน์และการสาธิตการทำอา หารโดยเชฟชาวชิลี ก่อนการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้และวันชาติชิลีที่จะมาถึงในวันที่ 18 กันยายน ด้วยดินเนอร์จากวัตถุดิบชั้นเลิศของดินแดนแสนมหัศจรรย์ในละตินอเมริกาแห่งนี้ นอกจากนี้ ผู้ร่วมการประชุมจะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการตลาดกับแบรนด์ของสมาคมที่เกี่ยวข้องและผู้นำเข้าของไทย อาทิ The Mall, Central Food Wholesale ตลอดจนการ ดูงาน ณ คลังสินค้าศุลกากร ลาด กระบัง และ คลังสินค้าการบินไทย เป็นต้น

หนึ่งในวาระสำคัญของ ASEAN Business Meeting 2025 คือการคิกออฟการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของการตกลงการค้าเสรีชิลี-ไทย (FTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นมา ทั้งสองประเทศมีความตกลงการค้า   เสรี (FTA) ที่ช่วยพัฒนาการค้าทวิ ภาคีให้เติบโตมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในปี 2567 มูลค่าการส่งออกจากชิลีมายังไทยมีมูลค่าเกิน 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้ว่าทองแดงและเยื่อกระดาษยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่การส่งออกสินค้าอาหาร เช่น แซลมอนและปลาเทราต์ เชอร์รีสด แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช น้ำมันปลา หอยแมลงภู่ ปลาหมึกยักษ์ และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงการส่งออกด้านบริการ ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้การส่งออกที่ไม่ใช่ทองแดงและลิเทียมมีมูลค่าเกิน 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7.8%

ประเทศไทยเป็นตลาดหลักของการส่งออกจากชิลีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา การค้าระหว่างชิลีกับกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5.1% ตั้งแต่ปี 2561 โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 11% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึง 906 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า 4.3%

จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

เฮียไบรท์นำทีมผู้เข้าประกวด Miss Chinese Global Thailand 2025 ร่วมศึกษาและสืบทอดประเพณีเทศกาลทิ้งกระจาดประจำปี 2568 สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมเป็นจิตอาสามอบข้าวสารอาหารแห้งแก่ผู้ยากไร้ โดยในปีนี้  นายสันติ ซอโสตถิกุล นายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการศาลเจ้าโจวซือกง ได้ต้อนรับนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมงานเทศกาลทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และเป็นงานการกุศลประจำปีของสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์

-(016)

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล ‘Astar Award’ เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล 'Astar Award' เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล ‘Astar Award’ เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.00 น.

เมื่อไม่นานนี้ พิธีมอบรางวัล Astar Award ครั้งแรกได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ The Peninsula Lawn ในกรุงเทพฯ พิธีการในครั้งนี้มีธีมหลักว่า “ความหลากหลายที่หลอมรวม สืบสานวัฒนธรรม และนวัตกรรมเพื่ออนาคต” โดยได้กำหนดรางวัลออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดการแสดง หมวดวัฒนธรรม หมวดวิชาการ หมวดความหลากหลายและอนาคต และหมวดเกียรติยศพิเศษ รวมทั้งหมด 29 รางวัล ในงานพิธีมีผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานมากมาย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บุคคลในวงการภาพยนตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการจำนวนมากได้รับรางวัลจากการแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมและผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นการเติมพลังใหม่ให้แก่แวดวงภาพยนตร์และการวิจัยวิชาการด้านภาพยนตร์

พิธีมอบรางวัล Astar Award ก่อตั้งโดย International Film and Science Academy (IIFSA) มุ่งเน้นแนวทางวิชาการในเรื่อง “การผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ” IIFSA ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 มี headquarters อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรวิชาการไม่แสวงหาผลกำไร สมาชิกของ Academy ได้แก่ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น New York University, University of California, Los Angeles, University of Southern California, University of Chicago, University of Leicester, Beijing Film Academy ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการของการวิจัยการศึกษาและการปฏิบัติด้านภาพยนตร์

คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วยศาสตราจารย์จากสถาบันภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและตัวแทนจากวงการ ครอบคลุมหลายสาขา เช่น ทฤษฎีภาพยนตร์ เทคโนโลยีภาพยนตร์ การศึกษา และการสร้าง เพื่อรับรองความเชี่ยวชาญและความยุติธรรมในการคัดเลือก ประธานคณะกรรมการคัดเลือกคือ Karl Bardosh ศาสตราจารย์จาก Tisch School of the Arts, New York University และผู้ได้รับรางวัล Tony Award สมาชิกได้แก่ Demetri Terzopoulos ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก University of California, Los Angeles และผู้ได้รับรางวัล Academy Award for Technical Achievement, Ian Conrich ศาสตราจารย์จาก Stockholm University, Tan Jing ศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียง และ Anton Juan ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จาก University of Notre Dame และผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Chevalier des Arts et des Lettres ของฝรั่งเศส

ในจำนวนนี้ รางวัลหมวดวัฒนธรรมเป็นจุดเด่นของพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ โดยกำหนด 4 รางวัล เพื่อผลงานที่เป็นตัวแทนในด้านการวัฒนธรรม การสืบสานวัฒนธรรม และการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผลงานเหล่านี้แสดงถึงความของวัฒนธรรมแต่ละประเทศผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย ส่งเสริมความเข้าใจและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม สะท้อนถึงความหมายอันลึกซึ้งของภาพยนตร์ในมิติทางวัฒนธรรม

รางวัลหมวดวิชาการและหมวดเกียรติยศพิเศษมุ่งเน้นที่ “พลังเบื้องหลัง” และ “ผู้มีคุณูปการตลอดชีวิต” รางวัลหมวดวิชาการผลงานและบุคคลที่ได้อันโดดเด่นในด้านทฤษฎีภาพยนตร์ การวิจัยเทคโนโลยี และการการศึกษา ส่วนรางวัลหมวดเกียรติยศพิเศษมอบให้กับตัวแทนบุคคลและสถาบันที่บทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การกำหนดรางวัลทั้งสองหมวดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ให้กับรากฐานของอุตสาหกรรมและการสนับสนุนทางวิชาการ ทำให้พิธีมอบรางวัลไม่เพียงแต่ ผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างรอบด้าน

ในฐานะที่เป็นงานมอบรางวัลทางวิชาการที่ initiated โดยร่วมกันของสถาบันการศึกษาและวิชาการด้านภาพยนตร์ระหว่างประเทศ พิธีมอบรางวัล Astar Award จะยึดถือแนวคิดหลักด้านวัฒนธรรม วิชาการ และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการบูรณาการอย่างลึกซึ้งระหว่างศิลปะภาพยนตร์และเทคโนโลยี ในอนาคต งานพิธีจะยึดถือหลักการคัดเลือกที่และยุติธรรม สร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารระหว่างประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการวิจัยทางวิชาการและการปฏิบัติภาพยนตร์ และการพัฒนาร่วมกันของวิทยาศาสตร์และศิลปะภาพยนต์

-(016)

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’   ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ในปี 2568 เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์ของ “น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” ออกสู่สาธารณชน

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานงานแถลงข่าว “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ณ สเฟียร์ แกลลอรี่ สอง (Sphere Gallery 2) ชั้น 2 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 10 –  23 กันยายน 2568

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และพลอยชมพู อัมพุช

ในงานแถลงข่าว ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ได้กล่าวถึงพระราชดำริและประโยชน์สุขอันเกิดจากการปลูกต้นชาน้ำมันในประเทศไทย จนเกิดเป็นน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ รวมถึงความร่วมมือกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการเสวนาเรื่องความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย นางภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา และ นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

ภากมล รัตตเสรี และพลอยชมพู อัมพุช  เสวนาบนเวที

หลังจากจบการเสวนา ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ได้แสดงฝีมือการปรุงอาหารในเมนู “ไข่หน้าเขื่อน” ซึ่งใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ โดยเมนูไข่หน้าเขื่อนเป็นการรวม 3 สูตรอาหารจาก 3 เรื่องราวในความทรงจำสุดประทับใจของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นั่นคือ  “ไข่พระอาทิตย์” เมนูพระราชทานที่มีข้าวสวยเป็นส่วนผสม โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปรุงไข่เจียวสูตรนี้พระราชทานแก่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ “ไข่ระเบิด” เมนูไข่เจียวจากครัวของกรมชลประทาน ที่ได้ลองชิมเมื่อครั้งตามเสด็จถวายงานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดสกลนคร และ “อาหารกินด่วน” เมื่อครั้งปฏิบัติงานในโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าถึง 11 ปี

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ปรุงเมนูไข่หน้าเขื่อน จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินเคียงข้างและสนับสนุนมูลนิธิชัยพัฒนา เราไม่เพียงเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่นำน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ มาจัดจำหน่าย ภายใน Gourmet Market ทั้ง 16 สาขาเท่านั้น แต่ยังได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษที่ปรุงจากน้ำมันเมล็ดคามีเลียให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง ที่ YOU HUNT WE COOK และมุมซุปสลัด อีกทั้งยังได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ อย่างต่อเนื่อง

เชฟแมกซ์-นันทวัฒน์ จรรยาลิขิต ปรุงเมนูซุปทรัฟเฟิลส์ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย

“สิ่งที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทำมาตลอด 10 ปี เกิดจากความตั้งใจที่จะเผยแพร่ให้ ‘น้ำมันเมล็ดคามีเลีย’ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น        ‘น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก’ ของคนไทย ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการให้คนไทยได้บริโภคน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ราษฎรบนพื้นที่สูง และช่วยฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ งานในครั้งนี้เราจึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์พิเศษ โดยนำ Soap และ Body Wash จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาร่วมคอลแลบกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยม Butterbear เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เชื่อมั่นว่านี่คือความโชคดีของคนไทยที่ได้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งเปรียบเสมือน ‘น้ำมันดีต่อใจ’ ไม่เพียงบำรุงสุขภาพกาย แต่ยังสร้างพลังใจให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสำเร็จ โดยไม่ยึดผลกำไรเป็นเป้าหมาย หากแต่เป็นการคืนกำไรให้สังคมอย่างแท้จริง” พลอยชมพู กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีแบรนด์อาหารและร้านอาหารชื่อดังร่วมจัดแสดงเมนูตัวอย่าง ให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลองความอร่อยที่มาพร้อมคุณประโยชน์จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ร้านชาม, ผัดไทยคุณชู Ama Curry, กิมง้วนลูกชิ้นปลา, You Hunt We Cook, ร้านจึงอังลัก, ร้านตั้งใจย่าง, Shirokumaya Bakery, ร้านครัวต้นฝน, Soup By Gourmet Market, แม่ประนอม, TGM, ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก, ร้าน Soft Thai และ Thai Vietjet Air เป็นต้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสูตรอาหารที่มีน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ และทรงสาธิตการปรุงอาหารพระราชทานแก่ผู้ร่วมงาน  ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น.

ภายในงาน ณ Em Market ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ “ต้นทางผืนป่าปลายทางน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ที่บอกเล่าเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคามีเลีย อาทิ เรื่องเล่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย การเดินทางของต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera สู่การสร้างผืนป่าและรายได้สู่ราษฎร คุณประโยชน์มหัศจรรย์ของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย สีธรรมชาติจากผืนป่า สร้างคุณค่างานหัตถกรรม และทศวรรษแห่งความร่วมมือสู่ความสำเร็จอีกก้าวในวันนี้

นอกจากนี้ พบสินค้าจากร้านค้าในเครือมูลนิธิชัยพัฒนา อาทิ สินค้าจากร้านภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย รวมถึงผ้าไหมย้อมสีจากเปลือกผลชาน้ำมัน สายพันธุ์ Camellia oleifera ฝีมือการทอจากกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงความอร่อยจากร้านดังระดับมิชลินที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ลูกชิ้นลวกหอมเจียวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย จากร้านกิมง้วนลูกชิ้นปลา, แกงปูใบชะพลู จากร้านครัวต้นฝน, บะหมี่เป๊าะคลุกแห้งยำโบราณ จากร้านชาม, ผัดไทยกุ้งคุณชู จากร้านผัดไทยคุณชู, ข้าวแกงกะหรี่หมูก้อนทอด จากร้าน Ama Curry, บะหมี่หมูแดงย่างเตาถ่าน จากร้านตั้งใจย่าง, หมูสะเต๊ะ จากร้านจึงอังลัก, ฟูจิซังโชกุปัง จากร้าน Shirokumaya Bakery

พบกับไฮไลต์การเปิดตัวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์  Pat Pat’s Camellia Oleifera & Cocoa Butter Soap และ Body Wash ในรูปแบบ Butterbear Series ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา กับ Butterbear แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดน่ารัก โดยนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณภาพที่สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง แต่ยังช่วยส่งต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไทยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างมีสไตล์

YOU HUNT WE COOK สเตชั่นปรุงสดจากวัตถุดิบพรีเมียมในกูร์เมต์ มาร์เก็ต ได้สรรค์สร้างเมนูโดยใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ พร้อมเสิร์ฟทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก เช่น ซี่โครงหมูบาร์บีคิว แซลมอนกระทะร้อน พอร์คช็อปกระทะร้อน ข้าวกะเพราเนื้อสับ ข้าวผัดไก่เม็ดมะม่วงหิมพานต์

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริในปี 2547 ให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันได้ปรับชื่อโครงการเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera และพืชน้ำมัน ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องสำอางบำรุงผิวและเส้นผม

การศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมัน สายพันธุ์ Camellia oleifera ได้เริ่มดำเนินการในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)  อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแห่งแรก ก่อนที่จะขยายไปในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกต้นชาน้ำมันในบ้านปางมะหันและบ้านปูนะ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในการกำกับดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กว่า 3,464  ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมัน 462,121 ต้น ถือเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมและเป็นการทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลาย ขณะเดียวกันสามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 5,600 คน รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณประโยชน์ของการดูแลรักษาป่า และสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเข้าใจและพึ่งพิงกัน ซึ่งเป็นไปตามพระราชดำริ “คนอยู่ร่วมกับป่า” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันจะนำไปสู่วิถีแห่งความสุข ความสมดุล และความยั่งยืนในที่สุด

ในส่วนของน้ำมันเมล็ดคามีเลียนั้น เป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดคามีเลียยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งน้ำมันเมล็ดคามีเลียสามารถทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้ในการหมัก การผัด หรือการทอดด้วยอุณหภูมิสูง น้ำมันเมล็ดคามีเลียถือเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์

ผู้สนใจสามารถซื้อน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ราคาพิเศษได้ภายในงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ระหว่างวันที่ 10 –  23 กันยายน 2568 ณ Em Market ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ และสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ได้ที่ Gourmet Market ทุกสาขา โดยเมื่อซื้อสินค้าหรืออาหารภายในงานครบทุก 500 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับรางวัลตั๋วเครื่องบิน สายการบิน Thai Vietjet Air จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง สำหรับการเดินทางภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันพิเศษภายในงานสำหรับลูกค้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณเคยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของคุณดูเหมือนจะไม่ใช่คนเดิมหรือไม่ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่มีภาวะทางจิตเวชหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยคนอื่นที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน ภาวะนี้เรียกว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome)

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่พบได้ยาก ผู้ป่วยที่มีอาการนี้จะมีความเชื่อว่าคนที่รู้จักหรือใกล้ชิด เช่น ครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อน ถูกสลับตัวและกลายเป็น “คนอื่น” หรือเป็น “ตัวปลอม” ที่มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนกับคนรู้จักทุกอย่างแต่ผู้ป่วยจะเชื่อว่านี่ไม่ใช่คนรู้จักหรือคนใกล้ชิดจริงๆ ส่งผลให้เกิดความสับสน ความไม่ไว้วางใจ และความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในชีวิตประจำวัน

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital

ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการเด่น ดังนี้  รู้สึกไม่ไว้วางใจและหวาดระแวง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับบุคคลที่ตนเชื่อว่าเป็นตัวปลอม

การปฏิเสธบุคคลใกล้ชิด:  แม้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะพยายามยืนยันตัวตนอย่างไร ผู้ป่วยก็จะปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นคนละคน

อารมณ์แปรปรวนและมีความรู้สึกไม่มั่นคง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือเศร้าโศก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความรู้สึกได้

สาเหตุของแคปกร้าส์ ซินโดรม ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดแต่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางโครงสร้างและการทำงานของสมองหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ การรับรู้ใบหน้า อารมณ์ และอาจมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ , การบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และความเครียดรุนแรงหรือการเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบการคิดและรับรู้

การรักษามักจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการหลงผิดและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้ การใช้ยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิตเภท เช่น ยาต้านจิตเวช อาจช่วยลดอาการหลงผิดและความวิตกกังวล โดยจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและกำหนดวิธีการใช้ยาอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

การบำบัดแบบ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดด้านพฤติกรรมและความคิด สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับความคิดที่ผิดเพี้ยนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคแคปกร้าส์ ซินโดรมมักต้องใช้เวลาและการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นแคปกร้าส์ ซินโดรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง