มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความน่ารักไร้เดียงสาคือพลังที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งยึดมั่นในพลังแห่ง “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” มาโดยตลอด จึงได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของการให้ผ่านคอลเลกชันของที่ระลึกการกุศลชุดพิเศษ “Miffy” โดยนำคาแรกเตอร์กระต่ายน้อยแก้มป่องสีขาว “มิฟฟี่” (Miffy) ที่ครองใจผู้คนทั่วโลกมายาวนานเกือบ 70 ปี มาแปลงโฉมเป็นของที่ระลึกดีไซน์สุดน่ารักหลากหลายไอเทม เพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุกคนได้ร่วมส่งต่อพลังใจและความสุขผ่านการให้ที่ไม่สิ้นสุด

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำคาแรกเตอร์ระดับโลกอย่าง ‘มิฟฟี่’ มาร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษในครั้งนี้ มิฟฟี่เป็นตัวแทนของความสุข ความอบอุ่น และการมองโลกในแง่ดี  ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่ต้องการส่งมอบพลังบวกและความหวังให้แก่ผู้ป่วยและสังคม เราตั้งใจนำความน่ารักของมิฟฟี่มาถ่ายทอดลงบนของใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาใช้ จะเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสุขของการให้ และได้ระลึกว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่น ทุกการสนับสนุนจากแฟนๆ ของมิฟฟี่และผู้มีจิตศรัทธา จะถูกนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนโครงการต่างๆ ของโรงพยาบาลรามาธิบดีให้เกิดประโยชน์สูงสุด”  

คอลเลกชันของที่ระลึกการกุศล “Miffy” ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังบวกของ “มิฟฟี่” ตัวละครที่สร้างสรรค์โดย ดิ๊ก บรูนา (Dick Bruna) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวดัตช์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เอกลักษณ์ของมิฟฟี่คือลายเส้นที่ชัดเจน รูปทรงเรขาคณิตที่ไม่ซับซ้อน และการใช้สีสันสดใส ทำให้มิฟฟี่เป็นที่รักและจดจำได้ง่ายของผู้คนทุกเพศทุกวัย ของที่ระลึกทุกชิ้นในคอลเลกชันจึงได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นการใช้โทนสีม่วง ขาว เหลือง เขียว และน้ำเงิน เพื่อถ่ายทอดความสดใสและเป็นมิตรของมิฟฟี่ ซึ่งนอกจากจะสวยงามน่าสะสมและใช้ได้ในชีวิตประจำวันแล้ว คอลเลกชันนี้ยังเป็นตัวแทนของความปรารถนาดี เพราะรายได้จากการสนับสนุนจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ต่อไป

“Miffy” กระต่ายน้อยผู้ส่งต่อพลังบวกมายาวนานเกือบ 7 ทศวรรษ

“มิฟฟี่” กระต่ายเพศเมียสีขาว ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1955 จากจินตนาการของ ดิ๊ก บรูนา (Dick Bruna) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวดัตช์ ผู้เกิดในปีกระต่าย โดยมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องราวที่เขาเล่าให้ลูกชายฟังก่อนนอน เกี่ยวกับกระต่ายสีขาวที่วิ่งเล่นในสวนระหว่างไปพักผ่อนกับครอบครัว จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพกระต่ายน้อยกระต่ายขนปุกปุยสีขาว หูตก เหมือนตุ๊กตากระต่ายทั่วไปขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “มิฟฟี่” ซึ่งไม่ได้มีความหมายใดเป็นพิเศษ เขาเลือกชื่อนี้เพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายในทุกภาษา เพราะชื่อภาษาดัตช์ของมิฟฟี่ คือ Nijnite มาจากคำว่า Konijnite แปลว่ากระต่ายน้อย นั้นอ่านยากเกินไป แรกๆ บางประเทศจะมีชื่อเฉพาะตามภาษาของตนแต่สุดท้ายทั่วโลกนอกจากเนเธอร์แลนด์ก็เรียกชื่อเดียวกันว่า “มิฟฟี่” 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 มิฟฟี่ได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ให้ดูเรียบง่ายขึ้น โดยใช้เพียงเส้นสายสีดำและรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงนำวงกลม วงรี และสี่เหลี่ยมมาประกอบกัน ทำให้มิฟฟี่เวอร์ชั่นใหม่ดูมีเอกลักษณ์ น่ารัก ไร้เดียงสา ประกอบกับสีสันที่สดใส กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มิฟฟี่เป็นที่จดจำและครองใจผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นเรื่องราวของมิฟฟี่และผองเพื่อน อย่าง Melanie กระต่ายน้อยสีน้ำตาล กับ Boris หมีสีน้ำตาล ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือภาพขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ดิ๊ก บรูนา ออกแบบมาให้เด็กๆ ถือได้ง่าย และได้เรียนรู้ พร้อมสนุกสนานไปกับเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของหนังสือเด็กยุคใหม่ โดยหนังสือชุดมิฟฟี่มีมากกว่า 30 เรื่อง ได้รับการแปลไปแล้วหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย และมียอดขายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก มิฟฟี่ยังเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อถูกนำไปทำเป็นการ์ตูน นำไปเป็นลวดลายบนสินค้าต่างๆ มากมาย เช่น เครื่องเขียน ของใช้ในบ้าน ของตกแต่งเสื้อผ้า

ของที่ระลึกการกุศลในคอลเลกชันใหม่ “RAMA X Miffy” ได้รับออกแบบขึ้นเพื่อเป็นไอเทมไลฟ์สไตล์สุดน่ารักให้แฟนๆ ได้สะสม พร้อมเป็นสื่อกลางในการส่งต่อคุณค่าแห่งการให้ โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลายในราคาที่เข้าถึงได้  

สามารถสั่งซื้อได้แล้วที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2201-2222 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION หรือสั่งออนไลน์ที่ :  www.ramafoundation.or.th ,LINE @RAMAFOUNDATION และ LINE SHOPPING และ Robinhood

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เดือนสิงหาคมนับเป็นเดือนที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของโลก ประการหนึ่งคือวันรำลึกและการเสียชีวิตของนักร้อง/นักแสดง ที่ถือกันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการ ELVIS PRESLEY ที่คฤหาสน์ “GRACELAND” รัฐเทนเนสซี ช่วงรุ่งโรจน์ขอย้อนไปเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมือง LAS VEGAS ผู้คนจากทั่วโลกนับแสนคนมุ่งหน้าสู่ลาสเวกัสเพื่อไปชมปฐมทัศน์ LIVE CONCERT DINNER ของราชาร็อค เอลวิส… สุรพล เมฆพงษ์สาทร ไทคูณคนดังของนครลอสแองเจลิสพาคณะวีไอพีจากไทยเดินทางไปพักผ่อน อริยะบทที่มหานครที่ไม่เคยหลับ ที่โฮเต็ลคอมเพล็กซ์คณะวีไอพีตื่นเต้นเห็นอเมริกันชนนับหมื่นคนเข้าคิวมีระเบียบเต็มล็อบบี้ เมื่อกระซิบถามว่ามาเข้าคิวรอซื้อตั๋วหรือ ฝูงชนว่าบัตรรายการขายหมดไปเป็นปีแล้วพวกเขากำลังรอเข้าชม ไทคูณสุรพลทั้งใจใหญ่และชำนาญพื้นที่เดินตรงเข้าไปพูดคุยกับ MAÎTRE D’ ของอินเตอร์ฯ พร้อมกับคาราวะด้วยธนบัตร 100 เหรียญติดๆกัน มาเธอร์ดีหันมายิ้มพูดนิ่มๆว่า O.K. เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงให้คุณพาคณะวีไอพีมารอผมที่ประตูพิเศษ เมื่อถึงเวลานัดหมายก็เป็นจริงดังว่ามาเธอร์ดีพาคณะวีไอพีเดินดุ่ยๆ ผ่านผู้ชมที่ซื้อตั๋วมาเป็นแรมปีตรงไปนั่งที่โต๊ะเซ็กชั่นเฟิร์สคลาสติดเวทีการแสดงพร้อมสตาร์ทด้วยล็อบเตอร์ดินเนอร์…
  • นี่แหละค่ะที่อเมริกันกันชนกล่าวว่าเป็น AXIOM ว่า “MONEY TALKS EVERYWHERE, BUT MIGHT BE LOUDER IN LAS VEGAS!”
  • อดีตผู้จัดการรัฐบาลคนดัง พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ เคยกล่าวไว้ว่า คนเป็นใหญ่มักชอบกิน “ก๋วยเตี๋ยวหมู” และ “ข้าวหน้าไก่ห้าแยก”… เป็นจริงดังว่า ท่าน “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ ก็ชอบรับประทานข้าวหน้าไก่ฯ แถมยังมีฝีมือปรุงรับแขกได้เลย ล่าสุดวันสุกดิบก่อนวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ท่านอดีตรองนายกฯ เปิดบ้านเลี้ยงต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล หน. พรรคภูมิใจไทย ด้วยฝีมือข้าวหน้าไก่ฯ นัยว่าพักหลังเบื่อรสชาติข้าวหน้าไก่เจ้าเก่า ผู้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสสรุปว่ารสชาติสูตร “บ้านป่ารอยต่อ” อร่อยดีแต่จะออกแห้งๆรสจัด (อาจจะหนักไปทางอายิโนะโมะโต๊ะหรือไม่ ? )…
  • ทั้งหล่อและเก่งสมใจคุณพ่อ-คุณแม่ เน็ต-เนตต์ เขมะโยธิน ลูกชายสุดหล่อของ คุณพ่อนุติ-คุณแม่กมลชนก เรียนสำเร็จปริญญาตรีจากคณะ BASCII (หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมบูรณาการ) จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแล้ว และจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 30 ก.ย.นี้… คุณแม่กวางเชิญชวนญาติมิตรให้มาร่วมแสดงความยินดีกันให้พร้อมหน้า…
  • เพจกองทัพบก Royal Thai Army แจ้งข่าวว่า กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้ 1.ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย , 2.ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย , 3. มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย…
  • แม่ทัพภาค 2 – พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ไม่ได้มีแต่บทเข้มขรึมอย่างเดียวเท่านั้น บทน่ารักๆปะปนด้วยอารมณ์ขันก็มีเหมือนกัน ท่านเล่าว่า การได้รับเชิญไปเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามสถานที่ต่างๆ นั้น ไม่ได้ค่าตัวแต่อย่างใด หลังจากพูดเสร็จ ก็มีการมาขอถ่ายรูปด้วย แล้วมักจะถูกหอมแก้มเสมอ จนแก้มนี่ระบมหมดแล้ว มันก็แปลก ส่วนใหญ่มีแต่น้องผู้ชายมาหอมแก้ม แม่ทัพลุ้นอยู่ เมื่อไหร่มีสุภาพสตรีมาหอม แต่ไม่มีล่ะครับ 5555 “…ก็เด็กๆเขารักท่านน่ะค่ะ !!…

บารอนเนส

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

พันธุ์ไทยโชคดีที่ได้ร่วมทางกับคนไทย  ในโอกาสครบรอบ 13 ปี พันธุ์ไทยขอมอบของขวัญแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนตลอดมา แจกฟรี! “ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ ตราพันธุ์ไทย” จากผืนนาของเกษตรกรไทยใน จ.กำแพงเพชร จำนวน 450,000 ถุง เพื่อส่งต่อความตั้งใจของชาวนาไทย ไปพร้อมๆ กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยข้าวที่ดีต่อผู้ปลูก ผู้บริโภค และโลกของเรา

พันธุ์ไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันข้าวไทยให้ดังไกลไปทั่วโลกกับ “ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ” ที่หอม อร่อย ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ และยังมีกระบวนการผลิต การแปรรูปด้วยวิธีการ และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่การทำนาเปียกสลับแห้ง การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งนอกจากผู้บริโภคได้ทานข้าวคุณภาพดี ชาวนาไทยมีรายได้ ครอบครัวเกษตรกรได้อยู่ร่วมกันในผืนดินถิ่นเกิดแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้โลกของเราอีกด้วย

ร่วมยินดีกับการก้าวสู่ปีที่ 13 ของพันธุ์ไทย รับฟรี! ข้าวขาวตราพันธุ์ไทย 500 กรัม 1 ถุง มูลค่า 29 บาท เมื่อซื้อสินค้าใดก็ได้ครบ 120 บาท หลังหักส่วนลด สำหรับสมาชิกแมกซ์การ์ดเท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก/วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กัน ยายน 2568 – 30 กันยายน 2568 นี้ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการ ยกเว้นท่าอากาศยาน และบริการเดลิเวอรี

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน “งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ” ประจำปีนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน

ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป 

ในปีนี้ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี! นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการกันเยอะๆ

ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา (TVET) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผน “ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน จึงได้จัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลก เปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ (INTENSE Program)

เนื่องจากไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลกที่มาเรียนในไต้หวัน ซึ่งแสดงถึงพลวัตด้านวิชาการอันเต็มเปี่ยม

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (Full Circle Biotechnology) จัดงานเสวนาพร้อมประกาศความสำเร็จในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ สัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่เข้ารอบสุดท้าย 1 ใน 18 บริษัทจากทั่วโลกในโครงการ 2025 THRIVE Global Impact Challenge สาขาเทคโนโลยีทางด้านอาหาร (Food Technology) ในปีนี้ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์โปรตีนทดแทนจากหนอนแมลงวันลาย นวัตกรรมใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมี  มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และทีมงานคนรุ่นใหม่ นำเสนอข้อมูลการพัฒนานวัตกรรมการผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ ในประเทศไทย เพื่อช่วยเกษตรกรและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศ ร่วมการันตีคุณภาพของโปรตีนทดแทนจากอาหารสัตว์ที่ผลิตจากหนอนแมลงวันลาย สามารถย่นระยะเวลาการเพาะเลี้ยง ลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ปัจจุบันการผลิตอาหารคิดเป็น 35% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อวัว กุ้ง และปลาป่น ที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของการปล่อยทั้งหมดมาจากการผลิตอาหารสัตว์น้ำและปศุสัตว์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนได้ทุ่มเงินกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหาทางออกแทนปลาป่น แต่ไม่เคยมีทางเลือกใดที่ราคาถูกพอให้เกษตรกรใช้จริง

มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ กล่าวว่า บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอาหารสัตว์ควรเดินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เราภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวทีโลกครั้งนี้ และจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น

ในปีนี้บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ มากถึง 7,000 ตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตอาหารทะเลที่ยั่งยืนมากกว่า 13 ล้านมื้อต่อปี ซึ่งมากกว่าสองเท่าของยอดขาย Beyond Meat ในร้านอาหารสหรัฐฯ ด้วยการผสานนวัตกรรม วิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ย่นระยะเวลาเพาะเลี้ยง และผลิตอาหารที่ดีต่อผู้บริโภคและดีต่อโลกในเวลาเดียวกัน บริษัทเชื่อมั่นว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืนในระดับโลก

“โปรตีนของฟูลเซอร์เคิลสามารถเป็นคาร์บอนเนกาทีฟถึง 42% (ตามผลการศึกษาภายในปี 2023) และสามารถทดแทนปลาป่นได้สูงสุด 75% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดเชิงพาณิชย์ ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทั้งการผลิตอาหารสัตว์ยั่งยืนและวัตถุดิบอาหารสัตว์ 280 ตัน, อาหารทะเลยั่งยืนที่ผลิตจากเกษตรกรพันธมิตร 200 ตัน เทียบเท่าอาหารยั่งยืนที่ส่งถึงผู้บริโภคจำนวน 500,000 มื้อ”  มร.ฟิลิกซ์  กล่าวสรุป

นายณัฐนนท์ บุญหล้า ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมของเรา แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าธุรกิจไทยสามารถก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ เราจะต่อยอดงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ การแข่งขัน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย และสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน” 

นอกจากนี้  นายธนพนธ์ ศรีภักดี จากมงคลฟาร์มปลาช่อน ม.5  เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาช่อนรายใหญ่จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ใช้อาหารสัตว์จากบริษัทฯ ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่า จากการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารปลาของบริษัทฯ ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปลาที่อายุน้อยฟื้นตัวเร็วและเติบโตอย่างแข็งแรงเร็วกว่าปกติ อาหารมีประสิทธิภาพ อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเกล็ดปลามีความแข็งแรง สำหรับปลาที่โตเต็มวัย อาหารช่วยให้กล้ามเนื้อแน่น และไขมันลดลงอย่างมาก ช่วยลดต้นทุนและคุณภาพถือว่าดีเยี่ยม

นายธงชัย เกษตรกรผู้เลี่ยงปลาชะโอนชื่อดังจากภาคใต้ กล่าวเสริมว่า อาหารที่ใช้มีปริมาณโปรตีนสูง ประทับใจในประสิทธิภาพ ปลากินอาหารได้ดี อาหารมีกลิ่นหอมและส่งผลดีต่อโครงสร้างร่างกายของปลา ทำให้ปลาแข็งแรง โตเร็ว และสุขภาพดีภายในเวลาสั้นๆ ผิวปลามีความมันวาว เนื้อแน่น และมีสีเหลืองอ่อน ปัจจุบันระยะเวลาให้อาหารก่อนการส่งขายสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบราคาและคุณภาพมีความคุ้มค่าเพราะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมการอาหารอื่นที่เคยใช้มา

ด้านการเติบโตทางธุรกิจนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าครอบคลุมเกษตรกรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์โปรตีนทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำศักยภาพการเป็นผู้นำด้านอาหารสัตว์ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาหารสัตว์โปรตีนจากหนอนแมลงวันลายของบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ทำให้สัตว์แข็งแรง โตไว ลดต้นทุนการเลี้ยง และยังช่วยตอบโจทย์ตลาดที่มองหาสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นประโยชน์จริงทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

หลังจากนั้นผู้ร่วมงานยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “Aquaculture Workshop”  เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำยุคใหม่ และปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารค่ำร่วมกันในบรรยากาศอบอุ่น ณ ชิมเดย์ คาเฟ่, จังหวัดนครปฐม

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด มุ่งมั่นสู่ ESG อย่างเป็นรูปธรรม ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) อย่างเคร่งครัด โดยผลิตอาหารสัตว์ที่ช่วยลดการใช้ปลาป่น ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าช่วยด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยด้านสังคม และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐานสากล และตรวจสอบได้

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

สำหรับผู้ที่พลาดการชมโชว์แล่ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” (Bluefin Tuna) ตัวใหญ่ยักษ์ส่งตรงจากญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Hon-Maguro”  โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ยังคงจัดต่อเนื่องเป็นไฮไลท์ที่ภูมิใจนำเสนอให้ทุกท่านได้ชมและชิมแบบสดๆ ในวันที่ 5 และ 19 กันยายน 2568 เพียง 2 วันเท่านั้น

บริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็นที่มีซีฟู้ดและซูชิพรีเมียม อาทิ หอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด รสแซบ ซูชิฟัวกราส์ วากิว แซลมอน ทานได้ไม่อั้น มุมข้าวต้มกุ๊ยที่มีเครื่องเคียงกับข้าวมากมายให้เลือกอิ่มอร่อย มุม Carving Station 7 วัน 7 เมนู นอกจากนี้ยังมีขาหมูสูตรดิเอมเมอรัลด์ ข้าวต้มปลากะพง ส้มตำและยำต่างๆ ซุปทรัฟเฟิล พาสต้า เทปปันยากิ กุ้งแม่น้ำเผา เทมปุระ รวมเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชา-กาแฟ ของหวานทั้งไทย เบเกอรี่โดยฝีมือเชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล ผู้ชนะเชฟกระทะเหล็กสายหวาน ตามด้วยไอศกรีม และผลไม้ตามฤดูกาล ระหว่างเวลา 18.00 – 22.00 น.ทุกวัน รับประกันความคุ้มค่าราคาท่านละ 1,700++ บาท (2,001 บาทสุทธิ)

โปรพิเศษ!! เหลือเพียงท่านละ 1,299++ บาท (1,529 บาทสุทธิ) ตลอดเดือนกันยายน 2568 ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

Panthai AI Doctor คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ยกระดับแพทย์แผนไทยด้วย AI

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

แพลตฟอร์ม “Panthai AI Doctor” คว้ารางวัลนวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร ผลผลิตจากความร่วมมือระหว่าง มจพ. กับกรมการแพทย์แผนไทยฯ 

แพลตฟอร์ม “Panthai AI Doctor” ซึ่งเป็นผลผลิตจากความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คว้ารางวัล นวัตกรรมอัจฉริยะระดับเพชร (MOPH Genius Innovation Award: Diamond) ประเภท นวัตกรรมระบบบริการสุขภาพดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน ในงาน Digital Health Forum จัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่  29 สิงหาคม 2568 

ทีมนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร.อัครา ประโยชน์ และ ผศ.ดร.ลือพล พิพานเมฆาภรณ์ จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ รศ.ดร.วิไลพร แซ่ลี้ และ รศ.ดร.คณบดี ศรีสมบูรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมทีมคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี–โท–เอก และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์ม Panthai AI Doctor ที่รวบรวมองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยในการตรวจวินิจฉัย สมุนไพรไทย รวมไปถึงงานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย สร้างเป็นฐานความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย

แพลตฟอร์ม Panthai AI Doctor มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยพัฒนา ฐานความรู้ (Knowledge Graph) ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ทั้งการวินิจฉัย การใช้สมุนไพร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผนวกกับ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยแพทย์แผนไทยในการดูแลผู้ป่วยใน 5 กลุ่มอาการหลัก ได้แก่ กลุ่มระบบกล้ามเนื้อและกระดูก กลุ่มอาการท้องอืด/ท้องเฟ้อ กลุ่มอาการผดผื่น กลุ่มโรคโลหิตระดูสตรี กลุ่มไข้หวัดน้อย

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพัฒนา Panthai Chatbot เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงฐานความรู้ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ในการตอบคำถามสำหรับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใช้ Panthai Chatbot ได้ที่ https://panthaichatbot.in.th/ 

ขอแสดงความยินดีกับทีมวิจัยทุกท่าน ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ การพัฒนา Panthai AI Doctor และ Panthai Chatbot ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระบบบริการสุขภาพดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์ พอ.สว. และพระราชทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์อยู่เสมอ แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาส รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ตามปกติ จึงได้พระราชทานการให้บริการตรวจสุขภาพและรักษาโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) พร้อมทั้งพระราชทานถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ดังกล่าว ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

เมื่อเสด็จไปถึงในแต่ละพื้นที่ที่ทรงงาน จะทรงเยี่ยมประชาชน พร้อมกับพระราชทานพระวโรกาสให้ผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ป่วยเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เฝ้า เพื่อขอรับพระราชทานความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาทิ โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหนังแข็ง โรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด โรคท่อน้ำดีตีบตัน ทั้งนี้ ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระอนุเคราะห์ และโปรดให้ส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หรือ โรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว นอกจากนี้ ได้พระราชทานเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิจุฬาภรณ์แก่ผู้ป่วยในพระอนุเคราะห์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ สมาชิก พอ.สว. ประจำจังหวัดที่ได้ปฏิบัติงานครั้งนี้ เฝ้า ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงอาสาสมัครสายสนับสนุน เพื่อพระราชทานเข็มเครื่องหมายกรรมการ อนุกรรมการ แก่ผู้แทนกรรมการ และอนุกรรมการ พอ.สว. ประจำจังหวัด พร้อมเบิกอาสาสมัคร พอ.สว. เข้ารับพระราชทานเข็มเครื่องหมาย พอ.สว. เข็มพระนามาภิไธยย่อ สว. และโล่ พอ.สว. ตามลำดับ

จากนั้น นายแพทย์ยุทธ โพธารามิก เลขาธิการ มูลนิธิ พอ.สว. นำอาสาสมัคร พอ.สว. ร่วมกันขับร้องเพลง “ใจดวงหนึ่ง” ที่ทรงพระนิพนธ์ โดยมีพระวินิจฉัยเลือกบทเพลงนี้ด้วยพระองค์เอง เพื่อถ่ายทอดถึงพระทัยอันแน่วแน่ที่ทรงมีต่อความรักชาติ พร้อมทรงมุ่งมั่นพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยให้ดำรงคงอยู่อย่างยั่งยืน ด้วยทรงเชื่อว่าใจทุกดวงของชาว พอ.สว. ก็เป็นดั่งบทเพลงนี้ที่พร้อมจะยืนหยัดปกปักรักษาชาติเช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ มีพระดำรัส ชื่นชมการปฏิบัติงานของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มูลนิธิ พอ.สว. ทุกคนที่ได้อุทิศตนดูแลประชาชนผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างดี

สำหรับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. เป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ ประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาสในท้องถิ่นที่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง โดยโปรดให้หน่วยแพทย์ พอ.สว. ประจำจังหวัด ร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผนึกกำลังร่วมกันปฏิบัติงานสนองพระปณิธานฯ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรคทั่วไป การบริการด้านทันตกรรม บริการด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการให้คำแนะนำส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพเพื่อป้องกันโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งนับตั้งแต่ที่ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการพระราชทานโอกาสและการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทยที่เจ็บป่วยยากไร้ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทรงตระหนักดีว่าสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ พระราชทานถุงยังชีพจากสำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หน่วยงานในพระดำริฯ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จังหวัดละ 100 ชุด แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้แทนหน่วยทหาร ตำรวจ ที่พิทักษ์รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งพระราชทานพระดำรัสเพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ และพระราชทานพรแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนทุกคน โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ขอฝากทุก ๆ คน ช่วยดูแลราษฎร ถ้ามีโอกาสมาก็จะมา ท้ายสุดนี้ พี่ก็ขออวยพรให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านแม่ทัพและทหารที่มา ณ ที่นี้ ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของราษฎร …ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัย รวมทั้งทหารที่ไม่ได้มาที่นี่ ก็ขอให้พรของพี่ไปถึงทุกคน…”

จากพระกรุณาธิคุณในการพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่พสกนิกรชาวไทยในพื้นที่ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็งและมั่นคง พระองค์จึงทรงเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจแก่ปวงชนชาวไทยทุกแห่งหน ให้ได้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2 เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2  เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จจัดโครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ปีที่ 2 เสริมศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 การเพิ่มทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชน ให้สามารถเป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม การประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดฯ และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร


นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ  โดยมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ พร้อมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และที่ปรึกษาผ้าไทยใส่ให้สนุก ,คุณภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ ISSUE ,ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายวิชาการและรักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ,ผศ.ดร.นัดดาวดี บุญญะเดโช ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ TANDT และอาจารย์ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ โดยมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 40 ราย/ชิ้นงาน จากผู้เข้าประกวดที่ทำผลงานกว่า 120 ราย/ชิ้นงาน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศนียบัตรกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการว่า “กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ ในการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียน OTOP เป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับเกียรติ จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ดีไซเนอร์นักออกแบบที่มีชื่อเสียง  ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานของเยาวชน และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้ด้วย”


นายสยามกล่าวต่ออีกว่า จากแนวพระดำริโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ของ สมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ นี้ จึงได้น้อมนำแนวพระดำริมาปรับปรุงความรู้ที่ท่านพระราชทานในหลายๆเรื่อง และที่พระราชทานผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาหลายท่านที่ร่วมกิจกรรมในวันนี้ น้องเยาวชนทุกคนก็น้อมนำแนวพระดำริมาเผยแพร่และปฏิบัติ ส่งต่อแนวพระดำริได้มุ่งหวังให้การต่อเนื่องสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน และปัจจุบันสู่อนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกตัวอย่างผลงานที่ดีจากผู้เข้าประกวดทั้ง 40 ผลงาน อย่างไรก็ตามน้องๆ เยาวชน จะได้รับประสบการณ์และองค์ความรู้จากโครงการรวมถึงได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย กรมการพัฒนาชุมชน หวังว่าพวกเราทุกคนทั้งหลายจะร่วมกันสืบสานแนวพระดำริสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และไปใช้และช่วยในการขับเคลื่อนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทั้งน้องๆเยาวชนและบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนต่อไปด้วย กรมการพัฒนาชุมชน ยืนยันและมุ่งมั่นว่าจะทำงานกับเยาวชนต่อไปและเปิดพื้นที่ให้กับน้องๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำและจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำไม่ว่าจะเป็นการจำหน้ายผลิตภัณฑ์ Onsite และOnline เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆให้กับน้องๆ และคาดหวังว่าจะเปิดโอกาสให้กับน้องเยาวชนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านหัตถศิลป์ และหัตถกรรมต่างๆ หวังว่าจะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือและนำไปพัฒนาผลงานของตนเอง กรมการพัฒนาชุมชน จะอยู่เคียงข้างกับเยาวชนและเป็นหัวเลี้ยวหัวแรง ในการดำเนินงานกิจกรรมแบบนี้ต่อไป


“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ทั้ง 120 ราย จะได้รับการพัฒนาและเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยม ในทุกเพศทุกวัย และเกิดความยั่งยืนต่อไป” นายสยาม กล่าวทิ้งท้ายฯ


 นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์          สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) เป็นปีที่ 2 ประกอบด้วยการจัดอบรมให้ความรู้กับเยาวชน รุ่นใหม่อายุระหว่าง 13 – 25 ปี ที่มีความสนใจ ในการศึกษาเรียนรู้ และมุ่งมั่นสืบสาน ภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรมในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จำนวน 122 ราย และได้รับการพัฒนา ศักยภาพ ทักษะ องค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รายใหม่ สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญา งานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไป ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 122 ผลิตภัณฑ์ ในวันนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ มีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมประกวดผลงานฯ ทั้งสิ้นจำนวน 40 ราย โดยมีผู้ที่ชนะการประกวดฯ และได้รับรางวัล ประกอบด้วย 


– โล่รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ นางสาวภัทรชุอร นาโควงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
– โล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ นายธนวัน ภูมิแสนโคตร แบรนด์ Thonnawan museum
– โล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล พร้อมรับเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ นายยุทธนา จารุตัน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
– โล่รางวัลชมเชย เงินรางวัล ๆ ละ 5,000 บาท ดังนี้
1. นายอามีน มะแซ กลุ่มสัมมาชีพทำผ้าบาติกบ้านนํ้าใส
2. นายเบญญสิทธิ์ จงเจริญ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
– รางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ เงินรางวัล ๆ ละ 5,000 บาท ดังนี้
1. นายณัฐภัทร อินทร์หัวย่าน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2. นางสาวกนกพร ธรรมวงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. นายมูฮำหมัดฮาฟิส บินมะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
– รางวัลขวัญและกำลังใจ เงินรางวัล ๆ 2,000 บาท
1. นางสาวพาณิภัส กูลหลัง กลุ่มเลครามคราฟ
2. นายสกลราช แสงใส กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์
3. นายทวีทรัพย์ ยินดีรัมย์ กลุ่มทอเสื่อกกบ้านหนองบัว
4.นายภัทรพล จันทร์โสภา  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  
5.นายปรเมธ เจริญวาที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ ผลงานต้นแบบของเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ จะได้นำไปจัดแสดงในรูปแบบ POP Up ระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 กันยายน 2568 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการในโอกาสต่อไป #ผ้าไทยใส่ให้สนุก #กรมการพัฒนาชุมชน #กระทรวงมหาดไทย #NewGen2025