กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

กลางวันอาบป่า กลางคืนชมดาว พักผ่อนฮีลใจ ชาร์จพลังชีวิต 100% ที่นิวซีแลนด์

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.19 น.

เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ ขอเชิญชวนนักเดินทางชาวไทยมาสัมผัสการพักผ่อนที่จะช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ ห่างไกลจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ด้วยประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินป่าอันสงบร่มรื่น ไปจนถึงการแช่สระน้ำอุ่นภายใต้หมู่ดาว โดยธรรมชาติอันงดงามของนิวซีแลนด์ พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางให้ค้นพบความสมดุลและพลังใจที่เต็มเปี่ยมอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทริปเดินทางเพื่อชาร์จพลังให้แก่ชีวิต สถานที่พักผ่อนชั้นนำทั่วนิวซีแลนด์พร้อมมอบประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มพลังทั้งกายและใจ เช่นที่ Maruia River Retreat ตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าธรรมชาติบริสุทธิ์ขนาด 500 เอเคอร์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพัก ดื่มด่ำกับธรรมชาติและความสงบเป็นส่วนตัว ขณะที่ Aro Ha บนเกาะใต้จัดโปรแกรมหลายวันที่ได้รับรางวัล ครบทั้งโยคะ สมาธิ เดินป่า และอาหารแบบแพลนต์เบส (Plant Based) ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์สัมผัสความผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติที่ Maruia River Retreat

ส่วนผู้ที่หลงใหลในท้องฟ้ายามค่ำคืน ทะเลสาบเทคาโป (Lake Tekapo) บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ คือจุดหมายที่จะมอบความสงบและความมหัศจรรย์ผ่านการชมหมู่ดาว โดยที่ Tekapo Stargazing ผู้มาเยือนสามารถแช่ในสระน้ำอุ่นอันผ่อนคลายภายใต้ท้องฟ้า พร้อมชมดวงดาวที่ส่องประกายและทางช้างเผือกที่พาดผ่านฟากฟ้า เป็นประสบการณ์ที่ผสานทั้งวิทยาศาสตร์ การเติมเต็มจิตใจ และความผ่อนคลายเข้ากับท้องฟ้ายามค่ำคืนอันบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกได้อย่างลงตัว

สัมผัส Tekapo Springs ยามค่ำคืน บรรยากาศชมดาวที่  Pukaki Hot Pool หนึ่งในประสบการณ์ที่ช่วยผ่อนคลายที่สุดคือการอาบป่า ช่วยชะลอความเร่งรีบในชีวิตและเปิดโอกาสให้ตัวเองดื่มด่ำไปกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ เกาะไวเฮเก้ (Waiheke Island) ซึ่งใช้เวลาเดินด้วยเรือเฟอร์รี่ทางจากโอ๊คแลนด์เพียงไม่กี่นาที ผู้ให้บริการทัวร์ในพื้นที่เช่น Terra and Tide พาผู้มาเยือนเดินท่องป่าเพื่อผ่อนคลายพร้อมไกด์ท้องถิ่น มอบประสบการณ์เชื่อมโยงกับจังหวะและพลังของธรรมชาติ  นอกจากนี้ทางเหนือสุดของนิวซีแลนด์ ไกด์ชาวเมารีจาก Footprints Waipoua ชวนผู้มาเยือนออกเดินทางในยามสนธยา ลัดเลาะในป่าไวปูอา (Waipoua Forest) ซึ่งมีต้นเคารี (Kauri) ขนาดยักษ์ยืนต้นเป็นผู้พิทักษ์ผืนดิน โดยการเล่าเรื่องควบคู่กับแสงดาวที่สาดส่องจากฟากฟ้า สร้างบรรยากาศสงบและผ่อนคลาย ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับจิตใจ    

ท่องป่ายามสนธยากับ Footprints Waipoua นอกจากการอาบป่าและชมดาวแล้ว ความผ่อนคลายเพื่อสุขภาพแบบ Wellness ในนิวซีแลนด์นั้น ยังสะท้อนผ่านผืนดินและธรรมชาติ เช่นที่ Wai Ariki Hot Springs & Spa ในโรโตรัว (Rotorua) ซึ่งสืบสานการรักษาแบบเมารีที่มีมายาวนานโดยใช้พลังจากใต้พิภพผ่านน้ำพุร้อนช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ขณะที่ Maruia Hot Springs ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศภูเขาสูงแบบอัลไพน์ แนะนำห้องพักแบบ Thermal Tranquillity  พร้อมบ่อน้ำแร่ส่วนตัว ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสความผ่อนคลายพร้อมวิวภูเขาแบบพาโนรามา    

Wai Ariki Hot Springs & Spa ในโรโตรัว จุดหมายปลายทางอย่างนิวซีแลนด์นั้น เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีและพลังเยียวยาแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวฮีลใจผ่อนคลาย หรือการพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาใดของปี นิวซีแลนด์ชวนนักเดินทางชาวไทยมาพักผ่อน ชะลอจังหวะชีวิต ดื่มด่ำกับธรรมชาติ และปล่อยให้ความกังวลในแต่ละวันค่อย ๆ เลือนหาย ทุกช่วงเวลาช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจแจ่มใส และจิตวิญญาณกลับมามีพลัง เติมเต็มพลังชีวิตอย่างเต็มที่ 100%

ด้วยความโดดเด่นด้านความงดงามของธรรมชาติและความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจ นิวซีแลนด์จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรบรรจุไว้ในลิสต์การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย โดยการเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง พร้อมตัวเลือกเที่ยวบินตรงและต่อเครื่องที่ง่ายต่อการวางแผน นอกจากนี้ การเดินทางภายในประเทศก็ง่ายดายและสะดวกสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ตั้งแต่เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา จนถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม พร้อมสร้างความทรงจำที่ยากจะลืมในทุกช่วงเวลา

เริ่มต้นวางแผนการเดินทางของคุณวันนี้ที่ https://www.newzealand.com/int/campaign/plan-your-100/ และปล่อยใจไปกับการพักผ่อน พักใจ และดื่มด่ำธรรมชาติอย่างเต็มที่ในนิวซีแลนด์ 

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี จัดงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจการทำเกษตรอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านการเกษตร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรในห้องอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshopกว่า 8 วิชา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และเกษตรกรภาคีความร่วมมือทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า งานจัดขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า “การจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้เห็นว่าการเกษตรไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ แต่คือวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการเรียนรู้การจัดการผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกทานได้ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้จริงด้านการเกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพสร้างรายได้และความสุขได้อย่างยั่งยืน”

ภายในงานพบกับ นิทรรศการ “เกษตรสร้างสุข กิน ชม ดม ดื่ม” ถ่ายทอดองค์ความรู้ คุณประโยชน์จากผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกทานได้ ที่มีประโยชน์ในการประกอบอาหารและดูแลสุขภาพ พร้อมอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรและไม้หอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ สุขจากการกิน  ผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน และสมุนไพรบำรุงกำลัง สุขจากการชม การจัดสวนถาดสร้างสรรค์ สุขจากการดม พันธุ์ไม้หอมที่มีกลิ่นหอมตามช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า มะลิ ช่วงเย็น ดอกโมก ดอกแก้ว เป็นต้น และสุขจากการดื่ม ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อัญชัน เกสรบัวหลวง มะลิ กุหลาบ  พร้อมองค์ความรู้ชาสมุนไพร

พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดิน และWorkshop กว่า 8 วิชา เรียนรู้ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร เกษตรอินทรีย์ สร้างฟาร์มสุข อาจารย์สรศักดิ์ ไวจันทึก “ฟาร์มสุข ฟาร์มออแกนิก” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา หลักสูตรลดภาษีที่ดินทิ้งร้าง ด้วยทุเรียนอินทรีย์ อาจารย์อดิศร พวงชมภู “ประธานโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน” จ.นครปฐม หลักสูตรเกษตรดี มีสุข อาจารย์กรุณาพร วงษ์ละคร “สวนกตัญญู” จ.ขอนแก่น และหลักสูตรอาหารปลอดภัย กายใจ  เป็นสุข กับ อาจารย์สุพัตรา ไชยชมภู “เจ้าของเพจปูเป้ทำเอง” กรุงเทพฯ เป็นต้น

ชม ชิม ช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัย จุใจไปกับทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และร้านค้าภาคีความร่วมมือกว่า 120 ร้านค้า ในราคามิตรภาพ และกิจกรรมหลากหลายภายในงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

“ซูเลียน” ส่งต่อความอบอุ่น สานต่อพลังใจให้นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ณ โรงเรียนเศรษฐเสถียร             ในพระราชูปถัมภ์ โดยคณะผู้บริหารได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียน และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพ–ศูนย์ฝึกศิลปะของนักเรียน พร้อมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1 แสนบาท  และเลี้ยงอาหารนักเรียนจำนวน 183 คนในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของกิจกรรมครั้งนี้ว่า “เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็ก ๆ ทุกคน การมอบโอกาสเล็ก ๆ ในการสนับสนุนด้านการเรียนรู้และการแบ่งปันความอบอุ่น จะต่อยอดเป็นพลังใจให้พวกเขาเติบโตอย่างมั่นคง “ซูเลียน” ยินดีเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนที่ช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”

ภายในพิธี บริษัทได้มอบเงินบริจาคให้แก่โรงเรียน โดยมี ดร.ปนัดดา วงค์จันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมกันนี้ อัยรินทร์ จุลล์จักรวงศา ยังได้มอบของที่ระลึกแก่ตัวแทนโรงเรียน ปริณดา มหาเกตุ รองผู้อำนวยการชำนาญการ ฝ่ายบริหารงานบุคคลและฝ่ายแผนงานและงบประมาณ ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ได้กล่าวปิดท้ายว่า “ทุกครั้งที่เราได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ คือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา การแบ่งปันในวันนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่เชื่อมั่นว่าจะสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ซูเลียนพร้อมเดินเคียงข้างสังคมไทยเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน”กิจกรรมครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซูเลียนในการ “ให้คืนแก่สังคม” อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนสถาบันการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ทั้งในมิติของทักษะอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิต เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

‘เนสเพรสโซ’ ส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ จุดเริ่มต้นดูแลโลก ยกระดับประสบการณ์กาแฟในทุกวัน ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Nespresso (เนสเพรสโซ) ถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความตั้งใจอันลึกซึ้งในทุกแก้วกาแฟ ผ่านแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ ที่ชวนให้คนรักกาแฟได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันให้เป็นมากกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในการดูแลโลก โดยภายใต้แคมเปญนี้ เนสเพรสโซเดินหน้าส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับผู้บริโภค ด้วยการตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วจาก 25% ในปัจจุบัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนในระยะยาว

ส่งต่อแนวคิด  My Cup of Purpose จุดเริ่มต้นดูแลโลก

ด้วยความเชื่อที่ว่าการดื่มกาแฟยามเช้าไม่ได้เป็นเพียงกิจวัตรประจำวัน แต่ยังเป็นโมเมนต์ที่ได้ใช้เวลากับตัวเอง พร้อมหยุดพัก เติมพลัง และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เนสเพรสโซจึงมุ่งมั่นส่งต่อแนวคิด ‘My Cup of Purpose’ ให้กับลูกค้าที่รักการดื่มกาแฟเนสเพรสโซ ผ่านแคมเปญไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงความเพลิดเพลินจากประสบการณ์กาแฟคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เข้ากับเป้าหมายที่มีความหมายลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว อย่างการมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ไปจนถึงการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน โดยเนสเพรสโซต้องการเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผู้รักการดื่มกาแฟได้ริเริ่มสอดแทรกความยั่งยืนง่ายๆเข้ากับกิจวัตรประจำวัน และเชื่อมโยงเข้ากับคุณค่าส่วนบุคคล เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดี ๆ ให้สิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อให้ทุกแก้วกาแฟได้กลายเป็นทั้งช่วงเวลาที่เติมเต็มเช้าวันใหม่ และจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน

อีลิส ทัน และ อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว คือเรื่องราวแห่งความยั่งยืน

สำหรับเนสเพรสโซ กาแฟคือพลังเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ (Force for Good) ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าทุกแก้วถูกรังสรรค์ด้วยความตั้งใจและจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน โดยมีรากฐานอยู่บนเสาหลักแห่งความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความใส่ใจต่อการหมุนเวียน (Circularity) ความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate) และความใส่ใจต่อชุมชน (Community) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหยั่งรากลึกอยู่ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ สู่แคปซูลกาแฟที่คุณดื่มทุกวัน ต่อยอดไปจนถึงกระบวนการ Second Life ( แนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของเนสเพรสโซ ที่นำแคปซูลกาแฟใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริง เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับกาแฟแต่ละแก้วอย่างสร้างสรรค์)

เช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก เนสเพรสโซประเทศไทย ได้เปิดประตูให้ผู้รักการดื่มกาแฟได้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผ่านแนวทางของ ‘การหมุนเวียน (Circularity)’ โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของผู้บริโภคในการส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้ว ควบคู่กับการต่อยอดความร่วมมือไปยังพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง บริษัท วงษ์พาณิชย์ ในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้มั่นใจว่าแคปซูลทุกชิ้นที่ลูกค้าได้ดื่มจะถูกรวบรวม และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วยความใส่ใจโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กากกาแฟที่ใช้แล้วยังถูกแปรรูปเป็นปุ๋ย เพื่อนำส่งต่อให้เกษตรกรที่ทำไร่ในจังหวัดพิษณุโลก สะท้อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วิสัยทัศน์ของแบรนด์  ใส่ใจต่อการหมุนเวียน

อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เนสเพรสโซ ประเทศไทย เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ด้านความใส่ใจต่อการหมุนเวียน โดยกล่าวว่า “เพราะเรามองว่าความยั่งยืนควรเป็นเรื่องง่ายและกลมกลืนไปกับกิจวัตรในทุกๆ วัน เนสเพรสโซจึงเป็นแบรนด์กาแฟเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งใจออกแบบเส้นทางการรีไซเคิลให้ราบรื่นและครอบคลุมที่สุดสำหรับผู้บริโภค ผ่านช่องทางส่งคืนแคปซูลใช้แล้วที่สะดวกและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาที่เนสเพรสโซบูติกทั้ง 8 สาขาในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ฝากที่จุดขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งคืนทางไปรษณีย์ หรือแม้แต่บริการรับถึงหน้าบ้านเมื่อสั่งสินค้าออนไลน์ และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อการรีไซเคิลให้เป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างง่ายดายที่สุด”

นอกจากนี้ เนสเพรสโซยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้วยโครงการระดับโลกที่ริเริ่มมาอย่างยาวนาน อาทิ โครงการ AAA Sustainable Quality™ ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่กาแฟกว่า 168,550 ราย ใน 18 ประเทศ เพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูระบบนิเวศ แก้ไขปัญหาวิถีการทำไร่กาแฟเพื่อรองรับต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้น ๆ ส่งเสริมความเป็นธรรมของราคากาแฟที่รับซื้อจากชาวไร่ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนไปพร้อมกัน

ส่งต่อไลฟ์สไตล์ใส่ใจโลก ก้าวสู่สังคมรีไซเคิล

สำหรับปี 2568 แคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดเกี่ยวกับ ‘การหมุนเวียน (Circularity)’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เนสเพรสโซต้องการทำให้เป็นเรื่องเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน เพื่อให้เหล่าผู้ที่หลงใหลในศิลปะของการดื่มกาแฟผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างเรียบง่าย พร้อมขับเคลื่อนไปสู่จุดมุ่งหมายที่มีคุณค่าร่วมกัน

เริ่มตั้งแต่เป้าหมายภายในองค์กร เนสเพรสโซร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น  เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เนสเพรสโซจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ที่สวนป่าเอกมัย เขตวัฒนา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่กทม.ได้ให้ความช่วยเหลือพนักงานเนสเพรสโซในการปลูกต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ จำนวน 20 ต้น ต้นสะเดา 15 ต้น และผักสวนครัวรวม 100 ต้นเพื่อให้ร่มเงาและเป็นผลผลิตให้กับชุมชน โดยใช้ดินที่ผสมกากกาแฟของเนสเพรสโซที่ใช้แล้ว ทำเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยพนักงานเนสเพรสโซทุกคนมีความภูมิใจที่มีส่วนรวมในการยกระดับพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองกรุงเทพฯผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ที่มีคุณค่า

นอกจากนี้ เนสเพรสโซยังได้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์เข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อจุดประกายให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจวิถีชีวิตที่ใส่ใจโลกยิ่งขึ้น ผ่านช่วงเวลาสุดพิเศษแห่งการดื่มด่ำกาแฟยามเช้า รวมถึงในวันกาแฟสากล (International Coffee Day) ที่จะถึงนี้ เนสเพรสโซยังเตรียมจัดกิจกรรมที่จะเชิญชวนลูกค้าเนสเพรสโซและคนรักกาแฟมารวมตัวเพื่อดื่มด่ำกาแฟทุกแก้วด้วยความยั่งยืนไปด้วยกัน

อีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย กล่าวว่า เนสเพรสโซขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในกาแฟมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “My Cup of Purpose”  ที่จะทำให้ทุกแก้วกาแฟมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันพร้อมกาแฟแก้วโปรด แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

แคมเปญนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน ‘เสาหลักแห่งความยั่งยืนด้านการหมุนเวียน (Circularity)’ ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ชัดเจน ผ่านไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่มอบให้กับคนรักกาแฟ เราตั้งใจที่จะสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในประเทศไทย และทำให้แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแท้จริงในทุกแก้วที่ดื่ม

‘ห้างเซ็นทรัล’ ประกาศรางวัลสุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทมยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Central Beauty Awards 2025’ การันตีจากเสียงโหวตบิวตี้เลิฟเวอร์ทั่วประเทศ

‘ห้างเซ็นทรัล’ ประกาศรางวัลสุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทมยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Central Beauty Awards 2025’ การันตีจากเสียงโหวตบิวตี้เลิฟเวอร์ทั่วประเทศ

‘ห้างเซ็นทรัล’ ประกาศรางวัลสุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทมยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Central Beauty Awards 2025’ การันตีจากเสียงโหวตบิวตี้เลิฟเวอร์ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับงานประกาศผลรางวัลสุดยิ่งใหญ่ประจำปี “Central Beauty Awards 2025” ที่มอบให้กับสุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทม รวม 17 รางวัล ครอบคลุมหลากหลายประเภท ในคอนเซปต์ “ให้ทุกเสียงร่วมกำหนดนิยามความงามแห่งปี” ที่การันตีด้วยเสียงของผู้ใช้จริงทั่วประเทศ จัดโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน

ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล

ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ ดารานักแสดง อินฟลูเอนเซอร์วงการบิวตี้ เข้าร่วมงานและแนะนำเคล็ดลับดูแลผิวในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของงาน Central Beauty Awards 2025

อาทิ น้ำตาล – ทิพนารี วีรวัฒโนดม, เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, เกรซ – กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า,  เพื่อน – คณิน ชอบประดิถ, เจนิส – เจณิสตา พรหมผดุงชีพ, มิ้นต์ – ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ปอนด์ – ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์, หมิว – ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์, อาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ, เทศน์ เฮนรี ไมรอน, บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ, แพร – พิชชาภา พันธุมจินดา, อ้อม – พิยดา จุฑารัตนกุล, ซี – พฤกษ์ พานิช, ลีน่า – ลลินา ชูเอ็ทท์, บูม – สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง, เจสซี่ – กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์, เซกิ – กฤษณ บุญโรจน์, มิกกี้ – นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, นิธิภัค ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, แพทตี้ พิมพาภรณ์ เหมือนประสิทธิเวช, ฟลุค – รพี ชูสุวรรณ, เตย – สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ, พลอยฝน – เฌอปัฐน์ กิตติพรวริษฐ์ และคนดังอีกมากมาย โชว์สุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำอย่าง วง PIXXIE, วง Tattoo Colour, และ DJ P-U โดยมีสองพิธีกรมากความสามารถ โอปอล์ – ปาณิสรา อารยะสกุล และ ดีเจอ๋อง – เขมรัชต์ สุนทรนนท์ ร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน ณ Beauty Galerie ชั้น G ห้างเซ็นทรัลชิดลม

ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า “Central Beauty Awards 2025 คือ ความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของวงการบิวตี้ที่ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อ ตอกย้ำความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงาม รวมถึงบิวตี้ไอเทมที่เป็นที่นิยมในตลาดกันอย่างแพร่หลาย โดยงาน Central Beauty Awards 2025 ถือเป็นงานประกาศรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์บิวตี้แบรนด์ดังระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งในปีนี้ที่เราได้รับกว่า 180,000 โหวต ในทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่างๆ จากลูกค้าผู้ใช้จริงทุกเสียง ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจของวงการความงาม แสดงถึงแรงบันดาลใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ ตลอดปีที่ผ่านมา Beauty Galerie และแบรนด์ความงามต่างๆ ยังได้ร่วมกันสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสินค้า ข้อเสนอ และบริการ ตลอดจนเวิร์กช็อปสุดพิเศษสำหรับลูกค้า เปิดตัวสินค้าครั้งแรกในไทยที่ห้างเซ็นทรัล และที่ขาดไม่ได้ คือข้อเสนอพิเศษที่ทำให้การช้อปปิ้งสนุกและน่าจดจำยิ่งขึ้น”

น้ำตาล – ทิพนารี วีรวัฒโนดม

งานประกาศรางวัล Central Beauty Awards 2025 ที่เฟ้นหาสุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามที่ดีที่สุดแห่งปี ได้เปิดให้ผู้ใช้จริงทั่วประเทศเลือกโหวตบิวตี้ไอเทมแบรนด์ดังในดวงใจกว่า 500 ไอเทมจากหลากหลายหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผ่านช่องทางออนไลน์ และในปีนี้ยังได้เพิ่มรางวัลใหม่อีก 4 ประเภท โดยมีรางวัลรวมทั้งหมด 6 หมวดหลัก แบ่งออกเป็น 17 รางวัล

ความพิเศษยังไม่หมดเท่านี้ ห้างเซ็นทรัลชวนลูกค้าทุกคนมาร่วมฉลองและสนุกกับผลการประกาศรางวัล Central Beauty Awards 2025 อย่างต่อเนื่องกับหลากหลายกิจกรรมพิเศษจากแบรนด์ดัง  และเตรียมพบกับการยกระดับประสบการณ์การช้อปความงามอย่างเหนือระดับ กับผู้ช่วยนักช้อปอัจฉริยะคนใหม่ล่าสุด “CENNI” – Shop in One Chat – แค่แชทเดียว…ก็ช้อปได้ พร้อมมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่หรูหรา สะดวก และเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณเพลิดเพลินกับการเลือกสรรบิวตี้ไอเท็มในแบบที่ง่าย และพิเศษกว่าที่เคย พบกันเร็วๆ นี้ ที่ Central Chat&Shop และ Central App

ไม่พลาดทุกเทรนด์บิวตี้ ที่ Facebook: Central Beauty Club พร้อมสัมผัสความสะดวกสบายเหนือระดับกับการช้อปปิ้งผ่านช่องทางการช้อปปิ้งสุดสะดวกของห้างฯ ทั้งบริการ Chat & Shop ที่ Line @CentralOfficial หรือ Line @CentralBeautyClub หรือ Facebook: Central Department Store รวมถึงช่องทาง TikTok Shop: Central Department Store, Central App ครบครันเสมือนยกห้างเซ็นทรัลมาไว้บนมือถือ และ เว็บไซต์ http://www.central.co.th

คุณแหน : 1 กันยายน 2568

คุณแหน : 1 กันยายน 2568

คุณแหน : 1 กันยายน 2568

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อเชิญไปจัดพิมพ์บนหน้าปกสมุดจดข้อความของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ   สำหรับมอบเป็นบัตรอวยพรปีใหม่ 2569 แก่ผู้สนับสนุนมูลนิธิฯ   ..คณะกรรมการทั้ง 2 มูลนิธิ ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นยิ่งนักที่พระราชทานพระเมตตาแก่มูลนิธิทั้ง 2 แห่ง ตลอดมา ..
  • ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ ประพันธ์ เจริญประวัติ ผช.ผจก. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมพิธีลงนาม MOU “โครงการพัฒนาและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” เพื่อมุ่งพัฒนาทักษะการตลาด การสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล เสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน..
  • ดร. ลักขณา ลีละยุทธโยธิน สุดปลื้มกับหลานสาวคนเก่ง น้องเฟย์เฟย์-ด.ญ.พรรณิดา ลีละยุทธโยธิน  ที่ได้รับรางวัล Platinum Prize จากการแข่งขันร้องเพลง Musical อายุ 14-20ปี ในงาน Bangkok Youth Singing Competition 2025..
  • เพื่อนๆ CDA#3 ยินดีกับ ดร.นภาพร มณฑานพรัตน์ ที่ได้เป็น ผอ.สำนักยุทธศาสตร์และแผน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) และ อดิเรก อินต๊ะฟองคำร เป็น ผอ.สำนักพัฒนา สวพส…
  • มูลนิธิกำลังใจ ในโครงการต่อเติมฝันปันความรู้ ได้มอบจออัจฉริยะ 20 เครื่อง ขนาด 75 นิ้วให้กับน้องๆ รร.อนุบาลสมุทรสาคร เพื่อยกระดับการเรียนการสอนให้ทันสมัย..
  • พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม  พงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 31 ส.ค.-2 ก.ย.18.30 น.และสวดถึง 6 ก.ย.  ศาลา 150 ปี วัดมกุฎฯ ..แล้วบรรจุ..
  • มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  แถลงข่าวเปิดตัวการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี”   4 ก.ย.  14.00 น.  ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า ดุสิต..
  • ศิษยานุศิษย์ เชิญร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ปีที่ 61  ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม  บางพลัด 7 ก.ย.10.00 น.และร่วมสร้างศาลาคุณแม่บุญเรือง โตงบุญเติม  ชื่อบัญชี วัดอาวุธวิกสิตาราม (ศาลาคุณแม่บุญเรือง โตงบุญเติม) ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่ 011-254559-8..
  • นายแพทย์พณะ จันทรกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รพ.ในเครือบางปะกอก และผอ.รพ.ปิยะเวท เป็นประธานในพิธีเปิดงาน HEART OF CARE HEALTH FAIR 2025 จัดโดย โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล และโรงพยาบาลปิยะเวท เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์  5 – 9 ก.ย.  11.00 – 20.00 น. ณ ลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 ..

คุณแหน

ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.52 น.

คำว่าสยาม หรือ SIAM มีความหมายลึกซึ่งมาก เพราะหมายถึงคนที่เป็นประชาชนพลเมืองของประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาคือประเทศไทย ฝรั่งมังค่า และคนต่างชาติที่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจโดยพลันจากการศึกษาว่า คนไทยในปัจจุบันคือคนสยามในอดีต และดินแดนสยามเป็นเขตแดนที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม มีขนบประเพณี มีจารีต มีความเป็นมาที่ยาวนานลึกซึ้ง เป็นดินแดนที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้มีวัฒนธรรม มีความรุ่งเรืองไพบูลย์มายาวนานตั้งแต่โบราณกาล 


เพราะฉะนั้น คำว่าสยามจึงมีความลุ่มลึก ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะเป็นทั้งชื่อของชนชาติสยาม และในสมัยโบราณนั้น พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ชื่อสยามเป็นชื่อของประเทศในการทำสนธิสัญญาใด ๆ กับต่างชาติ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เรียนประวัติศาสตร์ของไทยโดยย้อนหลังไปถึงอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็จะเข้าใจได้ดีว่าสยามคืออะไร

 
อันที่จริงในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันหรือเรียกว่าสยามในอดีตนั้น เป็นแหล่งที่อยู่ ที่ทำมาหากินของคนหลายเผ่าพันธ์ุ เพราะดินแดนสยามเป็นเสมือนศูนย์รวมของชนชาติต่าง ๆ ทั้ง ไท ลาว มอญ เขมร ญวน แขก จีน จาม ฝรั่ง มลายู เป็นต้น เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผู้ปกครองดินแดนในยุคอดีตจึงใช้คำว่าสยามแทนชนต่าง ๆ ในดินแดนนี้


ส่วน SIAM Sonata หรือบทเพลงแห่งสยามนั้นคือผลงานรังสรรค์ของคีตกวีคนสำคัญคนหนึ่งของไทยหรือสยามในอดีต ที่มีนามว่าณัฐ ยนตรรักษ์ นักเปียโนที่มีรางวัลเกียรติยศมากมายทั้งของไทยและเทศเป็นเครื่องรับรองฝีมือ ซึ่งศิลปินผู้นี้มักบอกเสมอ ๆ ว่า ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เพื่อฝากฝีมือไว้ในคนรุ่นหลังในไทยและต่างชาติที่ได้เสพได้รับรู้ว่างานที่ตั้งใจทำนั้นเป็นงานที่ทำจากใจ ทำเพื่อบอกถึงความลุ่มลึกของแอ่งอารยธรรมที่ชื่อสยาม ส่วนรางวัลใด ๆ ที่ได้รับนั้น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนใจว่า มีผู้คนมากมายเห็นคุณค่าของงาน เขาจึงให้รางวัลเพื่อแสดงความชื่นชมและขอบคุณ 


มีคำถามว่า SIAM Sonata คืออะไร ตอบได้ชัด ๆ และตรงประเด็นว่า คือบทเพลงแห่งชนชาติสยาม เป็นบทเพลงที่บ่งบอกถึงความเป็นคนสยาม และบอกเล่าถึงศิลปะแห่งสยาม เพราะจริง ๆ แล้วเสียงเพลงบอกเล่าถึงคนชาวสยามในทุกภูมิภาคของดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง และใต้ ความต่างกันของแต่ละท้องถิ่นคือเสน่ห์ของความเป็นชนชาติสยาม และเป็นสิ่งที่ต่างชาติสามารถสัมผัสได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ใครก็ตามเมื่อมาเยือนแดนดินถิ่นสยาม แล้วไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ก็จะซึมซับได้ทันทีว่าสยามคืออะไร มีองค์ประกอบของงานศิลปะอะไรบ้าง มีทั้งความเป็นอยู่ อาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และค่านิยม 


เสียงเพลงแห่งสยามคือเครื่องยืนยันว่าสยามเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญของมนุษยชาติในเขตอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแสดง SIAM Sonata ได้ดำเนินมาแล้วกว่า 20 ปี ไปเผยโฉมให้นานาชาติเห็นมาแล้วกว่า 16 ประเทศ แสดงมากแล้วกว่า 100 รอบ และได้รับเสียงชื่นชมมาแล้วจากผู้ได้สัมผัสงานคีตศิลป์ชิ้นนี้ 

มาบัดนี้ SIAM Sonata จะไปอวดสายตาชาวโลกอีกครั้งที่ดินแดนยุโรป โดยจะไปแสดง ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี และไปแสดงที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รวมถึงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเริ่มการแสดงก่อนในประเทศไทยที่ศาลสุทธิสิริโสภา วันที่ 21 กันยายน แล้วไปเปิดการแสดงที่กรุงบูดาเปสต์ วันที่ 25 กันยายน และไปที่กรุงเวียนนา วันที่ 30 กันยายน และปิดการแสดงรอบสุดท้ายที่กรุงปารีส วันที่ 3 ตุลาคม 


SIAM Sonata จะนำเสนอทั้งเสียงเพลงของชนชาติสยามในภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับการแสดงให้เห็นชัดถึงการร่ายรำ การแต่งกาย และท่วงท่าของศิลปินของชนชาวสยามในทุกภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก และเขตภาคกลางของเมืองสยาม แล้วยังนำเสนอความก้าวหน้าของชนชาติสยามผ่านรูปลักษณ์การกิน การอยู่ การใช้ชีวิต และเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบสยามที่นานาชาติให้การยอมรับ 


SIAM Sonata คือความภาคภูมิใจของชนชาวสยาม เป็นความตั้งใจประกาศให้นานาชาติรับรู้ว่าสยามคือดินแดนแห่งอารยะโดยแท้ ดังนั้นหากใครก็ตามได้สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสยามแล้ว รับรองว่าเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันลืมเอกลักษณ์ และความเป็นสยามได้เป็นอันขาด 


หมายเหตุ
สยามเป็นชื่อทางการของประเทศไทย โดยใช้ชื่อสยามมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นไทย โดยเริ่มบังคับใช้ในทางพฤตินัยตามประกาศรัฐนิยมตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และมีผลในทางนิตินัยอย่างสมบูรณ์หลังบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปีเดียวกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ลำน้ำสงคราม” ที่ทอดยาวไหลผ่าน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน หากยังเป็น “แรมซาร์ไซต์” พื้นที่ชุ่มน้ำโลกที่ 15 ของประเทศไทย ที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์น้ำ พืชพรรณ และระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

“เสียงเรือหางยาวแล่นแหวกผิวน้ำ ปลายแหถูกฟาดลงกลางลำน้ำคือภาพที่คุ้นตา” วิถีชาวประมงพื้นบ้านยังคงดำเนินควบคู่ไปกับทำนา อาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ที่นี่ ในบางชุมชนอย่างปากยาม ท่าบ่อ และยางงอย “การหาปลา” คือหัวใจของการยังชีพ และจากปลาสดในยามเช้า สู่ “ปลาตากแห้ง” ที่แขวนอยู่บนราวไม้ไผ่ในยามบ่าย คือตัวอย่างของภูมิปัญญาที่แปรวิถีชีวิตให้เป็นเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.นุชรัตน์ มังคละคีรี หัวหน้าโครงการวิจัย “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของห่วงโซ่อุปทานปลาตากแห้งน้ำสงครามตอนล่าง” ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองส่งเสริม ววน.) และ บพท. เล่าว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเลขในรายงาน แต่คือการ “ลงไปคุยกับชาวบ้าน” เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง

“สิ่งที่เราเห็นคือ ปลาสดที่ควรเป็นวัตถุดิบกลับไหลออกไปสู่พ่อค้าคนกลาง รายได้ของชุมชนหายไป เราเลยคุยกับ 5 พื้นที่ ได้แก่ ปากยาม สามผง ท่าบ่อ ยางงอย และศรีเวินชัย เพื่อจัดตั้งตลาดปลาสดของตัวเอง ให้ปลาที่จับได้หมุนเวียนสร้างรายได้ในพื้นที่ และนำมาแปรรูปต่อยอดเป็นปลาตากแห้ง”

ผลคือ เกิดกลไกรวบรวมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในแต่ละชุมชน พร้อมหาช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยยังคงย้ำหลักการสำคัญว่า “ปลาที่ขายต้องมาจากน้ำสงครามเท่านั้น” เพราะเอกลักษณ์ของปลาที่นี่ คือ รสชาติไม่คาว ไร้กลิ่นโคลน

ทว่า งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่สร้างตลาด หากยังวางรากฐานของการอนุรักษ์ไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จะหักรายได้ 1% คืนกลับไปเป็นกองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลาเพื่อไม่ให้การจับปลาเกินขีดสมดุล

การสำรวจพันธุ์ปลาครั้งล่าสุดยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลง ในปี 2540 เคยมีการบันทึกไว้ถึง 148 ชนิด แต่การสำรวจในปีล่าสุด พบเพียง 98 ชนิด แม้จำนวนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชุมชนไม่อาจเพิกเฉย

เรื่องเล่าจาก “แม่แบม-แม่บึ้ม”

บ้านไม้เรียบง่ายในยางงอย กลายเป็นโรงงานแปรรูปขนาดย่อมของครอบครัว “แม่แบม-แม่บึ้ม” กลิ่นหอมของเกลือสินเธาว์เก่าแก่จากบึงกาฬผสมกับกลิ่นปลาสดที่เพิ่งถูกชำแหละลอยคลุ้ง

“เราล้างปลา 2-3 รอบ หมักกับเกลือคุณภาพที่ต้องต้มนานกว่า 12 ชั่วโมง แล้วพักไว้หนึ่งคืน ก่อนนำไปตากแดดสองวันเต็ม”

แม่แบม เล่าอย่างภาคภูมิใจ ปลาที่ได้เนื้อออกสีทองอ่อน มีกลิ่นหอม ไม่คาว และไม่ใส่ผงชูรส คือรสแท้จากธรรมชาติที่ถ่ายทอดต่อกันมา

ความพยายามของชุมชนและนักวิจัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหมู่บ้าน ผลิตภัณฑ์ปลาตากแห้งน้ำสงครามยังได้ไปจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) ปี 2567 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้เรื่องเล่าของสายน้ำเล็กๆ แห่งนี้ก้าวไปสู่เวทีสากล

ปลาตากแห้งจากลุ่มน้ำสงครามไม่ใช่แค่สินค้า หากแต่เป็นตัวแทนของความพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การยังชีพ” กับ “การอนุรักษ์” ทุกเกล็ดปลา ทุกแดดที่ตาก คือตัวตนของชุมชนที่ผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มาเนิ่นนาน และกำลังหาทางให้มันดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าทึ่ง คือ จากปลาตากแห้งที่ชาวบ้านทำกันมานาน ขณะนี้ถูกต่อยอดด้วยงานวิจัย จนเกิดเป็นเมนูอาหารที่ไม่แพ้ครัวระดับไฟน์ไดนิ่ง “ปลาแห้งผลไม้รวม จากปลาปีกไก่” เนื้อปลาแห้งเค็มน้อย คลุกเคล้ากับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว กลายเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างรสสัมผัสแปลกใหม่ หรือ “ข้าวผัดพริกแกงปลารากกล้วย” ปลารากกล้วยตากแห้งถูกฉีกเป็นเส้น คลุกเคล้ากับข้าวร้อนๆและเครื่องแกงพื้นบ้าน กลิ่นหอมพริกแกงกับเนื้อปลากรุบหนึบ กลายเป็นจานที่คนเมืองต้องเหลียวมอง

เมนูเหล่านี้สะท้อนว่า “วิถีบ้านนา” ก็สามารถยกระดับสู่ “ครัวโลก” ได้ หากได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงครามจึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นเรื่องราวของคนที่หวงแหนสายน้ำ เป็นรสชาติของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างธรรมชาติและการยังชีพ ทุกชิ้นปลาที่แห้งกรอบบนราวไม้ไผ่ ไม่เพียงแต่หอมแดด หอมเกลือ หากยังหอมความทรงจำของบ้านเกิด และเป็นสัญลักษณ์ว่าลุ่มน้ำสงครามจะยังคงหล่อเลี้ยงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไป

เรื่องราวของ “ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม” ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของอาหารพื้นบ้าน แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เห็น ความผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำ และการพัฒนาที่ก้าวไปพร้อมกับการรักษาภูมิปัญญาเดิมเอาไว้ จากอดีตที่ปลาสดจำนวนมากไหลออกสู่พ่อค้าคนกลาง วันนี้งานวิจัยเข้ามาสร้างระบบตลาดใหม่ ทำให้รายได้หมุนเวียนกลับมาสู่ครอบครัวชาวประมงโดยตรง เกิดการจัดการร่วมกันระหว่าง 5 พื้นที่ พร้อมทั้งมีการคืนกำไรบางส่วนไปยัง “กองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลา” เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใด การกลับมาของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน คือสัญญาณว่า บ้านเกิดยังมีคุณค่า และสามารถเป็นแหล่งทำมาหากินที่มั่นคงได้ ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาเก่าจึงถักทอเป็นพลังใหม่ของชุมชน

จากราวไม้ไผ่หน้าบ้าน สู่เวทีแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ และต่อยอดเป็นเมนู fine dining ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้บริโภค ปลาตากแห้งแห่งลุ่มน้ำสงครามกำลังพิสูจน์ว่า หากชุมชนเชื่อมั่นในทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเอง สิ่งเล็กๆก็สามารถเติบใหญ่และก้าวไปไกลในระดับโลกได้

“รสชาติปลาตากแห้ง” ไม่ได้หอมเพียงแดดและเกลือ แต่หอมหวานด้วยความหวังของชุมชนที่เลือกจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสายน้ำสงคราม

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ สศส. ภายใต้โครงการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์องค์การยูเนสโกในประเทศ ไทย (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี เปิดเวทีกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)” ภายใต้ แนวคิด “รสเพ็ดรี มีดีไม่เหมือนใคร” เพื่อตอกย้ำบทบาทเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้าง สรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ของประเทศไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมอาหารจากรุ่นสู่รุ่น

กิจกรรมนี้มีการจับคู่ “แม่ครัวหัวเตา” กับ “นักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์” ถ่ายทอดสูตรอาหารประจำบ้านผ่านการปรุงและการเล่าเรื่องในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสร้างคุณค่าเพิ่มแก่ชุมชนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ สวนตาลลุงถนอม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “กิจกรรมการประกวดฯ ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันทำอาหาร แต่คือการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและรากเหง้าของชุมชนในเพชรบุรี เราเชื่อว่าอาหารคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ซึ่ง สศส.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์เพชรบุรีผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ ชวนสำรวจ รีวิวตัวเอง ,รู้จักเรื่องราว รู้ลึกถึงรากและต่อยอดผ่านประสบการณ์ใหม่ สู่ตลาดใหม่เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนการจับคู่ แม่ครัวหัวเตากับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อพลังระหว่างรุ่น ถ่ายทอดคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ให้อาหารพื้นถิ่นเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ กิจกรรมนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการสื่อสารอัตลักษณ์เมืองผ่านอาหาร เสริมบทบาทของเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล”

ด้าน วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า “เพชรบุรีได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2564 ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร จากรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งวัตถุดิบพื้นถิ่น อาทิ น้ำ ตาลโตนด มะนาวแป้น และเกลือสมุทร ผสานภูมิปัญญาการปรุงอาหารที่สืบทอดกันมา ก่อเกิดเป็น “รสเพ็ดรี” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำรับอาหารและเรื่องเล่าของแต่ละบ้าน ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบและรสชาติ แต่เป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ของเพชรบุรี แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนและเยาวชนได้แสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ การประกวดฯจึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับเพชรบุรีให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงเวทีโชว์ฝีมือการทำอาหารเท่านั้น แต่คือการนำภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีทีมแม่ครัวและนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ 3 ทีมที่สะท้อนรากเหง้าความหลากหลายของเพชรบุรีอย่างน่าสนใจ ได้แก่ สำรับกะเหรี่ยงโปว์ โดย แม่ครัวป้าแหวน x แม่ครัวซูซี่ นำเสนอเมนู เชอเง๊กะทิ ข้าวห่อกะเหรี่ง แกงข้าวคั่ว และซูชิข้าวกะเหรี่ยง ซึ่งสะท้อนวิถีชุมชนกะ เหรี่ยงที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้ และต่อยอดผสมผสานอาหารรูปแบบใหม่ได้อย่างลงตัว สำรับลาวโซ่ง โดย แม่ครัวป้าติ๋ม x แม่ครัวพลอย นำเสนอเมนู แกงหน่อส้ม แจ่วด้าน ผักจิ้ม ปลาแดดเดียวและหมูลอย ถ่ายทอดรสชาติจัดจ้านถูกปากทุกเมนู สำรับแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม โดย แม่ครัวป้าเตี้ย x แม่ครัวนัท นำเสนอเมนู แกงหัวกะโหนด และยำใหญ่แบบเพชรบุรี รังสรรค์อาหารอย่างละเมียดละไม สืบทอดเมนูพื้นถิ่นแบบเพชรบุรี

ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรุงสำรับประจำบ้าน การชิมวัตถุดิบเพ็ดรี นิทรรศการอาหารไปจนถึงการเสวนา “รสเพ็ดรี สำรับนี้มีดีอยากเล่า” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศผลและมอบรางวัลอย่างอบอุ่นซึ่งแต่ละทีมได้รับรางวัลที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนี้ ราง วัล “สำรับชวนว้าว” รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ตกเป็นของ ทีมแม่ครัวกะเหรี่ยง ถ่ายทอดภูมิปัญญาป่าพื้นถิ่นอย่างมีเสน่ห์

เมนูเหล่านี้สื่อถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง  เราได้นำข้าวกะเหรี่ยงมาต่อยอดกับคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นเมนูซูชิ ส่งต่ออาชีพให้รุ่นลูกหลานในอนาคต ขอบคุณที่ให้โอกาสกลุ่มกะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วมและบอกเล่าเรื่องราวอาหารของชาวกะเหรี่ยง สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารและเป็นการบอกต่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งใน 1 ปีจะมีประเพณีของชาวกะเหรี่ยง 3 ประเพณีด้วยกัน แต่ละประเพณีจะมีอาหารแต่ละประเภทไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละช่วง อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสวิถีชุมชนของเราอย่างแท้จริง” ทีมแม่ครัวกล่าว

รางวัล “สำรับชวนฟัง” รางวัลการเล่าเรื่องน่าฟัง มอบให้กับ ทีมแม่ครัวชุมชนวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่ใช้การเล่าเรื่องเชื่อมโยงอาหารกับประวัติศาสตร์วัดและวิถีชีวิตอย่างน่าประทับใจ

“แกงหัวกะโหนดเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี วัตถุดิบมาจากผลผลิตของชาวบ้านทุกอย่าง ปกติเราเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณา ราม ใครอยากชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองเพชรบุรีสามารถมาหาแม่ครัวได้ที่วัดได้ และทางทีมแม่ครัวฯ ก็รู้สึกมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้”

รางวัล “สำรับชวนหิว” รางวัลรสชาติอาหารอร่อย ยกให้ ทีมแม่ครัวลาวโซ่ง ที่จัดสำรับหลากหลายและรสชาติจัดจ้านจนทำให้ผู้เข้าร่วมงานอยากลิ้มลองทันที

“เราอยากให้ผู้คนได้รู้จักชุมชนของเราผ่านเมนูเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถหาวัตถุดิบได้เองจากท้องถิ่นของเรา เป็นอาหารพื้นบ้านที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชุมชนได้ดี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการประกวดครั้งนี้และได้รับรางวัลนี้”

การประกวด “รสเพ็ดรีประจำบ้าน” ครั้งนี้ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “รสเพ็ดรี” คือรสชาติที่สะท้อนความหลากหลายของเพชรบุรี ไม่ว่าจะเข้มข้นแบบกะเหรี่ยง จัดจ้านแบบลาวโซ่ง หรือประณีตละเมียดละไมแบบตำรับวัดใหญ่สุวรรณาราม ล้วนเป็นพลังแห่งภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบ สานและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

ทีมกะเหรี่ยงโปว์

ทีมกะเหรี่ยงโปว์

ทีมลาวโซ่ง

ทีมลาวโซ่ง

ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลพวง ‘ไต้ฝุ่นคาจิกิ’ น้ำท่วม-ดินถล่มในเวียดนาม

ประมวลภาพความเสียหายในหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ลมแรง ดินถล่ม และน้ำท่วม ซึ่งมีต้นตอจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ (Kajiki) พายุลูกที่ 5 ในปีนี้ของเวียดนาม โดยพายุไต้ฝุ่นคาจิกิเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อต้นสัปดาห์ ทำให้หลายจังหวัดทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามเผชิญฝนตกหนักและลมแรง

ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามมาในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 7 ราย ขณะเดียวกันมีผู้สูญหาย 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 34 ราย

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว