ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ร้อยโทเอกทัย ชันซื่อ ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน ในฐานะอดีตเลขานุการประธานรัฐสภาของร้อยตำรวจตรี วรรณ ชันซื่อ ประธานรัฐสภา(ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2532-2534) นำเช็คบริจาคเงิน จำนวน 2 ล้านบาท มอบให้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุ

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.36 น.

คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก                  ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำทีมคณะกรรมการ และอาสาสมัคร ออกร้านจำหน่าย  “ดอกป๊อปปี้” เนื่องในสัปดาห์ “วันดอกป๊อปี้บาน” หรือ “วันทหารผ่านศึก” 3 กุมภาพันธ์ ของทุปี   ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณ ทางเดินลอยฟ้า ราชประสงค์ (R-Walk) และ บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าแพลทินัม โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดอกป๊อปปี้ มาจำหน่ายมากมาย อาทิ กระเช้าดอกไม้ แจกัน แก้วน้ำ กระติกน้ำ กระเป๋าผ้าลายดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึกอื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งนี้เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ที่อุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดยมี สุฐิตา ภิรมย์ภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการจัดงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้า แพลทินัม ชั้น 1 โซน 1 เมื่อเร็วๆนี้

อรุณี วิชิตกุล, กาญจนา พุกกะรัตน์, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, สุฐิตา  ภิรมย์ภักดี, ทิพวัฒน์  จลานันทวงศ์, วรรณนิดา ธูปะเตมีย์  และ ธีรนันท์ จิตต์ศิริ

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รับมอบเงินบริจาคจำนวน 500,000 บาท จาก ศิริพร แดงสุภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ อุรชา บูรพาชลทิศน์ กรรมการบริหาร บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทย แม่ประนอม จำกัด เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดงานกาชาดประจำปี 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมี สุธีชัย สันติวราคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน). และ Mr Takashi Saito Chief Executive Officer บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน มอบเงินบริจาคจำนวน 1,570,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รับมอบ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย เดินหน้าภารกิจ “รับ” เพื่อ “ให้” ภายใต้วิสัยทัศน์ Smart Fundraising เชิญชวนประชาชน และองค์กรทุกภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรม เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ป่วย ผู้ประสบภัย และกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ส่งต่อน้ำใจไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่านรูปแบบการบริจาคและกิจกรรมการกุศลที่หลากหลาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบด้วย

กิจกรรมหารายได้เพื่อการกุศล มุ่งระดมทุนเพื่อนำเงินรายได้มาสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย                 อาทิ วิ่งการกุศล คอนเสิร์ตการกุศล กิจกรรม CSR เพื่อสังคม ผ่านการผสานความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจ เพื่อจัดกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ บริจาคและจัดกิจกรรมการกุศลในรูปแบบดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ www.donationhub.or.th  และ www.iredcross.org รวมถึงบริการรับบริจาคนอกสถานที่ ให้ทุกวันพิเศษเป็นวันแห่งการให้ โดยสามารถกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการรับบริจาคได้ และบริจาคด้วยตนเอง ณ ศูนย์การบริจาคสัมพันธ์ Donation HUB สภากาชาดไทย

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.23 น.

NSM แถลงข่าว “31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่นวัตกรรมแห่งอนาคต” เดินหน้ายกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก ปลื้มได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกที่ประเทศไทยถึง 2 รายการเดือน ส.ค.2569 พร้อมโชว์พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาโฉมใหม่ที่มีตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิงกว่า 240,000 รายการ 

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM พร้อม ดร.กรรณิการ์ เฉิน รอง ผอ.NSM แถลงข่าว “31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่นวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมีนายุสวิทย์ เปานาเรียง ผอ.สำนักพัฒนาธุรกิจและเครือข่าย ดร.วิจิตรา สุริยะกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 อาคารสำนักงาน อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

นายสุวรงค์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ NSM  มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “เครื่องมืออันทรงพลัง” ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงนำมาสู่การจัดตั้ง องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย คือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าและ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  โดยในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4 ล้านคน  ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง “นวัตกรไทย” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

”NSM พร้อมแล้วที่จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชมให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยเราออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน ดร.กรรณิการ์ กล่าวเสริมว่า  ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ “เข้าถึงได้จริง” สำหรับทุกคนในสังคม และด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ NSM ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ 1. INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และ 2. ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569

“นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับก้าวต่อไปของ NSM ที่ประชาชนไม่ควรพลาดในวาระพิเศษนี้คือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น “พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร” โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา “ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง” กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’  พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง “การเกิดโรคมะเร็ง หรือ Oncogenesis (อองโคจีเนซิส)” พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ 2563) ชั้นปีที่ 3 รุ่นที่ 4 ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน  โดยมีรักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน, ดร.ฐากูร พานิช, นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์,ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน  พร้อมผู้บริหารและคณาจารย์ เฝ้ารับเสด็จและเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย  รวมจำนวน 50 คน

สำหรับ เนื้อหาเรื่องการเกิดโรคมะเร็งในครั้งนี้ ทรงบรรยายถึงการควบคุมการเพิ่มจำนวนของเซลล์และการเกิดเซลล์ตาย และเมแทบอลิซึมของเซลล์มะเร็ง  ซึ่งปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีระบบควบคุมการทำงานของเซลล์อย่างรัดกุม เซลล์จะเติบโต แบ่งตัว และตายไปตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กระบวนการนี้เรียกว่า “วัฏจักรของเซลล์” ซึ่งมี 4  ระยะด้วยกัน  โดยในแต่ละระยะจะมี “จุดตรวจสอบ” คอยควบคุมความถูกต้อง หากพบความผิดปกติ เซลล์จะหยุดการแบ่งตัว หรือเข้าสู่กระบวนการตายตามธรรมชาติที่เรียกว่า “อะพอพโตซิส (apoptosis)  นอกจากนี้ เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น ก็จะเข้าสู่ภาวะ “ชราภาพของเซลล์” หรือ “ซีเนสเซนส์ (senescence)” ทำให้หยุดแบ่งตัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม หากระบบควบคุมเหล่านี้ทำงานผิดปกติ เซลล์ที่ควรหยุดแบ่งตัวกลับยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น “เซลล์มะเร็ง” ทั้งนี้ เซลล์มะเร็งมีลักษณะสำคัญคือ แบ่งตัวเร็วและไม่หยุด ทำให้ต้องปรับกระบวนการเผาผลาญพลังงาน (เมแทบอลิซึม) ใหม่ เพื่อดึงสารอาหารเข้าสู่เซลล์มากกว่าปกติ สำหรับสร้างพลังงานและสารจำเป็นต่อการเติบโตที่รวดเร็ว  ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง ตั้งแต่การควบคุมวัฏจักรเซลล์ การส่งสัญญาณภายในเซลล์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเมแทบอลิซึม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาวิธีตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และคิดค้นยา รวมถึงแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงเรียนแพทย์ลำดับที่ 23 ของไทย ได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ World Federation for Medical Education โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้นำด้านสุขภาพและการบริการทางการแพทย์ ที่มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

วาเลนไทน์นี้ ส่งต่อความรัก ผ่าน i-stamp ในนิทรรศการ Art Speaks One Language

วาเลนไทน์นี้ ส่งต่อความรัก ผ่าน i-stamp ในนิทรรศการ Art Speaks One Language

วาเลนไทน์นี้ ส่งต่อความรัก ผ่าน i-stamp ในนิทรรศการ Art Speaks One Language

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.21 น.

เก็บทุกช่วงเวลาแห่งความรัก ด้วยแสตมป์ส่วนตัวดีไซน์พิเศษในแบบของคุณ i-stamp หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดภายในนิทรรศการ Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน ผลิตโดยไปรษณีย์ไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ผสาน “ศิลปะ” และ “ความทรงจำ” เข้าไว้ด้วยกันอย่างอบอุ่นและมีความหมายในช่วงเทศกาลแห่งความรัก  

ผู้เข้าชมสามารถเลือกภาพจากผลงานศิลปินภายในนิทรรศการ มาสร้างสรรค์เป็นแสตมป์ส่วนตัว รับได้ทันที และนำไปใช้ติดส่งสิ่งของ หรือส่งต่อข้อความแทนใจให้คนพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท พร้อมสะท้อนแนวคิดของนิทรรศการในการเปลี่ยน “ความต่าง” ให้เป็นพลังของการให้ ในราคาเพียง 120 บาท โดยรายได้ส่วนหนึ่งร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ในการพัฒนาห้องเรียนศิลปะสำหรับเด็กขาดแคลนทั่วประเทศ เปลี่ยนแสตมป์ดวงเล็ก ๆ ให้กลายเป็นโอกาสทางการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี โปสการ์ดลายแมวสุดน่ารัก ผลงาน Collaboration ระหว่าง “ปราง เวชชาชีวะ” และ “อเล็ก–ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเด็กพิเศษสายดิจิทัลอาร์ต ให้ผู้เข้าชมได้ใช้เขียนข้อความบอกรัก และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ แทนใจ เพิ่มความพิเศษให้ทุกการส่งต่อในช่วงวาเลนไทน์

เติมเต็มบรรยากาศแห่งความรักและความสร้างสรรค์ให้พิเศษยิ่งขึ้น กับ บูธกิจกรรมจาก ArtStory ที่ชวนผู้เข้าชมร่วมเวิร์กชอปสุดอบอุ่น อาทิ การเพนท์คุกกี้ และการเพนท์แคนวาส เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยหัวใจ เหมาะสำหรับคู่รัก กลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว ที่อยากเก็บช่วงเวลาวาเลนไทน์ให้กลายเป็นความทรงจำที่จับต้องได้

ผู้เข้าชมยังสามารถเดินชมผลงานศิลปะอย่างใกล้ชิด จากทั้งศิลปินทั่วไป และศิลปินเด็กพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก ผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการทางสายตา รวมถึงเลือกเก็บของที่ระลึกจากผลงานศิลปิน ซึ่งสะท้อนมุมมองและอัตลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การมาเยือนนิทรรศการครั้งนี้ เต็มไปด้วยความหมายมากกว่าการชมงานศิลปะทั่วไป แต่คือการ “แบ่งปันความรักผ่านศิลปะ” อย่างแท้จริง

ร่วมเก็บโมเมนต์ดี ๆ และส่งต่อพลังของความหลากหลายผ่านกิจกรรมดีๆ  ได้ในนิทรรศการ Art Speaks One Language พื้นที่ที่ศิลปะ “พูดภาษาเดียวกัน” เข้าชมฟรี ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก เดินทางสะดวกด้วย BTS สะพานตากสิน

มูลนิธิกรุงศรีร่วมสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน 1 ล้านบาท

มูลนิธิกรุงศรีร่วมสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน 1 ล้านบาท

มูลนิธิกรุงศรีร่วมสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน 1 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิกรุงศรี ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1 ล้านบาท แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อใช้ในการก่อสร้าง “ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนปูนอินทรี–มูลนิธิกรุงศรี” (ระยะที่ 1) อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้โครงการ “โรงเรียนสีเขียว” โดยมี พลตำรวจตรี กัญชล อินทราราม  รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

การสนับสนุนในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้แก่เยาวชนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร สะท้อนถึงพันธกิจของมูลนิธิกรุงศรีในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

‘พันธุ์ไทย’ ผนึก ‘กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข’ ประกาศมาตรฐานใหม่ ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ นำร่องปรับสูตร ‘พันธุ์ไทยคอฟฟี่เย็น’ ลดหวานครึ่งหนึ่ง พร้อมขยายผลสู่เมนูใหม่ทั่วประเทศ

'พันธุ์ไทย' ผนึก 'กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข' ประกาศมาตรฐานใหม่ 'หวานปกติ = หวาน 50%' นำร่องปรับสูตร 'พันธุ์ไทยคอฟฟี่เย็น' ลดหวานครึ่งหนึ่ง พร้อมขยายผลสู่เมนูใหม่ทั่วประเทศ

‘พันธุ์ไทย’ ผนึก ‘กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข’ ประกาศมาตรฐานใหม่ ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ นำร่องปรับสูตร ‘พันธุ์ไทยคอฟฟี่เย็น’ ลดหวานครึ่งหนึ่ง พร้อมขยายผลสู่เมนูใหม่ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.14 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการเครื่องดื่มไทย ผนึกกำลังกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อม 8 แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำ ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐานความหวานใหม่ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” นำร่องปรับสูตรเมนู ‘พันธุ์ไทยคอฟฟี่เย็น’ ก่อนขยายผลสู่เมนูใหม่ เพื่อปฏิรูปพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย สู่การมีสุขภาพที่แข็งแรง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ต้องการเห็นคนไทย “อยู่ดี มีสุข” อย่างยั่งยืน

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และมีความกังวลกับค่าน้ำตาลที่สูงขึ้นทุกปี แต่ยังคงชื่นชอบรสชาติความอร่อย และมีความสุขกับการบริโภคหวาน พันธุ์ไทยจึงมีนโยบายภายในที่ชัดเจนมาโดยตลอด ในการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ Longevity ผ่านการบาลานซ์รสชาติกับคุณค่าทางโภชนาการ แนวทางส่งเสริมสุขภาพจากภาครัฐจึงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และกลายเป็นวิถีใหม่ที่ยั่งยืนของคนไทย”

กาแฟพันธุ์ไทย ไม่ได้มุ่งหวังเพียงส่งมอบรสชาติความอร่อย แต่ยังใส่ใจดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว โดยนำร่องปรับสูตรเมนูกาแฟนมยอดนิยม “พันธุ์ไทยคอฟฟี่เย็น” ให้มีความหวานลดลงครึ่งหนึ่ง สอดรับกับแนวทาง ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงบริการเดลิเวอรีจัดส่งถึงบ้าน

สุขวสา กล่าวเสริมว่า “สำหรับเมนูใหม่ๆ พันธุ์ไทยได้บรรจุมาตรฐาน ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ ลงไปตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา แม้เมนูเดิมบางรายการ โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์ที่ครองใจลูกค้ามานาน อาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาสูตรอย่างพิถีพิถัน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างรสชาติที่ลูกค้าชื่นชอบควบคู่กับคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ”

ทิศทางของแบรนด์พันธุ์ไทยต่อจากนี้ คือการปรับเมนูใหม่เข้าสู่มาตรฐานความหวาน 50% อย่างต่อเนื่องและเร็วที่สุด ด้วยการคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ให้ความหวานพอดี และฝึกฝนบาริสต้าให้เป็นผู้แนะนำเทรนด์สุขภาพ

“เป้าหมายของพันธุ์ไทยไม่ใช่การ ‘ลดรสชาติ’ แต่คือ ‘การยกระดับคุณภาพชีวิต’ เพราะเราเชื่อว่าเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุด คือเครื่องดื่มที่ทำให้ลูกค้ากลับบ้านไปพร้อมกับรอยยิ้มและสุขภาพที่แข็งแรง” คุณสุขวสา กล่าวทิ้งท้าย

หนึ่งปีมีครั้งเดียว! งานไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่สุดอลังการ!

หนึ่งปีมีครั้งเดียว! งานไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่สุดอลังการ!

หนึ่งปีมีครั้งเดียว! งานไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่สุดอลังการ!

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.48 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสลมหนาว ชมความงดงามของพรรณไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ที่เบ่งบานสะพรั่งทั่วเมืองเชียงใหม่ ในงาน “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 49 ประจำปี 2569″  ชมขบวนรถบุปผชาติสุดอลังการ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์แห่งพฤกษานานาชนิด ผสานอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมล้านนาอันทรงคุณค่า พร้อมชื่นชมดอกไม้นามพระราชทานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ ภายใต้แนวคิด “บุปผาราชินีก้องเกริกฟ้า ล้ำเลอค่านครพิงค์”  ในระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสาธารณะหนองบวกหาด และบริเวณลานอเนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

กิจกรรม High Light ภายในงาน

  • ชมขบวนรถบุปผชาติสุดอลังการ กว่า 23 ขบวน และการแสดงวงโยธวาทิตกว่า 9 ขบวน ในวันที่ 14ก.พ.2569 เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป  (ขบวนจะเริ่มเคลื่อนจากบริเวณสะพานนวรัฐ หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ -ประตูท่าแพ – สวนสาธารณะหนองบวกหาด)
  • ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพรรณไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงโปรด ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
  • ชมการแสดงดอกไม้พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ และทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่หาชมได้ยาก 
  • ชมการประกวดไม้ดอกไม้ประดับ และการจัดสวน
  • ชมการประกวดภาพถ่าย ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ไม้ดอกไม้ประดับ งามวิถีเมืองเซียงใหม่”
  • ชมนิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ
  • เลือกซื้อสินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

พิเศษสุดในปีนี้ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมกิจกรรม  “เช็คอินแลนด์มาร์ก ถ่ายภาพสุดชิค”  ณ บริเวณหน้าโรงแรมสมายล์ล้านนา ( ตรงข้ามสวนบวกหาด จังหวัดเชียงใหม่)
ในระหว่างวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

  • พิเศษ สำหรับนักท่องเที่ยว ที่มาร่วมงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  รับเลยของที่ระลึกจาก ททท. (หมายเหตุ: ของที่ระลึกมีจำนวนจำกัดฉ

ช่วงเวลาแห่งความงดงามของดอกไม้ที่เบ่งบานทั่วเวียงพิงค์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทร : 053-248604-5

#amazingthailand #ChiangmaiFlowerFestival #GoNorthThailand #AmazingThailand  #Chiangmai #TATChiangmai

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

เมื่อโรคหัวใจแต่กำเนิดคือบทเพลงยาวของชีวิต และรามาธิบดีคือวงออร์เคสตราที่บรรเลงตลอดชีวิตเพื่อผู้ป่วยทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือ วันโรคหัวใจแต่กำเนิดโลก (World Congenital Heart Disease Day) วันที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับโรคหัวใจแต่กำเนิด

  • โรคที่เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของชีวิต แต่ไม่เคยมีวันจบ

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ชีวิตคือบทเพลงยาวที่ต้องบรรเลงต่อเนื่องไปตลอดชีวิตและการดูแลหัวใจที่ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่อาจอาศัยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัย “วงออร์เคสตรา” ที่ทุกเครื่องดนตรีต้องเข้าใจจังหวะเดียวกัน นี่คือที่มาของภารกิจสำคัญของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ (Adult Congenital Heart Disease: ACHD) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

จากเด็กที่รอดชีวิต สู่ผู้ใหญ่ที่ต้องการระบบดูแลใหม่

ศ.พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ กุมารแพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ริเริ่มและผลักดันการก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ Adult Congenital Heart Disease (ACHD) อธิบายว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากโรคที่ครั้งหนึ่งเคยหมายถึง “การไม่รอดชีวิต” กลายเป็นโรคที่เด็กจำนวนมากสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ “แต่การมีชีวิตยืนยาวขึ้น ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไป ”

ศ.พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ กุมารแพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

“การรักษาโรคหัวใจแต่กำเนิด ทำให้เด็กรอดชีวิตถึงเป็นผู้ใหญ่ แต่หัวใจที่..ผ่านการรักษา..นั้น มีร่องรอยหรือบาดแผลจากการซ่อมแซม แถมยังมีโรคของผู้ใหญ่มาทับถม จึงทำให้เป็นหัวใจที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก”

จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดมาตั้งแต่วัยเด็ก ศ.พญ.อลิสา เน้นย้ำว่า การผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เป็นการ ‘ซ่อมแซม’ เพื่อให้หัวใจทำงานใกล้เคียงปกติที่สุด ไม่ใช่การรักษาให้กลับมาเป็นหัวใจปกติอย่างสมบูรณ์ รอยโรคเดิมนั้นยังคงอยู่และเมื่อเวลาผ่านไป หัวใจที่ผ่านการซ่อมแซมก็อาจเผชิญปัญหาใหม่ตามวัย นั่นทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องเผชิญเส้นทางชีวิตด้านสุขภาพที่ยาวนานกว่าที่หลายคนคาดคิด จากเด็กที่รอดชีวิต สู่วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ ที่มีทั้งโรคหัวใจแต่กำเนิดและโรคหัวใจของผู้ใหญ่

“ศาสตร์ความรู้ในการดูแลโรคหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ จึงเป็นศาสตร์เฉพาะที่ต้องได้รับการเพิ่มพูนทักษะทั้งจากหมอเด็กโรคหัวใจและหมอหัวใจผู้ใหญ่ เพราะเป็นศาสตร์ที่มีความลึกและผสมผสานพร้อมกับองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

แนวคิดนี้นำไปสู่การรวมพลังของแพทย์หลายสาขา และกลายเป็น ศูนย์ Adult Congenital Heart Disease Clinic อย่างเป็นระบบ ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดูแลผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดแบบต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเป็นช่วง ๆ ตามวัย

วงออร์เคสตราที่ต้องซ้อมร่วมกัน ไม่ใช่เล่นเดี่ยว

สำหรับผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในวัยผู้ใหญ่ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเลือกวิธีรักษาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การตัดสินใจร่วมกันของหลายสาขา ว่าทางเลือกใดเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงชีวิต

รศ.นพ.ปิยะ สมานคติวัฒน์ 

รศ.นพ.ปิยะ สมานคติวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่และอดีตหัวหน้าศูนย์คนที่ 2 ศัลยแพทย์ทรวงอกด้านโรคหัวใจแต่กำเนิด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า

“หัวใจของการดูแลผู้ป่วย ACHD ไม่ใช่ใครเก่งที่สุด แต่คือการทำให้ทุกคน “ทำงานร่วมกันได้จริง”

“โรคหัวใจแต่กำเนิดมีความซับซ้อนมาก ไม่มีใครคนเดียวที่รู้ทั้งหมด การรักษาที่ปลอดภัยจึงต้องอาศัยการคุยกันอย่างลึกซึ้งของทุกสาขา”

ในศูนย์ ACHD การตัดสินใจรักษาไม่ได้เกิดขึ้นในห้องผ่าตัดหรือห้องทำหัตถการเพียงลำพัง แต่เริ่มตั้งแต่การประชุมร่วมกันของทีมแพทย์ ทั้งกุมารแพทย์หัวใจ อายุรแพทย์หัวใจ แพทย์สายสวน ศัลยแพทย์ พยาบาลเฉพาะทางและทีมสนับสนุนอื่น ๆ

“เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาให้รอด แต่คือทำให้เขาใช้ชีวิตได้ดีที่สุดในแบบของเขา”

นวัตกรรมที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต: ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำอีกต่อไป

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ป่วย ACHD คือ การต้องผ่าตัดซ้ำหลายครั้งตลอดชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ้นหัวใจปอด (Pulmonary Valve)

อ.นพ.แมน จันทวิมล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Interventional Cardiology

อ.นพ.แมน จันทวิมล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Interventional Cardiology อธิบายว่า ในอดีตหากลิ้นหัวใจเสื่อม ผู้ป่วยมักต้องผ่าตัดเปิดหัวใจซ้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

“แทนที่จะต้องผ่าตัดเปิดอกครั้งที่สามหรือสี่ ศูนย์ของเราสามารถเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนได้มานานกว่า 10 ปีแล้ว”

การรักษานั้นคือ Transcatheter Pulmonary Valve Replacement — การใส่ลิ้นหัวใจปอดผ่านสายสวน ทางเลือกใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตคนไข้ไปอย่างสิ้นเชิง

“เราจะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านหลอดเลือด โดยคนไข้ไม่ต้องเปิดอก ไม่ต้องหยุดหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นมาก บางรายกลับบ้านได้ภายในไม่กี่วัน”

การรักษานี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ แต่ยังช่วย ลดจำนวนครั้งของการผ่าตัดตลอดชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย ACHD ที่อาจต้องเผชิญการรักษาซ้ำหลายรอบ ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรม แต่คือส่วนสำคัญของแนวคิดการดูแลระยะยาวของศูนย์ ACHD

ช่องว่างระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ ที่อาจแลกมาด้วยชีวิต

รศ.พญ.ธารินี ตั้งเจริญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ เน้นย้ำถึงช่องว่างดังกล่าว ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักหลุดจากระบบโดยไม่ตั้งใจ เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะผู้ป่วยไม่อยากรักษา แต่เพราะระบบสุขภาพไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลพวกเขาในวัยผู้ใหญ่

รศ.พญ.ธารินี ตั้งเจริญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่

ผู้ป่วยจำนวนมากจึงต้องวนเวียนไปมาระหว่างโรงพยาบาล โดยไม่มีแพทย์คนใดที่เข้าใจประวัติการรักษาเดิมอย่างแท้จริง บางคนย้ายถิ่นฐาน บางคนเปลี่ยนสิทธิการรักษาและบางคนก็หายไปจากระบบโดยสิ้นเชิงและหลายครั้งการกลับมานั้น คือการกลับมาในวันที่โรคหัวใจเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

ศูนย์ ACHD รามาธิบดี จึงไม่ได้เป็นเพียงคลินิกโรคหัวใจทั่วไป แต่เป็นการสร้างระบบการรักษาตลอดชีวิต ภายใต้เป้าหมายสำคัญของศูนย์คือ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยหลุดจากระบบ

“อย่างน้อยที่สุด คนไข้ของรามาธิบดี ต้องไม่หลุดจากการดูแลตั้งแต่เด็กมาสู่ผู้ใหญ่”

นอกจากนี้ ศูนย์ ACHD รามาธิบดียังทำหน้าที่เป็น พื้นที่เรียนรู้ของแพทย์รุ่นใหม่ ทั้งอายุรแพทย์โรคหัวใจ กุมารแพทย์ และบุคลากรสหสาขา

“เราต้องสร้างคนที่สามารถดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่ส่งต่อคนไข้ต่อไปเรื่อย ๆ”

แนวคิดนี้ทำให้ศูนย์ ACHD ทำงานควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมในสถานการณ์จริง และการทำงานเป็นทีมสหสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งมิติทางเทคนิคและการตัดสินใจเชิงระบบ

เรื่องราวของศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์คนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของทีม ที่เชื่อว่าผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดไม่ควรถูกทิ้งไว้กลางทางของชีวิต

“เรารู้ว่าเป้าหมายคืออะไร และเรากำลังเดินไปในทิศทางนั้น เราจะเป็น the best place สำหรับผู้ป่วยของเรา”

เพราะบทเพลงชีวิต ไม่ควรถูกกำหนดด้วยฐานะ

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมาก แต่ทีมแพทย์ศูนย์ Adult Congenital Heart Disease (ACHD) ของ โรงพยาบาลรามาธิบดี ย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

ผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ต่อเนื่องยาวนาน บางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีหรือยาขั้นสูง ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว

“เราอยากให้การตัดสินใจรักษาเกิดจากความเหมาะสมทางการแพทย์ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ”

ช่องทางการร่วมสนับสนุน เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษา

สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาผ่าน มูลนิธิรามาธิบดี เลขบัญชี 026-305216-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ ภายใต้กองทุนศูนย์โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ใหญ่ รหัสกองทุน 3225010008

เงินสนับสนุนดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม การบริจาคนี้สามารถ นำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยส่งหลักฐานการโอนเงินและข้อมูลที่กำหนดมาที่มูลนิธิรามาธิบดี

เพราะในบางครั้ง การรักษาหัวใจของใครบางคน
เริ่มต้นจาก “การให้” ที่เต็มไปด้วยความหวัง