บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดรน (Drone) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับ” (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) เป็นหนึ่งในอาวุธที่สำคัญที่สุดในสงครามยุคใหม่ ที่กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสมรภูมิอย่างมากมายที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรือบินได้โดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้   จากที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพทางอากาศ และอุปกรณ์การเกษตร  ปัจจุบันโดรนได้กลายเป็นอาวุธที่รัฐและกลุ่มต่าง ๆ หันมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภารกิจรักษาความปลอดภัย   ลาดตระเวน สอดแนม และโจมตีเป้าหมาย การพัฒนาโดรนเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามสร้างเครื่องบินไร้คนขับสำหรับการข่าวกรอง แต่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม และพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

1. โดรนทางการทหาร: มากกว่าแค่การสอดแนม

โดรนที่ใช้ในกองทัพนั้นมีหลากหลายชนิดและถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่แตกต่างกันไป

•             โดรนสอดแนมและลาดตระเวน (ISR Drone): มีขนาดเล็ก บินได้นาน และติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรอง

•             โดรนโจมตี (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle): เป็นโดรนติดอาวุธ สามารถยิงขีปนาวุธหรือระเบิดได้ เช่น โดรนรุ่น Predator และ Reaper ที่โด่งดังของสหรัฐฯ

•             โดรนลูกผสม (Hybrid Drone): สามารถสลับโหมดจากสอดแนมเป็นโจมตีได้เมื่อจำเป็น

•             โดรนกามิกาเซ่ (Kamikaze Drone) หรือโดรนพลีชีพ: โดรนขนาดเล็กที่บรรทุกระเบิดและพุ่งเข้าชนเป้าหมายโดยตรง

2.วิธีป้องกันโดรนโจมตี

การป้องกันโดรนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: Hard Kill และ Soft Kill

2.1 Hard Kill (การทำลายโดรนให้ตกลงจากฟ้า โดยใช้กำลังอาวุธ)

2.1.1 ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิม

•             ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน: เช่น Phalanx CIWS, C-RAM

•             ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน: เช่น Stinger, Iron Dome

2.1.2 อาวุธเลเซอร์(Laser System)  โดยยิงแสงเลเซอรความเข้มสูงเพื่อเผาไหม้ทำลายโครงสร้างของโดรน

•             ระบบเลเซอร์พลังงานสูง: เช่น LAWS (Laser Weapons System) ของกองทัพเรือสหรัฐ

•             ข้อดี: ความเร็วแสง, ต้นทุนการยิงต่ำ, ไม่มีกระสุน

•             ข้อเสีย: ผลกระทบจากสภาพอากาศ, การใช้พลังงานสูง

2.1.3 ปืนยิงโดรน Drone Gun

•             Anti-DroneGun: ปืนรบกวนสัญญาณ โดยยิงกระสุนหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุม กับเครื่องโดรนของฝ่ายตรงข้าม

2.1.4 ตาข่ายป้องกันโดรน Anti drone net

•             ยิงตาข่ายดักโดรน เพื่อดักจับโดรนกลางอากาศให้ตกลง  คล้ายการทอดแหจับปลาจับนก

•             กางกำแพงตาข่ายSkywall : ติดตั้งรอบพื้นที่สำคัญ

2.2 Soft Kill (การทำลายโดยไม่ใช้กำลัง)

2.2.1 ระบบรบกวนสัญญาณ (Electronic Warfare)

•             การรบกวนสัญญาณควบคุมJamming System  : โดยส่งสัญญาณวิทยุหรือคลื่นความถี่สูงไปรบกวนการสื่อสาร  ตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับผู้ควบคุม

•             สัญญาณหลอกล่อ (Spoofing): ส่งสัญญาณเทียมให้โดรนเข้าใจผิดและบินออกนอกเส้นทาง

•             การรบกวน GPS: ทำให้โดรนข้าศึกหลงทาง

•             การโจมตีทางไซเบอร (Cyber Attach) : การแทรกเข้ารบกวนหรือ ยึดการควบคุมโดรนของศัตรู  สั่งการให้บินกลับฐาน หรือโจมตีผิดเป้าหมาย

•             อุปกรณ์: DroneShield, AUDS (Anti-UAV Defence System)

2.2.2 การใช้สัตว์ปราบโดรน  กองทัพบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ มีการฝึก นกอินทรี และ นกเหยี่ยว ให้จับโดรน ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                   

นกอินทรีย์และนกเหยี่ยว

•             Golden Eagle: กองทัพฝรั่งเศสฝึกนกอินทรีย์ทองให้โฉบจับโดรนกลางอากาศ

•             Wedge-tailed Eagle: ออสเตรเลียใช้นกอินทรีย์หางลิ่มป้องกันสนามบิน

•             ข้อดี: เงียบ, มีประสิทธิภาพสูง, เป็นธรรมชาติ

•             ข้อเสีย: ระยะจำกัด, ต้องการการฝึก, อาจได้รับบาดเจ็บ

นกพิราบ

•             ข้อดี: ขนาดเล็ก, คล่องตัว, ค่าใช้จ่ายต่ำ

•             การใช้งาน: เฝ้าระวังและรายงานโดรน

2.2.3 การใช้โดรนปราบโดรน  (Drone vs. Drone): การใช้โดรนอีกลำยิงปืนลูกซอง หรือพุ่งเข้าชนหรือยิงตาข่ายใส่โดรนของศัตรู

2.2.4  หนังสติ๊กและตะไล

•             หนังสติ๊ก และ หน้าไม้ยิงปลา  : ใช้ยิงโดรนบินต่ำระยะใกล้

•             ตะไล: ใช้จุดเพื่อรบกวนการบินของโดรนเมื่อเข้ามาใกล้

2. ดอกไม้ไฟและบั้งไฟ

•             ดอกไม้ไฟ: สร้างแสงจ้า รบกวนเซนเซอร์โดรน

•             บั้งไฟ: ปล่อยในปริมาณมาก สร้างสิ่งกีดขวาง

3. โคมลอย  บอลลูน  และลูกโป่ง

•             โคมลอย: ใช้กีดขวางโดรน  โดยเทคโนโลยีพื้นบ้าน

•             บอลลูนป้องกัน: ใช้ลากตาข่ายให้ไปพันใบพัดโดรน  ขัดขวางการบินของโดรน

•             ลูกโป่งสวรรค์   ใช้ปล่อยรบกวนเส้นทางการบินของโดรนโจมตีในระยะต่ำ โดยอาจใช้ลูกโป่งพวงลากตาข่าย แบบแพรคลุมป้ายขึ้นไปรบกวนโดรนที่เข้ามาโจมตี

บอลลูนลากตาข่ายของยูเครน  ป้องกันโดรนรัสเซีย

2.2.4 ระบบป้องกันแบบบูรณาการ   C-UAS (Counter-Unmanned Aircraft Systems) 

•             Iron Dome: อิสราเอล   Pantsir-S1: รัสเซีย  NASAMS: นอร์เวย์  Patriot: สหรัฐอเมริกา

2.2.5 ระบบป้องกันที่รวมหลายเทคโนโลยี:

1.            การตรวจจับ: เรดาร์, อินฟราเรด, เสียง

2.            การติดตาม: ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์เส้นทาง

3.            การระบุ: แยกแยะโดรนศัตรูจากเป้าหมายอื่น

4.            การต่อกร: เลือกวิธีการทำลายที่เหมาะสม

3.อนาคตของการป้องกันโดรน

เทคโนโลยีใหม่

•             ปัญญาประดิษฐ์: ระบบตรวจจับและต่อกรอัตโนมัติ

•             โดรนต่อสู้โดรน: ใช้โดรนป้องกันโดรนศัตรู

•             คลื่นไมโครเวฟ: ทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

•             อาวุธพลาสม่า: เทคโนโลยีอนาคต

ความท้าทาย

•             โดรนฝูง (Swarm): การโจมตีแบบหมู่

•             โดรน AI: ตัดสินใจด้วยตนเอง

•             ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนการป้องกันสูงกว่าโดรนโจมตี

บทสรุป

โดรนได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสงครามสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในฐานะอาวุธโจมตีและเครื่องมือข่าวกรอง การพัฒนาระบบป้องกันโดรนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลายร่วมกัน ตั้งแต่อาวุธแบบดั้งเดิม ระบบรบกวนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการใช้สัตว์และวัตถุบิน

ในอนาคต การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีโดรนและระบบป้องกันจะยังคงดำเนินต่อไป ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางชาติในยุคของสงครามโดรน

โดย สุริยพงศ์ 

CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เปิดบ้านจัดประกวด ‘รสเพ็ดรีประจำบ้าน’ จับคู่ ‘แม่ครัวหัวเตา x แม่ครัวรุ่นเยาว์’ เสิร์ฟรสมือคนเมืองเพชรมุมใหม่

CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เปิดบ้านจัดประกวด ‘รสเพ็ดรีประจำบ้าน’ จับคู่ ‘แม่ครัวหัวเตา x แม่ครัวรุ่นเยาว์’ เสิร์ฟรสมือคนเมืองเพชรมุมใหม่

CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี เปิดบ้านจัดประกวด ‘รสเพ็ดรีประจำบ้าน’ จับคู่ ‘แม่ครัวหัวเตา x แม่ครัวรุ่นเยาว์’ เสิร์ฟรสมือคนเมืองเพชรมุมใหม่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี  จัดกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking Competition)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แคมเปญรสเพ็ดรีมีดีไม่เหมือนใคร หลังจากประสบความสำเร็จกับกิจกรรม “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ในปีที่    ผ่านมา พร้อมด้วยนิทรรศการสำรวจวัตถุดิบและอาหารเมืองเพชร กิจกรรมสุดพิเศษจากสวนตาลลุงถนอม และพลาดไม่ได้กับการเปิดครัวต้อนรับความคิดสร้างสรรค์จาก 3 คู่ ได้แก่ 3 แม่ครัวหัวเตา x 3 แม่ครัวนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ ที่จะมานำเสนอเรื่องราวผ่านมื้ออาหารในรูปแบบที่ทุกคนไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในวันที่  22 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 14.30 น. ณ สวนตาลลุงถนอม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี กิจกรรมรับจำนวนจำกัด ผู้ที่สนใจสามารถ Walk-in ได้ที่งาน

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

เมื่อเอ่ยถึงอาหารเมืองเพชรบุรี ทั้งวัตถุดิบ รสชาติ ล้วนเผยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ซ่อนอยู่ในทุกคำ รสชาติแฝงไว้ด้วยเรื่องราวและเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่  “อาหารเมืองเพชร” จึงไม่ใช่แค่ “มื้อพิเศษ” หากแต่คือ “เรื่องราว” ของผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่มายาวนาน สู่การยกระดับเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” ของเพชรบุรี ภายใต้เครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในปี 2564 การได้รับการยอมรับในระดับสากลนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมอาหาร แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ “คนเพ็ดรี” ได้อนุรักษ์ ต่อยอด และพลิกโฉมอาหารพื้นถิ่น  ให้ร่วมสมัย ถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเมือง พร้อมเป็นทรัพยากรสำคัญที่ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ    

“คนครัวเมืองเพชร” ไม่ได้มีฝีมือเพียงแค่การปรุงให้อร่อย แต่ยังเป็น “นักเล่าเรื่องผ่านรสมือ”  ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หลากหลาย การเตรียมวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันให้มีคุณภาพมากที่สุด รวมถึงเคล็ดลับที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ ยังมี ทักษะในการผสมผสานรสชาติแบบดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่ เห็นได้จากการดัดแปลงอาหารพื้นถิ่น เช่น พาสต้าชะคราม หรือไข่เจียวต้มยำสูตรเพชรบุรี ให้มีความร่วมสมัยและถูกใจนักชิมในทุกช่วงวัย

สำหรับใครที่เคยคิดว่าการทำอาหารเป็นเพียงการรังสรรค์เมนูออกมาให้ถูกปากเท่านั้น CEA จะพาไปเปิดมุมมองใหม่กับ 3 แม่ครัวหัวเตารุ่นเก๋า x 3 แม่ครัวนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ ที่ตั้งใจเปิดเมนูพิเศษภายใต้กิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking Competition)” โดยรังสรรค์อาหารเป็นสื่อกลาง ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต วัฒนธรรม และหัวใจของบ้านเกิด พร้อมเสิร์ฟรสเพ็ดรีด้วยเทคนิคการปรุงรสเฉพาะตัวในแต่ละคู่ ซึ่งไม่เพียงเป็นที่น่าจดจำด้วยความอร่อย  แต่ยัง ‘มีเรื่องเล่า’ คู่กันไปด้วย   

แหวน แม่ครัวรุ่นเก๋าประจำครัวกะเหรี่ยงโปว์ และ ซูซี่แม่ครัวรุ่นใหม่  โดย แหวน เป็นผู้น ด้านการทำอาหารที่สะท้อนชีวิตของชุมชนด้วยเทคนิคลับจากรสมือที่เฉพาะตัว และมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดทำอาหารมื้อพิเศษสำหรับเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของชุมชน เช่น เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลทำบุญช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ฯลฯ ทางด้าน ซูซี่ เป็นแม่ครัวรุ่นใหม่ที่สนใจกรรมวิธีการทำอาหารของชุมชนกะเหรี่ยงโปว์ พร้อมสืบสานวัฒนธรรมการทำอาหารในชุมชนให้คนทั่วไปได้รู้จักมากขึ้น การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้านในปีนี้  ทั้งแม่ครัวแหวนและแม่ครัวซูซี่มาด้วยเมนู “ชะเลียงเปล” หรือน้ำพริกกะทิ ซึ่งใช้พริกกะเหรี่ยงและข้าวพื้นบ้านในชุมชนหนองหญ้ามาเป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง

ติ๋มและพลอย แม่ครัวจากชุมชนลาวโซ่ง  โดย ติ๋ม คือแม่ครัวคนสำคัญของชุมชนลาวโซ่ง  บ้านหนองปรง ซึ่งมีวิธีการทำอาหารที่สะท้อนภูมิปัญญาของชาวลาวโซ่งได้อย่างเชี่ยวชาญ เช่น เรื่องการถนอมอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ หรือการเลือกสรรวัตถุดิบ โดย แม่ครัวติ๋ม มักได้รับบทบาทเป็นผู้นำการทำอาหารในเทศกาลสำคัญของชุมชนลาวโซ่ง ทางด้าน พลอย แม่ครัวรุ่นเยาว์ที่สนใจการทำอาหารฉบับลาวโซ่ง ทั้งคู่พร้อมที่จะสื่อสารวัฒนธรรมชาวลาวโซ่งออกไปสู่คนภายนอ และจะเล่าเรื่องผ่านเมนู “แกงหน่อส้ม” และ “น้ำพริกรสเผ็ดร้อน” เฉพาะตัวจากพริกพราน  ทานคู่กับหมูลอยและปลาแม่น้ำแดดเดียวทอด

เตี้ย แม่ครัวเตาวัดใหญ่ และ นัท แม่ครัวรุ่นใหม่ โดย เตี้ย คือหัวหน้าแม่ครัวประจำโรงครัว วัดใหญ่สุวรรณาราม มีความเชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหารแบบชาวไทยและชาวจีนเมืองเพชรแต่ละเมนูจึงสะท้อนรสชาติแห่งเพ็ดรีอย่างแท้จริง ทางด้าน นัทคือแม่ครัวรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเรื่องอาหารเพชรบุรี โดยเล็งเห็นว่าอาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัวนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้ง        สร้างเอกลักษณ์ความสร้างสรรค์เฉพาะตัวให้กับพื้นที่ สำหรับเวทีประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน    ทั้งแม่ครัวเตี้ย และแม่ครัวนัทพร้อมเสนอเมนู “ยำใหญ่แบบเพ็ดรี” ที่เคี่ยวจากน้ำตาลโตนดและเกลือบ้านแหลม ที่มีรสชาติกลมกล่อมแบบเพชรบุรี

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)  กล่าวทิ้งท้ายว่า CEA และจังหวัดเพชรบุุรี พร้อมสนับสนุนระบบนิเวศสร้างสรรค์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมที่ยกระดับอาหารท้องถิ่นเพชรบุรีให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้อิ่มท้องเท่านั้น หากยังเป็นภาษาสากลที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอย่างงดงาม นอกจากนี้ กิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)” ยังเป็นพื้นที่ส่งต่อกรรมวิธีการทำอาหารเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนทุกรุ่นได้เห็นคุณค่าในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน พร้อมส่งต่อรสชาติและเรื่องราวของเพชรบุรีให้ไปไกลด้วยความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น”

 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ณ สวนตาลลุงถนอม จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ช่องทางFacebook www.facebook.com/CreativeEconomyAgency และ Instagram Tasteofphetch

ท็อปส์ อัปไซเคิลป้ายไวนิลเก่าสู่กระเป๋าช้อปปิ้ง ‘ดีต่อใจ-ดีต่อโลก’ เปิดแคมเปญ ‘Pretty Ugly Bag’ พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนใบใหม่ฟรีตลอดชีวิต

ท็อปส์ อัปไซเคิลป้ายไวนิลเก่าสู่กระเป๋าช้อปปิ้ง ‘ดีต่อใจ-ดีต่อโลก’ เปิดแคมเปญ ‘Pretty Ugly Bag’ พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนใบใหม่ฟรีตลอดชีวิต

ท็อปส์ อัปไซเคิลป้ายไวนิลเก่าสู่กระเป๋าช้อปปิ้ง ‘ดีต่อใจ-ดีต่อโลก’ เปิดแคมเปญ ‘Pretty Ugly Bag’ พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนใบใหม่ฟรีตลอดชีวิต

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ต่อยอดแนวคิดรักษ์โลกอย่างยั่งยืนและจับต้องได้ ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวแคมเปญ “Pretty Ugly Bag” กระเป๋าไม่สวยแต่ช่วยโลกได้ หนุนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ด้วยการอัปไซเคิลป้ายไวนิลเก่าใช้แล้วจากร้านท็อปส์ เดลี่ สู่กระเป๋าช้อปปิ้งใบใหม่ที่สื่อสารความตั้งใจของการช่วยโลก พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนใบใหม่ฟรีตลอดชีวิต เมื่อชำรุดจากการใช้งานจริง ตั้งเป้าเฟสแรกผลิตกระเป๋าจากไวนิลเก่าที่ใช้งานแล้วบริเวณหน้าร้านท็อปส์ เดลี่ จำนวนกว่า 20,400 ใบ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.87 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

แคมเปญดังกล่าวตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนของ ท็อปส์ ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าใหม่จากวัสดุเหลือใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฟสแรกจะเริ่มจำหน่ายที่ท็อปส์ เดลี่ ใน 10 สาขา ในกรุงเทพฯ และนนทบุรี ในราคาเพียง 89 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด และคาดว่าจะจำหน่ายต่อเนื่องในเฟสที่สองตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

จักรกฤษณ์  จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

นายจักรกฤษณ์  จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ปัจจุบันขยะพลาสติกยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกสูงกว่า 2.88 ล้านตัน ท็อปส์ ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกด้านอาหารของไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ  โดยมีนโยบายการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการลดใช้ทรัพยากร (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย ล่าสุด ได้จัดแคมเปญพิเศษขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยนำวัสดุจากป้ายไวนิลโฆษณาหน้าร้านท็อปส์ เดลี่ ภายหลังจากใช้งานแล้วซึ่งมีจำนวนถึง 10,248 ชิ้นต่อปี มาอัปไซเคิลใหม่เพิ่มมูลค่าให้กับไวนิลที่ใช้แล้วเป็นกระเป๋าสำหรับใส่ของ ภายใต้ชื่อ  ‘Pretty Ugly Bag’ กระเป๋า ไม่สวย แต่ช่วยโลกได้ โดยตั้งเป้าในเฟสแรกจะนำร่องนำไวนิลที่ใช้แล้วจำนวนประมาณ 50% จากไวนิลทั้งหมดมาทำเป็นกระเป๋ากว่า 20,400 ใบ พร้อมสื่อสารแนวคิดของกระเป๋าที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักษ์โลกที่ถึงแม้ว่าจะทำจากวัสดุที่ใช้แล้วและอยู่ในสภาพที่ไม่สวยและเก่า แต่ก็แข็งแรง ทนทาน และมีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละใบที่ต่างกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้ที่ถือกระเป๋าดังกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างโลกใบนี้ให้ยั่งยืน

สำหรับ “Pretty Ugly Bag” กระเป๋าไม่สวยแต่ช่วยโลกได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Ugly Bag, Pretty World” กระเป๋าที่ทำจากป้ายไวนิลโฆษณาที่เลิกใช้งานแล้ว จัดวางจำหน่ายในราคา 89 บาท พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนใบใหม่ เมื่อชำรุดจากการใช้งานจริงได้ฟรีตลอดชีวิต ที่ท็อปส์ เดลี่ จำนวน 10 สาขา ในกรุงเทพฯ และนนทบุรี ได้แก่ สาขาเดอะซีซัน พหลโยธิน 1, สาขาสำนักงานเซ็นทรัลเวิลด์, สาขาสุขุมวิท 33, สาขาซันพลาซ่า, สาขาซัมเมอร์ฮิลล์, สาขาเคแอล วิลลา ลาดกระบัง, สาขาศูนย์ราชการ, สาขาเดอะไลท์เฮ้าส์, สาขาเรสซิเดนท์ ทองหล่อ และสาขาสำนักงานใหญ่  เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ชั้น 17)

โครงการ “Pretty Ugly Bag” กระเป๋าไม่สวยแต่ช่วยโลกได้ เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของ ท็อปส์  ดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “12 Missions to Sustainable Retail” เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 มีแนวทางที่กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกตามแนวคิด “Small Acts Together” ทั้งนี้ การนำไวนิลเก่ามาอัปไซเคิลเป็นกระเป๋าในโครงการนี้ จะสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2.87 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก ResearchGate  ที่ระบุว่าการอัปไซเคิลป้ายไวนิลสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 78% เมื่อเทียบกับการผลิตจากวัสดุใหม่

“ท็อปส์มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจในทุกมิติ ทั้งการสรรหาสินค้าด้วยความรับผิดชอบ การสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย โดยก่อนหน้านี้               ในปี 2561 ท็อปส์ ได้มีการประกาศงดให้ถุงหูหิ้วพลาสติกสำหรับใส่สินค้า นับเป็นค้าปลีกรายแรกที่ริเริ่ม                    การขับเคลื่อนเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติกในร้านค้าปลีกอย่างจริงจัง อีกทั้งยังติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในสาขา สแตนด์อโลน การใช้ตู้เย็นประหยัดพลังงานที่ลดการใช้ไฟได้ถึง 35% การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า การปรับบรรจุภัณฑ์เบียร์จากขวดแก้วสู่กระป๋องอะลูมิเนียมบนเกาะพะงัน รวมถึงโครงการส่งต่ออาหารส่วนเกินสู่ชุมชน ที่ต้องการทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกก้าวที่เราทำเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้คนและโลกอย่างแท้จริง” นายจักรกฤษณ์ กล่าวสรุป

ร่วมรักษ์โลกไปกับท็อปส์ได้แล้ววันนี้! ช้อปกระเป๋า “Pretty Ugly Bag” ได้ที่ท็อปส์ เดลี่ ทั้ง 10 สาขา ในราคาเพียง 89 บาท สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tops.co.th, เฟซบุ๊ก Tops Thailand, หรือแอปพลิเคชันไลน์ @TopsThailand

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 22 สิงหาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร ให้การต้อนรับ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนล่าง) พร้อมคณะวุฒิสมาชิก ในโอกาสลงพื้นที่หารือและรับฟังความคิดเห็นและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ จ.กำแพงเพชรและพิจิตร โดยมี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ เป็นประธานเปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์..
  • สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ สนับสนุนยารักษาโรคผิวหนังแก่กำลังพลทหารภาคสนาม ในพื้นที่ชายแดน รองรับภารกิจป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ปี 2568..
  • พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา เลี้ยงยินดีให้ ศรีสุภางค์ มอฤทธิ์ ที่ได้รางวัลสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 งานนี้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา, นฤมล บุญสนอง,คเณตร์ เลิศหิรัญวิบูลย์, พญ.กุสุมา คุณาวงษ์กฤต, ทวีชัย หวาง ร่วมด้วย..
  • ดร.ภาสกร ประถมบุตร เป็นประธานเปิดการอบรม หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะรุ่นที่ 5 โดยมี พิชชากร วัชรานุรักษ์ ให้การต้อนรับ..
  • วันเกิดปีนี้ ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ นอกจากจะทำบุญที่บริษัทแล้วยังจัดเลี้ยงน้องๆพนักงานกว่า 200 คนด้วย..
  • งานวันคล้ายวันเกิด รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ครบรอบ 173 ปี ภายใต้ชื่องาน “ทุกความทรงจำดี ๆ ก.ท 173 ปี ภาพเหล่านี้สะท้อนเรื่องราว” โดยมี วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ให้การต้อนรับ พลเอกศานติ ศกุนตนาค BCC130 ประธานเปิดงาน และ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พร้อมด้วย คณะกรรมการสมาคมฯ และผู้แทนจาก สมาคมผู้ปกครองและครู รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เข้าร่วม..
  • เพื่อนๆยินดีกับ ดร.อริสราวัลย์ ธนาสินสิริ จาก มกอช.ที่จะเข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนิวซีแลนด์ ในงาน New Zealand Education Fair 2025 ที่รวมทุกคำตอบเรื่องเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ 30 ส.ค. นี้..
  • เทอดศักดิ์ คุณาประเสริฐ วันเกิดแซยิดปีนี้ได้ไปทำบุญถวายสังฆทาน ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี..
  • น่าชื่นชมศิลปินน้ำดี พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล (บิวกิ้น) พร้อมครอบครัว ได้บริจาคเครื่องมือแพทย์ชุดส่องกล้องลำไส้ ให้กับรพ.ปัตตานี เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งลำไส้ให้กับผู้ป่วยในพื้นที่ 3 จ.ชายแดนภาคใต้..
  • เตรียมพบกับงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 มหกรรม ไทย-จีน ครบทุกมิติ สุดยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น 50 ปี ไทย-จีน 26-28 กย. เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ ชาเลนเจนส์ ฮอลล์ 2-3, อิมแพ็ค เมืองทองธานี..

น้องใหม่

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” นำทักษะและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างจุดแข็งด้วยการเสริมศักยภาพช่างหัตถศิลป์ไทย พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ กับงานศิลปหัตถกรรมไทย ที่กำเนิดจากภูมิปัญญาและทักษะฝีมือซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานหัตถกรรมไทย จึงมิได้เป็นเพียงเป็นแค่ผลงานสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงรากทางวัฒนธรรมของชาติอันทรงคุณค่า มีศักยภาพในการเผยแพร่อัตลักษณ์ของไทย และเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างมูลค่าให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นไป อย่างมั่นคง

กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาด การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคสินค้าท้องถิ่นฝีมือคนไทย ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศคุณภาพดี พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงทำให้ห่วงโซ่งานหัตถกรรมเข้มแข็งขึ้น แต่ยังช่วยธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่ชาติต่อไป

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ที่จัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวบ้านและช่างฝีมือผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการพบปะ และทำการค้ากับผู้ซื้อโดยตรงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นอีกงานหนึ่งที่ช่วยให้ช่างฝีมือสามารถเพิ่มพูนรายได้ผ่านการจำหน่ายผลงานและการรับคำสั่งผลิตเพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่  เพราะรายได้จากการทำงานหัตถกรรมสามารถหมุนเวียนกลับไปสู่ครอบครัวและชุมชน สร้างความมั่นคงทางอาชีพ และทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพแข่งขันของผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยในเวทีสากล และเป็นการต่อยอด Soft Power ของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มีภารกิจในการดำเนินงานสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและขยายตลาดให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ส่งต่อภูมิปัญญา เสน่ห์งานหัตถกรรม” สะท้อนเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการธำรง พัฒนา และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านผลงานหัตถศิลป์จากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทั่วประเทศ ที่รังสรรค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ถ่ายทอดความประณีตและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทั้งด้านวัสดุ เทคนิค และเรื่องราว จนงดงาม โดดเด่นไม่เหมือนชาติใดในโลก

สำหรับไฮไลต์และกิจกรรมภายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ อันน่าประทับใจกับเสน่ห์แห่งหัตถศิลป์ไทยที่หลากหลายชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาท ช่างศิลปหัตถกรรม ที่ SACIT ได้คัดสรรมาให้ทุกท่านได้ชื่นชมมากมาย ได้แก่ โซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์    มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, โซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ทั่วประเทศไทย กว่า 70 ราย, โซนจัดแสดงผลงานหัตถศิลป์ที่หาชมยากจากฝีมือชั้นบรมครูที่ใช้เทคนิคชั้นสูงในการสร้างสรรค์ผลงาน   ได้อย่างประณีต งดงาม, ชมการสาธิตงานศิลปหัตถกรรมไทย อาทิ งานลงรักประดับมุก, งานแทงหยวก, งานหัตถกรรมกระจกเกรียบ, งานเพ้นท์ผ้าบาติก, งานแกะสลักไม้, กิจกรรม Workshop งานหัตถกรรม อาทิ งานจักสานไม้ไผ่ลายมงคล, งานเพ้นท์หน้ากากผีตาโขนจิ๋ว, งานประดิษฐ์เครื่องประดับลายไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “อัตลักษณ์แห่งสยาม Exclusive Auction” ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ บ้านปาร์ค โรงแรมปาร์คนายเลิศ เป็นงานประมูลสุด Exclusive ที่รวบรวม              สุดยอดงานหัตถศิลป์ไทยระดับมาสเตอร์พีซ กว่า 40 ผลงาน สร้างสรรค์โดยบรมครูผู้เปี่ยมฝีมือและจิตวิญญาณ แห่งงานหัตถศิลป์ไทย ให้สำหรับนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในงานหัตถศิลป์ไทยได้จับจองเป็นเจ้าของกันอีกด้วย

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่นี่คือเวทีแห่งจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของแผ่นดิน ที่รวมครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อถ่ายทอดทักษะและภูมิปัญญาเชิงช่างอันล้ำค่าที่สั่งสมมานับชั่วอายุคน ที่ไม่อาจตีเป็นมูลค่าได้ แต่เป็นการเชื่อมอดีตกับอนาคตให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น เห็นถึงความมุ่งมั่นและความอุตสาหะของครูให้ยังคงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเป็นการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ เกิดแรงบันดาลใจที่จะร่วมกันอนุรักษ์ รักษา และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป ผู้อำนวยการ SACIT กล่าวอย่างภาคภูมิ

SACIT ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว นักศึกษา หรือใครที่กำลังมองหาธุรกิจจากงานหัตถกรรมไทยไปร่วมชม ไปเป็นกำลังใจ ให้กับช่างหัตถศิลป์ไทย และอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย หรือจะแวะไปทักทายพูดคุยหาแรงบันดาลใจจากครู เชิญได้ที่งาน “อัตลักษณ์ แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ระหว่างวันที่ 20–24 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00–22.00 น. ณ Q Stadium ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกด้วย BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ (ทางออก 1) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 1289 หรือ Facebook SACIT Shop

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ‘มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568’

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล 'มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568'

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ‘มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568” ซึ่ง มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (ม.ส.) นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายก ม.ส. จัดขึ้น เพื่อมอบให้กับบุคลผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นประจักษ์ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ภายในงานมีคณะกรรมการ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอย่างอบอุ่น ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง 

‘ดีพร้อม’ แถลงความสำเร็จการสร้าง Fashion Hero Brand ด้วยกลไก Soft Power

‘ดีพร้อม’ แถลงความสำเร็จการสร้าง Fashion Hero Brand ด้วยกลไก Soft Power

‘ดีพร้อม’ แถลงความสำเร็จการสร้าง Fashion Hero Brand ด้วยกลไก Soft Power

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) แถลงผลความสำเร็จกิจกรรม “การพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาหัตถอุตสาหกรรมไทย” ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าแฟชั่น จากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล (Fashion Identity) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสาขาหัตถกรรมไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและการส่งออก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกหัตถกรรมรวม 33,019.03 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.10 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดส่งออกหลักที่มีมูลค่ามากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา และตลาดที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ สหภาพยุโรป ซึ่งประเทศที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ อิตาลี สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุด คือ เครื่องประดับแท้ทำด้วยทอง และผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปทำจากไหม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกและมีการขยายตัวมากที่สุด คือ เครื่องเงิน เครื่องทอง (รายงานจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)

อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจในทิศทางของตลาดโลกแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาฝีมือ คือ “การพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์” ให้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาและยกระดับทั้งในด้านความเชี่ยวชาญในการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ทดลองปฏิบัติจริง สร้างเครือข่ายร่วมกัน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยด้วย 6 กลไกที่สำคัญ คือ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 2.การใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ 3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน 4. การเชื่อมกับสิทธิประโยชน์ 5.การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร และ 6.การผลักดันธุรกิจสู่สากล ซึ่งกิจกรรมนี้ได้เชื่อมโยงนโยบายผ่าน 3 กลไก ได้แก่  1.การวิเคราะห์เชิงลึก โดยผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ปัญหาและแนะแนวทางแก้ไข 2.การใช้ความคิดสร้างสรรค์ มาเชื่อมโยงให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน 3.การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร ที่ดำเนินการผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และพัฒนาไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต

รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาหัตถอุตสาหกรรมไทย เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาหัตถอุตสาหกรรมไทยได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ เสริมสร้างความพร้อมในการสร้างแบรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ อย่างสร้างสรรค์ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทยให้มีความรู้ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การตลาด และสามารถดึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่น

ทั้งนี้ คาดว่ากิจกรรมนี้ จะก่อให้เกิดรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขาหัตถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

คุณแหน : 21 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 21 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 21 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ขอเชิญชมนิทรรศการ “ศตวรรษาอานันทมหิดล 100 ปี ความยินดีแห่งแผ่นดิน” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) ผู้พระราชทานกำเนิด “แพทย์จุฬาฯ”  11-14 ก.ย. 10.30-20.00 น.ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ พร้อมเชิญชวนนักเรียน ม.ปลายทั่วประเทศ ร่วมแข่งขันตอบปัญหา “ตามรอยราชกรณีย์ 100 ปี ในหลวงอานันท์” ชิงเงินรางวัลกว่า 70,000 บาท รับสมัครวันนี้ – 28 ส.ค.  www.md.chula.ac.th, Line ID: prmdcu..
  • ม.ล.ปนัดดา – อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา เป็นคุณปู่คุณย่าแล้ว เมื่อบุตรชาย ดร.วรดิศ และ ผศ.ดร.เหมย เหมย มีลูกสาวคนแรก “น้องอัญญ่า” ที่เพื่อนฝูงญาติมิตรพากันแสดงความยินดีปรีดา…
  • พระราชทานเพลิงศพ พญ.สมศรี สินชัยพานิช  หมอสูติฯ ระดับอาจารย์แห่ง รพ.หญิง (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็น รพ.ราชวิถี ในปัจจุบัน) 23 ส.ค.14.30 น. (มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพล  เวลา 10.00 น). เมรุ วัดมกุฏกษัติยาราม..จุฬ-อนุตรา สินชัยพานิช,พญ.จามรี -นพ.นิทัศน์ โสธนะพันธุ์ ฝากเรียนมา ณ ที่นี้..
  • ขอแสดงความยินดีกับ เผ่าทอง ทองเจือ ที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น  Hall of Fame  2568 ของคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร..
  • พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฏีกา วัดชลประทานรังสฤษดิ์ 17-21 ส.ค.19.00 น. เจ้าภาพของดรับหรีด หากประสงค์ร่วมทำบุญในการบูรณะพระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ วัดพุทธาธิวาส (พระอารามหลวง) อ.เบตง ยะลา..
  • พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ชวนชมเหรียญกษาปณ์ดีบุกลายกระหนก ชนิดราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ ผลิตออกใช้ พ.ศ.2485-2488 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ 09.30-16.30 น…
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอสแห่ง DMT ปลื้มสุดๆ หลังทราบข่าวว่า บริษัทได้รับการประเมิน AGM checklist ปี 2568 เต็ม 100 คะแนน “ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ..
  • ดร.พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ กำลังท่องเที่ยวชื่นชมความงามของ Rotterdam-Amsterdam-Salzburg-Graz-Vienna กับหลานรักเอมมี่..
  • พอทราบว่า ครอบครัวคนทำงานในบ้านมีบ้านเกิดอยู่ที่ชายแดน เฉิดโฉม จันทราทิพย์ แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงให้ไปช่วยตั้ง ซุ้มอาหารเลี้ยงทหารทันที ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา  อาหารน่ารับทาน อาทิ  ขนมจีนน้ำยา ลูกชิ้นปลา ..
  • ชื่นชม ชมรมอักษรศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 35 อาทิ ภาวิไล บุราวาศ,กรองกาญจน์ เศรษฐพานิช,อัญชลี ตันสกุล รวมพลังสนับสนุนและขอบคุณทหารไทย ด้วยการรวบรวมเสื้อรองใน 10,000 ตัว,ตาข่าย 20 ม้วน,หน้ากากอนามัย,ถุงเท้า  และสิ่งของจำเป็นเพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศ ณ แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทนรับมอบ ..

น้อง

นักวิจัยไทยสร้างชื่อคว้ารางวัลเหรียญทองจาก ‘JDIE 2025’ งานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่น

นักวิจัยไทยสร้างชื่อคว้ารางวัลเหรียญทองจาก ‘JDIE 2025’ งานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่น

นักวิจัยไทยสร้างชื่อคว้ารางวัลเหรียญทองจาก ‘JDIE 2025’ งานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองนักวิจัยจากประเทศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ อาจารย์ศีตลา นาคแก้ว และ อาจารย์เรวัติ นาคแก้ว อาจารย์พิเศษผู้ทรงคุณวุฒิ โรงเรียนสุคนธีรวิทย์ และผู้บริหารบริษัท แพลนท์ รีเซิร์ฟ จำกัด คว้ารางวัลรางวัลเหรียญทอง Gold Medal for The Invention และรางวัล For The Excellent Invention จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ Japan, Design Idea and Invention Expo (JDIE) 2025 ที่จัดขึ้ โดย World Invention Intellectual Property Associations ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากโครงการวิจัยออยล์ใจ “อ่อนโยนต่อพืช อ่อนโยนต่อหัวใจ และปลอดภัยต่อโลก” (Oil Jai: Soft for your plants, kind to your heart, safe for the earth)

อ.ศีตลา และ อ.เรวัติ นาคแก้ว

ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับประกาศนียบัตรแสดงความยินดีกับนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ (Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony) จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อาจารย์เรวัติ นาคแก้ว  เล่าว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การสอนต้องเปลี่ยนเป็นออนไลน์ เวลาว่างที่มากขึ้นทำให้ตัวเองมีเวลามาดูแลสวนมะนาวขนาด 10 ไร่ของครอบครัว ซึ่งกำลังมีแนวโน้มว่าจะเลิกกิจการแล้ว และได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลและทำการทดลองจนสามารถทำ “มะนาวนอกฤดู” ได้สำเร็จ และหลังจากการศึกษาผลงานวิจัยจำนวนมาก อ.เรวัติ ค้นพบว่า พืชในแต่ละช่วงวัยต้องการปุ๋ยและแร่ธาตุในอัตราส่วนที่ต่างกัน เช่น ช่วงบำรุงต้น ต้องการธาตุอาหารเพื่อเสริมความแข็งแรง หรือช่วงขยายผลหรือออกดอก ต้องการธาตุอาหารอีกแบบเพื่อกระตุ้นการออกดอกและติดผล

องค์ความรู้เหล่านี้ได้ถูกนำมาขยายผลกับสวนกุหลาบ ซึ่ง อาจารย์เรวัติ ปลูกไว้ภายในรั้วบ้านอยู่แล้ว จนได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพืชที่มีจุดเด่นคือ 1. ปุ๋ยสูตรเฉพาะสำหรับกุหลาบที่ปรับให้เหมาะกับภูมิอากาศไทย 2. ปุ๋ยสูตรที่ออกแบบให้เหมาะกับจังหวะการเจริญเติบโต 3. ปุ๋ยสูตรดูแลเฉพาะส่วน เช่น ราก ดอก และยอด 4. ปุ๋ยสูตรแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การฟื้นฟูรากที่กระเทือนจากการย้ายกระถาง หรือเร่งการแตกยอด

ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เกษตรกรรมคือวิทยาศาสตร์และเป็นจุดกำเนิด “ออยล์ใจ” อ่อนโยนต่อพืช อ่อนโยนต่อหัวใจ และปลอดภัยต่อโลก (Oil Jai: Soft for your plants, kind to your heart, safe for the earth)

“แนวคิดของโครงงานวิจัย “ออยล์ใจ” เริ่มต้นมาจากสมาชิกกลุ่มคนรักกุหลาบที่ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลดีแต่มีราคาสูง ซึ่งปิโตรเลียมออยล์มีข้อจำกัด คือต้องฉีดพ่นเฉพาะตอนมีแสงแดด ไม่เช่นนั้นใบไม้จะไหม้

จากกายวิภาคของแมลง จะมีท่อลมสำหรับหายใจเปิดอยู่บนผิวแมลง ทั้ง อาจารย์ศีตลา และ อาจารย์เรวัติ จึงคิดวิธี “ใช้น้ำมันอุดท่อหายใจ” ทำให้แมลงไม่สามารถหายใจได้ จากนั้นจึงคัดเลือกกรดไขมันที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย จนได้ปุ๋ยสูตรที่สามารถพ่นได้ในช่วงแดดร่มหรือยามค่ำ โดยไม่ทำให้ใบไม้ไหม้และอ่อนโยนต่อพืช ที่สำคัญคือ วัตถุดิบทั้งหมด เป็นเกรดเดียวกับที่ใช้ในอาหารและเครื่องสำอาง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเลือกส่วนผสมที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

องค์ความรู้เหล่านี้ได้ผสานด้านวิทยาศาสตร์และประสบการณ์ภาคสนามที่เข้มข้น จนได้รับการยอมรับจากเวทีนานาชาติดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเมื่อได้นำเสนอผลงานออกไปก็ทำให้นักเรียนของทั้งสองอาจารย์ได้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เราศึกษาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่เพื่อนำไปสร้างประโยชน์จริงต่อชีวิตและสังคม”

อาจารย์เรวัต นาคแก้ว จบระดับมัธยมศึกษาจากพระประฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม และจบระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาปิโตรเคมี ม.ศิลปากร (ได้รับทุนภูมิพล ประเภทเรียนดี) ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษผู้ทรงคุณวุฒิที่โรงเรียนสุคนธีรวิทย์ (สอนวิชาเคมี) และผู้บริหารบริษัท แพลนท์ รีเซิร์ฟ จำกัด บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยพร้อมใช้สำหรับผู้ที่รักการปลูกต้นไม้ซึ่งต้องการปุ๋ยที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภรรยา อาจารย์ศีตลา นาคแก้ว จบระดับมัธยมศึกษาจากมหิดลวิทยาณุสรณ์ จังหวัดนครปฐม และจบระดับปริญาตรี ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษผู้ทรงคุณวุฒิที่โรงเรียนสุคนธีรวิทย์ (สอนวิชาชีววิทยา) 

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บริจาคสิ่งของช่วยทหารและประชาชนตามแนวชายแดน

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บริจาคสิ่งของช่วยทหารและประชาชนตามแนวชายแดน

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บริจาคสิ่งของช่วยทหารและประชาชนตามแนวชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมบริจาคสิ่งของช่วยทหารและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

ผู้บริหารและพนักงาน กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล นำโดย อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์  พร้อมด้วย กัญจมา ศรีอรุณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ สุทธาลิณี รองสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น อาหารแห้ง ยารักษาโรค ฯลฯ ให้กับมูลนิธิไทยพีบีเอส ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เพื่อนำส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้กับทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบต่อไป