‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

'Eco Supreme'แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กรด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี ประกาศเปิดตัว Eco Supreme ธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมสนับสนุนองค์กรไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะแบรนด์เสื้อรักษ์โลกที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูง ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตเสื้อโปโลจากวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติก PET เสื้อผ้าเก่า และเศษวัสดุธรรมชาติ ผ่านกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากถึง 74% เมื่อเทียบกับเสื้อโปโลทั่วไป 

นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  (CEO) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) โดยเฉพาะ ด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าในทุกระดับอย่างลึกซึ้ง การก่อตั้งแบรนด์ Eco Supreme เกิดจากความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาขยะพลาสติก จึงพัฒนาแนวคิดผสาน Carbon Footprint เข้ากับแฟชั่นองค์กร เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และขับเคลื่อนตามแนวทาง Green Transition พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) และมหาวิทยาลัยศิลปากร

นายวีรวุฒิ กล่าวต่อว่า เสื้อโปโลของ Eco Supreme มีจุดเด่น และแตกต่างจากแบรนด์เสื้อผ้า เนื่องจากเป็นแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อมรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบ ได้แก่ Carbon Footprint of Product, Carbon Footprint Reduction และ Carbon Footprint of Circular Economy ในปี 2024 ได้รับฉลากรวมแล้วถึง 9 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ โดยผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการของ สสว.

นอกจากมาตรฐานระดับสากลแล้ว Eco Supreme ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ ขวด PET รีไซเคิล เศษผ้า ผ้าตบชวา แห และอวน เพื่อลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์ของ ECO Supreme สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้จริง ทำให้เหมาะกับองค์กรที่ต้องทำ ESG Report, CFO Report, CSR, Green Office หรือ SDGs ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Eco Supreme จึงมีคุณภาพสูง ไม่ต้องรีด ระบายอากาศดี ใส่สบาย และดูแลง่าย เหมาะกับทั้งใช้งานจริงและภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำอย่าง AIS, บ้านปู, ปตท., RATCH GROUP และ UNESCO ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ในการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบค่า Carbon Footprint แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมของผลิตภัณฑ์ Eco Supreme ขณะที่เสื้อโปโลผ้าคอตตอนทั่วไปมีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเฉลี่ย 11.5 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว เสื้อโปโล Eco Supreme ที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิลมีค่า Carbon Footprint เพียง 2.94 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง74% ทันที” นายวีรวุฒิ กล่าวสรุป

ด้านนางมนธิดา มาลาบุปผา ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจ (Business Development Manager) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวเสริมว่า Eco Supreme มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือองค์กรภาคธุรกิจและสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยเฉพาะที่ต้องการลด Carbon Footprint อย่างเร่งด่วน บริษัทที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น CBAM, EU Green Deal และสถาบันการศึกษาที่ต้องการผสานเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับการเรียนรู้ ด้านกลุ่มเป้าหมายรองยังมีสถานที่ท่องเที่ยว สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ และหน่วยงานที่มีตัวละครหรือแบรนด์เป็นของตนเองที่ต้องการพัฒนาเป็นของที่ระลึกในรูปแบบที่น่าซื้อและเป็นมิตรกับโลก

สำหรับแนวทางการทำการตลาด Eco Supreme การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสถานที่ที่ตรงกลุ่ม เช่น สวนสัตว์ หรือ     อีเวนต์รักษ์โลก โดยที่ผ่านมาได้จัดทำและจำหน่ายเสื้อลาย “น้องหมูเด้ง” รวมไปถึงมีการร่วมมือ “ปังปอนด์” ภายใต้ลิขสิทธิ์ วิธิตา แอนิเมชั่น นอกจากนี้แบรนด์ยังได้ออกบูธในงานต่างๆ อาทิ, Character Fest ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และองค์กรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ Eco Supreme ยังได้รับ Thailand Textiles Tag จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) โดยการบูรณาการกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นรางวัลการันตีคุณภาพของเนื้อผ้าความคงทนของสี ความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ผลิตจากกระบวนการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้และกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (Made in Thailand)

เราไม่เพียงมุ่งหวังที่จะเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารักษ์โลก แต่ยังมุ่งหวังที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจทั่วประเทศ เพราะการทำธุรกิจให้ดีและการรักษ์โลกไปพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง เราพร้อมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ซัพพลายเออร์ พันธมิตร หรือแม้แต่คู่แข่งกลายเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกใบนี้ นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีแผนขอรับรองฉลาก Carbon Footprint เพิ่มอีก 10 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรว่า Eco Supreme จะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลกอย่างแท้จริง” นางสาวมนธิดา กล่าวสรุป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด Line Official: @grandy.co.th Facebook: Eco Supreme โทร 081-9346614 อีเมล: info@ecosupreme.org

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายมุสลิม สู่ตลาดแฟชั่นเชิงสร้างสรรค์ ปั้นผู้ประกอบการ 20 แบรนด์ไทย เป็นสินค้าพรีเมี่ยมสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims”

นายวุฒิชัย ประชาพร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้มองเห็นโอกาสในความท้าทายที่จะยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่นสาขาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ตามนโยบาย 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กรที่ทันสมัย ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม      ที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุกด้านอย่างตรงจุดผ่าน “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและ เครื่องแต่งกายมุสลิมให้ เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims” โดยมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการแฟชั่นมุสลิมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ผ่านการพัฒนาสินค้า เชิงวัฒนธรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นระดับพรีเมี่ยม จากการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งในด้านการออกแบบลวดลายและการวางแพทเทิร์น การตัดเย็บ การยกระดับกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานพรีเมี่ยม การวางแผนธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

นายวุฒิชัย กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ สไตล์มุสลิมวิถีแห่งความงามและศรัทธา การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าน่าสนใจแบบมืออาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้ากลุ่มแฟชั่นมุสลิม เทคนิคการทอและการย้อมสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น พร้อมทั้งกิจกรรม Workshop ในหัวข้อ กลยุทธ์การตลาดและโอกาสการขยายธุรกิจ แนวโน้มการออกแบบ/ตัดเย็บสินค้าแฟชั่นมุสลิม และ การทำแพทเทิร์น เสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิม โดย คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ทำแพทเทิร์น และการตัดเย็บ และ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE  และ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ และ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและการตัดเย็บ และ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ

ทั้งนี้ ตลาดเสื้อผ้ามุสลิมเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคชาวมุสลิมทั่วโลก สูงเป็นอันดับ 3 รองจากตลาดเสื้อผ้าสหรัฐฯ และจีน ด้วยมูลค่าราว 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7.43 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าประชากรมุสลิมโลกจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 73 ในช่วงปี       2553 – 2593 ทำให้ประชากรมุสลิมมีจำนวนมากถึง 2,800 ล้านคน คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของประชากรโลก ซึ่งเป็นแนวโน้ม  ที่ดีในการเติบโตของสินค้าแฟชั่นมุสลิม และคาดว่าจะมีมากขึ้นในทุกปี สำหรับประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพในฐานะผู้ผลิตสินค้าฮาลาลที่มีความหลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลฮาลาล อาหารฮาลาล การท่องเที่ยวฮาลาล เวชภัณฑ์  ฮาลาล แฟชั่นสำหรับชาวมุสลิม เป็นต้น

สำหรับกิจกรรม “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” นี้มีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 26 กิจการ และมีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 กิจการ เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่นมุสลิมชายและหญิง ที่สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของ “แฟชั่นมุสลิมไทย” ให้มีความพร้อมก้าวสู่ระดับสากล โดยคาดว่าจะสามารถขยายผลทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดรายได้กว่า 70 ล้านบาท และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ดีพร้อม เชื่อมั่นว่าการดำเนินกิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แฟชั่นมุสลิม ให้มีคุณภาพสูงเป็นสินค้า Premium ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดสากล

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ            จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย รุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และ พรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบกเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes…ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’  รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยความตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินด้วยชีวิต และเพื่อแสดงพลังแห่งความรักชาติ หน่วยงานภาคเอกชน กลุ่มศิลปิน ร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรมห้าดาว จึงร่วมกันจัดโครงการ “รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)” ภายใต้ความตั้งใจระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวของทหารไทยผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมจัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้แก่กองทัพไทย นำโดยสองพลังหญิงเก่ง ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน และ  นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน

งานแถลงข่าวการจัดงานจัดขึ้น ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ ภายในงานได้รับฟังเรื่องราว “คนรักแผ่นดิน” โดย พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก ดำเนินรายการโดย วารินทร์ สัจเดว พร้อมเผยรายละเอียดของงานการกุศลหลักที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ โดยร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมห้าดาวจะร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน กล่าวว่า “Love Peace Unity คือความรัก ความสามัคคี ความสงบสุขทุกชาติและศาสนา  และผู้นำต้องเสียสละ ไม่ใช่เรื่องแสวงอำนาจ เราอยากให้ประชาชนและภาคเอกชนทุกคนเห็นว่าไม่มีใครถูกลืมจากเหตุการณ์วิกฤติในครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละเพื่อปกป้องชาติ งานการกุศลครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสะพานที่ส่งต่อกำลังใจให้ถึงครอบครัวทหารไทย เพราะด้วยเราตระหนักถึงการทำเรื่องที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ และอีกสำคัญคือประเทศไทยเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ”

ทางด้าน นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน กล่าวต่อว่า “โครงการรักแผ่นดินเกิดจากความตั้งใจของคนไทยทุกภาคส่วนที่จะตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ครอบครัวของพวกเขาสมควรได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและต่อเนื่อง การรวมพลังในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการระดมทุน แต่ยังสร้างการรับรู้ให้สังคมหันมามอง เห็นคุณค่า และตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าทหารผู้สละชีพเพื่อชาติ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปให้ทหารตามตะเข็บชายแดน”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อนุชา เสมารัตน์ กรรมการและผู้ช่วยผู้จัดการ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ในปีนี้ครบรอบ 50 ปี มูลนิธิสายใจไทย เราตอกย้ำบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสู้รบป้องกันประเทศชาติ. ซึ่งปัจจุบันดูแลทหารผ่านศึกพิการประมาณกว่า 3,300 คน”

ขณะที่ พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก กล่าวว่า “เรื่องราวของคนรักแผ่นดิน คือแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคน ภารกิจของเราคือการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเหล่าทหารผู้ปกป้องชาติ และการเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจและกำลังใจให้ทั้งกองทัพและประชาชน และมุ่งดำเนินงานโครงการ ‘กตัญญูคลับ’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพและสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แสดงให้เห็นถึงความมีกตัญญู ของเยาวชนคนไทยต่อ ‘4 เสาหลัก’ ได้แก่ 1.พ่อแม่ 2.ครูและสถาบันการศึกษา 3. ชาติและบ้านเมือง 4.สถาบันพระมหากษัตริย์”

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและบริจาคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทหารไทย รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก เดอะมอลล์ กรุ๊ป  บริษัท โภชานันท์ จำกัด  ฟัวกราส์ควีน กองทัพบก สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ  บริษัท อาร์.พี.มีเดีย กรุ๊ป จำกัด และบริษัท สุนทรฟิล์ม จำกัด 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า (Garment, Footwear, and Travel Goods – GFT) เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยมีบทบาทอย่างมากในการสร้างงานให้ชาวกัมพูชากว่า 8 แสนคน แต่ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมดังกล่าวประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากการปิดพรมแดนของไทย และการขึ้นภาษีนำเข้าจากประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐเมริกา

1.ที่ตั้งโรงงานและการดำเนินงาน โรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกกระเป๋า (GFT) ส่วนใหญ่ตั้งกระจุกตัวอยู่รอบกรุงพนมเปญ และในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สีหนุวิล กันดาล บาเวต ปอยเปต โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก ชุดชั้นใน  รองเท้ากีฬาและรองเท้าแฟชั่น ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ และกระเป๋าเป้ 

2.จำนวนคนงาน ในปี 2567 อุตสาหกรรม GFT เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา โดยมีจำนวนคนงานโดยประมาณอยู่ที่กว่า 800,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงจากพื้นที่ชนบท โดยมีรายได้เฉลี่ย ราว 7,000 บาทต่อเดือน   แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับการปิดโรงงานบางแห่งและการเลิกจ้างแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาภายในประเทศ แต่โดยรวมแล้ว ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือนจำนวนมากในกัมพูชา แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ย้ายถิ่นฐานมาจากชนบทเพื่อหางานทำในเมือง

3.ตลาดส่งออกหลัก สินค้า GFT จากกัมพูชาถูกส่งออกไปยังตลาดหลักทั่วโลก โดยมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) เยอรมนีและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดมาอย่างยาวนาน โดยกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ “ทุกสิ่งยกเว้นอาวุธ” (Everything But Arms – EBA) แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิทธิ EBA จะถูกระงับไปในปี 2563 แต่ EU ยังคงเป็นปลายทางสำคัญสำหรับสินค้า GFT ของกัมพูชา

โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ General System of Preferences (GSP) สำหรับสินค้ากลุ่มกระเป๋าเดินทางในปี 2560 ขณะที่ แคนาดา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา แต่ก็ยังคงมีบทบาทในการรองรับสินค้าส่งออกของกัมพูชา

4.ผลกระทบจากภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในพ.ศ. 2568 โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน (“สงครามการค้า”) ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรม GFT ของกัมพูชา ในช่วงแรก มีการคาดการณ์ว่ากัมพูชาอาจได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยรวมมีความซับซ้อน โดยโอกาสบางส่วนของคำสั่งซื้อที่เคยอยู่ในจีนอาจย้ายมาที่กัมพูชา ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในระยะสั้น และความท้าทาย เพราะสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อคำสั่งซื้อจากตลาดหลักของกัมพูชา นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้ายังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในภูมิภาค

5.ผลกระทบจากการที่ไทยปิดพรมแดน (กรกฎาคม 2568) การที่ประเทศไทยปิดพรมแดน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกัมพูชาในหลายมิติ อาทิ การขนส่งและโลจิสติกส์ การปิดพรมแดนขัดขวางการขนส่งวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิต (เช่น ผ้า ด้าย กระดุม ซิป) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยและจีนผ่านทางประเทศไทย รวมถึงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือในไทย (เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง) หรือผ่านแดนไปยังประเทศอื่น ๆ นำไปสู่ความล่าช้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และทำให้คำสั่งซื้อล่าช้าหรือถูกยกเลิก , การเคลื่อนย้ายแรงงาน การปิดพรมแดนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามแดนที่ทำงานในประเทศไทยและส่งเงินกลับมายังครอบครัวในกัมพูชา , ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวจะลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกัมพูชา เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่ๆในระยะยาว

สรุป อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ทั้งนโยบายการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และการปิดพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยในเดือนกรกฎาคม 2568

โดย สุริยพงศ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงเปิดนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประธานที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ตลอดจนคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ คณะอนุกรรมการฯ ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ลายเทพพนม กินนรรำ สีย้อมครั่ง กรวยเชิง 3 ชั้น ทอโดย อาจารยร์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ตัดเย็บโดยศิลปินแห่งชาติ ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ห้องเสื้อ Tirapan          

ในพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยเปรียบเสมือนตัวแทนของคนทั้งชาติ แต่ในขณะนั้นสตรีไทยยังไม่มีการแต่งกายที่เป็นแบบแผนและแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่ชัดเจน พระองค์จึงมีพระราชดําริให้จัดทําเครื่องแต่งกายที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างงดงามและมีความร่วมสมัย ด้วยพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสํานักโบราณ ประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสมัยใหม่ และทรงออกแบบชุดไทยที่สวมใส่ได้สะดวก เหมาะสมกับยุคสมัย โดยยังคงความสง่างามและเอกลักษณ์ไทยไว้อย่างกลมกลืน ต่อมาฉลองพระองค์ชุดไทยดังกล่าวเป็นทีรู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” และกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสํานักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย และฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาได้ตระหนักถึงคุณค่าและเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตังแต่วันที 16  สิงหาคม พุทธศักราช 2568  เป็นต้นไป ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติพระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30น. ปิดจําหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสําหรับผู้ใหญ่ ราค 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึนไป) ราคา 80 (โปรดแสดงบัตรประจําตัว) นักเรียนหรือนักศึกษา และเด็กอายุ 12 ปี – 18 ปี ราคา 50  บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดย นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา ทั้ง 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนชุมชนบ้านอ้อย จังหวัดชัยนาท,ชุมชนบ้านห้วยทราย จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านหนองสังข์ จังหวัดนครพนม,ชุมชนบ้านทุ่งตำเสา จังหวัดตรัง พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

นายสามารถ สุวรรณมณี

ในงานมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และตัวแทนชุมชนภูมิปัญญาทั้ง 4 ชุมชน ร่วมกิจกรรมฯ ณ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก

นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทยผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เป็นการจัดเก็บและบันทึกภูมิปัญญาสำคัญของชุมชน นำมาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยตรงตามความต้องการของตลาด  ผ่าน 3 กิจกกรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 พัฒนาองค์ความรู้ให้กับองค์กร กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการในชุมชน กิจกรรมที่ 2 ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมที่ 3  เปิดตัวชุมชนภูมิปัญญาพร้อมจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการและผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและสมาชิกในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านการจำหน่ายทางตลาดออฟไลน์ และตลาดออนไลน์ ส่งผลต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก

ในงานนี้ ได้จัดให้มีการ Live สด กิจกรรมนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนา และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ (online) โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดย พิงกี้ สาวิกา ไชยเดช ช่องทาง https://www.tiktok.com/@pinkysavika?_t=ZS-8yeD9IiX734&_r=1 และ นัท นิสามณี เลิศวรพงศ์  ช่องทาง https://www.tiktok.com/@nisamaneenut?_t=ZS-8yeDBbZtQ2B&_r=1

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll เอ็กซ์คลูซีฟนี้อ่านลึกสำหรับ “THE HAVE” ผู้มีเงินทองเหลือเก็บเหลือกินเหลือใช้ กรณีภาษีทรัมป์สร้างความปวดเศียรให้แก่ผู้นำ หลายร้อยประเทศ ไทยโชคดีหน่อยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เกิดอยากได้รางวัล “NOBEL PRIZE” มากๆ เลยขอเข้ามาบริหารจัดการเรื่องการหยุดยิงไทย-กัมพูชา เมื่อสำเร็จเรียบร้อย ท่านประธานาธิบดีก็ต้องตอบแทนกันบ้างทีนี้แวะมาพูดถึงเศรษฐีใหญ่มหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมสวิตเซอร์แลนด์ ถือดีมัวแต่รำป้อไม่สรุปความให้ลงตัวถูกใจทรัมป์ปรากฏว่าเมื่อถึงเส้นตายเลยถูกยูเอสหวดภาษีสูงถึง 39% ผลคือนักธุรกิจและเศรษฐศาสตร์สวดรัฐบาลกลางสวิสยับที่ไม่รักษาประโยชน์ชาติ การค้าทุกชนิดในสวิสถึงกับชะงักงัน เพราะมองเห็นแล้วว่าหายนะกำลังรออยู่ข้างหน้า…

ll เราอธิบายให้ FC เข้าใจสถานการณ์ของสวิส ประเทศนี้เขาภูมิใจในผลิตผลอุตสาหกรรมของเขามาก ก็สมควรแล้วเครื่องมือ, อุปกรณ์การแพทย์, นาฬิกาลักชัวร์รี่หลายสิบยี่ห้อ, ประเภทอาหาร DELICATESEN โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ทำด้วยนมและเนยแข็ง (CHEESE) คุณภาพสูงสุด…ทีนี้มาพูดถึงผลร้ายจากความผิดพลาดนี้ สินค้าสวิสชั้นเยี่ยมถูกส่งเข้าห้างหรูในสหรัฐฯมากถึง 40% (เกือบครึ่ง) นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าสินค้าสวิสราคาสูงอยู่แล้วเมื่อมาเจอภาษีโหดทรัมป์ ก็จะผลักดันราคาสินค้าที่ตลาดเรียกว่า “PRICE ITSELF OUT OF THE MARKET” นั่นคือพวก “ICON” ทั้งหลายที่เศรษฐีไทยถวิลหา อาทิ ROLEX, PATEK, SWISS ARMY, อุปกรณ์การแพทย์, ชีสและเดลิเคทเทสเซ่น ก็จะถูกบั่นทอนยอดในสหรัฐฯเหลือเพียง 1/3 เท่านั้น…

ll สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกันจัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยประจำปี 2568 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมี ดร.วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ในฐานะรองประธานบริหารกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ ทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินการกับทุกหน่วยงานราชการและเอกชนจนโครงการได้ผ่านพ้นไปด้วยดี การประกวดครั้งนี้เป็นวาระสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนไทยให้เติบโตขึ้นกับคุณธรรม จริยธรรม และมารยาทตามวัฒนธรรมไทยที่ดีอันเป็นพื้นฐานอันดีงามของสังคม และยังสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สากล… 

ll มูลนิธิคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลฯ ร่วมกับ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญเป็นเจ้าภาพ และร่วมงานทอดผ้าป่ามหากุศล ประจำปี 2568 วันที่ 23 ส.ค.14.00 น. ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลฯ ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาศิริราช เลขที่ 085-2-20335-5…สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-4197466-80 ต่อ 2025 และ 02-4124670 หรือ Add line : @nsmufoundation ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า
ll ขอแสดงความยินดีกับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คนใหม่ ข่าวว่า ท่านปลัดฯเป็นศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยรุ่น 119 จึงไม่แปลกที่รุ่นพี่-รุ่นน้องจะมาร่วมแสดงความยินดีกันคับคั่ง…

ll ขนิษฐา สุนทรปักษิน ฝากยินดีกับหลานป้า คนโต ทรงภพ เกียรติเจริญผล แห่งบริษัท
การบินไทย โอกาสที่ได้เป็น กัปตันการบิน B-777 แล้ว…

ll อุมาพร บัวพึ่ง “ครูต้อย” ของเหล่าศิษย์ เป็นนักร้องเพลงไทยสากล ผู้ที่ได้รับรางวัลหลากหลาย ด้วยวัย 70 ปีต้นๆ ช่วงนี้
ทำประโยชน์แก่สังคม เดินสายการสอนร้องเพลงไทยอย่างถูกวิธี โดยมีเทคนิคการสอน ที่เข้าใจง่าย หลักการสำคัญที่ครูต้อยให้ศิษย์ยึดปฏิบัติคือ ให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเลียนแบบใคร…ศิษย์ทำได้ย่อมดีต่อใจครูผู้สอนเป็นยิ่งนัก !!…

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนจากจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดมุมมองใหม่แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการท่าอากาศยาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว การศึกษาดูงานครั้งนี้ มีไฮไลต์สำคัญคือการเยี่ยมชมท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินระดับโลกที่มีระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการให้บริการ การจัดสรรพื้นที่เชิงพาณิชย์ การสร้างรายได้นอกเหนือจากธุรกิจการบิน การเปิดพื้นที่แสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในสนามบินให้มีชีวิตชีวา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่ อยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2569 การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงแนวคิดและการบริหารจัดการ เพื่อประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารในอนาคต

นอกจากนี้ ทชม. ยังได้คัดเลือกสถานที่ศึกษาดูงานอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การออกแบบพื้นที่ให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมสินค้าและบริการของท้องถิ่น เพื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมีกำลังซื้อมั่นคง

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ถือเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาแล้วกว่า 165,000 คน มีเส้นทางบินตรงระหว่างเชียงใหม่ – อินชอน จำนวน 62 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางเชียงใหม่ – ปูซาน อีก 4 เที่ยวบิน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด ให้บริการโดย 5 สายการบินชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Korean Air, Jeju Air, Asiana Airlines, Jin Air และ Eastar Jet แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการบิน การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อยกระดับสินค้า OTOP สินค้าแฮนด์เมด กาแฟ คาเฟ่ โรงแรมบูติก และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม

ด้านนายพัฒนพงษ์ พงษ์ทองเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำกรุงโซล ให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ให้ความสนใจจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเชียงใหม่คือเมืองแห่งธรรมชาติ เมืองสุขภาพ และเมืองศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางซ้ำ หากสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน จากข้อมูลของ ททท. พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1.8 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านคนในปี 2568 โดยจังหวัดเชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 12 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงพร้อมทำหน้าที่ “ผู้เปิดโลกทัศน์” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดการบริหารจัดการในระดับสากล เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

-(016)

‘ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage’

'ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage'

‘ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินเปิดนิทรรศการใหม่ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ “ชุดไทย: จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

นิทรรศการครั้งนี้ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงสืบสานและวางรากฐาน “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง 8 แบบ ประกอบด้วย ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ให้กลายเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงกราบบังคมทูลรายงานการจัดนิทรรศการ พร้อมเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันให้ “ชุดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ในปี 2569 อันเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย พร้อมทรงนำคณะฯ ทูตานุทูตกว่า 45 ประเทศ ร่วมชื่นชมและสัมผัสความปราณีต วิจิตรสวยงามของชุดไทยราชนิยมทั้ง 8 แบบ จากนิทรรศการดังกล่าวฯ ด้วย

“ชุดไทย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่คือความทรงจำร่วมของชาติ คือศิลปะที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย และคือมรดกที่พร้อมจะก้าวสู่เวทีโลกในฐานะความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

ททท. พร้อมต่อยอดพลังแห่ง “ชุดไทย” สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ”ผ่านเส้นทางผ้า“ ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้มาเรียนรู้ ทดลองสวมใส่ และสัมผัสเสน่ห์อันทรงคุณค่าของการแต่งกายแบบไทยด้วยตนเอง เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ที่ไม่รู้จัก ให้เป็นความรักและประทับใจ…ไม่รู้ลืม

Change Unknown to Unforgettable

#chudthai

#Amazingthailand #ชุดไทยจากราชสำนักสู่ราชนิยม 

#QueenSirikit #MuseumofTextile