แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Reinterpretation Art

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ที่มีโอกาสดูห้องภาพใหญ่ ๆ ประจำเมืองอาจคุ้นเคยกับผลงานแนวหนึ่งของศิลปินรุ่นใหม่นั่นคือ Reinterpretation Art คำว่า Reinterpretation คือการสร้างสรรค์ศิลปะชิ้นใหม่โดยอาศัย แนวคิด สไตล์ หรือการแสดงออกผลงานดั้งเดิมด้วยวิธีการร่วมสมัย ศิลปินจะตีความหรือให้ความหมายชื่อภาพ หรือผลงานที่นำมาเป็นต้นแบบใหม่ที่คนทั่วไปที่คุ้นเคยผลงานเก่าชิ้นนั้น ๆ สามารถที่จะหวนนึกถึงได้ วิธีการตีความใหม่ให้ร่วมสมัยอาจเริ่มต้นจากการอาศัยเพียงแค่แรงบันดาลใจ การล้อเลียน การใส่มุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย การเลียนแบบสีสันเพื่อกระตุ้นเตือนให้รำลึกถึง การสร้างสรรค์งานด้วยเทคโนโลยีใหม่  การใช้องค์ประกอบสำคัญเหมือน ๆ กัน หรือใช้ชื่อภาพชื่อเดียวกัน จนไปถึงการลอกเลียนจนแทบจะเหมือนโดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้

ใน National Gallery Athens มีผลงาน Reinterpretation Art ของศิลปินหลายคน อาทิ Kyriakos katzourakis เขาเกิดในปี 1944 ณ กรุงเอเธนส์โดยเป็นศิษย์ของ Yannis Moralis ทางด้านจิตรกรรมและการออกแบบเวทีที่ Athens School of Fine Arts เขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1966 ที่ Keraia Gallery กรุงเอเธนส์และชนะรางวัล Parthenis โดยได้ที่หนึ่งในปี 1969 หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ลอนดอนและเรียนการพิมพ์ต่อที่ Central Saint Martins College of Art and Design ก่อนสามารถชนะการออกแบบชุดในหนังเรื่อง Days of 36 ผลงาน Las Meninas ของเขาที่ National Gallery นี้ตีความผลงานชื่อเดียวกันของ Velaquez ด้วยการใช้เทคนิคเหมือนฉากละครโดยเพิ่มตัวละคร 3 ตัวเข้าไปในภาพเดิมทำให้ผลงานดูแปลกตาและน่าสนใจยิ่ง  

ศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานแนว Reinterpretation Art คือ Dimitrios Galanis เขาเกิดวันที่ 17 พฤษภาคม 1879 ณ กรุงเอเธนส์ เขาย้ายไปอยู่ปารีสตั้งแต่ปี 1900 โดยอาศัยอยู่ที่ Montmartre ซึ่งปัจจุบันคือ Musee de Montmartre เขามีความสามารถไม่เพียงงานจิตรกรรม แต่ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์งานแกะสลักไม้ด้วย ผลงานที่ชื่อ Seated Nude ที่ถูกจัดแสดงตั้งแต่ปี 1920 นำมาซึ่งชื่อเสียงให้กับเขาอย่างล้นหลามจนได้รับการชื่นชมว่าเป็นผลงานที่เร้าอารมณ์พอ ๆ กับผลงานของ Giotto นับจากปี 1921 เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานนิทรรศการร่วมกับ Matisse, Braque, Juan Gris, Dufy, Chagall และ Picasso อยู่เป็นประจำ สำหรับ Nude ที่จัดแสดงใน National Gallery เป็นรูปแผ่นหลังของหญิงสาวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Rokeby Venus ของ Velazquez อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปการวาดภาพ Nude ของศิลปินมักวาดด้านหน้า ภาพนี้ Galanis รังสรรค์ได้ทันสมัยขึ้นสังเกตได้จากฝีแปรงที่คมชัดและใหญ่เฉกเช่นเดียวกันกับงานแนว Expressionism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงที่เขาผลิตงาน

ศิลปินกรีซอีกผู้หนึ่งที่รังสรรค์งาน Reinterpretation Art ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ Giorgos Vakirtzis เขาเกิดในปี 1923 และจบการศึกษาจาก Athens School of Fine Arts ในปี 1946 ก่อนย้ายไปเรียนที่ Ecole des Beaux Arts ปารีสในปี 1952 หลังจบการศึกษาเขาทำงานด้านการตกแต่งร้านค้า คีออส และบ้าน อีกทั้งยังออกแบบปกหนังสือและอัลบัมต่าง ๆ รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการกลุ่มและเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอ ผลงาน The School of Athens ที่ตีความจากภาพชื่อเดียวกันของ Raphael นี้ ไม่เพียงมีรายละเอียดของตัวละครที่คล้ายกันยังใช้สีโทนเดียวกันด้วย แต่มีความทันสมัยมากขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบ Expressionism

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตเกษตรศาสตร์แห่งชาติจีนรายงานว่า คณะนักวิจัยได้ถอดรหัสการปรับตัวทางพันธุกรรมอันมีเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยหมูป่าเอเชียกลางมีชีวิตรอดจากความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมระหว่างอพยพข้ามทวีปยูเรเชียเมื่อล้านปีก่อน ทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

หมูป่า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของหมูเลี้ยงในปัจจุบัน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนกระจายตัวสู่ตะวันตกและตอนเหนือจนถึงภูมิภาคที่สูงในยุโรปและเอเชียกลางในช่วงหลายล้านปีต่อมา ทว่าความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการปรับตัวทางพันธุกรรมของหมูป่าเหล่านี้ ซึ่งต้องเผชิญอากาศหนาวจัดและรับรังสียูวีลดลง โดยเฉพาะในเอเชียกลาง ยังคงน้อยมาก

การวิจัยได้บูรณาการพันธุกรรมหมูป่าคุณภาพสูงที่ลำดับใหม่ 47 ชุด และที่เผยแพร่สู่สาธารณะอยู่แล้ว 49 ชุด ซึ่งครอบคลุมหมูป่าในเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง และยุโรป พบว่าหมูป่าเอเชียแยกสายพันธุ์จากหมูป่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 3.6 ล้านปีก่อน ส่งผลให้เกิดหมูป่าที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันในจีนตอนใต้และเอเชียกลาง

SACIT เปิดเวทีวิชาการนานาชาติ ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญา ‘เครื่องรัก’ งานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT เปิดเวทีวิชาการนานาชาติ ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญา ‘เครื่องรัก’ งานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT เปิดเวทีวิชาการนานาชาติ ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญา ‘เครื่องรัก’ งานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.25 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT (Sustainable Arts andCrafts Institute of Thailand) จัดงานประชุมวิชาการ “SACIT Symposium 2025” ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งแรกของเวทีวิชาการด้านศิลปหัตถกรรมไทย กับงานประชุมครั้งสำคัญที่รวมผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน ช่างฝีมือ และองค์กรพันธมิตรจากทั่วเอเชีย ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จาก “เครื่องรัก” สู่ “นวัตกรรมความยั่งยืน” ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน คงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิม, การสร้างสรรค์ พัฒนาเทคนิคและรูปแบบร่วมสมัยและการส่งเสริม ยกระดับภาพลักษณ์และองค์ความรู้งานหัตถศิลป์ไทยสู่ระดับสากล

ในฐานะองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ที่ SACIT มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติ ให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน” มุ่งมั่นสืบสานงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการพลิกโฉมงานหัตถกรรมไทยผ่านการดำเนินงานครอบคลุม3 มิติ ได้แก่ ต่อยอดงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง ยกระดับงานคราฟต์ผ่านเครือข่ายพันธมิตร และพัฒนางานคราฟต์ภายใต้แนวคิด ESG

ปี 2568 นับเป็นก้าวสำคัญของ SACIT กับการยกระดับงานองค์ความรู้งานหัตถศิลป์สู่เวทีวิชาการระดับนานาชาติ  โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตระหนักถึงปัญหาความท้าทายที่สำคัญของวงการศิลปหัตถกรรมไทย นั่นคือการขาดแคลนวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานคราฟต์ โดยเฉพาะ “ยางรัก” ที่จำเป็นต่อการทำเครื่องรัก–เครื่องเขิน และงานหัตถกรรมอีกหลากหลายประเภท รวมถึงองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งานประเภท “เครื่องรัก – เครื่องเขิน” และงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ยางรักเริ่มมีผู้สืบทอดน้อยลงไปในทุกๆ ปี ด้วยเหตุนี้ SACIT จึงริเริ่มการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมสมองและหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วภูมิภาคอาเซียนและจากนานาชาติเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมในระยะยาว

ผศ. ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย 

ผศ. ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “งาน Symposium ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้รวมตัวพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ทั้งช่างฝีมือ ศิลปิน นักสะสม นักวิชาการจากทั้งในและต่างประเทศ เครือข่ายครูอาจารย์และสถาบันการศึกษา เพื่อมาร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ ยางรัก เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงาน ทั้งในเชิงเทคนิค ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมกันนี้ เรายังได้เชิญเครือข่ายช่างจากหลายประเทศในอาเซียน เอเชีย รวมถึงยุโรป เข้าร่วมพูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอนาคต

Symposium ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบเอกสารเท่านั้น แต่ได้รวมไปถึงการแสดงผลงานสร้างสรรค์จากช่างรุ่นใหม่ การนำเสนอผลงานสะสมหายากที่เปิดให้ชมเป็นครั้งพิเศษ ซึ่งรวมถึงงานเครื่องรักจากต่างประเทศด้วย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

Dr. Feng Jing แห่ง UNESCO

ไฮไลต์ของงานที่จะเกิดขึ้น อาทิ การได้รับเกียรติจาก Dr. Feng Jing แห่ง UNESCO ที่จะร่วมชี้ให้เห็นถึง “หัตถกรรม” ในฐานะโครงสร้างวัฒนธรรมของอาเซียน ร่วมด้วยพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ประจำปี 2568 ใน 3 สาขา รวม 30 คน ได้แก่ ครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สืบสานงานหัตถศิลป์

เวทีเสวนาและการนำเสนอผลงานจากผู้เชี่ยวชาญจาก 9 ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และยุโรป แบ่งเป็นหน่วยงาน และองค์กรพันธมิตรจากต่างประเทศ 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และออสเตรีย รวมถึงศิลปินและช่างฝีมือ จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เมียนมาร์ และ สปป.ลาว ร่วมด้วยการบรรยายพิเศษจาก 4 นักสร้างสรรค์ศิลปินและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานศิลปะหัตถกรรมไทยระดับนานาชาติ ได้แก่ วิชดา สีตกะลิน (Jim Thompson), รัฐ เปลี่ยนสุข (สัมผัสแกลเลอรี), ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ (Qualy Design) และ อรช บุญ-หลง (Greater Chiang Mai)

หนึ่งในตัวอย่างของไฮไลต์ คือการบรรยายพิเศษระดับนานาชาติว่าด้วย “เครื่องรัก” นำเสนอองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเครื่องรักจาก 7 ประเทศ ในหัวข้อ “Craft Ecologies: Materials, Communities, and Wisdom” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เรื่องวัสดุ ภูมิปัญญา และชุมชน ในการรักษา พัฒนา และต่อยอดงานเครื่องรักในยุคสมัยใหม่ ตัวอย่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ Prof. Sakurako Matsushima ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องรักญี่ปุ่น Mr. Suo Chao นักวิชาการด้านเครื่องรักจากจีน Mr. U Maung Maung ประธานสมาคมเครื่องรักเมียนมา Mrs. Nguyen Thi Tu Quyen ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญการใช้รักสีแบบเวียดนาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษ หัวข้อ “From Forest to Form: Lacquer Sap and the Thai Craft Ecology” โดยวิทยากรชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านยางรักตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงการใช้งานและการสร้างสรรค์รวม 6 ท่าน อาทิ คุณสนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตสาขาศิลปกรรม รศ.พิศมัย อาวะกุลพาณิชย์ สาขาวิชาการออกแบบ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณธวัชชัย ทำทอง คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องรักล้านนา เป็นต้น

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “The Lacquer Legacy” โดย ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บอกเล่าเรื่องราวของ “ยางรัก” และการใช้ยางรักในงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมโซนสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์จากศิลปิน และช่างฝีมือจากไทยและต่างประเทศมากกว่า 12 ท่าน ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, พม่า, เวียดนาม, ลาว และงานเครื่องรักประเภทต่าง ๆ ของไทยอีกมากกว่า 7 ท่าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสงานศิลป์อย่างใกล้ชิด

งาน SACIT Symposium 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ SACIT ในการแสดงบทบาทผู้นำ ด้านศิลปหัตถกรรมไทยบนเวทีโลก โดยมุ่งหวังให้เกิดการตื่นตัวและสนใจงานหัตถกรรมไทยในวงกว้าง เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานและผู้สร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ SACIT ในการก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านศิลปหัตถกรรมภายในปี พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” เพื่อยกระดับศูนย์กลางองค์ความรู้และเครือข่ายงานคราฟต์ของอาเซียนอย่างแท้จริง

“งาน SACIT Symposium 2025 คือหมุดหมายใหม่ที่เราต้องการให้นานาชาติและคนในยุคปัจจุบันได้เห็นว่า ศิลปหัตถกรรมไทยยังมีชีวิตยังเติบโต และยังพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนวัตกรรม เราเชื่อว่างานหัตถศิลป์ไทยไม่ได้เป็นเพียง ‘ของเก่า’ แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่สามารถนำพาไปสู่อนาคตได้อย่างสง่างาม หากได้รับการสืบสานอย่างเข้าใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ www.sacit.or.th สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “SACIT Symposium 2025” ได้ทางเฟซบุ๊ก SACITOFFICIAL หรือ https://symposium.sacit.or.th

ประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม จ.ชลบุรี

ประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม จ.ชลบุรี

ประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม จ.ชลบุรี

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2568 ณ ห้องศรีรัตน ชั้น2 โรงแรมรัตนชล อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยมี ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม

ด้าน วรนัฐ ติรประเสริฐสิน พัฒนาการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการสร้างการรับรู้ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน เพื่อนำแบบลายผ้าพระราช ทานเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมในทุกภูมิภาค ตลอดจนน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการส่งเสริมอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย ใส่ให้ทันสมัยสู่สากล และเพื่อเป็นการประชาสัม พันธ์สร้างการรับรู้แบบลายผ้าพระราชทาน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อนำไปมอบต่อให้กับกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรม ภายในจังหวัด ได้นำไปสร้างสรรค์ผลงาน สร้างอัตลักษณ์ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน และส่งเสริม กระตุ้น ผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย ทุกโอกาส

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไทยแต่ละประเภทให้เป็นที่รู้จักการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย โดยมี ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างทอผ้า ช่างงานหัตถกรรมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชลบุรีเข้าร่วมการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ประจำปี 2568 รวม 56 ผืน/ชิ้น ประกอบด้วย ประเภทงานหัตถกรรม รวม 4 ชิ้น ประเภทผ้ามัดหมี่ (2 ตะกอ / 3 ตะกอขึ้นไป) รวม 6 ผืน ประเภทเทคนิคสร้างสรรค์รวม 8 ผืน และประเภทบาติก มัดย้อม เขียนเทียน รวม 38 ผืน

จากการประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีความโดดเด่น เหมาะสมตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 37 ชิ้นงาน ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อส่งเข้าประกวดในระดับภาคและระดับประเทศต่อไป

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนอย่างเร่งด่วน ความเดือดร้อนแผ่ขยายไปยังจังหวัดชายแดนฝั่งตะวันออกและอีสานตอนล่าง ทั้งศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด และอุบลราชธานี หลั่งไหลเข้ามาอาศัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในจำนวนนั้นเป็นเด็กมากถึง 9,385 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงเป็น วิกฤตด้านความมั่นคง หากยังหมายรวมถึง วิกฤตด้านมนุษยธรรม

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 

เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น เด็ก คือผู้ที่เปราะบางที่สุด ทันทีที่เกิดเหตุ เด็กจำนวนมากในพื้นที่เปราะบางต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ต้องหยุดเรียน เผชิญกับอันตราย ความหิวโหย และความไม่แน่นอนของสถานการณ์

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาและการรณรงค์เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม มีบทบาทด้านการช่วยเหลือและปกป้องเด็ก รวมถึงชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินและความขัดแย้งครั้งนี้  จากการสำรวจพื้นที่การทำงานของมูลนิธิฯ ขณะนี้มีผู้ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 54,779 คน และจากจังหวัดสุรินทร์จำนวน 191,045 คน

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ก็ได้เผยถึงขั้นตอนดำเนินงานด้านการช่วยเหลือ ตามแผนนโยบายของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า “เรากำลังเร่งประเมินสถานการณ์แบบรายวัน จากทีมงานอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อระบุความจำเป็นเร่งด่วนที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระยะการตอบสนองและระยะฟื้นฟู โดยศุภนิมิตฯ เรามีแนวทางการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนหลักๆ ดังนี้ 1)การสนับสนุนในช่วงบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน : สนับสนุนสิ่งของจำเป็นเร่งด่วน แก่ประชาชนในศูนย์อพยพ เช่น น้ำดื่ม ยารักษาโรค วัตถุดิบ ประกอบอาหาร และอาหารแห้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น 2)จัดตั้งศูนย์เพื่อนเด็ก (Child-Friendly Space) : เพื่อดูแลจิตใจเด็ก พร้อมสนับสนุนให้เด็ก ได้มีพื้นที่ปลอดภัย ได้เล่นและเรียนรู้ในระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง 3)การสนับสนุนในช่วงฟื้นฟู : เสริมสร้างศักยภาพการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในโรงเรียน และชุมชนพื้นที่เสี่ยงภัย

อานนท์ สวนศรี

จากแผนดำเนินงานดังกล่าว เราได้เริ่มดำเนิน ‘โครงการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินช่วยเหลือผู้ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ขายแดนไทย-กัมพูชา’ พร้อมเปิดระดมทุนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่   ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาได้จัดหาน้ำดื่ม 4,385 แพ็ค ไข่ไก่ 240 แผง นมพร้อมดื่ม 5,638 แพ็ค ขนม 913 แพ็ค และมุ้งกันยุงอีก 250 หลัง รวมถึงอาหารแห้ง ยารักษาโรค ส่งมอบให้กับศูนย์พักพิง 30 แห่งในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ และยังได้จัดตั้ง “ศูนย์เพื่อนเด็ก” (Child-Friendly spaces) ในศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์  เพื่อให้เด็กได้กลับมามีพื้นที่ปลอดภัย เรียนรู้ และฟื้นฟูจิตใจในช่วงที่ชีวิตยังไร้เสถียรภาพ ซึ่งสามารถเข้าถึงเด็กได้ 1,381 คน

ขณะเดียวกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังคงประเมินความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และเดินหน้าวางแผนระยะฟื้นฟูในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และผู้บริจาค เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกชีวิตอย่างทั่วถึงที่สุด” นางรสลิน โกแวร์ กล่าว

ด้านเสียงสะท้อนจากคณะทำงานในพื้นที่ นายอานนท์ สวนศรี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรมองค์กร กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากความช่วยเหลือในเรื่องของศูนย์อพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child-Friendly Spaces) เรายังมองไปถึง หลังจากสถานการณ์สงบแล้ว พี่น้องในพื้นที่ทยอยกลับไปเข้าบ้านเรือน เด็ก ๆ เริ่มกลับไปโรงเรียนตามปกติ สิ่งที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะทำต่อไปก็คือเรื่องของการฟื้นฟู สร้างกำลังใจให้กับเด็ก ๆ เป็นการปูทางรับมือในอนาคต หากมีภัยพิบัติอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีก การสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเกิดการช่วยเหลืออย่างยั่งยืน   สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอบคุณทั้งผู้อุปการะ และก็ผู้บริจาคทุก ๆ คนด้วย รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น ที่ให้ความร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ และเราเองก็ขอสัญญาว่า จะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดเพื่อให้เด็กและชุมชนทุกคน ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเติบโตขึ้นมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีแล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/OogjOo สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ www.worldvision.or.th FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand   IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand และ

Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ด้วยความห่วงใยทหารกล้าที่ชายแดนไทย ศิษย์เก่าราชินีรุ่น 65 และ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์รุ่น 2513 นำโดย อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ได้จัดซื้อ น้ำมันยาดมยาทา สีเขียว สีขาวและสีชมพู ตรากระต่ายชมจันทร์ เพื่อใช้สูดดมและใช้ทา บรรเทาอาการวิงเวียน กลบกลิ่นเหม็น และแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย จำนวน 1,400 ขวดเป็นเงิน 56,000 บาท ทั้งนี้ส่งให้กับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าที่กำลังทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ…ดีงามในความระลึกถึงกัน…
  • เมื่อวันที่ 8 เดือน 8 เป็นวันรวมรุ่นนิเทศ จุฬาฯรุ่น 8 ซึ่งนัดพบปะสังสรรค์ และฉลอง 60 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้ ศ. กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬหรักษ์ พร้อมภรรยา ธีราพร ไปร่วมงาน เพื่อนร่วมรุ่นวัย 7up อดีตคนดังนิเทศ ร่วมงานพร้อมหน้าพร้อมตา อาทิ พันธ์เลิศ -ปริยะดา ใบหยก , ศุภวัฒน์ จงศิริ (ศุภักษร),อานุสรา จิตต์มิตรภาพ มล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์ ,ไพฑูรย์ หิรัญประดิษฐ์ ,รัชนี เอมะรุจิ และ พจนารถ ปริญภัทร์ภากร เป็นต้น…
  • ชื่นชมการดูแลสุขภาพของ คุณแม่อายุยืนหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ได้แก่ คุณแม่กมลา ตันฑุวณิชย์ วัย 105 ปี มารดาของ อัมพร จักกะพาก , คุณแม่มารศรี อิศรางกูรฯ วัย 104 ปี , และ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ แห่งโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่มีอายุ 104 ปี …ขอให้ท่านทั้ง 3 มีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาวตราบนานเท่านาน…
  • กิจกรรมในสัปดาห์วันแม่ที่ผ่านมา บุตรสาวสามใบเถา ของคุณแม่ศุลีพร โชควิวัฒน ได้แก่ ณัฐชยา ธันยพร และ รักติบูล พาไปท่องเที่ยวพักผ่อนกัน พ่อ แม่ ลูก แบบยาวๆ ที่บ้านไร่ไออรุณ จ.ระนอง และย้อนกลับมาชื่นชมธรรมชาติต่อ ที่บ้านกรูดอาเคเดีย จ.ประจวบคีรีขันธ์ …พร้อมหน้ากันอบอุ่น สร้างความสุขใจให้คุณแม่เป็นยิ่งนัก …
  • ส่วนบ้านนี้…ลูกๆพาคุณแม่มาฉลองวันแม่ที่บ้านชะอำ นี่คือกิจกรรมของครอบครัว ดร.ธราภุช – ดร.วุธรวี จารุวัฒนะ ซึ่งพา คุณแม่ปิยะวัลย์ ยิ้มประเสริฐ ไปชะอำ งานนี้ขาดไม่ได้คือคุณพ่อ ยัญชัย ผู้ที่ติดหลานงอมแงม ต้องตามมาแจมด้วย…
  • บุญปิติ -พิชญา สุนทรญาณกิจ พร้อมบุตรสาว เพิ่งกลับจากไปท่องเที่ยวปักกิ่ง ได้เที่ยวชมกำแพงเมืองจีน มีคุณพ่อ-คุณแม่ พ.ท.บุญชัย-จันทรา สุนทรญาณกิจ ร่วมทริปไปด้วย โดยไม่พลาดแวะตีกอล์ฟ กีฬาโปรดของครอบครัว ณ ที่นั่น…
  • ข่าวดีของคนป่วยไข้ไม่สบาย ขชน มุสิจรัล ปลอดภัยจากการผ่าตัดทรวงอกแล้ว แต่ยังต้องติดตามอาการหลังการผ่าตัดอีกสักระยะ ทำให้ คุณแม่ขจรศิริ และ คุณน้า ผศ.นาฏยา ตนานนท์ ต้องบินจากเชียงใหม่มาผลัดกันเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ เพื่อคอยระวังเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และอาหารการกิน ตามคำแนะนำของแพทย์…
  • ขณะเฝ้าไข้หลานที่กรุงเทพฯ ผศ.นาฏยา ตนานนท์ มีลูกศิษย์ มช.ตามมาหากันมากหน้า หนึ่งในนั้นคือศิษย์รัก นงนาถ ห่านวิไล ที่ชวน ปราโมท สามีมาพาอาจารย์ไปลั๊นช์กันที่ บองมาเช่ หลังจากนั้นไปนั่ง afternoon tea @ จิบไถ่ ข้างรร.วัดเสมียนนารี มี เนาวรัตน์ วัฒนวรลักษณ์ เจ้าของร้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น…
  • ความสามารถหลายด้าน ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ นอกจากมีความเชี่ยวชาญด้านการเงินของประเทศแล้ว ท่านยังสนใจงานด้านศิลปะ และมีฝีมือในการวาดภาพลายเส้นได้สวยงามเป็นที่สุดอีกต่างหาก…
  • สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ ไปฝึกขับร้องเพลงไทยที่ศูนย์นันทนาการ เขตบางขุนเทียนเป็นประจำ และหากมีวันหยุดยาวก็จะมีทริปไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆกับ กลุ่มเพื่อนๆอยู่เสมอ… ไม่มีคำว่าสาย สำหรับผู้ที่ได้พบเจอเรื่องที่ชอบ คนที่ใช่ แม้วัยจะล่วงเลยเซเว่นอัพแล้วก็ตาม !!…

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย ‘หนึ่งคน หนึ่งเลข’ ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย 'หนึ่งคน หนึ่งเลข' ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย ‘หนึ่งคน หนึ่งเลข’ ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

กรมควบคุมโรค โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ และเครือข่าย เดินหน้ายกระดับการใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของแรงงานต่างด้าวให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายให้แรงงานต่างด้าวเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขในระยะยาว

ที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ “A Technical Workshop on Integrating Biometric Data for Public Health and Disease Control” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ได้สรุปแนวทางการขับเคลื่อนสำคัญร่วมกัน

นางเกษณี ศรีรักษา รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของสภากาชาดไทย (TRCBAS) ซึ่งใช้เทคโนโลยีการจดจำลายม่านตาและใบหน้า ได้เริ่มนำร่องใช้งานมาตั้งแต่ปี 2566 ใน 5 จังหวัด ปัจจุบันขยายไปยังโรงพยาบาลกว่า 160 แห่งใน 25 จังหวัด โดยมีแรงงานต่างด้าวได้รับการพิสูจน์อัตลักษณ์แล้วกว่า 260,000 คน

“แม้ระบบจะมีความแม่นยำสูง แต่ยังพบข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ การประชุมครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้การพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ ทั้งลายม่านตา ลายนิ้วมือ และใบหน้า เพื่อวางรากฐานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นางเกษณีกล่าว

ด้าน นายแพทย์พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักบรรเทาทุกข์และประชานามัย สภากาชาดไทย ประธานการประชุมวันที่ 15 สิงหาคม 2568 กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการยกระดับครั้งนี้คือการสร้าง “เลขประจำตัวเพียงหนึ่งเดียว” ให้กับแรงงานต่างด้าวแต่ละคน เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาได้ทันที แม้แรงงานจะย้ายสถานที่ทำงานหรือเปลี่ยนโรงพยาบาล

ที่ประชุมจึงได้กำหนด 4 มิติเร่งรัด ที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันเพื่อผลักดันจากนี้ คือ

1.             เชื่อมโยงระบบ: เร่งเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลทุกแห่งให้ใช้งานร่วมกับระบบ TRCBAS หรือ BioID ของกระทรวงสาธารณสุขได้

2.             ผลักดันเลขประจำตัวใหม่: ส่งเสริมการใช้เลขประจำตัวใหม่ของแรงงานต่างด้าวที่ได้จากระบบ BioID จากการพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ (ม่านตา ลายนิ้วมือ ใบหน้า)

3.             ขยายการใช้งานเครื่องสแกนม่านตา: ผลักดันให้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศมีและใช้งานเครื่องสแกนม่านตา เพื่อให้การพิสูจน์อัตลักษณ์มีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

4.             ทำงานเชิงรุก: ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในรูปแบบ Community Based เพื่อเข้าถึงแรงงานในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

“การที่โรงพยาบาลใช้ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ที่แตกต่างกันทำให้เกิดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน เมื่อแรงงานย้ายที่ก็จะหาประวัติไม่เจอ ทำให้ต้องมีเลขประจำตัวหลายเลข ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องการแก้ไข” นายแพทย์พิชิตย้ำ และกล่าวเสริมว่า “หากโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ระบบที่รองรับการพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ จะช่วยให้แรงงานต่างด้าวมีเลขประจำตัวเพียงหนึ่งเดียว เหมือนกับคนไทย ทำให้การตรวจสอบสิทธิการรักษาทำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องไม่ว่าจะไปรับบริการที่ใด”

นายจิตรภาณุ ศรีเดช หัวหน้ากลุ่มนวัตกรรมและวิจัย สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค กล่าวปิดท้ายว่า ข้อสรุปและข้อคิดเห็นจากการประชุมทั้งหมดนี้จะถูกนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขและการควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการเตรียมความพร้อมของทุกหน่วยงานเพื่อรองรับกับนโยบายในอนาคต

-(016)

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ ‘Science Communication Award 2025’

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ 'Science Communication Award 2025'

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ ‘Science Communication Award 2025’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นประธานในงาน THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025 โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรี รมว.อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายสื่อสารวิทยาศาสตร์ เข้าร่วม พร้อมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ณ  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

กิจกรรมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 ด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ประเทศไทยนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กร บุคลากร และผลงานที่มีความโดดเด่นและทุ่มเทให้กับงานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์  จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน โดยมีพิจารณามอบรางวัลการสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น แบ่งเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

รางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 

1.ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานมูลนิธิสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ส่งเสริมเยาวชนและนักวิจัยให้มีส่วนร่วมกับเวทีนานาชาติในงานวิจัยขั้นสูง และส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่สาธารณะ 

2.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคม พัฒนาความร่วมมือเชิงนโยบายและเป็นต้นแบบนักวิจัยผู้ให้ความสำคัญและส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน 

3.รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล อดีตนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ผู้นำเสนอกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการเสนอให้คณะรัฐมนตรี กำหนดวันวิทยาศาสตร์ขึ้น และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสร้างความตื่นตัวด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชน และเยาวชน

– รางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่1.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2.ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  3.ดร.แทนไท ประเสริฐกุล ประธานภาคีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์  4. ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา อดีตผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ 5.นายกรทอง วิริยะเศวตกุล Content Creator สายอวกาศ

– รางวัลองค์กรสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ 1. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2. สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 3. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ   

รางวัลผลงานสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ 1. รายการ The Secret Sauce  2. รายการ ดูให้รู้ – Dohiru รู้ให้ลึกเรื่องญี่ปุ่น  3. Facebook Page : วิทย์สนุกรอบตัว 4. รายการ ความ (ไม่) รู้รอบตัว  5. YouTube Channel : KongGreenGreen เรื่องขยะ จังหวะสนุก 

เผย 2 มุมมอง ความสำคัญการสื่อสารวิทยาศาสตร์

ศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์   ผู้บุกเบิกการจัดตั้งสถาบันวิจัยระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวถึง การสื่อสารเรื่องของวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปัจจุบันสื่อสมัยใหม่ มีพัฒนาการก็ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีหลายช่องทางให้เลือกดู เช่น ถ้าเราอยากรู้เรื่องควอนตัม และพอมีความรู้อยู่บ้าง การไปค้นหาข้อมูลเพิ่มดูจากยูทูปมีให้เลือกดูหลากหลายมาก สามารถทำให้เราเข้าใจวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นได้ 

“ดังนั้น การสื่อสารในเรื่องของวิทยาศาสตร์จึงมีสองด้าน ทั้งในส่วนของคนที่สื่อออกไป และคนที่รับฟัง คนที่ฟังก็ต้องมีความพยายามด้วย แม้เราจะอยากพูดให้เข้าใจง่าย แต่บางทีการสื่ออะไรที่ง่ายออกไปก็ไม่เกิดความรู้ จึงต้องสื่อสารอย่างกลาง ๆ เพื่อให้การสื่อสารออกไปเกิดความเข้าใจ แล้วได้ความรู้ด้วย”  

ศ.ดร.ไพรัช กล่าว และว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์น่าสนใจมากขึ้น คือ ต้องไปดูข้อเท็จจริง เห็นของจริงจากคนทำจริง เพื่อเด็กจะได้เข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์ไทยทำอะไร  การเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงต้องคิดถึงสังคมและประชาชน ที่สำคัญต้องช่วยลดช่องว่างในสังคม 

ดร.แทนไท ประเสริฐกุล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล กล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ว่า มีความสำคัญกับมวลมนุษย์ชาติ ทั้งปัญหาโลกร้อน พลังงานทางเลือกจะมาจากไหน เรื่องโรคระบาด หรือมีตัวอย่างความไม่เข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐฯ ที่มีการตัดงบประมาณการผลิตวัคซีน หรือแม้แต่การมอนิเตอร์เรื่องคอร์บอนไดออกไซด์ นี่คือความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่ไปเกี่ยวข้องกับหลายวงการมาก รวมไปถึงการบริหารประเทศด้วย

“หลายคนอาจมองว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ซีเรียส  เด็กต้องเรียนวิทยาศาสตร์กันแบบจริงจัง เพื่อไปประกอบอาชีพหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักวิจัย ส่วนตัวมองว่า วิทยาศาสตร์ก็มีมุมที่ว๊าว น่าสนุก  จึงอยากนำมาบอกเล่า ให้คนฟัง คนอ่านร่วมติดตามด้วยความตื่นเต้น จึงใช้เวลาในการเขียน งานแปลเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ รวมถึงการจัดการรายการวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้ ชวนสังคมมาเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบให้ความสนุกสนาน”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ได้ตั้งแต่วันนี้ – 17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อุปนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ

อนึ่งตามที่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานพระวินิจฉัยในการจัดให้มีรางวัลสำหรับบัณฑิตที่มีผลคะแนนเฉลี่ยสูงสุดของแต่ละหลักสูตร โดยพระราชทานนามว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยในปีการศึกษา 2567 นี้ มีจำนวนบัณฑิตที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน จำนวน 6 คน สำหรับในปีการศึกษา ๒๕๖๗ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งหมดจำนวน 339 คน ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ จำนวน 6 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพดิจิทัล จำนวน 4 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ จำนวน 33 คน คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จำนวน 62 คน และ หลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) จำนวน 112 คน คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสัทภาพการแพทย์  จำนวน 1 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค จำนวน 66 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ จำนวน 26 คน หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์ (ต่อเนื่อง) จำนวน 29 คน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ จัดตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2557 จากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระปณิธานให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน มุ่งสร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยและนานาชาติ ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี พร้อมทั้งบูรณาการงานวิจัยและบริการวิชาการผสมผสานอยู่ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ของบัณฑิตในทุกมิติที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมทั้งเป็นสถาบันที่ให้บริการทางการแพทย์ด้วยมาตรฐานสากลแก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการนำวิทยาการขั้นสูงและนวัตกรรมไปใช้ในการดูแลคนไทยให้สามารถเข้าถึงสุขภาวะที่ดี ภายใต้ปรัชญาเป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

เชิญชวนเข้าร่วมประกวดโครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2568 (Young Designer 2025)

เชิญชวนเข้าร่วมประกวดโครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2568 (Young Designer 2025)

เชิญชวนเข้าร่วมประกวดโครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2568 (Young Designer 2025)

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดโครงการฯ เพื่อชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 370,000 บาท พร้อมโอกาสพัฒนาทักษะจากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยระดับประเทศ

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 18 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ สามารถกรอกใบสมัครด้วยตนเองได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc3c-dDL_jsDzZ7vPULScao1VTquY-6Z8a4jH7G6dGSbGW8mg/viewform

หรือผู้ที่สนใจสามารถสมัครและติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ทุกจังหวัด และ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ ทุกอำเภอ 

#ผ้าไทยใส่ให้สนุก #กรมการพัฒนาชุมชน #YoungDesigner2025