ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย 'เวลแคร์' สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยภายใต้แบรนด์ “เวลแคร์” (Welcare) แบรนด์ยอดขายอันดับหนึ่ง บนช่องทาง E-Commerce อย่าง Shopee ,Lazada และเป็นแบรนด์แรกของไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. ครบทั้ง 3 ระดับ ร่วมมอบผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์จากคณะผู้บริหารของบริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุชัย ณรงคนานุกูล ประธานกรรมการ, นายกรวิชญ์ ณรงคนานุกูล กรรมการผู้จัดการ, นายธวัชชัย ตั้งวรกิจถาวร กรรมการบริหาร นายธานี เบ้าต้น ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นายพิทักษ์พงษ์ ฉายแสง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นางสาวเยาวลักษณ์ อยู่ศิริ ผู้จัดการส่วนการตลาด และนางสาวอัมพร มะนานวม ผู้จัดการส่วนสำนักประธานกรรมการบริหาร

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมอบในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 400,475 บาท ซึ่งการสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งต่อความห่วงใย แต่ยังสะท้อนถึงจุดยืนของแบรนด์ Welcare ในการร่วมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรองจากภาครัฐอย่างครบถ้วน

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ และพร้อมเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

-(016)

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.20 น.

ลูกเสือ วิสามัญวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม  ส่งปลาเค็มและส้มโอไปให้เหล่าทหาร  ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’  ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

การนี้ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “กองทุนแม่ของแผ่นดิน ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” ซึ่งนับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชดำรัสใจความสำคัญว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินประจำปี ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดขึ้นในวันนี้ ข้าพเจ้ามีความชื่นชมอย่างยิ่งที่ได้ทราบจากรายงานว่า กองทุนแม่ของแผ่นดินก้าวขึ้นสู่ทศวรรษที่สามอย่างมั่นคง และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยสันติวิธีอย่างเต็มกำลังความสามารถ แนวทางการดำเนินงานของกองทุนที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเสริมสร้างความรักความเข้าใจของคนในชุมชนนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าจึงขอร่วมยินดีกับทุกท่านในความสำเร็จครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอชื่นชมยินดีกับสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนทุกแห่ง ที่ได้เข้าร่วมโครงการและมาทำงานเพื่อแผ่นดินร่วมกัน หวังว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างชุมชนของตนให้ยิ่งมั่นคง เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมและประเทศชาติปลอดพ้นจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนตลอดไป ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมพิธีนี้ มีความเจริญสวัสดีพร้อมทั้งความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาโดยทั่วกัน”

จากนั้นพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้วพระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ร่วมงาน

ต่อมาเสด็จฯ ไปยังบริเวณจัดนิทรรศการฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ดังนี้ นิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน และ นิทรรศการ 12 พื้นที่นำร่องเพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 มีหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วม ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร :  เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเขมร หยั่งรากลึกมานานกว่าพันปีตั้งแต่ยังไม่มีการตั้งประเทศ  ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายคาแนบชิดติดกัน  ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์ แทนที่จะหาเรื่องแก่งแย่งชิงดี เหมือนเด็กทะเลาะกันหรือหมากัดกัน เพราะชัยชนะที่ได้มานั้นอาจต้องแลกด้วยมิตรภาพพันปี  ซึ่งมีค่ามากมายกว่าเงินทองหรือก้อนหินโบราณบนผืนดินเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร

กองเกวียนขนเกลือ: ทูตพันปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ถึงโตนเลสาบ

กว่าสามพันปีที่แล้ว ก่อนการแบ่งเขตแดนแบบสมัยใหม่เป็นประเทศไทยและกัมพูชา กองเกวียนจากทุ่งกุลาร้องไห้  และบ้านธารปราสาท ได้เดินทางผ่านทางเกวียนอย่างช้าๆ ไปยังหมู่บ้านริมทะเลสาบของเขมร เพื่อแลกเปลี่ยนเกลือสินเธาว์และเครื่องใช้เหล็ก กับปลาร้าและผ้าไหม สายสัมพันธ์การค้าแบบเรียบง่ายของชาวบ้านในยุคนั้นเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี

ราชมรรคา: เส้นทางแห่งอารยธรรม

ถนนดินและสะพานหินระยะทางราว 254 กิโลเมตร จากพิมายสู่นครวัด คือสายใยเศรษฐกิจและศรัทธาที่เคยหล่อเลี้ยงสองแผ่นดิน ราชมรรคาไม่ใช่เป็นแค่ถนนโบราณของกองเกวียน     แต่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมประสานวัฒนธรรม เทคโนโลยี ศาสนา และจิตใจของผู้คนสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน คล้ายกับอินเทอร์เน็ตและสายการบินในปัจจุบัน

ปราสาทหิน:  สมบัติของคนที่ตายไปแล้ว

ปราสาทพิมายในประเทศไทย ปราสาทนครวัดในกัมพูชา และปราสาทหินอโรคยาศาลต่างๆ ในสุวรรณภูมิ ล้วนเป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง เพราะผู้สร้าง คือกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระ เช่น พระเจ้าสุริยวรมันและชัยวรมัน ได้ล่วงลับสูญสิ้นล่มสลายตายไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อราวพ.ศ. 1833 ด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจของพวกทาสและชาวนาเขมร ที่นำโดยพระเจ้าแตงหวาน ต้นราชวงศ์ตรอซ็อกผแอม ซึ่งใช้หอกพุ่งสังหารพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ โดยยุติการสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ คนในอดีตอย่างชาวสยามโบราณและขอมโบราณ  เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง  ที่สุโขทัย พิมาย ลพบุรี   หรือ พวกเขมรป่าดง ที่ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เกาะกง ละแวก และพระนคร ก็ได้แยกออกเป็นคนไทยและคนเขมรไปหมดสิ้น เช่นตระกูลชิดชอบ หรือ ตระกูล เตียบัน

ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของปราสาทหินอันแท้จริง เพราะผู้ที่อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของปราสาทหินโบราณเหล่านี้ ก็ เปรียบได้กับ คนล้างส้วม หรือหมาเฝ้าบ้าน  หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์  ของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น   ถ้าจะเอาสมบัติคนตายไปขายหรือให้เช่า ก็จะมีความผิดฐานลักทรัพย์

พระพุทธศาสนา: เสาหลักแห่งศรัทธาร่วม:

พุทธศาสนาในไทยและกัมพูชายึดหลัก พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เช่นเดียวกัน วัดหลายแห่งตามแนวชายแดนเคยเป็นที่รองรับพักพิงผู้ลี้ภัย เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพระภิกษุ และเป็นเวทีสวดมนต์ข้ามพรมแดน ในวันนี้ ศรัทธาเหล่านี้ยังคงพร้อมที่จะเป็น “ทูตธรรมะ” แห่งสันติภาพ

ราชวงศ์จักรี–ราชวงศ์ตระซ็อกประแอม: ความผูกพันในราชสำนัก

เมื่อการเมืองเขมรปั่นป่วนวิกฤติในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์เขมรหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง) และสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีฯ (นักองค์ด้วง) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ได้เสด็จฯ ลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ และทรงได้รับการอุปถัมภ์ดูแลอย่างดีจากกษัตริย์ราชวงศ์จักรี สมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 ก่อนจะกลับไปขึ้นครองราชย์ที่กรุงกัมพูชา ความสัมพันธ์นี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองหลวง แต่ยังเคยเป็น “วังหลังที่สอง” ของราชวงศ์เขมร นี่คือพลังแห่งมิตรภาพที่ถักทอเป็นสายเลือดทางประวัติศาสตร์

แรงงานเขมรในประเทศไทย: ทำงานที่คนไทยไม่ชอบทำ 

มีคนกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่าหนึ่งล้านคน   นำเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นจำนวนมาก    ชาวเขมรเหล่านี้ได้เป็นกำลังทำงานหนักที่คนไทยทั่วไปไม่ชอบทำ  ที่ ปราจีนบุรี  สมุทรสาคร  บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ   เช่น งานก่อสร้าง  งานในโรงงาน   งานทำความสะอาด     หากแรงงานเขมรเหล่านี้เดินทางกลับประเทศตามคำเรียกร้องของผู้นำ    ผู้ประกอบการไทยก็จำเป็นต้องหาคนงานทดแทนจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศ

นักศึกษาเขมรในไทย: ทูตทางปัญญารุ่นใหม่

ในปัจจุบัน เยาวชนกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาไทย พวกเขาคือสะพานแห่งความเข้าใจสมัยใหม่ และจะเป็นผู้ที่กลับไปสร้างสังคมเขมรที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับไทยด้วยวิถีแห่งสันติและความเคารพ

ตลาดชายแดน: มิตรภาพปลากระป๋อง

ตลาดชายแดน  โรงเกลือ  ช่องจอม ช่องสายตะกู ปอยเปต ถึงบ้านผักกาด คือ “สถานทูตของประชาชน”   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง เบียร์ และบุหรี่ไทย คือสัญลักษณ์แห่งน้ำใจจากฝั่งไทยสู่ชาวกัมพูชา   ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่านโยบายทางการทูตใดๆ

พระราชินีไทยทรงช่วยผู้ลี้ภัยเขมร

ในยุค “ฆ่าล้างโคตร” และ “ทุ่งสังหาร” ของเขมรแดง ช่วงพ.ศ. 2522 ถึง 2528         ค่ายผู้ลี้ภัย “เขาอีด่าง ที่สระแก้วและ เขาล้าน ที่จังหวัดตราด ”  กลายเป็นหลุมหลบภัยของชาวกัมพูชากว่าหนึ่งแสนคน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ของประเทศไทย      เสด็จฯ ไปทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรด้วยพระองค์เอง พระราชทานความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และการรักษาพยาบาล

ลูกเสือ อาเซียน และละครโทรทัศน์ไทย

จากเวทีลูกเสือโลกที่เด็กไทยและเขมรร้องเพลงเดียวกัน กลุ่มประเทศสมาชิกวัฒนธรรมอาเซียน ไปจนถึงละครโทรทัศน์ไทย “บุพเพสันนิวาส” ที่โด่งดังในกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกัมพูชาได้อย่างดียิ่ง

ฮุน มาเน็ต–แพทองธาร : มิตรภาพส่วนตัว

สายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว  ตระกูลฮุนกับตระกูลชินวัตร เป็นประตูสู่มิตรภาพรุ่นใหม่   ซึ่งหากใช้อย่างระมัดระวัง สามารถกลายเป็น “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่ลดแรงเสียดทานระหว่างรัฐต่อรัฐได้ แต่หากใช้อย่างผิดจังหวะ ไม่ถูกวิธีก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่เพิ่มแรงปะทะได้

ข่าวลือ: ระเบิดที่ไร้เสียง

กรณีเผาสถานทูตไทยในปี พ.ศ. 2546 เกิดจากข่าวปลอมที่ไม่จริงเรื่องดาราไทยอ้างว่านครวัดเป็นของไทย   ส่วนข่าวลือที่ไม่จริงเรื่อง การขับแรงงานเขมรกลับประเทศ  การห้ามส่งน้ำมันผ่านแดน  และการปิดด่านพรมแดนไทยเขมร ล้วนสร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศกัมพูชา

กรณีสามปราสาท: ความร้าวฉานที่ไม่รู้จบ

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทอาจจบลงในศาลโลก  โดยฝ่ายไทยอาจพ่ายแพ้ต้องยกสามปราสาทให้เขมร     แต่เหตุดังกล่าวจะทำให้ไทยกับเขมรโกรธกันต่อไปอีกเป็นร้อยปี  เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่คนไทยไม่ลืมเลือน

อาวุธแปลกๆ ของไทยและเขมร เช่น  การเรียกแรงงานเขมรกลับบ้าน  การห้ามผักผลไม้ไทยผ่านแดน  การห้ามคนไทยไปเล่นการพนัน  การปิดพรมแดน  การหยุดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  เบียร์  และน้ำมันดีเซล อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างได้มากกว่า ระเบิดนาปาล์ม

ขอให้ช่วยกันคิดว่า “ไทยกับเขมรจะสานสายสัมพันธ์พันปี แล้วอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ ไม่ใช้อาวุธ ได้อย่างไร?”

โดย สุริยพงศ์

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ กองทัพบก ร่วมกับส่วนราชการเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย และดำเนินการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 26 และภาคประชาชนได้ร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่ครอบครัวของ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ปตอ.2 พัน.2) ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะ ณ ฐานตาฮอง 2 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ.. คนไทยได้เห็นข่าวพระราชทานบ้านน็อคดาวน์ให้แก่บิดามารดาของทหารกล้าผู้เสียสละอย่างรวดเร็ว ทันใจ ล้วนน้ำตาซึม ร่วมดีใจด้วย ..
  • เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิด 91 ปี ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุษบา กิติยากร  พระขนิษฐา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลูกหลานโดย ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์-  ศ.ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย กราบอวยพรและร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายจังหันพระสงฆ์และปล่อยปลาช่อนปลาสวาย 400 กก. ณ วังถนนพระอาทิตย์..
  • ศิลปินแห่งชาติ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต  นายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการพิเศษผลงานจิตรกรรม “ภาพจริง” ในคอลเลคชั่นของวชิราวุธวิทยาลัยซึ่งหลายชิ้นไม่เคยถูกนำมาจัดแสดงที่ใดมาก่อนและไม่เคยมีใครพบเห็นชิ้นงานจริง 17-31 ส.ค.09.00-16.00 น. ห้องนิทรรศการ อาคารเวสสุกรรมสถิต วชิราวุธวิทยาลัย รอบนำชมนิทรรศการ 10.00-11.00 น.และ 14.00-15.00 น. ยกเว้น 20,27,30 ส.ค. ลงทะเบียนเข้าชมล่วงหน้า สอบถาม 02-6694526-9 ต่อ395 ..
  • สวด สำเริง ไตรอุโฆษ  บิดา เสาวคนธ์-เสกสรรค์-สุนันทา-สาธิต ไตรอุโฆษ ศาลาหม่อมจันทร์ (12) วัดธาตุทอง 5-9 ส.ค.18.30 น… ฌาปนกิจ 10 ส.ค.14.00 น…
  • บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ โดยยินดีรับบุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารที่เสียสละชีวิต เข้าทำงานกับบริษัทฯ  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้กล้าหาญที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ..
  • ธ.ก.ส. ช่วยเหลือครอบครัวทหาร และ ตำรวจตระเวนชายแดน วีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา ที่บิดา – มารดา หรือคู่สมรสเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. โดยยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยทั้งจำนวน ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เพื่อให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ลูกหนี้ ลดภาระให้สามารถดำรงชีพต่อไปได้อย่างมั่นคง..
  • เพื่อยกย่องผู้เสียสละและเป็นกำลังใจให้ทหารและประชาชนผู้สูญเสีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบทุนการศึกษาฟรีที่จุฬาฯ จนกระทั่งเรียนจบ แก่บุตรและคู่สมรสของทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน ประชาชน ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา..
  • สุกัญญา ประจวบเหมาะ พาคณะสภาสตรีแห่งชาติฯ นำสิ่งของไปแจกชาวบ้านที่ชายแดนบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ..พอได้ข่าวว่าเขมรจะเริ่มยิงอีกเลยรีบกลับมาตั้งหลักพักที่เขาใหญ่ก่อน..
  • ทุกครั้งที่มีเวทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เต็มดวง จาตุรจินดา จะจองร้านอาหารพงหลีเพื่อให้เพื่อนๆไปฟังปราศัยทานอาหารแสนอร่อยจากทางร้านเป็นประจำ..

น้อง

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

'แม็คกรุ๊ป' มอบเสื้อผ้า 'แม็คยีนส์' มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” นำโดย นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร มอบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จำเป็นแบรนด์ “แม็คยีนส์” ร่วมส่งกำลังใจให้กับทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลค่า 1,000,000 บาท ณ แม็ค สตูดิโอ บมจ.แม็คกรุ๊ป สำนักงานใหญ่

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ณ อาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนายา เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนยา โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคน มีโอกาสเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสม จึงทรงริเริ่มและวางรากฐานการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขั้นสูงภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (Center for Biologics Research and Development: CBRD) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานที่สามารถรองรับกระบวนการพัฒนายาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 15.52 น. องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณา เตชะสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายกิจกรรมในพระองค์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกราบทูลรายงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการขึ้นทะเบียนยาของสถาบันฯ

ต่อมา พระราชทานพระวโรกาสให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าเฝ้าถวายใบทะเบียนยาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จากนั้น เสด็จไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งจัดแสดงขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลพระทัยและพลังแห่งความมุ่งมั่นในพระปณิธานฯ สู่การวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ณ บริเวณชั้น 1 ภายในอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบัยวิจัยจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นโดยมีพันธกิจในการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับห้องปฎิบัติการจนถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาชีววัตถุที่จำเป็น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งการพัฒนาที่สามารถนำไปสู่ระดับการใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกรและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตยาชีววัตถุของประเทศไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำและอุตสาหกรรมยาชีววัตถุทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 6-0-9.86 ไร่ ณ บริเวณสี่แยกหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,245 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการผลิตชีววัตถุ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณ ภาพ ห้องเก็บวัสดุที่มีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการผลิตตัวยาสำคัญของยาชีววัตถุ อีกทั้ง อาคารยังถูกออกแบบให้สา มารถรองรับการขยายสู่กระบวนการบรรจุในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้พลังงานสะอาดจากแสงอา ทิตย์เป็นแหล่งพลังงานบางส่วนภายในอาคาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุแห่งนี้ได้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอา หารและยา (อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตยาแผนปัจจุบันตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และแรงบันดาลพระทัยที่ทรงยึดมั่นตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษาวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและพืชสมุนไพรไทย ยาเคมี ต่อยอดสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่ในปัจจุ บันและอนาคต พร้อมกับทรงวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยจากนานาประเทศ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonol Antibody trastuzumab ซึ่งใช้รักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA”  ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นยา Monoclonol Antibody ตัวแรกของประเทศไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ” ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ประชาชนชาวไทยและถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารและตำรวจชายแดนไทย-กัมพูชา  นอกจากจะยิงปืน ขับรถถัง เป็นแล้ว  ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลายสิ่ง  เพราะมิฉะนั้นอาจพลาดท่าเสียที พ่ายแพ้แก้ศัตรูตั้งแต่ยังไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว   

บทความนี้จะสรุปย่อถึง สิบสิ่งที่ทหารและตำรวจชายแดนควรจะทราบและปฏิบัติตาม     เช่น เรื่องเอ็มโอยู 43   แผนที่หนึ่งต่อสองแสน  และอื่นๆ  แยกเป็น 10 หัวข้อคือ  1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   2. กฎหมาย,  เอ็มโอยู (MOU)และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง 3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์ของกัมพูชา  4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ  5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน 6 . ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น  7. การข่าว, สงครามข้อมูล, และการบันทึกหลักฐาน     8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย  9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร  10. บทบาทของยูเนสโก  และมรดกโลก

1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ซับซ้อน ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ที่พัวพันกันมาอย่างแยกไม่ออก แต่ก็มีประเด็นที่สร้างความตึงเครียดและข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ดินแดนและเขตแดน ซึ่งทหาร และตำรวจชายแดนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้

จุดเริ่มต้นของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจาก สนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส โดยเฉพาะสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) และ พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ซึ่งกำหนดแนวเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การตีความ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในสมัยนั้น ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนและไม่ชัดเจนหลายแห่ง พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งเรื่อยมา

กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (ICJ) มีคำพิพากษาในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ได้ตัดสินเรื่องพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ทำให้บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารดังกล่าวกลายเป็นประเด็นพิพาทต่อเนื่อง

นอกจากเขาพระวิหารแล้ว ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังคงเป็น พื้นที่ทับซ้อน (Overlap Claim Area) ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ เช่น บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี  และบริเวณปราสาทตาเมือน-ตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ความไม่ชัดเจนเหล่านี้มักนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันเป็นระยะ ทหารไทยจึงต้องศึกษาแผนที่และข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด ให้รู้ว่าพื้นที่ใดคือพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ พื้นที่ใดคือพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่ใดที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ์

2. กฎหมายบันทึกความเข้าใจ… เอ็มโอยู (MOU), และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตชด.ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำลังป้องกันอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินไปภายใต้กรอบของ กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด ความรู้ความเข้าใจในข้อกำหนดเหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนำทางให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิของอีกฝ่าย และเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น การละเลยหรือไม่ทราบกฎหมายอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาและผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

สิ่งแรกที่ทหารและตชด.ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือ บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู  (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (MOU 2000) (Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of Land Boundary) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เอ็มโอยู 43 (MOU 43)   ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญคือ

 “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”  “shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone”

ซึ่งรวมถึงการห้ามแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท     ทหารต้องนำข้อนี้มาใช้ในการเตือนฝ่ายตรงข้ามอย่างมีเหตุผล หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืน ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือกำลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะโดยไม่จำเป็น

นอกจาก เอ็นโอยู 43 ( MOU 43) แล้ว ทหารยังต้องตระหนักถึง กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายสงคราม ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองพลเรือน, ผู้บาดเจ็บ, เชลยศึก, และการจำกัดวิธีการและเครื่องมือในการทำสงคราม แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์สงครามเต็มรูป แต่การเผชิญหน้าชายแดนก็อาจนำไปสู่การใช้กำลังได้

นอกจากนี้ ยังมี กฎหมายภายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก, กฎหมายว่าด้วยการจับกุม, และระเบียบการใช้กำลัง ทหารต้องเข้าใจขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ปฏิบัติเกินกว่าเหตุหรือหย่อนยานจนเสียการควบคุม

3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์กัมพูชา: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ปัจจุบันนี้  กองทัพกัมพูชา มีการจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ประจำการตามแนวชายแดน ทหารไทยต้องรับทราบถึง ขนาดกำลังพล โดยประมาณ, ประเภทของอาวุธหนักทันสมัยที่ได้รับมาจากจีน (เช่น จรวดหลายลำกล้อง, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด), และ จุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ของหน่วยทหารกัมพูชา ทหารควรได้รับข้อมูลข่าวกรองอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้

นอกเหนือจากศักยภาพทางทหารแล้ว กลยุทธ์ของกัมพูชา ในการจัดการประเด็นชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทหารต้องทำความเข้าใจ กัมพูชามักใช้ “มวลชน” หรือ “ชาวบ้าน” เป็นเครื่องมือในการกดดันไทย โดยอาจมีการส่งผู้ชุมนุมมาแสดงสัญลักษณ์บริเวณปราสาทหรือพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างสถานการณ์และอ้างสิทธิ์ การกระทำเหล่านี้มักมีการ ถ่ายคลิปหรือภาพ เพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือใช้เป็นหลักฐานในการยื่นฟ้องศาลโลก หรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ทหารไทยจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ตกหลุมกลยุทธ์ยั่วยุเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ที่อาจถูกนำไปบิดเบือนได้

4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ: ยุทธวิธีแห่งการทูตชายแดน

ในพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทและความอ่อนไหวสูง การเผชิญหน้า ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา หรือแม้แต่กับพลเรือนที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ จึงเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้โดยไม่ให้บานปลายไปสู่ความรุนแรง เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งสำหรับทหารชายแดนไทย เพราะการใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ

ทหารไทยต้องได้รับการฝึกฝนให้รู้วิธี “ยับยั้งเหตุ” โดยไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือการใช้กำลังโดยไม่จำเป็น สิ่งแรกคือการ รักษาความสงบ และควบคุมสถานการณ์ด้วยสติ ทหารต้องไม่ตื่นตระหนกหรือตอบสนองด้วยความก้าวร้าว การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพและท่าทีที่มั่นคงจะช่วยลดความตึงเครียดได้

ทักษะการเจรจาและการสื่อสาร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เผชิญหน้า ทหารควรได้รับการฝึกอบรมวิธีการเจรจาขั้นพื้นฐาน การใช้ถ้อยคำที่สุภาพแต่หนักแน่น การอธิบายเหตุผล และการอ้างอิงถึง MOU 43 หรือข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ยั่วยุ จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น การรู้คำศัพท์พื้นฐานภาษาเขมรสำหรับการสื่อสารจำเป็น เช่น “หยุด” “มานี่” “กลับไป” “อันตราย” จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากถูกยั่วยุ หรือมีการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่ทับซ้อน ทหารไทยจะต้อง มีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ เพื่อป้องกันการถูกใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในภายหลัง การบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นระบบและรายงานตามขั้นตอน จะช่วยให้หน่วยเหนือสามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการทางการทูตต่อไปได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ การสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารกัมพูชาในระดับพื้นที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำความรู้จักกันในระดับบุคคลผ่านการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล การมอบของขวัญ มอบสิ่งที่ขาดแคลนต้องการ    แข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ สามารถช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดอคติ และสร้างช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว

5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน: สนามรบที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

5.1 ลักษณะภูมิประเทศชายแดนไทย กัมพูชา โดยรวม:

เทือกเขาและป่าไม้ทึบ: โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกของไทย เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด ที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เทือกเขาพนมดงรักที่ทอดยาวผ่านจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พื้นที่เหล่านี้มีสภาพเป็นป่าดิบทึบ มีความลาดชันสูง ภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ทำให้การเคลื่อนที่และปฏิบัติการเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางจังหวัดสระแก้ว จะเป็นที่ราบสูงสลับกับเนินเตี้ยๆ และมีที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจมีน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน

แม่น้ำและลำคลอง: มีแม่น้ำและลำคลองหลายสายเป็นแนวเขตแดนหรือไหลผ่านพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนที่หรือใช้เป็นเส้นทางในการลักลอบเข้า-ออก

ชายฝั่งทะเล: ในส่วนของจังหวัดตราด มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดกับกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ

5.2 สภาพภูมิอากาศ:

ฤดูร้อน: อากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง อาจเกิดไฟป่าได้ง่าย

ฤดูฝน: มีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินเปียกแฉะ เป็นโคลน การสัญจรยากลำบาก ทัศนวิสัยไม่ดี และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

5.3 จุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติ:

จุดผ่านแดนถาวร/จุดผ่อนปรนทางการค้า: เป็นจุดที่มีการสัญจรของประชาชนและสินค้า ซึ่งอาจเป็นช่องทางในการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย

ช่องทางธรรมชาติ: มีช่องทางธรรมชาติที่ไม่ได้มีการควบคุมหลายแห่ง ซึ่งมักถูกใช้ในการลักลอบเข้าเมือง ผิดกฎหมาย หรือการเคลื่อนย้ายกองกำลัง

5.4 พื้นที่ที่มีข้อพิพาท/ทับซ้อน:

พื้นที่ตามแนวปราสาทเขาพระวิหาร: บริเวณภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและมีการวางกำลังทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจเกิดการปะทะได้ง่าย

พื้นที่ช่องบก: อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่ที่เกิดความตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล: ในอ่าวไทยเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศยังคงอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน

5.5 ภัยคุกคามอื่นๆ:

ทุ่นระเบิดและกับระเบิด: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการสู้รบในอดีต อาจยังมีทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกำลังพลและประชาชน

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า: เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมและอาจมีกลุ่มผู้กระทำผิดติดอาวุธ

อาชญากรรมข้ามชาติ: การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี

5.6 ปัจจัยอื่นๆ ที่ทหารควรรู้:

ข้อมูลแผนที่: ความแตกต่างในการใช้แผนที่ของแต่ละฝ่าย (เช่น แผนที่ฝรั่งเศสของกัมพูชา  (หนึ่งต่อสองแสน  1:200,000)  กับ แผนที่ตามแนวสันปันน้ำของไทย(หนึ่งต่อห้าหมื่น 1:50,000) ทำให้เกิดความเข้าใจในแนวเขตแดนที่ไม่ตรงกัน

วัฒนธรรมและภาษา: การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาษาเขมรเบื้องต้น จะช่วยในการประสานงานและการปฏิบัติงานพลเรือน

ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน: การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

การประสานงาน: การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและกับฝ่ายกัมพูชาผ่านกลไกต่างๆ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและลดความตึงเครียด

การทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ชายแดนเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้ทหารสามารถวางแผนปฏิบัติการได้อย่างรอบคอบ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และ ตชด.ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเฝ้าระวังหรือการใช้กำลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกปกป้อง แต่คือ “ดวงใจและดวงตา” ของกองทัพ เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ และเป็นแนวกันชนระหว่างความขัดแย้ง การเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต จะช่วยให้ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความร่วมมือจากประชาชน

การสร้าง “พลังอ่อนโยน หรือ Soft Power”  ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี เป็นสิ่งสำคัญ ทหาร และ ตชด. สามารถจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข, การให้ความรู้, การจัดงานประเพณี, หรือการส่งเสริมการค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจ และลดช่องว่างระหว่างทหารกับประชาชน

การเข้าใจ วัฒนธรรมและประเพณี ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทหารควรเรียนรู้ ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน สำหรับการสื่อสารที่จำเป็น เช่น คำทักทาย, คำสั่งง่ายๆ, หรือคำที่ใช้ในการสอบถามข้อมูล นอกจากนี้ การเข้าใจมารยาททางสังคม เช่น การไม่แตะต้องศีรษะผู้ใหญ่, การไหว้, หรือการส่งของด้วยมือขวาหรือสองมือ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ราบรื่นและไม่เข้าใจผิดทางวัฒนธรรม

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ แหล่งข่าวกรอง เนื่องจากพวกเขามีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติหรือการเคลื่อนไหวของผู้ลักลอบได้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจะกระตุ้นให้ชาวบ้านกล้าที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทหาร ซึ่งจะช่วยในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด, การค้ามนุษย์, การลักลอบขนสินค้าเถื่อน, หรือการตัดไม้ทำลายป่า

นอกจากนี้ การเข้าใจ ปัญหาและความต้องการพื้นฐานของชุมชน ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ทำกิน, การเข้าถึงบริการสาธารณะ, หรือผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน การที่ทหารสามารถให้ความช่วยเหลือหรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและสร้างความผูกพันกับประชาชน

7. การข่าวสงครามข้อมูลและการบันทึกหลักฐาน: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและไร้ขอบเขต การข่าว, สงครามข้อมูล (Information Warfare – InfoWar), และการบันทึกหลักฐานอย่างมืออาชีพ ได้กลายเป็นมิติที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจไทยตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและเป็นประเด็นพิพาท

สงครามข้อมูล เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีไทย กัมพูชามักใช้ โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชน เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข่าวสารที่อาจบิดเบือน ใส่ร้าย หรือยั่วยุ เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและกดดันประเทศไทย ทหารและตชด.ไทยจึงต้องตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ และไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุทางออนไลน์ การตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวในโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แนวทางที่ถูกต้องคือการ ตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ชัดเจน และเป็นกลาง โดยไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงหรือสร้างความขัดแย้ง ควรมี โฆษกหรือทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ในการชี้แจงสถานการณ์และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ การสื่อสารที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย (รวมทุ่นระเบิด):

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือเคยเป็นสมรภูมิในอดีตนั้น เต็มไปด้วย ความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและความปลอดภัย การตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้อย่างรอบด้าน และการเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีวินัย จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับทหารทุกคน การมองข้ามความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

หนึ่งในภัยคุกคามที่ยังคงฝังรากลึกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งคือ ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (Unexploded Ordnance – UXO) ที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต พื้นที่ชายแดนหลายแห่งยังคงมีทุ่นระเบิดชนิดต่างๆ ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) หรือทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง (Anti-Tank Mines) ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายที่มองไม่เห็น และสามารถทำงานได้ทุกเมื่อหากมีการเหยียบหรือสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

ทหารและตชด.ทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ การรับรู้และระวังภัยจากทุ่นระเบิด อย่างเข้มข้น รู้จักประเภทของทุ่นระเบิดที่อาจพบในพื้นที่, สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาจมีทุ่นระเบิด (เช่น ป้ายเตือน, รั้วลวดหนามเก่า, หรือพืชพรรณที่ขึ้นผิดปกติ), และที่สำคัญที่สุดคือ ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบเห็นทุ่นระเบิด: ห้ามแตะต้องเด็ดขาด! ทำเครื่องหมายบริเวณที่พบ, และรายงานให้หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) ทราบทันที

นอกเหนือจากทุ่นระเบิดแล้ว การเผชิญหน้ากับกำลังพลฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นความเสี่ยงที่ทหารต้องเตรียมพร้อม แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่สถานการณ์อาจเกิดขึ้นได้จากการเข้าใจผิด, การรุกล้ำเขตแดนโดยไม่ตั้งใจ, หรือการยั่วยุ ทหารต้องได้รับการฝึกฝน กฎการปะทะ (Rules of Engagement – ROE) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใดที่สามารถใช้กำลังได้ ในระดับใด โดยเน้นการป้องกันตนเองและอธิปไตยของชาติโดยไม่ให้สถานการณ์บานปลาย   การควบคุมอารมณ์และปฏิบัติตามวินัยทหารจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปะทะที่ไม่มีเหตุผล

นอกจากนี้ ยังมี ภัยคุกคามจากธรรมชาติ เช่น สัตว์ป่าอันตราย (งูพิษ, แมงป่อง, แมลงนำโรค), พืชมีพิษ, หรือสภาพอากาศที่รุนแรง (พายุ, น้ำป่า) ทหาร

การสนับสนุนจากหน่วยบัญชาการ เช่น การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยที่ทันสมัย, การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง, และการให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทหารชายแดนปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นภารกิจอันทรงเกียรติ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลคือสิ่งล้ำค่าที่สุด

9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร: เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชายแดน

ในพื้นที่ปฏิบัติการชายแดนที่มีความอ่อนไหวสูง กลไกและช่องทางการประสานงานและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบความมั่นคงทั้งหมด หากการสื่อสารบกพร่องหรือไม่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด, การปะทะโดยไม่จำเป็น, หรือความล่าช้าในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤต

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจบทบาทของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ซึ่งเป็นกลไกหลักในระดับรัฐบาลที่รับผิดชอบการเจรจาและแก้ไขปัญหาเขตแดน ทหารในพื้นที่ควรรับทราบถึงมติหรือข้อตกลงที่ JBC ได้บรรลุ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ และสามารถชี้แจงต่อฝ่ายตรงข้ามได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานในระดับรองลงมา เช่น คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Local Border Committee – LBC) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานในระดับที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ปฏิบัติการมากขึ้น

ทหารต้องรู้จัก ช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการ ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นระหว่างหน่วยทหารของทั้งสองฝ่ายในระดับพื้นที่ เช่น การประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสารประจำเดือน, การประชุมฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุการณ์, หรือช่องทางวิทยุสื่อสารที่กำหนดไว้ร่วมกัน การใช้ช่องทางเหล่านี้ในการแจ้งข้อมูล, สอบถาม, หรือชี้แจงสถานการณ์ จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและลดความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว                  

10. บทบาทของยูเนสโก ( UNESCO) และมรดกโลก: มิติใหม่ของการปกป้องชายแดน

สำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้เคียงกับ ปราสาทเขาพระวิหาร การทำความเข้าใจถึง บทบาทขององค์การ ยูเนสโก UNESCO (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) และสถานะของมรดกโลก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ได้เพิ่มมิติความละเอียดอ่อนให้กับข้อพิพาทชายแดน และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารต้องคำนึงถึงกรอบของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาเป้ยตาดี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ภายใต้การดูแลของกัมพูชา การขึ้นทะเบียนนี้เป็นการรับรองคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตัวปราสาทเอง อย่างไรก็ตาม สถานะมรดกโลกได้นำมาซึ่ง พันธกรณีระหว่างประเทศ ในการปกป้องและอนุรักษ์แหล่งมรดกแห่งนี้

ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ใกล้เคียงจึงต้องตระหนักว่า การกระทำใดๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการ ทำลาย, บุกรุก, หรือคุกคามแหล่งมรดกโลก อาจนำไปสู่การถูกกล่าวหาในเวทีระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้โดยตรง การใช้กำลังในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหากมีการปะทะเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีที่อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของปราสาทโดยเด็ดขาด

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพ : เพจเฟสบุ๊ก ข่าวทหาร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” จัดโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568

ในการนี้มี วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กราบบังคมทูลรายงานการจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568  และสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัยที่ 27 กราบบังคมทูลวัตถุประสงค์การจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 และกราบบังคมทูลเบิกผู้ทำคุณประโยชน์ และสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 ตลอดจนข้าราชการ คณะกรรมการสภาสมาคมสตรีไทยฯ เฝ้ารับเสด็จ

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนเปิดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568 และมีพระราชดำรัสเปิดงานความว่า “สตรีไทยมีบทบาทสำคัญในทุกระดับของสังคม ทั้งในฐานะที่เป็นหลักแห่งครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญแห่งประเทศชาติ และในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายด้าน ตลอดปีที่ผ่านมาสตรีไทยหลายท่านได้สร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็น การเป็นผู้นำทีมวิจัยทางการแพทย์ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การคว้ารางวัลจากเวทีนางงามระดับโลก หรือความสำเร็จของนักกีฬาสตรีที่สร้างชื่อเสียงในเวทีสากล เหล่านี้ล้วนสะท้อนศักยภาพและความเข้มแข็งของสตรีไทยในยุคปัจจุบัน

ทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงานโดยมี วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. และ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ถวายรายงาน

โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารมีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน การรู้เท่าทันสื่อ รู้กฎหมาย และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นทักษะสำคัญที่สตรีไทยควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตน พัฒนาครอบครัว และร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

การส่งเสริมบทบาทและสถานภาพของสตรีไทยอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน สตรีไทยทุกคนควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองด้วยความเพียรพยายาม เสียสละ และมีจิตสำนึกในหน้าที่ ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ”

ทอดพระเนตรนิทรรศการของ พม. โดยมี วราวุธ ศิลปะอาชา รมว.พม., อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม. และ แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ถวายรายงาน

ภายในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 มีการจัดนิทรรศการสำคัญให้เยี่ยมชม ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี นิทรรศการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ 904 และร้านโกลเด้นเพลส  นิทรรศการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ นิทรรศการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น” เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น”  เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น” เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. ท่ามกลางผู้หญิงเก่ง อดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, เยาวเรศ ชินวัตร, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ


อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม., กัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ถ่ายภาพร่วมกับ สตรีไทยดีเด่น 2568

คณะกรรมการสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ นำโดย สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์, เบญจมาศ รุจิรวงศ์, ประภา กิจจะนะ, ณัฎฐภัค อติเชษฐ์ธนิศ, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล, ฉันทนา เปียทอง, พรทิพย์ ตั้งกีรติ และ รัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา แสดงความยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ที่ได้รับเลือกให้เป็น สตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568


สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ แสดงความยินดีกับ ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา สตรีไทยดีเด่น 2568


เลขาธิการ กปร. สุพร ตรีนรินทร์ สตรีไทยดีเด่น 2568 มีสามี เฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ร่วมยินดี

ณ ฤดี เคียงศิริ ถ่ายภาพร่วมกับ รมว.พม.


สามผู้หญิงเก่ง สตรีไทยดีเด่น 2568 ณัฎฐกัญญา แสงโพธิ์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย


ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ และ นฤมล ล้อมทอง


สายพิณ พหลโยธิน ยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ รับรางวัลสตรีไทยดีเด่น 2568

ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง และ รักษา แสงภู่


เพ็ญพักตร์ ศรีทอง นายกสภาสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ (ที่ 4 จากขวา) ร่วมยินดีกับสตรีไทยที่ได้รับรางวัล สตรีไทยดีเด่น 2568

อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม., พวงทอง อานันทนะสุวงศ์, ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์, อินทิรา สวัสดิพาณิชย์ และ ภัทรพร สันตธาดาพร

 เบญจมาศ รุจิรวงศ์, พิริยาภรณ์ ธรรมารักษ์ สตรีไทยดีเด่น 2568, ปิยภัทร ทองสุ และ ยุพดี สัตตะรุจาวงศ์

ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผว.การเคหะแห่งชาติ และ สุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

พล.ต.ญ.อังคณา สุเมธสิทธิกุล แสดงความยินดีกับสตรีไทยดีเด่น 2568 ธิติยา ลาภกุลพัฒน์

 พวงทอง อานันทนะสุวงศ์, พล.อ.ต.หญิง ลัดดาวดี มงคลอภิบาล และ จินดา มีประเสริฐสกุล

นิดา เดอ กรองเซ่, ประภา กิจจะนะ, สุดารัตน์ –  สุชาดา อรุณวงศ์ฯ, ตวงรัตน์ ศิริยง และ พวงเพชร อภิธนาคุณ

ภัทรพร สันตธาดาพร, กุลกัญญา ลาภนิมิตชัย, มนวิภา ประชัญคดี และ รัตน์มณี ตันยิ่งยง


 Golden Place และ มูลนิธิสายใจไทย ร่วมออกร้านในงานวันสตรีไทย 2568