Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยจีนค้นพบกลุ่มซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ชนิดใหม่จากยุคจูราสสิกตอนต้นในอำเภออู่ติ้ง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นซากไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ (sauropodomorph) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมาในเอเชียตะวันออก

นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและมานุษยวิทยาบรรพกาล (IVPP) พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน มหาวิทยาลัยยูนาน และสำนักทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ใช้เวลา 5 ปีในการฟื้นฟูและศึกษาซากฟอสซิลเหล่านี้ พร้อมตั้งชื่อสายพันธุ์ไดโนเสาร์เจ้าของฟอสซิลนี้ว่า “อู่ติ้งหลง” ซากฟอสซิลของอู่ติ้งหลงที่พบประกอบด้วยกระดูกส่วนหัว กระดูกสันหลังบริเวณคอและระดับอก รวมถึงกระดูกขาหน้าที่ยังคงอยู่ในสภาพดี

โหยวไห่หลู่ นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาฯ ระบุว่าผลการวิเคราะห์ทางสายวิวัฒนาการและชั้นหินพบว่าสายพันธุ์อู่ติ้งหลงเป็นไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟที่มีการแยกสายวิวัฒนาการเร็วที่สุดและอยู่ในชั้นหินโบราณที่สุดในเอเชียตะวันออกเท่าที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคแรกสุดของยุคจูราสสิกตอนต้น เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน

การค้นพบสายพันธุ์ใหม่นี้ช่วยเสริมหลักฐานว่า กลุ่มไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นไดโนเสาร์ที่มีชนิดหลากหลายและมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาแตกต่างกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกในยุคจูราสสิกตอนต้น

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หากประเทศไทยไม่มีเอกราช ขาดอธิปไตย ก็หมดสิ้น สูญสลายความเป็นไทยไปโดยพลัน แผ่นดินผืนนี้คือแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราทุกคนยอมเสียสละเลือดเนื้อ ชีวิต และหยาดเหงื่อเพื่อสร้างความเป็นราชอาณาจักรไทย แล้วยังสู้อุ่ตส่าห์ปกป้องดินแดนนี้ไว้ จนสามารถส่งต่อบ้านเมืองที่สุขสงบร่มเย็นเป็นสุขให้กับลูกหลานเยาวชนรุ่นต่อ ๆ มาจวบจนบัดนี้ 


แผ่นดินไทยผืนนี้จึงเป็นมรดกที่บรรพชนของเรามอบไว้ให้กับอนุชนคนรุ่นเรา แล้วเราทุกคนก็มีหน้าที่สำคัญคือรักษา ทำนุบำรุงแผ่นดินผืนนี้ให้มั่นคง งอกงาม แล้วส่งต่อให้กับลูกหลานอนุชนคนรุ่นต่อ ๆ ไป
ปู่ยาตายาย บรรพบุรุษของเราสั่งสอนต่อ ๆ กันมาว่า ผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ต่อคนไทยทุกคนคือแผ่นดินไทย เพราะแผ่นดินนี้คือบ้านเกิดเมืองนอนของเราทุกคน เรามีอยู่มีกินมีความสุขตามอัตภาพจนถึงบัดนี้ได้ ก็เพราะเรามีแผ่นดินไทยให้เราได้อยู่ได้อาศัยทำมาหากิน ดังนั้น เราจึงต้องปกป้องดูแลรักษาบ้านเมืองของเราไว้ หากบ้านเมืองของเรามีภยันตรายใด ๆ เข้ามาคุกคามจู่โจม เราทุกคนก็ต้องร่วมกันดูแลรักษาบ้านเมืองและแผ่นดินของเราไว้


ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ทหารโดยอาชีพ แต่เราทุกคนต้องระลึกไว้เสมอว่าเรามีหน้าที่ปกป้อง ดูแลแผ่นดินไทยของเรา เราต้องให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญทหารของเราให้ดี เพราะเขาคือผู้ที่ทำหน้าที่ปกบ้านป้องเมืองให้กับเราทุกคน ส่วนการที่บ้านเมืองของเรามีนักการเมืองปากแจ๋ว (ปากแจ๋วในที่นี้หมายถึงปากเลวทราม) ถามว่ามีทหารไปทำไม มีเพื่ออะไร ก็เป็นเพราะนักการเมืองบ้านเราจำนวนไม่น้อยยังเลว และโง่เขลา อันที่จริงถ้าหากนักการเมืองไม่เลว ไม่โง่เขลามากนัก ก็ต้องชี้ให้ได้ว่าทหารเลว หรือโกงกินตรงไหนอย่างไร แล้วแก้ปัญหาให้ตรงประเด็นตรงจุด แต่การถามโง่ ๆ ว่า มีทหารไว้ทำไม มันคือการประจานว่านักการเมืองที่ถามเช่นนั้นโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้จริง


ภาพในคอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากภาพเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะหลังจากพวกเราชาวแนวหน้า (หมายถึงผู้อ่าน) และผู้ฟังรายการของเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวแนวหน้า ร่วมกันบริจาคเงิน สิ่งของ แล้วยังร่วมกับออกแรงเพื่อแบ่งข้าวของให้กับทหารเป็นรายบุคคล แล้วพวกเราก็ยังเดินทางไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บเพราะการปกป้องอธิปไตยไทยให้รอดพ้นจากการคุกคามโดยกัมพูชา โดยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี นครราชสีมา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ส่วนพวกเรามอบสิ่งใดให้ทหารบ้าง ขอให้คุณไปร่วมกิจกรรมกับเรา แล้วคุณจะรู้คำตอบด้วยตัวคุณเอง


 
การไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับทหารกัมพูชา ทำให้เราได้เห็นหน้า ได้พูดคุยกับทหาร ญาติทหาร และได้ทราบถึงความเด็ดเดี่ยวของตัวทหาร และญาติพี่น้องของทหาร คำถามหนึ่งที่เราถามทหารที่เราไปเยี่ยมคือ หากหายป่วยแล้ว แต่สถานการณ์ชายแดนยังไม่ดีขึ้น จะออกรบอีกหรือไม่ คำตอบที่ได้ตรงกันก็คือ ไปแน่นอน และหากไปได้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะไปเฝ้ารักษาเขตอธิปไตยของไทยโดยทันที ทหารบางคนบอกว่า ผมรอให้หายจากบาดเจ็บแล้วผมจะกลับไปทำหน้าที่ที่ชายแดนโดยทันที ส่วนเมื่อเราได้พูดคุยกับแม่และเมียของทหารที่บาดเจ็บ ก็ได้รับคำตอบว่า จริง ๆ แล้วเป็นห่วงลูกและสามีมาก หากห้ามได้ก็จะห้ามไม่ให้เขาไปชายแดนอีก แต่ไม่สามารถห้ามเขาได้ แล้วอีกใจหนึ่งก็ภูมิใจมากที่ลูกและสามีทำหน้าที่รักษาอธิปไตยให้บ้านเมืองของเรา 


ในฐานะคนแนวหลังที่ได้รับการคุ้มครองดูแลเขตอธิปไตยของประเทศไทยโดยเหล่าทหารหารเหล่านี้ เราทุกคนขอกราบขอบคุณในความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเด็ดเดี่ยว ขอชื่นชม และแสดงความเคารพในความเสียสละ พร้อมทั้งขอแสดงความขอบคุณทหารหาญทุกคน โดยเฉพาะวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และขอบคุณพ่อแม่ ลูกเมียของทหารหาญที่ยอมให้ลูกและสามีหรือพ่อของเขาออกไปรบเพื่อรักษาเอกราชของไทยไว้ ขอกราบคารวะด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ และความเสียสละ


พวกเราแนวหลังของเป็นกำลังใจให้ทหารหาญทุกคน และขอกราบแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของทหารหาญที่พลีชีพเพื่อชาติไทยของเรา เพื่อเอกราชและอธิปไตยของไทย พวกเราแนวหน้าขอตั้งจิตอธิษฐานของคุณงามความดีทั้งปวงในสากลโลก และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจักรวาลโปรดช่วยคุ้มครองรักษาให้ทหารหาญทุกคนแคล้วคลาดรอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง ขอพลานุภาพและพระบารมีแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ของสยามและไทยจงช่วยให้ทหารไทยรอดพ้นจากภัยอันตรายจากข้าศึกศัตรู


เราจะเฝ้าดูแลและให้การสนับสนุนทหารหาญทุกคนตลอดไป ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะป่วยจนพิการหรือทุพพลภาพ เราจะติดตามดูแลและช่วยเหลือเขาจนกว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเราทุกคนตระหนักในความดี ความกล้าหาญ ความเสียสละของทหารหาญตลอดไป และหากคุณ ๆ ที่ติดตามคอลัมน์นี้ต้องการจะร่วมกิจกรรมเพื่อสนับสนุนทหารหาญของเรา โปรดติดต่อที่ 091 7233615 เราจะไปเยี่ยมให้กำลังใจและช่วยเหลือทหารหาญของเราตลอดไป ด้วยจิตสำนึกแห่งความขอบคุณในความเสียสละของทหารทุกคน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวน่าสนใจของสวนสัตว์ในต่างประเทศ 2 แห่งมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มที่สวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก (Aalborg) ทางตอนเหนือของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศที่อาจทำให้หลายคนที่ได้อ่านต้องแปลกใจ เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสวนสัตว์ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Aalborg Zoo ขอให้ประชาชนบริจาคสัตว์เลี้ยง เช่น กระต่าย ไก่ หนูตะเภา และแม้แต่ม้าขนาดเล็ก ที่พวกเขารู้สึกว่าไม่ชอบใจหรือไม่ได้ประโยชน์แล้ว ให้กับสวนสัตว์ เพื่อที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์นักล่าในสวนสัตว์ เช่น สิงโตเอเชีย เสือสุมาตรา และแมวป่าลิงซ์ยุโรป

สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กอธิบายว่า แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่า การให้อาหารสัตว์นักล่าด้วยสัตว์ทั้งตัว เช่น กระต่าย ไก่ หรือหนูตะเภา ช่วยให้สัตว์นักล่าได้รับสารอาหารที่ทั้งช่วยเสริมสุขภาพ และส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติเหมือนในป่า สวนสัตว์ระบุว่า สัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในอาหารของสัตว์นักล่า โดยเฉพาะแมวป่าลิงซ์ยุโรปที่ต้องการเหยื่อทั้งตัวคล้ายที่พบในป่า สัตว์ที่ได้รับบริจาค จะถูก “การุณยฆาตอย่างนุ่มนวล” โดยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า ผู้ที่สนใจสามารถนำสัตว์มาบริจาคได้ที่สวนสัตว์ในเวลาทำการ สูงสุดคราวละ 4 ตัว และไม่จำเป็นนอกนัดหมายล่วงหน้า

นอกจากนี้ ทางสวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก ยังขอรับบริจาค ‘ม้า’ ตัวเป็นๆ ด้วย ต้องเป็นม้าที่สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ผู้บริจาคม้าสามารถขอรับการลดหย่อนภาษีตามมูลค่าน้ำหนักของม้าได้ พร้อมกับเน้นย้ำว่า ภารกิจหลักของสวนสัตว์ ซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2478 และมีผู้เยี่ยมชมปีละกว่า 500,000 คน คือการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการให้อาหารตามธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบนี้

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ TV2 Nord ในปีนี้ สวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก ได้รับบริจาคสัตว์กว่า 140 ตัว ทั้งกระต่าย ไก่บ้าน หนูตะเภา ปลาค็อด และม้า

เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายในโลกออนไลน์ บางคนวิจารณ์ว่าแนวคิดนี้โหดร้ายและไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้สัตว์เลี้ยงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาเป็นอาหารสัตว์ป่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งระบุว่า การเอาสัตว์เลี้ยงมาเป็นอาหารสัตว์ป่าเป็น “สิ่งที่ยอมรับไม่ได้” ขณะที่อีกคนเรียกแนวคิดนี้ว่า “แนวโน้มที่น่าสยดสยองของความเฉยเมยต่อสัตว์ในเดนมาร์ก” อย่างไรก็ดี หลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ชาวเดนมาร์กคนหนึ่งที่เคยไปเที่ยวสวนสัตว์นี้มา 40 ปี เผยว่า เธอต้องการบริจาคม้าที่ป่วยหนักของเธอให้สวนสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร แต่เนื่องจากม้าของเธอหนักกว่า 2,000 ปอนด์ ซึ่งเกินขนาดที่สวนสัตว์รับได้ เธอจึงบริจาคให้องค์กรอื่นเพื่อใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือปุ๋ยแทน

เพีย นีลเซน รองผู้อำนวยการสวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก กล่าวกับสื่อ The Guardian ของอังกฤษว่า การให้อาหารสัตว์นักล่าด้วยสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น กระต่าย ไก่ หรือม้า เป็นแนวปฏิบัติที่สวนสัตว์ทำมานานหลายปี และเป็นเรื่องปกติในเดนมาร์ก เมื่อสวนสัตว์เลี้ยงสัตว์นักล่า ก็จำเป็นต้องให้อาหารที่มีขน กระดูก และส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ได้อาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด การให้สัตว์ที่ต้องถูกการุณยฆาตด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์เช่นนี้จึงสมเหตุสมผล และย้ำว่า ผู้เยี่ยมชมและพันธมิตรหลายรายของสวนสัตว์ล้วนชื่นชมและเห็นด้วยกับแนวทางนี้ของสวนสัตว์

ที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายของสวนสัตว์เดนมาร์กเรื่องการจัดการสัตว์ ในปี 2014 สวนสัตว์โคเปนเฮเกนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังการุณยฆาตยีราฟหนุ่มวัย 2 ปี ชื่อ “มาริอัส” ซึ่งมีสุขภาพดี แต่ถูกฆ่าเพื่อป้องกันการผสมพันธุ์เลือดชิดในฝูงยีราฟ ร่างของมาริอัสถูกใช้บางส่วนเพื่อการวิจัยและบางส่วนเป็นอาหารให้สิงโต เสือ และเสือดาวในสวนสัตว์

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา สวนสัตว์แห่งนี้ถูกวิจารณ์อีกครั้งเมื่อการุณยฆาตสิงโต 4 ตัว เพื่อเปิดทางให้สิงโตตัวผู้ใหม่เข้าฝูง เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิดเช่นกัน สะท้อนถึงแนวทางของสวนสัตว์ในยุโรป ที่มักปล่อยให้สัตว์ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและการุณยฆาตสัตว์ส่วนเกิน แทนการใช้ยาคุมกำเนิดเหมือนในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี แนวทางปฏิบัติดังกล่าวอาจใช้เพื่อลดความแออัดของสัตว์ในสวนสัตว์ ซึ่งบางกรณีก็นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์

สวนสัตว์เทียร์การ์เทน เนิร์นแบร์ก (Tiergarten Nürnberg) ในเมืองเนิร์นแบร์ก เยอรมนี ได้ทำการฆ่าลิงบาบูนสายพันธุ์กินี (Guinea baboons) จำนวน 12 ตัว แม้จะเผชิญการประท้วงอย่างหนักจากกลุ่มพิทักษ์สัตว์ ทางสวนสัตว์ให้เหตุผลว่าประชากรบาบูนที่เพิ่มขึ้นถึง 43 ตัว เกินกว่าความจุของสถานที่พักที่รองรับเพียง 25 ตัวและลูก ๆ ลิงทำให้เกิดความขัดแย้งภายในฝูง

สวนสัตว์ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหาความแออัดมานาน โดยตั้งแต่ปี 2011 มีบาบูน 16 ตัวถูกย้ายไปยังสวนสัตว์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ประเทศจีน และสเปน แต่สวนสัตว์เหล่านี้ก็ถึงขีดจำกัดความจุแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ การทดลองใช้การคุมกำเนิดเมื่อหลายปีก่อนไม่ประสบผลสำเร็จ จึงถูกยกเลิก สวนสัตว์ยังพิจารณาข้อเสนอรับบาบูนจากหน่วยงานอื่น แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลให้ตัดสินใจฆ่าบาบูน 12 ตัว โดยเลือกตัวที่ไม่ใช่ตัวเมียตั้งท้องหรือเกี่ยวข้องกับงานวิจัย และใช้วิธีการยิง

แผนการฆ่าบาบูน ถูกประกาศครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2024 ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิสัตว์ เช่น Animal Rebellion และนำไปสู่การประท้วงหน้าสวนสัตว์เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา จนสวนสัตว์ประกาศปิดให้บริการโดยอ้าง “เหตุผลด้านการปฏิบัติงาน” แต่ก็ยังมีนักกิจกรรม 7 คนบุกเข้าไปในสวนสัตว์ โดยหญิง 1 คนใช้กาวติดมือกับพื้นเพื่อประท้วง ทั้งหมดจะถูกควบคุมตัวเพียงไม่กี่เมตรจากทางเข้า

กลุ่มพิทักษ์สัตว์ เช่น สมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งเยอรมนี ประกาศจะยื่นฟ้องร้องทางอาญาต่อสวนสัตว์ โดยมองว่าการฆ่าบาบูนที่มีสุขภาพดีเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ การการุณยฆาตสัตว์ในสวนสัตว์ยุโรปเป็นเรื่องปกติด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ความแออัดหรือปัญหาสุขภาพ แต่กรณีนี้ถูกเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2557 ที่สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กในเดนมาร์กฆ่ายีราฟวัย 2 ปีที่มีสุขภาพดีและชำแหละต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมาก

ทั้งนี้ สวนสัตว์เมืองเนิร์นแบร์ก กำลังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในสวนสัตว์หลายแห่งในยุโรป การเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์ที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งในฝูง และสวนสัตว์อ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการการุณยฆาต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้จุดกระแสวิจารณ์ถึงจริยธรรมในการจัดการสัตว์ในสวนสัตว์ และเรียกร้องให้มีการทบทวนแนวปฏิบัติในอนาคต

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่มชูชีพแห่งความหวังในกาซา

เป็นสัปดาห์ที่สองแล้ว ที่เครื่องบินบินปล่อยสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งค่อยๆ ลอยลงจากท้องฟ้าพร้อมร่มชูชีพ ที่ช่วยพยุงให้สิ่งของตกลงพื้นอย่างปลอดภัยในพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา การส่งสิ่งของช่วยเหลือเหล่านี้เป็นความร่วมมือของหลายประเทศ และส่วนหนึ่งของความพยายามเร่งด่วนในการจัดส่งอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคนี้

‘มหาดไทย’ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

'มหาดไทย'ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก'

‘มหาดไทย’ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

กระทรวงมหาดไทย ชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วไทย ร่วมสืบสานพระปณิธาน “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาสู่สากลในการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568

เพื่อสืบสานและต่อยอดงานผ้าไทยและงานหัตถกรรมตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ผ่านการจัดอบรมพัฒนาลวดลายตามลายพระราชทาน (Coaching) ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ เชิดชูเกียรติผู้สืบสาน ภูมิปัญญา ตลอดจนส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

จากพระปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งนำไปสู่การยอมรับในระดับสากล ล่าสุดองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และเพื่อสืบสานความสำเร็จพร้อมสนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงเดินหน้าจัดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส

ในปีนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดงานแถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมประจำปี 2568 เพื่อคัดเลือกผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวด โดยผู้ชนะการประกวดจะได้รับเหรียญรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสามารถนำผืนผ้าไปเป็นต้นแบบให้แก่ผู้สนใจ โดย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานแถลงข่าวฯ พร้อมด้วย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมด้วยที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ ดร. ศรินดา จามรมาน ร่วมเปิดเผยรายละเอียดการประกวดฯ ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ ห้องแมกโนเลีย บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้กับวงการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชน การประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ในปีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือทั่วประเทศ ให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคนิค ผ้าลายพระราชทานที่ร่วมสมัย และส่งเสริมด้านการตลาด การแข่งขัน การจัดแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือหลายภาคส่วน กระทรวงมหาดไทยได้ให้การสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการต่อยอดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ทรงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และได้พระราชทาน ‘คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่เปรียบเสมือนวิชชาลัยผ้าเคลื่อนที่ได้ลงพื้นที่ไปมอบองค์ความรู้ให้กับช่างทอผ้าทั่วประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาองค์ความรู้ กระตุ้นความคิดแนะนำแนวทางการพัฒนาลวดลายผ้าไทย ซึ่งจะช่วยให้ผ้าไทยเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้แนวพระดำริ Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถศิลป์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยกับผู้สวมใส่ ทรงสนับสนุนและส่งเสริมการย้อมเส้นใยด้วยสีธรรมชาติ จนกระทั่งนำไปสู่การยอมรับในระดับสากล กระทรวงมหาดไทย จึงช่วยผลักดันและขับเคลื่อนจัดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่ชุมชน และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส เพื่อเป็นอาชีพของคนไทย ที่มีการรับช่วงต่อรุ่นสู่รุ่น สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

“ด้วยพระปรีชาชาญของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการออกแบบ หนุนเสริมทำให้สิ่งที่มีอยู่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้น นับตั้งแต่พระราชทานโครงการพระดำริ  ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และพระราชทานลายผ้าพระราชทานให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ได้ไปสร้างสรรค์และพัฒนา และเมื่อผลิตเสร็จแล้วทุกส่วน ทั้งส่วนราชการ ภาคส่วนต่าง ๆ และพี่น้องประชาชน ก็ได้ไปอุดหนุน ไปซื้อสวมใส่ จากความหลากหลายของลวดลาย และล่าสุด คือ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาให้เชิญคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในอาชีพ ก็คือ เหล่าผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์ ทั้งด้านการพัฒนาลวดลาย การให้สี การพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ และพระองค์ท่านยังทรงเล็งเห็นว่า กระบวนการผลิตผ้าต้องรักษ์โลกด้วย กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นทำงานแบบทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที มุ่งส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยผลิตภัณฑ์ของคนไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งงานผ้าและงานหัตถกรรมของพวกเราคนไทยในปัจจุบัน ได้รับความนิยมชมชอบอย่างหลากหลายเพิ่มมากขึ้น”

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เปิดเผยถึงกำหนดการและแผนการดำเนินงานว่า  “กรมการพัฒนาชุมชนได้วางแผนการจัดประกวดอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ โดยได้เปิดรับสมัครผลงานแล้ว  ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน – 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจำนวน  ผู้ส่งผ้าและงานหัตถกรรมเข้าร่วมประกวด จากทั้ง 4 ภาค รวม 76 จังหวัด แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้า จำนวน 8,327 ผืนและงานหัตถกรรม จำนวน 553 ชิ้นงาน รวมทั้งสิ้น 8,880 ผืน/ชิ้นงาน หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณากลั่นกรอง ตามแนวทางและหลักเกณฑ์การประกวดฯ ก่อนรวบรวมผ้าและงานหัตถกรรมส่งเข้าประกวดในระดับภูมิภาคทั้ง  4  ภูมิภาค เริ่มที่ภาคกลาง ในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 จังหวัดนนทบุรี, ภาคเหนือ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 จังหวัดเชียงใหม่, ภาคใต้ วันที่ 7 กันยายน 2568 จังหวัดสงขลา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 13-14 กันยายน 2568 จังหวัดอุดรธานี โดยจะจัดการประกวด  รอบตัดสินระดับภาค (Quarter final) ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะเข้าสู่การประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) ในวันที่ 23 กันยายน 2568 นอกจากนี้  กรมการพัฒนาชุมชน จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผลงานการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ในรูปแบบ POP Up Store ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  ถนนสุขุมวิท

“ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรมรอบตัดสินระดับประเทศ ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม  และในเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จะจัดให้มีพิธีมอบเหรียญรางวัลพระราชทานฯ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี  นารีรัตนราชกัญญา สำหรับผู้ที่ชนะการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม และรางวัลชนะการประกวดตามโครงการแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วต่อไป”

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของลายผ้าพระราชทานในปีนี้ว่า “นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานแบบลายผ้า ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ซึ่งทรงออกแบบขึ้นเนื่องในโอกาสที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ   ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568   จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงศึกษาค้นคว้าจากศิลปกรรมไทยและผืนผ้าโบราณ นำมาออกแบบต่อยอดให้มีความร่วมสมัย เป็นสากล แต่ยังคงเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อันงดงามของชาติไทย ทั้งในประเภทผ้ามัดหมี่, ผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา   และผ้าบาติก ลายที่ 1 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 และลายที่ 2 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน, ลายช่อดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบลายผ้าพระราชทานนี้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อไปยังช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรม ได้นำไปสร้างสรรค์ผลงาน ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และเข้าร่วมการประกวดเพื่อแสดงศักยภาพฝีมือ ให้เป็นที่ประจักษ์” รวมไปถึงหลักเกณฑ์การส่งผลงานเข้าประกวดว่า “หัวใจสำคัญของการประกวดคือการรักษาไว้ซึ่ง  อัตลักษณ์และเทคนิคดั้งเดิม โดยผู้ส่งผ้าเข้าประกวดต้องเป็นผู้ผลิตหรือช่างฝีมือที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่สมัคร และผลงาน ต้องเป็นงานทอมือหรือทำจากมือเท่านั้น โดยใช้เส้นใยธรรมชาติ เช่น ไหมพันธุ์พื้นบ้าน หรือฝ้ายเข็นมือ และย้อมสีธรรมชาติเป็นหลัก โดยต้องระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ รวมถึงกระบวนการย้อมสีและสูตรที่ใช้ในการย้อมสีธรรมชาติอย่างละเอียด ละเอียด โดยผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน ‘ลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ได้ทุกประเภท สำหรับปีนี้ แบ่งการประกวดประเภทผ้าออกเป็น 14 ประเภท  อาทิ ผ้ามัดหมี่, ผ้าขิด, ผ้าจก, ผ้าบาติก และผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ รวมถึงประเภทงานหัตถกรรมเช่น งานเซรามิก  งานจักสาน ฯลฯ ที่นำลายพระราชทาน ‘ลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ไปต่อยอดได้อย่างโดดเด่นและยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หัตถกรรม จากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์, หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี และหัตถกรรมจากลายสิริราชพัสตราภรณ์  

“โดยคณะกรรมการจะพิจารณาให้คะแนนจากความกว้างของหน้าผ้าความเรียบร้อยและความสม่ำเสมอ ของการทอ การใช้สีธรรมชาติให้สีได้เหมาะสมกับลวดลายในผืนผ้า ความชัดเจนของลวดลาย ความสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และเรื่องราว (Storytelling) ที่นำเสนอความเป็นมาของชิ้นงาน”

รางวัลการประกวดระดับประเทศ รับพระราชทานรางวัลการประกวด “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และ  งานหัตถกรรม เดือนธันวาคม รางวัลการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภทรางวัล ดังนี้

ประเภทที่ 1 รางวัลพิเศษ ประกอบด้วย Best of the Best รางวัลชนะเลิศรางวัลเดียวจากในแต่ละประเภท,  การใช้สีธรรมชาติยอดเยี่ยม, ลวดลายตามแบบพระราชทาน, ประเภทงานหัตถกรรม เช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ  ที่นำลายพระราชทานมาต่อยอดที่มีความโดดเด่น และยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หัตถกรรมจากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, หัตถกรรมจากบาติกลายพระราชทาน หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา  หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์ หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี หัตถกรรรมจากลายสิริพัสตราภรณ์และ รางวัลอื่นๆ ตามความเหมาะสมของชิ้นงาน

ประเภทที่ 2 เหรียญรางวัลพระราชทาน โดยรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 เหรียญทองคำ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เหรียญเงิน รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เหรียญนาก และรางวัลชมเชยใบประกาศเกียรติคุณ

ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวเสริมในประเด็นการพัฒนาศักยภาพว่า “เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการทั่วประเทศมีความเข้าใจในลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ อย่างลึกซึ้ง และสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ คณะทำงานโครงการฯ มีแผนการลงพื้นที่จัดกิจกรรม Coaching ให้กับกลุ่มผู้ผลิตและช่างทอผ้าทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศเช่นทุกปีที่ผ่านมา จำนวน 5 จุดดำเนินการ ระหว่างเดือน เมษายน – พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานีและอุดรธานี ภาคใต้ จังหวัดสงขลา และ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์จะเข้าไปให้ความรู้ คำแนะนำ ทั้งในเรื่องการถอดลาย การเลือกใช้สี การพัฒนาเทคนิคให้มีความร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งรากฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิม เราเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้ จะช่วยยกระดับผลงานของผู้เข้าประกวดให้มีคุณภาพสูงขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่อไป”

ร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้ช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในการสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าสู่เวทีการประกวดระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด ในรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 9 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • ในโอกาสครบรอบ 2 ปีการก่อตั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม “Collection Climate Action รวมพลังใจ ลดภัยโลกร้อน” วันที่ 18 ส.ค. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมฯ ประธานฯจัดงานฯ เชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนกองทุนสวัสดิการกรมฯ…งานนี้งดรับกระเช้าแสดงความยินดี…
  • 6 ส.ค.ที่ผ่านมา พี่เก่าอย่าง เทอดขวัญ กำภูฯ กับ เตือนใจ ศงสภาต มาร่วมฟัง ครูต้อย-อุมาพร บัวพึ่ง นักร้องแผ่นเสียงทองคำ เจ้าของเพลงดัง “หนึ่งหญิง สองชาย” สาธิตการขับร้องเพลงไทยสากลอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมสมานสามัคคี ข้าราชการเก่า-ใหม่ ที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซ.อารี…ข่าวว่า กิจกรรมนี้ พรทิพย์ สาริกบุตร ข้าราชการเก่า แต่เป็นนักร้องหน้าใหม่เลือกเพลง “หนึ่งมิตรชิดใกล้” ขึ้นเวทีร้องเพลงต่อหน้าที่สาธารณะเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย…
  • หลังจากป่วยขณะบินไปฝรั่งเศส เมื่อ 3 เดือนก่อน ประภาส จารุประกร เข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ต้องรักษาตัวอยู่ที่นั่นนานกว่าเดือน ซึ่งมี เต็มภักดิ์ สุดที่รักยอดภรรยาดูแลใกล้ชิด มาบัดนี้ได้บินลัดฟ้า กลับมาพักฟื้นที่เมืองไทยแล้ว ด้วยความปลอดภัย…เมื่อวันก่อนยังไปโชว์ฝีมือการเป็นเชฟให้ลูกค้าที่ไปพัก ทัมมารีนบูติก รีสอร์ท @ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย…
  • ปกติเป็นคนใกล้ชิดโซเชียล ประเภท ใครไลน์หา จะ read ทันทีทันใด ถามมาตอบไป ว่องไวแบบถึงลูกถึงคนเสมอ แต่ช่วงนี้ เจ้าตัวยอมรับว่า ทั้ง read and write ไม่ไวเท่าที่ควร ด้วยมีภารกิจควบคุมคนงานรีโนเวทบ้านพักแถวปากเกร็ด และยังต้องดูแลโรงเรียนเล็กๆแถวท่าน้ำนนทบุรีอีกต่างหาก…โชคดีที่มีเพื่อนแสนดี รัก เข้าใจ และให้อภัยเสมอ…
  • ด้วยวัย 75 ปี มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ยังมีความสุขสนุกสนานเช่นสมัยสาวๆ แม้ต้องขับรถไปไหนมาไหนเอง ก็ยังรับนัดหมู่มวลมิตรท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ทั้งกลางวันและกลางคืน ยกเว้นติดนัดหมอเพื่อสุขภาพ จึงจะให้การภาคเสธ…
  • นอกจากจะทำงานประจำเกี่ยวกับธุรกิจการบินแล้ว ปารวี วาสิกะสิน ยังร่วมกับเพื่อนทำ พวงหรีดแนวคิดใหม่ “หรีดบุญ เพื่อการทำบุญและสิ่งแวดล้อม” เป็นการแสดงความระลึกถึงความอาลัยต่อผู้วายชนม์ ได้ทำบุญ และสามารถใส่โลโก้ได้ ลดหย่อนภาษีได้ด้วย หรีดบุญใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการลดต้นทุนและขยะ โดยนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาค รพ. สถาบันการศึกษา มูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์…ช่องทางสั่งทางไลน์ @leadboon หรือโทร.098-896-3500 …
  • เพราะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ประสบความสำเร็จในชีวิตพร้อมๆกันหลายคน ธนิต วิจิตรพันธุ์ จึงเป็นเจ้าภาพเปิดแชมเปญและไวน์ แสดงความยินดีกับความสำเร็จของรุ่นน้อง อาทิ ชลวิทย์ สุขอุดม เรียนจบปริญญาเอก เป็นดอกเตอร์หมาดๆ รวมทั้งย้อนดีใจกับ ขจรศักดิ์ นฤภัทร ผู้กำกับละครซีรีย์สร้างสรรค์ และ มานิดา ภรรยาที่ผลิตละครคุณภาพทาง ไทยทีบีเอส เจ้าของหลายรางวัลจาก คมชัดลึกอะวอร์ด โดยมี บุญลาภ ภูสุวรรณ มาร่วมยินดีด้วย ที่เอบิน่า เฮ้าส์ งานนี้ทุกคนได้รับความสุขมากมาย…แถมโต๊ะข้างๆมี ม.ล.ปาราลี ประสมทรัพย์ ,จิตติมา เจือใจ และ อุไรวรรณ ทรงงามฯ นักร้องวัยใกล้เคียง มาประชุมเตรียมคอนเสิร์ตการกุศลฯ ทำให้ได้ฟังเพลงที่ไพเราะ พร้อมทั้งมอบเพลง ประจำสถาบัน มช. “ลาแล้วภูพิงค์ให้ได้ฟังอีกด้วย…ไม่ต้องเล่า ก็เข้าใจได้ว่า ผู้ร่วมงานจะปลื้มปริ่มกันมากมายเพียงใด !!…
  • มูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โดย ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์ ประธานฯ ,ดวงใจ ตั้งสง่า รองประธานฯ และ ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ฝากเตือนว่ามีการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล Share love for Charity ครั้งที่ 9 เพื่อสมทบกองทุนการศึกษามิสเอ็ดน่า เซระ โคล อนุสรณ์ วันที่ 9 สิงหาคม เวลา 09.00 น. ที่ Blu-O สยามพารากอน..

บารอนเนส

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.41 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT (Sustainable Arts and Crafts Institute of Thailand) จัดงานประชุมวิชาการ “SACIT Symposium 2025” ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2568 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งแรกของเวทีวิชาการด้านศิลปหัตถกรรมไทย กับงานประชุมครั้งสำคัญที่รวมผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน ช่างฝีมือ และองค์กรพันธมิตรจากทั่วเอเชีย ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จาก “เครื่องรัก” สู่ “นวัตกรรมความยั่งยืน” ใน3 มิติสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน คงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิม, การสร้างสรรค์ พัฒนาเทคนิคและรูปแบบร่วมสมัยและการส่งเสริม ยกระดับภาพลักษณ์และองค์ความรู้งานหัตถศิลป์ไทยสู่ระดับสากล

ในฐานะองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ที่ SACIT มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติ ให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน” มุ่งมั่นสืบสานงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการพลิกโฉมงานหัตถกรรมไทยผ่านการดำเนินงานครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ต่อยอดงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง ยกระดับงานคราฟต์ผ่านเครือข่ายพันธมิตร และพัฒนางานคราฟต์ภายใต้แนวคิด ESG

ปี 2568 นับเป็นก้าวสำคัญของ SACIT กับการยกระดับงานองค์ความรู้งานหัตถศิลป์สู่เวทีวิชาการระดับนานาชาติ  โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตระหนักถึงปัญหาความท้าทายที่สำคัญของวงการศิลปหัตถกรรมไทย นั่นคือการขาดแคลนวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานคราฟต์ โดยเฉพาะ “ยางรัก” ที่จำเป็นต่อการทำเครื่องรัก–เครื่องเขิน และงานหัตถกรรมอีกหลากหลายประเภท รวมถึงองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งานประเภท “เครื่องรัก – เครื่องเขิน” และงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ยางรักเริ่มมีผู้สืบทอดน้อยลงไปในทุก ๆ ปี ด้วยเหตุนี้ SACIT จึงริเริ่มการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมสมองและหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วภูมิภาคอาเซียนและจากนานาชาติ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมในระยะยาว

งาน SACIT Symposium 2025 จึงมิใช่เพียงงานประชุมวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจุดประกายแนวทางการต่อยอดทั้งเชิงวิชาการและเชิงการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “งาน Symposium ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้รวมตัวพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ทั้งช่างฝีมือ ศิลปิน นักสะสม นักวิชาการจากทั้งในและต่างประเทศ เครือข่ายครูอาจารย์และสถาบันการศึกษา เพื่อมาร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ ยางรัก เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงาน ทั้งในเชิงเทคนิค ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมกันนี้ เรายังได้เชิญเครือข่ายช่างจากหลายประเทศในอาเซียน เอเชีย รวมถึงยุโรป เข้าร่วมพูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอนาคต

Symposium ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบเอกสารเท่านั้น แต่ได้รวมไปถึงการแสดงผลงานสร้างสรรค์จากช่างรุ่นใหม่ การนำเสนอผลงานสะสมหายากที่เปิดให้ชมเป็นครั้งพิเศษ ซึ่งรวมถึงงานเครื่องรักจากต่างประเทศด้วย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

โดยไฮไลต์ของงานที่จะเกิดขึ้น อาทิ การได้รับเกียรติจาก Dr. Feng Jing แห่ง UNESCO ที่จะร่วมชี้ให้เห็นถึง “หัตถกรรม” ในฐานะโครงสร้างวัฒนธรรมของอาเซียน ร่วมด้วยพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ประจำปี 2568 ใน 3 สาขา รวม 30 ท่าน ได้แก่ ครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สืบสานงานหัตถศิลป์

เวทีเสวนาและการนำเสนอผลงานจากผู้เชี่ยวชาญจาก 9 ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และยุโรป แบ่งเป็นหน่วยงาน และองค์กรพันธมิตรจากต่างประเทศ 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และออสเตรีย ร่วมถึงศิลปินและช่างฝีมือ จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เมียนมาร์ และ สปป.ลาว

ร่วมด้วยการบรรยายพิเศษจาก 4 นักสร้างสรรค์ศิลปินและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานศิลปะหัตถกรรมไทยระดับนานาชาติ ได้แก่ คุณวิชดา สีตกะลิน (Jim Thompson), คุณรัฐ เปลี่ยนสุข (สัมผัสแกลเลอรี), คุณธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ (Qualy Design) และ คุณอรช บุญ-หลง (Greater Chiang Mai)

หนึ่งในตัวอย่างของไฮไลต์ คือการบรรยายพิเศษระดับนานาชาติว่าด้วย “เครื่องรัก” นำเสนอองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเครื่องรักจาก 7 ประเทศ ในหัวข้อ “Craft Ecologies: Materials, Communities, and Wisdom” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เรื่องวัสดุ ภูมิปัญญา และชุมชน ในการรักษา พัฒนา และต่อยอดงานเครื่องรักในยุคสมัยใหม่ ตัวอย่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ Prof. Sakurako Matsushima ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องรักญี่ปุ่น Mr. Suo Chao นักวิชาการด้านเครื่องรักจากจีน Mr. U Maung Maung ประธานสมาคมเครื่องรักเมียนมา Mrs. Nguyen Thi Tu Quyen ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญการใช้รักสีแบบเวียดนาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษ หัวข้อ “From Forest to Form: Lacquer Sap and the Thai Craft Ecology” โดยวิทยากรชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านยางรักตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงการใช้งานและการสร้างสรรค์รวม 6 ท่าน อาทิ คุณสนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตสาขาศิลปกรรม รศ.พิศมัย อาวะกุลพาณิชย์ สาขาวิชาการออกแบบ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณธวัชชัย ทำทอง คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องรักล้านนา เป็นต้น

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “The Lacquer Legacy” โดย ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บอกเล่าเรื่องราวของ “ยางรัก” และการใช้ยางรักในงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมโซนสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์จากศิลปิน และช่างฝีมือจากไทยและต่างประเทศมากกว่า 12 ท่าน ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, พม่า, เวียดนาม, ลาว และงานเครื่องรักประเภทต่าง ๆ ของไทยอีกมากกว่า 7 ท่าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสงานศิลป์อย่างใกล้ชิด

งาน SACIT Symposium 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ SACIT ในการแสดงบทบาทผู้นำด้านศิลปหัตถกรรมไทยบนเวทีโลก โดยมุ่งหวังให้เกิดการตื่นตัวและสนใจงานหัตถกรรมไทยในวงกว้าง เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานและผู้สร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ SACIT ในการก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านศิลปหัตถกรรมภายในปี พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” เพื่อยกระดับศูนย์กลางองค์ความรู้และเครือข่ายงานคราฟต์ของอาเซียนอย่างแท้จริง

“งาน SACIT Symposium 2025 คือหมุดหมายใหม่ที่เราต้องการให้นานาชาติและคนในยุคปัจจุบันได้เห็นว่า ศิลปหัตถกรรมไทยยังมีชีวิตยังเติบโต และยังพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนวัตกรรม เราเชื่อว่างานหัตถศิลป์ไทยไม่ได้เป็นเพียง ‘ของเก่า’ แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่สามารถนำพาไปสู่อนาคตได้อย่างสง่างาม หากได้รับการสืบสานอย่างเข้าใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sacit.or.th สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “SACIT Symposium 2025” ได้ทางเฟซบุ๊ก SACITOFFICIAL หรือ https://symposium.sacit.or.th

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ยุทธการน้ำใจไมตรี วิธีสร้างสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา แนวทางสำหรับทหารตำรวจลูกเสือชายแดน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อันอำนาจใดใดในโลกนี้ จะเทียมเท่าไมตรีหามีไม่

สร้างหมู่มิตรพิชิตรักสลักใจ ชนทั่วไปสรรเสริญเจริญดี”

ในฐานะของทหาร ตำรวจ และลูกเสือ ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น    การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวกัมพูชาในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่นเท่านั้น  แต่ยังส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพระหว่างประเทศ อีกด้วย บทความนี้จะเจาะลึกถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่นของชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน เพื่อเป็นแนวทางให้ทหารตำรวจและลูกเสือไทยสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

1. เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น: หัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ การเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นฐานของชาวกัมพูชาเป็นก้าวแรกที่สำคัญ วัฒนธรรมเขมรมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่อาจมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยบางส่วน

• ภาษา: การเรียนรู้คำทักทายง่ายๆ เช่น “ซัวสะเดย” (สวัสดี) หริอ“ออกุน” (ขอบคุณ) สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี ชาวกัมพูชาจะรู้สึกชื่นชมในความพยายาม    เหมือนคนไทยได้ยินฝรั่งหรือญี่ปุ่นกล่าวคำทักทายง่า “สวัสดีครับ” และ “ขอบคุณค่ะ”

• ไม่กล่าวถึงสิ่งที่ชาวกัมพูชาไม่ชอบ  หรืออับอาย  หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ เช่น สยามเคยยึดครองกัมพูชา   กษัตริยกัมพูชาเคยหนีมาพึ่งสยาม  กัมพูชาเคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส  กองทัพไทยเคยยึดพระตะบอง  นครวัดเคยเป็นของไทย  ไม่เป็นมืออาชีพ ฯลฯ

• ความอ่อนน้อมถ่อมตน: การแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้สูงอายุ และการใช้คำพูดที่สุภาพเป็นสิ่งที่ชาวกัมพูชาให้ความสำคัญอย่างมาก

• รอยยิ้ม: รอยยิ้มเป็นภาษาสากลที่เข้าใจได้ทุกชนชาติ การยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตรจะช่วยลดกำแพงและสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง

• มารยาทในการทักทาย: การไหว้แบบเขมรที่เรียกว่า “ซำเปียะ” เป็นการแสดงความเคารพที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อทักทายผู้สูงอายุหรือผู้ที่ควรแก่การเคารพ

2. เจาะลึกประเพณีและความเชื่อเฉพาะถิ่น ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเช่นเดียวกับคนไทย แต่ก็มีประเพณีและความเชื่อบางอย่างที่อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่

• ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา: ชาวกัมพูชายังคงมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา วิญญาณบรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตตามสถานที่ต่างๆ การแสดงความเคารพต่อความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรลบหลู่หรือดูถูก

• เทศกาลและงานบุญ: การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น สงกรานต์ (ปีใหม่เขมร), วันวิสาขบูชา, วันเข้าพรรษา, ออกพรรษา จะช่วยให้คุณสามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือแสดงความยินดีได้อย่างเหมาะสม การเข้าร่วมงานบุญหรือเทศกาลท้องถิ่นหากมีโอกาส  โดยมีสิ่งของไปช่วยงาน   จะช่วยสร้างความผูกพันกับชุมชนได้เป็นอย่างดี

• บทบาทของพระสงฆ์: พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในสังคมกัมพูชา การแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวคำทักทายด้วยความนอบน้อม หรือการระมัดระวังในการปฏิบัติตนต่อหน้าพระสงฆ์

• ความสำคัญของครอบครัว: ครอบครัวเป็นสถาบันหลักในสังคมกัมพูชา การให้เกียรติและเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ

3. แนวทางในการปฏิสัมพันธ์และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

• ให้ความช่วยเหลือตามสมควร: หากชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือและอยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น การแบ่งปันอาหารและเครื่องใช้    ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า  การสอบถามเส้นทาง การให้ข้อมูล หรือการอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ โดยควรให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจ

• หลีกเลี่ยงการกระทำที่สุ่มเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการกระทำที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การเข้าไปในเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการสัมผัสร่างกายโดยไม่เหมาะสม

• เคารพในกฎหมายและอธิปไตย: การปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเคารพในอธิปไตยของประเทศกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

• เปิดใจเรียนรู้และแลกเปลี่ยน: แสดงความสนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวกัมพูชา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ สามารถสร้างความเข้าใจและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

• สร้างความไว้วางใจ: ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ การเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ และรักษาสัญญา จะช่วยให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในตัวคุณ บทสรุป การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวกัมพูชาตามแนวชายแดน ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติหน้าที่ แต่คือการสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ การเข้าใจในวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเฉพาะถิ่น การแสดงออกถึงความเคารพ และการมีน้ำใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการชนะใจชาวกัมพูชาและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความสัมพันธ์อันยั่งยืนในอนาคต

การเสริมสร้างความร่วมมือระดับเยาวชน  พระสงฆ์  และกิจกรรมร่วมมือข้ามแดนอาจช่วยเสริมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น  เช่นการประกวดเขียนภาพน้ำใจไมตรีไทย-กัมพูชา    จัดการชุมนุมลูกเสือสองแผ่นดิน    สวดมนต์สองแผ่นดิน ฯลฯ

4.วิธีสร้างไมตรีแบบพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง สังคหวัตถุ 4   ซึ่งเป็น หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานหมู่ชนให้ตั้งอยู่ในความสามัคคี     สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลและในสังคม ช่วยให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความปรารถนาดีต่อกัน  ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา  และสมานัตตตา

ทาน คือการให้ การเสียสละ การแบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ……   ปิยวาจา คือการพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับกาลเทศะ…….อัตถจริยา คือการประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานต่างๆ …….. และ สมานัตตตา คือการวางตนเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ ไม่ถือตัว วางตนเสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน.

ลองวิธีง่ายๆ    ส่งเครื่องดื่มสักขวด หรือบะหมี่สักซองให้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคุณ     คุณอาจเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร   ชนะใจฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องเสียกระสุนสักนัดหรือเบือดสักหยดเดียว

ปรารถนาสารพัดในปฐพี  เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง”…สุนทรภู่

โดย สุริยพงศ์

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สยามพารากอน ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ พิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน ‘แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ’ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และพิพิธภัณฑ์ผ้า จัดงาน “แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงฟื้นฟูงานหัตถกรรมไทยและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยงานจัดระหว่างวันที่ 8–12 สิงหาคม 2568 ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M สยามพารากอน  นำเสนอผ่านนิทรรศการเกี่ยวกับชุดไทย การแสดงโขน กิจกรรมเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ และจำหน่ายสินค้าศิลป์หัตถกรรมที่สื่อถึงวิถีไทยอย่างแท้จริง โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

พบไฮไลต์กิจกรรม นิทรรศการชุดไทย “จากราชสำนักสู่ราชนิยม” ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่ทรงรังสรรค์ขึ้นให้สตรีไทยได้ใช้สวมใส่ในโอกาสต่างๆ พร้อมจัดแสดงชุดตัวอย่างที่ถูกต้องตามที่พระราชทานไว้เรียนรู้แนวคิดเรื่องสีมงคลและการนุ่งห่มตามความเชื่อของสังคมไทย นอกจากนี้ ยังมีโซน “กว่าจะมาเป็นโขน” ที่จัดแสดงฉากโขนจำลอง อุปกรณ์สร้างฉาก และห้องทำงานของช่างฝีมือเบื้องหลังการแสดงศิลปะชั้นสูงของไทย พร้อมตื่นตากับภาพเสก็ตช์ “ทศกัณฑ์บนหลังช้าง” ผลงานที่รังสรรค์โดยบรมครู อ.สุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้เนรมิตฉากการแสดงโขนศิลปาชีพ ได้อย่างวิจิตรงดงาม ซึ่งนำมาจัดแสดงให้ชมเป็นครั้งแรก

ภายในงานเต็มอิ่มไปกับ การแสดงโขนสดจากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่นำเสนอฉากสำคัญจากรามเกียรติ์ เช่น “ทศกัณฐ์เกี้ยวนางสีดา”, “หนุมานรบนางเบญจกาย” และ “โขนตอนยกรบ” โดยจัดแสดงวันละ 2 รอบ เวลา 14.00 น. และ 15.30 น. นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทย อาทิ  “ปักการ์ดวันแม่” โดยพิพิธภัณฑ์ผ้า , “ปิดทองลายโขน” โดยอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน พร้อมลายให้เลือก 6 แบบ, กิจกรรม “การนุ่งห่มอย่างไทย” และ “นุ่งห่มร่วมสมัย” โดยครูบิ๊ก–พีรมณฑ์ ชมธวัช ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดไทยและผ้าไหมในวันที่ 9 สิงหาคม 2568 และ กิจกรรม “Dress Me Up ด้วยผ้าไทย” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมสนุกโดยการนำผ้าไทยมาแต่งตุ๊กตากระดาษ

นอกจากจะได้สัมผัสกับนิทรรศการและการแสดงสุดตระการตาแล้ว ภายในงานยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย อาทิ ผ้าไหม และเครื่องประดับ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, พิพิธภัณฑ์ผ้า และอิ่มอร่อยกับอาหารพื้นถิ่นและวัตถุดิบจากโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริ อาทิ ข้าวยำปักษ์ใต้ น้ำบูดูแท้จากโคกปาฆาบือซา จ.นราธิวาส, ผลไม้จากบ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่, หมูจินหัวแดดเดียวจากบ้านแม่ตุงติง, กาแฟคัดพิเศษจาก จ.น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นต้น

งาน “แพรพัสตรา บรมราชินีนาถ”  ระหว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568  เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-610-8000 หรือติดตามรายละเพิ่มเติม เฟสบุ๊ค : SIAMPARAGON

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU ทางวิชาการ การขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจ.ชลบุรี ระหว่างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจ.ชลบุรี กับ ม.บูรพา โดยมี รัชนี โพธิสัตยา, ขวัญเรือน ศรีจันทร์,วรนัฐ ติรประเสริฐสิน, สุกุมล คุณปลื้ม,ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ร่วมด้วย
  • เพื่อนๆ ยินดีกับ ขจรเกียรติ รักพานิชมณี ที่ได้เป็น ว่าที่อธิบดีกรมที่ดิน
  • ชาว วบส.2 NIDA ยินดีกับ ศรีสุภางค์  มอฤทธิ์ ที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 เนื่องในวันสตรีไทย
  • สุภัค ลายเลิศ วันเกิดปีนี้ได้ร่วมบริจาคให้สภากาชาดไทยและเลี้ยงข้าวเที่ยงน้องๆ พนักงานทั้งหลาย
  • กรกฎ ชาตะสิงห์ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บมจ.การบินไทย นำทีมผู้บริหารสายการพาณิชย์ร่วมถ่ายทอดทิศทางเชิงกลยุทธ์ แนวโน้มอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนแผนพัฒนาธุรกิจในทุกมิติของสายการพาณิชย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ในงานประชุมประจำปี THAI Commercial Conference 2025 ภายใต้แนวคิด “Aim Further : Strive for New Heights” โดยมี ชาย เอี่ยมศิริ ร่วมงาน
  • โอม ศิวะดิตถ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “Microsoft 365 Copilot Chat สำหรับบุคลากรด้านการศึกษา” โดย บจ.ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี AI สำหรับการจัดการเรียนการสอนและงานของบุคลากรใน รร.ให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ โดยมี อ.วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ พร้อมคณะครูและบุคลากร รร.กรุงเทพคริสเตียนเข้าร่วมคับคั่ง
  • ยินดีกับ กนกวิภา วิริยะประไพกิจ ที่ บจ.สตรีม ไอ.ที.คอนซัลติ้ง ได้รับรางวัล “Best in APAC AI Digital Transformation Service 2025” และได้รับการตีพิมพ์ลง APAC CIO Outlook นิตยสารเทคโนโลยีชั้นนำระดับสากล งานนี้ไชยรัตน์ ถนอมวงษ์ และ ณัฐพงศ์ วนวงศ์สวัสดิ์ สุดปลื้มกับผลงาน
  • มนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กก.บจ.อินดัสทรี นำทีมพนักงานร่วมบริจาคโลหิตในกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รวมพลังบริจาคโลหิต” ปี 5 เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568 ร่วมแสดงพลังส่งต่อโลหิตสู้วิกฤตเลือดขาดแคลน ปลูกจิตสำนึกให้กับพนักงานในการเป็น “ผู้ให้” และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี จุฑารัตน์ แก้วจันทร์เพชร ต้อนรับ ณ สถานีกาชาดที่ 11
  • ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ส่งยาดมยาหม่องให้ทหารชายแดนไทย-เขมร บรรเทากลิ่นจากซากศพ ชี้กลิ่นมีผลต่อระบบประสาทโดยตรง ระบุยาดมสรรพบำบัดช่วยได้มาก
  • ปิยนนท์ วัฒนะจรรยา แจ้ง บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO Group) ชวนเยาวชนบุกฐานลับ ร่วมพิชิตนวัตกรรมพลิกฟื้นสมดุลโลกในบูธนิทรรศการ “นวัตกรรมวิทย์ พลิกโลก ตอน EGCO Base : Mission for Change ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ในงานมหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 เวลา 09.00-19.00 น. 9-17 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ชั้น LG ฮอลล์ 5-6 บูธที่ 36 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • สวด ปราณี แพพ่วง มารดา นันทภรณ์ แพพ่วง (เจี๊ยบ) อดีตหัวหน้าข่าวสตรี นสพ.แนวหน้า 5-9 ส.ค. 19.30 น. ที่ร้านฉลอมเวชภัณฑ์ อ.โพทะเล จ.พิจิตร..ฌาปนกิจ 10 ส.ค.15.30 น. ที่วัดท่ามะไฟ

น้องใหม่