สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงจุดเทียน พร้อมพระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”  และพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และเข็มเชิดชูเกียรติแก่สตรีไทยดีเด่น จำนวน 154 ราย ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดงานวันสตรีไทย ตั้งแต่ปี 2548 อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสตรีไทย รวมทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญเบื้องต้นของสตรีไทย 4 ประการ คือ พึงทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ พึงทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี พึงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และพึงฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น นอกจากแนวพระราชดำริแล้ว ยังพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ “ดอกกล้วยไม้ คัทลียา ควีนสิริกิติ์” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทย

งาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568

ภายในงาน จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกี่ยวกับแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญของสตรีไทย 4 ประการ และชุดไทยพระราชนิยม 8 ชุด ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ยื่นเรื่องไปยังยูเนสโก้ เพื่อขอให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก,  นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถรอบด้านที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงบ่าเคียงไหล่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นต้นแบบให้กับสตรีไทยยุคใหม่ และการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , นิทรรศการสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568

นิทรรศการจากตัวแทนเครือข่ายสตรี 4 ภาค โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมัยใหม่ และ นิทรรศการมีชีวิต ด้วยการจำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ในบ้านเรือนไทยที่มีวิถีชีวิตของหญิงไทย ประกอบด้วย 1) เรือนครัว สืบสานอาหารของหวานไทย 2)  ใต้ถุนเรือน สืบสานการทอผ้าไทย มีการสาธิตการทอผ้าจากกลุ่มผ้าไหมบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม และกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในครูช่างทอ “4 ทหารเสือราชินี” แห่งวงการผ้าไหม 3) ชานแดด จำลองการแสดงโขนผู้หญิง 4) เรือนนอน สาธิตการแกะสลักงานจากสตรี  5) ชานร่ม ต่อยอดหัตถกรรมไทย “หัตถกรรมสตรีรักษ์โลก ECO LADY” และ  6) หน้าต่างเรือน นำเสนอหน้าต่างเปิดสู่อนาคตของสตรีไทยยุคใหม่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมรับชมบรรยากาศ “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”  ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการจัดการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)  นำโดย กอบกาญจน์ วัฒนวรวรางกูร ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย ร่วมด้วย สุพัตรา จิราธิวัฒน์, หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช  เป็นตัวแทนคณะกรรมการไปร่วมการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก Global Summit of Women (GSW) 2025  ที่เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี    พร้อมกับสองนักบริหารหญิงไทย ปิยจิต รักอริยะพงศ์  ซีอีโอ บริษัทเซ็ปเป้  และ ดอกเตอร์นริสา เชื้อวิดุล-ออว์ ซีอีโอ KogoPay (โคโกะ เพย์) ประเทศไทย   ได้รับเชิญขึ้นอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์บนเวที  โดยมีสตรีผู้นำนานาชาติเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก มีหลายประเทศที่มากันเป็นกลุ่มคณะใหญ่ เช่น สตรีนักธุรกิจในยุโรป อเมริกัน จีน และเกาหลี

การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)   จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยเวียนไปจัดยังประเทศต่างๆ สำหรับปี 2568 นี้เป็นการฉลองครบรอบ 35 ปี หัวข้อหลักการประชุมปีนี้ คือ Women Restoring Values in the Digital Age (บทบาทผู้หญิงกับการฟื้นฟูคุณค่าในยุคดิจิทัล) ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2565  นับเป็นการประชุมที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง มีผู้นำสตรีทั้งจากภาครัฐและเอกชนจากทั่วโลกเดินทาวมาเข้าร่วมประชุมเกือบ 1,000 คน เป็นการเปิดประเทศหลังโควิด 19 ที่ได้รับความชื่นชมเป็นอันมาก

ทุกๆ ปี จะมีการเฟ้นหาผู้นำสตรีไทยที่มีความสามารถในระดับนานาชาติ ให้ไปร่วมอภิปรายบนเวทีระดับโลก เพื่อให้ทุกประเทศรับรู้ถึงความเป็นมืออาชีพระดับสากลของทั้งซีอีโอและผู้ประกอบการไทย เพื่อเปลี่ยนภาพพจน์หญิงไทย คนไทย และประเทศไทยว่ามีศักยภาพ มีคุณภาพ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย  สำหรับในปีนี้ ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  CEO บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Should Companies Take a Position on Socio-Cultural Issues?”  โดยเธอได้กล่าวอย่างชัดเจนบนเวทีว่า SAPPE ยึดมั่นในบทบาทขององค์กรที่ “กล้ายืนหยัดเ พื่อคุณค่าที่เชื่อ” ไม่ใช่แค่ในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นการส่งเสียงอย่างมีจุดยืน ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคุณค่าหลักขององค์กรที่ถูกหล่อหลอมไว้ใน DNA ได้แก่ ความเป็นนักนวัตกรรม การส่งเสริมบทบาทผู้หญิง และความหลากหลาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ “บิวตี้ ดริ๊ง” สะท้อนจุดยืนในการส่งเสริมให้ผู้หญิงดูแลตนเอง รักและภาคภูมิใจในความงามจากภายใน โดยเแคมเปญ “สวยเรา ไม่ต้องสวยใคร” มีแนวคิดว่าควรเป็นคนที่เชื่อมั่นในความงามของตนเอง และสามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ยึดมั่นในเรื่องความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการเปิดกว้าง  องค์กรมีพนักงานหญิงคิดเป็น 53% ของพนักงานทั้งหมด และในระดับผู้บริหารระดับสูงมีสัดส่วนถึง 60% ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการขับเคลื่อนด้วยคุณค่า โดยมีการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกับผู้ถือหุ้นรายไตรมาส การสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์และ Social Listening ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ทีมงานทุกระดับสามารถเข้าถึงผู้บริหารได้โดยตรง

ในฐานะผู้นำองค์กรระดับโลก SAPPE ให้ความสำคัญกับการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม เน้นย้ำว่า ซีอีโอต้อง “Walk The Talk” หรือเป็นผู้ลงมือทำจริงในทุกเรื่องที่องค์กรยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ หรือความรับผิดชอบ ทั้งต่อพนักงาน ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม

ขณะที่ ดอกเตอร์นริสา เชื้อวิดุล-ออว์ ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Women Entrepreneurs” เพื่อแลกเปลี่ยนและแชร์ประสบการณ์ร่วมกับผู้บริหารหญิงจากทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย บนเวทีเสวนา ดร.นริสา ได้ร่วมพูดคุยในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการหญิงในยุคเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ซึ่ง ดร.นริสา ได้แบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์จริง  ดังนี้

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และความท้าทายในปัจจุบัน : ในช่วงเริ่มต้นของบริษัทฟินเทค เผชิญความท้าทายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและหน่วย งานกำกับดูแล โดยเฉพาะในธุรกิจฟินเทคที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ การเป็นผู้หญิงและผู้ก่อ ตั้งจากเอเชียในอุตสาหกรรมการเงินที่ผู้ชายเป็นผู้นำส่วนใหญ่ ก็ถือเป็นอุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม

สำหรับในปัจจุบัน ความท้าทายคือการขยายธุรกิจในระดับสากลให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) การหาผู้ร่วมทำธุรกิจที่เหมาะสม และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง

การทำธุรกิจข้ามพรมแดนและมุมมองต่อการเติบโต : ดร.นริสา เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อมูลที่ว่า ธุรกิจที่ขยายสู่ตลาดระหว่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตได้เร็วกว่าธุรกิจที่เน้นเฉพาะตลาดภายในประเทศ 

 ทิศทางยุคเศรษฐกิจที่กำลังรีเซ็ต : บริษัทกำลังพัฒนากระเป๋าเงินแบบใหม่จาก Web 2.0 เพื่อพัฒนาเพิ่มเป็น Web 3.0 และ 4.0 ในอนาคต ด้วยแนวคิดเรื่องการเงินแบบกระจายศูนย์ (decentralized finance) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน โดยเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ไม่ใช่แค่กระเป๋าเงินดิจิทัล แต่เป็น ecosystem แบบครบวงจรสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและธุรกิจภายในปีนี้

การนิยาม “ความสำเร็จ” ณ จุดนี้ในชีวิต :  “นิยามความสำเร็จในแต่ละช่วงของชีวิตอาจแตกต่างกันไป” ดร.นริสา กล่าวว่า “สำหรับในช่วงเวลานี้ ความสำเร็จไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือมูลค่าบริษัท แต่คือการได้ใช้ชีวิตตามพันธกิจที่ตั้งใจไว้ — เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ผ่านเทคโนโลยีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและความเท่าเทียม” สำหรับในอนาคต ดร.นริสา  กล่าวว่า ความสำเร็จหรือความฝันของตัวเอง คือการได้มีโอกาสทำงานอาสาอย่างเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือคนไม่มีบ้านอยู่ และเด็กกำพร้า

สรุปคือ  ความเชื่อมั่น ความอดทน และการไม่ยอมแพ้ คือหัวใจสำคัญของเจ้าของธุรกิจ, เทคโนโลยี ควรเป็นพลังในการสร้างความยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ, ความสำเร็จที่แท้จริง คือการใช้ธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากไทย ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทยประจำเยอรมัน นายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตอีกด้วย อีกทั้ง สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ได้จัดให้คณะผู้ร่วมประชุมเยี่ยมชมห้าง KaDeWe (คาเดเว่) ซึ่งห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป  โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้ไปดำเนินการ และเป็นเจ้าของอีกด้วย

กล่าวได้ว่า ตลอดการประชุมทุกๆ ปี เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ายิ่ง  ไอรีน เนธิวิเดท ประธานการประชุมผู้คร่ำหวอดแห่งวงการ ได้จุดประกายให้สตรีนักธุรกิจไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงโลก  เน้นให้มีความคิดสร้างสรรค์ และสร้างวิสัยทัศน์ให้เหล่าผู้นำสตรี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ร่วมประชุมด้วยกัน เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างความสัมพันธ์ มิตรภาพ และไมตรีจิต ให้ผูกพันแน่นแฟ้นกันต่อไป ก่อให้เกิดความช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ผู้ร่วมประชุมหลายคนยังจำบรรยากาศของการมาประชุมในไทย เมื่อปีพ.ศ. 2565 ได้พบกับผู้นำสตรีไทยที่เป็นหญิงเก่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ชฎาทิพ จูตระกูล, ชาลอต โทณวณิก, เกษศรา มัญชุศรี, รศ. เกศินี วิฑูรชาติ, ขัตติยา อินทรวิชัย, ปฐมา จันทรักษ์, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ดร. จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ, พัชรพิมล ยังประภากร,  ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์, ไขศรี เนื่องสิกขาเพีย, กรรณิกา ว่องกุศลกิจ, ประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย, ต้องใจ ธนะชานันท์ และ นิชาภา ยศวีร์  เป็นต้น

สำหรับครั้งต่อไป ในปี พ.ศ. 2569  การประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)   จะเวียนไปจัดที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งก็หวังว่าประเทศไทยจะได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก อีกสักครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานมอบเกียรติบัตร แก่หน่วยงาน สถานศึกษา และองค์กร ในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ จัดโดย ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.นครปฐม..๐๐

ll เพื่อนๆ Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ที่ได้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า..๐๐

ll สภาเภสัชกรรม ร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจกับเพื่อนสมาชิกเภสัชกร ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ได้รับแต่งตั้งเป็น ว่าที่ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเภสัชกรคนที่ 3 ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้..๐๐

ll ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ได้เป็น ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย ชุดที่ 33 โดยมีคณะกรรมการ เช่น สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, อิทธิพล เสียมหาญ, วีณา ไชยวรรณ, สมพร มาอุทธรณ์, ทิพย์สุคนธ์ ศุภสินธุ์, วราภรณ์ กุลสวัสดิ์ภักดี, มณี แซ่เอียบ, ดวงสมร พันธุเสน, นงชนก สถานานนท์, มกร พงษ์ธนพฤกษ์, มธุวลี สถิตยุทธการ..๐๐

ll เพื่อนๆชาว Digital CEO#4 ยินดีกับ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาการ รองผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจ ดิจิทัลและผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)..๐๐

ll ยามนี้ กิติกร ศรีจอมขวัญ และ ดวงพร โฆสิตสกุล พาคุณแม่ กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ และคุณป้า เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร ไปตระเวนชิมอาหารที่เมืองโตเกียว แบบชิวๆ..๐๐

ll นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ซีอีโอ บมจ.บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เจ้าของแบรนด์ Gracz บรรจุภัณฑ์อาหาร จากเยื่อพืชธรรมชาติซึ่งย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ภายใน 45 วัน ไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO รุ่นพิเศษ Avantgarde studies..๐๐

ll ชวิศ ยงเห็นเจริญ ต้อนรับ รศ.ดร.บวรโชค ผู้พัฒน์ และ ดร.สุริยพงศ์ นิลสังข์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาการ คณะวิศวฯ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำคณะนักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางของคนไทย ณ บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP”..๐๐

ll อนุโมทนาบุญกับ ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ ที่มูลนิธิกำลังใจ มอบพัดลมยักษ์สำหรับติดตั้งภายในโดมกิจกรรมเพื่อให้น้องๆ วัดราษฎร์รังสรรค์ (ขันมาอนุราษฎร์) จ.สมุทรสาคร ได้ทำกิจกรรมต่างๆอย่างเย็นสบายไม่อึดอัด พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องกรองน้ำดื่มให้สะอาด ปลอดภัย และเพียงพอสำหรับทุกคนในโรงเรียน..๐๐

ll จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากในพื้นที่หลายจังหวัด สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และ รพ.สาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com หรือติดตามที่ https://www.facebook.com/nbctrc/?locale=th_TH…๐๐

น้องใหม่

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’ หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’  หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’ หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการจัดแสดงเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลก จับมือภาคเอกชนนำเสนอนวัตกรรมตอบโจทย์การฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม “Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย การันตีรับรางวัลระดับชาติจากเวที iMedBot และนำไปติดตั้งใช้งานแล้ว 14 แห่งทั่วทุกภาค ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และศูนย์ฟื้นฟู เป็นผู้นำตลาดหุ่นยนต์ฝึกเดินในประเทศไทยที่คนไทยยังไม่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ด้วยราคาถูกกว่าตลาด 5 เท่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 34% ของค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก โดยเตรียมเผยโฉมในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่รวมผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 รายจาก 40 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

ผศ.นพ. ภาริส วงศ์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กรรมการ มูลนิธิสำโรงรวมใจและโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ 

ผศ.นพ. ภาริส วงศ์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กรรมการ มูลนิธิสำโรงรวมใจและโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) เป็นสาเหตุหลักของความพิการ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบในวัยทำงาน (อายุต่ำกว่า 50 ปี) มากขึ้น หนึ่งในสามของผู้ป่วยสโตรกเผชิญความพิการรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการเดิน สำหรับ “Sensible STEP” เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดใช้หลักการ “Locomotor Therapy” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยสโตรก เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างอิสระถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับการฝึกแบบเดิมได้หลังฝึกเพียง 1 เดือน นอกจากนี้ ระบบ “Bodyweight-Supported Treadmill Training” (BWSTT) ที่ใช้ระบบโปรโตคอลหลากทิศทางและความเร็วแปรผัน จะช่วยให้ผู้สูงอายุที่ฝึกตามหลักการ Locomotor Therapy สามารถลดความเสี่ยงการหกล้มได้ถึง 95% ภายใน 6 สัปดาห์ โดยนวัตกรรมทั้งสองนี้จะจัดแสดงพร้อมเผยหลักการทำงานภายในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 

“Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย

นางสาวซี เลย์ อิง Deputy Portfolio Director MEDICARE ASIA บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวเสริมว่า Sensible STEP ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์โดยฝีมือคนไทย ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การเข้าถึง และความยั่งยืนในระบบสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของภาครัฐและประชาชนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเพิ่มขีดตวามสามารถอุตสาหกรรมสุขภาพเข้าสู่มิติของเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทของการผลักดันภาคนวัตกรรมให้เป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และปักหมุดประเทศไทยให้เป็น ‘Medical Innovation Hub’ แห่งภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราความชุกของโรคหลอดเลือดสมองในระดับสูงจากปัจจัยการเผชิญกับ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การเติบโตของเมือง และโครงประชากรที่มีจำนวนผู้สูงอายุจำนวนมาก รวมถึงยังเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลกด้วยเช่นกัน

“Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย

นวัตกรรม Sensible STEP จะเปิดให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดภายในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ซึ่งรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 รายจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยภายในงานจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปพิเศษ พร้อมการสาธิตร่วมกับผู้ป่วยจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การจัดแสดงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้โรงพยาบาล ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จักกับนวัตกรรมการฟื้นฟูที่เป็นทางเลือกใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของระบบสุขภาพไทย และช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างการรับรู้ในวงกว้างว่าประเทศไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่เทคโนโลยีและการเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ติดตามการจัดงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 ได้ที่ www.medicalfair-thailand.com

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา  ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์  ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 56″  ภายใต้แนวคิด “Farm To City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568  ณ เซ็นทรัลเวิลด์  สัมผัสกิจกรรมไฮไลต์ครั้งแรกในงานเต็มพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร อาทิ สัมผัสสุดยอดกาแฟของพ่อ…จากดอยสู่เมือง, 12 เมนูไกด์ Ready to Cook โดย MasterChef และ Iron Chef ช้อป-ชิมผลิตผลจากยอดดอยกว่า 3,000 รายการ พร้อมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ตลอดการจัดงาน 12 วัน ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท ภัณฑ์ดีพลาสติก จำกัด แถลงข่าวการจัดงาน “โครงการหลวง 56” ภายใต้แนวคิด “Farm To City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ   พระบรมราชินี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง นอกจากนี้ ยังร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568

อีกทั้ง ยังเป็นการเผยแพร่การดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวงโครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่สนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง โดยทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” 4 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 “ธ สืบสานงานพ่อ จากภูผาสู่มหานคร”, ชุดที่ 2 “เอเดลไวส์…ดอกไม้แห่งพระเมตตา นำพาสู่งานวิจัย”, ชุดที่ 3 “ศิลปาชีพพื้นที่สูง สืบสานใต้ร่มพระบารมี”, ชุดที่ 4 “กาแฟของพ่อ จากดอยสู่เมือง”

ภายในงานเตรียมพบกับผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรบนพื้นที่สูง กว่า 3,000 รายการ ส่งตรงจากยอดดอย นำโดย 9  สินค้าไฮไลต์ ได้แก่ 1)ข้าวโพดข้าวเหนียวสวีทแฟนตาซี, 2) องุ่น 3 สี  3) เห็ดพ็อตโตเบลโล่ 4) กุหลาบพันธุ์รอยัล 7 5) ชุดปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ครบเซ็ตพร้อมปลูก 6) กุหลาบกระถางดอกหอม 7) น้ำแร่ธรรมชาติโครงการหลวง 8) ผลิตภัณฑ์จากกัญชง ผสมฝ้าย/เส้นใยรีไซเคิล 9) กรีกโยเกิร์ตนมแพะ พลาดไม่ได้ เมนูอร่อยจาก Royal Project Kitchen, The Royal Project Ice Cream Parlour & Café ส่งตรงจากยอดดอย 39 แห่ง ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ

ภายในงานแถลงข่าว นำโดย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานโครงการหลวง 56 พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายสนับสนุนการจัด “งานโครงการหลวง 56”, ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน “โครงการหลวง 56” กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมดำเนินงานโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนสถานที่จัดงาน รวมถึงหน่วยงานส่วนพระองค์ที่นำผลิตภัณฑ์มาร่วมจำหน่าย งานโครงการหลวง 56 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘น้ำพระราชหฤทัย..จากฟ้าสู่มหานคร’ สะท้อนถึงสายธารแห่งพระเมตตาที่มีต่อราษฎรบนพื้นที่สูงอันห่างไกล สู่ใจกลางเมืองหลวง ด้วยพระราชหฤทัยของล้นเกล้ารัชกาลที่9 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มิได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ใด แต่แผ่ไพศาลไปทั่วประเทศ และทุกหัวใจของประชาชนชาวไทย ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวงยังคงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน โดยสนับสนุนการวิจัยและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชาวเขา เพื่อส่งต่อผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย คุณภาพดี จากยอดดอยสู่เมืองหลวง ให้ประชาชนได้บริโภค”

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล และ เซ็นทรัลพัฒนา มีความภาคภูมิใจและปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานโครงการหลวง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 โดยปีนี้จัดเต็มพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ย 150,000 คน/วัน เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ทุกคนรอคอย ปีนี้เรามุ่งมั่นผลักดันงานโครงการหลวงให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเล่าเรื่องราวเป็น Storytelling ในคอนเซ็ปต์ “Farm to City-Farmtime Stories ที่สื่อถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ไหลริน สู่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและชาวโลก สะท้อนพระราชปณิธานของในหลวง ที่ไม่เพียงพัฒนาเกษตรพื้นที่สูง แต่ยังยกระดับเศรษฐกิจชุมชน กระจายผ่านเครือข่ายธุรกิจทั่วประเทศ ให้คนไทยได้เข้าถึงผลิตผลคุณภาพดีจากยอดดอย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายสนับสนุนการจัดงาน “โครงการหลวง 56” กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นส่วนสำคัญของโครงการหลวงมาตั้งแต่ต้น โดยมีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาและการเกษตรที่สูง ผ่านงานวิจัยและพัฒนาพืชเมืองหนาว รวมถึงปศุสัตว์ที่ “สวนสองแสน” ดอยปุย ซึ่งต่อยอดมาเป็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีวิจัยการเกษตรบนที่สูงแห่งแรกของไทย ที่ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขา แต่ยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน รวมถึง มก. ซึ่งมีผลงานวิจัยมากกว่า 100 เรื่อง ตอกย้ำประโยชน์ที่สถานีมอบให้ทั้งแก่ชาวเขาและประชาชนทั่วไป 1) กิจกรรมนิสิต นิสิตช่วยจำหน่ายสินค้า และร่วมจัดแสดง 12 ชุดการแสดง 2) กองคลัง สนับสนุนบุคลากรรับชำระเงินในงาน 3) ยานพาหนะ จัดเตรียมยานพาหนะสำหรับขนส่งและเดินทาง รวมถึงการจัดสถานที่และจัดดอกไม้ 4) กองบริหารยุทธศาสตร์ มก. ประเมินผลการจัดงานเพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงในอนาคต 5) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สาธิตทำอาหาร 20 เมนูไฮไลต์ เช่น ข้าวดอยโกอินเตอร์ บัวลอยไส้งาหอม, มัฟฟินแบล็คเบอร์รี่, จีบจับใจ 6) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จำหน่ายผลิตภัณฑ์ KU Premium และผลิตภัณฑ์นมของ มก. 

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ ร่วมสนับสนุนการจัดงานโครงการหลวงเป็นปีที่ 2 ในฐานะบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 และขยายสู่ 5 กลุ่มธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารองค์กร ยึดหลักพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน ต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมธุรกิจที่ตอบรับทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทฯ ได้สานต่อแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน พัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพที่ครอบคลุมการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งทางบก (B100) น้ำ (B24 Marine Biofuels) และอากาศ (SAF) ควบคู่กับการเดินหน้าลดคาร์บอนผ่าน Climate Action ที่เป็นรูปธรรมเพื่อร่วมแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

4 ไฮไลต์ในงาน “โครงการหลวง 56”  สอดคล้องกับ Global Trends

1.สุขภาพและนวัตกรรมอาหาร Innovative Food & Beverage Wellness เทรนด์ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ภายในงานพบกับ “The Legend of Royal Coffee” ตามรอยเรื่องเล่ากาแฟของพ่อ สู่การสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ชิมกาแฟเมนูพิเศษจากแชมป์บาริสต้า, ครั้งแรก เมนู  Ready to Cook คิดสูตรโดย Celebrity Chef จัดเป็นเซ็ตพร้อมปรุง 12 เมนูให้ซื้อกลับไปทำที่บ้านได้สะดวกและอร่อย

2.ด้าน Sustainability เซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มเซ็นทรัล มีปณิธานอันแน่วแน่ในการสนับสนุนการจัดงาน ร่วมส่งเสริมความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยบนพื้นที่สูงและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์ “The Place Making for Sustainable Future” โดยให้พื้นที่ศูนย์ฯ เป็นที่ที่จำหน่ายผลิตผลโครงการหลวง จากเกษตรกรบนพื้นที่สูง 39 แห่ง ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา ลำปาง และ ตาก สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรชาวไทยกว่า 12,000 ชีวิตบนพื้นที่สูง ในงานยังใช้ถุง Bio Compostable ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจาก บริษัท ภัณฑ์ดีพลาสติก เป็นปีที่ 2 ย้ำภารกิจสร้าง Sustainable Ecosystem และเดินหน้า NET Zero อย่างเป็นรูปธรรม ของเซ็นทรัลพัฒนา

3.Immersive Experiences ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และธรรมชาติ กับงาน Royal Bistro โดยเชฟเตย–สหรัฐ ผู้ชนะการแข่งขันรายการ MasterChef The Professionals Thailand คนแรกของประเทศไทย และเชฟอาร์–ธีรภัทร ผู้ชนะจากการแข่งขัน จาก The Next Iron Chef Season 2 ครั้งแรก Royal Bistro Gala Night กับ Fine Dining เรื่องเล่าจากยอดดอยสู่ปลายช้อน Royal Bistro ปีที่ 3 ที่โซน Urban Balance และRoyal choice menu เมนูพิเศษจากวัตถุดิบโครงการหลวง ที่ร้านดังในศูนย์ฯ อาทิ จินเจอร์ ฟาร์ม  คิทเช่น, ฮั่วเซ่งฮง, โซซากุ, บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ และ ฮอกไกโด ราเม็ง ซันโตวกะ เป็นต้น

4.Artistic Collabs กับ จูน–จิรภาส ศิลปิน Illustrator ไทยดีไซน์ธีมงานให้มีความร่วมสมัยเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยลายเส้นแบบตะวันตก และนำเอาสินค้าไฮไลต์มาดีไซน์เป็น Decoration พร้อม Art Installation จุด Photo Landmark บริเวณทางเชื่อม อีเดน 1 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเปรียบดั่งเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาช้านาน อีกด้านคือข้อพิพาทชายแดนที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายในยุคปัจจุบัน การทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาและความพยายามแก้ไข คือกุญแจสู่ความสงบสุขร่วมกัน

รากฐานประวัติศาสตร์: มรดกอาณานิคมและคำพิพากษา

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (พ.ศ.2447, 2451) : คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปักปันเขตแดนสมัยใหม่ระหว่างสยาม (ไทย) กับดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส (กัมพูชา) สนธิสัญญากำหนดให้ใช้ “เส้นสันปันน้ำ” เป็นหลักในการแบ่งเขตในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณปราสาทพระวิหาร แผนที่ที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น (โดยเฉพาะแผนผังอัตราส่วน 1:200,000) เป็นเอกสารหลักอ้างอิง แต่กลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในเวลาต่อมา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายตีความความถูกต้องและการปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่ตรงกัน

คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (2505): ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนของกัมพูชา โดยอิงตามแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญา  ซึ่งไทยยอมรับในเวลานั้น  คำพิพากษาระบุชัดเจนว่าการตัดสินนี้จำกัดเฉพาะ “อาณาเขตของปราสาทพระวิหาร” เท่านั้น **ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนโดยรอบหรือพื้นที่ใกล้เคียง** ซึ่งนำไปสู่ความไม่ชัดเจนและการโต้แย้งในพื้นที่โดยรอบ

พื้นที่ข้อพิพาทสำคัญ: ความซับซ้อนบนบกและในทะเล

1.  ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ: แม้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชาตามคำตัดสินปี 2505 แต่เส้นทางขึ้นปราสาทและพื้นที่เชิงเขาโดยรอบยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องอธิปไตย ส่งผลให้เกิดการปะทะทางทหารหลายครั้ง

2.  ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต): พื้นที่รอยต่อสามจังหวัด (ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี-จันทบุรี) ของไทยและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา เป็นพื้นที่ป่ารกทึบที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายอ้างกรรมสิทธิ์ กัมพูชาอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 และหลักฐานการครอบครองทางประวัติศาสตร์ ขณะที่ไทยยึดถือหลักการปักปันตามสภาพภูมิศาสตร์ (เช่น สันปันน้ำ) และความต่อเนื่องของการบริหารจัดการ

3.  กลุ่มปราสาทตาเมือน และ ตาควาย: กลุ่มโบราณสถานขอมใกล้ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ความขัดแย้งมุ่งเน้นที่การตีความเส้นเขตแดนในสนธิสัญญา 1907 โดยเฉพาะปราสาทบางองค์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ

4.  เกาะกูด : เกาะในอ่าวไทยใกล้จังหวัดตราด กัมพูชาอ้างว่าเกาะกูดเป็นของตนตามแผนที่ 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ขณะที่ไทยยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวคลาดเคลื่อน และอ้างสิทธิเหนือเกาะกูดตามหลักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์การบริหาร

5.  พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area – OCA): พื้นที่ในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การเจรจาแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ยังไม่บรรลุข้อตกลง เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเวียดนามซึ่งมีชายฝั่งติดกับพื้นที่นี้ด้วย

เหตุการณ์สำคัญ:

ความตึงเครียดรอบปราสาทพระวิหาร ( 2551-2554): การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวในปี 2551 นำไปสู่ความตึงเครียดสูงสุด การปะทะทางทหารหลายครั้งเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบปราสาทและที่ช่องบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะรุนแรงในเดือน กุมภาพันธ์ และ เมษายน 2554 ที่ช่องบก ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

การยื่นเรื่องต่อศาลโลก (2554): กัมพูชายื่นคำร้องขอตีความคำพิพากษาปี 2505 ต่อศาลโลก ไทยคัดค้านอำนาจศาล ศาลโลกมีคำสั่งชั่วคราวให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทโดยรอบปราสาทพระวิหารและสร้างเขตปลอดทหาร ศาลได้ตัดสินในปี 2556 ยืนยันคำสั่งชั่วคราวและขยายขอบเขตการถอนทหารออกไป

สถานะปัจจุบันและความพยายามแก้ไข:

ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายใช้กลไกการเจรจาทางทูตและการทหารเพื่อลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC): เป็นกลไกหลักในการเจรจาปักปันเขตแดนบนบกโดยละเอียด อาศัยหลักสนธิสัญญาเดิม หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างช้าๆ และต้องเผชิญกับความซับซ้อนทางเทคนิคและการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

คณะทำงานร่วมด้านเขตแดน (JWG): เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและป้องกันเหตุปะทะทางทหารในพื้นที่ชายแดน

การเจรจาเขตแดนทางทะเล: มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเขตแดนทางทะเล แต่การเจรจายังไม่คืบหน้าไปไกลนัก เนื่องจากความซับซ้อนทางเทคนิคและความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศที่สาม (เวียดนาม)

บทเรียนจากอดีตสู่การสร้างสันติภาพ:

1.   ความรุนแรงในอดีตพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผู้ชนะ มีแต่ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างสันติผ่านกลไกที่มีอยู่ (JBC, JWG) และภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้นที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

2.  การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence-Building Measures): ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง เช่น การค้าชายแดน การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ ช่วยลดความหวาดระแวงและสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเจรจา

3.  การมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อ: การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลางต่อสาธารณชนในทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นชาตินิยมสุดโต่งมาขัดขวางกระบวนการสันติภาพ

4.  การแสวงหาผลประโยชน์ร่วม (Win-Win): โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การมองหากรอบความร่วมมือในการจัดการทรัพยากร (เช่น ร่วมพัฒนา) ก่อนการปักปันเขตแดนชัดเจน อาจเป็นทางออกที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย

5.  ความอดทนและวิสัยทัศน์: การแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีรากลึกทางประวัติศาสตร์และซับซ้อนทางเทคนิค ต้องใช้ทั้งความอดทน ความยืดหยุ่น และวิสัยทัศน์ทางการเมืองระยะยาวจากผู้นำทั้งสองประเทศ

บทสรุป:

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นมรดกแห่งประวัติศาสตร์ที่ท้าทายความสัมพันธ์ในปัจจุบัน พื้นที่พิพาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขาพระวิหาร ช่องบก ปราสาทตาเมือน เกาะกูด และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของการปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคมและการตีความที่แตกต่างกัน แม้ความขัดแย้งในอดีตจะทิ้งบาดแผลลึก แต่เหตุการณ์รุนแรงอย่างที่ช่องบกก็สอนบทเรียนอันมีค่า: สันติภาพและความมั่นคงของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งชายแดนต้องมาก่อน บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งความขัดแย้งนี้ คือการยึดมั่นในหนทางการเจรจาอย่างสันติ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และแสวงหาผลประโยชน์ร่วมภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ    ความร่วมมือบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี คือบันไดขั้นสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงร่วมกันให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติสืบไป

โดย สุริยพงศ์

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสา ธารณรัฐประชาชนจีน สยามพารากอน ร่วมกับ สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี” นำการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาทั้งจากไทยและจีน ร่วมถวายพระพรและแสดงความจงรักภักดี โดยมี จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, หยาง เสี่ยวหลงที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ,จ้าว ซิน ผู้รับผิดชอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,พาสินี ลิ่มอติบูลย์  กรรมการ บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด,อินทิรา จิตรานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Head of Marketing Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาห กรรมไทย-จีน เข้าร่วมงาน ณ พาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ภายในงานมีการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและประเพณีอันทรงคุณค่าจากทั้งประเทศไทยและประเทศจีนโดยมี ดร.พลัง โลกศิลป์ นักร้องโอเปร่าชื่อดังและนักแสดงมากฝีมือผู้รับบท “รุ่ยเจี๋ย” ในซีรี่ส์สงครามส่งด่วน ร่วมโชว์พลังเสียงในเพลง “ไทยจีนพี่น้องสองแผ่นดิน” ต่อด้วยไฮ ไลต์การแสดงอันตื่นตาตื่นใจ “กังฟูเส้าหลิน” โดยสถาบันศิลปะการต่อสู้เส้าหลินมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ซึ่งมีอายุกว่า 1,500 ปี และโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน อาทิ งิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน, โขนเด็ก, มัจฉาลีลา, ฟ้อนเทียน จากสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และเพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสืบสายวัฒนธรรมไทย-จีน, วงดนตรีออร์เคสตรา จากกรุงเทพมหานคร และดนตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจ กรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและส่งเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างสองประเทศ

พิธีเปิดงาน ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี โดย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,จ้าว ซิน,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ,พาสินี ลิ่มอติ
บูลย์ ,อินทิรา จิตรานุเคราะห์,ผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ร่วมงาน

พิธีเปิดงาน ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี โดย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,จ้าว ซิน,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ,พาสินี ลิ่มอติ บูลย์ ,อินทิรา จิตรานุเคราะห์,ผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ร่วมงาน

ดร.พลัง ร่วมโชว์พลังเสียง เปิดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี”

ดร.พลัง ร่วมโชว์พลังเสียง เปิดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี”

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงดนตรีสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

การแสดงดนตรีสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้ากากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้ากากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้า
กากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้า กากในพริบตา

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน “งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเซีย  พ.ศ.2568” วันศุกร์ 8 ส.ค.09.00 น.ณ อาคารไปรษณีย์กลาง ถ.เจริญกรุง โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ศ.พิเศษ วิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, รัฐภูมิ ภักดีภูมิ ประธาน กก.บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กก.ผจก.ใหญ่ บ.ไปรษณีย์ไทย ฯลฯ  เฝ้ารับเสด็จฯ..
  • การประปานครหลวง ครบ 58 ปี สุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการฯ จัดงานวันสถาปนา วันที่ 15 ส.ค. 08.30 น. ที่ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารสุทธิอุทกากร สำนักงานใหญ่ การประปานครหลวง โดยของดรับกระเช้าดอกไม้ หากร่วมบริจาคจะนำเงินสมทบทุนมูลนิธิพระแม่ธรณี การประปานครหลวง..
  • มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เชิญนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและ 80 พระอรหันตธาตุ จากสหภาพเมียนมา ณ ห้องเสวย พระที่นั่งพิมานจักรี พระราชวังพญาไท 24 ก.ค.-30 ส.ค.เวลา 09.00-16.00 น..
  • น้องๆ เจ้าสัวรุ่น 14 ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ ม.ล.ปุณยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ได้รับรางวัล “นักศึกษาปริญญาเอกดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568″ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี..
  • แบงก์ชาติ เชิญร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธ.ไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ..
  • สวด นพ.อำพน ศิริบุญมา ณ ศาลาเมธังอนุสรณ์ปฎิบัติธรรม  วัดเชียงยืน อ.เมือง จ.เชียงราย 29 ก.ค.- 2 ส.ค.20.00 น.และพระราชทานเพลิงศพ 3 ส.ค.13.00 น. ณ ฌาปนสถานเด่นห้า  เชียงราย.. เจ้าภาพงดพวงหรีด และร่วมบริจาคทำบุญมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ชื่อบัญชี อุดมศรี ศิริบุญมา ธ.กสิกรไทย เลขที่ 154-2-03231-2 เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนมอบให้ รพศ.ชร…
  • Happy Mother’s Day เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ โรงแรมอัศวิน จัดให้ 12 ส.ค.คุณแม่ทานฟรีที่ ห้องอาหารสรัสวดี Lunch 790.- Dinner 890.- เมื่อมาพร้อมกับครอบครัว 4 ท่าน สำรองที่นั่งได้ที่ 02-1595888 Line@asawinhotle ..
  • มูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์ จัดงาน Charity Concert  “FOREVER LOVE รักนิรันดร์ “  17 ส.ค.10.00 – 15.00 น. ที่ห้องเกียรตินาวี ศรีนาวา ราชนาวีสโมสร ท่าช้าง  เพื่อระดมทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ ใบเสร็จรับเงินหักลดหย่อนภาษีได้ ติดต่อ โทร. 081 844 2294  Line ID : ku22ap..
  • ขอร่วมเป็นกำลังใจแก่ทหารกล้าที่ยื่นหยัดปฎิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญทุกนายในทุกปฎิบัติการ ทั้งตามแนวชายแดน พื้นที่ห่างไกล ป้องกันภัยพิบัติ และดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในความเป็นชายชาติทหารไทย ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดคุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัยและสูญเสียน้อยที่สุด #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด..

น้อง

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดย นายธีรยุทธ กิจวรพัฒน์ ผู้อำนวยการธุรกิจสาขา พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา ร่วมมอบถุงยังชีพซึ่งบรรจุข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และของใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ รวมจำนวนกว่า 500 ชุด ได้แก่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเทศบาลเมืองน่าน โดยมี นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน เป็นผู้แทนรับมอบ และได้มอบถุงยังชีพให้แก่โรงพยาบาลน่าน โดยมี พว.นิตยา หงส์เจริญ ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล เป็นผู้แทนรับมอบ นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนในชุมชนบ้านสวนตาล อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

กรุงเทพประกันภัย ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวและฟื้นฟูจากปัญหาอุทกภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสบภัยสามารถติดต่อแจ้งเคลมสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการให้บริการรถยกเพื่อเคลื่อนรถยนต์ไปยังพื้น ที่ปลอดภัย ได้ที่โทร. 1620  

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' รู้เอ็มโอยู...รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

ปัจจุบันนี้ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามักจะได้ยินคำว่า “เอ็มโอยู” (MOU) โดยเฉพาะ MOU 43 และ MOU 44 บ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้อพิพาทเรื่องปราสาทหินและเขตแดนระหว่างสองประเทศ

เอ็มโอยูคืออะไร?   เอ็มโอยู (MOU) ย่อมาจาก Memorandum of Understanding หรือ “บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุข้อตกลงร่วมกันระหว่างสองฝ่าย แม้ว่าเอ็มโอยูจะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันที่จะดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันในอนาคต

เอ็มโอยู 43 และ 44: ข้อตกลงเขตแดนที่สำคัญ

•             MOU 43 (พ.ศ. 2543 / ค.ศ. 2000): เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยเขตแดนทางบก  จัดทำสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

•             MOU 44 (พ.ศ. 2544 / ค.ศ. 2001): เป็นบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล  จัดทำสมัย ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

“เอ็มโอยู 43 MOU43  คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” (MOU on the Survey and Demarcation of Land Boundary) ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543      เอมโอยู 44 MOU 44คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับการกำหนดเขตไหล่ทวีปในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Memorandum of Understanding between Thailand and Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims in the Continental Shelf) ลงนามเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2543

MOU43 ภาษาอังกฤษ https://oneangzone.blogspot.com/2010/08/mou-cambodia-thailand-14-jun-2000.html       

MOU 43  ภาษาไทย

MOU 44  4 ภาษาอังกฤษ https://www.nationtv.tv/politic/378950946

สาระสำคัญของ MOU 43 และ 44

บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังนี้:

1.            ไม่ใช่การแบ่งเขตแดนถาวร: เอ็มโอยูไม่ได้กำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นของใคร แต่ยอมรับให้มี “พื้นที่ทับซ้อน” ที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติในอนาคต

2.            รักษาสถานะเดิม (Status Quo): ข้อตกลงนี้ห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือเพิ่มความตึงเครียด (ข้อ 5 ถือเป็นหัวใจสำคัญ)

3.            จัดตั้งคณะทำงานร่วม (JBC – Joint Boundary Commission): เพื่อดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดน

ข้อห้ามสำคัญในข้อ 5 ของ MOU 43

ข้อ 5 ของ MOU 43 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่พิพาท:

– ภาษาไทย : เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

– ภาษาอังกฤษ: “To facilitate the effective survey along the entire stretch of the common land boundary; authorities of either Government and their agents  shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone, except that which is carried out by the Joint Technical Sub Commission in the interest of the survey and demarcation.

ความหมายเชิงปฏิบัติ: คือการห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม หรือการกระทำที่เป็นการ อ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ (เช่น การแสดงสัญลักษณ์) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ปราสาทเขาพระวิหาร: ความทรงจำที่ไม่จางหาย

แม้เวลาจะผ่านไปกวา 60 ปี แต่  เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2505 ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก  (ICJ) ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชายังคงฝังใจประชาชนไทยจำนวนมาก จนกระทั่ง เอ็มโอยู 43 และ เอ็มโอยู 44 ถูกมองว่าเป็นการสานต่อหรือแม้แต่ “ยอมจำนน” ต่อแนวทางที่อาจเปิดทางให้อีกฝ่ายอ้างสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น

จุดเปราะบางชายแดน : ช่องบก สามปราสาท และเกาะกูด

มีหลายพื้นที่ชายแดนที่ถือเป็นจุดอ่อนไหวและมักเกิดความตึงเครียดขึ้น:

•             ช่องบก: เป็นจุดติดต่อชายแดนที่มีกิจกรรมทางทหารและประชาชนเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นหลายครั้ง

•             สามปราสาท: ได้แก่ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และ ตาควาย ซึ่งถูกจัดว่าอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว มีความซับซ้อนในการตีความแนวเขตแดนตามแผนที่คนละฉบับ

•             เกาะกูดและพื้นที่ทะเลใกล้เคียง: มีศักยภาพในการสำรวจและผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อมีการอ้างสิทธิ์ในเขตทะเลทับซ้อน

การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และผลกระทบ

            ประชาชนชาวไทยและกัมพูชาหลายกลุ่มพยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ตามชายแดน เช่น:

•             ร้องเพลงชาติบริเวณปราสาทหรือจุดพิพาท

•             ผูกผ้าสีธงชาติบนต้นไม้หรือวัตถุในพื้นที่พิพาท

•             ถ่ายคลิปวิดีโอ-ไลฟ์สดบริเวณปราสาทหรือด่านชายแดน

•             จุดธูปสักการะบนปราสาทตาเมือนธมและตาควาย

แม้ว่าเจตนาเหล่านี้จะมาจากความรักชาติ แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจ ขัดต่อเงื่อนไขของข้อตกลงร่วมข้อ 5 ซึ่ง การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่า “ละเมิดข้อตกลง” ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการทูต และในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจดำเนินคดีฐานสร้างความไม่สงบตามชายแดน หรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเดินทางข้ามแดน

การฝ่าฝืนข้อ 5 ของ MOU 43 ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน

กิจกรรมของชาวกัมพูชาหรือชาวไทยในพื้นที่ปราสาทตาเมือนและตาควาย เช่น การร้องเพลงชาติ    ผูกผ้าสีธงชาติ หรือการถ่ายคลิปวิดีโอเชิงสัญลักษณ์เพื่ออ้างสิทธิ์ ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมข้อ 5 เนื่องจาก:

•             เป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครอง: กิจกรรมเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่ง อธิปไตย (national sovereignty) เสมือนประกาศว่าพื้นที่นี้เป็นของกัมพูชาหรือของไทย ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงร่วมที่ต้องการรักษาสถานะเดิม (ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร)

•             ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด: สร้างภาพให้สาธารณชนทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดว่าพื้นที่นี้เป็นของตนแล้ว

•             ก่อให้เกิดความตึงเครียด: กระตุ้นความรู้สึกไม่พอใจในหมู่ประชาชนและทหารที่ดูแลพื้นที่ เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

•             สร้าง “ข้อเท็จจริงบนพื้นที่ (facts on the ground)” เพื่ออ้างสิทธิ์

บทลงโทษผู้ฝ่าฝืน (ในกรณีคนไทย)

1.            ขับไล่ออกจากพื้นที่, ริบของกลาง (เช่น ธง, อุปกรณ์), ห้ามเข้าพื้นที่

2.            ดำเนินคดีส่งฟ้องในศาลไทย

คำแนะนำสำหรับทหารไทยในการชี้แจงประชาชน

กับประชาชนไทย: อธิบายว่ากิจกรรมแสดงสัญลักษณ์บนพื้นที่ปราสาทนั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมเอ็มโอยู MOU 43 ข้อ 5

กับประชาชนกัมพูชา: อธิบายว่า กิจกรรมแสดงสัญลักษณ์อธิปไตย (អត្តាធិបតេយ្យភាព – Attaathibateyyaphap) เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป นั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 (រំលោភលើខណ្ឌទី៥ – Romlob Le Khanda Ti 5) การกระทำดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตึงเครียด (អាចបង្កឱ្យមានការយល់ច្រឡំ និងភាពតានតឹង – Arch Bong Oyu Mean Karyl Kralom Ning Pheapta Toen)

ทหารไทย อาจจัดกิจกรรมมัดใจประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาได้ด้วยการแบ่งของบริจาค ที่เกินความต้องการ เช่นน้ำดื่ม ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป เพื่อสร้างความเป็นมิตร  และใช้พลังอ่อนโยน Soft Power  “เอาชนะใจโดยไม่ต้องรบ”

สรุปคือ ข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 ห้ามกิจกรรมแสดงอธิปไตย เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน เพราะเป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ขัดต่อสถานะเดิมและก่อความตึงเครียด ทหารไทยมีอำนาจจัดการตามข้อตกลง เอ็มโอยู และกฎหมายไทย การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่โทษทั้งทางปกครองและอาญา

แนวปฏิบัติของทหารไทย: เมื่อห้ามการแสดงสัญลักษณ์แล้วแต่คนไทยหรือกัมพูชาไม่เชื่อ

1.            ขั้นสันติวิธี:

o             เตือนด้วยวาจา 2 ครั้ง พร้อมแสดงหลักฐานทางกฎหมาย

o             บันทึกภาพ/เสียง เป็นหลักฐาน

o             รายงานผู้บังคับบัญชา

2.            ขั้นควบคุมตัว:

o             หากเป็นคนกัมพูชา แจ้งให้ทหารฝ่ายกัมพูชาดำเนินการ โดยทหารไทยไม่จับกุมเอง

o             หากเป็นคนไทย แจ้งให้ตำรวจไทยดำเนินคดี

3.            หลีกเลี่ยง:

o             งดใช้ความรุนแรง เพราะอาจทำให้เหตุการณ์ลุกลาม

แนวปฏิบัติของทหารไทย: กรณีคนไทย-เขมร “ต่อยตีกัน” ในพื้นที่ปราสาท

1.            ขั้นเฉียบพลัน:

o             แยกคู่กรณีทันที

o             ปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ

o             กักตัวผู้ก่อเหตุเพื่อสอบสวน

2.            ขั้นสอบสวน:

o             ตั้ง “คณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา” สอบสวน

o             ตรวจสอบกล้องวงจรปิด/หลักฐานภาพ

o             หากผิดกฎหมาย ส่งตัวให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศตน

3.            ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ:

o             เพิ่มจุดตรวจรอบพื้นที่อ่อนไหว

o             จัดการฝึกซ้อมระงับเหตุร่วม (Joint Drill)

o             ตั้ง “สายด่วนแจ้งเหตุ” เฉพาะพื้นที่

โดย สุริยพงศ์