K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

K-BAR บาร์ลับในป่าใหญ่ เปิดเพียงเดือนละครั้ง กับประสบการณ์ฮีลใจใน ‘Khao Yai Art Forest’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

เปิดประสบการณ์ฮีลใจในหนึ่งวัน ณ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ (Khao Yai Art Forest) แลนด์มาร์กศิลปะร่วมสมัยใจกลางเขาใหญ่ ที่ก่อตั้งโดย  มาริษา เจียรวนนท์ เอาใจคนรักงานศิลป์ที่อยากฟินกับประสบการณ์ศิลปะระดับโลกท่ามกลางผืนป่า ดื่มด่ำกับ K-BAR บาร์ลับที่เปิดให้บริการเพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ลิ้มลองอาหารจานสวยฝีมือเชฟที่มีประสบการณ์ในโรงแรม 5 ดาวมากว่า 20 ปี พร้อมบริการรถรับ-ส่งจากกรุงเทพฯ สู่เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์แบบ One day trip ในราคาสบายกระเป๋า

ท่ามกลางผืนป่าเขาใหญ่ มีบาร์ลับแห่งหนึ่งซึ่งเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน (รอบถัดไป 14 มีนาคม 2569) K-BAR ซ่อนตัวอยู่ในเขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ ที่รายล้อมด้วยผลงานศิลปะจัดวางแบบ site-specific ของ Elmgreen & Dragset คู่หูศิลปินร่วมสมัยระดับโลก ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การเคลื่อนย้ายบริบท” อุทิศแด่ Martin Kippenberger ศิลปินชาวเยอรมันผู้ล่วงลับ โดยมีผลงานจิตรกรรม Untitled (1996) ของมาร์ตินเป็นหัวใจสำคัญของบาร์ ทุกแก้วที่ดื่มจึงเป็นบทสนทนาระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งทำให้หลายคนตกหลุมรัก

จากบาร์ลับในป่าใหญ่ คุณจะได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองคอร์สอาหารพิเศษหนึ่งเดียวในไทย “Bloom by Wuttisak Tasting Set” รังสรรค์โดย เชฟวุฒิ–วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยร่วมสมัย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพืชพรรณ ดอกไม้ และวัตถุดิบท้องถิ่น นำมาตีความใหม่สู่ “ศิลปะบนจานอาหาร” ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัสอย่างสมบูรณ์แบบ

ปิดท้ายวันด้วยการเสพงานศิลปะกลางแจ้ง และผลงานศิลปะชิ้นใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก “Pulsus Vitae” โดยกลุ่มศิลปินฝรั่งเศส Scenocosme (Grégory Lasserre และ Anaïs met den Ancxt) งานอินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนให้ผู้ชมแนบหู โอบกอดต้นไม้ และฟัง “เสียงหัวใจ” ที่เต้นไปพร้อมผืนป่า เพื่อรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ ผ่านประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและเงียบงาม

สัมผัสประสบการณ์ศิลปะฮีลใจไปกับ Khao Yai Art Forest  เปิดให้บริการวันพฤหัสบดี–ศุกร์ 12.30–18.00 น. / เสาร์–อาทิตย์ 10.00–18.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 17.30 น.) พิเศษ! บริการรถรับส่งไป–กลับในวันเดียว ให้บริการทุกวันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. เริ่มออกเดินทางจาก Bangkok Kunsthalle (บางกอก คุนส์ฮาเลอ) และขากลับจาก Khao Yai Art Forest เวลา 17:00 น. ค่าบริการ 500 บาท / ท่าน (ไป–กลับ) ราคานี้ไม่รวมบัตร Full Site Admission (จำกัดที่นั่ง)

สำรองที่นั่งล่วงหน้า: Khao Yai Art Forest  ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่: https://www.facebook.com/profile.php?id=61569868164323 

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

Modernform เปิดตัวแคมเปญ ‘The Way She Works’ เมื่อ ‘พื้นที่ทำงาน’ มีผลต่อความสำเร็จของผู้หญิงทำงานยุคใหม่

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

ในวันที่ผู้หญิงมีบทบาทในโลกธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ใครเป็นผู้นำ” แต่คือ “พื้นที่แบบไหน ที่ทำให้ผู้นำเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

Modernform ในฐานะแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานชั้นนำของประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “The Way She Works”  ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม หรือ  International Women’s Day เพื่อชวนทุกคนเปิดรับมุมมองความสำเร็จ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่ทำงาน” วิธีคิด และพลังการทำงานของผู้นำหญิงไทยยุคใหม่

เอย – ภัทศา อัตตนนท์ 

พื้นที่ที่ดี สร้างแรงบันดาลใจที่เป็นจริงได้

ตลอดกว่า 40 ปี Modernform ได้ทำงานร่วมกับองค์กรไทยหลากหลายวงการ และเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการทำงาน โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะในสายครีเอทีฟ แบรนด์ แฟชั่น หรือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือ “วิธีคิด” และ “พลังในการทำงาน” ที่แตกต่าง Modernform เชื่อว่า พื้นที่ที่ดี ไม่ได้มีผลแค่กับความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อพลัง ความคิด และผลลัพธ์ของทั้งทีม แนวคิดนี้สะท้อน Brand Idea ของเรา“Your Modern Aspiration”  ที่เชื่อว่าทุกแรงบันดาลใจ เป็นจริงได้ในแบบคุณ

บุ๋ม – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

 4 ผู้หญิงรุ่นใหม่ 4 มุมมอง ชีวิตการทำงาน

แคมเปญนี้รวบรวมเรื่องราวของ 4 ผู้หญิงทำงานรุ่นใหม่ที่มีวิธีการทำงานและรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน เริ่มจาก เอย – ภัทศา อัตตนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จงรักดี จำกัด หัวเรือใหญ่เบื้องหลังแคมเปญโปรโมตซีรีส์ Squid Game อย่าง “โกโกวาใหญ่ที่สุดในโลก” และแคมเปญสุดยิ่งใหญ่มากมาย เธอเชื่อว่า “ผู้นำที่ดี ต้องรักษาพลังของคนในทีม” Workspace จึงต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเป็นตัวเองได้เต็มที่

บุ๋ม – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์  นักการตลาดมือทอง และเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือ #TheExtraordinar  เธอเชื่อว่า “ธุรกิจที่มีหัวใจ จะเติบโตในหัวใจผู้คน” การลงมือทำจริง และเข้าใจคน คือหัวใจของทีมที่แข็งแรง  

พลอย – หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ นักออกแบบตกแต่งภายใน และ Co-Founder จาก PHTAA living design เธอมองว่า “ดีไซน์พื้นที่ คือการปลดล็อกศักยภาพของคน” Space ที่ดีต้องยืดหยุ่น และรองรับการทำงานหลายรูปแบบขณะที่

แพง – รยา วรรณภิญโญ Co-founder ผู้ก่อตั้งแบรนด์ GENTLEWOMAN เธอเชื่อว่า “อย่าสร้างตามเทรนด์ ต้องสร้างในแบบของตัวเอง” พื้นที่ทำงานจึงต้องสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของแบรนด์

แม้ทั้ง 4 คนจะมีมุมมองต่างกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า พื้นที่ที่เราอยู่ทุกวัน มีผลต่อพลัง ความคิด และความสำเร็จในการทำงาน

พลอย – หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ 

จากแคมเปญสู่บทบาทผู้นำทางความคิดด้าน Workspace

“The Way She Works” ไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ Modernform ในฐานะแบรนด์ที่เชื่อว่า Workspace ที่ดี คือพื้นฐานสำคัญของการเติบโตของผู้คนและองค์กร มุ่งเป็นมากกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ด้านการออกแบบและพัฒนาพื้นที่ทำงาน ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการทำงานยุคใหม่ ทั้งในมิติของประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน

ถ่ายทอดแนวคิดสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง

เพื่อสะท้อนแนวคิดดังกล่าวสู่การใช้งานจริง แคมเปญนี้ยังเชื่อมโยงกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ “Steelcase Karman High Back” เก้าอี้ผู้บริหารยุคใหม่ ดีไซน์ทันสมัย ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานที่ยาวนาน และเสริมประสบการณ์การนั่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แพง – รยา วรรณภิญโญ

Modernform ยังคงมุ่งพัฒนาแนวคิดและโซลูชันที่ช่วยยกระดับพื้นที่ทำงานขององค์กรไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า เมื่อพื้นที่สามารถสนับสนุนศักยภาพของผู้คนได้อย่างแท้จริง แรงบันดาลใจและความสำเร็จก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน และนั่นคือความหมายของ Your Modern Aspiration ในแบบฉบับของโมเดอร์นฟอร์ม

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน้าร้อน สิ่งที่ต้องระวังคือ  น้ำที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ. สาวินี จิริยะสิน

พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ  

“หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”  พญ. สาวินี กล่าว

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอี แบคทีเรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเคมีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ

“กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ. สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี   กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

ไวรัสตับอักเสบ ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนเกิด มะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบ ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนเกิด มะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบ ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนเกิด มะเร็งตับ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) คือการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เซลล์ตับอักเสบและถูกทำลาย มีทั้งติดเชื้อฉับพลันและเรื้อรัง หากไม่รักษาอาจนำไปสู่ ภาวะตับวาย ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ ได้ โดยมีเชื้อไวรัส 5ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ A, B, C, D และ E โรคนี้มักมีอาการไม่ชัดเจน หรือมีอาการน้อยทำให้หลายคนไม่รู้ตัว จึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

แพทย์หญิงศศิพิมพ์ จามิกร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบที่ทุกคนควรรู้  พร้อมแนวทางการป้องกันและรักษา 

แพทย์หญิงศศิพิมพ์ จามิกร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล

ชนิดของไวรัสตับอักเสบ

ชนิดของไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่ A, B, C, D และ E ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธีการติดต่อ ความรุนแรง และแนวทางป้องกันที่แตกต่างกันดังนี้

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) การติดต่อ : อาหารและน้ำปนเปื้อน, สัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย

 ความรุนแรง : ไม่เรื้อรัง ส่วนใหญ่หายได้เอง

อาการระวัง : ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง การป้องกัน : ดื่มน้ำต้มสุก อาหารปรุงสุก ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ฉีดวัคซีนได้ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

การติดต่อ :  เลือดและสารคัดหลั่ง เช่น เพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ผู้ใช้ยาเสพติด, บุคลากรแพทย์ถูกเข็มตำมือ, การติดเชื้อจาก แม่สู่ลูก มีโอกาสพบบ่อยมากที่สุด

ความรุนแรง : ติดเชื้อฉับพลันจนตับอักเสบรุนแรง และอาจเรื้อรัง เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ

การป้องกัน : วัคซีนป้องกันไวรัสบี ฉีดให้ทารกแรกเกิดทุกราย ช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)

การติดต่อ : เลือดเป็นหลัก เช่น เข็มร่วม ใช้อุปกรณ์สัก เจาะที่ไม่ปลอดภัย

ความรุนแรง : พัฒนาเป็นเรื้อรังได้สูง เสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ

การรักษา : ปัจจุบันมียารักษารูปแบบรับประทานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถหายขาดได้

การป้องกัน : ยังไม่มีวัคซีน ต้องเลี่ยงความเสี่ยงโดยตรง

ไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D)

การติดต่อ : ผ่านเลือด และเกิดร่วมกับไวรัสบีเท่านั้น

ความรุนแรง : ทำให้โรคตับอักเสบบีรุนแรงขึ้นมาก ตับแข็ง มะเร็งตับ

การป้องกัน : ฉีดวัคซีนไวรัสบี ป้องกันไวรัสดีได้เช่นกัน

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E)

การติดต่อ : รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะเนื้อหมู หอย หรือน้ำดื่มไม่สะอาด

ความรุนแรง : ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ส่วนใหญ่หายเอง แต่ใน หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ อาจตับอักเสบรุนแรงได้

การป้องกัน : สุขอนามัยอาหารและน้ำดื่ม กินเนื้อหมูสุก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ คันตามผิวหนังเรื้อรัง

ใครบ้างควรตรวจไวรัสตับอักเสบ?

ควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง หากคุณมีความเสี่ยงเหล่านี้ มีค่าตับผิดปกติ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้ยาเสพติดทางเข็ม หรือสักเจาะตามร้านที่ไม่ปลอดภัย ใช้เลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือด บุคลากรทางการแพทย์ หญิงตั้งครรภ์ หรือมีคนในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี

แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด

การรักษาไวรัสตับอักเสบขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส ระดับความรุนแรงของการอักเสบของตับ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้

การรักษาไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) :: ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะทาง ส่วนใหญ่ อาการจะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และติดตามการทำงานของตับ อาการมักหายภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) :: หากเป็นเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจหายเองได้ หรือจำเป็นต้องได้รับยารักษา แต่ถ้าเป็นเรื้อรัง แพทย์อาจให้ ยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมปริมาณเชื้อ ลดการอักเสบของตับ ต้องติดตามค่าตับและปริมาณเชื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันตับแข็งและมะเร็งตับ ผู้ที่เป็นพาหะ (Carrier) จำเป็นต้องตรวจติดตามสม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการ

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) :: จจุบันมี ยาต้านไวรัสชนิด DAAs ที่ให้ผลการรักษาสูงมาก มีโอกาสหายขาดมากกว่า 95% หากเริ่มรักษาเร็ว และควบคุมปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งรักษาได้ผลดี และลดความเสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ

การรักษาไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D) :: ต้องรักษาควบคู่กับไวรัสบี เนื่องจากเชื้อดีจะพบเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อบีมาก่อน จึงต้องดูแลโดย แพทย์ชำนาญการด้านโรคตับ อย่างใกล้ชิด

การรักษาไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) :: คล้ายกับไวรัสเอ คือเน้นรักษาตามอาการ ในผู้ป่วยตั้งครรภ์ ไตวายเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเป็นรุนแรงจนอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ

ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอับเสบบีตามแพทย์แนะนำ, ป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์, ใช้อุปกรณ์เข็มฉีดยาที่ปลอดภัย ไม่ใช้ร่วมกัน, เลือกกินอาหารสุก น้ำสะอาด,ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง  ที่ประเทศเปอร์เซีย   มีคนหูหนวกคนหนึ่ง ได้ข่าวว่าเพื่อนสนิทของเขาล้มป่วยหนัก แม้ว่าเขาจะเป็นคนหูหนวกที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่คิดว่าตามมารยาทแล้ว เขาควรจะไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านเพื่อแสดงความห่วงใย

                 เขากังวลว่า “ฉันเป็นคนหูหนวก ถ้าเขาพูดอะไรมา  ฉันคงไม่ได้ยิน แล้วจะคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไร?” 

                 แต่แล้วคนหูหนวก ก็คิดแผนการอันชาญฉลาดขึ้นมาได้  โดยตัดสินใจว่าเขาจะ “คาดเดา” คำตอบล่วงหน้า โดยประเมินจากบทสนทนาปกติที่คนเยี่ยมไข้คุยกัน

                 คนหูหนวกวางแผนในหัวไว้ดังนี้:

คำถาม:  “เป็นอย่างไรบ้าง?”… คำตอบที่คาดไว้: “ดีขึ้นแล้ว” หรือ “สบายดี”

                 เขาจะตอบว่า: ”  ดีจริงๆ  ยินดีด้วยนะ”

คำถาม: “กินอะไรเป็นอาหารล่ะ?” คำตอบที่คาดไว้: “ข้าวต้ม” หรือ “อาหารอ่อนๆ”

                 เขาจะตอบว่า: “ดีมากเลย ของแบบนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก กินเข้าไปเยอะๆ ทุกวันนะ”

คำถาม: “หมอพวกไหนมาดูแลล่ะ?”  คำตอบที่คาดไว้: “หมอชื่อ…”

เขาจะตอบว่า: “พวกนี้ฝีมือเยี่ยมจริงๆ! อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เมื่อเตรียมการเสร็จ   ชายหูหนวกก็รีบเดินทางไปยังบ้านของเพื่อนด้วยความมั่นใจ

                 เมื่อไปถึงที่เตียงผู้ป่วย เพื่อนคนนั้นกำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรงและอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย

ชายหูหนวกถาม: “รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เพื่อน (ตอบด้วยความหงุดหงิด): “ฉันป่วยหนักมาก กำลังจะตายอยู่แล้ว!”
ชายหูหนวก (ยิ้มแย้ม): “ดีจริงๆ    ยินดีด้วยนะ “

เพื่อนถึงกับอึ้งและโกรธจัด แต่ชายหูหนวกไม่รู้เรื่อง เขาถามต่อตามแผน

ชายหูหนวกถาม: “แล้วกินอะไรเป็นอาหารล่ะ?”
เพื่อนบ้าน (ตะคอก): “กินยาพิษน่ะสิ!”
ชายหูหนวก (พยักหน้า): “ดีมากเลย สิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก กินเข้าไปเยอะๆ ทุกวันนะ”

เพื่อนโกรธจนตัวสั่น    แล้วชายหูหนวก พูดด้วยคำถามสุดท้าย

ชายหูหนวกถาม: “แล้วหมอคนไหนมาดูแลเพื่อนล่ะ?”
เพื่อนบ้าน (ตะโกน): “มัจจุราช และยมพบาล น่ะสิที่มาหาข้า!”
ชายหูหนวก (ยิ้ม): “พวกนี้ฝีมือเยี่ยมจริงๆ! อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย”

              ชายหูหนวกเดินออกจากบ้านมาด้วยความอิ่มเอมใจ คิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่เพื่อนบ้านที่ดีและปลอบประโลมผู้ป่วยได้อย่างยอดเยี่ยม   ในขณะที่เพื่อนบ้านที่ป่วยแทบจะกระโดดลงจากเตียงคนไข้   มาทำร้ายเขาด้วยความแค้น

              การกระทำของชายหูหนวก เป็นความพยายามทำความดี  (เวยยาวัจจมัย)ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ในพุทธศาสนา  แต่เพราะ ความประมาทไม่รอบคอบ ทำให้เกิดผลในทางกลับกัน

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดี หรือประสงค์ดีอย่างไม่รอบคอบ  หรือคิดเอาเอง   หรือ คิดแต่งเรื่องขึ้นเอง    อาจจะเป็นการทำร้าย     ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือโกรธแค้นได้”  

              เรียบเรียงจากนิทานโบราณของเปอร์เซียโบราณหลายร้อยปี   เรื่อง  เมื่อชายหูหนวกไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วย The Deaf Man Visiting a Sick Neighbor  โดย รูมิ Rumi

คุณแหน : 4 มีนาคม 2569

คุณแหน : 4 มีนาคม 2569

คุณแหน : 4 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดงานนมัสการหลวงพ่อเพชรและสมโภชเมืองพิจิตร ประจำปี 2569 พร้อมนำทุกภาคส่วนถวายพานบัวพุทธบูชาหน้าองค์หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวพิจิตร..
  • วิทยา ผิวผ่อง เป็นประธานพิธีงานวิชาการ SIBA EXPO 2026 “จากห้องเรียน…สู่การลงมือปฏิบัติจริง” เพื่อแสดงศักยภาพและงานประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติชาว SIBA ประจำปีการศึกษา 2569 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ฯ โดยมี พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ ให้การต้อนรับ..
  • ช่วงนี้เพื่อนๆตาร้อนที่ จีรานุช ภิรมย์ภักดี ได้ไปทริปเรือสำราญสำรวจขั้วโลกสุดหรู Le Commandant Charcot เป็นเวลา 5 อาทิตย์..
  • ยินดีกับ รุ่งโรจน์ แจ่มพิทยากรณ์, รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี, สุลักขณา ธรรมานุสติ ที่ได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน..
  • สภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล เป็นประธานต่ออีกสมัย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดปี 2569–2571..
  • กนกวิภา วิริยประไพกิจ พร้อม ณัฐพงศ์ วนวงศ์สวัสดิ์ ร่วมต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนในหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาองค์กร ณ บจ.สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง..
  • รับเทศกาลปีใหม่จีนอิ่มทั้งบุญและอิ่มท้อง จรินทร์ทิพย์ ปฐมศักดิ์ นัดเพื่อนๆกลุ่ม Klein วบส.2 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ดร.ศรีสุภางค์ มอฤทธิ์, รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์, นฤมล บุญสนอง  ไปไหว้พระไหว้เจ้า ณ วัดมังกรฯ และไปกินอาหารจีนอร่อยๆ ที่เซียงปิงเหลา รร.แกรนด์ไชน่า แถมแวะไปชม หลุยส์ วิตตอง โฮเทล แบงค็อก อีกด้วย..
  • ดร.นิพนธ์ นาชิน ตอกย้ำสร้างความเชื่อมั่นของ บจ.อัลฟ่าเซค (ALPHASEC) ได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 29110 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและเป็นระบบ..
  • ดนัย นาคประเสริฐ, ภก.อภิชาติ ปฎิโภคสุทธิ์, สมศักดิ์ สัจยากร พร้อมเพื่อนๆ BCC รุ่น126 ไปร่วมงานอาลัยในงานฌาปนกิจเพื่อนร่วมรุ่น อภิณัณณ์ คงสมบูรณ์เวช..
  • สุมิตรา หงษ์จินตกุล บริจาคเงิน สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี โดยมี มาลี สังวาลย์เล็ก รับมอบ..
  • โครงการธรรมศาสตร์ทูเกตเตอร์ โดย บจ.ทียู ทูเก็ตเตอร์ ร่วมกับ เหวินปิง เซี่ยว ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 6 มอบเงินบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ของ รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย รับมอบ..
  • สวด กัลยา อนันตมงคล มารดา บัณฑิต อนันตมงคล ศาลา 13 วัดชลประทานรังสฤษฎ์ 27 ก.พ.-4 มี.ค.19.00 น.(3 มี.ค.งด) ฌาปนกิจ 5 มี.ค.10.00 น..

น้องใหม่

กรุงเทพประกันภัย จับมือกรมสุขภาพจิต ชวนตระหนักถึงภัยปัญหาสุขภาพจิต

กรุงเทพประกันภัย จับมือกรมสุขภาพจิต  ชวนตระหนักถึงภัยปัญหาสุขภาพจิต

กรุงเทพประกันภัย จับมือกรมสุขภาพจิต ชวนตระหนักถึงภัยปัญหาสุขภาพจิต

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าโครงการเชิงรุกเพื่อสังคม จัดกิจกรรม กรุงเทพประกันภัย ส่งเสริมสุขภาพใจ ใส่ใจสุขภาพจิต ภายใต้แนวคิด ยินดีที่ได้รู้ใจ เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความตระหนัก และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะทางใจ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุภาภรณ์ ศิวกีรัตตนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต และ ทัศพงศ์ บุศยพลากร ผู้อำนวยการ ธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ RBAC Hall มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต เมื่อเร็วๆ นี้

โดยวัตถุประสงค์ของจัดงาน มุ่งเน้นไปยังการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การตระหนักถึงภัยเงียบของปัญหาสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะทางใจ การมีสุขภาพจิตที่ดี การทำความเข้าใจต่อภาระทางจิตใจ ซึ่งอาจเกิดจากการถูกคาดหวังหรือความต้องการการยอมรับในโลกโซเชียล การจัดการกับสภาวะอารมณ์ของตัวเอง และการดูแลคนรอบข้างอย่างเหมาะสม ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ นิทรรศการให้ความรู้แบบ Interactive และสื่อวิดีโอกราฟิกที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 4 คาแรกเตอร์ ได้แก่ น้องรู้ใจ น้องใส่ใจ น้องเปิดใจ และน้องเบาใจ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาที่เจาะลึกทั้งการดูแลสุขภาพกายและใจ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรง ได้แก่ พญ.ญานิกา วลีอิทธิกุล รองผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เขื่อน – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ นักจิตบำบัดและเจ้าของแคมเปญจุดพักใจ และ หมอฟรัง – นรีกุล เกตุประภากร นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษา

พญ.ญานิกา วลีอิทธิกุล กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างอารมณ์เศร้าปกติกับโรคซึมเศร้า รวมถึงข้อควรระวังในการวินิจฉัยโรคเองจากโซเชียลมีเดียว่า “อารมณ์เศร้าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเคยเจอเวลามีเรื่องกระทบจิตใจ แต่โรคซึมเศร้าคือสภาวะที่เศร้าต่อเนื่องยาวนานจนกระทบต่อร่างกาย ความคิด และอารมณ์ ยิ่งตอนนี้วัยรุ่นใช้เวลาอยู่ในโลกโซเชียลค่อนข้างเยอะ ปัญหาคือคนเรามักจะมองหาจุดเชื่อมโยงว่า อาการที่เกิดขึ้นเหมือนจะเป็นโรคซึมเศร้าตามที่ได้ทราบมา ทั้งที่จริงอาจเป็นเพียงความเศร้าชั่วขณะ หากสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่ เราแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอคำแนะนำแทนการรีบตีตราตัวเองว่ามีความผิดปกติ”

ส่วนศัพท์ใหม่อย่างเทรนด์ Bed Rotting หรือการนอนเปื่อยอยู่บนเตียงทั้งวัน ซึ่งวัยรุ่นต่างบอกว่ามันคือการชาร์จแบต แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่าขี้เกียจ พญ.ญานิกา แสดงความคิดเห็นว่า “ถ้าทำในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมองก็ถือว่ามีประโยชน์และช่วยชาร์จพลังได้ แต่ไม่ควรทำติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียให้สมองสับสน โดยสมองจะแยกไม่ออกว่าเตียงคือที่นอนหลับหรือที่พักผ่อน หรือหากทำติดต่อกันนานๆ อาจกลายเป็นการนอนเพื่อหนีปัญหา การนอนนานๆ ยังทำให้ความตื่นตัวลดลง ร่างกายเฉื่อยชา อาจกลายเป็นคนหมดไฟได้ในท้ายที่สุด ดังนั้นเราจึงต้องมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดว่าทำเพื่อผ่อนคลายและต้องทำอย่างพอเหมาะ ข้อสำคัญคือต้องไม่กระทบความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน หากทำแล้วหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ อีกทั้งยังจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อการกระทำนี้จากความขี้เกียจให้เข้าใจว่าเป็นการพักผ่อนที่มีคุณภาพด้วย”

เขื่อน – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ กล่าวถึงสาเหตุที่โซเชียลมีเดียส่งผลให้เกิดนิสัย People Pleasing การยอมตามใจคนอื่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีที่มามาจากกลไกทางจิตใจและความกดดันทางสังคมว่า “โซเชียลมีเดียสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ฉันต้องเก่ง ต้องดัง และต้องเพอร์เฟกต์ เมื่อไม่สามารถทำได้ตามภาพที่เห็นจึงเกิดเป็นความกดดันต่อตัวเองอย่างหนัก คนที่มีแนวโน้มเป็น People Pleaser มักจะผูกคุณค่าและความรู้สึกดีของตัวเองไว้กับการถูกยอมรับ แต่ก็แฝงไปด้วยความกลัวว่าจะไม่ถูกรัก โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่ที่คนกลุ่มนี้พยายามทำทุกอย่างให้คนอื่นชอบและมองว่าตนเองเก่ง ทั้งหมดเพื่อใช้เสียงตอบรับจากคนอื่นเป็นเหมือนกระจกสะท้อนยืนยันคุณค่าในตัวเอง”

หมอฟรัง – นรีกุล เกตุประภากร บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลใจและมุมมองต่อความสำเร็จของคนในยุคนี้ที่มักมาพร้อมความกดดันว่า “เราควรหันมาโฟกัสตัวเองมากกว่าเสียงรอบข้าง เพราะสุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เดิมทีเราก็เคยเป็นคนที่กดดันตัวเองและพยายามทำให้ทุกคนพอใจ จนตัวเองเป็นทุกข์ แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าในวันที่ทุกข์ที่สุด คนที่อยู่กับเราก็คือตัวเราเอง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพร้อมปล่อยวางผลลัพธ์ภายนอกที่ไม่เป็นดั่งใจอยู่เสมอ และเมื่อเจอปัญหา อย่ามัวแต่ Zoom In จนเห็นเพียงมุมมองแคบๆ แต่อยากให้ลอง Zoom Out ถอยออกมามองภาพกว้างเพื่อจะได้เห็นว่าชีวิตยังมีด้านดีอื่นๆ อีก เช่น ครอบครัว เพื่อน การมีสุขภาพดี หรือการมีอากาศหายใจ นอกจากนี้ เรายังควรดูแลร่างกาย กินอาหารดีๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะบางครั้งการตื่นมาด้วยความสดชื่นก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองได้”

กรุงเทพประกันภัย มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแกร่งให้แก่นักศึกษาและผู้ร่วมกิจกรรม รวมถึงได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมให้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและมีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร. 1323

MBK Care สานต่อ ปฏิทินเก่ามีค่า…เราขอ ปีที่ 8 ส่งต่อโอกาสการศึกษาให้ผู้พิการทางสายตา

MBK Care สานต่อ ปฏิทินเก่ามีค่า...เราขอ ปีที่ 8  ส่งต่อโอกาสการศึกษาให้ผู้พิการทางสายตา

MBK Care สานต่อ ปฏิทินเก่ามีค่า…เราขอ ปีที่ 8 ส่งต่อโอกาสการศึกษาให้ผู้พิการทางสายตา

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

เอ็ม บี เค ตอกย้ำวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ MBK Care อาสาทำดี ปันน้ำใจสู่สังคม ปฏิทินเก่ามีค่า…เราขอ ประจำปี 2569 มอบปฏิทินเก่าสร้างสื่ออักษรเบรลล์ เพื่อเสริมทักษะและพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้พิการทางสายตา จากการรวบรวมปฏิทินจากพนักงานบริษัทในเครือ เอ็ม บี เค รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค จำนวนกว่า 13,447 เล่ม พร้อมด้วยข้าวมาบุญครอง ผลิตภัณฑ์ของกิน ของใช้จำเป็นสำหรับเด็กและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่งมอบให้ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  เมื่อเร็วๆ นี้

ในการนี้ผู้บริหารในเครือ เอ็ม บี เค และตัวแทนพนักงานได้ร่วมกิจกรรมสำคัญเพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตและการเรียนรู้ของผู้พิการทางสายตา อาทิ การเยี่ยมชมรับฟังเรื่องราวการก่อตั้งมูลนิธิฯ ที่เป็นที่พึ่งพิงและสร้างโอกาสให้ผู้พิการทางสายตามาอย่างยาวนาน รวมถึงนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ ในห้องเครื่องแปลภาษาอักษรเบรลล์ไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตสื่อการสอนที่ช่วยเปลี่ยนตัวอักษรปกติให้เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส และได้เยี่ยมชมห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ซึ่งเป็นผลงานแฮนด์เมดอันประณีตจากฝีมือน้อง ๆ ในมูลนิธิฯ อีกด้วย

มงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลิซซิ่ง จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้บริหารเครือเอ็ม บี เค ได้ถ่ายทอดความรู้สึกจากการมาเยือนมูลนิธิฯ ในครั้งนี้ว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง และรู้สึกทึ่งในศักยภาพของน้อง ๆ มากครับ แม้ร่างกายจะมีความจำกัด แต่หัวใจของพวกเขาไม่ได้บอดเลย น้อง ๆ ใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งราวกับคนปกติ เพียงแค่มีเครื่องมือช่วยนำทางผมประทับใจที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้เพียงแค่สอนหนังสือ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้น้องๆ เติบโตไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นผู้ให้ กลับคืนสู่ผู้อื่นด้วย เป็นภาพที่น่าประทับใจและสร้างพลังบวกให้พวกเราทุกคนอย่างมากครับ”

ด้าน ธนากร บุญกลาง ตัวแทนจิตอาสา MBK Care จากศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ถ่ายทอดความประทับใจจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มาร่วมกิจกรรม MBK Care หลังจากที่ทราบมาตลอดว่าบริษัทเรามีโครงการดี ๆ แบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกประทับใจมากที่ได้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงโรงเรียนหรือมูลนิธิ แต่เป็นพื้นที่แห่งการ เติมเต็ม และ สร้างโอกาส ผมสัมผัสได้ถึงความพยายามในการพัฒนาศักยภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้กับน้อง ๆ เยาวชน เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตไปทำหน้าที่รับใช้สังคมได้อย่างภาคภูมิใจในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมกันครับ”

ปิดท้ายความประทับใจด้วยรอยยิ้มจาก น้องธีรพิชญ์ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ที่ได้กล่าวถึงความรู้สึกในวันนี้ว่า “ผมรู้สึกดีใจและมีความสุขมากครับที่พี่ ๆ มาเยี่ยมพวกเราในวันนี้ นอกจากของกินอร่อย ๆ อย่างพิซซ่าที่นำมาเลี้ยงแล้ว ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่นึกถึงและนำสิ่งดี ๆ มามอบให้พวกเรา ขอบคุณมากครับ”

‘จากรุ่นสู่รุ่น’ ฉลองสายสัมพันธ์ 99 ปี สปิริตศิษย์มาแตร์เดอี ระดมทุนติดอาวุธทางปัญญา

‘จากรุ่นสู่รุ่น’ ฉลองสายสัมพันธ์ 99 ปี สปิริตศิษย์มาแตร์เดอี ระดมทุนติดอาวุธทางปัญญา

‘จากรุ่นสู่รุ่น’ ฉลองสายสัมพันธ์ 99 ปี สปิริตศิษย์มาแตร์เดอี ระดมทุนติดอาวุธทางปัญญา

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

อบอุ่นหัวใจกันถ้วนหน้ากับงาน “The Spirit of Mater Dei” เพื่อฉลองก้าวสู่ปีที่ 99 สานสัมพันธ์เซอร์เวียมจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนับเป็นภาพความประทับใจที่หาดูได้ยาก เมื่อรั้วฟ้า-ขาว เปิดต้อนรับเหล่าศิษย์เก่าหลากหลายเจเนอเรชันกลับมาเยือนบ้านหลังที่สองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในงาน “The Spirit of Mater Dei” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระพิเศษในโอกาสที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก้าวเข้าสู่ปีที่ 99 อย่างสง่างาม ในบรรยากาศเปี่ยมรักกลางสวนสวยอันร่มรื่นใจกลางโรงเรียน ซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความอันอบอุ่นของครอบครัวมาแตร์เดอีฯ ที่ต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

นนทกานต์ ทัพพะรังสี นายกสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หัวเรือใหญ่ในการจัดงาน เผยถึงความตั้งใจสำคัญว่า “งานจัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้น้องๆ มาแตร์ฯ รุ่นต่อไปได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”

ไฮไลต์สำคัญของงานคือพิธีส่งต่อจิตวิญญาณ “รุ่นสู่รุ่น” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สะกดสายตาทุกคน โดยเริ่มจากพิธีเปิดงานสุดชื่นมื่น ซึ่งได้รับเกียรติจากอดีตนายกสมาคมฯ และผู้บริหารโรงเรียนผู้เป็นที่เคารพรัก อาทิ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน, ท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน, อาจารย์สุมิตรา พงศธร และ อาจารย์ทีนามารี ผลาดิกานนท์

ภาพความประทับใจเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนนักเรียนปัจจุบัน ทั้งหัวหน้าโรงเรียนและหัวหน้าสีบ้านทั้ง 4 สี (สีฟ้า, สีแดง, สีเหลือง และสีเขียว) ร่วมกันมอบธงประจำโรงเรียนและธงสี ส่งต่อให้กับอดีตนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการสมาคมฯ อาทิ คุณนพพร ชีวานันท์, พรพรรณ พรประภา, สุดถนอม กรรณสูต, อรนุช ว่องปรีชา, ศรีชนก วัฒนศิริ, เพชรรินทร์ มีเดช และ พิมพร ชีวานันท์ ภายใต้คอนเซปต์ “รุ่นสู่รุ่น” สะท้อนถึงสายใยความผูกพันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

นอกจากพิธีการที่เปี่ยมความหมายแล้ว ภายในงานยังเต็มไปด้วยความสนุกสนานจากการออกร้าน “ช้อป-ชิม” ของเหล่าศิษย์เก่าที่นำสินค้าคุณภาพและอาหารเลิศรสมาจำหน่ายกันอย่างคึกคัก พร้อมการแสดงศักยภาพทางศิลปะและดนตรีจากพี่น้องมาแตร์ฯ หลากรุ่นที่สลับสับเปลี่ยนกันมาสร้างรอยยิ้มตลอดทั้งวันด้วยความอิ่มเอมใจ สมกับชื่องานที่แสดงถึง “Spirit” ของชาวมาแตร์เดอีฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย จิตวิญญาณแห่งการรับใช้ (Serviam) และความรักใคร่กลมเกลียวยังคงเบ่งบานอยู่เสมอตลอดไป

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ​

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์  ช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยในจังหวัดสงขลา     ​

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ​

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ส่งมอบสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อช่วงปลายปี 2568 โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้จัดเตรียมสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคและบริโภคที่สำคัญ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 845,884 บาท เพื่อนำไปกระจายความช่วยเหลือให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาที่ยังคงได้รับความเดือดร้อน และเป็นการช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน ในการเฝ้าระวัง การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ตามพระปณิธานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ