ซีพีผนึกกำลังพันธมิตรเปิดม่าน “มหาอุปรากร สะท้านปฐพี” งิ้วแต้จิ๋วระดับโลก ฉลองสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี

ซีพีผนึกกำลังพันธมิตรเปิดม่าน “มหาอุปรากร สะท้านปฐพี”   งิ้วแต้จิ๋วระดับโลก ฉลองสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี

ซีพีผนึกกำลังพันธมิตรเปิดม่าน “มหาอุปรากร สะท้านปฐพี” งิ้วแต้จิ๋วระดับโลก ฉลองสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นปีสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน  เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยพันธมิตร นำการแสดงอุปรากรจีนแต้จิ๋วอันดับหนึ่งจากเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง  สาธารณรัฐประชาชนจีน “คณะกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง” มาเปิดม่านการแสดงเพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อชุดว่า “มหาอุปรากร สะท้านปฐพี” พร้อมขนทัพนักแสดงและทีมงานกว่า 80 ชีวิตมาร่วมถ่ายทอดการแสดงสด ทั้งการขับร้องและบรรเลงดนตรีเต็มวง ผสานแสง สี เสียงสุดตระการตา ตลอดการแสดง 7 วัน ไม่ซ้ำเรื่อง สะท้อนคุณธรรมแบบจีนโบราณ ทั้งด้านความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และ ความเสียสละ ระหว่างวันที่ 10 – 16 กรกฎาคม 2568 ที่ ทรู ไอคอน ฮอลล์  ไอคอน สยาม

เฉิน ทาว ผู้ว่าการเมืองซัวเถา, อู๋ จื้อ อู๋ อัครราชทูต รักษาการแทน ออท. สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วย รมว. กระทรวงการต่างประเทศ, ธนินท์ เจียรวนนท์ ปธ.อาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ปธ.กก.หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมตัดริบบิ้นเปิดการแสดง

อู๋ จื้อ อู๋ อัครราชทูตจีน กล่าวเปิดงาน

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วย รมว. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงความยินดี

ในการนี้ได้รับเกียรติจาก เฉิน ทาว ผู้ว่าการเมืองซัวเถา, อู๋ จื้อ อู๋ อัครราชทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมตัดริบบิ้นเปิดการแสดง “มหาอุปรากร สะท้านปฐพี” รอบปฐมทัศน์เรื่อง “ยุทธภูมิสี่หนึ่งจิว” พร้อมคำบรรยายภาษาไทย จีน และอังกฤษ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม องค์กร และประชาชนชาวไทยและจีน เข้าร่วมชมอย่างล้นหลาม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568  ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร 

เฉิน ทาวอู๋ จื้อ อู๋ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารีธนินท์ เจียรวนนท์,ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ และ เกรียงไกร เธียรนุกุล พร้อมด้วยพันธมิตรร่วมจัดงาน

ผาณิต พูนศิริวงศ์,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล,เฉิน ทาว,สนั่น อังอุบลกุล,ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,ธนินท์ เจียรวนนท์,ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์,เกรียงไกร เธียรนุกุล และพนิดา เทพกาญจนา

ผาณิต พูนศิริวงศ์,จรรย์สมร วัธนเวคิน,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล,วรรณสมร วรรณเมธี, และพนิดา เทพกาญจนา

คณะกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง  ถือเป็นคณะอุปรากรแต้จิ๋วอันดับ 1 ของจีน มีบทบาทสำคัญในการแสดง “งิ้วแต้จิ๋ว” ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่กว่า 590 ปี มีต้นกำเนิดจากภาคใต้ของจีนในยุคราชวงศ์ซ่งและหยวน โดดเด่นด้วยเสียงร้องในสำเนียงแต้จิ๋ว การเคลื่อนไหวอย่างประณีต ประกอบดนตรีพื้นบ้านอันไพเราะ และสีสันแห่งท้องถิ่นจนได้รับการขนานนามว่า “ดอกไม้แห่งภาคใต้”  จนกลายเป็นมรดกวัฒนธรรมสำคัญและสายใยเชื่อมโยงจิตวิญญาณของชาวแต้จิ๋วกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก เสมือนการทำหน้าที่เป็น “ทูตวัฒนธรรมต่างประเทศ” ในการเผยแพร่สำเนียงท้องถิ่น เชื่อมโยงมิตรภาพบ้านเกิด  และรวบรวมความรู้สึกรักบ้านเกิด  อาทิ  ในมณฑลกวางตุ้งทางตอนตะวันออก มณฑลฝูเจี้ยนตอนใต้  ไต้หวัน ฮ่องกง เกาะไหหลำ คาบสมุทรเล่ยโจว  สิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และภูมิภาคอื่นๆ  รวมถึงในประเทศไทยที่เคยมาเปิดการแสดงแล้วหลายครั้ง ตลอดจนได้เคยรับรางวัลและเกียรติยศจากหลายสถาบันสำคัญทั้งระดับชาติและระดับมณฑล ทำให้เป็นหนึ่งในคณะงิ้วแต้จิ๋วที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแวดวงงิ้วจีนยุคใหม่

ผาณิต พูนศิริวงศ์ 2 ผู้บริหารเครือโภคภัณฑ์ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ ผู้บริหารด้านยั่งยืน และศศิเพ็ญ ไตรโสภณ

ดร.ลาลีวรรณ – พรเสก กาญจนจารี

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, เบญจมาศ รุจิรวงศ์, ลัดดา รติโรจนากุล และ เยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี

บัณพร – ชัยยศ เอี่ยมอมรพันธุ์

การแสดงอุปรากรจีนหรืองิ้วในครั้งนี้ นอกเหนือจากความสนุกแล้ว ยังถือว่ามีคุณค่าทางศิลปะและการแสดงเทียบเท่ากับโอเปร่าในฝั่งตะวันตก ที่จะช่วยสร้างความรับรู้และอนุรักษ์ศิลปะมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี พร้อมสัมผัสกับการแสดงศิลปะอันเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงของอุปรากรจีนแบบดั้งเดิม ที่มีทั้งความอ่อนช้อยจากท่าทางการร่ายรำ และความหนักแน่นของท่วงท่าของศิลปะการต่อสู้  พร้อมเพลิดเพลินไปกับการขับร้องประกอบเสียงดนตรีสด  รวมไปถึงความงดงามของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่จะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางสีหน้าและท่าทางของนักแสดงมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน  ประกอบกับแสง สี เสียง อันทันสมัยที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชม เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในครั้งนี้  

เบเยอร์ คิกออฟ สร้างอาคารต้นแบบในเขตกรุงเทพฯ ให้เย็นขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เบเยอร์ คิกออฟ สร้างอาคารต้นแบบในเขตกรุงเทพฯ ให้เย็นขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เบเยอร์ คิกออฟ สร้างอาคารต้นแบบในเขตกรุงเทพฯ ให้เย็นขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครั้งแรกในไทย! เบเยอร์ คิกออฟ ร่วมสร้างอาคารต้นแบบในเขตกรุงเทพฯ ให้เย็นขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยสีทาภายในที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนสูงและหน่วงไฟในตัว พร้อมยกระดับ “คุณสมบัติสีหน่วงไฟ” ด้วยนวัตกรรมจากขยะอาหาร สร้างโรงเรียนปลอดภัยต้นแบบเพื่อสังคม

บริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมสีรักษ์โลก เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอาคารปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการ “โรงเรียนปลอดภัย ห่างไกลอัคคีภัยด้วยนวัตกรรมจากขยะอาหาร” ณ ศูนย์เด็กปฐมวัยเมอร์ซี่ คลองเตย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ศูนย์นาโนเทค สวทช., โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และกรุงเทพมหานคร

หัวใจของโครงการนี้ คือการต่อยอดโดยผนึกกำลัง ขยะอาหาร (Food waste) จากเปลือกหอยนางรม สู่ “สารชีวภาพหน่วงไฟ” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอัคคีภัย กับ ผลิตภัณฑ์ BegerCool All-Plus for Interior สีทาภายในระดับพรีเมียมที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งด้านการสะท้อนความร้อน และคุณสมบัติหน่วงไฟ  เพื่อลดความเสี่ยงอัคคีภัยในแหล่งชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเด็กเล็กซึ่งมีข้อจำกัดในการอพยพย้ายในภาวะฉุกเฉิน พร้อมยังมีสุขภาวะการอยู่อาศัยที่ดีด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบาย (Thermal Comfort)การเติมสารชีวภาพที่พัฒนาจากขยะอาหารในครั้งนี้ ยังช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการหน่วงไฟอีกระดับ ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน UL94 V-0 สามารถดับไฟได้ภายใน 10 วินาทีโดยไม่เกิดเปลวไฟหยด ทั้งยังปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ปล่อยสารระเหยอันตราย

ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสีที่ดีควรเป็นมากกว่าความสวยงาม แต่ต้องปกป้องคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ต้องการความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการเรียนรู้ BegerCool All-Plus for Interior ไม่เพียงแค่ช่วยให้อาคารเย็นสบาย แต่ยังมีคุณสมบัติหน่วงไฟ และยกระดับด้วยนวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้ทางอาหาร โครงการนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าเราสามารถใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด สร้างคุณค่าที่ทั้งปลอดภัย ยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อสังคมจริง เหมาะกับการดูแลเด็ก ๆ ในโรงเรียน หรือ แม้แต่นำไปใช้กับกลุ่มอาคารที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น เช่น โรงพยาบาล อาคารสาธารณะอื่น ๆ เป็นต้น”

นอกจากนี้ เบเยอร์ยังมีแผนขยายผลนวัตกรรมสีเพื่อความปลอดภัยนี้ สู่พื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะอาคารสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารไทยให้ “เย็น ปลอดภัย และยั่งยืน” อย่างแท้จริงสามารถเข้าชมกิจกรรมต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์จากทางเบเยอร์ได้ที่ https://www.beger.co.th/th/product/5/BegerCool-All-Plus-for-Interior

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม พร้อมกับเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ จ.นครสวรรค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม พร้อมกับเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ จ.นครสวรรค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม พร้อมกับเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ จ.นครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม พร้อมกับเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ไปถวาย ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 โดยมีพระพรหมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดราชผาติการามกรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสงฆ์ในพิธี, พระครูวิจิตรสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ, สุมนา อภินรเศรษฐ์ รองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ,ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์พร้อมข้าราชการในจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมพิธี

พระพรหมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสงฆ์ในพิธีถวายเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ

พระครูวิจิตรสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯและข้าราชการในจังหวัดนครสวรรค์ร่วมในพิธีถวายเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ

ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เปิดพานธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ

พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา ในพิธีถวายเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ

สุมนา อภินรเศรษฐ์ รองประธานกรรมการวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระรูปสมเด็จฯกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่28 กรกฎาคม 2567 คณะสงฆ์วัดราชผาติการามกรุงเทพมหานคร และวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนครสวรรค์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้จัดสร้างเสาเทียนชัยมงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 10 ต้น พร้อมฐานรองรับจากไม้มงคล3 ชนิด คือไม้สักทอง ไม้พะยูง และไม้ขนุน แกะสลักลายไทยปิดทองคำเปลว เพื่อใช้ใส่เทียนชัยมงคลสำหรับจุดถวายพระพร โดย เสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติฯ จัดสร้างแลออกแบบโดย พระพรหมวชิรากร (สุนทร สุนฺทราโภ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเป็นไปอย่างประณีต ผ่านการออกแบบ วิธีปั้นต้นแบบพิธีหล่อเททอง และพิธีการฉลองตามแบบแผนที่ถูกต้อง จัดเป็นเสาเทียนชัยที่สมบูรณในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ โดยเฉพาะเพื่อใช้ในการจุดเทียนชัยถวายพระพรและประกอบพิธีอันเนื่องด้วยพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์

พระพรหมวชิรากร, พระครูวิจิตรสีลาภรณ์ และคณะสงฆ์ผู้ร่วมพิธีถวายเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ พระครูนิติจันโทภาส, พระครูชัยธรรมโชติ, พระครูนิวาตวิริยธรรม, พระครูนิรุตวุฒิกร, พระครูโสภิตธรรมานุศาสตร์, พระครูถาวรบุญญากร, พระครูปลัดชำนาญ เตชพโล, พระครูปลัดธวัชชัย อภิวฑฺฒโน, พระครูปลัดธนบดี เตชปัญโญ, พระปลัดมงคลชัย ปชฺโชโต พระพรหมวชิรากร ถวายอดิเรก

พระพรหมวชิรากร และคณะข้าราชการในจังหวัดนครสวรรค์ อาทิ ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, สส.บัญชา เดชเจริญศิริกุล, วชิรวิทย์ พึ่งสอนรักษ์ นายอำเภอท่าตะโก, ธีรเมธ เทพวิชัยศิลปกุล นายอำเภอพยุหะคีรี

ร.ท.มานิตย์ คุ้มสมบัติ, ธาดาธร-แสงแข-ดาราธร-พ.ต.อ.เดชชาติ วัฒนพนม, ชนินทร์ ฐิตะฐาน, พ.อ.หญิง สุกัญญา เจริญชัย, ผศ.ดร.สมทบ ฐิตะฐาน, บัญชา เดชเจริญศิริกุล, พระครูวิจิตรสีลาภรณ์, พระพรหมวชิรากร, สุมนา อภินรเศรษฐ์, พัชรา มาดล, พ.อ.หญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์, นิตย์ นาครัตน์ , อมรทิพย์ ฐิตะฐาน, บุญรักษ์ นาครัตน์, อาจารีย์ ศรีวราธนานันท์, ประนอม คุ้มสมบัติ

ผศ.ดร.สมทบ ฐิตะฐาน กล่าวคำรายงานความเป็นมาของเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ ในพระราชพิธีมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พระพรหมวชิรากร พร้อมเจ้าอาวาสวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯเข้าเฝ้าฯถวายเสาเทียนชัยมงคลเนื้อทองสัมฤทธิ์ พร้อมฐานรองรับจำนวน 10 ต้น เพื่อใช้ใส่เทียนชัยมงคล สำหรับจุดถวายพระพรและเพื่อพระราชทานแก่วัดต่างๆ ตามพระราชอัธยาศัย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ในการนี้พระพรหมวชิรากร ได้ถวายพระพรถวายเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติฯ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพิ่มอีก 1 ต้นถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นคู่พระบารมี พร้อมถวายเทียนชนวนจำลองแบบเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ ฯ ซึ่งมีส่วนสูง48 เซนติเมตร ฐานกว้าง 9 เซนติเมตร พร้อมไปด้วยโดยเสาเทียนชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ ฯ คู่แรกได้นำไปถวาย ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดแรกสำหรับวัดต่างๆ อีก 8 วัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมถวายพระอารามต่างๆ ดังนี้คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม, วัดบวรนิเวศวิหาร,วัดสุทัศนเทพวราราม, วัดราชผาติการาม,วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์, วัดอรุณราชวราราม,วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ ฯ และเทวสถาน(โบสถ์พราหมณ์)

สุมนา อภินรเศรษฐ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการและคณะศิษย์เข้าร่วมในพิธีถวายเสาเทียนชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ ฯ ณ ห้องมหาราช

ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์และข้าราชการในจังหวัดเข้าร่วมพิธี

เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สืบไป

‘เซ็นทรัลพัฒนา x รักลูกพลัส’ พาเด็กๆ ท่องโลกนิทาน ในงาน ‘รักลูก Tales & Plays 2025’

‘เซ็นทรัลพัฒนา x รักลูกพลัส’ พาเด็กๆ ท่องโลกนิทาน ในงาน ‘รักลูก Tales & Plays 2025’

‘เซ็นทรัลพัฒนา x รักลูกพลัส’ พาเด็กๆ ท่องโลกนิทาน ในงาน ‘รักลูก Tales & Plays 2025’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดโลกจินตนาการไม่มีลิมิต ‘เซ็นทรัลพัฒนา x รักลูกพลัส’ ชวนเด็กๆ ท่องโลกนิทานเวทีสุดสนุก ในงาน “รักลูก Tales & Plays 2025” เพลิดเพลินกับ 2 นิทานดังในดวงใจ! “The Little Mermaid เงือกน้อยผจญภัย” และ “Peter Pan” ที่จะพาเด็กๆ โบยบินสู่โลกนิทาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าเนรมิตโลกจินตนาการสุดมหัศจรรย์ให้กับเด็กๆ อีกครั้ง จับมือ บริษัท รักลูกพลัส จำกัด จัดงาน “รักลูก Tales & Plays 2025” มหกรรมนิทานเวทีสำหรับเด็กที่ทุกครอบครัว ชวนเด็กๆ ผจญภัยไปกับนิทานเวทีที่จะมอบประสบการณ์ความสุข สนุก ตื่นตาตื่นใจ ไปกับ The Little Mermaid เงือกน้อยผจญภัย & Peter Pan (ปีเตอร์ แพน) ที่ถูกนำมาฟิวชันใหม่กลายเป็นการแสดงนิทานเวทีสุดสร้างสรรค์ พร้อมเทคนิคแสง สี เสียงสุดตื่นตา โดยคณะละครจากภาควิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาช่วยร่ายเวทมนตร์บนเวทีอย่างมืออาชีพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ นิทานเวทีที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF หรือ Executive Functions ของเด็กๆ ได้ทำงาน  ผ่านเทคนิคการเล่นนิทานที่กระตุ้นให้เด็กคิดตาม ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปกับตัวละคร ได้ทั้งความสนุก และประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนแบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

 นอกจากการแสดง ยังมีโซนกิจกรรมสนุกฟรี! จากแบรนด์สำหรับเด็กและครอบครัวชื่อดัง พร้อมสินค้าราคาพิเศษจากผู้สนับสนุนใจดี และมุมถ่ายรูปสุดแฟนตาซีที่อินไปกับโลกนิทาน ให้เด็กๆ และครอบครัวได้โพสต์ลงโซเชียลแบบเต็มอิ่ม และเตรียมยกขบวนความสุขต่ออีก 3 สาขา ได้แก่ ศรีราชาฮอลล์ เซ็นทรัล ศรีราชา วันที่ 2-3 สิงหาคม 2568 หาดใหญ่ ฮอลล์ เซ็นทรัล หาดใหญ วันที่ 16-17 สิงหาคม 2568  และขอนแก่น ฮอลล์ เซ็นทรัล ขอนแก่นวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568

เปิดจองบัตรแล้ววันนี้ ผ่านทาง www.ticketmelon.com/raklukeselect/tales-plays-2025 ราคาเริ่มต้น Standard Seat 500 บาท และ Premium Seat 800 บาท (เด็กส่วนสูงน้อยกว่า 90 ซม. เข้าชมฟรี) พิเศษ! จองบัตร Standard Seat ล่วงหน้า รับส่วนลดทันที 20% เหลือเพียง 400 บาท ทุกที่นั่ง สำหรับการแสดงวันละ 3 รอบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต่อรอบการแสดง ได้แก่ รอบที่ 1 เวลา 11.30 – 12.30 น. รอบที่ 2 เวลา 13.30-14.30 น. และรอบที่ 3 เวลา 15.30-16.30 น.

สอบถามรายละเอียดงานรักลูกนิทาน Tales & Plays 2024 ได้ที่ Fackbook รักลูกคลับ : raklukeclub หรือ Line @ : raklukeselect (https://bit.ly/Rselect) ติดตามความสนุกอีกมากมายได้ตลอดทั้งปีที่ Facebook : CentralPattana และ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 41 สาขาทั่วประเทศ และเอสพลานาด รัชดา

ซิลลิค ฟาร์มา ขับเคลื่อนการดูแลโรคอ้วนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน จัดเสวนาประเด็น ‘อ้วนคือโรค’ เดินหน้ารณรงค์โครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’

ซิลลิค ฟาร์มา ขับเคลื่อนการดูแลโรคอ้วนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน จัดเสวนาประเด็น ‘อ้วนคือโรค’ เดินหน้ารณรงค์โครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’

ซิลลิค ฟาร์มา ขับเคลื่อนการดูแลโรคอ้วนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน จัดเสวนาประเด็น ‘อ้วนคือโรค’ เดินหน้ารณรงค์โครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้นำการให้บริการโซลูชันด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชีย เดินหน้ารณรงค์สร้างความตระหนักรู้ผ่านโครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” โดยมุ่งเน้นให้สังคมไทยตระหนักว่า  “อ้วนคือโรค” ที่ไม่ควรมองข้ามหรือเพียงมองว่า เป็นปัญหาความงาม หากแต่เป็นภัยเงียบที่กำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่แนวโน้มเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพต่อโรคเรื้อรังมากขึ้น

ซิลลิค ฟาร์มา โดย สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล จัดเสวนาประเด็น “อ้วนคือโรค”

ตามข้อมูลของการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey) ประจำปี พ.ศ. 2557 พบว่า ในคนไทยอายุ > 15 ปี มีอัตราอ้วน (BMI > 25) ถึง 37.5% โดยเฉพาะในผู้หญิงสูงถึง 41.8% และข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 ระบุว่า 45% ของผู้หญิงไทยอยู่ในเกณฑ์อ้วน (BMI > 25) ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ 38% ซึ่งผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนมีแนวโน้มเสี่ยงต่อกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS, ปัญหาความผิดปกติของมดลูก, ความมีบุตรยาก, และมะเร็งเต้านม/เยื่อบุโพรงมดลูก โครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” ไม่เพียงมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ยั่งยืน แต่ยังตั้งใจปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่ตีตราคนอ้วนไว้กับความล้มเหลวส่วนบุคคล ให้กลายเป็นความเข้าใจในฐานะโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวว่า “ซิลลิค ฟาร์มา มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจใหม่ว่า ‘โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง’ บริษัทฯ เชื่อว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม คือ รากฐานของสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแค่การส่งเสริมนวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ผ่านโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ที่บริษัทฯ ได้ริเริ่มขึ้น โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของเราที่จะขับเคลื่อนและเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อโรคอ้วน จากการตัดสิน ไปสู่การเข้าใจ และดูแล เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของทุกคน”

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา 

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา หัวหน้าหน่วยตจศัลยศาสตร์ และ หัวหน้าศูนย์เลเซอร์ผิวหนังศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “หัวใจของโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ไม่ได้อยู่ที่การดูแลรูปร่างแค่ภายนอกเท่านั้น แต่คือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้ดูแลสุขภาพของตัวเองในทุกมิติ ใส่ใจในการดูแลรูปร่างอย่างปลอดภัยและถูกวิธี เพื่อการลดโรคร่วมต่าง ๆ ที่ตามมา เพราะเมื่อเรารักและใส่ใจตัวเอง สุขภาพดีในระยะยาวก็จะตามมา”

ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ

ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีและประธานอำนวยการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบัน การดูแลตัวเองให้ปลอดภัยและได้ผลนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วยเองเป็นสำคัญ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่เหมาะสม หรือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คือหัวใจหลักของการลดน้ำหนักเจนใหม่แบบ X2 เพราะการดูแลสุขภาพที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงแค่การอดอาหาร หรือการออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการทำควบคู่กันอย่างสมดุล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน”

อ.นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ 

อ.นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม กล่าวว่า “การดูแลสัดส่วนไม่ใช่แค่การทำหัตถการอย่างเดียว แต่เป็นศิลปะของการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอย่างลึกซึ้ง ทั้งการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการทำหัตถการที่ถูกต้องและปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การลดไซซ์เป็นมากกว่าความงาม แต่มุ่งสู่สุขภาพที่ดีและความสมดุลของร่างกายอย่างแท้จริง เราจึงมุ่งมั่นส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบครบวงจร เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว”

โครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า ‘‘อ้วนคือโรค’ ที่ไม่ควรถูกมองข้ามหรือปล่อยผ่าน และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างจริงจัง พร้อมตอกย้ำถึงความสำคัญของการรับมือกับภาวะน้ำหนักเกินที่น่าเป็นห่วงของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่า การป้องกันและดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คือ กุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยในอนาคต

คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะเร็งกำลังคุกคาม “คนรุ่นใหม่” เร็วกว่าที่คิด!

จากผลวิจัยของ BMJ Oncology ปี 2023 เผยว่ายอดผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลกพุ่งสูงถึง 79% ในเวลาเพียง 30 ปี และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ผู้ป่วยรายใหม่ที่อายุไม่ถึง 50 ปี จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 31% และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 21% นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือสัญญาณเตือนที่ตอกย้ำว่ามะเร็งไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป แพทย์ รพ.วิมุต ชี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง “เปลี่ยนพฤติกรรม” และ “หาเวลาตรวจสุขภาพ” ก่อนที่โรคร้ายจะแพร่กระจาย

วัยทำงานหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนอายุน้อยในกลุ่มวัยทำงานมักมีไลฟ์สไตล์ที่ทำลายสุขภาพ เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเข้านอนไม่เป็นเวลา ซึ่งล้วนส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องอาหาร ด้วยชีวิตที่เร่งรีบทำให้หลายคนเลือกกิน อาหารแปรรูป ที่หาซื้อได้สะดวก เช่น ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรือฟาสต์ฟู้ด ที่มักมีสารก่อมะเร็งแฝงอยู่ แถมยังมีปริมาณไขมันและโซเดียมสูงซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย และหากกินบ่อยโดยไม่ออกกำลังกายก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงเช่นกัน

นพ. ดุลยทรรศน์ อนันตะยา อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต อธิบายเพิ่มเติมว่า “คนทำงานส่วนใหญ่มักมีความเครียดอยู่แล้ว แต่ถ้าจัดการความเครียดไม่ดีก็อาจกลายเป็นภาวะ เครียดเรื้อรัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ และนำไปสู่โรคมะเร็งได้ ยิ่งบางคนที่คลายเครียดด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเพิ่มสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง ดังนั้น แม้ร่างกายของคนวัยทำงานจะยังดูแข็งแรงดี แต่หากยังทำพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ซ้ำ ๆ สะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โรคมะเร็งก็อาจมาเยือนได้โดยไม่ทันตั้งตัว”

นพ. ดุลยทรรศน์ อนันตะยา อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต

ส่อง 4 มะเร็งร้ายที่วัยทำงานต้องระวัง

ปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่พบได้ในคนอายุน้อย แต่ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง: เมื่อก่อนมักเจอในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับพบมากขึ้นในช่วงอายุ 30 ต้น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่กินอาหารแปรรูปและแอลกอฮอล์ รวมถึงนอนดึก มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก อาจมีแค่ขับถ่ายผิดปกติ เช่น อุจจาระลำเล็กลง หรือแค่น้ำหนักลด ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต และมักตรวจพบในระยะที่โรคลุกลามแล้ว ซึ่งถ้าลุกลามจนถึงระยะที่สี่ โอกาสรักษาให้หายขาดแทบเป็นไปไม่ได้

มะเร็งเต้านม: พบในผู้หญิงอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การมีประจำเดือนเร็วกว่าคนรุ่นก่อน การไม่มีลูกหรือมีลูกช้าลง รวมถึงประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง และการใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มะเร็งเต้านมในคนอายุน้อยมักมีลักษณะรุนแรงและเติบโตเร็ว ทำให้รักษาได้ยากกว่าในกลุ่มอายุอื่น หญิงสาวจำนวนไม่น้อยตรวจพบโรคในระยะลุกลามเพราะ “คิดว่ายังไม่มีความเสี่ยง” ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนจึงควรฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองเพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้นไว้เสมอตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

มะเร็งตับ: สัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนพิษของเชื้อรา อัลฟาท็อกซิน (เช่น ในพริกป่น ถั่ว อาหารแห้ง หรือผลไม้ที่ขึ้นรา) หากมีราปนเปื้อนแม้เพียงนิดเดียว ก็ควรทิ้งทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการกินอาหารหวาน-มันจัด เมื่อพลังงานที่รับเข้ามาเกินความต้องการ ร่างกายจะเก็บสะสมเป็นไขมัน โดยเฉพาะที่ตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งแม้แต่คนที่มีรูปร่างผอมก็มีความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับและนำไปสู่มะเร็งได้เช่นกัน

มะเร็งปอด: ที่เคยเป็นโรคร้ายของกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่จัด กำลังคุกคามคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ แม้ว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลัก แต่ในกลุ่มคนที่ไม่สูบกลับพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้ง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ควันบุหรี่มือสอง สารเคมี และการกลายพันธุ์ของยีนควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์(EGFR)

โรคมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้มีลักษณะแตกต่างกัน แต่จุดร่วมที่น่ากลัวคือคนเป็นกันไวขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนอายุน้อย

สัญญาณเตือนภัยของโรคมะเร็งในวัยหนุ่มสาว

แม้จะอยู่ในวัยทำงานที่ร่างกายดูแข็งแรงสมบูรณ์ แต่โรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณชัดเจนในระยะแรก สิ่งสำคัญคือการใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะอาการเล็กน้อยที่เป็นต่อเนื่องนานเกิน 2–4 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น ก้อนผิดปกติที่เต้านม น้ำหนักที่ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลงหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงอาการซีด เหนื่อยง่าย หรือปวดท้องแบบเรื้อรัง แม้อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่มะเร็งเสมอไป แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้าจนมะเร็งลุกลามจนเข้าระยะแพร่กระจาย

“โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนอายุน้อยอีกแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนตื่นกลัวจนเกินไป เพียงแค่ต้องดูแลร่างกายให้ดีตั้งแต่วันนี้ เน้นกินให้ดี นอนให้พอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ที่สำคัญคืออย่าคิดว่าอายุยังน้อยเท่ากับแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานช่วง 30 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว เพราะมะเร็งส่วนใหญ่เป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการชัดเจน ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีและไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ รวมถึงตรวจคัดกรองโรคมะเร็งไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ เต้านม และตับ ที่อันตรายและพบได้บ่อยขึ้น เพราะ ถ้ายิ่งตรวจพบได้ไว โอกาสรักษาหายขาดก็ยิ่งสูง” นพ.ดุลยทรรศน์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็ง สมารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 เวลาทำการ 08:00 – 24:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ชวนคนไทยออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทย ผ่านโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มาพร้อมการสนับสนุนส่วนลดค่าที่พักจากภาครัฐสูงสุดถึง 3,000 บาท ต่อห้อง ต่อคืน เมื่อจองโรงแรมและรีสอร์ทในเครือที่ร่วมรายการ ทั้งแบรนด์โรงแรมอนันตรา (Anantara), อวานี (Avani), เอ็นเอช (NH) และเอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) ทั่วประเทศ

เพื่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผู้ที่ลงทะเบียนแคมเปญนี้ยังจะได้รับคูปอง eVoucher มูลค่า 500 บาท ต่อห้อง ต่อคืน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดสำหรับมื้ออาหารเลิศรส สปาทรีตเมนต์ระดับพรีเมียม หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่พร้อมสร้างความสุขตลอดการเข้าพัก

ไม่ว่าจะออกไปสัมผัสความสดชื่นท่ามกลางภูเขาอันเขียวขจี เพลิดเพลินกับมหานครอันคึกคัก หรือดื่มด่ำกับสายลมและเสียงคลื่นริมทะเล ท่านสามารถสำรองห้องพักที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจากโรงแรมในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ จากเหนือจรดใต้ ทั้ง เชียงราย, เชียงใหม่, กรุงเทพฯ, พัทยา, หัวหิน, เกาะสมุย, เกาะพงัน, เขาหลัก, เกาะยาวใหญ่, กระบี่ และภูเก็ต ได้แล้ววันนี้

สำรองห้องพักได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 28 ตุลาคม 2568 และเข้าพักได้ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2568  ขั้นตอนการสำรองห้องพักทางออนไลน์มีดังนี้ 1.สำรองห้องพักผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม หรือที่ www.minorhotels.com/en/thai-travel-amazing-thailand 2.กรอกหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชนของท่าน 3. ชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน Amazing Thailand เพื่อรับส่วนลดทันที  หรือสามารถสำรองที่พักโดยตรงกับฝ่ายสำรองห้องพักได้ที่ โทร 02 365 9110 อีเมล reservations@minorhotels.com หรือผ่านช่องทาง Facebook, Instagram, LINE, WhatsApp หรือ Live Chat ทั้งนี้ ราคาที่แสดงบนเว็บไซต์รวมส่วนลดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนแล้ว เพื่อการวางแผนทริปเที่ยวเมืองไทยสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll แล้วใครจะรับผิดชอบความเสียหายครั้งใหญ่ ?? จะมีอื่นใดนอกจากเรื่องกำแพงภาษีของ ประธานาธิบดีทรัมป์ หากความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของฝ่ายเรา “ทีมไทยแลนด์” ซึ่งมีรองนายกฯและ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร เป็นหัวหน้าทีม ก็น่าเสียดาย เพราะทั้งสื่อมวลชน, นักวิชาการและประชาชนต่างเป็นห่วงพากันย้ำเตือนว่าให้ทีมไทยแลนด์รีบเร่งเจรจาความ สเต็กครั้งนี้ใหญ่หลวงนักพลาดพลั้งประเทศไทยต้องเจอภาษีโหด นั่นหมายถึงความวิบัติของเศรษฐกิจไทย สหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่สุดของเราหลายสิบปีเราได้ SURPLUS เขาถึงปีละ 40,000 ล้านดอลลาร์ด้วยสินค้าสารพัดชนิดอาทิ ข้าวหอมมะลิ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, จิวเวอรี่, การ์เม้นท์ ฯลฯ โดยมีเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด ซึ่งเขาเดินหน้าเจรจาความกับสหรัฐฯถึง 5 รอบจนเขารอดตัวได้ ได้ส่วนลดอัตราเหลือ 20% นั่นหมายถึงจากนี้ไปการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯไทยจะตกเป็นรองเวียดนามแบบสุดกู่ ช่วงก่อนหน้านี้ท่านหัวหน้าทีมฯ เคยแถลงว่า ได้พบผู้แทนสหรัฐฯ เขาถึงกับกล่าวชมว่าข้อเสนอของไทยดี แต่ไหงมาบัดนี้กลายเป็นว่าผู้แทนสหรัฐฯปฏิเสธข้อเสนอเรา แล้วให้กลับไปทำมาเสนอใหม่…ล่าสุด ณ 8/7/68 จดหมายทรัมป์ถึงไทยแล้ว โปรยเรื่องมาด้วยถ้อยคำหวาน แต่สุดท้ายก็ลงโทษไทยด้วยภาษีโหด 36% ทุกคนรู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้ WASHINGTON CONNECTIONS ถึงจะมีน้ำหนัก แต่ทำไมท่านหัวหน้าทีมฯ จึงไม่ใช้บริการหลายบุคคล อาทิ พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ในขณะที่มีเวลาเหลือเฟือ…

ll ก็อาจจะเป็นแง่มุมที่หนุนทฤษฎีที่ว่าผู้นำประเทศกัมพูชา สมเด็จมหาเสนาบดีฮุนเซ็น มีแอมบิชั่นเกี่ยวกับประเทศไทย หลายปีก่อนเมื่อเขามาเยือนประเทศไทย ก็ได้รับการต้อนรับอย่างแข็งขันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกองทัพ ท่านเป็นผู้กว้างขวางก็ถือโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย ฝ่ายเสธฯที่มีหน้าที่ติดตามอำนวยความสะดวกแขกเมือง เล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่ขบวนรถมอเตอร์เคทวิ่งบนทางด่วนลอยข้ามเมืองจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ SKY LINE ของกรุงเทพฯอย่างตระการตา ท่านผู้นำทอดสายตาหมู่ตึกระฟ้าอย่างตื่นตะลึง มีอุทานว่านึกไม่ถึงว่าเมืองไทยจะเจริญขนาดนี้…

ll ข่าวเศร้า อัมพร สโมสร อดีต ผอ.ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) ถึงแก่กรรม กำหนดสวดพระอภิธรรมที่วัดเสมียนนารี 14-18 ก.ค.18.00 น. ณ ศาลา10 วัดเสมียนนารี…ฌาปนกิจ 19 ก.ค. 15.00 น…

ll น้ำมนต์ ลูกชายคนเดียวของ ผกาวรรณ จุฟ้ามณี ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แม้จะรับวัคซีนมาแล้ว ไม่แคล้วเป็นอีก…เชื้อโรคแรงกล้าท้าทายคุณหมอจริงๆ…

ll หลังเรียนสำเร็จปริญญาโท นิติศาสตร์ สาขาการค้าระหว่างประเทศ จาก University College London (UCL) และปริญญาโทนิติศาสตร์ สาขากฎหมายการเงินและการธนาคาร London School of Economics and Political Science (LSE) จาก UK และไปทำงานและใช้ชีวิตที่เชียงใหม่สองปีแล้ว อริสราวัลย์ ศิลปวิทยกุล อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการ จ.เชียงใหม่ รับเชิญเป็นอาจารย์สอน 2 มหาวิทยาลัย ได้แก่ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และกฏหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) แว่วว่า เทอมหน้าจะไปร่วมคิดหลักสูตร และเป็น อาจารย์พิเศษ ที่คณะนิติศาสตร์ มช.อีกวิชาหนึ่ง…ศิษย์ที่รักเตรียมลงเรียนกับอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ตรงทางด้านกฎหมายได้เลย !!…

บารอนเนส

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ ‘ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน’

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ 'ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน'

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ ‘ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (EXAT) เริ่มต้นการสร้างเมืองที่เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

องค์กรได้ดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ ซึ่งมีกำลังผลิตรวมกว่า 780 กิโลวัตต์ ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 3.7 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 441 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นสักถึง 49,000 ต้น

นอกจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว องค์กรยังเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แบบประหยัดพลังงานทั้งหมดในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลัก ศูนย์ควบคุมทางพิเศษ หรือพื้นที่ปฏิบัติงานต่างๆ ขณะเดียวกันได้เลือกใช้ปูนไฮดรอลิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการก่อสร้างทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย โดยร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

โครงการนี้ได้รับการขึ้นทะเบียน T-VER หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งได้รับการรับรองในโครงการ LESS จาก TGO อีกด้วย

การทางพิเศษฯ ยังจัดกิจกรรม “EXAT รักษ์โลก” ภายใต้โครงการ EXAT Power Green เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวและเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน การรวมตัวของมาตรการเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะใช้ทางพิเศษสายนี้เป็นเส้นทางนำพาสู่อนาคตที่สดใส ซึ่งการเติบโตและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ติดตามรับชมคลิปได้ที่ https://youtube.com/shorts/81mq1LhxhjA

-(016)

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต ‘Envisioning Leadership in 2030’

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต 'Envisioning Leadership in 2030'

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต ‘Envisioning Leadership in 2030’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University (SMU) – Overseas Centre Bangkok) ได้จัดงานเสวนาขึ้น ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยเชิญคุณพิยุช คุปตะ (Piyush Gupta) ประธานคณะกรรมการบริหารของ SMU และอดีตซีอีโอของธนาคาร ดีบีเอส (DBS Bank) ประเทศสิงคโปร์ มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงเพื่อมอบวิสัยทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจของผู้นำแห่งยุคอนาคต โดยมีแขกระดับวีไอพีจากทุกวงการ อาทิ การธนาคาร ธุรกิจไฟแนนซ์ โรงแรม ผู้ให้บริการไอที ฯลฯ เข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง

พลิกวิกฤติองค์กรสู่บทเรียนความเป็นผู้นำ

คุณพิยุช คุปตะ เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำระดับสูง การจะวางแผนกลยุทธ์ให้กับองค์กรไม่ใช่การแถลงวิสัยทัศน์หรือวางแผนระยะยาว แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจเรื่องในระดับ “รากฐาน” อันเป็นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่มักมองข้าม แต่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง หากโครงสร้างองค์กรยังไม่แข็งแรง ควรต้องวางระบบพื้นฐานให้มั่นคงก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างข้อมูล ระบบวัดและประเมินผล ไปจนถึงการทำความเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าอย่างจริงจัง”

สามปัจจัยสำคัญถัดมาคือ กำหนดทิศทางกลยุทธ์ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และการกำหนดค่านิยมและ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่ต้องออกแบบด้วยความ ตั้งใจ  “ผู้นำแห่งยุคอนาคตไม่ใช่คนที่จะรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเป็นคนที่ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรได้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีไม่ได้มาจากโปสเตอร์ติดผนัง แต่ได้มาจากพฤติกรรมที่ช่วยกันสร้างในทุกๆ วัน” พิยุชกล่าวเสริม

ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง หวังสร้างแรงบันดาลใจผู้บริหารยุคอนาคต

ในฐานะที่เคยประสบความสำเร็จในการนำพาธนาคารระดับภูมิภาคให้ก้าวขึ้นสู่ธนาคารระดับต้นๆ ของโลก เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ล้ำค่าแก่ผู้บริหารไทยที่เข้าร่วมฟังเสวานาครั้งนี้ว่า “ที่ธนาคาร DBS เขาไม่เพียงปรับ ระบบงานเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร โดยประกาศอย่างจริงจังว่า DBS คือบริษัทเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจด้าน การเงิน ไม่ใช่เพียงธนาคารที่เล่นกับเทคโนโลยีตามกระแส” แนวคิดดังกล่าวได้มอบประสบการณ์ที่รวดเร็ว และ ไร้รอยต่อให้กับลูกค้าตามที่คาดหวังไม่ต่างจากบริษัทด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้เขาลงมือศึกษาโมเดลของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทค พร้อมนำมาปรับใช้ในหลายมิติ อาทิ การให้ความสำคัญ กับการเรียนรู้ การมุ่งเน้นไปที่ ลูกค้า ความเร็ว Cross-Buy แทน Cross-Sell หรือการใช้บริบทและความสะดวกสบายในการกระตุ้นให้ลูกค้า ใช้บริการมากขึ้น แทนที่จะเป็นการพยายามขายผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ชนิด รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มและระบบ นิเวศน์การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงลึก ซึ่งจะช่วยคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในระดับมหภาคได้

นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นว่าเราควรส่งเสริมให้คนทั่วทั้งองค์กรเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ควรคิดจ้างเพียงคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางด้านดิจิทัล โดยลืมไปว่าคนรุ่นเก่านั้นสามารถเรียนรู้ได้หากให้โอกาสเขาในการกล้าลองสิ่งใหม่ๆ เพราะข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่สมองของมนุษย์ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมองค์กร

เอไอ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นทูลส์สำคัญของทุกองค์กร

“AI มาแน่ และบางตำแหน่งงานจะหายไปจริง” โดยยกตัวอย่างของ DBS ที่เริ่มใช้ predictive AI มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 จนกระทั่งมีโมเดลเอไอทำงานอยู่ถึงกว่า 1,600 โมเดลแล้ว และสร้างมูลค่างานได้มากกว่า 1 พันล้าน ดอลลาร์ต่อปีทีเลยเดียว แต่สิ่งที่เขากล่าวอย่างภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ ผลกระทบจากการมาถึงของเอไอ “เรายังไม่ เคยต้องไล่ใครออก” เพราะระดับผู้บริหารเลือกเส้นทางการฝึกอบรมพนักงาน ให้มีการย้ายสายงานหรือสร้าง แพลตฟอร์มให้พนักงานเลือกงานใหม่ได้เอง จึงไม่เกิดการต่อต้านเพราะเราทำให้พนักงานมั่นใจ ว่าทุกคนทำได้ และพร้อมที่จะปรับปรุงทักษะตนเองให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

เมื่อคุณศิรเดช โทณวณิก พิธีกรร่วมเวทีตั้งคำถามถึงวิธีบริหารองค์กรในยุคที่มีทั้งเทคโนโลยี การเมือง และสังคมที่เปลี่ยนเร็วเช่นที่เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ วิทยากรผู้มากประสบการณ์และผลงานกล่าวโดยสรุปว่า “คุณไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคตให้ถูกต้อง แต่พึงสร้างองค์กรที่ปรับเปลี่ยนตามได้ทัน” ดังเช่นที่ DBS เราเลือกใช้โครงสร้างแนวนอน และแบ่งส่วนงานพร้อมมอบหมายให้ทีมขนาดเล็กผู้ใกล้ชิดกับปัญหา โอกาสหรือ ลูกค้าได้มีอำนาจตัดสินใจร่วมด้วย ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงรอบทิศ ผู้นำที่ดีในยุคนี้จึงไม่ใช่คนที่รู้ ทุกอย่าง แต่คือคนที่ทำให้ทีมกล้าเปลี่ยน กล้าลอง และไม่กลัวที่จะพลาด

ในช่วงท้ายของการถาม-ตอบ คุณพิยุช คุปตะ พูดถึงเมืองไทยว่า “ก้าวจังหวะการทำงานของคนไทยอาจช้ากว่า ของคนสิงคโปร์หรือฮ่องกง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเติบโตไม่ได้” โดยเน้นย้ำว่า “อย่ามองว่า การกลมเกลียว (Harmony) นั้นสวนทางกับการเติบโต (Growth) เพราะ DBS งอกงามด้วยความร่วมมือ มิใช่จากการแข่งขัน ภายใน”

เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมเอเชียนั้นมี 3 สิ่งที่เป็นข้อดี คือคนเอเชียนั้นขยัน ทำงานร่วมแรงร่วมใจกัน และเรามีประชากรคนหนุ่มสาวมาก ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีหรือการปรับตัวสู่ยุค AI ไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในไทย เขาคิดว่าโลกเรารวมถึงประเทศไทยยังไม่กลับไปสู่ยุคก่อนโควิด เพราะมีความไม่แน่นอนในหลายๆ มิติสูงมาก รวมถึงเรื่องของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ภาคสังคม ธุรกิจ และผู้บริโภคสูญเสียความมั่นใจมาก ยกตัวอย่างในประเทศไทย เราไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวกลับคืนมาเหมือนก่อนโควิด คงต้องรอให้สถาพแวดล้อมต่างๆ นั้นเริ่มคลี่คลายหรือกลับคืนสู่สภาวะสมดุลให้มากกว่านี้เพื่อเรียกคืนความมั่นใจ

ก่อนปิดการสนทนา เขาได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนขนาดใหญ่ของสังคมเอเชียเรื่องการไม่มีกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์ ปล่อยให้ชาวยุโรปและอเมริกันเป็นผู้กําหนดแนวทางให้ ขณะที่ปัญหาแท้จริงอยู่ที่สวนหลังบ้านตน ทวีปเอเชีย นั้นมีประชากรอายุเฉลี่ยระดับอ่อนวัยมากที่สุด ซึ่งหมายถึงว่าจำนวนผู้ที่เข้าใจสังคมดิจิทัลมากที่สุดอยู่ในภูมิภาค แห่งนี้ ดังนั้นโจทย์ปัญหาสำคัญอุดมไปด้วยโอกาสอยู่ที่นี่ พวกเราจึงควรคิดทำกันเองที่นี่ด้วย “วันนี้คนรุ่นใหม่ ทั่วโลกไม่ต่างกันมากนัก พวกเขาเติบโตมากับสังคม Instagram อาณาจักร TikTok หรือโลกดิจิทัลแบบเดียวกัน … จงใช้พลังนั้นให้เกิดประโยชน์เถิด”