คุณแหน : 17 สิงหาคม 2569

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คุณแหน

๐๐ ยินดีกับ รศ.พญ. เยาลักษณ์ ชาญศิลป์, วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล, สุนทร เชาว์กิจค้า, ภัทธิรา หาญสกุล, บุญชัย อัศวอรุโณทัย, ประเทือง มนตรี, ชยาภรณ์ นวมงคล, ฉวีวรรณ ทิมา ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา..๐๐

๐๐ ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผอ.ใหญ่ ดีป้า พร้อมด้วย ดร.ปรีสาร รักวาทิน ร่วมลงนาม MOU “โครงการความร่วมมือในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย” กับ ฉี ชิง-ฟู่ ซีอีโอและ กก.ผจก. LH Bank, มาร์ค เฉิน และ ดร.ปองภพ ลีนะวงศ์ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล ยกระดับ SMEs ไทยสู่ความยั่งยืน..๐๐

๐๐ บุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “12 สิงหา แม่พาเที่ยว…ย้อนวันวาน ณ นครเนื่องเขต” ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเทศบาลตำบลนครเนื่องเขต อ.เมืองฉะเชิงเทรา..๐๐

๐๐ ดร.มงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ต้อนรับ วรณัฐ สุโฆษสมิต นายกสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ พร้อมหารือแนวทางบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย..๐๐

๐๐ ชาว ปธพ. 3 ร่วมยินดีกับ ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม ที่ได้เป็น รองอธิการบดี สถาบันพระบรมราชชนก..๐๐

๐๐ ส.พญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล วันเกิดได้ฉลองกับครอบครัวไป 2 มื้อ และได้ทำบุญหลาย รพ. พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์และช่วยเด็กพิการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ เรียกว่าอิ่มทั้งบุญและอิ่มท้องแน่นๆ..๐๐

๐๐ อนุโมทนาบุญกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ที่ได้ส่งมอบเงินร่วมทำบุญในงานศพมารดา ร.อ.หญิงชื่นสุข จันทร์สุวานิชย์ ให้กับ รพ. สมเด็จพระปิ่นเกล้า..๐๐

๐๐ ศิรินิภา เตียงสกุล บริจาคสมทบศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐
๐๐ศศิธร จันทรสมบูรณ์ สุดปลื้มที่วันเกิดปีนี้ครบ 5 รอบ เพื่อนๆ ปธพ. 8 เลี้ยงฉลองให้อย่างอบอุ่น..๐๐

๐๐ มิตรสหายร่วมยินดีกับ เข็มชาติ สังฆะคาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ ที่ไปเปิด Global house สาขาที่ 100 จ.อุดรธานี..๐๐

๐๐ คมกฤช สัจจาอนันตกุล วันเกิดนอกจากได้ฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น และใช้เวลาว่างนั่งออกแบบบ้านตัวเองที่เขาใหญ่..๐๐

๐๐ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล นำนักเรียน BCC ม.3-4 ร่วมอัปสเกลทักษะแห่งอนาคต ฝึกการคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ และยึดโยงประสบการณ์สู่โลกความเป็นจริงด้วย AI ณ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล วิทยาเขตศาลายา..๐๐

น้องใหม่

คุณแหน : 15 สิงหาคม 2569

15 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

     ขอเชิญชมนิทรรศการ “กิตติคุณ กิติยากร” เพื่อน้อมรำลึกถึงราชสกุลกิติยากร และพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร นิทรรศการนี้จัดที่ ชั้น 6 ห้องหนังสือหายาก สำนักวิทยทรัพยากร หรือหอสมุดกลางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00-19.00 น. วันเสาร์เวลา 09.00-18.00 น. (บุคคลภายนอกจุฬาฯ คิดค่าบริการเข้าหอสมุดเพียง 20 บาท)

     น้ำตาล พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ ปลื้มปริ่มอิ่มเอมเปรมกมลเป็นยิ่งนัก เพราะวันแม่แห่งชาติปีนี้ ลูกนัท พณ ยนตรรักษ์ ทำอาหารประเภทเส้น ๆ ของอิตาเลียนเลี้ยงแม่ แต่ก็มิใช่ว่าเลี้ยงเฉพาะคุณแม่เท่านั้น เพราะคุณพ่อ ณัฐ ยนตรรักษ์ ก็ได้อิ่มเอมเกษมสำราญกับอาหารฝีมือลูกชายไปพร้อมกับคุณแม่

     กนกรส พงศทัต สุวรรณสรางค์ สอนลูกสาววัย 16 ปี ฮันนา ธนญา พงศทัต สุวรรณสรางค์ ว่าถึงแม้จะเป็นนักเรียนนอก แต่ก็ต้องไม่ลืมคุณลักษณะของความเป็นไทยแท้ โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ดีของกุลสตรีไทย และที่สำคัญคือการอ่อนน้อมถ่อมตน

     แก้ว รศ. น.สพ. ดร. สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ เกษียณราชการจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้หนึ่งปีแล้ว แต่ลูกศิษย์ทั้งเก่าเก๊าเก่า และศิษย์หมาด ๆ ยังคงติดต่อกับครูแก้วอย่างคงเส้นคงวาเหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าตัวก็บอกว่าแม้จะพ้นจากความเป็นข้าราชการแล้ว แต่ก็ไม่เคยหมดความเป็นครู และยินดีเสมอเมื่อได้ยินข่าวลูกศิษย์ประสบความสำเร็จใจชีวิตและหน้าที่การงาน

     ขออภัยแหล่งข่าวที่ส่งข่าวเรื่องลูกสะใภ้ของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้างตั้งครรภ์ เนื่องจากคอลัมน์นี้ไม่ได้เห็นว่าการตั้งครรภ์ของมนุษย์เป็นเรื่องพิสดารบานบุรี จึงขออนุญาตประกาศ ณ ที่นี้ว่า ขอไม่ลงเรื่องให้นะขอรับ ทราบแล้วเปลี่ยน ส่วนหากมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ และน่ายินดีต่อคนหมู่มากก็เต็มใจลงให้เสมอ

    โต อรุชา ลีนุตพงษ์ เจ้าของร้านอาหารชื่อ CIBO อาหารตะวันตกฟิวชันสไตล์โฮมเมด ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ ซอยเกษมสันต์ 2 มาบัดนี้หลายคนที่เคยรู้จักโตเป็นอย่างดีบอกว่า โตแปลงร่าง กลายเป็นโตร่างทอง เพราะเมื่อต้นปีนี้ยังมีร่างกายใหญ่โตมากจนสมชื่อ แต่มาบัดนี้กลับมีรูปร่างบอบบางระหงจนทำให้ต้องโดยพร้อมเพรียงกันว่า โตทำอย่างไรจึงร่างงามเช่นนี้

Victor Lee

ไดกิ้น x แสนสิริ ขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:42 น.

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือในการสนับสนุน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่แสนสิริริเริ่มขึ้น เพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร โดยไดกิ้นร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ มาตรฐานการจัดการสารทำความเย็น และองค์ความรู้ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานระบบปรับอากาศ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการยกระดับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการดูแลเครื่องปรับอากาศและการจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์  สำหรับประเทศไทย เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี  ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตอาคารมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การเก็บคืนสารทำความเย็น การฟื้นฟูคุณภาพ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม  นายวรุตม์  เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน แต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม” ความร่วมมือครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริ โดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน การพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษา และการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร  นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050 ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิตหรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม” ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ

JobThai เปิด Salary Survey 2026 ไอทีครองแชมป์เงินเดือนสูง–เปิด 5 สายงานดาวรุ่งที่ตลาดยังขาดคน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:34 น.

ตลาดแรงงานไทยปี 2026 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แม้องค์กรจำนวนมากต้องการบุคลากรเพิ่ม แต่คนทำงานกลับรู้สึกว่าการหางานยากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย ต้นทุนพลังงานและการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งนายจ้างและคนทำงานต้องเร่งปรับตัว

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ JobThai เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน “Salary Survey 2026” ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ประกาศงานทั่วประเทศบนแพลตฟอร์ม JobThai ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 พบว่า ความต้องการบุคลากรในหลายสายงานยังเติบโต โดยเฉพาะงานขาย งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ และงานช่างเทคนิค

“งานขาย” ครองอันดับหนึ่งสายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด ด้วยจำนวนเปิดรับ 109,018 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,295–30,898 บาท ตามด้วยงานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 62,652 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,121–27,914 บาท และงานช่างเทคนิค 51,917 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 15,655–21,117 บาท

สายงานอื่นที่ติด 10 อันดับแรก ได้แก่ งานจัดซื้อ/ธุรการ 34,137 อัตรา งานวิศวกรรม 33,352 อัตรา งานบริการลูกค้า 28,816 อัตรา งานขนส่ง/คลังสินค้า 27,514 อัตรา งานบัญชี 27,187 อัตรา งานการตลาด 21,122 อัตรา งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม 17,949 อัตรา

ด้านงานคอมพิวเตอร์/ไอที ถึงแม้ไม่ติดอันดับ 10 สายงานที่มีการเปิดรับสูงสุด แต่เป็นสายงานที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 26,896–39,524 บาท สะท้อนว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้าน AI, Automation, Cloud Infrastructure, Cyber Security, Software Architecture และFull Stack

สำหรับ 5 สายงานที่มีแนวโน้มเงินเดือนเติบโตโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร +7.6% งานประกันภัย +7.5% งานกฎหมาย +6.1% งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร +5.6% และงานอีคอมเมิร์ซ +4.8% โดยค่าตอบแทนปรับเพิ่มชัดเจนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง มากกว่าตำแหน่งเริ่มต้น

ตัวอย่างตำแหน่งที่เงินเดือนเติบโต ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) งานวางแผนและวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Planning and Analysis) และ Relationship Manager ในธุรกิจการเงิน งาน Claims และ Claim Management ในธุรกิจประกันภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Compliance และ Mergers and Acquisitions (M&A) ในสายกฎหมาย

ขณะเดียวกัน บทบาทของเลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารได้ขยายจากงานประสานงานไปสู่การติดตามโครงการ วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจ ส่วนสายงานอีคอมเมิร์ซต้องการบุคลากรด้าน Operations และ Back Office เพื่อบริหารสินค้า คำสั่งซื้อ และสต็อกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นางสาวแสงเดือน เปิดเผยข้อมูลต่อว่า จากรายงานยังพบ 5 สายงานที่ทั้งจำนวนตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและเงินเดือนเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกสายอาชีพ แต่ตลาดยังขาดแคลนบุคลากร ได้แก่ งานกฎหมายมีตำแหน่งเพิ่มขึ้น 58.29% ตามมาด้วยงานช่างเทคนิค 16.71% งานการเงิน/ธนาคาร 4.61% งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม 3.74% และงานอีคอมเมิร์ซ 3.50% ตามลำดับ สะท้อนว่ายังคงความต้องการแรงงานและกำลังในการจ้างงาน จึงยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้หางาน

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 20,938–32,426 บาท รองลงมาคือภาคกลาง 16,500–27,320 บาท ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 15,867–30,237 บาท และมีเพดานเงินเดือนสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เนื่องจากเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์

ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุด และพบตำแหน่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงถึง 160,000 บาท โดยตลาดต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations, Quality Control และ Supply Chain รวมถึงบุคลากรสายสนับสนุนธุรกิจที่มีทักษะด้านภาษา การเงิน และระบบ ERP

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,485–25,534 บาท ภาคใต้ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,179–30,200 บาท สะท้อนว่ามีบางอุตสาหกรรมที่สามารถเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงได้ แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะไม่สูงนัก และภาคเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,057-25,596 บาท ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับเด็กจบใหม่ งานล่ามและแปลมีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยสูงสุดที่ 24,524–35,378 บาท โดยเฉพาะผู้มีทักษะภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กับความเข้าใจด้านธุรกิจและบริบทของอุตสาหกรรม รองลงมาคืองานบริการด้านการแพทย์ 20,288–28,657 บาท งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร 20,190–27,311 บาท งานคอมพิวเตอร์/ไอที 19,500–28,110 บาท และงานวิศวกรรม 19,424–26,818 บาท ตอกย้ำว่าทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง ยังคงช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงาน

ในทางตรงกันข้ามสายงานที่เด็กจบใหม่เงินเดือนเฉลี่ยนเริ่มต้นน้อยที่สุด ได้แก่ งานช่างเทคนิค งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม งานการเงิน/ธนาคาร งานขนส่งและคลังสินค้า และงานจัดซื้อ/งานธุรการ แม้ว่างานช่างเทคนิคเด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูงนัก แต่เป็นสายงานที่ตลาดต้องการ และมีโอกาสที่ค่าตัวเติบโตตามทักษะและประสบการณ์ได้

นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดแรงงานปี 2026 และในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น บุคลากรที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่เพียงผู้มีความรู้เฉพาะด้าน แต่ต้อง “เก่งงานรอบด้านและพร้อมปรับตัว” ทั้งรู้ลึกในงานของตน เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม

ความสามารถที่จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถด้านภาษา ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผู้ที่ผสานทักษะเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ จะเป็นบุคลากรที่องค์กรต้องการตัวมากที่สุด

ติดตามรายงาน “Salary Survey 2026” ฉบับเต็ม ได้ที่ https://www.jobthai.com/th/salary-survey-2026

ทรูเดินหน้าภารกิจ ‘True Customer Day 2026’ ‘เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ’ รวมพลังพนักงานทั่วประเทศ รับฟัง และพัฒนาบริการ จากเสียงลูกค้า

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:40 น.

จาก “สัญญาณ” ที่เชื่อมต่อผู้คน สู่ “สัญญาณที่ถึงใจ” พร้อมก้าวใหญ่ เพื่อประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า…ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับ True Customer Day 2026  จากกิจกรรมขอบคุณลูกค้า สู่ภารกิจสำคัญของทั้งองค์กรในการลงพื้นที่พบลูกค้า รับฟังเสียงสะท้อนจากประสบการณ์จริง และนำอินไซต์ที่ได้กลับไปพัฒนาบริการในทุกมิติ สานต่อพันธกิจการเป็นองค์กรโทรคมนาคม-เทคโนโลยีที่ยึด “ลูกค้า” เป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ” นำโดย คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานกว่า 2,000 คน ออกเดินสายพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่าน 9 เส้นทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา และสงขลา เพื่อพบปะลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งในแหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และพื้นที่การใช้ชีวิตจริงของผู้คน

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนหนึ่งใน Big Moves สำคัญของทรู ด้าน Customer Experience  ที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานร่วมกันของทุกทีมทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงานหน้าร้าน ทีมเครือข่าย ทีมดิจิทัล ทีมบริการลูกค้า ไปจนถึงทีมดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้าไม่หยุดอยู่เพียงการรับฟัง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นการพัฒนาบริการจริงในทุกจุดสัมผัส     ตอกย้ำเป้าหมายของทรูในการส่งมอบประสบการณ์ที่เข้าถึง เข้าใจ และอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกวัน ทั้งด้านความมั่นใจในการเชื่อมต่อ ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “True Customer Day สะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ผ่านภารกิจที่พนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการให้ความต้องการ และประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกการตัดสินใจ และทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ก้าวใหญ่เพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า วันนี้ พนักงานด่านหน้าและทีมสนับสนุนกว่า 2,000 คน พร้อมใจกันลงพื้นที่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ผ่านสิทธิพิเศษและของรางวัลแทนคำขอบคุณ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อนำเสียงสะท้อนเหล่านั้นไปต่อยอดและพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง สำหรับทรู เสียงของลูกค้าคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่าย การออกแบบบริการ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจ การดูแล และการสนับสนุนในทุกวัน”

ภายใต้แนวคิด เติมใจให้กัน ทรูออกแบบสิทธิประโยชน์ของ True Customer Day 2026 ให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้าใน 3 มิติสำคัญ ครอบคลุมทั้ง เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ และเติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

1.เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ (Network Leadership) ตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพเครือข่าย ด้วยสิทธิ์รับฟรีเน็ต True5G เต็มสปีด 3GB นาน 1 วัน และสิทธิเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านฟรีนาน 15 วัน เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น  

2.เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ (More Value Everyday) ส่งต่อสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน อาทิ คูปองบนมือถือ 7-Eleven มูลค่า 10 บาท ใช้แทนเงินสดในร้าน 7-Eleven, สิทธิ์ใช้งาน TrueVisions NOW ฟรี 7 วัน เพื่อรับชมคอนเทนต์ กีฬา และความบันเทิง, สิทธิ์ใช้งาน “ตาตั้ง by TrueID” ฟรี 7 วัน สำหรับรับชมซีรีส์สั้นแนวตั้งได้ไม่อั้น, ส่วนลด 30% สำหรับอุปกรณ์ Smart Home รุ่นที่ร่วมรายการบน TrueX และส่วนลดมือถือ 5G เพิ่มเติม 200 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจที่ร่วมรายการ ณ True Shop หรือ dtac hall

3.เติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลไร้กังวล (Care Beyond Service) มอบสิทธิ์ทดลองใช้งาน True CyberSafe PRO ฟรี 1 เดือน เพื่อช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมระบบบล็อก แจ้ง และเตือนภัยตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนความตั้งใจของทรูในการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าการให้บริการสัญญาณ แต่รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัล

ลูกค้าสามารถรับสิทธิพิเศษได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการพบทีม Troop ในพื้นที่กิจกรรม การเข้าร่วมผ่าน True Shop และ dtac hall ที่ร่วมรายการ หรือการกดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปทรู เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความคุ้มค่าและการดูแลจากทรูได้อย่างสะดวก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนี้ คือการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่านแบบสอบถามหน้างาน  โดยทีมพนักงานจะพูดคุยและบันทึกฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างเจาะจง เพื่อนำข้อมูลจริงจากพื้นที่กลับไปต่อยอดการพัฒนาบริการ รวมถึงการเซอร์ไพรส์ลูกค้าเก่าที่ใช้บริการกับทรูหรือดีแทคมากกว่า 10 ปี เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากการส่งมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าแล้ว คณะผู้บริหารและพนักงานทรูยังเดินสายเยี่ยมเยียน True Shop และ dtac hall รวม 40 จุดทั่วประเทศ เพื่อขอบคุณและส่งกำลังใจให้พนักงานหน้าร้าน ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบ “Heart Cookies” ภายใต้ข้อความ “We care. We appreciate.” เพื่อสะท้อนค่านิยม Compassion และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทั้งลูกค้าและคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ที่ดีในทุกวัน

True Customer Day 2026 “เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ ” จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน จากทรู คอร์ปอเรชั่น ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยพลังของลูกค้า เปลี่ยนทุกเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงให้กลายเป็นแนวทางพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ครอบครัว ธุรกิจ และสังคมไทย ผ่านโครงข่ายคุณภาพสูง นวัตกรรมดิจิทัล และบริการที่ออกแบบโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่เชื่อมต่อได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบห้องปลอดฝุ่นให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:18 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และผู้แทนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบห้องเรียนปลอดฝุ่นให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลออนใต้ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารสถาบันวิจัยและพลังงานนครพิงค์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีมอบห้องปลอดฝุ่นดังกล่าว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ มูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ได้มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ดำเนินงานภายใต้โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายต่าง ๆ ติดตั้งเครื่องเติมอากาศและระบบกรองอากาศให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5  เพื่อสร้างอากาศที่สะอาดปราศจากฝุ่นละออง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของเด็ก ตลอดจนสร้างพื้นที่ปลอดภัย(Safe Zone) จากฝุ่นละออง PM 2.5

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หนีห่างจากหวัด ช่วยผิวใสไม่มีโทรม ด้วยวิตามินซี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:15 น.

อากาศแปรปรวนมีความเสี่ยงในการป่วยได้ง่าย ชีวิตที่ต้องสลับสวิตช์สู้ทนกับอากาศ ทั้งความร้อนจากแสงแดดเมืองไทยที่หนียังไงก็ไม่พ้น แต่ชีวิตการทำงานในออฟฟิศที่อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ บางวันฝนมาเช็กอินให้เปียกและชื้น เมื่อต้องเจอความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ชีวิตจึงต้องมีเกราะป้องกันให้มากพอ การดูแลและเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและมองเป็นเรื่องเล็กน้อยจนละเลยในการดูแลสุขภาพตัวเองมากเกินไป

เริ่มต้นใส่ใจสุขภาพได้ด้วย วิตามิน ซี ซึ่งมีคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้ง ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงต่อต้านการอักเสบจากการติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เมื่อทานเป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยในการสร้างคอลลาเจน ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด ช่วยในการสมานแผล และเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ใช้รักษาภาวะเลือดออกตามไรฟัน

วิตามินซีมีอยู่ในผักและผลไม้ ทั้ง ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี พริกหวาน บรอกโคลี คะน้า ปวยเล้ง และอีกมากมาย ซึ่งร่างกายควรได้รับวิตามินซี 1,000 -3,000 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากการเลือกทานอาหารแล้ว วิตามินซีในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นอีกทางเลือกในการเสริมภูมิคุ้มกันที่ทานง่ายและสะดวก อีกทั้ง ได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อวัน โดย Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย มอบความใส่ใจและห่วงใยสุขภาพคนไทยด้วย Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) วิตามินซีที่ควรมีติดบ้าน ใน 1 เม็ด มีวิตามินซีมากถึง 1,000 มก. จึงเหมาะในการดูแลสุขภาพอย่างยิ่ง

สำหรับ Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) ใช้วิตามินซี 3 ชนิด ทั้งกรดแอสคอร์บิก รวมถึงแคลเซียม แอสคอร์เบต และโซเดียม แอสคอร์เบต ที่มีความเป็นกรดน้อย จึงอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร และทำให้วิตามินซีมีความคงตัวมากขึ้น เหมาะมากสำหรับผู้ที่ขาดวิตามินซี และต้องการเติมวิตามินซีให้ร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะคอยดูแลผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เสริมเกราะให้ร่างกายด้วยการทาน Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) เป็นประจำได้ทุกวัน โดยทานวันละ 1 เม็ด พร้อมอาหาร และแนะนำว่าควรดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อช่วยเพิ่มการขับวิตามินซีที่เหลือออกจากร่างกาย

เพราะร่างกายเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ต้องรอให้ป่วย ปรับพฤติกรรมเริ่มต้นได้ง่ายๆ แค่เลือกวิตามินซี

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:13 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

พญ. สุธิดา ชินธเนศ

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืดปอดอักเสบวัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ ไอเรื้อรัง

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล

การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม

ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ รวมทั้งตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

  1. หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล มีดัวงนี้ 1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย
  2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ
  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise) การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด

หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

‘สูงวัยอย่างมีสุข’ การมีอายุยืนยาวควรมาพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน กว่า 20% ของประชากรไทยมีอายุเกิน 60 ปี และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30% ภายในปี 2576 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้สะท้อนว่าการเตรียมพร้อมเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือภารกิจสำคัญที่เราควรเริ่มต้นจากการ “ดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อ” ตั้งแต่วันนี้

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ร่างกายจะเริ่มมีมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง แม้ในช่วงแรกการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่กระบวนการนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ส่งผลให้ความแข็งแรงลดลง เคลื่อนไหวช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มหรือกระดูกหัก³

ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า “ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย” (Sarcopenia) ซึ่งมักแฝงตัวเงียบโดยที่เราไม่ทันสังเกต จนกระทั่งกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นบันได การถือของจ่ายตลาด หรือแม้แต่การลุกขึ้นจากพื้น กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น การมองเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราสามารถดูแลตนเองเพื่อชะลอการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและช่วยลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

ทพญ. ดร.อรุณี ลายธี

ทพญ. ดร.อรุณี ลายธี ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า “การมีอายุยืนยาวควรมาพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สุขภาพกล้ามเนื้อคือตัวกำหนดว่าเราจะเคลื่อนไหวได้คล่องตัวแค่ไหน ตั้งแต่การเดิน การลุกนั่ง ไปจนถึงการทำกิจกรรมที่ต้องการ เมื่อการลดลงของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การตระหนักรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่กับโภชนาการที่เหมาะสมและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ การดูแลกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ คือการเพิ่ม ‘ความหมาย’ ให้กับทุกปีของชีวิต”

เมื่อมุมมองต่อความชราเริ่มเปลี่ยนไป จากการยอมรับว่ากล้ามเนื้อที่ลดลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สู่การหันมาใส่ใจสุขภาพกล้ามเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆ วันนี้จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้ชีวิตตามแนวคิดดังกล่าว เรื่องราวต่อไปนี้สะท้อนภาพของการรับมือกับความสูงวัยอย่างมีความสุขในชีวิตจริง

ฟังเสียงร่างกายของตนเอง : เรื่องราวของหญิงวัย 59 ปี

ในวัย 59 ปี ไก่ เริ่มต้นเช้าวันใหม่ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เตรียมอาหารให้ตัวเองและสามี และแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจดูแลตัวเองอย่างจริงจัง หลังจากที่เธอเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

ภายหลังการผ่าตัด เธอเริ่มสังเกตว่าความเหนื่อยล้ามาเร็วกว่าที่เคย กำลังวังชาลดลง และการฟื้นตัวใช้เวลานานขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยิ่งเด่นชัด ร่างกายตอบสนองต่ออาหาร การพักผ่อน และกิจกรรมต่างๆ ไม่เหมือนเดิม แม้แต่สิ่งที่เคยทำได้อย่างสบายก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น

ไก่ เล่าว่า “ช่วงแรกรู้สึกสับสน อยู่ ๆ ก็สังเกตได้ว่าร่างกายเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย และไม่แข็งแรงเหมือนเดิม”

หลายคนอาจมองว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องธรรมดาของวัยที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับคุณไก่ เธอไม่เชื่อว่าความเหนื่อยล้าหรือการสูญเสียความแข็งแรงในช่วงวัยหมดประจำเดือนเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก

ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากำหนดคุณภาพชีวิต คุณไก่เริ่มปรับพฤติกรรมการดูแลตนเอง เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันโดยเน้นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น รวมถึงการเสริมโภชนาการด้วยอาหารสูตรครบถ้วน เช่น เอนชัวร์ เพื่อช่วยเสริมสารอาหารที่อาจได้รับไม่เพียงพอในแต่ละวัน     

เมื่อเวลาผ่านไป พลังในการใช้ชีวิตและความแข็งแรงค่อย ๆ กลับมา การทรงตัวดีขึ้น และเธอเริ่มรู้สึกมั่นใจกับร่างกายของตัวเองอีกครั้ง สำหรับคุณไก่ การดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องของการรักษาโรคหรือการฝืนต้านวัย แต่คือการช่วยคงความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และทำสิ่งที่รักได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

สร้างรากฐานเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

เรื่องราวของไก่ สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพกล้ามเนื้อคือรากฐานของความแข็งแรงและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเริ่มใส่ใจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวทั้งสำหรับตนเองและคนในครอบครัว

การเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับการใช้ชีวิตง่ายๆ และทำได้ทุกวัน เช่น  การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ   การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน     และการเสริมโภชนาการเมื่อจำเป็น เพื่อเติมเต็มสารอาหารที่ขาด

เมื่อแนวทางเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สุขภาพที่ดีจึงไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม สำหรับครอบครัวไทยที่มีความผูกพันแน่นแฟ้น เป้าหมายร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การมีสุขภาพดี หากคือการที่สมาชิกทุกคนสามารถใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยได้อย่างแข็งแรง มั่นใจ และเป็นอิสระ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อได้ที่เว็บไซต์ www.th.abbott หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/EnsureThailand