BalloonArt ชวนเสพศิลป์สุดว้าวในนิทรรศการ ‘THE FORGOTTEN THINGS สิ่งที่เผลอลืม’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:02 น.

เมื่อโลกหมุนเร็วเกินไปจนเราเผลอทิ้ง “บางสิ่ง” ไว้ข้างหลัง… บริษัท บอลลูนอาร์ท จำกัด ร่วมกับ สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง ชวนทุกคนมาหยุดพัก และออกเดินทางย้อนกลับไปค้นหาความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของอดีต ผ่านนิทรรศการ “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความผูกพัน ความสำเร็จ ความฝัน และช่วงเวลาที่มีคุณค่า ผ่านผลงานประติมากรรมเป่าลมสามมิติร่วมสมัย ที่พร้อมชวนผู้ชมกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยมีความหมายในชีวิต จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ 18 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

ภายในงาน พบกับ Art Talk Session ในหัวข้อ “Remembering the Forgotten” โดย 3 นักสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการ ได้แก่ คุณวรสรวง สมัตถพันธุ์ Imagineering Artist, Ms. Hiromi Kano ผู้ก่อตั้ง KIGURUMI.BIZ ปรมาจารย์ด้านมาสคอตจากญี่ปุ่น และ คุณภูริภพ โฆษิตพรภิรมย์ Art Director, Central Pattana (CPN) ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงความทรงจำ แรงบันดาลใจ และบทบาทของศิลปะในการเชื่อมโยงผู้คนกับคุณค่าที่อาจหลงลืมไป

พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิดนิทรรศการ “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2552 เป็นประธานในพิธี และ ภูพิงค์ พังสะอาด (พิง ลำพระเพลิง) ผู้กำกับและนักเขียนภาพยนตร์ ร่วมกล่าวเปิดมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจ ภายในงานยังมีการเปิดตัวผลงานของ 6 ทีมเยาวชนผู้ได้รับคัดเลือกจากโครงการ “Art for Art 2026” การประกวดออกแบบศิลปะสามมิติภายใต้แนวคิด “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ซึ่งได้รับการพัฒนาจากแนวคิดสู่ผลงานขนาดจริง พร้อมถ่ายทอดเบื้องหลังการสร้างสรรค์จากความทรงจำเล็ก ๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่สัมผัสหัวใจผู้ชม

มาร่วมสำรวจ “สิ่งที่เผลอลืม” ไปพร้อมกัน ว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นยังมีความหมายต่อชีวิตเราเพียงใด และเหตุใดบางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เราเผลอละเลย

งานเปิดนิทรรศการและเสวนา วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 – 18.00 น. นิทรรศการจัดแสดง 18 – 30 สิงหาคม 2569 (เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: THE FORGOTTEN THINGS

BalloonArt

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

GIT ผนึก NEXTOPIA เปิดตัว “Responsible Jewelry for Sustainable World” ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ร่วมกับ นรีรัตน์ สันธยาติ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ภายใต้โครงการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน โดยมี ทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ), สุภวัฒน์  เจริญผล ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว), พฤฒิพงศ์ เกตุปัญญา ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และรุ่งอรุณ สุวรรณชาโต นายกสมาคมช่างทองไทย ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Pure Light: ค้นพบคุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” เพื่อชวนผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าของอัญมณีและเครื่องประดับที่มากกว่าความงดงาม โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในทุกขั้นตอน พร้อมเปิดประสบการณ์ผ่าน 5 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่ เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Responsible Jewelry, Exclusive Workshops กว่า 15 รอบ, นิทรรศการจัดแสดงผลงานเครื่องประดับไทย, Curated Craft Market ที่รวบรวมร้านอัญมณีและเครื่องประดับกว่า 15 ร้าน และบริการตรวจสอบอัญมณีพร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังมี Photo Booth และกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลพิเศษกว่า 500 รางวัล  

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT จัดตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 2540 ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในทุกมิติ ทั้งการวิจัย พัฒนา มาตรฐาน การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และการสร้างบุคลากร เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยสู่ระดับสากล GIT ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านอัญมณีและเครื่องประดับที่เชื่อถือได้ ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกอย่างยั่งยืน

GITNEXTOPIA

สำนักงานสลากฯ เดินหน้ามอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ ‘กล่องความรู้ ปูทางฝัน’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:43 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) จัดพิธีส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นประธานในพิธีส่งมอบ พร้อมด้วย ดร.รังสรรค์ คำชาย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต1 และคณะผู้บริหารโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์กลุ่มภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 โรงเรียน ร่วมรับมอบ ณ โรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 ตำบลจอมศรี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ดำเนินงานโดยมุ่งเน้นภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 73 แห่งทั่วประเทศ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาได้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งเครื่องเล่นสนาม

สำหรับในปีงบประมาณ 2569 นี้ สำนักงานฯ มุ่งเน้นการ “ส่งมอบปัญญา” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ
ทางความคิด และสร้างเสริมความรู้นอกห้องเรียนผ่านโครงการจัดสร้างห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งค้นคว้าที่ทันสมัย โดยห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ “กล่องความรู้
ปูทางฝัน” มีความมั่นคงและปลอดภัย ภายในติดตั้งเครื่องปรับอากาศ พร้อมด้วยหนังสือที่เหมาะสมกับเยาวชน หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย ได้แก่ จอภาพอัจฉริยะ Smart TV และชุดจอสัมผัส Kiosk รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

 นอกจากพิธีการส่งมอบอย่างเป็นทางการ ทางโครงการยังได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์พิเศษ “แต่งแต้มฝัน สร้างสรรค์จินตนาการ” (DIY เพนต์กระเป๋าผ้าและกระเป๋าดินสอ) เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ นักเรียนได้แสดงความสามารถและจินตนาการ ผ่านการลงมือแต่งแต้มลวดลายและสีสันลงบนกระเป๋าผ้าและกระเป๋าดินสอของตนเอง

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLO

สำนักงานสลากฯ

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า  GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“พลาสติก” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกัน การบริโภคและใช้พลาสติกปริมาณมหาศาล โดยขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมได้สร้าง “ขยะ” ที่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทย (Plastic per capita) อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ แต่ในปี 2565 ขยะพลาสติกของไทยมีอัตราการรีไซเคิลเพียง 12% และยังคาดว่าจะมีการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นราว 50% ระหว่างปี 2565 – 2593 อีกด้วย

เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จึงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ชวนพนักงานร่วมคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET เพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling) ในโครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากการคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดในพื้นที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ซึ่งนำไป Upcycling ผลิตเป็นสื่อการเรียนรู้รักษ์โลกสำหรับเด็ก มอบให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั่วประเทศ กว่า 300 ชุด


GULF ได้ขยายผลโครงการฯ “ขอ ขวด ของเรา” ปีที่ 2 ไปยังโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวน 7 แห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 สามารถคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดได้กว่า 1,183 กิโลกรัม โดยได้นำไปมอบให้  วัดจากแดง เพื่อนำไป Upcycling เป็นผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้        2.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF 

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF เล่าถึงแนวคิดของโครงการฯ ว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ส่งเสริมให้พนักงาน GULF เริ่มต้นดูแลสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันและยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะขวดน้ำ PET เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการนำขยะเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และนำไป Upcycling เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการคัดแยกของเหลือใช้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า”

“ในปีนี้ GULF ได้ขยายโครงการฯ จากสำนักงานใหญ่ไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าของกลุ่มในภาคตะวันออก สามารถรวบรวมขวด PET ใช้แล้วจำนวน 1,183  กิโลกรัม กลับเข้าสู่กระบวนการ Upcycling ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ มีดีไซน์ และมีมูลค่าหรือคุณภาพสูงกว่าเดิม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 สามารถคัดแยกขวด PET ได้รวม 1,637 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม  3.42 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นว่า การปลูกฝังวัฒนธรรมการคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้องภายในองค์กร เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายผลในวงกว้าง สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“ภูมิใจมากที่มีส่วนร่วมกับโครงการฯ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการคัดแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะเราได้รู้ว่าปลายทางของขวด PET ที่คัดแยกไปไหนและเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเราส่งต่อพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง” หนึ่งในพนักงานจากออฟฟิศภาคตะวันออกของกลุ่ม GULF เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ปีที่ 2

ขณะที่พนักงาน GULF อีกคนสะท้อนว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่พนักงานก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว การได้มาเห็นกระบวนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จนถึงการ Upcycling ทำให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่า พนักงานในองค์กรทุกคนสามารถทำประโยชน์ให้สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง ในฐานะศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะต้นแบบ กล่าวถึงความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องว่า “วัดจากแดงและ GULF ร่วมมือนำขวด PET มา Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยนำขวดน้ำมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม เป็นต้น ส่วนฝาขวดนำมาผลิตเป็นพวงกุญแจที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ถ้าเรามองของเหลือใช้เป็นขยะ ก็ต้องหาที่ทิ้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเรามองเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ทางโลก และทางธรรม”

“นอกจากการช่วยกันจัดการ “ขยะภายนอก” ด้วยการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ทุกคนสามารถฝึกจัดการ “ขยะในใจ” ควบคู่กันไป ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ หรือความยึดติด ผ่านการฝึกสติ เมตตา การให้ และความเพียร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม” เจ้าอาวาสวัดจากแดง ฝากคติธรรมทิ้งท้าย

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569 ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น


เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 


ในโอกาสนี้ พระราชทานหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 ให้แก่คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 47 ราย 


จากนั้น ทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569” ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารมวลชนและผู้ดำเนินรายการ นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The Standard พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027”

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนถึง ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น

ในช่วงหนึ่งระหว่างการพระราชสัมภาษณ์ ทรงมีรับสั่งถึงชีวิตส่วนพระองค์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า “1 ปีที่ผ่านมาก็งานเยอะดี ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง รวมถึงงานกีฬา และงานลงพื้นที่ก็เยอะ ก็มีเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจสองครั้งอย่างที่ทุกคนทราบในข่าว เผอิญว่าเป็นช่วงที่เหนื่อย ทั้งเรื่องครอบครัว แต่เราก็ต้องเดินไปข้างหน้า”

อีกทั้ง ทรงเผยถึงพระอารมณ์ในขณะนี้ว่า ทรงรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากทรงผ่านช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะภายหลังเสด็จกลับจากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หรือ State Visit ทรงหาเวลาเสด็จไปพักผ่อนส่วนพระองค์ และทรงทำกิจกรรมที่โปรด เพื่อฟื้นฟูพระวรกายและพระอารมณ์ ทั้งเสด็จไปดิสนีย์แลนด์ คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือ และทรงงานศิลปะ 

“สิ่งที่ทำอย่างแรก นอกจากนอนนิ่งๆ อาบแอร์แล้ว ก็คือการไปดิสนีย์แลนด์ ไปพักผ่อนในแต่ละเมือง ไปคอนเสิร์ต ซึ่งจิตใจดีขึ้นเยอะมาก…มีความสุขมากขึ้น และกลับมาเป็นท่านหญิงคนเดิม รวมถึงทำให้ตัวเองสวยขึ้นในทุกๆ วัน จากข้างในมาข้างนอก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงรับสั่งถึงหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  เล่มที่ 7 ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล
 

“ต้องการทำหนังสือที่เข้าได้กับทุกคน นี่คือไอเดียหลัก ไอเดียรองรับทำหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทย โดยใช้ทุกภูมิศาสตร์ไทยไล่เรียงจนคนเข้าใจมากขึ้น และทุกคนเห็นคุณค่า ท่านหญิงขอบพระคุณคนทอผ้าทุกคน ศิลปินทอผ้า ที่เข้าอกเข้าใจเราอย่างดี และเปิดใจมาก ถ้าเกิดทุกท่านไม่เปิดใจให้ คนรุ่นหลังจะได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ขอขอบคุณทุกๆ คน


อยากฝากหนังสือที่เหมาะกับช่างทอผ้าคือต้นน้ำ เก็บหม่อน เลี้ยงไหม ทำสี ตามวิถีตามภูมิภาค แต่เราต้องการนักออกแบบ ซึ่งมีนักออกแบบที่เป็นแฟชั่น อินทีเรีย และนักออกแบบมากมาย อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปสู่กระบวนการศึกษาของเด็กนักเรียนทุกคน เพราะเพราะเป็นหนังสือที่คนไทยทำ ถ้าอ่านและวิเคราะห์แล้วสามารถไปไกลได้อีกมาก


การทำหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะท่านหญิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี เพราะต้องการให้ครูไปสอนนักเรียนแบบทำการบ้านก่อน ไม่ใช่สอนทั้งดุ้น แต่ต้องอ่าน ตีความ พัฒนา ใช้มันสมองในการสอนนักเรียน ย่อยข้อมูล เพื่อให้เด็กนำไปจินตนาการต่อด้วยตนเอง เป็นเทรนด์บุ๊กที่อยากเห็นความท้าทายของช่างทอผ้าทุกคน ซึ่งพูดทุกปี แต่ปีนี้อยากเห็นเป็นพิเศษ”


​ผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027” ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ได้ระหว่างนี้- 14 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ สามารถอ่านและดาวน์โหลด E-book ฟรีได้ที่ https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม มอบรางวัลอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ดีเด่น ประจำปี 2568  (The Prime Minister’s Industry Award 2025) ให้แก่ บมจ. เรียล สมาร์ท โดยมี ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ รับมอบ ในฐานะที่ บมจ. เรียล สมาร์ท เป็นองค์กรที่มีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจบริการแห่งอนาคต..
  • นรินทร์ กัลยาณมิตร เป็นประธานเปิด “ศูนย์การแพทย์แม่นยำ” รพ.น่าน โดยมี นพ.ภุชงค์ ชื่นชม และ นพ.กนก พิพัฒน์เวช ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคที่ซับซ้อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่ทันสมัย และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ที่ทันสมัยในระดับภูมิภาค..
  • ชื่นชม นักดนตรีของ วงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) ในการแสดงคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ รวมใจภักดิ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 16 จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมูลนิธิส่งเสริมดนตรีสากลเยาวชน โดยมีแม่งานคือ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมคณะกรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมยินดีกับ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร’ รับรางวัล ‘คนดีศรีจังหวัดปราจีนบุรี 2569’ เชิดชูต้นแบบผู้บุกเบิกสมุนไพรไทย อุทิศตนเพื่อสังคมด้วยคุณธรรมและความพอเพียง..
  • ยินดีกับ เมก้า ศรีอรทัยกุล ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2569 ประเภทนักธุรกิจด้านอัญมณีและเครื่องประดับ..
  • ยามว่าง ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ ชวน เสกสรร เสริมพงศ์, ปวิช ใจชื่น, สุนันท์ พูลธนกิจ, พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ มาสังสรรค์ออกรอบกัน..
  • สุวิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง วันเกิดตอนเช้าทำบุญและร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการแล้ว ตอนเย็นอยู่บ้านปาร์ตี้กับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  • ภัทรลดา สง่าแสง หลังจบหลักสูตร Digital CEO # 9 ได้ upskill ด้าน digital & AI พร้อมลงสมัครเป็น ประธานกรรมการด้านการทำบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ในทีม 1 หมายเลข 2 ร่วมชูวิสัยทัศน์ นักบัญชีของไทย ต้องพัฒนาให้ไกลไปด้วยกัน ผ่านหลากหลายนโยบายที่สำคัญของทีม 1 เช่น ศูนย์รวมเทคโนโลยีและAI สำหรับผู้ทำบัญชีผู้สอบบัญชีและผู้สอบบัญชีภาษีอากร นำทีมโดย วินิจ ศิลามงคล พร้อมด้วย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์, วารุณี ปรีดานนท์ (สุชิตวาส), นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์, ราชิต ไชรัตน์, สุเทพ พงษ์พิทักษ์, รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย 15 สค. เชิญชวนสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีออกเสียงเลือกตั้งกาทีม 1 ยกทีม ซึ่งเป็นการเลือกแบบ e-voting ครั้งแรก..
  • สวด ผศ.วิลาศ หันนาคินทร์ มารดา ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์  ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง 13-19 ส.ค.18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 20 ส.ค.17.00 น. เมรุหน้า..
  • มิตรสหาย ร่วมอาลัยและเสียใจกับ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สูญเสียมารดา ภญ.จุไรรัตน์ รักวาทิน ในวัย 84 ปี..

น้องใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอจุดหมายปลายทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ต่อยอดแนวคิด “AWC Riverside Journey” ที่รวบรวมและเชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและประสบการณ์หลากหลายรูปแบบตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯครอบคลุมตั้งแต่ย่านประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์กสำคัญ ไปจนถึงประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยแต่ละจุดหมายปลายทาง      มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว สะท้อนเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบคุณค่าของเมืองในมิติใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ล่าสุดของ “AWC Riverside Journey” คืออสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า River Garden ตั้งอยู่ ณ หนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดย AWC มีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้สู่โรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี และมีแผนให้โรงแรมดำเนินงานภายใต้ Plaza Athénée แบรนด์โรงแรมระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,900 ล้านบาท โรงแรมสูง 18 ชั้น จำนวน 146 ห้อง พื้นที่อาคารรวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571 พร้อมนำเสนอประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรี สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน

มากกว่าการรังสรรค์ประสบการณ์ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของกรุงเทพฯ สายน้ำที่เชื่อมโยงชุมชน การค้า และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน โดยจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ทั้ง 11 แห่งของ AWC ร่วมกันร้อยเรียงเรื่องราวของกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิต เข้ากับประสบการณ์ร่วมสมัย พร้อมแนวคิด “Co-living” lobby ที่จะช่วยเชื่อมโยงแต่ละจุดหมายปลายทางให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน ผ่านพื้นที่ที่เปิดให้ผู้มาเยือนได้พบปะ พักผ่อน และสัมผัสทัศนียภาพและประสบการณ์อันโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อ “AWC Riverside Journey” เติบโตอย่างต่อเนื่อง AWC จะร่วมสานต่อคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่เฉลิมฉลองเรื่องราวในอดีต พร้อมส่งต่อเสน่ห์และจิตวิญญาณของสายน้ำแห่งนี้สู่คนรุ่นต่อไป

การเดินทางที่ร้อยเรียงเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ

ปัจจุบัน “AWC Riverside Journey” เชื่อมโยงประสบการณ์อันโดดเด่นหลากหลายรูปแบบตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมต่อยอดสู่จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยแต่ละจุดหมายปลายทางล้วนมีเอกลักษณ์และเติมเต็มเรื่องราวของการเดินทางในมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โรงแรมและการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงชุมชน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การค้นพบกรุงเทพฯ ในมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านสายน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและวิถีชีวิตของเมืองมาอย่างยาวนาน

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา AWC Riverside Journey เชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและโครงการต่างๆ ของ AWC เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรม สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ เส้นทางนี้ทอดยาวตั้งแต่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, The Hotel Plaza Athénée Bangkok และ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ทรงวาด เยาวราช ไปจนถึงเวิ้งนครเกษม พร้อมเชื่อมโยงแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเมือง อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปากคลองตลาด และไชน่าทาวน์ เปิดมุมมองให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านการเดินทางที่เชื่อมโยงจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดหมายปลายทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แต่ละแห่งสำหรับการมาเยือน หากแต่ร่วมกันร้อยเรียงเป็น เส้นทางที่รังสรรค์ประสบการณ์ตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ ทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ชุมชนดั้งเดิมและย่านสร้างสรรค์แห่งใหม่ ตลอดจนเอกลักษณ์เฉพาะของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละย่าน โดยหัวใจสำคัญของ “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองเรื่องราวและคุณค่าของเจ้าพระยาในอดีต พร้อมส่งต่อจิตวิญญาณของสายน้ำสู่อนาคตผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ยังคงเชื่อมโยงกับผู้คน สถานที่ และชุมชนที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในอนาคต AWC จะต่อยอดมิติใหม่ให้กับ “AWC Riverside Journey” ผ่าน MONA Bangkok จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ควบคู่กับแผนพัฒนาโครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเปิดมิติใหม่ของการเดินทาง การเชื่อมโยง และการสัมผัสเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยาในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น

จุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่นี้ จะเข้ามาเติมเต็ม “AWC Riverside Journey” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยทำเลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผสานประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการ สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดอีกหนึ่งมิติให้ผู้คนได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชุมชนโดยรอบได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า:

“ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนหัวใจของเมือง เป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยชีวิต เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน AWC Riverside Journey ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าและเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและสัมผัสได้ในระดับโลก

AWC Riverside Journey เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ เข้ากับประสบการณ์ที่โดดเด่นของแต่ละจุดหมายปลายทาง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM  ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

พิธีเปิด “กิจกรรมแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์พร้อมทดสอบตลาด” ภายใต้ชื่องาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ภายใต้โครงการบูรณาการ การค้า การลงทุน ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน

นายประยูร ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการและนักออกแบบในกลุ่มล้านนาตะวันออก และเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มล้านนาตะวันออกสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นสากล

ด้าน นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวเปิดงานว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเพิ่มมูลค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออกที่มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม และงานย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ทั้งนี้ จังหวัดแพร่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นจังหวัดหลักในการดำเนินโครงการนี้ โดยมุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักออกแบบแฟชั่น ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยีดิจิทัล และการตลาดสมัยใหม่ เพื่อร่วมกันต่อยอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นล้านนาตะวันออกให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในพิธีเปิด มีการแสดงต้อนรับชุด “สี่นคราแห่งล้านนาตะวันออก” และไฮไลต์สำคัญคือ Mini Fashion Show ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก 42 คอลเลกชันของผู้ประกอบการล้านนาตะวันออก โดยได้รับเกียรติจาก แพนเค้ก เขมนิจ ร่วมเดินแบบในโชว์ครั้งนี้ด้วย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนที่มาร่วมบันทึกภาพเป็นจำนวนมาก

งาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องประดับ ผ้าทอ และผ้าทอพื้นเมืองล้านนาตะวันออก กว่า 84 ผลงาน จากฝีมือผู้ประกอบการและนักออกแบบ 84 ราย พร้อมเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าจริงกว่า 42 แบรนด์ ให้ผู้บริโภคได้เลือกชมและเลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Lanna Exhibition) กิจกรรม Flash Sale ลุ้นนาทีทองราคาพิเศษ รวมถึงการแสดงดนตรีสดและศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกตลอดการจัดงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-21.00 น. ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดการจัดงาน

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA  ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ NEXTOPIA เปิดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ภายใต้โครงการ Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub เพื่อส่งเสริมแนวคิด Responsible Jewelry และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสวยงามหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพียงเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงคุณค่าที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบ ความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิด ‘Responsible Jewelry’ จึงไม่ใช่เพียงกระแสของโลกที่ตื่นตัวกันเพียงชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล

ด้วยเหตุนี้ GIT จึงร่วมกับ NEXTOPIA จัดโครงการ ‘Responsible Jewelry for Sustainable World’ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักวิชาการ และผู้บริโภค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณี โลหะมีค่า และเครื่องประดับอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และโครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World Sustainable Gem and Jewelry Hub อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “NEXTOPIA มุ่งมั่นสร้างพื้นที่ให้เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และนวัตกรรม เพื่อร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ความร่วมมือกับ GIT ครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริโภคเพื่อขับเคลื่อน Responsible Jewelry ซึ่งอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป มาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและจับต้องได้ ผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา เวิร์กชอป และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าใจว่า ทุกการเลือกซื้อสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่โปร่งใสและยั่งยืนได้”

โครงการ “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และผลักดันแนวคิด Responsible Jewelry ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมค้นพบ “คุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” ได้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงานมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด และมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma)ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “มะเร็งมดลูก” ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน”  หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง

ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” โดย พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

ด้าน พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118  ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th