เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ ‘The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj’

เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ 'The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj'

เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ ‘The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เซ็นสัญญาร่วมกับ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จับมือร่วมกันผลิตรายการ Edutainment รายการสาระความรู้ที่ดูสนุก เรื่องใกล้ตัวที่เราควรรู้ The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj” โดยรายการนี้ได้เปิดโอกาสให้ “นักศึกษาแพทย์” ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี จากคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ  เข้าแข่งขันตอบปัญหาเชิงวิชาการ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ หรือ หมอด้านกระดูกและข้อ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา ร่วม 180,000 บาท

โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์  ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ, รศ.นพ.จตุพร โชติกวณิชย์ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายเวชระเบียนและสถิติ และ ดร.วิชนี ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมรวมพลังต่อยอดความรู้ในรูปแบบรายการแข่งขันเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ ทำให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุก และสามารถเอาความรู้จากรายการมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รอติดตาม รายการ The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj” ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 เร็ว ๆ นี้

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่ ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่  ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่ ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.03 น.

เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ผู้นำธุรกิจด้านวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้บริการสื่อโฆษณาครบวงจรและการตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI อัจฉริยะ ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ กวาด 7 รางวัลจาก 2 เวทีระดับประเทศ ได้แก่ 5 รางวัลจาก LINE Thailand Awards 2024 และ 2 รางวัลจาก MarTech Innovation Awards 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน MarTech ที่มุ่งยกระดับเกมการตลาดสู่ยุคอัจฉริยะ (Cognitive Marketing) ด้วยการผสานพลัง AI, ดาต้า, EGG ONE Platform และทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภค และส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ พร้อมช่วยขับเคลื่อนแบรนด์คู่ค้าให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ 

รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ MarTech Solution บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า “การคว้า 7 รางวัลใหญ่จาก LINE Thailand Awards 2024 และ MarTech Innovation Awards 2025 เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จและสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ MarTech Solution ที่โซลูชันด้านการตลาดและการสื่อสารแบบครบวงจรในที่เดียว (All-in-One Solutions) ตั้งแต่การเก็บและบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM & CDP) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อต่อยอดในมุมธุรกิจ ไปจนถึงการให้คำปรึกษา พร้อมการวางกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์คู่ค้าได้อย่างตรงจุด สร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในทุก Touchpoint และสร้างประสบการณ์ที่เฉพาะบุคคลแบบ Dynamic Personalization ให้กับผู้บริโภค โดยความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากพลังของทีมงานและพาร์ทเนอร์ที่มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน โดยเราผสานจุดแข็งทุกมิติให้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ด้านดาต้า เทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI, Machine Learning, EGG ONE Platform แพลตฟอร์มการตลาดที่รวมเครื่องมือและข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียว รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจเชิงลึกของทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่มีประสิทธิภาพ โดนใจผู้บริโภค และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง”

เอ้ก ดิจิทัล ตอกย้ำการเป็น Developer และTech Partner ที่พัฒนาต่อยอดโซลูชัน รวมถึงนำจุดแข็งทุกมิตมาเชื่อมต่อกับโซลูชันต่าง ๆ กับแพลตฟอร์ม LINE ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเข้าใจลูกค้าทุกอุตสาหกรรมได้อย่างลึกซึ้ง โดยคว้า 5 รางวัลใหญ่จาก LINE Thailand Awards 2024 รางวัลสุดยอดผลงานการตลาดดิจิทัล ที่สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบนแพลตฟอร์ม LINE ได้แก่

1. รางวัล Best LINE Solutions Campaign ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่จัดขึ้นเป็นปีแรกและมีเพียง 1 รางวัล โดยได้รับจากแคมเปญ    7-Eleven, Enhances ALL Member Experience with Seamless Integration via LINE

2. รางวัล Best Sponsored Sticker สาขา Retail & Commerce จากแคมเปญ RETAIL & COMMERCE CP ALL 7-Eleven   

3. รางวัล Best Sponsored Stickers สาขา Public Sector ThaiPBS

4. รางวัล Best Display Ads สาขา Finance & Banking ธนาคารออมสิน

5. รางวัล Best Official Account สาขา Public Sector สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

พร้อมคว้า 2 รางวัลใหญ่จาก MarTech Innovation Awards 2025 รางวัลสุดยอดจากสมาคมเทคโนโลยีและการตลาดแห่งประเทศไทย (MarTech Association Thailand) รางวัลสาขา Loyalty campaign และ Data Analytic ได้แก่

1. รางวัล Platinum Winner สาขา Loyalty and Reward จากแคมเปญ RedClub One Loyalty for All ของกลุ่มธุรกิจ TCP 

2. รางวัล Gold สาขา Customer Data Intelligence จากแคมเปญ Dreamy Rewards Revolution: Data-Driven Personalization for Next-Level Customer Loyalty

ความสำเร็จของ 3 สุดยอดแคมเปญ โดยเอ้ก ดิจิทัลกับแบรนด์ ชั้นนำ ระดับประเทศ ได้แก่

1. 7-Eleven แคมเปญ Enhances ALL Member Experience with Seamless Integration via LINE: เชื่อมต่อประสบการณ์การซื้อผ่าน LINE โดยใช้พลัง AI และดาต้ามาแบ่งกลุ่มสมาชิก (AI-driven Segmentation) เชื่อมข้อมูลสมาชิก ALL Member และ LINE Connect เพื่อออกแบบการสื่อสารที่แตกต่างกันตามความสนใจ สร้างข้อความที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Dynamic Message) ยกระดับระบบสะสมแต้มและแลกคูปองด้วยการสแกนบาร์โค้ดผ่าน LINE official เพิ่มความสะดวกในการสั่งสินค้าผ่าน 7Delivery และ Chat & Shop ด้วยแชตผู้ช่วยที่ตอบกลับแบบเรียลไทม์ รวมถึงสร้างความผูกพันให้แบรนด์ และเพิ่มผู้ติดตามใหม่ด้วยไลน์สติ๊กเกอร์ ลาย “เครยอน ชินจัง” (Crayon Shin-chan) และวางกลยุทธ์การยิงโฆษณาผ่าน LINE Ads ซึ่งผลลัพธ์ช่วยให้จำนวนผู้ติดตามบน LINE เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มยอดขายผ่าน LINE OA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

2. RedClub แคมเปญ One Loyalty for All ของกลุ่มธุรกิจ TCP: พลิกโฉมระบบสมาชิก RedClub สู่มิติใหม่ ด้วยการออกแบบระบบ Loyalty Program ที่รวมทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP ไว้ที่เดียว โดยสมาชิกสามารถสะสมแต้มข้ามแบรนด์ได้ จัดกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการซื้อ พร้อมใช้ AI มาขับเคลื่อนและวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกแบบเรียลไทม์ เพื่อส่งโปรโมชันและสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล ซึ่งผลลัพธ์ช่วยเพิ่มยอดการสะสมแต้มบนระบบ เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ และกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประสบการณ์สมาชิก และขยายฐานสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Dreamy แคมเปญ Rewards Revolution: Data-Driven Personalization for Next-Level Customer Loyalty: พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ B2B ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยระบบ CRM ที่มีสะสมแต้มและลุ้นรางวัล เพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วม เชื่อมต่อข้อมูลจากหลายช่องทาง วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ ด้วย RFM & Churn Analysis และใช้ AI-Driven Personalization ส่งโปรโมชันที่ตรงใจลูกค้าผ่าน LINE ซึ่งผลลัพธ์ช่วยเพิ่มจำนวนยอดลงทะเบียนกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ เพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์และเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงการนำศักยภาพด้าน AI มาเสริมด้าน Martech solution เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และยังสะท้อนความมุ่งมั่นของเอ้ก ดิจิทัล ที่พร้อมจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยแบรนด์ยกระดับการตลาดดิจิทัล ให้ก้าวทันพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราตั้งใจพัฒนาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยดาต้า เทคโนโลยี  AI และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและสร้างความสำเร็จให้คู่ค้า ทั้งด้านประสบการณ์ผู้บริโภค และการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง” รัฐธีร์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจบริการของ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eggdigital.com/ หรือ โทร. 02-020-2364

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ตอกย้ำพันธกิจการเป็นองค์กรที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ผ่านเวที “CP Group Embrace the Diversity” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในเดือนแห่งความหลากหลาย (Pride Month) โดยมีผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในเครือร่วมแสดงพลังความแตกต่างอย่างภาคภูมิ  ประกาศจุดยืนชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบาย Diversity, Equity and Inclusion (DEI) และการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนตามกรอบ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) โดยยึดหลัก Human Rights Due Diligence (HRDD) เป็นกลไกในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในห่วงโซ่อุปทานทั้งองค์กร พร้อมเปิดเวที Ted Talk เพื่อรับฟังความเห็นพนักงานในมิติต่างๆ ทั้งด้านความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย และกลุ่มเปราะบาง เพราะเวทีที่จัดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของการเฉลิมฉลอง แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าซีพีได้นำ ‘นโยบายความหลากหลาย’ มาแปลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกแบบสวัสดิการ การปรับระบบการทำงาน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างโอบรับทุกความแตกต่างอย่างเท่าเทียม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ  ทรู ดิจิทัล พาร์ค

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัดและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เครือซีพี ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ “สร้างวัฒนธรรมองค์กร” ที่เปิดกว้างและให้คุณค่ากับความหลากหลาย โดยเชื่อว่า ‘ความแตกต่างของบุคคล’ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสำเร็จขององค์กร พนักงานทุกเพศ ทุกวัย และทุกภูมิหลังได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราจึงมุ่งหน้าสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม ผ่าน ”สวัสดิการแห่งความเสมอภาค”

“จากความเชื่อเรื่องความแตกต่างของบุคคลคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร นำมาสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ ‘เข้าใจ เห็นคุณค่า และให้โอกาส’ กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม และนโยบายต้องมีผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่แค่หลักการ ซีพีจึงมีสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมที่รองรับความหลากหลายของพนักงาน เช่น การลาและเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีผ่าตัดแปลงเพศ การลาสมรสและคลอดบุตรสำหรับคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย รวมถึงการให้วันหยุดตามศาสนาสำหรับพนักงานที่นับถือศาสนาใด ๆ การมีสิ่งเหล่านี้คือการ ‘สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย’ ให้พนักงานได้เป็นตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งจัดตั้งเครือข่ายพนักงาน LGBTQ+ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มพนักงาน และผลักดันบทสนทนาเรื่องความหลากหลายให้ขยายสู่ทุกหน่วยธุรกิจ” ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพี กล่าวเพิ่มเติม

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “องค์กรที่เติบโตได้ในโลกยุคใหม่ ต้องเปิดกว้าง เคารพสิทธิมนุษยชน และมีระบบที่สนับสนุนความแตกต่างอย่างแท้จริง ปัจจุบันซีพีดำเนินธุรกิจใน 21 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานกว่า 450,000 คน ความหลากหลายจึงไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ยังมีทั้ง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัย และมุมมอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือพลังขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ เราจึงยึดมั่นในแนวทางสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) และกำหนดให้ Human Rights Due Diligence (HRDD) เป็นแกนหลักของการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยในปี 2568 ซีพีได้ยกระดับการดำเนินงานด้าน DEI ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการบรรจุนโยบายนี้ไว้ในเป้าหมายการพัฒนาองค์กรสู่ปี 2030 และกำหนดกรอบการดำเนินงานตาม 3 เสาหลักของ UNGPs ได้แก่ Protect – Respect – Remedy เพื่อให้องค์กรไม่เพียงป้องกันการละเมิดสิทธิ แต่ยังเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ”

“การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ คือพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในองค์กรและสังคม” ดร.ธีระพล กล่าวย้ำ

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ 

บนเวที CP Group Embrace the Diversity ที่ซีพีจัดขึ้นนี้ ได้เปิดกว้างรับฟังความเห็นจากพนักงาน โดยให้พนักงานได้แสดงมุมมองความเห็นและประสบการณ์ในรูปแบบ Ted Talk สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความหลากหลายที่ขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชนของซีพี

เริ่มจาก เอวารินทร์  อัศวินเชาวนนท์ เจ้าหน้าที่ PR & Event จาก บมจ.ซีพี ออลล์ ตัวแทนด้านความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า “ซีพีและซีพี ออลล์ เปิดให้พนักงานทุกคน ‘มีความเป็นตัวเอง’ ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ มุมมองทัศนคติ และสไตล์การทำงาน โดยเชื่อมั่นว่าความหลากหลายคือพลังสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘Harmony Culture’ ซึ่งทางองค์กรสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมความรู้สึก ‘มีที่ยืน’ และ ‘ปลอดภัย’ ในการทำงาน ทั้งในด้านกายภาพ จิตใจ และสังคม ซึ่งเป็นหัวใจของ Well-being ในที่ทำงาน นอกจากนี้ องค์กรเลือกไม่ใช้คำนำหน้านามอย่าง ‘นาย’ หรือ ‘นางสาว’ ในระบบภายใน เช่น บัตรพนักงาน เป็นต้น ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่แสดงออกถึงความเคารพในอัตลักษณ์ของพนักงาน และสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและให้เกียรติในความหลากหลายอย่างแท้จริง”

เอวารินทร์  อัศวินเชาวนนท์ 

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล เจ้าหน้าที่บริหารโครงการพิเศษจาก บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า “องค์กรเปิดใจยอมรับความแตกต่าง โดยมองว่าความแตกต่างเป็นพลัง ซึ่งตนได้รับโอกาสเป็นผู้ประกาศข่าว และทำงานเพื่อสังคม แสดงให้เห็นว่าเราเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญคือการทำให้กลุ่มผู้พิการเห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ และเข้าใจว่าสังคมยังมีพื้นที่ให้พวกเขา นอกจากนี้การที่องค์กรมองเห็นศักยภาพ เปรียบเสมือนของขวัญอันล้ำค่า และทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ทำโครงการสนับสนุนกลุ่มคนพิการ ซึ่งช่วยจุดประกายให้อีกหลายคน ‘ลุกขึ้นสู้’ และดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปได้”

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล 

นพอนันต์ พงศ์อิทธิเดช Business Intelligence Center จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนด้านความหลากหลายในด้านศาสนา กล่าวว่า “ตนนับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 0.1% ที่นับถือศาสนานี้ ก่อนที่จะมาทำงานที่ซีพี มีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติมาหลายปี ด้วยการโตมากับความเชื่อที่ว่าถ้าเป็นคนอินเดีย ศาสนาซิกข์ ต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสเติบโต จนกระทั่งได้มาสัมภาษณ์งานที่ซีพี นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต ผมได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ได้รับโอกาสดี ๆ จากผู้บริหาร มีสวัสดิการวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนา แสดงถึงความเข้าใจและเคารพในพิธีกรรมของทุกศาสนา ย้ำถึงการเป็นองค์กรที่มีนโยบายด้าน DEI ที่ชัดเจน ทั้งยังเชื่อมั่นว่าศาสนา เพศสภาพ เชื้อชาติ ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นพลังร่วม และมองพนักงานที่ ‘ศักยภาพ’ ไม่ใช่ ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ เท่านั้น”

นพอนันต์ พงศ์อิทธิเดช 

ด้าน Lawrence Smith ที่ปรึกษาสำนักยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนด้านความหลากหลายทางเชื้อชาติ กล่าวว่า “เครือซีพีเป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ไม่ว่าในระดับไหน สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคนที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ทั้งนี้ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เคารพในคุณค่าของแต่ละคน ทั้งยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างมีจริยธรรม  ตลอดจนการประกาศนโยบาย DEI และมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เด่นชัด เชื่อมั่นว่า ซีพีเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสและส่งเสริมความเสมอภาคให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

Lawrence Smith 

ขณะที่ ดร.ชยศมน ทรัพย์สุขบวร พนักงานในโครงการ 60 ยังแจ๋ว จาก บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (โลตัส สาขาหลักสี่) ตัวแทนด้านการส่งเสริมผู้สูงอายุในการทำงาน เปิดเผยว่า “ขอบคุณซีพี แอ็กซ์ตร้า ที่เล็งเห็นศักยภาพของผู้สูงวัย และเปิดโอกาสให้คนวัยเกษียณที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้มาร่วมงานกับซีพี แอ็กซ์ตร้า เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคนวัยนี้มีประสบการณ์และยังมีศักยภาพในการทำงาน ซึ่งองค์กรแห่งนี้ได้ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องวัยได้อย่างน่ายกย่อง เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และถือเป็นโอกาสอันแสนวิเศษที่ได้รับในครั้งนี้”

ดร.ชยศมน ทรัพย์สุขบวร 

กิจกรรม “CP Group Embrace the Diversity” ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเดือนแห่งความหลากหลาย แต่เป็นภาพสะท้อนของการลงมือปฏิบัติที่ต่อเนื่องและชัดเจนของเครือซีพี ในการสร้าง “องค์กรที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน” พร้อมเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นว่า ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรค แต่คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่วัสดุหรือความสวยงามของงานตกแต่ง “ซัน – บุญรอด อัศวสิทธิถาวร” ผู้บริหารรุ่นใหม่แห่งแบรนด์ Willy และดำรงตำแหน่ง Product Director ของบริษัท Welcraft Produts Co., Ltd. หนึ่งผู้นำด้าน Innovation แห่งวงการพาร์ทิชันสุขภัณฑ์ไทย กลับเลือกมองลึกเข้าไปใน “จุดเล็กๆ” ที่หลายคนมองข้าม แต่สร้างผลกระทบใหญ่ในระยะยาวนั่นคือ “พื้นที่หลังโถสุขภัณฑ์”  จุดที่ยากต่อการซ่อมบำรุงด้านระบบ และไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบมาก่อน

จากการลงพื้นที่จริงในไซต์งานและประสบการณ์ตรงที่พบเจอ เขาจึงคิดค้น Service Wall ซึ่งเป็นนวัตกรรมระบบผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ที่ออกแบบให้เปิดซ่อมได้ง่าย ติดตั้งสะดวก โดยยังคงความเรียบหรูของดีไซน์ไว้ได้อย่างครบถ้วน แม้จะเริ่มต้นจากแนวคิดด้านฟังก์ชันและการบำรุงรักษา แต่ Service Wall ก็ไม่ละเลยความงามในการออกแบบ ด้วยพื้นผิวที่ “สามารถปรับเปลี่ยนสีและลวดลายได้ตามความต้องการ” เพื่อให้กลมกลืนกับสไตล์ของห้องน้ำในแต่ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรู โรงแรม หรือสำนักงานระดับพรีเมียม

ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้… แต่ยังต้อง “สวย” และ “เข้ากับงานตกแต่ง” ได้ทุกแบบ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Service Wall ได้รับการยอมรับว่าเป็น “เจ้าแรกในไทย” ที่สร้างนิยามใหม่ให้กับผนังหลังโถ จากจุดที่เคยถูกละเลย กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของงานออกแบบห้องน้ำยุคใหม่ และกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นจากปัญหาที่ไม่มีใครอยากแก้

“ผมเห็นปัญหาในหน้างานจริงว่า ทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา มักจะต้องปิดห้องน้ำเพื่อซ่อมแซม เพราะต้องทุบผนังเข้าถึงท่อน้ำที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งไม่เพียงเสียเวลา แต่ยังสร้างความไม่สะดวก ทั้งที่มันควรจะมีวิธีที่ดีและง่ายกว่านี้”

ซัน – บุญรอด ในฐานะ Product Director เล่าถึงสิ่งที่เขาพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้างานจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโด หรือสำนักงาน ทุกครั้งที่ระบบหลังโถสุขภัณฑ์มีปัญหา ช่างจำเป็นจะต้องเจาะรื้อกระเบื้อง รื้อผนังพื้นที่ตกแต่ง เพียงเพื่อเข้าถึงวาล์วและท่อที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งไม่เพียงใช้งบประมาณสูง แต่ยังสิ้นเปลืองเวลาอีกด้วย

จากประสบการณ์นั้น เขาจึงตั้งคำถามว่า “ทำไมผนังที่ดูดี จึงต้องแลกมากับความยุ่งยากในการดูแล?”

คำถามนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการออกแบบ Service Wall  ผนังที่ภายนอกดูเรียบหรูเหมือนเดิม แต่สามารถเปิดเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์สำคัญอย่างวาล์ว ท่อน้ำ และเซ็นเซอร์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างหรือทำลายอะไรเลย

“นวัตกรรมที่ดีต้องแก้ปัญหาให้ได้ก่อน ไม่ใช่แค่ดูดีอย่างเดียว” ซัน บุญรอด กล่าว

เพราะในโลกแห่งการออกแบบ ความสวยที่ไม่มีฟังก์ชันรองรับ อาจใช้งานจริงไม่ได้เลยในระยะยาว

Service Wall คืออะไร และทำไมจึงเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม

Service Wall คือระบบผนังหลังโถสุขภัณฑ์ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่องานดูแลรักษาและซ่อมบำรุงโดยเฉพาะ ใช้วัสดุและโครงสร้างที่แข็งแรง ติดตั้งง่าย และมีระบบแผงเปิด-ปิดแบบซ่อน จึงเข้าถึงระบบภายในได้ทันทีเมื่อต้องการ

จุดเด่นของ Service Wall ได้แก่: เปิดบำรุงรักษาได้ง่าย โดยไม่ต้องเจาะผนัง รองรับการติดตั้งเซ็นเซอร์แจ้งเตือนน้ำรั่วผ่านแอป ใช้วัสดุ PU Foam ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหากมีการเผาไหม้ ดีไซน์สวย เรียบเนียน เข้ากับงานตกแต่งภายในได้ทุกรูปแบบ

ทุกวันนี้มีหลายโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และอาคารสำนักงานชั้นนำในไทยที่เลือกใช้ Service Wall เป็นส่วนหนึ่งของระบบห้องน้ำสมัยใหม่ เพื่อประหยัดต้นทุนระยะยาว และลดการรบกวนผู้ใช้งานเวลาต้องซ่อมแซม

ไม่ใช่แค่ผนัง… แต่คือ “ระบบ” ที่คิดครบทุกมิติ

เบื้องหลังความสำเร็จของ Service Wall ไม่ได้เกิดจากแค่การออกแบบให้สวย หรือฟังก์ชันที่แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดการสร้างนวัตกรรมแบบ 3 มิติ ที่ ซัน บุญรอด ยึดถือมาตลอด ได้แก่ Design – ออกแบบให้สวยและแก้ปัญหาได้จริง Develop – ฟังเสียงผู้ใช้จริงและพัฒนาไม่หยุด และ Deliver – ส่งมอบของที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่โชว์ในแคตตาล็อก

“ของที่ดี ไม่ใช่แค่ดูดีในแคตตาล็อก แต่ต้องดีจริงในหน้างาน”

Service Wall ดีไซน์ที่เข้าใจสถาปนิก ถูกออกแบบโดยคำนึงถึง Architectural Flexibility เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันในการบำรุงรักษา แต่ยัง ตอบโจทย์ภาษาดีไซน์ ที่หลากหลาย ทั้งแนว Modern Clean Line, Minimal Soft Tone, หรือแม้กระทั่งงานโครงสร้างพิเศษอย่าง ผนังโค้ง (Curved Wall Applications) ที่มักเป็นข้อจำกัดของระบบทั่วไป

ผนัง Service Wall สามารถผลิตในลักษณะผิวโค้ง (Concave/Convex Surface) ได้ตามแบบที่สถาปนิกต้องการ ช่วยให้สามารถดีไซน์งานได้อิสระโดยไม่ต้องกังวลว่า “ระบบบำรุงรักษาจะมาขวางความงามของงานออกแบบ”

นอกจากนี้ยัง ปรับวัสดุผิว (Finish Surface) ให้เข้ากับวัสดุหลักของโครงการได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำโรงแรมหรูที่ใช้ Marble Texture, โครงการแนว Wellness Design ที่เน้นโทนไม้ธรรมชาติ หรือสำนักงานที่ต้องการลุค Soft Industrial

“เราออกแบบระบบให้เป็น Invisible System ที่พร้อมกลมกลืนกับภาษาสถาปัตยกรรมของแต่ละโครงการ” ซัน บุญรอด กล่าว

จากของต้นแบบ… สู่แนวทางที่หลายคนเลือกเดินตาม

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะการใช้งานและดีไซน์คล้ายคลึงกับ Service Wall ปรากฏในตลาดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังตื่นตัวกับแนวคิดด้านการดูแลหลังโถสุขภัณฑ์อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงเป็นจุดแข็งของ Service Wall คือ “ความเข้าใจในระบบจริง” จากประสบการณ์ในไซต์งานโดยตรง และการลงลึกในรายละเอียดที่เกิดจากการใช้งานจริงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงทฤษฎี

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ ‘ผนังหลังโถ’ แต่คือ ‘ระบบบำรุงรักษาที่ติดตั้งได้ในทุกอาคาร’ และนั่นคือความแตกต่าง

แม้จะมีสินค้าที่มีฟังก์ชันคล้ายคลึงกันในตลาด แต่ Service Wall ยังคงเป็นต้นแบบที่ถูกออกแบบมาอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจปัญหาจริงจากผู้ใช้งาน ผู้ออกแบบ และผู้ดูแลระบบในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงแนวคิดที่มองลึกในทุกมิติของการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อ “ปิดผนัง” แต่เพื่อ “สร้างระบบที่รองรับอนาคต”

จากนักออกแบบสู่นักพัฒนาธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์

ในบทบาททายาทรุ่นสองของบริษัท Welcraft Products Co., Ltd. เจ้าของแบรนด์ Willy Toilet Partition ที่ครองตลาดผนังกั้นห้องน้ำในไทยมายาวนาน เขาไม่เพียงรับไม้ต่อ แต่ยังเพิ่ม DNA ของการพัฒนาและนวัตกรรมเข้าไปในทุกโปรเจกต์ ด้วยพื้นฐานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยตรงจาก Brunel University London หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้าน Product Design จากสหราชอาณาจักร แนวคิดเชิงออกแบบที่ลึกซึ้ง ประกอบกับประสบการณ์จริงจากไซต์งานในประเทศไทย คือสิ่งที่ทำให้เขาไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่คือ Product Designer ที่สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริงได้อย่างแท้จริง

Service Wall คือหนึ่งในผลงานที่พิสูจน์แล้วว่า “ออกแบบดี ใช้งานได้จริง” และได้รับการยอมรับในหลากหลายโครงการสำคัญ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์และอาคารเชิงพาณิชย์ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดนวัตกรรมอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ผู้นำรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนห้องน้ำให้กลายเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาเมือง

“ทุกพื้นที่ในอาคารควรออกแบบให้ซ่อมได้ ไม่ใช่แค่ใช้งานได้” ผู้บริหารแบรนด์ Willy กล่าว

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ Service Wall ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็น “ระบบที่ทุกโครงการควรมี”

ในวันที่วงการก่อสร้างต้องการทั้งความยั่งยืน ความสวยงาม และการดูแลระยะยาว ชื่อของ “ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร” จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Innovation ที่น่าจับตาที่สุดของวงการสุขภัณฑ์ไทยในวันนี้

Product Designer ผู้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม

จากหัวใจของนักออกแบบ… สู่ระบบที่เปลี่ยนวงการได้จริง

ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารรุ่นใหม่ของแบรนด์ Willy เท่านั้น แต่ยังเป็น Product Designer ตัวจริง ผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นและออกแบบ Service Wall ด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสังเกตปัญหาในไซต์งานจริง ไปจนถึงการออกแบบระบบที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ในฐานะผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์โดยตรง เขาได้ผสานมุมมองเชิงเทคนิคเข้ากับแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันและความงาม ยึดหลัก Design Thinking ที่ไม่ได้เน้นแค่ความสวยงาม แต่ให้ความสำคัญกับ “การแก้ปัญหาได้จริงในระยะยาว”

“ผมออกแบบทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะผมรู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน และผู้ใช้ต้องการอะไรจริงๆ”

จากแนวคิดนี้ Service Wall จึงไม่ใช่แค่ ‘ไอเดีย’ ที่ส่งให้ทีมไปพัฒนา แต่คือ ผลงานต้นฉบับ ที่เกิดจากการลงมือคิด ลงมือทำ และลงสนามจริงของนักออกแบบตัวจริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากสินค้าทั่วไปในตลาดจากนักออกแบบ สู่ผู้นำที่เปลี่ยนแนวคิดของทั้งวงการ

วันนี้คุณซันไม่เพียงสานต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างของครอบครัว แต่ยังได้ยกระดับแบรนด์ Willy Toilet Partition ให้กลายเป็นผู้นำด้าน Smart Bathroom System ที่เน้นนวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

Service Wall คือผลิตภัณฑ์แรกที่พิสูจน์แล้วว่า “การออกแบบที่ดี ไม่ได้แค่ดูดี แต่ต้องเปลี่ยนวงการได้จริง”

ผู้คิดค้นตัวจริง ทำก่อน เข้าใจก่อน และสร้างได้จริง

“ของจริงคือสิ่งที่ออกแบบจากหัวใจของคนที่เข้าใจปัญหาจริง”  Product Director แห่งแบรนด์ Willy กล่าว

Service Wall คือระบบที่ผู้บริหารหนุ่มคนนี้คิดไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครเห็นความสำคัญของผนังหลังโถ และถึงวันนี้ แม้จะมีใครเริ่มเดินตาม แต่ “ต้นฉบับของจริง” ก็ยังคงเป็นเพียงหนึ่งเดียวในไทย ซึ่ง ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร คิดค้นระบบนี้จากวิธีคิดที่เหนือกว่าแค่การขายของ

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลสำรวจล่าสุดประจำปี 2568 โดย มาร์เก็ตบัซซ (หรือ Marketbuzzz) ร่วมกับ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เผยว่า สิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุด อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็ตาม

การสำรวจประจำปีนี้ ซึ่งได้จัดทำต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2562 พบว่า “สิ่งแวดล้อมและมลพิษ” ยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของคนไทย (44%) แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น (42%) และภาพรวมเศรษฐกิจ (30%) ที่ติดอันดับความกังวลลำดับต้นๆ เช่นกัน ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นสิ่งที่คนไทยกังวลอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้นก็ตาม

ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำ: ตระหนักสูง แต่พฤติกรรมเปลี่ยนน้อย

แม้คนไทยจะมีความตระหนักสูง แต่ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำจริงยังคงมีนัยสำคัญ โดย 65% ของคนไทยเชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต และเกือบครึ่ง (48%) เชื่อว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงการกระทำที่ได้ทำไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา พฤติกรรมที่พบมากที่สุดคือ การปิดไฟ (50%) และปิดเครื่องปรับอากาศ (44%) ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายและทำเป็นประจำ ใช้ความพยายามน้อย และสามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง

ในทางกลับกัน มีเพียง 23% เท่านั้นที่ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกจากร้านค้า แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่แสดงออกสู่สาธารณะ หรือพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลทางสังคมที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตนสามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยตนเอง การกระทำง่ายๆ เช่น การปิดไฟ หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า มักจะถูกทำบ่อยกว่า เพราะทำง่ายและให้ความรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังบ่งชี้ว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมและสร้างผลกระทบได้ทันที สำหรับพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นหรือได้รับอิทธิพลจากระบบ เช่น การรีไซเคิลอย่างถูกวิธียังมีข้อจำกัด จึงเป็นโอกาสที่จะต้องให้คำแนะนำหรือรณรงค์เพื่อแสดงถึงผลของการกระทำอย่างชัดเจน สร้างแรงจูงใจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

“ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำนี้ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นคำเชิญชวน” มร. แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตบัซซ (Marketbuzzz) กล่าว “ความท้าทายในขณะนี้คือการเปลี่ยนผู้คนจากความกังวลแบบเฉยชาไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือล้นให้มากขึ้น และแบรนด์ต่างๆ สามารถมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ได้”

มร. แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตบัซซ (Marketbuzzz)

โอกาสสำคัญสำหรับการก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

ข้อมูลปี 2568 เผยว่า 66% ของคนไทยยังคงจะให้การสนับสนุนแบรนด์หรือองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะหันมาซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ เสมอไป เว้นแต่จะมีคุณลักษณะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์มีความยั่งยืนมากขึ้นได้

มร.แกรนท์ กล่าวเสริมว่า “การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่เหตุผลอันดับหนึ่งที่ผู้คนตัดสินใจซื้อสินค้า แต่เมื่อคุณสมบัติอื่นๆ ทั้งหมดใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ ความยั่งยืนก็สามารถเป็นปัจจัยในการตัดสินใจได้ หากแบรนด์หนึ่งนำเสนอบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือคุณสมบัติที่ยั่งยืน ในขณะที่อีกแบรนด์ไม่มี สิ่งนี้สามารถพลิกการตัดสินใจซื้อได้เลย”

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

องค์กรที่มีความยั่งยืนจะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

สิ่งนี้เปิดประตูให้แบรนด์ต่างๆ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยการออกแบบเพื่อสร้างผลกระทบ ด้วยการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับคุณค่าหลักของผลิตภัณฑ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำเสนอให้ผู้บริโภคมองเห็นและเชื่อมโยงได้ และง่ายต่อการลงมือทำ แบรนด์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนความกังวลไปสู่การลงมือทำ และสร้างคุณค่าของแบรนด์ได้ในกระบวนการนี้

งานวิจัยยังระบุถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรกของคนไทย ได้แก่ ภาวะโลกร้อน (46%) มลพิษทางอากาศ (45%) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (29%) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับการดำเนินการอย่างกว้างขวางและครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วน

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “เราได้รับการสนับสนุนจากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นและต่อเนื่องถึงภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความท้าทายทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงคนไทยตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ธุรกิจ และการกำหนดนโยบายเพื่อเร่งความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความจริงที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ระหว่างความกังวลและการลงมือทำ ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจนสำหรับการสนับสนุนในระบบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างและนโยบายที่ส่งเสริมให้บุคคลเปลี่ยนความตระหนักรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

อีกทั้ง ยังเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนว่า “นี่คือจุดที่ความเป็นผู้นำขององค์กรมีบทบาทสำคัญ ธุรกิจมีทรัพยากร ขนาด และอิทธิพลที่จะทำให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้น เช่น ราคาที่ไม่แพง และความสะดวกสบาย เมื่อบริษัทต่างๆ เป็นผู้นำด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาไม่เพียงช่วยบรรเทาวิกฤตโดยตรงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย”

การสำรวจดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป องค์กรหรือบริษัท และรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนความตระหนักรู้ที่แพร่หลายไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ขณะที่แบรนด์ที่ก้าวเข้ามาเพื่อนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนและทำให้การเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมง่ายขึ้น จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับแบรนด์ได้อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ มร.แกรนท์ บาร์โทลี่ Marketbuzzz ที่อีเมล (grant@buzzebees.com) หรือ มร.นีล เกนส์ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อีเมล (neil@sgs.tu.ac.th). 

เมซง FRED อวดโฉมคอลเล็กชั่น High Jewelry อันเจิดจรัสในไทย

เมซง FRED อวดโฉมคอลเล็กชั่น High Jewelry อันเจิดจรัสในไทย

เมซง FRED อวดโฉมคอลเล็กชั่น High Jewelry อันเจิดจรัสในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมซง FRED เผยมนต์เสน่ห์แห่งแสงที่สมบูรณ์ ส่องประกายในประเทศไทย นำเสนอคอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง Monsieur Fred Ideal Light ณ บรรยากาศริมน้ำอันเงียบสงบของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความสุข ชวนรำลึกถึงอันอบอุ่นวัยเด็กในประเทศอาร์เจนตินาของ เฟร็ด ซามูเอล  ผู้ก่อตั้งเมซง ดินแดนแห่งนี้นั้นเปี่ยมด้วยช่วงเวลาแห่งความสุขและทัศนียภาพที่น่าจดจำผสมผสานกับสีสันที่สดใส ซึ่งพาทุกคนเดินทางไปสู่โลกของแสงที่เติมเต็มพลังความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าช่างศิลป์เครื่องประดับแห่งแสงตะวัน

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษในครั้งนี้ เมซง FRED ได้นำคอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง Monsieur Fred Ideal Light ผลงานการรังสรรค์โดย Valérie Samuel รองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเมซง มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นการยกย่องความรักในแสงตะวันของ เฟร็ด ซามูเอล ที่แสงกลายเป็นเอกลักษณ์และแหล่งบันดาลใจของเมซง FRED

คอลเล็กชั่นจิวเวลรี่ชั้นสูงนี้ได้พาผู้เข้าชมเดินทางไปสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของประเทศอาร์เจนตินา ดินแดนที่ความฝันและความจริงบรรจบกันอย่างงดงาม ตั้งแต่จังหวะอันสนุกสนานของแทงโก้ สีสันแห่งงานคาร์นิวัล สวนที่อุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงทิวทัศน์ของมหาสมุทรอันกว้างไกล เครื่องประดับแต่ละชิ้นเปรียบเสมือนบทหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แสงสีทองอันเปล่งประกาย Monsieur Fred Ideal Light ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องประดับ 4 เซ็ตอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนสะท้อนแสงที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติของเฟร็ด ซามูเอล ได้แก่ Blazing Audacity, Exalting Joy, Bright Vitality และ Endless Horizon

ภายใต้แสงอาทิตย์แห่งเมซง FRED ในครั้งนี้ เมซงยังได้เผยประกายแห่งแสงแรกของช่างศิลป์เครื่องประดับแห่งแสงตะวัน ด้วยการจัดแสดงคอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง Soleil d’Or Sunrise เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยผลงานจิวเวลรี่ชั้นสูงอันเจิดจรัสอีกมากมาย ที่พาร่วมสำรวจ “แสง”  ในฐานะแหล่งพลังสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของเมซง

ในงานไฮจิวเวลรี่ครั้งนี้ ช่างศิลป์เครื่องประดับแห่งแสงตะวันได้เผยโฉมผลงานสร้างสรรค์อันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์  ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองแห่งแสงในอุดมคติของ เฟร็ด ซามูเอล ซึ่งไม่เพียงเปล่งประกายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณของเมซง ดั่งแสงอาทิตย์ที่ไม่มีวันเลือนหาย

ไทยเบฟ มอบ ‘โอกาส..ไร้ขีดจำกัด’ สมัครตำแหน่งในฝันในงาน JOB EXPO 2025

ไทยเบฟ มอบ ‘โอกาส..ไร้ขีดจำกัด’ สมัครตำแหน่งในฝันในงาน JOB EXPO 2025

ไทยเบฟ มอบ ‘โอกาส..ไร้ขีดจำกัด’ สมัครตำแหน่งในฝันในงาน JOB EXPO 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ได้รับการตอบรับเกินคาดจากประชาชนที่กำลังมองหาตำแหน่งงาน สำหรับบูทรับสมัครงานของ บริษัท  ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในงาน JOB EXPO THAILAND 2025 จัดขึ้นโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มหกรรมหางาน ที่มากกว่าการหางาน” ซึ่งยังคงเป็นงานที่สร้างโอกาสให้คนไทยทุกช่วงวัยได้มีงานทำอย่างทั่วถึง

สำหรับบรรยากาศบูทรับสมัครงานไทยเบฟปีนี้ ยังคงเต็มไปด้วยความคึกคักและได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นเคย กับเปิดรับสมัครกว่า 20 สายงาน มากกว่า  700  อัตรา ให้กับผู้ที่มองหางาน ได้แก่ สายงานการขาย สายงานการเงิน สายงานทรัพยากรมนุษย์ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานการบริหารจัดการและงานเลขา เป็นต้น ซึ่งมีผู้สนใจสมัครงานมากกว่า 1,300 ใบ โดยตำแหน่งงานที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ สายงานการตลาด และสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ รองลงมาได้แก่ สายงานซัพพลายเชน และสายงานการขาย ซึ่งเป็นสายงานที่ได้รับความนิยมและมาแรงในปีนี้

สำหรับใครที่พลาดตำแหน่งงานของกลุ่มไทยเบฟ ในงาน JOB EXPO THAILAND 2025 ในปี้นี้ สามารถไปอัปเดตตำแหน่งงานว่าง ที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งงานมาเติมได้ตลอดทั้งปี ที่ Facebook: ThaiBev People & Career LinkedIn: Thai Beverage PLC และ https://careers.thaibevgroup.com/home

ยุวกาชาดไทย จัดโครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาด ผ่านกิจกรรมมหกรรมบำเพ็ญประโยชน์

ยุวกาชาดไทย จัดโครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาด ผ่านกิจกรรมมหกรรมบำเพ็ญประโยชน์

ยุวกาชาดไทย จัดโครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาด ผ่านกิจกรรมมหกรรมบำเพ็ญประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ร่วมกับ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย จัดโครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาดด้วยมหกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ณ โรงแรมสุโขทัย เทรเชอร์  รีสอร์ทแอนด์สปา อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

ศาสตราภิชาน นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย

ฐิติพร ศิริโกศ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย

โครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาดด้วยมหกรรมบำเพ็ญประโยชน์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายอาสายุวกาชาดและอาสาสมัครสภากาชาดไทยในการขับเคลื่อนภารกิจทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉินอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างกิจกรรมเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนของโครงการ โดยมีกิจ กรรมการบรรยายให้ความรู้ด้านสุขภาพ การบริหารจัดการชมรม ตลอดจนกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการกิจกรรมอาสาสมัครกาชาด เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจ สร้างแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม และการปลูกฝังจิตสำนึกในการบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกาชาดสากลและเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทย โดยมี ฐิติพร ศิริโกศ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการอย่างอบอุ่น พร้อมด้วยคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย คณะผู้บริหารและบุคลากรจากหน่วยงานสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยกว่า 23 หน่วยงาน รวมจำนวน 236 คน

สุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการ สนง.ยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด

โอกาสนี้ ศาสตราภิชาน นายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานในพิธี ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และให้เกิดความตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ที่เป็นปัจจัยต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อ ให้สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลตัวเองและนำไปขยายผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้ โดยกล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการพัฒนาชมรมอาสายุวกาชาดฯ คือ การส่งเสริมให้เครือข่าย อาสายุวกาชาดและอาสาสมัครสภากาชาดไทย สามารถขับเคลื่อนภารกิจของสภากาชาดไทยทั้งในยามปกติและในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค ขจัดภัยตามปณิธานของสภากาชาดไทย และมุ่งหวังให้อาสาสมัครดำเนินตามหลักการกาชาด 7 ประการ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ และสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ยังได้ทิ้งท้ายเชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมขับเคลื่อนการเป็นจิตอาสาด้วยการบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ และตอกย้ำเจตนารมณ์ที่ว่า “การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้แม้ในยามที่เราไม่อยู่แล้ว” อาสาสมัครสภากาชาดไทยที่ทุ่มเทปฏิบัติงานจิตอาสาในส่วนภูมิภาค คือ หัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อสังคม สภากาชาดไทยเชื่อมั่นว่าพลังของจิตอาสาทุกท่านจะสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง”

จากนั้น สุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด บรรยายในหัวข้อ “แนวทางในการบริหารและขับเคลื่อนชมรมอาสายุวกาชาด” เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและแนวทางในการขับเคลื่อนชมรมอาสายุวกาชาด สำหรับหน่วยงานและสถานศึกษาในจังหวัดสุโขทัย โดยสุนันทา ศรอนุสิน ได้ให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop): เพื่อเรียนรู้วิธีการขับเคลื่อนกิจกรรมของชมรมอาสายุวกาชาด ทั้งการวางแผนออกแบบกิจกรรม การติดตาม และประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานของชมรมอาสายุวกาชาดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีทิศทางในการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาชุมชนต่อไป

ผลจากการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ อาสายุวกาชาดสามารถคิดออกแบบกิจกรรมใหม่ได้ถึง 27 กิจกรรม ที่ตรงกับความต้องการของเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบาง อันเป็นเป้าหมายของสภากาชาดไทยที่หวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนดังกล่าว และที่สำคัญคือ การใช้ฐานจากระบบสารเทศสภากาชาดไทย (VTRIS) ให้เป็นระบบ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมและนำไปสู่การปฏิบัติงานจริงของอาสาสมัครอีกด้วย

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำในเอเชีย เปิดตัวโครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของโรคอ้วน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้ “โรคอ้วน” อยู่ในกลุ่มโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases; NCD) เนื่องจากเป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง 

สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของแคมเปญ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่าโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายแรงมากมาย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการประชุมวิชาการแพทย์ฯถือเป็นโอกาสอันดีให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาและจัดการโรคอ้วน เราจึงมุ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดขนาดร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก รอบเอว หรือ BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต”

ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ และ  สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต  ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย พร้อทแนวทางการดูแลโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักตัวว่า “ปัจจุบันเราพบว่าคนไทยจำนวนมากอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 25 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนในระบบต่างๆ ได้มากมาย นอกจากนี้ผู้ป่วยจำนวนมากมักจะเข้ารับการรักษาก็ต่อเมื่อมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเราควร ‘จัดการตั้งแต่ต้นทาง’ ไม่ใช่รอให้ถึงปลายเหตุ  ซึ่งการดูแลโรคอ้วน ควรมองเป็นการป้องกันโรคอย่างหนึ่ง การให้ความรู้ที่ถูกต้อง และการเข้าถึงแนวทางการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระสุขภาพในระยะยาวได้จริง คือเราต้องเปลี่ยนแนวทางการดูแลสุขภาพจากเชิงรับ มาเป็นเชิงรุก เพราะทุกครั้งที่เราช่วยให้คนไข้ ‘ลดไซซ์’ ได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม เราก็ช่วย ‘ลดโรค’ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นครับ”

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต 

ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์  นักแสดงและนางแบบ  กล่าวว่า “ตอนนี้ให้ความสำคัญกับดูแลตัวเองค่อนข้างมาก เลือกคัดสรรสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะงานของณิชาใช้ร่างกายในการทำงานหนัก ถ้าไม่แข็งแรงก็จะไม่มีแรงทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่นได้เลย  ณิชาทำงาน 7 วัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกกำลังกาย  แต่ตั้งใจว่าต้องบาลานซ์ตัวเองให้ได้ ดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ณิชาอยากให้คนไทยหันมาดูแลตัวเองกันให้มากขึ้น เพื่อให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคค่ะ”

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารโดยกลุ่มเดอะมอลล์ จัดงาน “Taste of New Zealand 2025” (เทสต์ ออฟ นิวซีแลนด์ 2025)  สัมผัสวัฒนธรรมอาหารนิวซีแลนด์ผ่านสินค้าคุณภาพเยี่ยมส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายโจนาธาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

ชัดเจน ตันตาคม,  ออท.โจนาธาน คิงส์  และ พลอยชมพู อัมพุช

นายโจนาธาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติทั้งผืนดินและท้องทะเลอย่างลึกซึ้ง เป็นสายสัมพันธ์ที่หล่อหลอมจากความใส่ใจ ความเคารพ และความเข้าใจว่าการดูแลธรรมชาติให้สมบูรณ์ ย่อมส่งผลดีต่อชีวิตของผู้คน งาน Taste of New Zealand 2025 เป็นงานสะท้อนวัฒนธรรมด้านอาหารของนิวซีแลนด์ภายใต้แคมเปญ Made With Care New Zealand เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม ปลอดภัย อร่อย อุดมไปด้วยสารอาหาร และผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  กล่าวว่า ในฐานะพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส กูร์เมต์ มาร์เก็ต มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าคุณภาพเยี่ยมจากทุกมุมโลกภายใต้พันธกิจ “คัดเฉพาะเพื่อคุณ” โดยในงาน Taste of New Zealand 2025 ได้ร่วมกับสถานทูตฯ นิวซีแลนด์ คัดสรรและรวบรวมสินค้าทั้งอาหาร ขนม และผลไม้คุณภาพดีส่งตรงจากนิวซีแลนด์ อาทิ ช็อกโกแลต วิทเทคเกอร์ (Whittaker’s) แบรนด์ช็อกโกแลตแท้จากนิวซีแลนด์ ระดับพรีเมี่ยม ที่คัดสรรเมล็ดพันธุ์โกโก้คุณภาพเยี่ยมจนเป็นช็อกโกแลตที่เนียนนุ่ม พร้อมนมหอมอร่อยสุดพิเศษ จากฟาร์มนมในนิวซีแลนด์ ซึ่งได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน, ลูกพลับนิวซีแลนด์ แบรนด์เฟิร์สต์ เฟรช (First Fresh) รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเมล็ด สามารถทานได้ทั้งเปลือก ได้รับความนิยมจนได้รับฉายาว่าเป็นลูกพลับอันดับ 1 จากเมือง Gisborne, เซสปรีกีวี (Zespri)  กีวีคุณภาพพรีเมี่ยมจากนิวซีแลนด์ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกำลังดี และดีต่อสุขภาพ อัดแน่นไปด้วยวิตามินซี เสริมภูมิคุ้มกัน และอุดมไปด้วยไฟเบอร์ในการย่อยอาหาร

แอปเปิลร็อคกิต (Rockit) แอปเปิลขนาดเล็กที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์มากว่า 20 ปี เพื่อให้ได้ผลไม้ที่มีรสชาติหวาน กรอบ และมีคุณภาพสูง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และดินที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังบรรจุอยู่ในกระบอกที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย, แอปเปิลเอ็นวี่ (Envy) เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแอปเปิลสายพันธุ์ Braeburn และ Royal Gala จนกลายเป็นแอปเปิล Envy ที่รวมเอาจุดเด่นจากแอปเปิลทั้งสองสายพันธุ์ คือมีรสชาติหวานไม่ติดเปรี้ยว มีกลิ่นหอม กรอบอร่อย, ปลาออเรนจ์ รัฟฟี (Orange Roughy) ปลาทะเลน้ำลึกที่พบได้มากในน่านน้ำนิวซีแลนด์ เนื้อสีขาวละเอียด รสชาติอ่อนนุ่มและเนื้อแน่น ทำให้เป็นที่นิยมในเมนูอาหารทะเลระดับพรีเมียม สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายทั้งย่าง, อบ, หรือทอด เพราะเนื้อปลาคงรูปได้ดีเมื่อปรุงสุก, เชสเดลเชดด้าชีส (Chesdale Cheddar Cheese) ชีสยอดนิยมที่ใช้นมคุณภาพสูงทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสนุ่ม เหมาะสำหรับทำแซนด์วิช เบอร์เกอร์ หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูต่าง ๆ 

มูสลี่บาร์ ไนซ์ แอนด์ เนเชอรัล (Nice & Natural) อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสะดวกต่อการรับประทาน จุดเด่นของมูสลี่บาร์ไนซ์ แอนด์ เนเชอรัล คือการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ทั้งถั่วลิสงอบแห้งและผลไม้อบแห้ง เช่น แครนเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ ซึ่งให้รสชาติที่เข้มข้นและมีสารอาหารสูง, เนยถั่วพิคส์ พีนัท บัตเตอร์ (Pic’s Peanut Butter) ใช้ถั่วลิสงคุณภาพสูงจากนิวซีแลนด์ ไม่มีสารเติมแต่งหรือวัตถุกันเสีย ทำให้มีรสชาติเข้มข้นและเป็นธรรมชาติ มีทั้งแบบเนื้อเนียนและแบบกรุบกรอบ (Crunchy) ,อาหารเสริมออร์แกนิกสำหรับเด็ก โอนลี่ ออร์แกนิก (Only Organic) อาหารเสริมสำหรับเด็กที่ผลิตจากวัตถุดิบออร์แกนิกแท้จากประเทศนิวซีแลนด์ โดยเน้นความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กเล็ก

นอกจากนี้ ที่เคาน์เตอร์ You Hunt We Cook ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ ยังรังสรรค์เมนูพิเศษ “ปลาออเรนจ์ รัฟฟีอบสมุนไพร” ให้ลิ้มลองรสสัมผัสของเนื้อปลาแน่น ขาว และนุ่มฉ่ำ อบกับเฮิร์บครัสต์ (Herb Crusted) เสิร์ฟคู่กับหน่อไม้ฝรั่งผัดเนย เพิ่มรสสดชื่นด้วยเลมอนเคปเปอร์ครีมซอส

สัมผัสเสน่ห์ของสินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากดินแดนกีวีในงาน “Taste of New Zealand 2025” (เทสต์ ออฟ นิวซีแลนด์ 2025) ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่  29 มิถุนายน 2568 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Gourmet Market Thailand และ IG : gourmetmarket