MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว ‘Chiffon Ribbon Collection’

MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว  ‘Chiffon Ribbon Collection’

MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว ‘Chiffon Ribbon Collection’

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

MEILINDA เครื่องสำอางสัญชาติไทย ที่มีประสบการณ์และอยู่ในวงการเครื่องสำอางมามากกว่า 25 ปี มีการสะท้อนตัวตนและถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ด้วยความตั้งใจ ในการสร้างสินค้าออกมาด้วยความรัก ตามสโลแกน “Made with Love” จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่น Chiffon Ribbon  สื่อถึงของขวัญที่สวยงาม โดยดีไซน์แพ็กเกจจิ้งสำหรับฝาและตลับขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อสื่อสารถึงแนวคิดตามสโลแกน “Made with love” ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้จริง

พงศธร ลดาสุวรรณกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MEILINDA เป็นแบรนด์เครื่องสำอางไทย ที่ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อพร้อมสำหรับทุกการแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมตอกย้ำแรงบันดาลใจในความใส่ใจและความตั้งใจส่งต่อไปยังผู้บริโภค

“MEILINDA ยังคงพัฒนาและเติบโตไปอย่างชัดเจน โดยที่แต่ละเฉดได้ผ่านการวิเคราะห์เทรนด์ สีผิว และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม Gen Z และ First Jobber เพื่อให้ตรงความต้องการ ที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังสามารถปรับได้หลากหลายลุคในชีวิตประจำวันอีกด้วย”

นิพัทธา ลดาสุววรณกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด  เผยถึงผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้ว่า สินค้าคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วย Chiffon Ribbon Blush / Chiffon Ribbon Highlight / Chiffon Ribbon Contour และ Chiffon Ribbon Eye Palette ที่สามารถตอบโจทย์สาวๆ ให้มีความมั่นใจในการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน สอดคล้องกับ Key Message ที่ต้องการสื่อสาร #meilindaglowyourownway

งานครั้งนี้ถือเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกที่สุดแสนยิ่งใหญ่ของแบรนด์ MEILINDA โดยมีนักแสดงสาว อย่าง มิ้ม – รัตนวดี วงศ์ทอง สาวรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษสมกับคอนเซปต์ Chiffon Ribbon  “วันนี้มิ้มแต่งหน้ามาด้วยผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่น Chiffon Ribbon ก็มาในลุคใสๆ ชอบทุกสีในทุกๆ พาเลต เพราะสามารถแต่งได้หลากหลายแนวเลย จะออกงาน หรือไปเที่ยวสบายๆ  ปรับใช้กับทุกลุคได้หมด ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ก็เข้ากับสไตล์การแต่งตัวและก็เข้ากับ Lifestyle ในชีวิตประจำวันทั้งทำงาน และเรียนหนังสือของมิ้มอีกด้วย เมคอัพไปเรียนก็สวยแบบเด่นๆ ไม่ร้อนแรงมากไปนักด้วย เรียกว่าเป็นเมคอัพที่นอกจากจะเพิ่มความสวยให้มิ้มแล้วยังสร้างความมั่นใจให้มิ้มอีกด้วยค่ะ”  มิ้ม กล่าว

ภายในงานยังพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน PERSES ที่เรียกเสียงกรี้ดห้างแตกให้กับลานลิฟท์แก้วเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างสนั่นหวั่นไหว อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษจากศิลปินให้กับเหล่าแฟนคลับ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย อาทิ ถ่าย Photobooth / รับโยเกิร์ตจาก Yogurt Land  / Makeup Station ที่จัดเต็มให้ได้ทดลองสีจริงอย่างจุใจครบทุกพาเลท จาก MEILINDA “Chiffon Ribbon Collection”

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วมกับ โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา และฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในพิธีต้อนรับคณะทูตานุทูต รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับต่างประเทศ ผ่านการศึกษาดูงานของคณะผู้แทนทางการทูต ปี 2568 ณ จ.สงขลา..
  • ยินดีกับ สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ได้รับรางวัล “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม อาชีพ ประจำปี 2568” เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ จัดโดย โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (พม.)..
  • อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.อำนาจเจริญ พร้อมด้วย โสภา ธรรมประจำจิต ภรรยา เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในจ.อำนาจเจริญ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่..
  • ชื่นชม พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนที่ 31 ที่เร่งเครื่องปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โดยตั้งหน่วยงานป้องกันและปราบปราม รับผิดชอบโดยตรง พร้อมตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อกวาดล้างให้สิ้นซาก..
  • อนุชิต กาญจนานุชิต รองนายกเทศมนตรีนครยะลา เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารอุทยานการเรียนรู้ยะลา ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารอุทยานการเรียนรู้ยะลาจากทุกภาคส่วน..
  • ศ.ปฏิบัติ ดร. ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชฯ  ม.เชียงใหม่ ร่วมงานมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ เพื่อแสดงความขอบคุณและยกย่องในเกียรติแด่ผู้เกษียณอายุราชการ และแสดงความขอบคุณบุคลากรผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่คณะฯ..
  • บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล ให้การต้อนรับเพื่อนๆชาว Digital CEO#3 มาเยี่ยมชมโรงงานพิทักษ์ปาล์มออยล์ จ.ตรัง งานนี้ พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ, ทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์, บัณฑิต อัมพรศรีสุภาพ, นงลักษณ์ วัชระเกียรติพงษ์, สุภัค ลายเลิศ, เฉลิม ประดิษฐอาชีพ, สุนันท์ พูลธนกิจ, ดร.อลิสา คงทน, ดาลิปกุมาร ปาวา, สุนันท์ พูลธนกิจ, ไวพจน์ หามาลา, อาทิชา เอนสัมพันธ์ ไม่ยอมพลาด..
  • วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ นำคณะผู้บริหาร รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มอบกระเช้าดอกไม้เพื่อขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่เปิดใช้ทางเดินยกระดับ (Skywalk) จากสถานี BTS สุรศักดิ์ (S5) เชื่อมต่อสมบูรณ์แบบเข้ากับสะพานคนเดินหน้า รร. เพื่อความปลอดภัยของ ปชช.และนักเรียน โดยมี สิทธิพร สมคิดสรรพ์, วิพุธ ศรีวะอุไร, สุมิตร ศรีสันติธรรม, อภิชาต ศุภจิตรสวัสดิ์, พ.ต.ท.เชิดศักดิ์ กองผุย,  พ.ต.อ.คมสัน เลขาวิจิตร ร่วมพิธีเปิด..
  • บจ.แดนไทย อีควิปเม้นท์ โดย ศักดา-สุมาลี เด่นแดนโดม ร่วมกับ ท่าอากาศยานพิษณุโลก โดย รุจาภา หอมจันทร์ ผอ.การท่า ร่วมมอบทุนการศึกษา ให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ รร.วัดบึงพระ จ.พิษณุโลก..

น้องใหม่

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

นารา กรุ๊ป (Nara Group) ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม เดินหน้าขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งแบรนด์เรือธง นาราไทย คูซีน (Nara Thai Cuisine) เปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ณ One Central ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) นับเป็นสาขาที่ 22 ในต่างประเทศ และเป็นการเปิดประตูสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเต็มตัว ตอกย้ำความสำเร็จในการผลักดันเสน่ห์อาหารไทยต้นตำรับตลอด 20 ปี

การเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ สรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกงสุล เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น โดยมี ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา CEO ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารร่วมต้อนรับ

นราวดี ศรีกาญจนา  เปิดเผยว่า การขยายสาขาในดูไบถือเป็นหมุดหมายสำคัญในแผน International Expansion Plan โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ท้องถิ่น กลุ่มบริษัท AHGH ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ F&B Franchise Business ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ในตลาด UAE แม้จะมีร้านอาหารไทยอยู่บ้าง แต่การตัดสินใจของพันธมิตรที่เลือกนาราไทย คูซีน แบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำไปเปิดสาขาในดูไป มองว่า NARA มีแบรนดิ้งที่แข็งแรงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การนำแบรนด์ NARA ไปเปิดในสาขาต่างประเทศทำให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและรสชาติความอร่อย อีกทั้ งเป็นการช่วยลดต้นทุนในการทำการตลาด แฟรนไชส์ไม่ต้องกังวลในการสร้างแบรนด์ใหม่ในต่างประเทศ 

ปัจจุบัน นารา กรุ๊ป ในฐานะผู้นำร้านอาหารไทยพรีเมียม มี 8 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ นาราไทยคูซีน, อภินารา, เลดี้นารา, และ โคลิมิเต็ด  อั้งม้อ บ้านนอกเข้ากรุง El Mercado และ แอนคั่วไก่ สตรีทฟู้ดมิชิลิน  6 ปีซ้อน  โดยนารากรุ๊ป มีสาขารวมกว่า 63 สาขา ทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยมีสาขาต่างประเทศรวม 33 สาขา ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ พม่า และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นารา กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับประสบการณ์อาหารไทยผ่านอรรถรสทุกจาน เพื่อเสิร์ฟรสชาติไทยแท้จากครัวไทยไปสู่นักชิมทั่วโลก และพร้อมขยายแบรนด์อาหารไทยในเครือไปเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ชมที่ท้าทายอุตสาหกรรมบันเทิง เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2025 (Bangkok International Film Festival 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้สร้างภาพยนตร์ นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย และผู้ชมเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งการฉายภาพยนตร์ระดับนานาชาติและกิจกรรม “ตลาดหนัง” ที่เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้สร้างคอนเทนต์ได้พบปะกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยไฮไลท์ในปีนี้ เทศกาลฯ ได้ร่วมมือกับ BrandThink จัดงานสัมมนาหลากหลายหัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อชวนสำรวจบทบาทใหม่ของภาพยนตร์ในฐานะ Soft Power ที่ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็น “พลังขับเคลื่อน” สำคัญทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ พร้อมเปิดมุมมองว่าคอนเทนต์ไทยสามา รถต่อยอดสู่เวทีโลก สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

พิมพกา โตวิระ Executive Director ผู้ดูแล “ตลาดหนัง” เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปีนี้ คือการจัดกิจกรรม “ตลาดหนัง” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยตลาดหนังจะทำหน้าที่เป็นเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กับนักลงทุนและผู้ซื้อจากทั่วโลก ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งการเจรจาธุรกิจ กิจกรรม Pitching Project จากผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยและเอเชีย ตลอดจนมาส เตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก ซึ่งทั้งหมดจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างรอบด้าน และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานกับเวทีสัมมนา ที่จัดร่วมกับ BrandThink ครอบคลุมหัวข้อสุดเข้มข้น เพื่อขยายมุมมองของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากภาพยนตร์ และตอกย้ำว่าภาพยนตร์คืออนาคตที่ไม่ควรมองข้าม

เริ่มต้นเวทีแรกด้วยหัวข้อ “Beyond the Screen — หนังไทยกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องจับตา” ที่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาห กรรมภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะการเล่าเรื่อง แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดไปจนถึงการสร้าง “อิทธิพลทางวัฒนธรรม” ที่มีคุณค่าต่อประเทศอย่างมหาศาล

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล อดีตประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของ THACCA ฉายให้เห็นถึงความสำคัญของภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงแค่สื่อบันเทิงที่สร้างอารมณ์และแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ตั้งแต่การลงทุน การจ้างงาน และการใช้จ่ายในหลากหลายมิติ สิ่งเหล่านี้คือเม็ดเงินที่หมุน เวียนและสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยตรง อีกทั้งประเทศไทยยังมีมาตรการส่งเสริมที่แข็งแรง เช่น Cash Rebate ที่ดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติให้เลือกประเทศไทยเป็นโลเคชันสำหรับการถ่ายทำ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมรองรับมาตรฐานสา กล เราจึงมีศักยภาพในการแข่งขันสูงบนเวทีโลก รวมถึงหลายจังหวัดเริ่มผลักดันตัวเองสู่การเป็น Film City เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการถ่ายทำโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน ยงยุทธ ทองกองทุน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ประจำประเทศไทย Netflix เล่าว่า “การมาของแพลตฟอร์มสตรีมมิงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคอนเทนต์ไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์ไทยเผยแพร่ไปสู่ผู้ชมทั่วโลก พร้อมได้สัม ผัสเรื่องราวจากมุมมองของคนไทยหลายผลงานจาก Netflix Thailand ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าภาพยนตร์และซีรีส์ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การร่วมมือกับหน่วย งานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในการพัฒนานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าและสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง”

อิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เสริมว่า “CEA ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย ทั้งการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชน เราจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาทักษะให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Content Lab ให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นและคุณภาพที่ตอบโจทย์ตลาดทั้งในประเทศและสากล ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและแข่ง ขันได้ในระดับสากล”

ต่อด้วยหัวข้อที่สอง “Thailand as Film Destination — เมื่อ Hyper Local Content พาไทยสู่หมุดหมายของโลกภาพยนตร์” ที่จะชวนสำรวจศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายสำคัญของผู้สร้างหนังต่างชาติ และสร้าง Film-induced Tourism จากคอนเทนต์ไทยเอง โดยมีจุดแข็งคือ Hyper Local Content ที่หยั่งรากในวัฒนธรรมแต่เล่าได้อย่างร่วมสมัย

อนุชา บุญยวรรธนะ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้ให้คำนิยามของคำว่า Hyper Local ไว้ว่า “การเล่าเรื่องคือ หัวใจสำคัญที่ทำให้ Hyper Local Content ถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ต่อผู้ชม ผ่านตัวตนและประสบการณ์จริงของคนสร้างซึ่งเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นท้องถิ่นให้น่าจดจำและมีเสน่ห์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมที่มีรากฐานวัฒนธรรมเดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้ชมต่างชาติสัมผัสความแตกต่างในมิติใหม่ นอกจากนี้ การจะทำให้ภาพยนตร์สามารถไปสู่ระดับ Global ได้จริง ผู้สร้างต้องกล้าออกไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ชมต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์ กับการทำให้คอนเทนต์นั้นสา มารถสื่อสารกับโลกได้อย่างเข้าถึงและเป็นสากล ซึ่งหากเราทำได้ ความเป็น Hyper Local ของไทยจะกลายเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดสายตาโลก และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Film Destination ที่สำคัญ”

กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud เล่าถึงประสบการณ์ปั้นภาพยนตร์ไทยให้ดังระดับโลกว่า “Be On Cloud มุ่งนำเสนอความเป็นไทยอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ ด้วยการหยิบวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมผสานกับเรื่องเล่าร่วมสมัย เพื่อให้ผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติสัมผัสเอกลักษณ์แท้จริงโดยไม่ปรุงแต่งเกินจริง เราเชื่อว่าความเป็น Hyper Local คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผลงานไทยโดดเด่นบนเวทีโลก เพราะผู้ชมยุคใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนและสื่อสารอย่างจริงใจ ขณะเดียวกันกระแสแฟนดอมและโซเชียลมีเดียยังมีส่วนช่วยในการผลักดัน Hyper Local Content ให้กลายเป็น Global Content ได้อย่างรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จทั้งในระดับประเทศและสากล ส่งผลต่อเศรษฐ กิจภาพรวมของประเทศ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา”

ด้าน ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ สัปเหร่อ และผู้สร้างจักรวาล ไทบ้าน เล่าว่า “สิ่งที่ผมตั้งใจมาตลอดคือ การเล่าเรื่องอีสานให้ผู้ชมได้สัมผัสเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ผ่านภาพยนตร์ที่ยังคงรากเหง้าและความดั้งเดิมโดยไม่ถูกปรุงแต่งจนเสียตัวตน เราศึกษาและเข้าใจอินไซต์ของผู้ชมอย่างลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนที่เคยไม่สนใจ ให้หันกลับมาเปิดใจและชื่นชมความเป็นท้องถิ่นที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้วยการหยิบเอาภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อมาถ่ายทอดในภาพยนตร์ ที่ไม่เพียงทำให้คนอีสานรู้สึกภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง แต่ยังทำให้ผู้ชมจากต่างถิ่นและต่างชาติมองเห็นเสน่ห์และความจริงใจที่แตกต่าง ซึ่งนี่คือพลังของ Hyper Local Content ที่สามารถขยายไปสู่ระดับสากลได้ และทำให้ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมด้วยตัวเอง”

ปิดท้ายที่ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น Production Designer และ CEO บริษัท พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค จำกัด เล่าว่า “ในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ ความท้าทายของการทำงานภาพยนตร์คือ การทำให้สิ่งที่เป็นท้องถิ่น หรือ Local กลายเป็นคุณค่าที่ทั้งคนไทยและต่างชาติสามารถมองเห็นและยอมรับได้ โดยไม่ต้องปรุงแต่งจนเสียอัตลักษณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือวัฒนธรรมที่อาจเคยถูกมองข้าม แต่เมื่อถูกหยิบมาเล่าในภาพยนตร์ กลับกลายเป็นเอกลักษณ์และสร้างความหมายใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ รวมถึงวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เรามีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียที่สามารถทำให้คอนเทนต์ท้องถิ่นเข้าถึงผู้คนนับล้านได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นโอ  กาสที่ทำให้ ‘Local ไทย’ ก้าวไปสู่เวทีโลกและผลักดันให้ไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญของโลกภาพยนตร์”

สำหรับหัวข้อ “When Movies move brand impact — เมื่อ ‘แบรนด์เจอหนัง’ คือการสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จบ” ที่ชวนมองภาพยนตร์ในมิติใหม่ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารแบรนด์ที่ทรงพลังและยั่งยืน พร้อมเจาะลึกโอกาสในการร่วมมือระหว่างภาพยนตร์และแบรนด์ ตลอดจนถอดรหัสกลยุทธ์ Movie Marketing ที่ช่วยขยายศักยภาพให้ทั้งหนังและแบรนด์ไปได้ไกลกว่าที่เคย

ชวนา แพร่ศรีสกุล Chief Strategy and Services Officer จาก BrandThink เล่าว่า “ภาพยนตร์เป็นฟอร์แมตที่ทรงพลังสำหรับการทำการตลาด เพราะสะท้อนชีวิต ผู้คน และประสบการณ์ ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในความเชื่อและประสบการณ์ของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ การร่วมมือกับภาพยนตร์จึงไม่ใช่เพียงแค่ Tie-in หรือ Product Placement แต่คือการสร้าง ‘คุณค่าร่วม’ ระหว่างหนัง ผู้ชม และแบรนด์ ซึ่งสามารถช่วยสร้าง Brand Love และต่อยอดสู่ยอดขายผ่านแคมเปญหรือโปรโมชัน ดังนั้น การหาพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมสำหรับ Co-Branding พร้อมสนับสนุนคอนเทนต์ Spin-off จะช่วยขยายฐานแฟนคลับ ในขณะเดียวกัน คนทำหนังต้องสามารถ ‘ขายความเชื่อ’ เพื่อให้เจอแบรนด์ที่มีภาพและความเชื่อสอดคล้องกัน”

ภาคย์ วรรณศิริ Chief Creative Officer จาก VML Thailand อธิบายเสริมว่า “การที่แบรนด์เข้ามาอยู่ในภาพยนตร์ทำให้กลายเป็น ‘เครื่องมือทางวัฒนธรรม’ ที่ดึงผู้ชมให้มีส่วนร่วมและแตกต่างจากโฆษณาแบบเดิม การร่วมมือกับหนังช่วยให้แบรนด์เข้าใจและเข้าถึงความเชื่อของผู้คนอย่างแท้จริง รวมถึงแบรนด์ยังสามารถเล่าเรื่องราว วัฒนธรรมองค์กร หรือวิสัยทัศน์ของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง และในอนาคต Marketing จะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเขียนบท การผสมผสาน Storytelling ที่เป็นมนุษย์ และการสร้างประสบการณ์จริงจากหนังจะยิ่งมีคุณค่า ดังนั้น หัวใจของ Movie Marketing คือการหาจุดลงตัวระหว่างหนังและแบรนด์เพื่อประโยชน์ร่วมกันสูงสุด”

ปิดท้ายด้วยหัวข้อสำคัญ “Roundtable: Next Chapter — ภาพยนตร์จะเป็นอย่างไร เมื่อการฉายในโรงภาพยนตร์ลดน้อยลง” ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์มาร่วมสะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุคที่สตรีมมิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า “คุณภาพ ยังคงเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ไม่ว่าจะฉายในโรงหรือบนแพลตฟอร์มออไลน์ เพราะสิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดอารมณ์และประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน ผู้กำกับยุคใหม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจรอบด้าน ทั้งด้านการผลิตการตลาด และพฤติกรรมผู้ชม เพื่อขับเคลื่อนผลงานให้ตอบโจทย์ทั้งบนจอใหญ่และในโลกดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองที่น่าสนใจว่า โรงภาพยนตร์และสตรีมมิ่งไม่ใช่คู่แข่ง หากแต่เป็นพลังเสริมที่ช่วยต่อยอดซึ่งกันและกัน โดยทั้งสองช่องทางต่างมีเสน่ห์และฐานผู้ชมเฉพาะตัว ซึ่งสามารถหลอมรวมเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ได้ในอนาคตอีกด้วย อีกทั้ง ยังมีการหยิบ ยกประเด็นสำคัญเรื่อง “ความเท่าเทียมของคนทำหนัง” โดยเสนอให้เกิดแนวทางสนับสนุนผู้สร้างรายย่อยให้มีอำนาจต่อรองและพื้นที่นำเสนอผลงานที่หลากหลาย เพื่อให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องได้รับโอกาสเติบโตอย่างเป็นธรรม และช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่ง ยืน

เปิดวิสัยทัศน์ ‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ แม่ทัพหญิงผู้พาแบรนด์ไทยสู่หุ้นมหาชน

เปิดวิสัยทัศน์ ‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ แม่ทัพหญิงผู้พาแบรนด์ไทยสู่หุ้นมหาชน

เปิดวิสัยทัศน์ ‘นพรัตน์ มาลัยวงค์’ แม่ทัพหญิงผู้พาแบรนด์ไทยสู่หุ้นมหาชน

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.04 น.

“ดิฉันไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ค่ะ” เสียงของ นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท 88(Thailand) จำกัด (มหาชน) ฟังดูเรียบง่ายแต่หนักแน่น เธอคือผู้หญิงที่พาแบรนด์ไทยเติบโตจากธุรกิจเล็กๆ สู่การเป็นบริษัทมหาชนภายใต้ชื่อหุ้น “88TH” และเป็นเจ้าของแบรนด์ดูแลเส้นผมชื่อดัง LYO ที่วันนี้กลายเป็นชื่อที่คนไทยคุ้นหู

จาก ver.88 → LYO → HONE เส้นทางแห่งการลงมือทำของ “นพรัตน์ มาลัยวงค์”

“ก่อนปี 2558 ตนเองทำธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางจากเกาหลี ตอนนั้นมองเห็นช่องว่างในตลาดชัดเจน ผู้หญิงไทยต้องการของดีในราคาที่จับต้องได้ เลยตัดสินใจก่อตั้งบริษัท 88(Thailand) และสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ ‘ver.88’”

โดยผลิตภัณฑ์แรกคือ “แป้งดินน้ำมัน” ที่โด่งดังทันที ตามมาด้วยลิปสติก รองพื้น และบลัชออน “ver.88 สะท้อนความเชื่อของผู้หญิงยุคใหม่ว่า ความสวยไม่จำเป็นต้องแพง แต่ต้องใช้แล้วมั่นใจได้จริง”

จุดเปลี่ยนสู่ LYO (ปี 2563)

เมื่อโลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงโควิด–19 ที่ธุรกิจเครื่องสำอางทั่วโลกได้รับผลกระทบหนัก นพรัตน์กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤตนั้น

“ตอนนั้นไม่รอให้สถานการณ์ดีขึ้น เราเริ่มผลิตเจลแอลกอฮอล์ภายใต้ ver.88 เพื่อให้บริษัทยังเดินต่อได้ แต่ในช่วงนั้นเอง ก็ได้รู้จักแบรนด์ LYO ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะจากสมุนไพรไทย”

เธอจึงลองใช้ด้วยตัวเองและรู้ทันทีว่า “สูตรดีมาก” แต่ยังไม่ถูกสื่อสารให้คนรู้จักในวงกว้าง “ตนเองเห็นศักยภาพของแบรนด์ จึงขอซื้อมาพัฒนาและต่อยอดต่อจากเจ้าของเดิม เพื่อคงสิ่งที่ดีไว้ และเสริมสิ่งที่ขาดให้สมบูรณ์”

จากนั้นจึงเริ่มปรับแบรนด์ใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่สูตร โลโก้ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาด โดยยังคงทำงานร่วมกับเภสัชกรเจ้าของสูตรเดิม เพื่อรักษาคุณภาพและเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป

และหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ LYO เกิดขึ้นเมื่อได้ร่วมงานกับ “หนุ่ม–กรรชัย กำเนิดพลอย”

“ตอนที่ติดต่อคุณหนุ่มครั้งแรก แค่คิดว่าอยากได้คนที่สะท้อนภาพลักษณ์ความจริงใจและคุณภาพ แต่คุณหนุ่มบอกตรง ๆ ว่าอยากลองใช้ก่อน ถ้าใช้แล้วดีจริง ค่อยร่วมงานกัน” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากทดลองใช้แล้วเห็นผลจริง เขาพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ผมไม่อยากเป็นพรีเซนเตอร์ แต่อยากเป็นพาร์ทเนอร์”

นับแต่นั้นมา “หนุ่ม–กรรชัย” จึงกลายเป็นพาร์ทเนอร์ตัวจริง มีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาสูตร การสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งช่วยให้ LYO เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ Hair Care ที่แข็งแรงที่สุดของไทย

การต่อยอดและขยายพอร์ต (ปี 2564–2567)

หลังจาก LYO ประสบความสำเร็จในกลุ่ม Anti-Hair Loss บริษัทจึงขยายสินค้าอย่างต่อเนื่อง “เราพัฒนาไลน์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม” ตั้งแต่

• LYO Hair Color Shampoo (2565) — แชมพูปิดผมขาวพร้อมบำรุง

• LYO Herbal Series (2567) — สูตรสมุนไพรไทยแท้ เช่น อัญชัน มะกรูด ใช้ได้ทุกวัน

จนตอนนี้ LYO กลายเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าครอบคลุมครบทุกความต้องการของผู้ใช้

การก้าวสู่ตลาด Skincare — แบรนด์ HONE (ปี 2565)

จากความสำเร็จของ LYO นพรัตน์ต่อยอดสู่แบรนด์สกินแคร์ภายใต้ชื่อ HONE (โฮน) ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของความงาม เป็นแบรนด์ที่ต่อยอดจากสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว พัฒนาร่วมกับคุณหนุ่มเช่นกัน ใช้สารสกัดธรรมชาติจากเกาหลี เน้นสูตร Anti-Aging สำหรับผู้หญิงที่อยากดูแลตัวเองครบทั้งผมและผิว”

กลยุทธ์การตลาดและช่องทางการขาย

“ธุรกิจความงามต้องเดินพร้อมกันสองขา — คุณภาพของสินค้าและความเข้าใจผู้บริโภค” นพรัตน์กล่าวอย่างมั่นใจ “เราไม่เคยสร้างแบรนด์จากกระแส แต่สร้างจากข้อมูลจริง เราศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าใช้ได้จริง เห็นผลจริง และทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ”

88TH ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งสื่อหลัก สื่อออนไลน์ และสื่อดิจิทัลกว่า 19,000 จุดทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางขายแบบครบทุกมิติ — ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา ร้านทำผม ร้านค้าปลีก ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop, TV Shopping และ Live Commerce

และเพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ บริษัทจึงเข้าซื้อโรงงาน DOK SKIN เพื่อควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่สูตร การทดสอบ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์

“การมีโรงงานของเราเอง ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ต่อเนื่อง และมั่นใจได้ว่าทุกชิ้นที่ออกจากโรงงานมีมาตรฐานเดียวกัน”

ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 88TH เติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

• ปี 2566: รายได้ 365.08 ล้านบาท / กำไร 25.91 ล้านบาท

• ปี 2567: รายได้ 479.08 ล้านบาท / กำไร 55.77 ล้านบาท

• ครึ่งปีแรก 2568: รายได้ 307.41 ล้านบาท / กำไร 50.45 ล้านบาท

เพียงครึ่งปีแรก กำไรก็เกือบเท่าทั้งปีของปีก่อน — สะท้อนความมั่นคงและศักยภาพในการขยายธุรกิจที่ยั่งยืน

และเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 บริษัท 88(Thailand) Public Company Limited (88TH) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai อย่างเป็นทางการ เสนอขายหุ้น IPO 59.5 ล้านหุ้น ราคา 5.45 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่ากว่า 324 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดวันแรกสูงถึง 1,158 ล้านบาท

“การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตระยะยาวค่ะ ดิฉันอยากให้ 88TH เป็นตัวอย่างของแบรนด์ไทยที่ยืนได้ด้วยคุณภาพ ความโปร่งใส และศรัทธาจากผู้บริโภค”

นอกจากนี้ นพรัตน์ มาลัยวงค์ มองว่า “ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีทั้งหัวใจและระบบที่แข็งแรง” โดยเธอวางเป้าหมาย 3–5 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน

“เราตั้งใจสร้างธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลงทุนต่อเนื่องใน R&D และนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึง ศึกษาตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจาก CLMV และจีน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการขยายในอนาคต”

 “เราไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่เป็นคนที่ลงมือทำในทุกวันจริงๆ เพราะสิ่งที่พาเรามาถึงวันนี้ ไม่ใช่โชค แต่คือความตั้งใจและความจริงใจต่อผู้บริโภค”

จาก ver.88 สู่ LYO และ HONE — เส้นทางกว่า 10 ปีของ “นพรัตน์ มาลัยวงค์” คือภาพสะท้อนของแบรนด์ไทยที่เติบโตด้วยความซื่อสัตย์ ความทุ่มเท และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้

-(016)

สภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จัดงาน ‘ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568’

สภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จัดงาน ‘ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568’

สภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จัดงาน ‘ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568’

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

สภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นำโดย เพ็ญพักตร์  ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จัดงาน “ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน” ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา และเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ  68  พรรษา  พร้อมทั้งร่วมแสดงความยินดีกับแม่ดีเด่นแห่งชาติ ที่ได้รับพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 อีกทั้งเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ และสมาคม/ชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดทั่วประเทศ  และเพื่อรณรงค์สมทบทุนในการดำเนินงานของสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ โดยมี อโนมา วิจิตรวิกรม
เป็นประธานกรรมการดำเนินงาน
 เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ มอบภาพพระราชทานและแสงความยินดีแด่แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568

เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการ อาทิ พล.ต.หญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, พญ.สุวณี รักธรรม, อโนมา วิจิตรวิกรม, เบญจมาศ ปริญญาพล, พรทิพย์ ตั้งกีรติ, ประยูร เหล่าสายเชื้อ และผู้มาร่วมงาน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

การแสดงขับเสภาเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ราชกัญญา ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการส่งเสริม รักษา ผ้าไทย ให้คงอยู่คู่คนไทย ขับเสภาโดย อ.ภูวภัทร อินทรพิทักษ์

จรรย์สมร วัธนเวคิน ที่ปรึกษาสภาแม่ดีเด่นฯ และ เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีดเด่นฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, .ผศ.งามนิตย์  ราชกิจ, ดร.รัตน์มณี  ตันยิ่งยง, ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ, พรทิพย์ ตั้งกีรติ, สิริรัตน์ ธำรงธีระกุล,พล.ต.หญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, พญ.สุวณี รักธรรม, เบญจมาศ ปริญญาพล, รศ.ดร.กฤตติกา แสนโภชน์, กอบแก้ว คงน้อย, ประยูร เหล่าสายเชื้อ และ ยุพา  สุภอมรพันธ์

ประธานสภาแม่ดีเด่นฯ มอบโล่เกียรติคุณให้กับสมาคม-ชมรมแม่ดีเด่นประเภทยอดเยี่ยม 4 จังหวัด

มอบโล่เกียรติคุณให้กับสมาคม-ชมรมแม่ดีเด่นประเภทดีเด่น 10 จังหวัด

มาดามรถัง – ดร.นพรัตน์ กุลหิรัญ รับโล่เกียรติคุณ “แม่แห่งดวงใจทหารกล้า”

มอบโล่เกียรติคุณแก่ผู้ให้การสนับสนุนสภาแม่ดีเด่นฯ เยาวเรศ ชินวัตร (ผู้แทน), พรทิพย์ ตั้งกีรติ, ดร.อนัญญา ธนปฎิญญากุล, วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ และ อิสรีย์ ธนะกุลเสถียร

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ กล่าวว่า การจัดงาน “ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน” ประจำปี 2568 เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความเสียสละ และคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของแม่ และยังเป็นการเทิดพระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ที่เราทุกคนเคารพรัก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอชื่นชมคณะกรรมการจัดงานที่ได้ร่วมแรง ร่วมใจ เสียสละเวลา และกำลังใจเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ และขอขอบคุณผู้ขับร้องเพลง ผู้เดินแบบ และนักแสดงกิตติมศักดิ์ทุกท่านที่ได้เสียสละทรัพย์ส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือแม่ผู้ยากไร้ และแม่เลี้ยงเดี่ยว อันเป็นคุณูปการที่ทรงคุณค่าแก่การยกย่องอย่างสูง ดิฉันเชื่อมั่นว่างานร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน จะเป็นอีกหนึ่งพลังใจที่ยืนยันให้เห็นว่าความเป็นแม่คือรากฐานที่มั่นคงของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ”

จรรย์สมร วัธนเวคิน ที่ปรึกษาสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ พร้อมด้วย สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานที่ปรึกษาฯ,มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล,รัตนา นรพัลลภ,สมถวิล บุณโยปัษฎัมภ์ , ดร.นุชนาถ วสุรัตน์,ผาณิต พูนศิริวงศ์, ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, เสาวณีย์ อักษรานุวัตร และดร.พัชรา วีรบวรพงศ์

เบญจมาศ รุจิรวงศ์,พรเสก กาญจนจารี,ลลิสา จงบารมี,นันทชา สินพัฒนสมบูรณ์,, เพ็ญศรี สุขเจริญผล, ผาณิต พูนศิริวงศ์,ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,อุไร คุณานันทกุล และ รักษา แสงภู่

ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, สกล ถาวรกาญจน์ , ดร.อนัญญา ธนปฎิญญากุล, รักษา แสงภู่ , เพ็ญศรี สุขเจริญผล

ผาณิต พูนศิริวงศ์ กับ มาดามรถถัง-ดร.นพรัตน์ กุลหิรัญ และหลานสาว

เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ กับ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ประยูร เหล่าสายเชื้อ , สุพินดา โชคชัยนิรันดร์ และ ดร.รณิดา นกไทยเจริญ

รักษา แสงภู่, ดร.ทิพย์นารี อมาตยกุล , ละออ ตั้งคารวคุณ, อุไร คุณานันทกุล และเพ็ญศรี สุขเจริญผล

จรรยา เฮงตระกูล, เบญจมาศ รุจิรวงศ์ และ ศิวภรณ์ สุคนธผล

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานที่ปรึกษาฯ พร้อมด้วย ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล, จรรยาวรรณ สุวัณณาคาร,ณัฏฐภัค อติเชษฐ์ธนิศ ภัทรพร สันตธาดาพร, นันทิยา วงศ์วานิชย์ และ ชฎาทิพย์ สุคันธา

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี

เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ,พล.ต.หญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล รองประธาน กก.ดำเนินงาน พร้อมด้วย เยาวมาลย์ วัชรเรืองศรี

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์

งาน ‘ร้อยดวงใจแม่ ถวายแด่แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568’ ภายในงานประกอบด้วย การมอบภาพพระราชทานและแสงความยินดีแด่แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 การมอบเงินทุนช่วยเหลือแม่ผู้ยากไร้ การมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน การมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ การมอบโล่เกียรติคุณแก่สมาคม/ชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดดีเด่นและยอดเยี่ยม ประจำปี  2568 การมอบโล่เกียรติคุณ “แม่แห่งดวงใจทหารกล้า” แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ร่วมร้องเพลงกับนักร้องกิตติมศักดิ์ คอนเสิร์ตขับร้องเพลงโดยนักร้องกิตติมศักดิ์ และนักร้องอาชีพ การแสดงแฟชั่นโชว์ “ชุดไทยร่วมสมัย” และ “ชุดไทยประยุกต์” โดยนางแบบกิตติมศักดิ์ ปิดท้ายด้วยการแสดงบทละครพูดเรื่อง “มัทนะพาธา” โดยนักแสดงกิตติมศักดิ์ และนักแสดงอาชีพ

จรรย์สมร วัธนเวคิน,สุกัญญา ประจวบเหมาะ กับสามสาว ดร.รุณศรี จงเจียมจิตต์, กนกวรรณ วงศ์ทองศรี และ จุฑามาศ พลรัมย์

ดร.กรกมล เอื้อวิวัฒน์สกุล

การแสดงละคร “มัทนะพาธา” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.6

การแสดงแบบชุดผ้าไทยสวยงามโดยนางแบบกิตติมศักดิ์

บทเพลงไพเราะจากนักร้องกิตติมศักดิ์

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ครบรอบ 114 ปีอย่างยิ่งใหญ่

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ครบรอบ 114 ปีอย่างยิ่งใหญ่

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ครบรอบ 114 ปีอย่างยิ่งใหญ่

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ปีที่ 114 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยมีนายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่และภริยาเป็นประธานในพิธี ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ทั้งการเมือง ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ สื่อมวลชน สมาคมและนักธุรกิจชาวไต้หวันในประเทศไทย รวมถึงคณะทูตจากนานาประเทศ มากกว่า 1,000 คนเข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

นายปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวคำปราศรัยว่า ค่ำคืนนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านยังคงให้เกียรติมาร่วมงานวันชาติฉลองครบรอบ 114 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ณ ที่นี้ คือการยืนยันถึงมิตรภาพและการสนับสนุนที่ดีที่สุดต่อเรา กระผมในนามผู้แทนรัฐบาลและประชาชนสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง

นายปีเตอร์ หลัน กล่าวต่อว่า เมื่อไม่นานมานี้ ท่านได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยได้ให้จำกัดความสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไว้ 3 ประการคือ งดงาม (Beautiful) นวัตกรรม (Innovative) และมีความยืดหยุ่น (Resilience) ประการแรก ไต้หวัน “งดงาม” ไต้หวันเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในหมุดหมายการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและเป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 จนถึงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปไต้หวันมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี และในปี ค.ศ. 2024 มีเพื่อนๆ ชาวไทยเดินทางไปไต้หวันเกือบ 400,000 คน

ประการที่สอง ไต้หวันมีความเป็น “นวัตกรรม” ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก จากประกาศผลการการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลกประจำปี 2025 (2025 IMD World Competitiveness Yearbook) ของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่า ไต้หวันครองอันดับที่ 6 จากตัวอย่างการสำรวจ 69 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง NVIDIA, Microsoft, AMD และ Micron ได้เลือกจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในไต้หวัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของไต้หวันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับโลก และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการก้าวขึ้นเป็น “เกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์”

ประการที่สาม ไต้หวันมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว ในไตรมาสที่สองของปี ค.ศ.2025 อัตราการเติบโต GDP ของไต้หวันสูงถึง 8.01% ซึ่งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังได้ประกาศจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมในอนาคตเป็น 3% ของ GDP ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันในการปกป้องประชาธิปไตย พร้อมกันนี้ไต้หวันกำลังเสริมสร้างแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย ESG อย่างจริงจัง รวมถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวด้านพลังงาน เพื่อรับรองอนาคตที่ยั่งยืน

นายปีเตอร์ หลัน ยังเน้นย้ำว่า เรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สมดังที่ประธานาธิบดีไล่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า จะสร้าง “ประเทศแห่งเศรษฐกิจที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ซึ่งนายหลิน เจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงนำเสนอ “การทูตเชิงบูรณาการ” และ “การทูตเศรษฐกิจ” ให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ โดยจะผสานกำลังของภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริม “5 อุตสาหกรรมสำคัญที่พึ่งพาได้” (Five Trusted Industrys: Semiconductors, AI, Military, Security and surveillance, Next-generration communication) และ “นโยบายมุ่งใต้ใหม่ยุคดิจิทัล” อย่างต่อเนื่อง โดยผ่าน “แผนแม่บทการสร้างความเจริญรุ่งเรืองของชาติและมิตรประเทศ”

บัดนี้ ขอให้เราหันมาดูศักยภาพอันมหาศาลของความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทย ในปี ค.ศ. 2024 ไต้หวันมีการลงทุนเป็นอันดับ 4 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย ทำให้ไต้หวันเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต เริ่มตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โครงการหลวง (Royal Project) เป็นโครงการอันเริ่มมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในเวลาต่อมา แม้ความสัมพันธ์ทางการระหว่างไทยและไต้หวันจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่โครงการนี้ก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดประโยชน์แก่ชาวไทยกว่า 200,000 คนใน 7 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ตอนนี้มีชาวไต้หวันนำพักอยู่ในประเทศไทยประมาณ 200,000 คน เช่นกัน และมีบางส่วนอยู่ที่นี่ในค่ำคืนนี้พอดี จะขอกล่าวถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำหนึ่งที่แห่งตั้งอยู่ในประเทศไทย คือสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สถาบันแห่งนี้ได้พัฒนาบุคลากรดีเด่นชาวไต้หวันจำนวนมาก บางท่านได้เป็นถึงรัฐมนตรี นี่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ประเทศไทยได้กลายเป็นที่มานักศึกษาชาวต่างชาติอันดับที่ 6 ของไต้หวัน โดยปีที่แล้ว มีนักศึกษาชาวไทยจำนวน 4,700 คนไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน

ในช่วงท้ายของงานเลี้ยง นายปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวเชิญชวนเพื่อนชาวไทยให้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด บนพื้นฐานแห่งมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไต้หวันและประเทศไทย เพื่อร่วมกันคว้าโอกาสและแสวงหาหนทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองและเป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งยกแก้วร่วมดื่มอวยพรกับแขกผู้มีเกียรติในงาน ขอให้สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เจริญรุ่งเรือง และขอให้มิตรภาพระหว่างไต้หวันกับประเทศไทยยั่งยืนตลอดไป

ปีนี้ งานเลี้ยงได้รับการออกแบบฉากต้อนรับภายใต้แนวคิด “ความยืดหยุ่นของแผ่นเวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน” โดยผสานภาพลักษณ์หลักของวันชาติร่วมกับอาคารไทเป 101 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของไต้หวัน ส่วนประติมากรรมน้ำแข็งถูกออกแบบเป็นตัวเลข “114” โดยมีพื้นผิวตกแต่งด้วยลวดลายที่เลียนแบบแผ่นเวเฟอร์ ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ คู่กับแผนที่ไต้หวันที่ฝังลวดลายแผงวงจรพิมพ์ (PCB) พร้อมเสริมองค์ประกอบคำว่า “TAIWAN” เพื่อเน้นย้ำบทบาทสำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ตลอดจนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันให้ไต้หวันเป็น “เกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI Island)” ซึ่งได้รับความสนใจจากแขกผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก และต่างพากันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างคึกคัก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการฉายวิดีโอวันชาติ ประจำปี 2568 เรื่อง “ไต้หวันที่มีความยืดหยุ่น (Taiwan the Resilient)” ซึ่งนำเสนอพัฒนาการอันโดดเด่นของไต้หวันตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความยืดหยุ่น ความสามัคคี และความไม่ย่อท้อต่อความท้าทาย สภาการค้าไต้หวัน (TAITRA) และสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ ยังได้ตั้งบูธนิทรรศการ เพื่อแนะนำบริการด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติที่สำคัญอย่าง “Taiwan International Tradeshows 2026” และเพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของไต้หวัน พร้อมเผยแพร่วิดีโอนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวของไต้หวัน

ภายในงานมีการแสดงดนตรีโดย Thai-wan Chamber Orchestra ที่บรรเลงบทเพลงคลาสสิกและเพลงพื้นบ้านไต้หวันหลากหลายบท ถ่ายทอดกลิ่นอายวัฒนธรรมไต้หวันได้อย่างลึกซึ้ง แขกผู้มีเกียรติหลายท่านในชุดไทยได้ร่วมกันออกมาเต้นรำอย่างเป็นกันเอง เพิ่มสีสันและบรรยากาศแห่งความรื่นเริง พร้อมแต่งแต้มกลิ่นอายความเป็นไทยให้กับงานเลี้ยงได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญผู้ประกอบการชาชื่อดังจากไต้หวันมาตั้งบูธ เพื่อให้แขกผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง ชานมไข่มุกต้นตำรับ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ความหลากหลายของไต้หวันอย่างใกล้ชิด บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการต่างร่วมกล่าวคำอวยพรให้ไต้หวันเจริญรุ่งเรือง พร้อมเฉลิมฉลองวันชาติของ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) อย่างชื่นมื่น

อธิบดีกรมวิทย์ฯ คนใหม่ผลักดันงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 7 ด้าน สนับสนุนโยบาย Quick win ยกระดับสุขภาพประชาชนสู่การมีสุขภาพที่ดี

อธิบดีกรมวิทย์ฯ คนใหม่ผลักดันงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 7 ด้าน  สนับสนุนโยบาย Quick win ยกระดับสุขภาพประชาชนสู่การมีสุขภาพที่ดี

อธิบดีกรมวิทย์ฯ คนใหม่ผลักดันงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 7 ด้าน สนับสนุนโยบาย Quick win ยกระดับสุขภาพประชาชนสู่การมีสุขภาพที่ดี

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และโครงการมุ่งเน้น Quick Big Win แก่ผู้บริหาร บุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อยกระดับสุขภาพประชาชนสู่การมีสุขภาพที่ดี หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ดร.นพ.สราวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พร้อมขับเคลื่อนและสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องดำเนินการในช่วง 4 เดือน ให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมีโครงการมุ่งเน้น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมและรังไข่ 30% ภายใน 4 เดือน 2.เด็กไทยเกิดใหม่ทุกคน ได้รับการตรวจคัดกรองกลุ่มโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Inborn errors of metabolism, IEM) 100% โดยประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล หน่วยตรวจคัดกรอง และศูนย์การดูแลผู้ป่วยโรคหายาก เพื่อการตรวจคัดกรอง ยืนยัน วินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที 3.ลดค่า LAB 20% สร้างความมั่นคงเพื่อระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาอ้างอิงค่าตรวจวิเคราะห์ การดำเนินโครงการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล หรือ RLU โดยแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขใช้งบประมาณด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการประมาณ 15,000 ล้านบาท หากมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี 

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีภารกิจที่พร้อมยกระดับสุขภาพประชาชนสู่การมีสุขภาพทีดี 7 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ 1. การแพทย์แม่นยำ โดยตรวจวินิจฉัยทำนายโรคเพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล เช่น ตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม การตรวจธาลัสซีเมีย การตรวจยีนแพ้ยา การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนก่อโรคมะเร็งเต้านมมะเร็งรังไข่ การตรวจยีนย่อยยารักษาวัณโรค การตรวจยีนในมะเร็งปอด และการตรวจการกลายพันธุ์ของยีนเพื่อทํานายความเสี่ยง 12 กลุ่มโรค 2.พัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบําบัด รักษาขั้นสูง (ATMPs) 3.ตั้งศูนย์ทดสอบเครื่องมือแพทย์ ระดับชาติแบบครบวงจร 4.ยกระดับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัยทุกภูมิภาคให้ได้มาตรฐานระดับสากล และมาตรฐานระดับประเทศ 5.สนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารใหม่ 6.ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพสากล ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องสําอาง OTOP/SME ให้มีคุณภาพและความปลอดภัยด้วยกระบวนการทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งผลักดันสมุนไพรตามนโยบายคณะกรรมการสมุนไพรแห่งชาติ ได้แก่ ขมิ้นชัน ไพล ใบบัวบก กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร ว่านหางจระเข้ ฯลฯ และ 7. ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างครบวงจร โดยดำเนินโครงการโรงแรมสะอาดด้วย 3C Clean bed, Clean air และ Clean food เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวประเทศไทย

World Coffee Hub เทศกาลงานกาแฟสู่ประสบการณ์ระดับโลก

World Coffee Hub เทศกาลงานกาแฟสู่ประสบการณ์ระดับโลก

World Coffee Hub เทศกาลงานกาแฟสู่ประสบการณ์ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุดนัดพบคอกาแฟ! ดริป คั่ว บด สด ครบที่เซ็นทรัลเวิลด์ รวมความพิเศษจากวงการกาแฟทั่วโลก ไว้ในงาน “World Coffee Hub” 8–14 ตุลาคม 2568

เซ็นทรัลพัฒนา ยกระดับเทศกาลงานกาแฟสู่ประสบการณ์ระดับโลกจัดงาน World Coffee Hub ให้เหล่าคอกาแฟได้สัมผัสกาแฟ Specialty Coffee จากเมล็ดกาแฟหลากหลายสายพันธ์ทั่วโลก รวมถึงชิมฟรีกาแฟสายพันธุ์ที่กำลังมาแรงอย่างกาแฟสายพันธ์เกอิชา จาก 8 แหล่งปลูกที่ทั่วโลกยอมรับ สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับการรวมบาริสต้าดีกรีแชมป์โลกทั้งไทยและต่างประเทศ และร่วมลุ้นกับการแข่งขันเฟ้นหาตัวแทนบาริสต้าทีมชาติไทย สู่เวทีโลกในรายการ PCA Pro Final รอบไฟนอล ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้ สนุกเข้มข้นกับกิจกรรมไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรักกาแฟ ทั้ง Coffee Rave Party กับ BPM และ DJ ชื่อดัง, รวมตัวคนรักรถคลาสสิก, Morning Run จิบกาแฟ วิ่งสูดโอโซนบนสวนลอยฟ้า Central Park และเวิร์กชอปเพื่ออัปสกิลจากคอกาแฟสู่ครีเอเตอร์ พร้อมโปรโมชันและของที่ระลึกมากมาย

พลาดไม่ได้กับที่สุดของการรวมตัวคาเฟ่กว่า 120 ร้านดังที่จะเปลี่ยนเซ็นทรัลเวิลด์ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กของคนรักกาแฟ ในงาน World Coffee Hub เต็มพื้นที่จัดงาน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

MGI แถลงความพร้อม Miss Grand Thailand 2026 ชูคอนเซ็ปต์ Grand Evolution: Thai Soft Power

MGI แถลงความพร้อม Miss Grand Thailand 2026 ชูคอนเซ็ปต์ Grand Evolution: Thai Soft Power

MGI แถลงความพร้อม Miss Grand Thailand 2026 ชูคอนเซ็ปต์ Grand Evolution: Thai Soft Power

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI เปิดบ้านแถลงข่าวการประกวด Miss Grand Thailand 2026 อย่างเป็นทางการ ณ MGI Hall ศูนย์การค้า Bravo BKK ถนนพระราม 9 โดยมี 2 พิธีกร แชมป์ สกุล ลิมปภานนท์ และ แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง รับหน้าที่พิธีกรหลัก เปิดงานด้วยโชว์สุดพิเศษจากศิลปินในสังกัด MGI สแน็ก อัจฉรีย์ ศรีสุข, ข้าวโพด ณัฐฐา อินต๊ะซาว, หนูวรรณ กัลยาวรรณ เพ็ชรอิน และ โอลีฟ ศศิชา ดวงเกตุ พร้อมเผยโฉมนางงาม Road to Miss Grand Thailand 2026 และแฟชั่นโชว์ PD หรือผู้อำนวยการกองประกวดระดับจังหวัด จัดเต็มทุกพื้นที่ อีกทั้ง เปิดใจ กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ Miss Grand Thailand 2025 บอกเล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป หลังได้รับตำแหน่งและภารกิจภายใต้สายสะพาย Thailand ตัวแทนประเทศบนเวทีการประกวด Miss Grand International 2025

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานการประกวด Miss Grand Thailand  กล่าวว่า ปีหน้า Miss Grand Thailand 2026 มาในธีม “Golden Grand: The Timeless Song” นำเสนอความงดงามของเพลงอมตะที่ทุกคนรู้จัก ผสมผสานกับการตามหานางงามที่ครบเครื่องด้วยคุณสมบัติ 4B : Beauty – Body – Brain – Business ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Grand Evolution: The Thai Soft Power” มุ่งยกระดับนางงามให้เป็น Diva  หรือผู้หญิงที่ทรงอิทธิพล (Influencer) ครบเครื่องและก้าวหน้า สอดคล้องกับยุคสมัยที่ “Soft Power” ของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผสมผสานความบันเทิง (Entertainment) อันเป็นเอกลักษณ์ของ MGI เข้ากับบทบาททางสังคมและธุรกิจอย่างลงตัว จากนั้นเปิดตัวจังหวัดเจ้าภาพ “พัทยา จ.ชลบุรี” ต้อนรับผู้เข้าประกวดทั้ง 77 จังหวัดอย่างยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวหลัก ระหว่างวันที่ 8-18 มีนาคม 2569  โดยได้รับการสนับสนุนจาก ทัศนัย โคตรทอง PATTAYA The Host City และทีมผู้สนับสนุน

ต่อด้วยไฮไลท์สำคัญของงานกับการเปิดตัว MGI X บริษัทน้องใหม่ในเครือ MGI ผู้พัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ระบบ Grand Tickets, One Grand Streaming & Fandom, และ Grand Vote ล่าสุด MGI X ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ FDX Tech Pte. Ltd. ประเทศสิงคโปร์ ในการพัฒนา ระบบ Crypto Voting ที่ปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรองรับผู้ใช้งานทั่วโลก โดยจะนำมาใช้จริงครั้งแรกในเวที Miss Grand International 2025 และต่อเนื่องไปถึง Miss Grand Thailand 2026 ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU)ระหว่าง Mr.Paul Wan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FDX Tech Pte. Ltd. กับ รัชพล จันทรทิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท MGI X จำกัด ถือเป็นการยกระดับวงการประกวดนางงามให้ก้าวสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงความสวย แต่ยังผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าและรายได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

ปิดท้ายด้วยงาน Welcome Ceremony & Press Conference Miss Grand International 2025 ต้อนรับสาวงามตัวแทน Miss Grand 77 ประเทศทั่วโลก ผ่านแฟชั่นโชว์ชุดราตรี และชุดไทย งดงามและทรงคุณค่า โดยได้รับการต้อนรับสุดอบอุ่นจาก บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล, เทเรซ่า ชัยวิสุทธิ์ รองประธานมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล , คริสติน จูเลียน โอเปียซา Miss Grand International 2024  และ อิซาเบลล่า เมนิน Miss Grand International 2022  ติวเข้มผู้เข้าประกวดจากนานาชาติ ก่อนประชันมงกุฎในรอบตัดสิน ในค่ำคืนวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. ที่ MGI Hall ศูนย์การค้า Bravo Bkk

ติดตามกิจกรรม Miss Grand ได้จากทุกช่องทาง YouTube Chanel : Grand TV / Facebook : Miss Grand International , Miss Grand Thailand / Instagram : missgrandinternational , missgrandthailand และ TikTok