สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง  ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ.ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว” นพ.ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร.02 034 0808

The Show Must Go On เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

The Show Must Go On  เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

The Show Must Go On เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัชชา อภัยสุวรรณ  เปิดเรื่องเล่าผ่านเลนส์อีกครั้ง ในนิทรรศการภาพถ่ายชุด The Show Must Go On นำเสนอเรื่องราวของย่านชุมชนชาวจีน ผ่านการจัดแสดงในรูปแบบ Photo Bomb โดยไม่รบกวนจังหวะเดิมของสถานที่ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) ภาพถ่ายที่บอกเล่าภูมิทัศน์ของการมองเห็นและการตีความใหม่ผ่านมุมเมือง ศาลเจ้า กิจการเก่าแก่ พ่อค้าแม่ขาย และชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของผู้คน ที่ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ

นิทรรศการเลือกจัดแสดงบริเวณผนังอาคารของโรงพิมพ์และหนังสือพิมพ์จีน ‘ซิงจงเอี๋ยน’ บนถนนเจริญกรุง 24 หนังสือพิมพ์จีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของไทย สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของถ้อยคำ ข่าวสาร และความคิดของชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ

ภาพถ่ายของสมัชชาไม่ได้เข้ามาแทนที่พื้นที่ หากแต่เข้ามาอยู่ร่วมกันด้วยความถ่อมตน ราวกับภาพถ่ายเหล่านั้นเคยอยู่ที่นี่มาก่อน ร่องรอยของกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ใบหน้าของผู้คน และสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ การจัดวางแบบ Photo Bomb ชวนให้รู้สึกราวกับเดินชมอยู่ในพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์อันพร่าเลือน โดยมีภาพถ่ายของเขารอให้ผู้ชมพบเจอด้วยตัวเอง เหมือนการเดินผ่านย่านเก่า ๆ แล้วบังเอิญเห็นบางสิ่งที่ทำให้เราหยุดมองและตรองคิด

ภาพถ่ายของเขาเป็นบทพิสูจน์ความจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือเขียนทับเพื่อสร้างเรื่องราวใหม่เสมอไป หากแต่เป็นการนำมาแสดงซ้ำ ๆ ผ่านชีวิตประจำวันของผู้คน นักเดินทาง พ่อค้าแม่ขาย คนดูแลศาลเจ้า จนถึงกิจการที่สืบทอดมาหลายชั่วรุ่น ที่ต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบงันและเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นใหม่

นิทรรศการ The Show must go on โดย สมัชชา อภัยสุวรรณ จึงไม่ใช่เพียงการมองเมืองผ่านเลนส์ หากเป็นการอยู่กับเมืองอย่างเงียบ ๆ และตั้งใจฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงอดีต แต่เพื่อยืนยันว่าชีวิต เมือง และวัฒนธรรม ยังเคลื่อนไหวอยู่เสมอ จัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณโรงพิมพ์ซิงจงเอี๋ยน เจริญกรุง 24) เลขที่ 1022-30 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครฯ

ช่างภาพอิสระที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 35 ปี เชี่ยวชาญงานถ่ายภาพเชิงบรรณาธิการ พาณิชย์ การเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และการเดินทาง ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ในสื่อทั้งไทยและต่างชาติ เช่น Financial Times, Bangkok Post, The Nation และ Thai PBS World รวมถึงจัดแสดงในเทศกาลศิลปะสร้างสรรค์ชั้นนำของกรุงเทพฯ ทั้งยังมีบทบาทในการกำกับดูแลด้านความคิดสร้างสรรค์ การผลิตงานภาพครบวงจร และการสร้างผลงานเชิงบรรณาธิการให้กับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

นิทรรศการเด่นที่ผ่านมาขอเขา อาทิ At the Heart of Faith (2025), Connect: India to Siam, Bangkok Design Week (2025),Myanmar: The Years Before, Mango Art Festival (2025)และ Bangkok Reflection, Bangkok Design Week (2024) สามารถติตามผลงานของเขาได้ทาง Website: Instagram I Facebook: @samatchaphoto LinkedIn: Samatcha Apaisuwan

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเพื่อนรักสองคนกำลังออกเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ร่วมกัน ในระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยล้าและร้อนระอุ ทั้งคู่เกิดมีความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นการโต้เถียงอย่างรุนแรง ด้วยความโกรธชั่ววูบ เพื่อนคนหนึ่งจึงยั้งมือไม่อยู่และ ตบหน้า เพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

                   เพื่อนคนที่ถูกตบรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้โต้ตอบหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่ก้มลงไปแล้วใช้นิ้ว เขียนลงบนพื้นทราย ว่า:

                   “วันนี้ เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน”

                   พวกเขายังคงเดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับ แหล่งน้ำกลางทะเลทราย “โอเอซิส”ที่เขียวขจี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะพักและลงอาบน้ำเพื่อคลายความร้อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนคนที่เคยถูกตบหน้าเกิดเป็นตะคริวและเริ่มจมลงไปในบึงน้ำที่ลึกโคลนดูด

                   เพื่อนอีกคนเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล เขาพยายามสุดกำลังจนสามารถดึงเพื่อนขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เมื่อเพื่อนที่เกือบจมน้ำฟื้นตัวและหายจากอาการตกใจ เขาก็หยิบสิ่วเล่มเล็กออกมาจากย่าม แล้วบรรจง สลักลงบนก้อนหิน ใหญ่ริมน้ำว่า:

                  “วันนี้ เพื่อนรักของฉันได้ช่วยชีวิตฉันไว้”

                  เพื่อนคนที่ตบหน้าและช่วยชีวิตเขารู้สึกสงสัยจึงถามว่า

                  “ตอนที่ข้าทำร้ายเจ้า เจ้าเขียนลงบนทราย แต่ทำไมตอนนี้เจ้าถึงสลักลงบนหินล่ะ?”

                  เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบด้วยแววตาที่สงบว่า: “เมื่อมีใครบางคนทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ เราควรบันทึกลงบน ‘ผืนทราย’ เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัย พัดทำลายร่องรอยความบอบช้ำทั้งหลายให้จางหายไปในเวลาอันสั้น แต่เมื่อมีใครทำสิ่งดีๆ ให้แก่เรา ควรสลักคุณความดีนั้นไว้บน ‘ก้อนหิน’ เพื่อที่จะเป็นหลักฐานอันถาวร ที่ยากจะลบล้างไปได้”

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้อภัยคือการปล่อยความทุกข์ให้หายไปกับกาลเวลาเหมือนรอยบนทราย ส่วนการจดจำความดีคือการสร้างความสุขให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเหมือนรอยสลักบนหิน”

                 เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง ทรายกับก้อนหิน The Sand and the Stone ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการให้อภัยและกตัญญู ที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ทราบต้นทาง 

อาทร จันทวิมล

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจกำลังทำร้ายมดลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการยกของหนัก เบ่งถ่ายแรง น้ำหนักเกิน หรือการไอเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของภาวะ “มดลูกหย่อน” ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการ “ปัสสาวะเล็ด” หรือ “ปวดหน่วงท้องน้อย” ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจลุกลามรุนแรง กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดในที่สุด วันนี้ นพ.คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม จะมาเตือนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงมดลูกหย่อนก่อนจะสายเกินไป

“มดลูกหย่อน” ภัยเงียบของผู้หญิงที่มาพร้อมอาการปัสสาวะเล็ด

มดลูกหย่อน คือภาวะที่มดลูกหรือผนังช่องคลอดเคลื่อนต่ำลงมาจนอาจโผล่พ้นปากช่องคลอด โดยแบ่งความรุนแรงได้ 4 ระดับ เริ่มจากระดับ 1 ยังไม่มีก้อนโผล่พ้นช่องคลอด มักไม่มีอาการและคลำไม่เจอก้อน ในระดับที่ 2 จะเริ่มคลำเจอก้อนบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งผู้ป่วยมักรู้สึกรำคาญเล็กน้อย หากปล่อยไว้จนถึงระดับ 3-4 ก้อนจะยื่นออกมาด้านนอกมากขึ้น เริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การปัสสาวะ และอาจกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ นพ. คมกฤช เอี่ยมจิรกุล อธิบายว่า “ผู้ที่มีภาวะมดลูกหย่อนมักมีอาการหน่วงตุงบริเวณช่องคลอด ปวดหลังส่วนล่าง และมักมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้กับมดลูก เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงจึงกลั้นปัสสาวะได้ไม่ดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากความเสื่อมของท่อปัสสาวะหรือกล้ามเนื้ออื่น ๆ ได้เช่นกัน”

มัดรวมพฤติกรรม เสี่ยง “มดลูกหย่อน” โดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจคิดว่ามดลูกหย่อนจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเยอะเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็เพิ่มความเสี่ยงมดลูกหย่อนได้ เช่น ยกของหนักบ่อย ท้องผูกจนต้องเบ่งแรง ๆ รวมถึงภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือการไอเรื้อรังจากภูมิแพ้ ซึ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นจนไปกดทับให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดอุ้งเชิงกรานจนหย่อนยาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ อาทิ อายุมากขึ้น ผ่านการคลอดบุตร หรือเคยผ่าตัดมดลูก ส่วนความเชื่อที่ว่าการยืนปัสสาวะทำให้มดลูกหย่อนเร็วขึ้นนั้นไม่เป็นความจริง ที่หลายคนรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมาเป็นเพียงผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งมักจะยุบกลับเข้าไปเองเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านอนราบ

คลำเจอก้อน-ปัสสาวะลำบาก พบแพทย์ด่วนก่อนอันตราย

นพ.คมกฤช กล่าวว่า “แม้อาการมดลูกหย่อนระดับแรก ๆ อาจรู้สึกเพียงหน่วงหรือตุงบริเวณท้องน้อยหรือช่องคลอด แต่ถ้าเริ่มคลำเจอก้อน ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บ และปวดหลังล่างหรือปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง เป็นสัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบมาให้แพทย์วินิจฉัยทันที”

“มดลูกหย่อน” ตรวจพบเร็ว รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด

การวินิจฉัยภาวะมดลูกหย่อนจะใช้การตรวจภายในเป็นหลัก เพราะสามารถดูว่าก้อนที่คลำได้เป็นมดลูกหย่อนจริงหรือเป็นความผิดปกติอื่น เช่น เนื้องอก โดยแนวทางการรักษามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากอยู่ในระดับเริ่มต้น แพทย์มักแนะนำวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบสั้น ๆ รอบละ 5-10 นาที วันละ 3 ครั้ง ทำต่อเนื่องเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนจะช่วยชะลอความรุนแรงได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย การรักษามดลูกหย่อนอาจช่วยได้เพียงบางส่วน เนื่องจากเป็นคนละภาวะกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลและรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน

“แม้มดลูกหย่อนจะไม่ได้มีอาการรุนแรงโดยทันที แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นอยากชวนผู้หญิงทุกคนมาดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ทำร้ายมดลูกของเรา ด้วยการยกของให้ถูกท่า ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ไอเรื้อรังหรือท้องผูกบ่อย หากวันหนึ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ว่าจะคลำเจอก้อนหรือมีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ อย่างปัสสาวะเล็ด ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการดูแลสุขภาพผู้หญิงจำเป็นต้องเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น” นพ.คมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

ผู้หญิงที่มีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินทาง

มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

มหกรรมการศึกษาอินเดีย ยกทัพโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่กรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. จากประเทศอินเดีย ⁠ภูมิใจประกาศการกลับมาของงาน Study in India Expo และ Indian Boarding Schools Expo สู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ในประเทศไทย งานมหกรรมการศึกษาที่ทุกคนรอคอยนี้จะจัดขึ้นใน วันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ในฐานะหนึ่งในแพลตฟอร์มการศึกษานานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดสำหรับครอบครัวชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าถึงข้อมูลของโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียได้โดยตรง รวบรวมหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายทางวัฒนธรรม และการศึกษาที่คุ้มค่า ในระดับค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ ไว้ครบจบในที่เดียว

ผู้ปกครองและนักเรียนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายอินเดีย จะมีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับผู้บริหาร ครูใหญ่ และทีมรับสมัครจากสถาบันชั้นนำของอินเดีย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำการสมัครเรียนทันที (On-the-spot counselling) เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด สามารถเลือกดูข้อมูลการรับสมัครได้ตั้งแต่ระดับชั้นเกรด 3 ถึงเกรด 11 ในหลักสูตรชั้นนำต่างๆ รวมถึง IB, Cambridge, CBSE และ ICSE

โรงเรียนที่เข้าร่วมงานมาจากศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียง เช่น เดห์ราดูน (Dehradun), มัสซูรี (Mussoorie), โกดัยกานาล (Kodaikanal), บังคาลอร์ (Bengaluru), มังคาลอร์ (Mangaluru), ไฮเดอราบาด (Hyderabad), ปูเน่ (Pune), ชัยปุระ (Jaipur), เดลี และปริมณฑล (Delhi NCR) และเมืองสำคัญอื่นๆ อีกมากมายในอินเดีย

สำหรับนักเรียนที่มองหาการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ไอที, วิศวกรรมศาสตร์, การจัดการ, ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ พร้อมรับคำปรึกษาและคำแนะนำในการสมัครเรียนทันทีภายในงาน ⁠เพื่อช่วยให้นักเรียนค้นพบเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

“จำนวนนักเรียนไทยที่เลือกไปศึกษาต่อในประเทศอินเดียเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย คุณ Vivek Shukla ผู้อำนวยการและซีอีโอของ AFAIRS Exhibitions & Media กล่าว “อินเดียนำเสนอการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง วุฒิการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และความคุ้มค่าที่โดดเด่น ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า แต่ยังคงความเข้มข้นทางวิชาการในระดับที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับตัวเลือกในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศไทย”

สุดยอดโรงเรียนประจำและมหาวิทยาลัย รวมไว้ในที่เดียว! รายชื่อโรงเรียนประจำชั้นนำและมีชื่อเสียงที่เข้าร่วมงาน อาทิ Woodstock School (Mussoorie), The International School Bangalore, Kodaikanal International School (Kodaikanal),  Unison World School (Dehradun), Mussoorie International School , Indus International School (Pune), King’s College India (Rohtak), Jain International Residential School (Bangalore), Greenwood High International School (Bangalore), Kasiga School (Dehradun), Sharanya Narayani International School (Bangalore), Sancta Maria International School (Delhi NCR), MIT Vishwashanti Gurukul World School (Pune), KIIT International School (Bhubaneswar), De Paul International School (Mysore), Miles Bronson Residential School (Guwahati)  และโรงเรียนอื่นๆ อีกมากมาย

มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำที่เข้าร่วมงาน อาทิ Manipal Academy Of Higher Education (MAHE), Symbiosis International University (Pune), Christ (Deemed to be University) (Bengaluru), Amity University, Central Sanskrit University (New Delhi), SRM University (Chennai, Ramapuram & Tiruchirapalli)  และสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย

งาน Study in India Expo ริเริ่มและจัดขึ้นโดย AFAIRS Exhibitions & Media Pvt. Ltd. ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำเสนอสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่ง เข้าถึงนักเรียนและผู้ปกครองกว่าหนึ่งล้านคน และเดินสายจัดงานมาแล้วใน 12 ประเทศทั่วโลก ทำให้งานนี้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการประชาสัมพันธ์การศึกษานานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดจากประเทศอินเดีย

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ฟรี ที่เว็บไซต์: https://tinyurl.com/msym6ehm

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไปเที่ยวเกาะลันตา กระบี่ กันไหม นี่คือคำชวนสั้น ๆ แต่ทำให้คนถูกชวนตั้งคำถามทันทีว่า ทำไมต้องไปเที่ยวเกาะลันตา มีอะไรให้เที่ยวหรือ ตอบว่ามีที่ให้เที่ยวแบบเน้นธรรมชาติล้วน ๆ รับรองว่าไปแล้วจะต้องชอบ ย้ำว่าหากชอบเที่ยวแบบเสพความงามของธรรมชาติ จะต้องชอบทริปเกาะลันตาอย่างแน่นอน

อันที่จริงเกาะลันตา (คือลันตาน้อย และลันตาใหญ่) มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งชุมชนดั่งเดิมของลันตา คือชุมชนศรีรายา ชุมชนโบราณตั้งแต่ยุคค้าสำเภาจีน และมีอุทยานแห่งชาติเกาะลันตา หรือแหลมโตนด มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส ๆ และมีประภาคารโดดเด่น หรือไม่ก็ไปเที่ยวทุ่งหยีเพ็ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วิทยาแท้ ๆ หรือไม่ก็ไปเที่ยวถ้ำเขาไม้แก้ว ไปดูหินงอกหินย้อย หรือหากชอบดูโลกใต้ทะเลสวย ๆ ก็ไปดำน้ำที่เกาะไหง เกาะม้า เกาะเชือก เกาะมุก เกาะรอก เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำที่ไม่ไกลจากเกาะลันตา

แต่ทริปนี้จะพาไปเที่ยวชุมชนสายน้ำสามเวลาทุ่งหยีเพ็ง เหตุที่เรียกว่าชุมชนสายน้ำสามเวลาก็เพราะสามารถล่องเรือชมธรรมชาติได้ตั้งแต่เช้าตรู่ยันพลบค่ำ แต่เราเลือกไปเวลาเช้าตรู่ เพราะต้องการดูแสงแรกของวัน แต่บางคนก็เลือกพายคายัคช่วงสาย ๆ ถึงบ่าย ๆ แต่บางคนชอบดูพระอาทิตย์ตกน้ำ ก็จะไปล่องเรือช่วงเย็นจนพลบค่ำ โดยในช่วงค่ำนั้นจะได้เห็นดาวพราวฟ้าในคืนเดือนมืด แต่หากคืนจันทร์เพ็ญก็จะเห็นจันทร์กระจ่างฟ้า 

บ้านหยีเพ็งอยู่เกาะลันตาใหญ่ เป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่อายุนับร้อยปี ชื่อหมู่บ้านมาจากบรรพบุรุษชื่อโต๊ะหยีเพ็ง อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่คือประมงชายฝั่ง สวนยางพารา และหากินกับป่าชายเลน เพราะอุดมไปด้วย หอยและปลาสารพัดชนิด ดังนั้น กิจกรรมเสริมรายได้ของชาวทุ่งหยีเพ็งคือการพานักท่องเที่ยวชมระบบนิเวศน์ ดูป่าโกงกาง ดูปูก้ามดาบ นั่งเรือชมธรรมชาติ พายคายัค ส่วนการนั่งเรือก็จะใช้เรือเตาถ่าน ซึ่งเป็นเรือเก่าโบราณตั้งแต่สมัยเผาถ่านไม้โกงกางกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้เผาไม้โกงกางเป็นถ่านอีกแล้ว

การนั่งเรือชมธรรมชาติยามเช้าตรู่ เรียกว่านั่งเรืออาบอรุณ โดยเริ่มทริปตั้งแต่ประมาณตีห้าครึ่ง โดยเรือลำหนึ่งนั่งได้ 4 คน แต่ส่วนมากก็นั่งแค่สองคน เพราะต้องการความโรแมนซ์ เมื่อเรือค่อย ๆ ลอยลำออกไปด้วยแรงคนแจว ก็จะได้พบกับความงามที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด จนฟ้าค่อย ๆ สว่างทีละน้อย ก็จะเห็นความงามของป่าโกงกาง เห็นชีวิตของลิงแสม ปูก้ามดาบ นกทะเลสารพัดชนิดโบยบินออกหากิน ระหว่างนั่งสบาย ๆ บนเรือก็มีของกินให้ด้วย เช่น ข้าวเหนียวดำนึงกินกับปลากระบอกแดดเดียวทอดน้ำมัน บางมื้อก็มีปลานึ่งลืมเล น้ำพริกมะอึก และมีของหวานคือข้าวเหนียวหน้าสังขยา 

ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อตะวันเริ่มขึ้นสูงพอควร ก็ล่องเรือกลับชุมชน แล้วไปเดินเที่ยวต่อในอุโมงค์ป่าโกงกาง แต่หากต้องการพักแบบ home stay ก็ได้ เพราะมีบริการให้ครบครัน  

ณ ชุมชนทุ่งหยีเพ็งแห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสกับความสงบงาม และธรรมชาติแท้ ๆ  ชุมชนนี้มีพื้นที่ประมาณ 3,500 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกเป็นทิวเขา เป็นชุมชนอุดมไปด้วยป่าโกงกางและทิวเขา มีลำคลองเชื่อมต่อกับท้องทะเลของอ่าวลันตา รายลอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่วางตัวเรียงรายโดยรอบ

ผู้ได้ไปเที่ยวทุ่งหยีเพ็งแล้วมักจะกล่าวว่าได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยแท้ และรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ จึงสามารถวางภาระต่าง ๆ ไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเท่ากับได้ recharge แบตเตอรีเพิ่มพลังให้กับชีวิตให้กลับมาสดใสสดชื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

สนใจร่วมทริปฟอกปอด ล้างพิษให้หมดไปจากร่างกายและจิตใจ ณ ทุ่งหยีเพ็ง โปรดติดต่อ Mr. Flower 0917233615 หนังสือพิมพ์แนวหน้า 

Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พายุฤดูหนาวรุนแรงที่พัดถล่มพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันศุกร์แล้ว (23 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 50 ราย กระจายอยู่ใน 14 รัฐ  สภาพอากาศเลวร้ายยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง   บ้านเรือนและธุรกิจกว่า 550,000 แห่งทั่วประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา การจราจรทางอากาศยังคงเป็นอัมพาต สนามบินสำคัญหลายแห่งทั่วประเทศต้องยกเที่ยวบินรวมมากกว่า 15,000 เที่ยว หนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ยังคงออกคำเตือนให้ชาวอเมริกันเกือบ 200 ล้านคน ระวังภัยจากอากาศหนาวไปจนถึงวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) เป็นอย่างน้อย

(ภาพ 1-8)

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

แหวกฟ้าหาฝัน : National Museum Stockhom

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสต็อกโฮม และพักอยู่หลายวัน มิวเซียมหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้หลังจากเยือน Royal Palace แล้วนั่นคือ National Museum ทั้งนี้เพราะที่นี่มีของจัดแสดงมากมายโดยเฉพาะงานจิตรกรรมและงานตกแต่งต่าง ๆ มิวเซียมนี้ก็เป็นเฉกเช่นมิวเซียมทั่วทั้งยุโรปที่เป็นสมบัติที่ถูกโอนถ่ายจากราชวงศ์สู่รัฐ การสะสมงานศิลปะของสวีเดนเริ่มมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมฝรั่งเศสของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเคยเป็นของพระนางเจ้า Lovisa Ulrika มาก่อน เมื่อพระนางประสบปัญหาทางการเงิน พระนางก็ได้ขายของสะสมพวกนี้ให้กับพระเจ้ากุสตาฟที่สามพระบุตรของพระองค์เพื่อไว้ไปตกแต่ง Drottningholm Palace พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้นำของสะสมเหล่านี้จัดแสดงไว้ต่างหาก ณ ปีกหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง

มิวเซียมที่ถูกออกแบบโดย Friedrich August Stuler สถาปนิกชาวเยอรมัน และออกแบบตกแต่งภายในโดย Fredrik Whilhelm Scholander สถาปนิกชาวสวีเดนนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 12 ปีและตกแต่งภายในอีก 3 ปีจนถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่และหรูหราที่สุดของสวีเดน เบื้องต้นนั้นรัฐบาลต้องการให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม หอสมุด และหอประชุม แต่ต่อมาได้มีการนำอาวุธและเครื่องแต่งกายมาจัดแสดงด้วยจนทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่จัดแสดงงานทัศนศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน

อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบอิตาเลียนเรอเนสซองส์โดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Neues Museum ในเบอร์ลินนี้ประกอบด้วย 3 ชั้นที่มีหน้าบรรณหุ้มห่อด้วยหินปูนของสวีเดนตกแต่งด้วยกระจกที่ผลิตจากโรงงานในเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตามมิวเซียมยังคงขาดความเป็นมาตรฐานจากการขาดเครื่องทำความอุ่นส่งผลให้ผู้เข้าชมต้องใส่ชุดกันหนาวกันอย่างเต็มยศ อีกทั้งยังไม่มีห้องน้ำที่ดีจนทำให้รัฐบาลต้องทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1931 ด้วยการเพิ่มเครื่องทำความร้อนและห้องน้ำ ปี 1961 รัฐบาลมีดำริที่จะขยายขนาดมิวเซียมใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้มากขึ้น และยังทำการเพิ่มส่วนของร้านอาหารในปี 1996

ปี 2009 รัฐบาลโดย National Property Board of Sweden เห็นว่าอาคารมีความทรุดโทรม และไม่สามารถตอบสนองต่อสาธารณชนทั้งในเรื่องการควบคุมความอบอุ่นในอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอยู่อาศัย การเก็บงานศิลปะ ความปลอดภัย อีกทั้งยังมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะนำสมบัติมาจัดแสดงได้ทั้งหมดจึงดำริให้มีการปรับปรุงมิวเซียมครั้งใหญ่อีกโดยให้กลุ่มสถาปนิกที่หลากหลายเสนอแนวทางมายังรัฐบาลภายในปี 2011 หลังจากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 มิวเซียมก็ได้เริ่มทำการขนย้ายของจัดแสดงออกจากอาคารเดิมและอีก 1 ปีต่อมาก็เริ่มปรับปรุงอาคารใหม่โดยในระหว่างปรับปรุงนั้น มิวเซียมได้ปิดทำการโดยย้ายของจัดแสดงส่วนหนึ่งไปจัดแสดงยังมิวเซียมอื่นในสวีเดนและอีกส่วนหนึ่งให้มิวเซียมต่างประเทศยืมไป

หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุดเพื่อให้อาคารมีมาตรฐานสากลและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่านั้นมิวเซียมได้เปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 13 ตุลาคม 2018 โดยพระเจ้าคาร์ลกุสตาฟที่ 16 นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะสามารถชื่นชมศิลปะต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมิวเซียมเป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งในเรื่องความอบอุ่น ความปลอดภัย และไม่มีเสียงดังจากห้องอาหารรบกวนอีกแล้ว

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

13 ปีแห่งความภูมิใจ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย รับประกาศนียบัตร 2025 AMCHAM Corporate Impact Awards จากสมาคมหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย หรือ AMCHAM ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยอยู่ในระดับ Platinum (ระดับสูงสุด) ร่วมกับ 37 บริษัท จากสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 650 บริษัทของ AMCHAM Thailand

สำหรับมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ก่อตั้งโดยบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2544 โดยมีพันธกิจหลักคือการส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาพดีมีสมดุล ผ่านการให้โอกาสแก่ผู้ที่ต้องการโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศสภาพ รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นอันยาวนานในการมอบความรู้ด้านสุขภาพ และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการดูแลสุขภาพในชุมชน ผ่านโครงการศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน Pfizer First-aid Center ที่ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 โดยก่อสร้างครบ 10 ศูนย์ ใน 9 จังหวัด ทั่วประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัด อุทัยธานี เพชรบุรี ระนอง พังงา สตูล จันทบุรี บุรีรัมย์ เชียงใหม่ และ ราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณสุขเบื้องต้นแก่บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ พร้อมแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของหน่วยงานรัฐ และลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ อีกทั้งยังเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสุขภาพ

ศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนแห่งแรกกำเนิดขึ้นที่โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประชากรมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง มีปัญหาในการเข้าถึงระบบการศึกษาและขาดความรู้ด้านสุขอนามัย และยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการทางการแพทย์และสาธารณสุขของรัฐ จึงจำเป็นต้องใช้โรงเรียนในชุมชนเป็นที่พึ่งพิงในการรักษาพยาบาลเบื้องต้น หากอาการร้ายแรง ทางโรงเรียนก็จะประสานส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลของรัฐซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนกว่า 30 กิโลเมตร โดยศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน ออกแบบเป็นอาคารขนาด 140 ตารางเมตร พร้อมด้วยเตียงคนไข้จำนวน 4 เตียง ห้องน้ำ ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้บริการแก่นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียน กลุ่มบุคลากรภายในโรงเรียนและคนในชุมชน และเป็นหน่วยประสานงานส่งต่อผู้ป่วยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีเมื่อพบอาการเจ็บป่วยที่เกินขีดความสามารถ นอกจากนี้ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านการดูแลสุขอนามัย และให้ความรู้ทางด้านสุขภาพในโอกาสต่าง ๆ จากการรายงานของบุคคลผู้อยู่ในพื้นที่ ซึ่งผลตอบรับที่ดีจากโรงเรียนและบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่บ้านบ่อหวี เป็นแรงผลักดันให้มูลนิธิฯ ใช้ศูนย์ฯ แห่งแรกเป็นต้นแบบขยายการดำเนินงานออกไปอีก 9 แห่ง ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ครอบคลุมหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย รวมถึงชาวคริสต์และชาวไทยมุสลิม

น.ส.ศศิภา จิระสุขทวีกุล ผู้จัดการด้านกิจกรรมเพื่อสังคม มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จสูงสุดที่มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยอยากเห็นก็คือความยั่งยืนของศูนย์ปฐมพยาบาลทุกแห่ง ก่อนที่โครงการจะเริ่มต้นในแต่ละพื้นที่ เราได้มีการตกลงร่วมกันกับหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองท้องถิ่น ว่าพื้นที่จะคอยดูแลสนับสนุนให้ศูนย์ฯ สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ถูกทิ้งร้าง เพื่อความยั่งยืนและความต่อเนื่องในการบริการประชาชน

นอกจากโครงการศูนย์ปฐมพยาบาลดังกล่าวแล้ว มูลนิธิไฟเซอร์ฯ นำโดย พนักงานบริษัทไฟเซอร์ ซึ่งมีทั้งแพทย์ เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จัดกิจกรรมอบรมด้านสุขภาพสำหรับเด็กๆ เช่น การอบรมการอ่านฉลากยาและโรคประจำถิ่น การอบรมการช่วยชีวิต (CPR) การติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย การก่อสร้างแปลงเกษตร ปรับปรุงโรงเพาะเลี้ยงเห็ด ปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ ติดตั้งระบบน้ำสะอาด ส่งเสริมการฝึกอาชีพ และการปรับปรุงอาคารเรียนให้มีความปลอดภัยและใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น โดยลงพื้นที่ไปแล้วใน 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ราชบุรี สตูล อุทัยธานี เชียงใหม่ และเพชรบุรี

ทั้งนี้ มูลนิธิไฟเซอร์ฯ ครบรอบ 24 ปี เมื่อวันที่ 15 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันยาวนานที่ได้ช่วยเหลือสังคมไทย ผ่านโครงการส่งเสริมการศึกษา โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงการส่งเสริมสุขภาพ และโครงการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า หรือสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน มูลนิธิฯยังคงมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสุขภาพของชาวไทยต่อไป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนตะวันออกกลางอันกว้างใหญ่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า อาลาดิน อาศัยอยู่กับแม่ผู้ยากไร้   ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง อาลาดินเป็นเด็กขี้เกียจที่มีจิตใจดี  โดยมีชีวิตลำบากยากเข็ญจนบางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ

                  วันหนึ่ง มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ปลอมตัวเป็นอาของอาลาดิน หลอกล่อให้เขาเข้าไปในถ้ำเพื่อนำ “ตะเกียงน้ำมันโบราณ” อันหนึ่งออกมา เมื่ออาลาดินได้ตะเกียงแล้ว พ่อมดจะแย่งชิงตะเกียงและขังเขาไว้ในถ้ำ แต่อาลาดินบังเอิญใช้มือถูตะเกียงนั้นเข้า!

                  ทันใดนั้นก็มี “ยักษ์จีนี่”  ร่างใหญ่ก็ปรากฏกายออกมาจากตะเกียง พร้อมกล่าวกับอาลาดินที่ใช้มือถูตะเกียงว่า 

                  “นายแห่งตะเกียง หากท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าจะบันดาลให้เป็นจริง!”

                  อาลาดินกลับมาหาแม่พร้อมกับพรวิเศษ เขาสามารถขออะไรก็ได้จากยักษ์ในตะเกียงตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทองคำมหาศาล ปราสาทที่งดงาม หรือเสื้อผ้าที่ถักทอด้วยเพชรนิลจินดา แต่อาลาดินไม่ได้หลงระเริงไปกับอำนาจนั้น

                  อาลาดินนึกถึงความลำบากที่เคยพบมาก่อน จึงใช้ยักษ์และทรัพย์สินที่มี:

แบ่งปันผู้ยากไร้: เขาจัดตั้งโรงทานและมอบเงินให้แก่ราษฎรที่อดอยาก
พัฒนาบ้านเมือง: เขาสร้างบ่อน้ำและที่พักพิงให้คนไร้บ้าน
ใช้ใจแลกใจ: เขาไม่ได้ใช้เวทมนตร์บังคับให้ใครรัก แต่ใช้ความมีเมตตาซื้อใจคน

                 ต่อมาอาลาดินตกหลุมรัก เจ้าหญิงแบดรูลบาดูร์    อาลาดินไม่ได้ใช้เพียงความร่ำรวยไปขอความรัก แต่เขาพิสูจน์ให้องค์สุลต่านเห็นว่า ความมั่งคั่งของเขานั้นไหลเวียนไปสู่ความสุขของประชาชน แม้ภายหลังจะถูกพ่อมดกลับมาชิงตะเกียงไป แต่อาลาดินก็ใช้สติปัญญาและความดีงามที่เขาสั่งสมมา จนสามารถเอาชนะพ่อมดและชิงทุกอย่างกลับคืนมาได้

                 ต่อมาอาลาดินได้ครองคู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะเขามีตะเกียงวิเศษ แต่เพราะเขารู้จัก “การให้” เมื่อเขามีอำนาจอยู่ในมือ เขาเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการครอบครองคนเดียว แต่มาจากการทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้และแบ่งปันสร้างความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

                 เรียบเรียงจากนิทานอาหรับพันหนึ่งราตรี เรื่อง อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ  Aladin and the Magic Lamp ซึ่งมีรากฐานมาจากนิทานจีนโบราณ ที่สอนให้รู้จักแบ่งปัน

อาทร  จันทวิมล