‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

1. ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา

2. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้

3. โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คอลแลป ‘กระทิงแดง’ เปิดประสบการณ์ความดีดผ่านเมนู ‘ดีดศาสตร์’

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คอลแลป ‘กระทิงแดง’  เปิดประสบการณ์ความดีดผ่านเมนู ‘ดีดศาสตร์’

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คอลแลป ‘กระทิงแดง’ เปิดประสบการณ์ความดีดผ่านเมนู ‘ดีดศาสตร์’

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์ไทย จับมือ กระทิงแดง สร้างสรรค์เครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานกาแฟกับเครื่องดื่มให้พลังงานเป็น 4 เมนู “ดีดศาสตร์” (Energology Drinks) สะท้อน Brand DNA – Creative Thai Taste ด้วยการตั้งชื่อสไตล์ยาดองที่เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานแบบไทย ตอกย้ำแบรนด์ไอเดีย #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ และ #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ จากกระทิงแดง พร้อมจัดกิจกรรม “รวมพลังความดีด” โดยเปิด Experience Zone พร้อมเครื่องเล่นจำลองการขี่กระทิง (Rodeo Bull Simulator) และ ดีดศาสตร์ Bar ที่มาเสิร์ฟความอร่อย สดชื่น ให้ลิ้มลองเมนูใหม่ โดยมี ทาทา ยัง มาร่วมแชร์ประสบการณ์ความดีดในงานด้วย

4 เมนูดีดศาสตร์

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “เพื่อตอกย้ำ แบรนด์ไอเดีย #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ไม่หยุดสร้างสรรค์ และเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เราจึงได้จับมือกับ ‘กระทิงแดง’ แบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานอันดับหนึ่งของไทย และเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความเป็นไทยสอดคล้องกับตัวตนของพันธุ์ไทย มาสร้างความสนุกไปด้วยกัน ด้วยการครีเอทเครื่องดื่มที่ผสมผสานรสชาติอร่อยแปลกใหม่ของพันธุ์ไทยกับพลังของกระทิงแดง ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ต้องการพลังงาน คนรุ่นใหม่อย่างหนุ่มสาวออฟฟิศ และนักศึกษาที่มองหาเครื่องดื่มที่ให้ทั้งรสชาติและพลังงาน และยังเพิ่มส่วนผสมที่มีประโยชน์ ออกมาเป็นเครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่เชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สร้างประสบการณ์ ‘ความดีดขั้นสุด’ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นตัว สดชื่น และกระปรี้กระเปร่า”

วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กล่าวว่า “กระทิงแดง กำลังขยายตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การทำกิจกรรมการตลาดที่ตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการลิ้มลองสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ เรายังวางแนวทางขยายความร่วมมือการทำการตลาดเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เรามองว่า กาแฟพันธุ์ไทย เป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์ความสนุกให้กับผู้บริโภคอยู่ตลอด ความร่วมมือกันครั้งนี้ จึงเป็นการรวมพลังที่แข็งแกร่งข้ามสายพันธุ์ของสองแบรนด์ไทย ดังนั้น ทุกเมนูในแคมเปญนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นหรือปลุกให้ตื่น แต่เป็น ‘การปลุกพลัง’ ที่ดีดให้คุณกล้าทำตามเป้าหมายในทุกๆ วันที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ”

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล และ วรวุฒิ พงศ์ชินภัค

เมนูดีดศาสตร์ เครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 เมนู ยังคงคอนเซ็ปต์ Creative Thai Taste ชูความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตามสไตล์พันธุ์ไทย สร้างสีสันด้วยการตั้งชื่อเครื่องดื่มให้คล้ายกับชื่อยาดองที่เป็น Energy Drinks ดั้งเดิมของไทย เกิดเป็นเมนูใหม่ที่ทั้งอร่อย สนุก สดชื่น ได้บูสท์เอนเนอร์จีกันแบบฟินๆ ได้แก่ ช้างยกกําลังทิง (Espresso Energy Boost with Kratingdaeng) – เมนูดีดขั้นสุดแบบเต็มแมกซ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Espresso Martini’ กับเอสเพรสโซดับเบิ้ลช็อต ยกกำลังทะลุปรอทกับกระทิงแดงครึ่งขวด ได้รสเปรี้ยวนิดๆ ของมะนาว เติมเต็มพลังงานให้ตื่นเต็มตาได้ทั้งวัน, ทิงซ่าโดดกําแพง (Lime Soda with Kratingdaeng) – ความซาบซ่าสุดคลาสสิคสไตล์ ‘Highball’ ที่ผสานกระทิงแดงครึ่งขวดเข้ากับสปาร์คกลิ้งโซดา และมะนาวสด ได้ฟีลสดชื่น บูสท์เอนเนอร์จียามบ่าย, กำลังช้างสาว (Lychee Yogurt Smoothie Plus Collagen with Kratingdaeng) – เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน สำหรับสาวๆ สายบิวตี้ ความลงตัวของโยเกิร์ตเนียนนุ่มและความหอมหวานอมเปรี้ยวรสลิ้นจี่ เพิ่มพลังด้วยช็อตกระทิงแดง ปั่นกับเจลลีสตรอว์เบอร์รี ปลุกความเฟรช อ่านหนังสือดึกได้สบาย, ช้างกระทืบงาน (Apple Yogurt Smoothie Plus Vitamin B12 with Kratingdaeng) –โยเกิร์ตสมูทตี้สีสวย หอมกลิ่นแอปเปิ้ล เพิ่มช็อตกระทิงแดง ที่มีทั้งวิตามิน B6 และ B12 เพิ่มเทกเจอร์ด้วยเจลลีสตรอว์เบอร์รีหนุบหนับ ทั้งอร่อย ทั้งสดชื่น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน

ทาทา ยัง

พบกับเมนูดีดศาสตร์ ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ และบริการเดลิเวอรีจัดส่งถึงบ้าน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่18 สิงหาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก http://www.facebook.com/punthaicoffee หรือ http://www.punthaicoffee.com

สถานทูตเกาหลีเปิดเวทีแห่งรสชาติ สไตล์ และกลิ่นหอม แข่งขันการทำอาหารเกาหลีผสานอาหารไทยอย่างสร้างสรรค์

สถานทูตเกาหลีเปิดเวทีแห่งรสชาติ สไตล์ และกลิ่นหอม แข่งขันการทำอาหารเกาหลีผสานอาหารไทยอย่างสร้างสรรค์

สถานทูตเกาหลีเปิดเวทีแห่งรสชาติ สไตล์ และกลิ่นหอม แข่งขันการทำอาหารเกาหลีผสานอาหารไทยอย่างสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐเกาหลี, กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของสาธารณรัฐเกาหลี, และ สถาบันส่งเสริมอาหารเกาหลี (Korean Food Promotion Institute) เปิดเวทีการประกวด 2025 HANSIK CONTEST IN THAILAND การแข่งขันการทำอาหารที่ผสมผสานระหว่างอาหารเกาหลีและอาหารไทยอย่างสร้างสรรค์ ณ สถานีทำอาหาร (Cooking Station) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) โดยมีทีมเชฟสมัครเล่นจำนวน 12 ทีมจากทั่วประเทศที่ผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ ที่จัดขึ้นเป็นเวลาราว 1 เดือน มีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 100 คนจากทั่วประเทศ มาเข้าร่วมแข่งขันภายใต้หัวข้อ “K-Sauce Crossover Challenge: Thai Twist & Zero Waste” ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบไทยกับซอสเกาหลี พร้อมแนวคิดลดขยะอาหาร

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยคำกล่าวเปิดงานโดย นายพัค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย จากนั้นการแข่งขันดำเนินไปเป็นเวลา 80 นาที โดยให้ผู้เข้าแข่งขันรังสรรค์อาหารที่สามารถสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของสองประเทศได้อย่างลงตัว โดยผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนออาหารหลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจ โดยผสมผสานวัตถุดิบเกาหลี เช่น โกชูจัง และ เด็นจัง เข้ากับวัตถุดิบไทยอย่าง ต้มยำ และผลไม้เมืองร้อนอย่าง มะม่วง  

ผู้ชนะเลิศ ได้แก่  วิรัล ธนานพตุลธร อายุ 27 ปี  ผู้สร้างสรรค์เมนู สามชั้นหมักเต้าเจี้ยวห่อใบนึ่ง เสิร์ฟคู่กับ ซงพยอนรูปดอกบัว และ ชาดอกบัว พร้อมจัดวางในสไตล์ของอาหารวังเกาหลีแบบ กูจอลพัน (Gujeolpan) ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากคณะกรรมการอย่างมาก โดยได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันระดับโลกในงาน K-Food Global Hidden Master Competition 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม ณ เมืองมกโพ ประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้มหกรรมอาหารนานาชาติ Namdo International Culinary Expo โดยผู้จัดงานจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ได้แก่ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก 6 วัน การเดินทางภายในประเทศ และล่าม

วิรัล ธนานพตุลธร ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารให้กับเด็กในโรงเรียนนานาชาติ กล่าวแสดงความรู้สึกว่า “ปกติก็ชอบกินกิมจิกับคิมบับอยู่แล้วค่ะ ครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจจากอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับวัตถุดิบไทยจนกลายเป็นเมนูใหม่ที่มีรสชาติแปลกใหม่และลงตัวมาก ดีใจที่ผลลัพธ์ออกมาดีถูกใจคณะกรรมการ”

ด้าน ลี ซอนจู ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการตัดสินในครั้งนี้กล่าวว่า “เราประทับใจเมนูที่สะท้อนกลิ่นอายของความเป็นเกาหลีได้อย่างชัดเจน แต่อีกหลายเมนูที่ผสมผสานรสชาติของทั้งสองประเทศออกมาได้อย่างสวยงามและน่าทึ่งมากเช่นกัน”

ทั้งนี้ ในรอบคัดเลือกออนไลน์ที่จัดขึ้นเป็นเวลาราว 1 เดือน มีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 100 คนจากทั่วประเทศ

สร้างปรากฎการณ์งานประมูล ‘WWW’ ทำสถิติรวม 55 ล้านบาท ตอกย้ำ ‘The Art Auction Center’ สถาบันประมูลศิลปะอันดับหนึ่งของไทย

สร้างปรากฎการณ์งานประมูล ‘WWW’ ทำสถิติรวม 55 ล้านบาท ตอกย้ำ ‘The Art Auction Center’ สถาบันประมูลศิลปะอันดับหนึ่งของไทย

สร้างปรากฎการณ์งานประมูล ‘WWW’ ทำสถิติรวม 55 ล้านบาท ตอกย้ำ ‘The Art Auction Center’ สถาบันประมูลศิลปะอันดับหนึ่งของไทย

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยืนหนึ่งเรื่องการประมูลงานศิลป์ The Art Auction Center ย้ำความเป็นสถาบันประมูลศิลปะอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยยอดประมูลรวม 55 ล้านบาท จากนิทรรศการศิลปะและการประมูลสุดพิเศษ ‘WWW’ พร้อมยอดผู้เข้าชมนิทรรศการกว่า 2,000 คน ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ (Museum Pier) ภายใต้แนวคิดร่วมสมัย “โลกของการเชื่อมต่อ” คัดสรรผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยม 136 ชิ้น จากศิลปินไทยระดับแนวหน้า ทั้งศิลปินชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ตั้งแต่งานจิตรกรรมคลาสสิกไปจนถึงสื่อผสมร่วมสมัย และผลงานแนวทดลองที่ฉีกกรอบการนำเสนอแบบเดิม ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนถ่ายทอดแนวคิด อัตลักษณ์ และเรื่องเล่าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การตั้งคำถามต่อโลกไปจนถึงการสำรวจความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง

5 งานศิลป์ชิ้นเยี่ยมของไทย สร้างสถิติใหม่ในงานประมูล ‘WWW’

ภายในงานประมูลศิลปะ ‘WWW’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้  ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ เนืองแน่นไปด้วยเหล่านักสะสมและคนรักงานศิลปะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เข้าร่วมการประมูลงานศิลปะ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงฮือฮาที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดการประมูล โดยเฉพาะเมื่อผลงานมาสเตอร์พีชของศิลปินชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ทำลายการประมาณราคา (Estimated Price) ได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ

 5 ผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยมของศิลปินไทย ที่สร้างสถิติใหม่ในงานประมูลครั้งนี้ ได้แก่ “DREAM OF THE HOMELESS (ฝันของคนใฝ่บ้าน)” โดย สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (ปี 2528)  ปิดประมูลราคา  5,686,450 บาท  ภาพผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบชื่อ “ฝันของคนใฝ่บ้าน” สะท้อนความเหงาและความเศร้าของศิลปินผ่านผลงานศิลปะได้อย่างรุนแรง ผ่านการใช้สีโทนเย็นเป็นแกนในการนำเสนอเรื่องที่แสดงถึงความหม่นหมอง รวมถึงการเลือกใช้เส้นเบาบางไร้ความแข็งแรงที่คอยค้ำจุนรูปทรงของบ้าน ยิ่งทำให้ผลงานสร้างอารมณ์สะเทือนใจให้กับผู้ชม สิ่งเหล่านี้เกี่ยวโยงกับเรื่องราวครั้งที่ศิลปินยังมีชีวิตอยู่ เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต มีเพียงการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเท่านั้นที่คอยค้ำจุนชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับวิถีของลัทธิเอ็กซเพรสชันนิสม์ ทั้งยังสะท้อนถึงการสนับสนุนของผู้ที่เห็นคุณค่าในผลงานของสุเชาว์มากมาย รวมถึงผลงาน “ฝันของคนใฝ่บ้าน” ที่มีพีระ ดิษฐบรรจง เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดัน ที่ทำให้สุเชาว์มีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป

“DREAM OF THE HOMELESS (ฝันของคนใฝ่บ้าน)”

“TIGER/เสือ” โดย ถวัลย์ ดัชนี (ปี 2551)  ปิดประมูลราคา  5,338,300 บาท  ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผืนผ้าใบของถวัลย์ ดัชนี เป็นอีกหนึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ของสัตว์ป่าออกมาได้ทรงพลังอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นมวลกล้ามเนื้อที่ถวัลย์ขัดเกลาเส้นให้ดูราวกับสัตว์ป่ากำลังเคลื่อนไหว ทั้งยังมีการจัดองค์ประกอบให้เห็นขนาดของเขี้ยวเสือไว้อย่างเด่นชัด ช่วยผลักเน้นความดุดันของสัตว์ป่าออกมาได้อย่างเต็มที่ รวมถึงรายละเอียดด้านบนของภาพซึ่งปรากฏเป็นรูปดวงดาวกำลังเคลื่อนตัวไปยังทิศทางเดียวกันกับเสือ เพิ่มความน่าสนใจและสร้างความหมายได้เป็นอย่างดี โดยความพิเศษของผลงานชิ้นนี้คือการสร้างจังหวะที่มีความหมดจด ขณะเดียวกันยังสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างผลงานกับผู้ชมได้อย่างแยบยล

“TIGER/เสือ”

“ม้าพบธรรม (ปีมะเมีย)” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ (ปี 2552)  ปิดประมูลราคา  4,525,950 บาท มีความน่าสนใจในการผสมผสานความเหมือนจริงทางกายภาพของรูปม้าและความเป็นอุดมคติจากลักษณะจิตรกรรมไทยประเพณี ทั้งยังถือเป็นทักษะที่แปลกตาของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากการใช้สีที่มีความดุดันอย่างสีแดงในพื้นหลัง นับได้ว่าแตกต่างออกไปจากชุดสีที่ศิลปินนิยมใช้เช่นกัน ถึงกระนั้น ผลงานกลับเชื่อมโยงถึงเอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมฝาผนังไทยได้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากสีแดงเป็นอีกหนึ่งบทบาทในการแยกมิติของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และโลกมนุษย์ รวมถึงรายละเอียดของผลงานศิลปินก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเส้นสายลายไทยที่มีความพลิ้วไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมของศิลปิน

“ม้าพบธรรม (ปีมะเมีย)”

“บึงบัว” โดย ทวี นันทขว้าง (ปี 2528)  ปิดประมูลราคา  3,249,400 บาท ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบชิ้นนี้ของทวี นันทขว้าง เป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดความงามของบึงบัวในอุดมคติออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งในแง่ของทักษะฝีมือที่ชำนาญต่อการเลือกใช้ทีแปรงและชุดสีโทนเย็นซึ่งช่วยผลักระยะของผลงานได้อย่างนุ่มลึก รวมถึงการประสานกันของสีโทนร้อนในการขับเน้นความงามของดอกบัวและใบบัว ที่สำคัญคือการถ่ายทอดบรรยากาศที่ช่วยส่งอารมณ์ให้ผู้ชมเข้าถึงความสงบของจิตใจได้อย่างลุ่มลึก จนอาจกล่าวได้ว่าผลงานชิ้นนี้มีลักษณะแบบเหมือนจริง แต่กลับสร้างความรู้สึกเหนือจริง ผ่านความละเอียดลออในการเลือกจัดองค์ประกอบของทวี นันทขว้าง

“บึงบัว”

“SCORCH” โดย Alex Face (พัชรพล แตงรื่น) ปิดประมูลราคา  1,160,500 บาท ผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบชิ้นนี้ของ อเล็กซ์ เฟส ศิลปินแนวกราฟฟิตี้ที่มีชื่อเสียงอย่างมากของไทยและได้รับการยอมรับในต่างประเทศ ปรากฎเป็นภาพตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน นั่นคือ เด็กสามตาสวมชุดกระต่ายขนปุกปุย ซึ่งผลงานชิ้นนี้มีองค์ประกอบที่น่าสนใจคือ กลุ่มเปลวเพลิงตรงปลายดอกบัวพร้อมพื้นหลังสีเข้ม ทำให้เหมือนตัวละครกำลังใช้ดอกบัวเป็นยานพาหนะ ซึ่งศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือการระบาดของเชื้อโรค โดยสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนไฟที่เกิดจากความโลภของมนุษย์ ในการใช้ทรัพยากรอันจำกัดของโลกเพื่อความสะดวกสบายของตน อีกทั้งผลงานยังชวนตั้งคำถามถึงความอยู่รอดของคนในยุคสมัยถัดไปอีกด้วย

“SCORCH” 

The Art Auction Center เตรียมพร้อมที่จะสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนใครให้กับนิทรรศการศิลปะและการประมูลครั้งต่อไป ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะติดตามได้ที่  FB: https://www.facebook.com/theartauctioncenter Website: www.theartauctioncenter.com โทร.065 097 9909 อีเมล: service @ theartauctioncenter.com

อิเกีย ประเทศไทย ฉลองเทศกาล Midsummer ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์สวีเดน

อิเกีย ประเทศไทย ฉลองเทศกาล Midsummer ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์สวีเดน

อิเกีย ประเทศไทย ฉลองเทศกาล Midsummer ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์สวีเดน

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อิเกีย ประเทศไทย ชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสบรรยากาศเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูร้อนของชาวสวีเดนกับเทศกาล Midsummer พร้อมลิ้มลองความอร่อยสไตล์สวีเดน (Taste of Sweden) กับเมนูและเครื่องดื่มพิเศษใหม่ล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น การคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน ผสานกับรสชาติความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสัมผัสบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและสนุกสนานกับกิจกรรมชิมอาหารสไตล์สวีเดนหลากหลายเมนู กิจกรรม DIY งานฝีมือจากดอกไม้ ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน นี้ ที่ร้านอาหารอิเกีย ณ อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ และอิเกีย สุขุมวิท

อุปทูต แพร์ ลินเนียร์

Midsummer หนึ่งในเทศกาลที่ชาวสวีเดนให้ความสำคัญมากที่สุด และมีประวัติความเป็นมายาวนาน จัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวและคนใกล้ชิดจะได้มาพบปะสังสรรค์ แบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ยาวนานที่สุดของปี และธรรมชาติที่กำลังผลิบานอย่างเต็มที่ บรรยากาศของเทศกาลอบอวลไปด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และสนุกสนาน เต็มไปด้วยผู้คนที่ร่วมกันเต้นรำรอบเสาไม้ซึ่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้ป่านานาพันธุ์ อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นเสน่ห์ของเทศกาล คือการเก็บดอกไม้ป่ามาร้อยเป็น “มงกุฎดอกไม้” ซึ่งชาวสวีเดนมักสวมใส่ระหว่างงาน มงกุฎนี้ ไม่เพียงแค่เพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศแต่ยังสะท้อนถึงความบริสุทธิ์ ความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และการเริ่มต้นใหม่อย่างมีความหวัง เป็นเครื่องเตือนใจถึงความงดงามของชีวิต และความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวในแต่ละวัน

รดีวรรณ สุวรรณพฤกษ์

รดีวรรณ สุวรรณพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายอาหาร อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า “เทศกาล Midsummer เป็นช่วงเวลาพิเศษที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความสุข และความผูกพันของผู้คนในวัฒนธรรมสวีเดน อิเกีย ประเทศไทยรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดบรรยากาศนั้นให้คนไทยได้สัมผัสผ่านเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมของสวีเดน (Swedish heritage)  โดยเราให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน (sustainability) และมุ่งมั่นนำเสนอคุณภาพที่เข้าถึงได้ในราคาย่อมเยา (affordable price) พร้อมไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำเสนอกิจกรรมใหม่ ๆ  เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีและมีความหมายสำหรับลูกค้าของเราในทุกช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง”

รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น, อแมนด้า เพอร์สสัน และ บอย – พิษณุ นิ่มสกุล

ในฐานะตัวแทนด้านวัฒนธรรมของประเทศสวีเดนในประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่และส่งเสริมความเข้าใจในวิถีชีวิตและประเพณีของชาวสวีเดนให้แก่สังคมไทย หนึ่งในเทศกาลที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน คือ Midsummer ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความอบอุ่น และความผูกพันของครอบครัวและชุมชน เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลนี้  แพร์ ลินเนียร์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำกรุงเทพฯ ยังให้เกียรติกล่าวเปิดภายในงานเปิดตัวกิจกรรม Midsummer ณ อิเกีย สุขุมวิท พร้อมร่วมสร้างสีสันผ่านกิจกรรมการเต้นรำ “กบตัวน้อย” รอบเสาไม้ (Maypole) และสาธิตเกมพื้นบ้านของสวีเดน เ เปิดโอกาสให้แขกผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์จริงของเทศกาลนี้ในแบบที่สนุกสนานและเข้าถึงวัฒนธรรมสวีเดนได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมการเต้นรำ “กบตัวน้อย” รอบเสาไม้ (Maypole)

แพร์ ลินเนียร์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำกรุงเทพฯ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า “Midsummer เป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์แตกต่างไม่เหมือนใคร โดยบางคนถึงกับเรียกเทศกาลนี้ว่า เป็นวันชาติของสวีเดน โดย Midsummer เป็นการฉลองวันที่ดวงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้ายาวนานที่สุดของปี โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดนของเรา เป็นช่วงเวลาที่ชาวสวีเดนจะละทิ้งทุกอย่างจากในเมืองและมุ่งหน้าสู่ชนบท เพื่อเฉลิมฉลองวันหยุดพักผ่อนและถือเป็นประเพณีที่มีเอกลักษณ์ของชาวสวีเดนในการเพลิดเพลินไปกับอาหารเลิศรส พร้อมพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และครอบครัว”

พบกับการรังสรรค์เมนูสุดพิเศษทั้ง 5 เมนูสไตล์สวีเดน ต้อนรับเทศกาลฤดูร้อน Midsummer ได้แก่ แซนด์วิชหน้ากุ้ง สลัดแอปเปิลเขียว บีฟพิทติปันนา เค้กช็อกโกแลตฟัดจ์ และเอลเดอร์ฟลาวเวอร์โซดากับราสป์เบอร์รี่ ที่พร้อมเสิร์ฟให้ทุกคนได้ลิ้มลองและร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งการความสุขร่วมกันตลอดเดือนมิถุนายน นี้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่อิเกียหรืออัปเดตกิจกรรมใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ http://www.IKEA.co.th 

Maison Berger Paris เปิดตัวเครื่องหอมบ้าน 2 คอลเลคชันใหม่

Maison Berger Paris เปิดตัวเครื่องหอมบ้าน 2 คอลเลคชันใหม่

Maison Berger Paris เปิดตัวเครื่องหอมบ้าน 2 คอลเลคชันใหม่

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รังสรรค์บรรยากาศในบ้านให้ผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมที่ถักทอเรื่องราวใหม่ในทุกวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งดีไซน์และศิลปะภายในบ้านด้วยชุดเครื่องหอมบ้าน 2 คอลเลคชันใหม่ล่าสุดจาก Maison Berger Paris คอลเลคชัน Lilly และคอลเลคชัน Vegetale ไม่ใช่เพียงการตกแต่งบ้าน แต่คือการตกแต่งชีวิต

เครื่องหอมบ้านคอลเลคชัน Lilly บทกวีแห่งความเรียบง่ายและความกลมกลืน ที่พร้อมเติมเต็มบ้านของคุณด้วยความหวานละมุนในแบบฤดูใบไม้ผลิ ออกแบบโดย Sylvie de France นักออกแบบผลิตภัณฑ์ความงามและน้ำหอมระดับนานาชาติ ถ่ายทอดความละมุนผ่านรูปทรงโค้งมนและสีพาสเทล 3 เฉด พร้อมกลิ่นหอมประจำเฉดสี ได้แก่  ตะเกียงน้ำหอมสี Rose น้ำหอมกลิ่น Exquisite Sparkle หวาน สดใส เปล่งประกาย ตะเกียงน้ำหอมสี Nude น้ำหอมกลิ่น Orange Blossom หอมละมุน ผ่อนคลาย ตะเกียงน้ำหอมสี Verte น้ำหอมกลิ่น Wilderness สดชื่น ลึกลับ น่าค้นหา ทุกชิ้นมาพร้อมกล่องดีไซน์พิเศษ นอกจากนี้ ในคอลเลคชันยังมี ก้านกระจายความหอม  2 เฉดสี ได้แก่ สีเขียว และ สีนู้ด อีกทั้ง น้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ กลิ่น Exquisite Sparkle    

เครื่องหอมบ้านคอลเลคชัน Vegetale มาในรูปแบบตะเกียงน้ำหอม และ ก้านกระจายความหอม รังสรรค์จาก พอร์ซเลนเมืองลิโมจส์ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงปารีส ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน ดีไซน์ประณีต ลวดลายดอกไม้พฤกษา แรงบันดาลใจจากวอลเปเปอร์ในยุคก่อน ตกแต่งด้วยทองและเงิน เพิ่มกลิ่นอายหรูหรา ไม่ใช่แค่ของตกแต่งบ้าน แต่เป็นชิ้นงานศิลปะที่สร้างบรรยากาศความหอมและฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้จริง ตอบโจทย์ทั้งสุนทรียภาพและฟังก์ชันในหนึ่งเดียว เปี่ยมด้วยเรื่องราว ความหมาย และความสง่างาม

ตั้งแต่วันนี้ – 29 มิถุนายน 2568 พบกับโปรโมชั่นพิเศ เมื่อซื้อชุดตะเกียงพร้อมน้ำหอมและก้านกระจายความหอมทั้งสองคอลเลคชั่น เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในบ้านพร้อมความหอมที่ถักทอเรื่องราวใหม่ในทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:Facebook: MaisonBergerThailand LINE: @maisonbergerthai เวปไซต์  www.maisonbergerthailand.com และช่องทางออนไลน์ Lazada / Shopee / ShopSabuy / Tiktok
โทร. 02-672-2088

Van Cleef & Arpels จัดนิทรรศการแสดงเครื่องประดับชิ้นเด่นในสิงคโปร์

Van Cleef & Arpels จัดนิทรรศการแสดงเครื่องประดับชิ้นเด่นในสิงคโปร์

Van Cleef & Arpels จัดนิทรรศการแสดงเครื่องประดับชิ้นเด่นในสิงคโปร์

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Van Cleef & Arpels จัดนิทรรศการ Precious Jewels Telling Time  นำเสนอผลงานเครื่องประดับชิ้นเด่นที่คัดสรรมาจาก patrimonial Collection ของเมซง ที่ Les Jardins Secrets by Van Cleef & Arpels หรือ “สวนลับแห่ง Van Cleef & Arpels” ภายในโรงแรม Raffles ประเทศสิงคโปร์

นิทรรศการเปิดให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเลิศของเมซงผ่านบรรดาผลงานชิ้นสำคัญ ซึ่งถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันจากคอลเลกชั่นผลงานมรดก หรือ patrimonial Collection ของเมซง  ระหว่างทศวรรษ1920 ผลงานสร้างสรรค์หลายชิ้นของ Van Cleef & Arpels ล้วนอาศัยรูปทรงเรขาคณิตร่วมกับลวดลายงามสง่า ละเมียดละไมในการออกแบบตามวิถีอลังการศิลป์ หรือ Art Deco ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแนวทางศิลปะยุคใหม่ ตัวแทนความทันสมัย อันมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ 1930 ดังปรากฏให้เห็นจากลูกเล่นการจัดสัดส่วนเชิงองค์ประกอบแบบศิลปะนามธรรม (abstract) บนเนื้อทองคำสีเหลือง รองรับงานฝังรัตนชาติลงร่องรูปดาวอันโดดเด่น

นับจากค.ศ. 1906 Van Cleef & Arpels สรรค์สร้างเครื่องประดับ และเครื่องบอกเวลา ทั้งนาฬิกาข้อมือ และนาฬิกาตั้งโต๊ะ ผลงานแต่ละชิ้นแต่ละรุ่น คือบทสรุปแห่งความวิจิตรประณีต ควรค่าต่อการเป็น “เครื่องประดับบอกเวลา” หรือ Jewels Telling Time อย่างแท้จริง

อีกทั้ง เครื่องประดับบอกเวลาหลายต่อหลายชิ้นไม่เพียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของศิลปะในแต่ละยุค หากยังสะท้อนความอัจฉริยะด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่หล่อหลอมความงามและนวัตกรรมไว้อย่างเหนือคาดหมาย โดยนิทรรศการเปิดให้ชมไปจนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2025

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ประกาศเปิดตัว ‘Green Route’ เดินหน้าเส้นทางบินรักษ์โลกด้วยเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ประกาศเปิดตัว  ‘Green Route’  เดินหน้าเส้นทางบินรักษ์โลกด้วยเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ประกาศเปิดตัว ‘Green Route’ เดินหน้าเส้นทางบินรักษ์โลกด้วยเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดินหน้าสู่การบินอย่างยั่งยืน เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ประกาศเปิดตัวโครงการ “Green Route” อย่างเป็นทางการ ด้วยการนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) มาใช้บนเส้นทางบินพาณิชย์ที่ให้บริการอยู่แล้ว ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยเตรียมเริ่มใช้ SAF เพิ่มเติมในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 บนเส้นทาง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – เชียงใหม่ และ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ฟู้โกว๊ก (เวียดนาม)

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้นำร่องให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์โดยใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เป็นครั้งแรก ในเดือนกรกฎาคม 2567 บนเส้นทาง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ดานัง (เวียดนาม) นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และวางรากฐานสำหรับการขยายผลในอนาคตภายใต้โครงการ “Green Route” ความสำเร็จในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ระยะยาวของสายการบินฯ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นทางเลือกสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการบิน โดยสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึงร้อยละ 80 ตลอดอายุการใช้งานเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบเดิม การนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนมาใช้ปฏิบัติการบินสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ รวมถึงภาครัฐและเอกชน

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “โครงการ Green Route สะท้อนเจตนารมณ์ของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การบินอย่างยั่งยืน การนำเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนมาใช้ในการปฏิบัติการบิน ไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิตเชื้อเพลิง ผู้ผลิตอากาศยาน ไปจนถึงผู้โดยสาร ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมผลักดันอนาคตของอุตสาหกรรมการบินสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ในอนาคต เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) บนเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็นร้อยละ 5 ภายในปี 2573 สอดรับกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรมการบินในระดับภูมิภาคและระดับโลก

การเปิดตัวโครงการ Green Route ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นแรงสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างสมดุลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือสังคม อีกทั้งยังเสริมสร้างบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในฐานะผู้นำด้านการบินอย่างยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ระวัง ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

ระวัง ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

ระวัง ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคเบาหวาน (Diabetes) และโรคหัวใจ (Heart Disease) เป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะการเกิดโรคหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนาร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ศูนย์หัวใจ (Heart Center) โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะสามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

“เบาหวาน”ส่งผลต่อ “หัวใจ” อย่างไร?

ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานทำให้เกิดการสะสมของไขมันและคราบหินปูนในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้

เพิ่มความดันโลหิต ผู้ป่วยเบาหวานมักมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ไขมันในเลือดผิดปกติ คนที่เป็นเบาหวานมักมีระดับไขมัน LDL (ไขมันไม่ดี) สูง และระดับ HDL (ไขมันดี) ต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจ

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ภาวะนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบในร่างกายและทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

เส้นประสาทถูกทำลาย ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจมีเส้นประสาทเสียหาย ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการหัวใจขาดเลือด  ไม่รู้สึกเจ็บหน้าอกแม้มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยเบาหวานจึงมักตรวจพบโรคหัวใจในระยะที่รุนแรงแล้ว

“การตรวจสุขภาพหัวใจ” ที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วัดความดันโลหิต ผู้ป่วยเบาหวานมักมีความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (FBS, HbA1c) เป็นการตรวจเพื่อประเมินระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมีความสำคัญในการ คัดกรอง วินิจฉัย และติดตามโรคเบาหวาน รวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม

ตรวจไขมันในเลือด (Lipid Profile) ตรวจเพื่อประเมินระดับไขมันต่าง ๆ ในกระแสเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดตีบและโรคหัวใจขาดเลือด

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG – Electrocardiogram) การตรวจ ECG เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการตรวจสอบ สัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ เพื่อวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด และปัญหาทางไฟฟ้าหัวใจอื่น ๆ

ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram หรือ Echo) เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ, โครงสร้างของหัวใจ, และการทำงานของลิ้นหัวใจ

ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) เป็นการทดสอบที่ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย เพื่อดูว่าหัวใจสามารถทนต่อความเครียดที่เกิดจากการออกกำลังกายได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหรืออาการที่อาจเกิดจากปัญหาหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเหนื่อยง่ายผู้ป่วยเบาหวาน

สัญญาณเตือน! โรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน

เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกกดทับบริเวณอก หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ใจสั่น หน้ามืด เวียนหัว

เท้าบวมจากภาวะหัวใจล้มเหลว

แนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และโซเดียมสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามค่าความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีอาการผิดปกติ แนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 6 เดือนในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง  เช่น มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย   แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์โดยทันที

อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้หลายเท่าตัว การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำสามารถช่วยให้พบปัญหาได้เร็วขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การควบคุมน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันอย่างเหมาะสม รวมถึงการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงได้

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์หัวใจ (Heart Center) ชั้น 2 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC ) โทร. 02-836-9999 กด 2 หรือ *2821

คุณแหน : 10 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 10 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 10 มิถุนายน 2568

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ขณะที่กำลังเกิดกรณีพิพาท เหตุจากการที่เขมรรุกล้ำดินแดนไทย ในช่วงนี้…ทำให้น่าหนักใจยิ่งนัก…ขอย้อนหลังไปเล่าถึงเรื่องไม่เกินความคาดหมายการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งมาถึงคอขวดอีกวาระหนึ่ง เมื่อรองนายกฯและรมว.กห. ภูมิธรรม เวชยชัย ถือโอกาสแทรกเรื่องเรือดำน้ำไทยในระหว่างการไปเยือนเยอรมนีเพื่อประชุมภารกิจของ U.N. ขอจัดทวิภาคีกับ รมว.กห.เยอรมนี เพื่อทาบทามเป็นคำรบที่สอง โดยไทยจะขอซื้อเครื่องเรือดำน้ำเยอรมันมาประกอบใช้งานกับตัวเรือดำน้ำจีนที่ไทยซื้อไว้แล้ว คำตอบนับเป็นเบ็ดเสร็จลงกลอนเลยทางเยอรมนีไม่สามารถผ่อนผันได้ แม้ไทยจะเป็นพันธมิตรที่ดี เพราะการเป็นสมาชิกทั้ง EU และ NATO ต้องปฏิบัติตามเอ็มบาโก้อาวุธยุทโธปกรณ์จีน…น่าเห็นใจท่านรองนายกฯซึ่งพยายามหาทางออกที่ดีให้กองทัพเรือ แต่ประเด็นอยู่ที่ตั้งแต่ต้นผู้มีอำนาจก็เร่งรีบการจัดซื้อดังกล่าวมาก โดยไม่คำนึงถึงคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญว่าถ้าเรื่องเรือดำน้ำทั้งของรัสเซียและจีนไม่ควรนำมาพิจารณา 1) ของรัสเซียถึงแม้ว่ามีการผลิตมานานแล้ว แต่คุณภาพไม่เสถียรเคยประสบอุบัติเหตุหลายครั้ง 2) ส่วนของจีนยังเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่มี TRACK RECORD เป็นที่ประจักษ์ การบริหารจัดการระบบเรือดำน้ำมีความสลับซับซ้อนมากพลาดพลั้งก็เป็นอย่างที่เห็น…

ll มีของดีของขลังมีมูลค่าสูงต้องมีความรอบคอบที่จะให้เซียนใหญ่ผู้คุ้นเคยได้ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะนำไปบรรจุ SAFE-DEPOSIT ที่ธนาคารมีบริการไว้ มิฉะนั้นท่านอาจเป็นอีกรายที่ถึงวันที่ผ่านมรดกนี้ไปให้ทายาทแต่ทายาทนำไปตรวจสอบแล้วพบว่าเป็น “ของเก๊” จะเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ข้อผิดพลาดอาจเกิดได้ 2 กรณี ประการแรกผู้บิดาอาจจะได้ “ของแท้” มาแต่ต้น ต่อมานำไปทำตลับพระเครื่องอาจถูกเปลี่ยนของระหว่างนั้นโดยเจ้าของไม่ระแคะระคาย ประการที่สองผู้บิดาซึ่งไม่ชำนาญไปเช่าซื้อเองเจอ “ของเก๊” มาตั้งแต่ต้นแล้ว จึงเป็นที่มาที่ข้าราชการเกษียณชื่อดังโทรหาเซียนใหญ่ มิ้ง จักรวรรดิ เพื่อขอช่วยทำการตรวจสอบพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ “สมเด็จจิตรลดา” ที่คนทั้งแผ่นดินถวิลหา แต่ยากที่จะพบเจอของแท้ เพราะมีจำนวนประมาณ 2 พันองค์ทั่วทั้งโลก…ในวาระนั้นเซียนใหญ่บรรจงวางพระสมเด็จฯลงบนถาดกำมะหยี่อย่างทะนุถนอม พิจารณาด้วยกล้องส่องเพชรแรงสูง บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่งดูเป็นสักขีพยานต่างหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเซียนใหญ่ส่องนาน ในที่สุดท่านประกาศว่าเป็นของแท้ออกในปี 2512 เก็บเป็นมรดกได้ทันที…

ll หยุดจัดมานานตั้งแต่เกิดCovid …แต่ปลาย ก.ย.นี้ พล.ร.ต.กฤษดิ์กมล- ธนษร กีรติบุตร จัดทริปพาFC.ไปเที่ยวญี่ปุ่น ชม unseen หลายแห่งที่โอซาก้า…

ll ขอแสดงความเสียใจกับ สุวรรณา เบญจดล อาจารย์เก่าเอแบคกับข่าวเศร้ามารดาวัย 100 ปี คุณแม่วีณา บุญยะประภูติ จากไปแล้ว ตั้งศพสวดที่ ศาลา 3 วัดบางเพ็งใต้ วันที่ 8-10 มิ.ย. และ ฌาปนกิจ 11 มิ.ย. 15.00 น.เพื่อนๆจุฬาฯและ ราชินี 64 ไปร่วมอาลัยกัน…

ll ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โอกาสที่ได้รับแต่งตั้งเป็น 1ใน13 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี…

ll ส่วน นิตินัย ศิริสมรรถการ อดีต กอญ.ทอท.เข้ารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ตั้งแต่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา…

ll อดีตผู้บริหาร ทอท.อีกคน ภาระณี วรรธโนทัย อนุญาตให้ รายการ “มนุษย์ต่างวัย” นำชีวิตใหม่หลังเลนส์ จากอดีตผู้บริหารสู่ช่างภาพหญิงวัย 60 + ทำเป็นสารคดีทางยูทูป…น่าสนใจมากๆ เพราะเธอได้เล่าเรื่องราวชีวิตหลังเกษียณ โดยมาเริ่มเรียนรู้การถ่ายภาพอย่างจริงจัง จากกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรก แต่เพราะชอบและรักที่จะทำ จนปัจจุบันเกือบเป็นงานประจำไปแล้ว…ข่าวว่าภาพของเธอส่งประกวดได้รับรางวัลระดับอินเตอร์อยู่เนืองๆ ในหลายปีที่ผ่านมา…ใช้ชีวิตล้ำค่าในแบบฉบับที่เธอเลือกเอง เยี่ยมมากค่ะ !!…

บารอนเนส