กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.23 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน เนื่องใน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568”  ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” และได้พระราชทาน เกียรติบัตรแก่คณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปีพุทธ ศักราช 2568 จำนวน 4 ราย ผู้สนับสนุนการจัดงานฯ จำนวน 29 ราย และทรงมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2568

ต่อมาได้เสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการงานด้านข้าวจากหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุดกรมการข้าว เทิดไท้ กรมสมเด็จพระเทพฯ มิ่งขวัญแก้ว ชาวนาไทย และกำเนิดพระแม่โพสพ โดยเยาวชนอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน อรรคฮาตสี ตลอดจนฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกร

โอกาสนี้ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดืนเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดืนเพื่อเกษตรกรรม  นายธเนตร พารา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี นางสาวพจนันท์ กองมาก ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  นายพิษณุ สำรี   ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่วมเฝ้า ฯ รับเสด็จ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านข้าวและชาวนา ได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน พุทธศักราช 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงความสำคัญของข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมายาวนาน รวมทั้งเชิดชูเกียรติชาวนาไทย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตด้านการเกษตรที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว การยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สนองความต้องการของตลาด การผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานต่อไป การจัดงานดังกล่าวเป็นแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน”  โดยการจัดงานได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาไทย นิทรรศการวิชาการด้านข้าว การเชิดชูเกียรติชาวนาไทยการแสดงวัฒนธรรมประเพณีด้านข้าว  และกิจกรรมอื่น ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชาวนา และประชาชนผู้สนใจ

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) พระบรมราชินีนาถ และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับอาชีพชาวนาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ พร้อมกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้นำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวครบวงจร

สำหรับภายในงาน กรมการข้าวได้นำนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวมานำเสนออย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคนิคสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้าวเปลือก การจัดเก็บและการตลาด รวมถึงการส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการแปลงนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสริมทัพด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม นอกจากกรมการข้าวแล้ว ยังมีหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดแสดงนิทรรศการและถ่ายทอดองค์ความรู้ อาทิ กรมวิชาการเกษตร นำเสนอเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และการปรับปรุงพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความรู้เรื่องการจัดการพื้นที่นาร่วมกับการปลูกพืชอื่น ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ และกรมพัฒนาที่ดินเสนอวิธีการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตามสถานการณ์แปลงนาแบบเรียลไทม์

สำหรับภาคเอกชนและเครือข่ายชาวนาไทยได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมข้าวและสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทเทคโนโลยีการเกษตรนำเสนอเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติช่วยลดแรงงานภาคการเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง รวมถึงการจำหน่ายผลืตผลและผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปและสินค้าชุมชนกว่า 120 ร้านค้า ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและช่องทางตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกร กิจกรรมเสริมสร้างความรู้และความบันเทิงมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา เพื่อเรา เพื่อโลก” ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568  และ “การปรับตัวของชาวนาไทยในยุคราคาข้าวผันผวน” ในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ระหว่างเวลา 11.00 – 17.00 น. พร้อมการแสดงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการแสดงบนเวที มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง  ที่สร้างความสนุกสนาน  การประกวดและการแข่งขันชิงรางวัลมากมาย และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำในทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมงานเพื่อพัฒนาข้าวไทยให้ก้าวไกลสู่สากล

-(016)

‘แบรนด์ดับเบิลยู’ มอบ 7 แสนบาท แก่ UNFPA ส่งต่อสุขภาพดีให้ผู้หญิงไทย

‘แบรนด์ดับเบิลยู’ มอบ 7 แสนบาท แก่ UNFPA ส่งต่อสุขภาพดีให้ผู้หญิงไทย

‘แบรนด์ดับเบิลยู’ มอบ 7 แสนบาท แก่ UNFPA ส่งต่อสุขภาพดีให้ผู้หญิงไทย

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.41 น.

แบรนด์ดับเบิลยู (BRAND’S W) โดยบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า มอบเงินสนับสนุนจำนวน 700,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ BRAND’S W ภายใต้แคมเปญ “แบรนด์ดับเบิลยู เพื่อสุขภาพหญิงไทย กับ UNFPA ประจำประเทศไทย” ซึ่งเป็นแคมเปญที่ทั้งสององค์กรริเริ่มขึ้นเนื่องในโอกาสวันสตรีสากลเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์และสร้างการตระหนักรู้ให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเอง ตอกย้ำจุดยืนของ BRAND’S W ที่เป็นผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงอย่างแท้จริง

จุฑามาศ งามจิตรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้ค่านิยมองค์กร “Growing for Good” และ “Giving Back to Society” ที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวคิดเรื่อง ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก (Diversity, Equity, and Inclusion: DE&I) ให้เป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร พนักงานภายในองค์กร และชุมชน ตลอดจนมุ่งเพิ่มพูนศักยภาพในการตอบแทนกลับคืนสู่สังคมไปพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร จึงมุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศผ่านแนวปฏิบัติในการจ้างงาน และนโยบาย อาทิ การจ้างงานพนักงานผู้หญิงโดยทั่วไปและพนักงานผู้หญิงในระดับบริหาร ที่ปัจจุบันมีอัตราพนักงานผู้หญิงในองค์กรถึง 60% และพนักงานผู้หญิงในระดับผู้จัดการขึ้นไป 40% ตลอดจนมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างเท่าเทียมของพนักงานชายและหญิง

จุฑามาศ งามจิตรกุล

นอกจากนี้ จากการยึดมั่นที่จะดำเนินงานตามหลักปรัชญา “Seikatsusha” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คน ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ยังมุ่งนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการด้านสุขภาพของทุกเพศและทุกเจเนอเรชัน โดย BRAND’S W เป็นผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัดล่าสุดที่เปิดตัวสู่ตลาดเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้หญิงที่พบ Pain Point ว่าการทำกิจกรรมต่างๆ หรือการใช้ชีวิตประจำวันในช่วงที่มีประจำเดือนทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่สบายตัว หรือมีความกังวลจนทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่ ผลิตภัณฑ์นี้จึงเป็นสูตรที่คิดค้นมาจากอินไซต์ของผู้หญิง ด้วยส่วนผสมสมุนไพรจากแองเจลิกา หรือ ตังกุย และสมุนไพรอีก 6 ชนิด โดยศาสตร์ตะวันออกเชื่อว่าคุณสมบัติของตังกุย คือ มีฤทธิ์ร้อน ช่วยบำรุงโลหิต รวมถึงคุณประโยชน์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดที่มีคาร์โนซีนเพื่อให้ผู้หญิงสามารถทำกิจกรรมได้ตามต้องการ

เพื่อตอกย้ำค่านิยมของซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) และความมุ่งมั่นที่ BRAND’S W ต้องการส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้หญิงทุกคน ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา BRAND’S W และ UNFPA ประจำประเทศไทย จึงร่วมมือกันริเริ่มแคมเปญ “แบรนด์ดับเบิลยู เพื่อสุขภาพหญิงไทย กับ UNFPA ประจำประเทศไทย” เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล โดยกิจกรรมที่ดำเนินการภายใต้แคมเปญนี้ประกอบด้วย การร่วมเวทีเสวนาในงานนิทรรศการ Her Awards UNFPA Thailand ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมไทย รวมถึงการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ BRAND’S W มาสนับสนุนกิจกรรม UNFPA ประจำประเทศไทย ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี รวมรายได้ส่วนหนึ่งจากการจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ BRAND’S W เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท มอบให้กับ UNFPA ประจำประเทศไทย เพื่อส่งเสริมสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้หญิงและเด็กหญิงในประเทศไทยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน UNFPA  ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “UNFPA ประจำประเทศไทย รู้สึกยินดีและขอขอบคุณ BRAND’S W ที่ให้การสนับสนุนการส่งเสริมสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงและเด็กหญิงในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการริเริ่มที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งสหประชาชาติ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม เป็นอีกกำลังสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม เช่น ผู้หญิงในพื้นที่ห่างไกล ผู้หญิงในกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มเปราะบาง และวัยรุ่นหญิงที่ต้องการข้อมูลและบริการที่เหมาะสมกับวัย นอกจากการขยายการเข้าถึงบริการแล้ว เราจะใช้งบสนับสนุนนี้ในการพัฒนากิจกรรมและโครงการให้ความรู้และการเสริมสร้างทักษะชีวิตให้กับผู้หญิงและเด็กหญิง เพื่อให้พวกเขามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัย
การเจริญพันธุ์ของตนเอง ให้มีสิทธิและทางเลือกเพื่อสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิสุขภาพทางเพศและชีวิตได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีทักษะในการปกป้องตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ การร่วมมือกับ BRAND’S W ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของภาคเอกชนไทยที่ริเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ ซึ่งนับเป็นสิทธิที่ผู้หญิงต้องได้รับมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างสังคมที่ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง และสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ”

สิริลักษณ์ เชียงว่อง 

แคมเปญ “แบรนด์ดับเบิลยู เพื่อสุขภาพหญิงไทย กับ UNFPA ประจำประเทศไทย” เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และ BRAND’S W ในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน จากการสนับสนุนสิทธิสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้หญิง ผ่านความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรที่ทำงานเพื่อผู้หญิงในประเทศไทย สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จาก BRAND’S W ได้ที่ Line Official: @brandsworld และ Facebook: Brand’s World Thailand ( https://www.facebook.com/BRANDSWorldThailand )

‘ไอเรื้อรัง’ อย่ามองข้าม! หมอเตือนภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’

‘ไอเรื้อรัง’ อย่ามองข้าม! หมอเตือนภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’

‘ไอเรื้อรัง’ อย่ามองข้าม! หมอเตือนภัยเงียบ ‘มะเร็งปอด’

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

คุณเคยไอเรื้อรังมานานแค่ไหน? ไอจนเจ็บหน้าอก ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ หายใจติดขัดหรือเหนื่อยง่าย… หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ อย่าคิดว่าเป็นเพียงภูมิแพ้หรือโรคหวัดธรรมดา เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี นั่นคือ “มะเร็งปอด” โรคร้ายที่มักไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก และเมื่อรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินไป

พญ.มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้อย่างชัดเจน แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูบเองหรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เป็นระยะเวลานาน 20 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 8 – 20 เท่า ทั้งนี้สารเคมีในบุหรี่มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อปอดและกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ไม่ควรมองข้าม เช่น การสัมผัสแร่ใยหินหรือแอสเบสตอสในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก๊าซเรดอนที่สะสมจากหิน ดิน หรือทรายในสิ่งปลูกสร้างบางประเภท สารเคมีอย่างสารหนู ถ่านหิน หรือควันพิษจากท่อไอเสีย รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบในปอดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นถึง 1 – 1.4 เท่า

พญ.มัณฑนา ให้ข้อมูลต่อว่า มะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-small cell lung cancer) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีทั้ง adenocarcinoma และ squamous cell carcinoma และอีกชนิดคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer) ซึ่งพบได้น้อยกว่า แต่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการฉายแสงได้ดี

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือมีคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งปอด เพราะแม้ว่าในระยะแรกมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการชัดเจนมากขึ้น เช่น ไอเรื้อรัง ซึ่งพบได้ถึง 50–75% ของผู้ป่วย ไอมีเลือดปนหรือเลือดสดในเสมหะ (25–50%) หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจมีเสียงดัง หรือเสียงแหบ อาการเหล่านี้อาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น วัณโรค จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างละเอียดเพื่อความแน่ชัด

พญ.มัณฑนา กล่าวปิดท้ายว่า การตรวจเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจไม่สามารถพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ ดังนั้นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ (Low-dose CT scan) จึงมีความแม่นยำและสามารถช่วยตรวจพบความผิดปกติในปอดได้เร็วกว่ามาก โดยวิธีนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 30 pack-years และเลิกบุหรี่มาไม่เกิน 15 ปี แม้จะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแนวทาง ได้แก่ การผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี และการใช้ยาแบบจำเพาะเจาะจงหรือ Targeted Therapy โดยแพทย์จะร่วมพิจารณากับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา

 “การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดรับควันบุหรี่มือสอง หมั่นดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงมลพิษ และควรตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพราะยิ่งพบเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ” เพราะบางครั้งแค่ “อาการไอ” ก็อาจเป็นสัญญาณแรกที่ช่วยให้คุณรักษาชีวิตไว้ได้ทันเวลา

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

คาร์นิวัลเมจิก มหัศจรรย์อาณาจักรเมืองไฟ สวนสนุกยามค่ำคืนในจังหวัดภูเก็ต ได้รับรางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA (International Association of Amusement Parks and Attractions) หรือสมาคมสวนสนุกและสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ในงาน IAAPA Expo Europe ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 ณ Europa-Park ประเทศเยอรมนี

คาร์นิวัลเมจิกได้รับรางวัลการแสดงขบวนแห่พาเหรด “ริเวอร์คาร์นิวัล” (River Carnival Parade) ที่โดดเด่นด้วยขบวนแห่พาเหรดอันยิ่งใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยรถพาเหรดที่ยาวที่สุดในโลก พร้อมการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและเทคนิคพิเศษ สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความอลังการ และการแสดงที่สร้างสถิติโลก ก่อนหน้านี้ คาร์นิวัลเมจิกยังได้รับรางวัลระดับโลกด้วยการคว้า 9 สถิติกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด (Guinness World Records) และได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งใน “World’s Greatest Places 2023” หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2566

กิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท คาร์นิวัลเมจิก จำกัด กล่าวว่า “รางวัลทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานในการสร้าง สรรค์ประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก คาร์นิวัลเมจิกจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอการแสดงที่น่าประทับใจให้กับผู้ชมจากทั่วโลก”

การได้รับรางวัลนี้ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานระดับโลกของคาร์นิวัลเมจิก และผลักดันให้เราไปสู่การเป็นผู้นำด้านการแสดงในระดับนานาชาติ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกบุหรี่ไม่ง่าย แต่เลิกได้

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

อย่างที่กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ในช่วงประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ เราพบว่า การติดบุหรี่ก็มีวิวัฒนาการจากบุหรี่มวนๆ เป็นบุหรี่ไฟฟ้า แต่ว่าพิษภัยต่อสุขภาพก็ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีการเผาไหม้เหมือนบุหรี่มวน แต่ไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีสารพิษหลายชนิด เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามักมีการออกแบบที่ดึงดูดใจเยาวชน เช่น กลิ่นหอม รสชาติหลากหลาย และรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ทำให้เยาวชนเริ่มทดลองใช้ และเสพติดนิโคตินตั้งแต่อายุยังน้อย มีผลต่อการพัฒนาสมองและสุขภาพในระยะยาว

ตัวการหลักที่ทำทำให้เกิดการเสพติดบุหรี่ไม่ว่าจะในรูปแบบดั้งเดิม หรือรูปแบบใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้า ก็คือ “นิโคติน” ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่กระตุ้นสมอง ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและเสพติดในที่สุด บุหรี่ไฟฟ้าแม้จะไม่มีการเผาไหม้ แต่ก็ให้นิโคตินในรูปแบบของไอระเหย ที่ดูดซึมผ่านปอดได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน และด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้ได้บ่อยโดยไม่มีกลิ่นเหม็น จึงทำให้ผู้ใช้รู้สึกพึงพอใจ จึงทำให้ผู้ใช้สามารถสูบไอได้ตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว การเสพติดจึงเกิดจากความถี่ และการใช้งานเรื่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้นิโคตินสะสมในร่างกายสูงกว่าบุหรี่มวนในบางกรณีโดยไม่รู้ตัว

โดยสรุปความน่ากลัวของบุหรี่ไฟฟ้าคือ มันทำให้ติดง่ายและเลิกยากกว่า บุหรี่มวนๆ แบบดั้งเดิมเสียอีก ความที่มันใช้ง่ายใช้สะดวกกว่า ไม่ต้องจุดไฟให้ยุ่งยาก ก็เลยกลายเป็นอยากสูบเมื่อไหร่ก็สูบ สูบง่ายก็ติดง่าย เมื่อติดง่ายกว่าก็ย่อมเลิกยากกว่า และแนวทางการเลิกโดยเฉพาะก็ยังไม่มี มีแต่ประยุกต์ใช้แนวทางการเลิกบุหรี่แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบุหรี่แบบใด ล้วนไม่มีข้อดีต่อร่างกาย ยิ่งเลิกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อสุขภาพมากเท่านั้น ถ้าพิจารณาตามความเป็นจริงให้ดี การที่เราติดอะไรก็แล้วแต่ ล้วนสะท้อนถึงความอ่อนแอของตัวเรา ดังนั้น ถ้าเลิกได้ ก็แสดงว่าเราเป็นคนเข้มแข็งจริง ผู้เขียนจึงขอเอาใจช่วยคนที่กำลังเลิกทุกท่าน แค่คิดได้ว่า จะเลิกแล้ว ก็ดีมากๆ แล้ว แสดงว่าเรารักและทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง และผู้เขียนขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้การเลิกบุหรี่ มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเป็นขั้นตอนดังนี้ (1) ยอมรับก่อนว่าการสูบบุหรี่ไม่ดีต่อตัวเองและคนรอบข้าง ตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าเลิกบุหรี่เพื่ออะไร เพื่อลูก เพื่อสุขภาพ เพื่อเงิน(ที่ลดลงจากการไม่ต้องใช้ซื้อบุหรี่) และควรกำหนดวันเลิกให้ชัดเจนภายในไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ (2) ประเมินระดับการติดบุหรี่ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะให้เภสัชกรใกล้บ้านช่วย หรือจะลองทำในอินเตอร์เน็ตก็ย่อมได้ ระดับการติดที่ได้จะบ่งบอกว่าจำเป็นต้องใช้ยาในการช่วยเลิกบุหรี่หรือไม่ (3) หาผู้เชี่ยวชาญช่วยเลิกบุหรี่ อาจจะเริ่มจาก Quitline โทร 1600 หรือถ้าอยากคุยกับคนตัวเป็น ๆ แนะนำลองปรึกษาเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ รวมถึงพาผู้ต้องการเลิกบุหรี่เลิกได้สำเร็จมาแล้วนักต่อนัก (4) วางแผนการเลิกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของตัวเอง เช่น ถ้าสูบเวลาเจอเพื่อนก็อาจจะเลี่ยงการพบปะเพื่อนฝูง เป็นต้น (5) เตรียมรับมืออาการขาดนิโคติน ซึ่งจะพีคมากในช่วงสัปดาห์แรก ก็คือ ปวดหัว หงุดหงิด ง่วงนอน อ่อนเพลีย การดื่มน้ำบ่อยๆ ออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ คาถาสำคัญที่ต้องท่องก็คือ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป (6) เตรียมตัวให้ดี เมื่อต้องเจอสิ่งกระตุ้นให้สูบบุหรี่ แน่นอนว่าถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา เช่น เวลาที่เคยพักสูบบุหรี่ก็ไปเดินเล่นแทน เป็นต้น (7) บันทึกความสำเร็จ จดวันที่เริ่มเลิก จดสถิติวันที่เลิกได้ ให้รางวัลกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ บ้าง (8) ถ้าเกิดเผลอสูบอีกก็ให้อภัยตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่าล้มเหลว แล้วก็ล้มเลิกการเลิกบุหรี่ครั้งนี้ ท่องไว้ว่าไม่เป็นไร ผิดนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติ คนไม่ทำผิดคือคนไม่ทำอะไร

สำหรับยาที่ใช้สำหรับการเลิกบุหรี่ จะมีข้อบ่งใช้เมื่อผู้สูบมีระดับการติดค่อนข้างสูง ก่อนใช้ยาจำเป็นต้องประเมินว่าผู้ต้องการเลิกบุหรี่มีข้อห้ามใช้ยาอะไรหรือไม่ หรือเหมาะสมกับยาชนิดใดมากที่สุด ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะพิจารณาจากรายละเอียดของผู้ต้องการเลิกบุหรี่แต่ละรายและปรับแผนการใช้ยาไปตามการตอบสนองในแต่ละระยะ ทั้งนี้ทั้งนั้นยาเป็นเพียง 1 ตัวช่วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้ต้องการเลิกสูบนั่นเอง สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ตัดสินใจเลิกบุหรี่ทุกคน และหากท่านกำลังใช้ยาและต้องการสอบถามเรื่องยาเลิกบุหรี่ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ศูนย์ข้อมูลยา หรือเขามาขอคำปรึกษาได้ที่โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วว. คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม /เหรียญทอง ในเวที INTARG® 2025 ประเทศโปแลนด์

วว. คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม /เหรียญทอง ในเวที INTARG® 2025 ประเทศโปแลนด์

วว. คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม /เหรียญทอง ในเวที INTARG® 2025 ประเทศโปแลนด์

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 10.32 น.

วว. คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม /เหรียญทอง ในเวที INTARG® 2025 ประเทศโปแลนด์ จากผลงานนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสมุนไพร จุลินทรีย์ การเกษตร

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมและรางวัลเหรียญทอง จากผลงานนวัตกรรมกระบวนการและผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพร จุลินทรีย์ และการเกษตร ในเวที The 18th International Inventions and Innovations Show (INTARG® 2025) ระหว่างวันที่ 3 – 5  มิถุนายน 2568 ณ เมืองคาโตวิเซ่  ประเทศโปแลนด์  ซึ่ง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานหลักในการคัดเลือก 26 ผลงานของประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทยเข้าสู่เวทีนานาชาติ และสร้างโอกาสแก่นักประดิษฐ์ นักวิจัยของไทย ในการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติในภูมิภาคต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ งานวิจัย และนวัตกรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการ วว. ได้มอบหมาย นางศิรินันท์ ทับทิมเทศ นักบริหารพิเศษและรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ และ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์  ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) นำทีมผู้แทนคณะนักวิจัย วว. ประกอบด้วย  ดร.คนึงนิจ  บุศราคำ  นักวิจัยอาวุโส และนางสาวสิริธร  ธีระเวทย์   จากศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.) ดร.สมกมล  อินทวงศ์ และดร.ธัญชนก  เมืองมั่น  นักวิจัยอาวุโส  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) และผศ.ดร.ณัฐพงค์  จันจุฬา  นักวิจัย  ศนก. นำผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมจัดแสดงและร่วมประกวดในเวทีดังกล่าว 

โดย วว. ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัล จำนวน 3 ผลงาน ดังนี้

1.นวัตกรรมกระบวนการผลิตไบโอเซลลูโลสจากโกมากาตะอิแบคเตอร์ นาตาอิโคลา TISTR 975 จากน้ำมะพร้าวแก่ที่เหลือทิ้ง  ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมและรางวัลเหรียญทอง  เป็นกระบวนการฯ ที่ทำให้เกิดเป็นวุ้นมะพร้าวที่มีการเรียงตัวของชั้นเซลลูโลสที่เหมาะสมสำหรับใช้ทำแผ่นมาส์กหน้า เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ของเหลือทิ้งทางการเกษตร เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากชุมชนเข้มแข็ง เสริมแกร่งวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ด้วยเศรษฐกิจทางชีวภาพจากจุลินทรีย์ของ วว. โดยมีทีมนักวิจัยร่วมคิดค้น ได้แก่  ดร.คนึงนิจ  บุศราคำ นางสาวสิริธร  ธีระเวทย์  ดร.ฉัตรฤดี  สุวรรณชาติ ดร.พรพจน์ ศรีสุขชยะกุล นางสาวศรันญา สุวรรณโณ คิดค้นผลงาน นางสาววรวรรณ เตียตระกูล และนางสาวจันทรา ปานขวัญ

2.นวัตกรรมจากเปลือกสู่ผิวที่สมบูรณ์แบบ  ได้รับรางวัลเหรียญทอง  เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ผ่านการเพิ่มมูลค่าเพื่อส่งมอบคุณประโยชน์จากธรรมชาติสู่ผิวของคุณด้วยเทคโนโลยีเอนเคปซูเลชัน โดยการนำเปลือกกล้วยหอมผ่านกระบวนการสกัดโดยใช้ Green extraction แล้วใช้ Nano encapsulation เพื่อการซาบซึมสู่ชั้นผิวหนังชั้นใน เพื่อการฟื้นฟูสภาพผิวจากภายในสู่ภายนอกที่กระจ่างใส เป็นผลงานคิดค้นโดย ดร.สมกมล  อินทวงศ์ และดร.ธัญชนก  เมืองมั่น

3.ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสารสกัดดอกเบญจมาศ TISTR – NRCT 01 ผสมผสานกับโคลนทะเลจากอ่าวทองคำ  ได้รับรางวัลเหรียญทอง  โดย  วว. นำเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่ประกอบด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างสินค้าส่งออกให้แก่ชุมชน  โดยมีทีมนักวิจัยร่วมคิดค้น ได้แก่  ผศ.ดร.ณัฐพงค์  จันจุฬา  ดร.สมกมล  อินทวงค์  ดร.ธัญชนก  เมืองมั่น  นางสาวนฤตยา  นันยา   นางสาวกัญญารัตน์   วันนา  ดร.นุชรัฐ  บาลลา และผศ.ดร.ปาริยา  ณ นคร

การเข้าร่วมงาน ณ ประเทศโปแลนด์ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ วว. ได้ร่วมเผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนาในเวทีนานาชาติต่อผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากนานาประเทศกว่า 40 ประเทศทั่วโลก  ซึ่งผลงาน วว. ได้รับการชื่นชมจากผู้เข้าร่วมชมงานในแง่ของความสามารถการประยุกต์ใช้และต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

-(016)

เครือซีพี – มูลนิธิซีพี น้อมนำ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ สร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เครือซีพี - มูลนิธิซีพี น้อมนำ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’  สร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เครือซีพี – มูลนิธิซีพี น้อมนำ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ สร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.44 น.

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด โดย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท มีความมุ่งมั่นในดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสรรค์ประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติ ผ่านการบูรณาการของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนทักษะและประสบการณ์ของบุคลากร น้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของ พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำมาปรับใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ จากแนวทางดังกล่าว เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงให้ความสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรไปพร้อมๆ กับความยั่งยืนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ภายใต้โครงการต่างๆ ในการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยอ้างอิงหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข”

นำตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่สวนเทพหยา

เรียนรู้การทำนาแบบพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสวนเทพหยา อ.สิงหนคร จ.สงขลา  คือหนึ่งในความสำเร็จที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท  ได้ร่วมดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสร้าง คน ชุมชน สังคม ให้มีความเข้มแข็ง สายวรุฬ บรรพตเขียว ผู้จัดการด้านกลยุทธ์และแผน หน่วยงานพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เล่าว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา สวนเทพหยา อ.สิงหนคร จ.สงขลา  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ในจังหวัดสงขลา  เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 ในการนำองค์ความรู้ที่เป็นจุดแข็งขององค์กร มาปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานของวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือ หลักการทำโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas เพื่อให้ชุมชนเข้าใจจุดแข็งตนเองเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

น้ำตาลโตนด ที่ชาวบ้านยังคงรักษากรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม

ที่ผ่านมา ได้สนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ร่วมคิด ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ที่เรียกรวมกันว่า “โหนด นา เล” คำว่า โหนดมาจาก ตาลโตนด ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกหัวไร่ปลายนาทั่วพื้นที่ นำมาแปรรูปเป็นสินค้า อาทิ น้ำตาลโตนดผง สบู่ตาลโตนด ส่วน นา คือนาข้าว ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกนาข้าวอินทรีย์ สายพันธุ์พื้นเมือง อย่างข้าวหอมปากรอ ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และสุดท้ายคือ เล หรือ ทะเล กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากทะเล อาทิ กุ้งแห้ง กุ้งแก้ว น้ำพริกกุ้งเสียบ เป็นต้น รวมถึงผลิตภัณฑ์จากต้นมะม่วง แปรรูปเป็นมะม่วงเบาแช่อิ่ม หนึ่งในของดีเมืองสงขลา ซึ่งมะม่วงเบานี้ถือเป็นสิ้นค้า GI ที่จังหวัดยกระดับขึ้นมา ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสงขลาที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ เข้าไปให้การสนับสนุนองค์ความรู้ไม่น้อย 10 กลุ่ม และสวนเทพยาก็เป็นพื้นที่เรียนรู้ต้นแบบศาสตร์พระราชา โดยมีคณะศึกษาดูงานมากว่า 6,000 คนต่อปี

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากตาลโตนด สินค้าที่กลุ่ม “โหนด”

ไม่เพียงนำสมาชิกวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ไปเรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น ในการดำเนินโครงการดังกล่าว เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังดำเนินโครงการภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน โดย สายวรุฬ อธิบายเพิ่มเติมว่า

ข้าวสังข์หยด ของดีจากบ้านปากรอ สินค้าในกลุ่ม “นา”

“ในการทำงานร่วมกับชุมชน เราได้นำหลัก 3 ห่วงจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ ความพอประมาณ คือการให้ชุมชนได้เรียนรู้วิธีเกษตรพอเพียง การทำสิ่งใดที่ไม่เกินตัว รู้จักและเข้าใจในสิ่งที่ตนเองมี ความมีเหตุผล คือ มีหลักการในทำธุรกิจ และมีภูมิคุ้มกัน คือการที่เราให้องค์ความรู้ในการบริหารความเสี่ยง ทั้งแง่ของสินค้า การตลาด ให้เขารู้ว่าสินค้าตัวนี้กลุ่มลูกค้าคือใคร บรรจุภัณฑ์แบบนี้ควรขายใคร คือช่วยให้เขาขายของตรงกับกลุ่มลูกค้ามากที่สุด”

กุ้งแก้ว ผลิตภัณฑ์แปรรูปจาก “เล“ ของขึ้นชื่อจากเกาะหมากพัทลุง

ในปัจจุบันการดำเนินโครงการสามารถส่งเสริมสนับสนับสนุนชุมชนผลิตสินค้าใน 3 หมวด โหนด นา เล ให้มีคุณภาพ พร้อมจัดจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้น เรายังมีความตั้งใจที่จะขยายตลาดเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์  Line Official ในชื่อ Seaco market โดยมีความหมายจาก Sea คือทะเลสื่อถึงจังหวัดที่ติดทะเล และ Co คือ Ecommerce ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี

สายวรุฬ บรรพตเขียว (ขวาสุด) และทีมงานที่ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดกับวิสาหกิจชุมชน

เป้าหมายต่อไป คือ การพัฒนาร้านค้าที่อยู่ใน ศูนย์ฯ สวนเทพหยา ยกระดับเป็นร้านค้าที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี มาไว้ในที่เดียว เที่ยวจุดเดียวช็อปสินค้าทั่วภาคใต้ รวมถึงมีสตูดิโอไลฟ์สดเพื่อให้ชุมชนเข้าถึงตลาดออนไลน์ได้มากขึ้น

โครงการดังกล่าวนี้ยังถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ดำเนินนโยบายตามมาตรฐานแห่งความยั่งยืน มอก. 9999 อีกด้วย

‘THE SILQ REIMAGINATION’ จุดเริ่มต้นแห่งการยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก SILQ: ATELIER THAILAND ร่วมกับ ไอคอนคราฟท์ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

‘THE SILQ REIMAGINATION’ จุดเริ่มต้นแห่งการยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก SILQ: ATELIER THAILAND ร่วมกับ ไอคอนคราฟท์ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

‘THE SILQ REIMAGINATION’ จุดเริ่มต้นแห่งการยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก SILQ: ATELIER THAILAND ร่วมกับ ไอคอนคราฟท์ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

ห้องเสื้อ PETCH BOUTIQUE (เพชร บูติก)  ร่วมกับ ICONCRAFT ( ไอคอนคราฟต์จัดงานเปิดตัวโครงการ “SILQ: ATELIER THAILAND – THE MARK OF THAI TEXTILE MASTERY”  เพื่อส่งเสริมและรับรองแบรนด์นักออกแบบไทยด้วยมาตรฐาน SILQ ยกระดับอุตสาหกรรมการออกแบบเสื้อผ้าจากผ้าไทยสู่ตลาดโลก จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ  พร้อมด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ  THE SILQ REIMAGINATION” โดยในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรมดร.ไพลิน เทียนสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน ได้แก่ ไอคอนคราฟต์, บริษัทเพชร บูติก, บริษัท เน็กซัสลิงค์ โกลบอล มีเดีย ณ  สุราลัย ฮอลล์  ชั้น  ไอคอนสยาม

อาจารย์เพชร จารุต ภิญโญกีรติ เจ้าของแบรนด์แฟชั่น “PETCH BOUTIQUE” และประธานโครงการ SILQ กล่าวว่า “โครงการ SILQ: ATELIER THAILAND เกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนหลักจาก  ICONCRAFT ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันผ้าไทยสู่เวทีโลก ผ่านการเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เปิดพื้นที่ ให้แบรนด์ไทยได้มีโอกาสแสดงผลงานและศักยภาพอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับสากล อีกทั้ง โครงการยังได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม บริษัทเพชร บูติก บริษัทเน็กซัสลิงค์ โกลบอล มีเดีย รวมถึงพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญและองค์กรต่าง ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ตัดเย็บ โครงสร้างแพตเทิร์น ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มการจำหน่ายในระดับนานาชาติ

ที่ผ่านมา แม้จะมีหลายโครงการส่งเสริมผ้าไทย แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนั้น THE SILQ: ATELIER THAILAND จึงเป็นแพลตฟอร์มสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ภายใต้มาตรฐาน SILQ เพื่อยกระดับแบรนด์ไทยที่ใช้ผ้าไทยให้ก้าวสู่ตลาดแฟชั่นหรูระดับสากลอย่างยั่งยืน”

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ถ่ายทอดแนวคิด SILQ อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านคอลเลกชันที่ผสานประเพณีไทยและนวัตกรรมร่วมสมัย โดยใช้ผ้าไทยกว่า 250 ชนิดจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ถ่ายทอดด้วยฝีมือช่างตัดเสื้อระดับมาสเตอร์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การออกแบบแพตเทิร์น การตัดเย็บ ไปจนถึงการตกแต่งขั้นสุดท้าย ทั้งหมดสะท้อนมาตรฐาน SILQ ที่ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ Sustainability (ความยั่งยืน), Innovation (นวัตกรรม), Legacy (มรดกวัฒนธรรม) และ Quality (คุณภาพระดับสากล) ซึ่งเน้นย้ำความยั่งยืน นวัตกรรม มรดกวัฒนธรรม และคุณภาพระดับสากล พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผ้าไทยและแบรนด์ไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม”

ด้าน นางปารีสา จาตนิลพันธุ์  ที่ปรึกษาการบริหารความร่วมมือกับองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวเสริมว่า   “ ICONCRAFT พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยหลากหลายแขนงที่ใหญ่ที่สุดสู่เวทีโลก ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยผ่านโครงการ SILQ ซึ่งมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาผ้าไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางการผลิต การยกระดับมาตรฐานการออกแบบ ไปจนถึงการขยายโอกาสทางการตลาด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อผลักดันแบรนด์ไทยให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน  เราเชื่อมั่นในคุณค่าและศักยภาพของผ้าไทย และมุ่งมั่นที่จะเป็นเวทีที่หลอมรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับพลังสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ไทย เพื่อขับเคลื่อนสู่ความร่วมสมัยและยกระดับสู่สากล ซึ่งการจัดแฟชั่นโชว์ ‘The SILQ Reimagination’ โดยแบรนด์ ‘PETCH BOUTIQUE’ คือภาพสะท้อนของการเดินทางครั้งใหม่นี้ ที่ผ้าไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่คือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และตัวแทนความร่วมสมัยของประเทศไทยบนเวทีโลก”

ดร.ไพลิน เทียนสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า งาน ‘THE SILQ: ATELIER THAILAND’ สะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ในการขับเคลื่อนผ้าไทยจากสินค้าวัฒนธรรมสู่พลังสำคัญในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ ผ้าไทยในวันนี้คือ ‘ต้นทุนเชิงเศรษฐกิจ’ ที่สามารถต่อยอดได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อได้รับการพัฒนาอย่างสมดุล ทั้งด้านการออกแบบ คุณภาพ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดและอุตสาหกรรมทันสมัย ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมผ้าและสิ่งทอไทยในทุกระดับ โดยส่งเสริมผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และช่างฝีมือทั่วประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โครงการนี้ไม่เพียงเปิดเวทีแห่งความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงผ้าไทยกับโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศและนานาชาติ  โดยเฉพาะการเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านแฟชั่นโชว์ ‘THE SILQ REIMAGINATION’ ที่ถ่ายทอดผ้าไทยในมิติใหม่อย่างร่วมสมัย ยืนยันศักยภาพของผ้าไทยในเวทีโลกอย่างชัดเจน กระทรวงอุตสาหกรรมหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกแรงผลักสำคัญ ในการผลักดันให้ผ้าไทยกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง ทั้งในเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ของชาติ”

นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “ผ้าไทย คือผลผลิตแห่งภูมิปัญญาและความประณีตที่สืบทอดกันมายาวนาน กระทรวงวัฒนธรรมจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ รวมถึงนานาประเทศ ได้ตระหนักถึงคุณค่า และร่วมสวมใส่ผ้าไทยอย่างภาคภูมิใจในทุกมุมโลก ดิฉันขอชื่นชมโครงการ SILQ และทีมงานทุกท่าน ที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผ้าไทยให้ยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัย ควบคู่กับการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการผลิตที่มีคุณภาพในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งยกระดับวัฒนธรรมไทยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของชาติในเวทีโลก สำหรับแฟชั่นโชว์ ‘THE SILQ REIMAGINATION’  ครั้งนี้ สะท้อนการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมไทยกับงานออกแบบสมัยใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง เป็นบทพิสูจน์ว่า ‘ผ้าไทย’ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในพิพิธภัณฑ์หรือในงานพิธีการ หากแต่สามารถก้าวสู่แฟชั่นระดับโลกได้อย่างมั่นใจและสง่างาม”

นางสาวอโณทัย ธนาดำรงศักดิ์  ผู้ริเริ่มและผู้อำนวยการโครงการ SILQ กล่าวปิดท้ายว่า
“การรวมพลังของนักออกแบบหลายแบรนด์ภายใต้มาตรฐาน SILQ ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับแบรนด์ไทยสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน พร้อมระบบการตลาดครบวงจร และการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เราเชื่อมั่นว่าโครงการ SILQ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยเติบโตอย่างมั่นคง สง่างาม และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ด้วยอัตลักษณ์ที่แข็งแรงและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และTHE SILQ REIMAGINATION ไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่นโชว์ หากแต่เป็นก้าวแรกของการประกาศจุดยืนว่า ผ้าไทย และแบรนด์ไทย พร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกอย่างภาคภูมิใจและสง่างาม ดิฉันขอขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ICONCRAFT ที่เป็นแกนนำสำคัญในการร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกอันทรงพลังนี้ด้วยกัน”

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดโครงการ SILQ และกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.thaisilq.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือ Facebook: ICONCRAFT

‘โซเนวา คีรี’ ก้าวสู่หมุดหมายใหม่ ในชื่อ ‘คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ’ เพื่อการเติบโตที่ดียิ่งขึ้น

‘โซเนวา คีรี’ ก้าวสู่หมุดหมายใหม่ ในชื่อ ‘คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ’ เพื่อการเติบโตที่ดียิ่งขึ้น

‘โซเนวา คีรี’ ก้าวสู่หมุดหมายใหม่ ในชื่อ ‘คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ’ เพื่อการเติบโตที่ดียิ่งขึ้น

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โซเนวา คีรี ก้าวสู่หมุดหมายใหม่ ภายใต้ชื่อ คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของรีสอร์ท เพื่อการเติบโตที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม  ตั้งแต่วันที่ มิถุนายน 2568  ที่ผ่านมา

คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ จะยังคงไว้ซึ่งปรัชญาของ โซเนวา, ประสบการณ์แบบพิเศษ มาตรฐานงานบริการระดับโลก มื้ออาหารอันน่าจดจำ และประสบการณ์ที่หาได้ยากจากสถานที่แห่งนี้ ทีมงานของรีสอร์ทมุ่งมั่นที่จะคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรีสอร์ทไว้ทุกประการ ผนวกกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับรีสอร์ทในทุก ๆ ด้าน

“เราต้องการให้คุณสมบัติอันโดดเด่นของรีสอร์ท ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์การเข้าพักที่คุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม ทั้งในเรื่องความเป็นส่วนตัว การบริการ และบรรยากาศ ขณะที่ยังคงให้บริการทั้งผู้เข้าพักจากในประเทศไทย และนักเดินทางจากทั่วโลก” มร. มานิช ชาร์มา ผู้จัดการทั่วไปของคีรี ไพรไวท รีเซิร์ฟ กล่าว “การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ จะช่วยให้ คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างตรงเป้าหมายและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยยังคงยึดถือความโดดเด่นของเกาะกูดเอาไว้ นั่นคือ ความงดงามของธรรมชาติและความเงียบสงบ เกาะแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะของประเทศไทยที่ยังมีความหลากหลายทางธรรมชาติอย่างอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งทีมปฏิบัติการของรีสอร์ตยังคงเหมือนเดิม โดยยังคงใช้บุคลากรที่เชื่อถือได้คนเดิมที่เคยให้บริการอันเป็นเอกลักษณ์ของรีสอร์ตมาอย่างยาวนาน”

คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ ยังคงมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนจดจำ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารในรังนกไม้ไผ่ (Treepod Dining) ท่ามกลางร่มเงาของป่าฝน มองเห็นทิวทัศน์ท้องทะเลในมุมสูง, ครัวแม่ตุ๊ก ห้องอาหารริมน้ำ กับอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม, การเดินป่าพร้อมไกด์, ปิกนิกริมชายหาด, กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม หรือเซ็ตอาหารเช้าลอยน้ำภายในวิลล่า

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว คีรี ไพรเวท รีเซิร์ฟ ทางรีสอร์ทจะนำเสนอแพ็คเกจใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สะท้อนถึงการยกระดับแนวคิด และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักทั้งกลุ่มเดิม และกลุ่มใหม่ ได้มาสัมผัสจุดหมายปลายทางในฝันนี้อีกครั้ง ข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่ www.kiriprivatereserve.com หรือสำรองห้องพักได้ที่ โทร. +66 (0) 82 208 8888 และ อีเมลล์: reservations@kiriprivatereserve.com 

‘ท็อปส์’ ย้ำจุดยืนรับวันสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าภารกิจ ‘Net Zero’ เปลี่ยนมาขายเบียร์กระป๋องแทนขวดแก้ว ลดขยะตกค้าง นำร่องบนเกาะพะงัน

‘ท็อปส์’ ย้ำจุดยืนรับวันสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าภารกิจ ‘Net Zero’ เปลี่ยนมาขายเบียร์กระป๋องแทนขวดแก้ว ลดขยะตกค้าง นำร่องบนเกาะพะงัน

‘ท็อปส์’ ย้ำจุดยืนรับวันสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าภารกิจ ‘Net Zero’ เปลี่ยนมาขายเบียร์กระป๋องแทนขวดแก้ว ลดขยะตกค้าง นำร่องบนเกาะพะงัน

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ย้ำจุดยืนรับวันสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้ายกระดับภารกิจรักษ์โลกผ่านกลยุทธ์หลัก 12 Missions to Sustainable Retail เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Small Acts Together” หรือ พลังเล็กๆ เพื่อโลกที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องไปกับกลยุทธ์ CRC Care” ของเซ็นทรัล รีเทล ในด้าน Care of the Environment โดยเปลี่ยนการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์จากบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วสู่บรรจุภัณฑ์กระป๋องอลูมิเนียม หลังพบปัญหาปริมาณขยะตกค้างบริเวณชายฝั่งทะเล เริ่มนำร่องที่ท็อปส์และท็อปส์ เดลี่ รวมทั้ง 8 สาขาบนพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมยกระดับเกาะพะงันสู่แหล่งท่องเที่ยวต้นแบบสีเขียวในประเทศไทย

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายในการลดขยะขวดแก้วบนเกาะพะงันจาก  60-75 ตัน/วัน เหลือแค่ 15 ตันต่อวัน เพื่อลดภาระการกำจัดปริมาณขยะของเทศบาลลดลง 75% ต่อวัน อีกทั้ง ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ท็อปส์ขอย้ำจุดยืนในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ ผ่านภารกิจและโครงการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ 

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ปัจจุบันขยะทะเลยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการแก้ไข และบริหารจัดการขยะทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลจากการสำรวจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2566 ระบุว่า ปริมาณขยะที่ถูกจัดการไม่ถูกต้องและส่งผลให้เกิดขยะทะเลมีจำนวนสูงถึง 34,000 – 51,000 ตัน ท็อปส์ในฐานะองค์กรค้าปลีกที่ดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน และมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เทศบาลตำบลเกาะพะงัน เทศบาลตำบลบ้านใต้ เทศบาลตำบลเพชรพะงัน และสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ในโครงการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแนวทางการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์จากบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วมาเป็นบรรจุภัณฑ์กระป๋องอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบากว่า ง่ายต่อการขนย้ายและสามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดปริมาณขยะตกค้างตั้งแต่ต้นทาง ลดอันตรายจากเศษ

“เพื่อบรรลุถึงพันธะสัญญาที่จะสร้างความยั่งยืนในทุกมิติตั้งแต่ ผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เราได้เริ่มนำร่องเปลี่ยนการจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มประเภทเบียร์บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วมาเป็นบรรจุภัณฑ์กระป๋องอลูมิเนียมที่ท็อปส์และท็อปส์ เดลี่ รวม 8 สาขา บนพื้นที่เกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาสังสรรค์และพักผ่อนหย่อนใจกว่าพันคนต่อเดือน ก่อนจะขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์บรรจุขวดแก้วอื่นๆ ต่อไป”

นอกจากการริเริ่มเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์จากขวดแก้วสู่กระป๋องอลูมิเนียมแล้ว ท็อปส์ยังคงเดินหน้าภารกิจอื่นๆ ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นในพลังเล็กๆ ที่ร่วมมือกันจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Small Acts Together” ผ่านกลยุทธ์ “12 Missions to Sustainable Retail” เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 อาทิ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ My Choice เชอรี่ ที่สามารถย่อยสลายได้และไม่่เคลือบพลาสติก 100% การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่ร้านท็อปส์ในสาขาสแตนอโลน การติดตั้งตู้เย็นประหยัดพลังงาน ที่ใช้นวัตกรรมระบบทำความเย็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิได้ดียิ่งขึ้นและช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบตู้เย็นแบบเปิด รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังร้าน TOPS และ TOPS DAILY ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพ ไปยังชุมชนที่มีความต้องการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th, เฟซบุ๊ก TopsThailand, หรือแอปพลิเคชันไลน์ @TopsThailand