คาร์เทียร์อวดโฉมคอลเลคชั่นไฮจิวเวลรีสุดหรูบนหมู่เกาะในสตอกโฮล์ม

คาร์เทียร์อวดโฉมคอลเลคชั่นไฮจิวเวลรีสุดหรูบนหมู่เกาะในสตอกโฮล์ม

คาร์เทียร์อวดโฉมคอลเลคชั่นไฮจิวเวลรีสุดหรูบนหมู่เกาะในสตอกโฮล์ม

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คาร์เทียร์ เผยโฉมคอลเลคชั่นไฮจิวเวลรีล่าสุด En Équilibre  (ออง เอกิลิบร์ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ภายในงานกาล่าดินเนอร์อันหรูหราที่จัดขึ้น ณ อาร์ตแกลลอรี Artipelag ท่ามกลางผืนน้ำอันแวววาวระยิบระยับของหมู่เกาะ

จากความบริสุทธิ์ของเส้นสาย ความโดดเด่นของปริมาตร ความสมดุลแห่งสีสัน และพื้นที่ระหว่างความสมบูรณ์         กับความว่างเปล่า ทุกสรรพสิ่งล้วนสอดคล้องกลมกลืนภายใต้คอลเลคชั่นใหม่ของผลงานไฮจิวเวลรีอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่หล่อหลอมไว้ด้วยศูนย์กลางแห่งความแม่นยำและความพอดี จากความเรียบง่ายตลอดจนความหรูหราตระการตา ด้วยเฉดสีที่ไล่ระดับอย่างละเมียดละไมและคู่สีที่โดดเด่นลงตัว ได้สร้างไว้ซึ่งสมดุลยภาพระหว่างความสมมาตรกับความอสมมาตร ความกลมกล่อมเหล่านี้ยังก่อเกิดขึ้นจากการสำรวจและนำพลังขั้วตรงข้ามมาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ด้วยความสมดุลนี้ยังได้นำพามาสู่การเลือกสตอกโฮล์ม เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์และงานออกแบบที่เป็นดั่งตัวแทนถึงดุลยภาพอันวิจิตรงดงามระหว่างชีวิตในเมืองและธรรมชาติ นวัตกรรมและประเพณี และ ณ ที่แห่งนี้ ทุกสิ่งยังล้วนถูกหนุนไว้ด้วยสัมผัสแห่งความรู้สึกได้ถึงความมินิมัลลิสม์ (minimalism) หรือ ลา-กอม (lagom) ปรัชญาของชาวสวีดิชที่แปลว่า ‘ที่ไม่มากไป ไม่น้อยไป แต่พอดี’

การเฉลิมฉลองในสตอกโฮล์มได้เริ่มต้นขึ้นด้วยนิทรรศการจัดแสดงผลงานจิวเวลรีชั้นสูงล่าสุดจากคาร์เทียร์ภายในอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ Nacka Strandmässen อันเป็นสถานที่จัดแสดงซึ่งผสมผสานระหว่างงานออกแบบเชิงอุตสาหกรรมด้วยเส้นสายที่บริสุทธิ์เข้ากับความสวยงามของธรรมชาติผ่านท้องฟ้าอันสดใสได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ที่ซึ่งแขกผู้มีเกียรติยังได้ร่วมชมการสาธิตการทำงานอันซับซ้อนที่อยู่เบื้องหลังการรังสรรค์ชิ้นงานอันโดดเด่นของคอลเลคชั่นอย่าง สร้อยคอ Panthère Dentelée (ปองแตร์ ดองแตลล์) โดยศิลปินช่างฝีมือชั้นสูงของเมซง

ขณะที่ค่ำคืนอันงดงามนี้ยังคงดำเนินต่อไป ณ Artipelag พิพิธภัณฑ์ศิลปะอันกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติซึ่งแขกผู้มีเกียรติได้เดินทางมาถึงโดยเรือ พร้อมด้วยคาร์เทียร์ แอมบาสเดอร์ Deepika Padukone (ทีปิกา ปาทุโกณ) และ Anna Sawai (แอนนา ซาวอิ) ร่วมกับ Friends of the Maison ได้แก่ Zoe Saldaña  (โซเอ ซัลดัญญา) และ Alexander Skarsgard (อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด) พร้อมรับชมการแสดงโชว์ผลงานสร้างสรรค์ไฮจิวเวลรีในรูปแบบ tableaux vivants หรือ living picture กับการแสดงเสมือนภาพนิ่งตามฉากหรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เหล่านางแบบได้สวมเครื่องแต่งกายจาก Prêt-à-Porter ของ Giambattista Valli (เจียมบาทิสตา วาลลี) พร้อมทั้งนำทางไปสู่งานกาล่าดินเนอร์สุดอลังการ และเติมเต็มประสบการณ์ด้วยการแสดงที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยวงดนตรีร็อกระดับแถวหน้าของแคนาดา อย่าง The Beaches และเสียงดนตรีจาก DJ Dorion Fiszel

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2568

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา และ ปชช.ชาวสงขลากว่า 5,000 คน ร่วมกิจกรรม “ชาวสงขลารวมใจภักดิ์ รักสมเด็จพระราชินี” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 โดยร่วมกันแปรอักษรเป็นรูปตราสัญลักษณ์ “สท” พร้อมข้อความ “ทรงพระเจริญ” และ “คนสงขลารัก พระราชินีฯ” อย่างพร้อมเพรียงกันบนลานสนาม สร้างภาพประวัติศาสตร์แห่งความจงรักภักดี..

ll ยินดีกับ ศ.ดร.อภินันท์  โปษยานนท์ ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์อิตาลี The Order of the Star of Italy จาก เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นบ้านเก่าสวยมากๆ อายุประมาณ 100 ปี อยู่ในซอยสีลม 19 เดิมเป็นบ้านของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตต์ ณ สงขลา)..

ll สุพจน์-พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ บินไป ทวินเบย์รีสอร์ท เกาะลันตา เพื่อต้อนรับมิตรสหายที่มาพักผ่อนริมหาดสวยแบบสโลว์ไลฟ์ 3 คืน เป็นทริปเที่ยวกินตัวแตกที่ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ, ประภาพรรณ พิชัยคำ, นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงษ์, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, จักร โกศัลยวัตร, ฉวีวรรณ ทิมา และ ภัทธิรา หาญสกุล ไม่ยอมพลาด โดยเฉพาะได้ ดร.อูฐ-จรวยพรภัทร จัดหาทุเรียนอร่อยๆมาให้เพื่อนๆทุกวัน..

ll คอลัมนิสต์กิตติมศักดิ์ของแนวหน้า “ศิริภูมิ” ฝากบอกกลุ่มต่างๆและผู้ที่สนใจ “ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง”  สั่งซื้อหนังสือ  “ประชาธิปไตยแบบสมดุลย์” เล่มละ 100 บาท ค่าส่งเล่มละ 5 บาท มาได้ที่ โทรฯ 02-521-2690  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”..

ll ดร.นิพนธ์ นาชิน ซีอีโอ บจ. อัลฟ่าเซค ร่วมกับ รศ.ดร.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ม.ขอนแก่น ผนึกกำลังยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ รับมือความเสี่ยงจาก AI ตามมาตรฐาน ISO/IEC 42001:2023 เสริมศักยภาพองค์กรไทยสู่ยุคดิจิทัล..

ll สวด นพ.ธวัช โลพันธ์ศรี บิดา วรพล โลพันธ์ศรี ศาลา 31 วัดธาตุทอง 7 – 11 มิ.ย. 19.00 น. ฌาปนกิจ 12 มิ.ย. 14.00 น. เมรุหลัง

ll นทฤทธ์ จินตกานนท์ “น็อบบี้” ลูกชายวัยรุ่นของ นทชาติ – สริตา จินตกานนท์ รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ นักเรียนโรงเรียน Wellington College International School Bangkok ร่วมกับโครงการ “Chiang Rai Fashion to The World Season 3” ซึ่งสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่มีเวทีในการแสดงความสามารถ โดยออกแบบชุดคอลเลคชั่นของ Wellington College Bangkok นำผ้าและวัสดุของชาวชาติพันธุ์ในเชียงราย ทำเป็นแฟชั่นระดับนานาชาติ รวมทั้งออกแบบเสื้อยืดหารายได้เป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงราย..เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและช่วยพัฒนาชุมชนด้วย..

คุณแหน

สมรสสมรัก ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล – แม็กซ์ แทน

สมรสสมรัก ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล – แม็กซ์ แทน

สมรสสมรัก ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล – แม็กซ์ แทน

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังบ่มเพาะความรักมายาวนานกว่า 10 ปี ในที่สุด ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล บุตรสาวของ วัสส์ และ ดร. กรกมล เอื้อวิวัฒน์สกุล ประธานกรรมการบริษัท เดอ โคโค่ แบงคอค จำกัด ได้เข้าพิธีสมรสกับ แม็กซ์ แทน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวสิงคโปร์ ในการนี้ได้รับพระวโรกาสจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้คู่บ่าวสาว เข้าเฝ้าเพื่อรับประทานน้ำพระพุทธมนต์ ณ พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิตสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2567 ยังความซาบซึ้งในพระกรุณาและนับเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าสาว ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล – เจ้าบ่าว แม็กซ์ แทน พร้อมหน้าครอบครัวเจ้าสาวในพิธีหมั้น คุณพ่อ คุณแม่ วัสส์ – ดร.กรกมล และพี่สาว สกาว เอื้อวิวัฒน์สกุล

จากนั้นได้มีการจัดพิธีหมั้นขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมดุสิตธานี ประเทศสิงคโปร์ และงานฉลองมงคลสมรสจัดในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568 ณ JW Marriott South Beach สิงคโปร์ โดยได้รับเกียรติจาก ชาน คาร์ เหลียง (Chan Khar Liang) ผู้อำนวยการบริหาร สภาอสังหาริมทรัพย์ (Council of Estate Agencies) ประเทศสิงคโปร์ มาเป็นประธานในพิธี

สำหรับเจ้าสาว ชมเพลิน เอื้อวิวัฒน์สกุล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บริหารด้าน Private Wealth Management ที่สิงคโปร์ และเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  Juniper Lane เป็นน้องสาวของ สกาว เอื้อวิวัฒน์สกุล อดีต Miss Chinese International Thailand และรอง Miss Thailand World ปัจจุบันทำงานในสายงานเดียวกันและประจำอยู่ประเทศไทย ส่วนเจ้าบ่าว แม็กซ์ แทน เป็นนักธุรกิจดูแลกิจการอสังหาริมทรัพย์กว่า 10 แห่งในสิงคโปร์

บรรยากาศ After Party

จุดเริ่มต้นของความรัก เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อนแต่ประจำอยู่คนละประเทศ เจ้าสาวทำงานที่ไทย ส่วนเจ้าบ่าวอยู่สิงคโปร์ จึงยังไม่ได้รู้จักกัน ต่อมาเจ้าสาวสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เข้าทำงานที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์และจำเป็นต้องย้ายไปใช้ชีวิตที่นั่น เพื่อนคนหนึ่งจึงได้แนะนำให้รู้จักกับเจ้าบ่าวเพื่อให้ช่วยดูแลและให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตในประเทศสิงคโปร์ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ เติบโต และก่อเกิดเป็นความรัก

พิธีฉลองมงคลสมรสที่เต็มไปด้วยความสุขของครอบครัวเอื้อวิวัฒน์สกุล

สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ซึ่งมีความแตกต่างทั้งเชื้อชาติ และวัฒนธรรม สามารถหลอมหลวมเป็นหนึ่งเดียวนอกจากความรักเป็นที่ตั้งแล้ว ความซื่อสัตย์ ความเอาใจใส่ และความสม่ำเสมอที่เจ้าบ่าวมอบให้เจ้าสาวตั้งแต่วันแรกที่รักกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นคนรักครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเลี้ยงดูของครอบครัวเจ้าสาวที่ให้ความสำคัญกับรากฐานของสถาบันครอบครัว จึงทำให้ทั้งสองคนประทับใจในกันและกันและตัดสินใจสร้างครอบครัวร่วมกันในวันนี้

ในงานฉลองมงคลสมรส อบอวลด้วยความรัก ความสุข และความอบอุ่น ท่ามกลางรอยยิ้มของครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญ เพื่อร่วมแสดงความยินดีและอวยพรให้คู่บ่าวสาว ชมเพลิน และ แม็กซ์ มีชีวิตคู่ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความสุข และเจริญรุ่งเรืองตราบนานเท่านาน

มาถึงไทยแล้ว Beneunder แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากจีน พร้อมชวนคนเมืองออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างไร้กังวล

มาถึงไทยแล้ว Beneunder แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากจีน พร้อมชวนคนเมืองออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างไร้กังวล

มาถึงไทยแล้ว Beneunder แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากจีน พร้อมชวนคนเมืองออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างไร้กังวล

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Beneunder (เบเนอันเดอร์แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศจีนที่ผสมผสานนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีและแฟชั่น พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างเรียบง่ายและไร้กังวล นำโดย หลิวเว่ย ตง  ผู้อำนวยการฝ่ายขายแบรนด์ Beneunder และ ยวนน่า ซู  ผู้จัดการโครงการ จัดงาน Beneunder Thailand Grand Opening Event” เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งแรกในไทย ณ Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมนำเสนอแนวคิดว่า ทุกวัน คือการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ทุกคนสามารถออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างสบายใจในสไตล์ของตัวเอง

ร้าน Beneunder ตั้งอยู่ ณ ชั้น 2 โซน Beacon ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งนับเป็นสาขาแรกที่คนไทยจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมแห่งอนาคตของเสื้อผ้าเอาท์ดอร์จาก Beneunder อย่างใกล้ชิด โดยในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการนี้ Beneunder ได้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศที่จำลองผืนหญ้าสีเขียวมาอยู่ใจกลางเมือง สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง ฟอสจิรัชพงศ์ ศรีแสง นักแสดงหนุ่มสายสปอร์ตขวัญใจคนรุ่นใหม่ พร้อมด้วย บี้ธรรศภาคย์ ชี ศิลปินมากความสามารถที่ควบตำแหน่งคุณพ่อสุดอบอุ่น เสริมทัพด้วยเคมีคู่ใหม่อย่าง โอม-สาริศ ทินราช หนุ่มมาดเท่สายลุย และ เฟิร์สฉลองรัฐ นอบสำโรง นักแสดงหนุ่มที่รักการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาชวนทุกคนให้พร้อมลุยไปด้วยกันทุกที่ 

ไฮไลต์อยู่ที่ Fashion Presentation  นำเสนอไอเท็มเด่นประจำแบรนด์  ไม่ว่าจะเป็นแอคเซสเซอรี่คู่ใจสายเอาท์ดอร์อย่าง หมวกหลากหลายรูปทรง และแว่นกันแดดพับได้ที่สะดวกต่อการพกพา ซึ่งนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคสุดเก๋เข้ากับไอเท็มหลักอย่างเสื้อผ้า ที่แม้จะมีน้ำหนักเบาแต่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชัน และสามารถระบายอากาศได้ดี ด้วยนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีสุดพิเศษอย่าง UPF ที่มอบการปกป้องครบทั้งรังสี UVA และ UVB เสมือนครีมกันแดดชั้นเลิศ  นำเสนอผ่านดีไซน์อันเรียบง่ายและทันสมัย ผสานด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน ก่อนปิดท้ายด้วยโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก บี้-ธรรศภาคย์ ชี ที่มาร่วมสร้างโมเมนต์แห่งความประทับใจภายในงาน

Beneunder พร้อมเติมเต็มชีวิตเอาท์ดอร์ของทุกคนให้สนุกและเป็นอิสระ ด้วยการพัฒนาเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับชีวิตกลางแจ้ง ให้สามารถใช้ได้ในทุกที่และทุกสถานการณ์  ไม่ว่าจะออกเดินทางไปทะเล ป่า เขา จะสวมใส่สำหรับการออกกำลังกาย หรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน  Beneunder ก็สามารถตอบโจทย์ทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนได้มีช่วงเวลาดี ๆ นอกบ้านอย่างไร้กังวล สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม รวมทั้งอัปเดตคอลเลกชันใหม่ ๆ ของ Beneunder ได้ที่ Instagram : beneunder_th และ beneunder_official

NIA เดินหน้าสร้างประเทศก้าวสู่ ‘ชาติแห่งนวัตกรรม’ เปิดรับสมัครผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568’

NIA เดินหน้าสร้างประเทศก้าวสู่ ‘ชาติแห่งนวัตกรรม’ เปิดรับสมัครผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568’

NIA เดินหน้าสร้างประเทศก้าวสู่ ‘ชาติแห่งนวัตกรรม’ เปิดรับสมัครผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568’

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชนหรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศเปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมการประกวด รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568″ หรือ National Innovation Awards 2025 เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไทยสู่เวทีระดับสากล ยกย่องเชิดชูผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นและมีคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมไทยในทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของการนำนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติถือเป็นรางวัลสูงสุดอันทรงเกียรติสูงสุดของวงการนวัตกรรมไทย ที่เริ่มมีการจัดขึ้นในปี 2548 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะโครงการแกล้งดินที่สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนได้จริง ซึ่งรางวัลนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแสดงออกถึงความสามารถของนวัตกรไทยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นนวัตกรรมที่เกิดผลจริงทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม

เวทีนี้เปิดโอกาสให้บุคคล องค์กร และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการคิดค้น พัฒนา หรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหา ต่อยอดโอกาส และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในบริบทของยุคนี้ ประกอบกับสถานการณ์การแข่งขันระดับโลกในปัจจุบัน การมีเวทีกลางที่สามารถค้นหาและขับเคลื่อนบุคคลหรือองค์กรที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมอย่างแท้จริงจึงถือเป็นภารกิจที่จำเป็นและเร่งด่วนยิ่ง ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” (Innovation Nation)

การประกวดในปี 2568 นี้ NIA เปิดรับผลงานนวัตกรรมจากหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยการประกวดแบ่งประเภทรางวัลออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านผู้สื่อสารนวัตกรรม และด้านองค์กรนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนถึงภาพรวมของการพัฒนานวัตกรรมในทุกมิติอย่างครบถ้วน

ผู้ชนะการประกวดจะได้รับ พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นรางวัลทรงเกียรติสูงสุดในแวดวงนวัตกรรมไทย ที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้สู่สาธารณชนในวงกว้าง รวมถึงโอกาสในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การอบรมเพิ่มศักยภาพ การจับคู่ธุรกิจ และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยโดยรวม”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติขอเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคม ร่วมส่งผลงานนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม  รวมถึงด้านการสื่อสารนวัตกรรม และด้านองค์กรนวัตกรรมเข้าประกวดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยสามารถสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://award.nia.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 080-070-2999 (คุณพัชรีนาถ)” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กล่าวเพิ่มเติม

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เขียนถึงเรื่องพระเขี้ยวแก้ว แห่งเมืองแคนดี ศรีลังกา มาหลายครั้งแล้ว วันนี้จึงไม่ลงรายละเอียดประวัติพระเขี้ยวแก้ว แต่จะมาชวนคุณที่สนใจไปกราบนมัสการและชมขบวนแห่พระเขี้ยวแก้ว ในงานเทศกาลประจำปี ที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนสิงหาคม 

ปีนี้งานเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้วจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 สิงหาคม โดยมีชื่อเทศกาลว่า สมโภชพระเขี้ยวแก้ว หรือ Kandy Esala Perahera โดยมีขบวนแห่พระเขี้ยวแก้วที่จัดแบบสุดอลังการ งดงาม วิจิตร เพราะใช้ช้างหลายเชือกเข้าร่วมขบวนแห่ โดยช้างจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตรตระการตา และในขบวนแห่งยังมีผู้คนที่ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมของแคนดีให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมจากศรีลังกาและจากหลายประเทศทั่วโลกที่ไปร่วมงานสำคัญนี้ 

ตามความเชื่อชาวแคนดี ศรีลังกา บอกต่อ ๆ กันว่าพระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ที่แคนดีมานานประมาณ 1,700 ปี จึงได้รับการยกย่องเคารพบูชาว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแคนดี และไม่อนุญาตให้ใครอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกนอกเมืองแคนดีอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ พระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่ในวัดทัลฒามัลลิกาวรวิหาร (Sri Dalada Maligawa Temple)

ขอเล่าให้ฟังว่าในวันแห่พระเขี้ยวแก้วนั้น จะมีช้างจำนวนนับร้อยเชือกเข้าร่วมพิธี โดยช้างทุกเชือกจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องให้งดงามราวช้างเนรมิต และยังมีการรำฟ้อนประกอบดนตรี คือการแสดงระบำพื้นเมืองที่สุดแสนวิจิตรทั้งท่าทางร่ายรำ และการแต่งกาย ซึ่งการแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ยังคงรักษารูปแบบของขบวนตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน โดยในขบวนแห่จะมีผู้ถือคบไฟเป็นพันอัน ทำให้แสงไฟจากคบไฟส่องสว่างงดงามแต่เคร่งขรึม แต่น่าศรัทธา และช่วยให้บรรยากาศดูแสนจะมีมนต์ขลังราวอยู่ในพิธีกรรมที่แสนศักดิ์สิทธิ์ 

ขอบอกว่าช้างสำคัญที่เข้าร่วมขบวนพิธีแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ มีหลายเชือกที่เป็นช้างไทย ถูกส่งไปจากไทยเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันดีและแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับศรีลังกาที่มีความสัมพันธ์ยาวนาน โดยสามารถสืบลึกลงไปถึงยุคสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรที่ชื่อว่าไทย 

พิธีแห่พระเขี้ยวแก้วเป็นพิธีทางศาสนาพุทธที่นับได้ว่ามีสีสันมากที่สุดพิธีหนึ่ง และยังแสดงให้เห็นถึงความสอดประสานกันระหว่างพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ไปร่วมงาน และยังแสดงถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างคน ช้าง และพิธีกรรม อันบ่งบอกถึงศรัทธาที่มวลมนุษย์และช้างที่มีต่อพระพุทธศาสนา

หากคุณสนใจร่วมทริปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้วในช่วงเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้ว โปรดติดต่อ 091 7233615 ด่วน รับสมาชิกเพียง 16 รายเท่านั้นครับ เดินทาง 2-5 สิงหาคม 2568  

by Mr. Flower

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ - อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุด เจ้าของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเทสลา บริษัทด้านอวกาศ ‘สเปซเอกซ์’ และแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ X ที่เคยเป็นเหมือนคู่คิดอยู่เคียงข้างกันมาตลอด กล้บต้องมาถึงจุดแตกหักกันแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทั้งคู่เปิดศึกกล่าวโจมตีกันไปมาแบบเปิดเผยให้โลกรับรู้

มหากาพย์การหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างทรัมป์ และมัสก์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา ได้ระเบิดขึ้นอย่างดุเดือด สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการการเมืองและธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางนโยบาย แต่คือการเผชิญหน้าของ 2 มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เป็นสนามรบ

มัสก์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของทรัมป์ เขาบริจาคกว่า 290 ล้านดอลลาร์เพื่อการหาเสียงปี 2024 มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย แต่ยังเคยเป็นที่ปรึกษาพิเศษของรัฐบาล ได้รับมอบอำนาจเต็มที่ในการผลักดัน ‘แผนปฏิรูปประสิทธิภาพรัฐบาล’ หรือ DOGE ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับขนาดและขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมัสก์ลาออกจากตำแหน่งพิเศษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อ Big, Beautiful Bill ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายในประเทศของทรัมป์

Big, Beautiful Bill เป็นร่างกฎหมายงบประมาณขนาดมหึมาของทรัมป์ ครอบคลุมเรื่องภาษี การลดค่าใช้จ่าย พลังงาน และประเด็นชายแดน เขาเรียกกฎหมายฉบับนี้อย่างเจ็บแสบว่าเป็น “ความน่ารังเกียจที่น่าขยะแขยง” (Disgusting abomination) พร้อมกับคาดการณ์ว่า ร่างฉบับนี้จะทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นภาระหนี้สินที่กดขี่ประชาชนอเมริกันอย่างไม่อาจแบกรับได้ ข้อความนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้นำรีพับลิกันอย่างมาก และมัสก์ยังตอกย้ำด้วยการกล่าวว่า “น่าละอายใจสำหรับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ คุณรู้ว่าคุณทำผิด คุณรู้ดี!” ขณะที่นักวิจารณ์บางรายเรียกร่างกฎหมายนี้ว่าเป็น Reverse Robin Hood Bill เนื่องจากมองว่าเป็นการย้ายทรัพยากรจากคนจนไปสู่คนรวย

ในช่วงแรก ทรัมป์พยายามจะไม่ตอบโต้มัสก์ และยืนยันว่าเขากับมัสก์ จากกันด้วยดี แต่ล่าสุด ทรัมป์ออกมาบอกว่าเขาผิดหวังในตัวมัสก์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มัสก์โจมตีร่างกฎหมายของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และยังแสดงความเชื่อว่ามัสก์ไม่พอใจกฎหมายฉบับนี้ เพราะยกเลิกเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของเทสลา ทรัมป์กล่าวหามัสก์ว่า มัสก์ไม่เคยมีปัญหากับร่างงบประมาณฉบับนี้ จนกระทั่งเขาออกจากรัฐบาลไป และบอกว่า นี่อาจจะเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างทั้งสองคน

จากนั้น มัสก์ก็กล่าวหาทรัมป์ต่อว่า เป็นพวกไม่สำนึกในบุญคุณ โดยบอกว่า หากไม่มีมัสก์ช่วยหาเสียง ทรัมป์ก็แพ้เลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งหากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว มัสก์ประกาศสนับสนุนทรัมป์ และช่วยทรัมป์หาเสียงแบบทุ่มสุดตัว พร้อมสนับสนุนเงินหาเสียงให้ทรัมป์อีก 290 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ก็ได้มอบตำแหน่งสำคัญให้กับมัสก์ แต่มัสก์ก็ตัดสินใจลาออกหลังจากทำงานให้ทรัมป์ได้ 129 วัน จากการโดนกระแสต่อต้านอย่างหนัก ที่ทำให้หุ้นและยอดขายของเทสลาตกต่ำ เพื่อกลับมาทำงานให้เทสลาอย่างเต็มที่อีกครั้ง และเริ่มออกมาวิจารณ์นโยบายของทรัมป์ จนกลายเป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ระเบิดลูกใหญ่ที่มัสก์ประกาศอย่างไร้หลักฐานคือ “โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในแฟ้มเอปสไตน์” และทรัมป์คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้บันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินและอาชญากรคดีเด็ก ที่ฆ่าตัวตายระหว่างถูกมคุมขังในเรือนจำเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ มัสก์ยังท้าทายด้วยว่า “ขอให้จำโพสต์นี้ไว้สำหรับอนาคต และความจริงจะปรากฏ!”

โดยไฟล์เอปสไตน์ (Epstein Files) คือเอกสารและหลักฐานที่รวบรวมโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เช่น FBI และ DOJ เกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินที่ถูกกล่าวหาว่าค้าประเวณีเด็กและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงกว่า 250 คนในช่วงหลายปี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยรู้จักกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 โดยปรากฏในบันทึกการบินของเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน 7 ครั้ง (2536-2540) ร่วมกับภรรยาและลูกสาว

สำหรับประเด็นที่ทรัมป์จะยุติเงินอุดหนุนและสัญญารัฐบาลของมัสก์ โดยเฉพาะการยกเลิกสัญญากับบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ มัสก์ก็ตอบกลับอย่างท้าทายว่า Go ahead, make my day และยังกล่าวว่าจะเริ่มปลดประจำการยาดราก้อนด้วย มัสก์ยังคงยกระดับการต่อสู้ด้านอำนาจ โดยโพสต์ข้อความที่บอกเป็นนัยว่า สส. ควรเลือกข้างให้ดี เพราะทรัมป์เหลือเวลาในตำแหน่งประธานาธิบดี 3 ปีครึ่ง แต่เขาจะอยู่ตรงนี้ไปอีกกว่า 40 ปี

สมรภูมิเดือดทางออนไลน์ระลอกนี้ทำให้หุ้นของเทสลาของมัสก์ร่วงหนัก สูญมูลค่าหุ้นไปประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ ปิดตลาดปรับตัวลดลงร้อยละ 14.3 ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทนี้ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

จนล่าสุด ทรัมป์บอกกับสื่อหลายสำนักว่า มัสก์น่าจะเสียสติไปแล้ว ตอนนี้คงยังไม่มีอะไรต้องคุยกัน แม้จะมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าเขามีแผนจะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับมัสก์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกว่า จะขายรถไฟฟ้าเทสลาที่มัสก์มอบให้เขาใช้งานในทำเนียบขาวด้วย

การแตกหักของทรัมป์และมัสก์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากมองลึกลงไปในแก่นแท้ทางอุดมการณ์ของทั้งสอง มัสก์เป็นนักอนุรักษนิยมที่เน้นการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและลดหนี้สาธารณะอย่างจริงจัง แต่ทรัมป์ แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะพูดถึงการลดค่าใช้จ่าย แต่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเป็นการจับคู่ที่ไม่น่าไว้ใจมาตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ สงครามบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ มัสก์ใช้ X ซึ่งมีผู้ใช้งานประมาณ 600 ล้านคน เป็นอาวุธในการโจมตี ขณะที่ทรัมป์ใช้ Truth Social ที่มีผู้ใช้งานเพียง 6.3 ล้านคน การที่มัสก์โพสต์ถี่กว่า ซึ่งบางครั้งมากกว่า 100 ครั้งต่อวัน ทำให้เขามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของเรื่องราวมากกว่า เขาถึงขนาดแคปหน้าจอโพสต์ของทรัมป์จาก Truth Social มาตอบโต้บน X  

การทะเลาะครั้งนี้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีเสียงข้างมากเพียงน้อยนิดในสภา มัสก์มีอิทธิพลอย่างมากในกลุ่มฐานเสียงของพรรค จาผลสำรวจปลายเดือน เม.ย. พบว่าร้อยละ 77 ของรีพับลิกันมีทัศนคติที่ดีต่อมัสก์ การที่ทั้ง 2 คนนี้มาขัดแย้งกันเอง ย่อมทำให้การผลักดันกฎหมายสำคัญของพรรคเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีประนีประนอมในบางช่วง โดยกล่าวว่าเขา “ชอบอีลอนเสมอ” และมัสก์เองก็ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้มีการคืนดี แต่ถ้อยคำที่บาดลึกและรุนแรงที่ทั้ง 2 ฝ่ายสาดใส่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึง “แฟ้มเอปสไตน์” และการท้าทายอำนาจโดยตรง ทำให้การคืนดีดูเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

Health News : อัตรา ‘สูบบุหรี่’ ในจีนลดลงเหลือ 23.2%

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนเผยแพร่รายงานผลสำรวจฉบับหนึ่งในงานกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก ครั้งที่ 38 ที่ตรงกับวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราการสูบบุหรี่ในหมู่ชาวจีนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ลดลงเหลือร้อยละ 23.2 ในปี 2024 ลดลง 0.9 จุดเมื่อเทียบกับปี 2022

ผลสำรวจเผยว่าร้อยละ 63.9 ของผู้ตอบแบบสอบถามได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมการใช้ยาสูบภายใน 30 วันที่ผ่านมา สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกของโครงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ที่แพร่หลายทั่วจีน ขณะอัตราการเลิกบุหรี่ในกลุ่มคนอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.6 ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดจากปี 2022

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่าประชาชนมีความตระหนักด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง โดยอัตราการสัมผัสควันบุหรี่มือสองลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากแรงสนับสนุนของสังคมในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่

อนึ่ง การสำรวจดังกล่าวเก็บข้อมูลจาก 31 ภูมิภาคระดับมณฑลทั่วจีน และรวบรวมแบบสอบถามที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 199,684 รายการ

บิ๊กซี เปิดโครงการ “รักนี้คุมได้”

บิ๊กซี เปิดโครงการ “รักนี้คุมได้”

บิ๊กซี เปิดโครงการ “รักนี้คุมได้”

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กก.รอง ผจญ.อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดโครงการ “รักนี้คุมได้” พร้อมรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก ปภาวี ไชยรักษ์ นักวิชาการสาธารณสุขฯ หน.กลุ่มพัฒนาประชากร สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและความรู้ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เพรียว(PURE) ร้านขายยาชั้นนำภายใต้ บมจ.บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์และสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ฯ ได้รับการสนับสนุนจาก บจ.ไบเออร์ไทย  เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พนักงานอย่างยั่งยืน ณ ห้อง Grand Step C ชั้น 6 อาคาร Big C House

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวมุสลิมนับล้าน เริ่มประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมนับล้านๆ คนจากทั่วโลก ทยอยเดินทางถึงนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีนี้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยจะกินเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด อุณหภูมิในบางวันแตะ 40 องศาเซลเซียส

การประกอบพิธีฮัจญ์ในแต่ละปี มีผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมพิธีประมาณ 1.5 ล้านคน รวมถึงชาวมุสลิมจากประเทศไทย ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 2-3 แสนบาท แม้จะเป็นค่าใช่จ่ายที่สูงในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่พิธีฮัจญ์ถือเป็น 1 ใน 5 หลักปฏิบัติทางศาสนกิจของชาวมุสลิม ที่กำหนดให้ต้องประกอบพิธีหากมีกำลังทรัพย์และความพร้อมทางกายที่เอื้ออำนวย