ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ฟันผุ เริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หนึ่งในคำถามที่หมอณันได้ยินจากผู้ปกครองบ่อยที่สุดคือ “ฟันน้ำนม เดี๋ยวก็หลุด ไม่จำเป็นต้องดูแลมากก็ได้ใช่ไหมคะ”

คำถามนี้ฟังดูธรรมดา แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาฟันผุในเด็กจำนวนไม่น้อย และเป็นเหตุผลที่วันนี้หมอณันเลือกหยิบเรื่อง ฟันน้ำนม มาเล่าเป็นเรื่องแรกๆ ในคอลัมน์นี้ เพราะปัญหาฟันของผู้ใหญ่จำนวนมาก มักมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก โดยที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองไม่รู้ตัว

ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมไม่ได้เป็นแค่ฟันชั่วคราว แต่มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปากและพัฒนาการของเด็ก

มากกว่าที่หลายคนคิด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ปัญหาที่เริ่มจากฟันน้ำนม อาจส่งผลต่อสุขภาพช่องปากของเด็กในระยะยาวได้

ฟันน้ำนม สำคัญอย่างไร

ฟันน้ำนมไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยให้เด็กเคี้ยวอาหาร แต่ยังมีบทบาทต่อการพูด การเจริญเติบโตของขากรรไกร

และเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของฟันแท้ในอนาคต เมื่อฟันน้ำนมผุ เป็นรู หรือสูญเสียก่อนเวลา เด็กอาจมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร เกิดอาการเจ็บปวด รับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่สามารถรับสารอาหารที่เหมาะสมตามวัยได้เต็มที่ บางรายอาจขาดเรียน และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงอาจส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่งในอนาคต และทำให้การรักษาซับซ้อนมากขึ้น

ฟันผุในเด็ก เกิดจากอะไร

ฟันผุเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ร่วมกับน้ำตาลในอาหาร เด็กเล็กที่ได้รับนมหวาน น้ำหวาน หรือขนมที่มีน้ำตาลเป็นอาหารว่างบ่อยครั้ง ขณะเดียวกันยังทำความสะอาดฟันได้ไม่ดีพอ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย ที่สำคัญ ฟันผุในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ เด็กอาจไม่บ่นปวด ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่ามีปัญหา จนกระทั่งฟันผุลุกลามและต้องรักษามากขึ้น

ฟันผุไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเดียว

เด็กที่มีฟันผุตั้งแต่อายุน้อย มักมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุในฟันแท้สูงขึ้น หากไม่มีการปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การป้องกันฟันผุ จึงควรเริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม และเป็นความร่วมมือของทั้งเด็กและผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้ปกครอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแล สอน และสร้างพฤติกรรมที่ถูกต้อง ในช่วงวัยที่เด็กยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่

ดูแลฟันน้ำนมอย่างไรให้ห่างไกลฟันผุ

เริ่มทำความสะอาดฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมตามวัย เลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์  พาเด็กไปตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ  การดูแลเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพช่องปากในระยะยาว

ฟันดี เริ่มตั้งแต่วันแรก

ฟันผุไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นผลสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การเริ่มต้นดูแลฟันตั้งแต่ฟันน้ำนม จึงเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ผู้ปกครองมอบให้ลูกได้ เพราะฟันที่แข็งแรงในวันนี้ คือรอยยิ้มที่มั่นใจในวันข้างหน้า

เรียบเรียงโดย หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงเปิดงาน ‘สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28’

9 กันยายน 2569 เวลา 16:34 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28” โดยมีวัตถุประสงค์หลักการจัดงานเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ผลงาน ของทหารทุพพลภาพสมาชิกสายใจไทยและครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงเป็นประธานเปิดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ ๒๘” โดยได้รับเกียรติจากนักร้องกิตติมศักดิ์ รัดเกล้า อามารดิษ ขับร้องเพลงอันไพเราะบทเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อเพลง “รัก” หน้าพระที่นั่ง ต่อด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยประกอบการแสดง ชุด “ใต้ร่มฉัตรรัตนโกสินทร์ 2569” และการแสดงแบบเสื้อด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายฝีมือการออกแบบลวดลายของสมาชิกสายใจไทยที่มีความงดงามกว่า 8 ลาย ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แสดงแบบกิติมศักดิ์ กว่า 50 ท่านให้การสนับสนุนพร้อมด้วยการแสดงแบบเสื้อชุดพิเศษจากนักแสดงสาวแสนสวยมากด้วยคุณภาพ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ควบคุมการแสดงโดย ต้อ มารุต สาโรวาท และพิธีกรชื่อดัง นีโน่ เมทนี บุรณศิริ รับหน้าที่ดำเนินรายการหน้าพระที่นั่งตลอดงาน

ภายในงานมีสินค้ามากมายวางจำหน่าย เช่น งานทำลวดลายบนแก้ว แก้วรูปทรงต่างๆ เช่น แก้วน้ำ แก้วไวน์ แจกัน ฯลฯ แกะสลักลายที่ต้องการด้วยมีดคัตเตอร์แล้วพ่นทรายเพื่อให้เกิดลายที่ชัดเจนบนเนื้อแก้ว การติด Decal หรือรูปลอกน้ำ, งานเครื่องหนัง เป็นผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยหนังแท้ หนังเทียม หนังประกอบผ้า ฯลฯ เช่น กระเป๋าถือสุภาพสตรีหลากหลายรูปแบบ หมวก ที่ใส่ปากกา เป็นต้น งานพู่กันระบายสี (ชิ้นงานไม้ / ชิ้นงานกระเบื้อง) เป็นการทำลวดลายบนไม้และกระเบื้องหลากหลายรูปแบบ เช่น พานไม้มะม่วงลายพวงมาลัย แจกันลายผ้าไทย ตลับไม้ ตลับกระเบื้อง เชิงเทียน แจกัน หรือชุดกาแฟ ลายต่างๆ เป็นต้น งานผลิตภัณฑ์ผ้า ผ้าไหมพิมพ์ลาย เนคไท ผ้าเช็ดมือและผ้าพันคอที่มีลวดลายให้เลือกมากมาย รวมถึงการ ตัดเย็บเสื้อในแบบใหม่และกระเป๋าผ้าทรงต่างๆ

ผลิตภัณฑ์สายใจไทย ในปี 2569 มีสินค้าดังนี้ กระเป๋าหนังแท้ ฝีมือประณีตแบบใหม่ๆ งานวาดกระเบื้อง ลาย 8 เซียน งานพู่กันระบายสี ชุดชา ชุดกาแฟ แก้วมัค และแจกันทรงต่างๆ กระเป๋าหลากหลายรูปทรงและลวดลายหลากสี ชุดของขวัญของฝาก เช่น โคมไฟ เสื้อมูมู่ ชุดเครื่องแก้ว ผ้าไหมพิมพ์ลาย ฯลฯ นอกจากรายการสินค้าที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีร้าน “ครัวสายใจไทย” ที่ชาวสายใจไทยภูมิใจเสนอนำมาจำหน่ายภายในงานเหมือนเช่นเค อีกทั้ง จะมีการแสดงดนตรีจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาร่วมบรรเลงเพลงเพราะๆ ให้ได้รับฟังทุกวันตลอดการจัดงาน

ราชบัณฑิตยสภา ร่วมรำลึก 50 ปี ‘พระองค์วรรณฯ’ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์

9 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

ราชบัณฑิตยสภา จัดการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” และงาน “งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน  2569 ณ ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร รับมอบโล่เทิดพระเกียรติน้อมรำลึกถึง “พระองค์วรรณ” จากนายกราชบัณฑิตยสภา

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล พร้อมด้วยทายาทราชสกุล “วรวรรณ” นำโดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร-จิตริก เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ ร่วมด้วย ม.ร.ว.ภาวรี และลูกๆ แจ่มจรัส-ทิมทอง สุชีวะ และ ม.ล.ฤดีชนก โพธิทัต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า “พระปรีชาสามารถของพระองค์มิได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การต่างประเทศ และความรู้สมัยใหม่เข้าด้วยกัน ทรงแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทยกับความเป็นสากลมิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตรงกันข้าม ประเทศไทยสามารถอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม ก็เมื่อเราเข้าใจรากเหง้าของตนเอง และในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ประชาคมโลกด้วย”

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ
เศรษฐบุตร ธิดา “พระองค์วรรณ”

“งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” จัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ประกอบด้วยการบรรยายและเสวนา ช่วงเช้าเริ่มด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก” และต่อด้วยการเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” โดย รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ อดีตคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงการวิทยาลัย เป็นวิทยากร และ ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

ศ.ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์  ราชบัณฑิต, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ศ.ดร. ทพญ.วรานันท์ บัวจีบ  ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน

ในช่วงบ่ายมีการเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” ต่อเนื่องจากวันแรก โดยนำเสนอในภาคที่ 5 เรื่อง “ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต” โดย ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นผู้เสนอหลัก  ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ เป็นประธานและผู้วิจารณ์ และภาคที่ 6 เรื่อง “อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัฒน์” โดย ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต เป็นผู้เสนอหลัก  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต เป็นประธานและผู้วิจารณ์

ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ, ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, จินตนา – กษิต ภิรมย์ และดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง พระองค์วรรณฯ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก”

ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล, รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ ในการเสวนาเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระองค์วรรณฯ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ  วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะทายาทดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้มาร่วมประชุมวิชาการและรำลึกถึงท่านพ่อในวันสำคัญนี้  ด้วยความมุ่งมั่นเอาพระทัยใส่ในการทรงงานที่ได้รับตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก แม้จะไปทรงงานด้านอื่น แต่ท่านก็กลับมาทรงงานที่ราชบัณฑิตสภาตราบจนวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อคราวครบรอบวันประสูติ 125 ปี ราชบัณฑิตยสภาถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” นับเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยเกียรติสูงสุด และในวันนี้ราชบัณฑิตยสภายังได้จัดงานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ มีการบรรยายและเสวนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและบัญญัติศัพท์ เป็นการเผยแพร่ผลงานและสืบสานมรดกทางวิชาการให้แก่คนรุ่นใหม่ ตามพระปณิธานของท่านพ่อในการอนุรักษ์ภาษาไทยคือ “รักโดยชอบ รักโดยใช้ รักโดยชู”

ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต และ  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต

ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต มอบหนังสือเรื่อง “การรับคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาไทย” แก่ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ หรือ ISC ฉลอง 135 ปี พระองค์วรรณฯ ชวนอ่าน ‘พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย’

9 กันยายน 2569 เวลา 16:13 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 135 ปี วันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ( International Studies Center : ISC) จัดงาน เปิดตัวหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” เขียนโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ พร้อมจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “พระองค์วรรณฯ” กับการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ถ.ศรีอยุธยา

ดร.เตช บุนนาค เลขาธิกาสภากาชาดไทย, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดากรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และ อดีต ออท.จิตริก เศรษฐบุตร

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร มอบของที่ระลึกให้แก่ ดร.วิรัช ศรีพงษ์  ผู้เขียนหนังสือ“พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย”

อดีต ออท. ณ กรุงโรม ประดาป พิบูลสงคราม ปธ.มูลนิธิ John F.Kennedy แห่งประเทศไทย รับหนังสือ“พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” จาก ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

การเสวนาวิชาการเรื่อง “พระองค์วรรณฯ” กับการต่างประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ “พระองค์วรรณฯในความทรงจำ” โดย ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC และหัวข้อ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” ร่วมเสวนาโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ, รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยอาวุโส ISC

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร- เอกอัครราชทูต จิตริก เศรษฐบุตร

 ธีรกุล นิยม ปธ.ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ, อาสา สารสิน, ดร.เตช บุนนาค และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ดร.เตช บุนนาค และ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC ร่วมเสวนาเรื่อง “พระองค์วรรณฯในความทรงจำ”

ภายในงานได้รับเกียรติจาก สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ,  ธีรกุล นิยม ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อาสา สารสิน อดีตราชเลขาธิการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยทายาทราชสกุล “วรวรรณ” นำโดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร- เอกอัครราชทูต จิตริก เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิง รวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, ม.ร.ว. ทัชวรรณ สายเชื้อ, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ตลอดจนนักการทูต นักวิชาการ และประชาชนผู้สนใจร่วมงานจำนวนมาก

ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ,รศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกุล,ดร.วิรัช ศรีพงษ์   และ รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ร่วมเสวนา

ดร.ศรีภูมิ ศุขเนตร และ อดีต ออท.จิตริก เศรษฐบุตร

 ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้มาจากวิทยานิพนธ์เรื่อง “การทูตของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ค.ศ. 1917-1969 : การปรับตัวและการประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและการเมืองภายในของประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยได้แรงบันดาลใจเมื่อครั้งตนเองได้ไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย Sciences Po Paris ปี 2565 ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับที่พระองค์วรรณฯ ทรงสำเร็จการศึกษา อีกทั้งพระองค์ท่านเป็นนักการทูตที่มีพระปรีชาสามารถ ทำให้อยากรู้ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่คนคนหนึ่งจะทำงานร่วมกับหลายๆ รัฐบาลในหลายๆ ยุค โดยเฉพาะวิธีการทำงาน การบริหารการประชุมระหว่างประเทศเพราะท่านเป็นทั้งนักทูตทวิภาคี เป็นนักการทูตที่เก่งเรื่องกฎหมาย และอีกหลายๆ ด้าน จึงสนใจที่จะค้นคว้าพระประวัติด้านการทรงงานของพระองค์ท่าน

รวมอดีต ออท.ของบัวแก้ว ธัชชยุติ ภักดี,ดร.พรชัย ด่านวิวัฒน์ , ไกรรวี ศิริกุล, ประวิตร – ศิริพร ชัยมงคล, กษิต-จินตนา ภิรมย์, เมธา พร้อมเทพ, อัจฉรา เสริบุตร และ นพปฎล คุณวิบูลย์

ท่านผู้หญิง รวิจิตร์ สุวรรณบุปผา,กมลรัตน์ บุญหลง ,จิตริก เศรษฐบุตร-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, สุมิดา พันธุ์กระวี และ ม.ร.ว.ศิริมา ชมสุรินทร์

านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร กับ อรสา-วิทยา เวชชาชีวะ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

“ในฐานะนักการทูต เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าพระประวัติการทรงงานทำให้ประทับใจในความเป็นกลางของพระองค์ท่าน ความใจเย็น การรับฟังรอบด้าน การมองไปข้างหน้า การให้โอกาสคน สำหรับผูที่อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างน้อยจะได้รับรู้วิธีการทูตของท่าน ชีวิตทางการทูตที่อาจกล่าวได้ว่ารอบด้านที่สุด และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจไปศึกษาต่อยอดได้ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เพราะคุณูปการของพระองค์ท่านรอบด้านจริงๆ สำหรับตนเองก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวในการทรงงานของพระองค์วรรณฯ ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าต่อไป”

ทั้งนี้ผู้สนใจหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” เขียนโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  ซึ่งถือเป็นหนังสือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การทูตไทย สามารถอ่านและดาวน์โหลดได้ที่ https://isc.mfa.go.th/en/content/พระองค์วรรณฯ-กับการต่างประเทศไทย-วิรัช-ศรีพงษ์

ดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026 ปั้นเยาวชน-ครูทั่วประเทศสู่นวัตกรดิจิทัลรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตด้วย Coding และ AI

9 กันยายน 2569 เวลา 15:54 น.

กระทรวงดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน Coding และ AI สำหรับเยาวชนไทยจากทั่วประเทศ เผยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน ผ่านการเรียนและทดสอบความรู้จนได้ตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีมร่วมกิจกรรมการแข่งขันระดับภูมิภาค ก่อนคัดเลือก 210 ทีมเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผลงานในระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมบนเวที National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศ รับ 112 รางวัล พร้อมทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทยในการนำ Coding และ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรม และประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในสังคม

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานงานแถลงความสำเร็จและมอบรางวัลแก่เยาวชนและทีมผู้ชนะการแข่งขัน National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ กิจกรรมการแข่งขันภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยภายในงานมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า และผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เครือข่ายพันธมิตร ครู และนักเรียน เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ดร.ศุภกร กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเยาวชนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบัน Coding และ AI ไม่ได้เป็นเพียงทักษะเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน การประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยความสำเร็จของโครงการ Coding Thailand 2026 ไม่ได้วัดจากจำนวนผลงานหรือรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การตั้งโจทย์ การออกแบบแนวทางแก้ไข การเลือกประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาและนำเสนอผลงาน ซึ่งสามารถช่วยยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยี และทักษะสำคัญอื่น ๆ สำหรับโลกการทำงานในอนาคต

“ดีป้า ต้องการให้เยาวชนไทยมอง Coding และ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์โอกาสและคุณค่า ไม่ใช่เพียงการเขียนโปรแกรมหรือการใช้งานเทคโนโลยี แต่สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นนวัตกรรม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ พร้อมกันนี้ยังต้องการให้เยาวชนไทยเติบโตไปเป็นกำลังคนที่มีทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มีนักเรียน-ครูสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 1,500 ทีม จาก 800 สถานศึกษา สมัครเข้าแข่งขันและได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และต่อยอดผลงาน ตั้งแต่การเรียนรู้พื้นฐานด้าน Coding และ AI ผ่านหลักสูตรออนไลน์ CodingThailand.co กว่า 30 หลักสูตร ก่อนเข้าสู่กิจกรรม Regional Coding & AI Competition เพื่อคัดเลือกตัวแทนระดับภูมิภาคใน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา และภูเก็ต โดยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีม ซึ่งได้ผ่านเวิร์คช็อปเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมพัฒนาผลงานต้นแบบ จากนั้นคัดเลือก 210 ทีมจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กิจกรรม Coding & AI Incubation และ Coding & AI Mentoring เพื่อพัฒนาศักยภาพและผลงานอย่างเข้มข้น พร้อมรับคำแนะนำจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม

สำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 210 ทีม จาก 167 สถานศึกษา 59 จังหวัด ได้นำความรู้ด้าน Coding, AI, AIoT และ Robotics รวมถึงทักษะด้านธุรกิจและ Soft Skills มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมดิจิทัล ภายใต้กรอบแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ Smart Industry, Green Innovation, Health & Well-Being และ Creative Economy เพื่อนำมาประชันกันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในกิจกรรม National Coding & AI Competition โดยมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 112 รางวัล ประกอบด้วย


• Best of the Best จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
• Platinum Prize จำนวน 15 รางวัล ได้แก่
ระดับประถมศึกษา
– ทีม Coding SF ST จากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา
– ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
– ทีม alpha avenger จากโรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– ทีม IAB Al-Khwarizmi จากโรงเรียนอิบนูอัฟฟานบูรณวิทย์ จังหวัดปัตตานี
– ทีม ส้มสายน้ำผึ้งฝาง จากโรงเรียนวัดนันทาราม จังหวัดเชียงใหม่
ระดับมัธยมศึกษา
– ทีม AKAT NEXUS จากโรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา จังหวัดสกลนคร
– ทีม iHaveOngOr จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม dsdekerror จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพฯ
– ทีม อดีตคือบทเรียน จากโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ กรุงเทพฯ
– ทีม JaJyJu จากโรงเรียนโฮลี่เมรี่อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ระดับอาชีวศึกษา
– ทีม ANT_TC67 จากวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
– ทีม AirStep จากวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม Hello world จากวิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
– ทีม ทีมห์ จากสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ
– ทีม WIC.AI_Gen จากวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับรางวัล Gold Prize, Silver Prize , Bronze Prize รวม 90 รางวัล รวมถึงPopular Vote และรางวัลพิเศษ รวม 6 รางวัล ครอบคลุมเยาวชนทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในการแข่งขัน National Coding & AI Competition จะได้รับทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดย AIS ACADEMY ร่วมสนับสนุนหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมทุนสนับสนุนให้กับทีมที่คว้ารางวัล Best of the Best รางวัลระดับ Platinum รวมถึงรางวัลพิเศษ MCC Hall เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ สถานที่จัดงาน พร้อมสนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับการแข่งขัน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนคูปองการเรียนรู้ ‘Leadership, Communication & Mindset in AI Projects’ จาก TRUE DIGITAL ACADEMY เอไอเอ ประเทศไทย สนับสนุนงบประมาณให้กับโรงเรียนในโครงการอย่างต่อเนื่อง และ Ericsson Thailand ร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมด้วยเครือข่ายภาคเอกชนและภาคการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Arduino, Floino, Nowawise, Exdream, Intel, Meta, Microsoft, Pumpkin, SCB Academy และ Xtool ที่ร่วมสนับสนุนโครงการด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ การส่งเสริมทักษะและความรู้ด้าน Coding และ AI แก่เยาวชนและสร้างกำลังคนดิจิทัล เพื่อเป็นกําลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับประเทศ National Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับโอกาสต่อยอดสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สาขาวิศวกรรมไอโอทีและสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ,คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา ฯลฯ ได้ให้การยอมรับเวทีการแข่งขันระดับประเทศของโครงการ Coding Thailand 2026 ในฐานะเวที การันตีความสามารถของเยาวชนในระดับประเทศ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เป็นไปตามคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันการศึกษากำหนด

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของเยาวชนด้าน Coding และ AI สู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา ต่อยอดการพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของประเทศ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ได้ที่ Facebook Page: depa Thailand และ CodingThailand by depa

รพ.พระรามเก้า ร่วม HMA 2026 Hospital Tour เปิดบ้านแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลระดับภูมิภาค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเจ้าภาพ จัดกิจกรรม Hospital Tour ภายใต้งาน Hospital Management Asia 2026 (HMA 2026) เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Singapore General Hospital (SGH) และผู้เข้าร่วม HMA 2026 จากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการบริหารโรงพยาบาล การออกแบบบริการ ประสบการณ์ผู้ป่วย และเทคโนโลยี พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่จริง

Hospital Management Asia (HMA) เป็นเวทีด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เชื่อมโยงผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วเอเชีย โดย HMA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “25 Years of Impact: Leading Change that Delivers” พร้อมกิจกรรม Hospital Tour ก่อนและหลังการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์จริง

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วม Hospital Tour พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงพยาบาลพระรามเก้า นำโดย

      นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายพัฒนาธุรกิจและสำนักงานแผนยุทธศาสตร์,นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้อำนวยการ สายการแพทย์, ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายคุณภาพ และคุณขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายบัญชีและการเงิน ได้ร่วมถ่ายทอดภาพรวมการดำเนินงาน ทิศทางการพัฒนาองค์กร ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการแพทย์ ระบบบริการ คุณภาพ และเทคโนโลยี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยน คือ PR9 Patient Experience Model ซึ่งนำแนวคิด Design Thinking มาพัฒนาเป็น Service Blueprint  โดยเริ่มนำร่องที่ศูนย์ Check Up ก่อนต่อยอดสู่ Smart Check-up และ Smart Hospital ภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ Decentralized, Personalized และ Seamless เพื่อเชื่อมการดูแลตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างรับบริการ ไปจนถึงการติดตามหลังการรักษา สะท้อนแนวคิดที่มอง Patient Experience เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการดูแล ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ด้านบริการ

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพระรามเก้ายังได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาองค์กรภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Global Standard, World-class Hospitality, Efficiency with Collaboration และ Digital Transformation  พร้อมนำเสนอศักยภาพของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ผ่าน 3 สถาบันทางการแพทย์และ 29 ศูนย์การแพทย์ ตลอดจนประสบการณ์การพัฒนาโรงพยาบาลสู่ Smart Hospital ระบบดูแลผู้ป่วยตลอดเส้นทางการรักษา (Smart Patient Journey) การพัฒนาบริการสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ (International Patient Services) และโครงการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant Program) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแล    ที่เชื่อมต่อและเหมาะสมกับความต้องการในแต่ละด้าน

นอกจากการแลกเปลี่ยนในห้องประชุม คณะผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชม Check-up Center ซึ่งนำ Service Design และระบบดิจิทัลมาใช้ ตั้งแต่ระบบบริหารการตรวจ ระบบคิวอัตโนมัติ ไปจนถึง Personal Health Record (PHR) เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้กระดาษ และลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ รวมถึงเยี่ยมชมสถาบันรักษาความปวดและสร้างเสริมความเข้มแข็ง (Fix & Fit) ที่ให้บริการด้านการดูแลรักษาอาการปวดเรื้อรังที่พบบ่อยในแต่ละช่วงอายุของคนยุคปัจจุบัน ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟู

การเข้าร่วม HMA 2026 Hospital Tour ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลในภูมิภาค พร้อมนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้รับมาต่อยอดการพัฒนาระบบบริการและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป ปั้น ‘The Secret Gems’ เรียลลิตี้เครื่องประดับ แซ่บไม่แพ้รายการอาหาร

9 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการคอนเทนต์ไทย ด้วยการผลิตรายการ “The Secret Gems เฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย” รายการเรียลลิตี้ในรูปแบบการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “เปิดประกายคุณค่าที่ซ่อนอยู่ สู่เวทีโลก” มุ่งพัฒนาศักยภาพนักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย เพื่อก้าวสู่ตลาดโลก

กิติกร เพ็ญโรจน์

นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า รายการ The Secret Gems เฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย เกิดจากความตั้งใจที่จะทำให้จิวเวลรี่เป็นเรื่องที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามหรือความหรูหรา แต่เต็มไปด้วยเรื่องของไอเดีย ดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสในการสร้างธุรกิจ เราจึงอยากให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า จิวเวลรี่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้เข้ามาโชว์ศักยภาพ ทั้งในฐานะนักออกแบบ ช่างฝีมือ หรือผู้ประกอบการ และสามารถนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาดให้กับธุรกิจไทย

สำหรับการผลิตรายการ เฮลิโคเนียได้นำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ Reality Competition โดยเฉพาะรายการอาหารที่สร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้ชม มาต่อยอดสู่โลกของแฟชั่นและจิวเวลรี่ เพื่อให้ “The Secret Gems” แตกต่างจากการนำเสนอเรื่อง  อัญมณีและเครื่องประดับในรูปแบบเดิม ๆ ที่อาจดูเฉพาะกลุ่มหรือเป็นสารคดีเชิงความรู้ แต่ครั้งนี้เฮลิโคเนียตั้งใจเติม “ความแซ่บ” และความเข้มข้นแบบเรียลลิตี้ลงไป ให้เรื่องจิวเวลรี่กลายเป็นคอนเทนต์ที่สนุก ลุ้น มีสีสัน มีการแข่งขัน และมีเซอร์ไพรส์ พร้อมถ่ายทอดทั้งความสามารถ คาแรกเตอร์ และมุมคิดของผู้เข้าแข่งขัน ให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปกับทุกโจทย์ ทุกการตัดสินใจ และทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน

การแข่งขันจะเข้มข้นตั้งแต่ Main Challenge โจทย์สร้างสรรค์ประจำสัปดาห์ ไปจนถึง Mini Challenge ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้เข้าสู่ “Secret Room” เพื่อเลือกอัญมณีและวัสดุที่ต้องการก่อนคู่แข่ง เพิ่มความได้เปรียบและสร้างสีสันให้กับเกมการแข่งขัน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องฝีมือ แต่ต้องใช้ทั้งไอเดีย การวางแผน การแก้เกม และการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน โดยผู้ที่สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลงานที่มีโอกาสไปต่อในตลาดระดับสากล จะเป็นผู้คว้าตำแหน่งสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย ร่วมเฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยในรายการเรียลลิตี้ “The Secret Gems” ไปพร้อมกัน เริ่มออกอากาศวันที่ 20 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เวลา 17.00–18.00 น. ทางช่อง 7HD จำนวน 8 ตอน ผลิตโดยบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป

Miss International Queen® 2026 เปิดฉากฉลอง 20 ปี ต้อนรับ 27 สาวทรานส์จากทั่วโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

การเดินทางครั้งใหม่ของเวทีแห่งความเท่าเทียมระดับโลกเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ Miss International Queen® 2026 เปิดฉากเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี       พร้อมต้อนรับผู้เข้าประกวดสาวทรานส์เจนเดอร์จาก 27 ประเทศทั่วโลกเปิดโอกาสให้สู่ประเทศไทยในงาน THE WELCOME AND SASH CEREMONY ณ SCBX NEXT TECH ชั้น สยามพารากอน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น สีสัน และมิตรภาพจากตัวแทนสาวงามที่เดินทางมาพร้อมเรื่องราว ความฝัน และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

การประกวดในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice”  สะท้อนพัฒนาการตลอดกว่า 2 ทศวรรษของ Miss International Queen จากเวทีที่เริ่มต้นด้วยการสร้างพื้นที่แห่งการมองเห็นและการยอมรับให้กับผู้หญิงทรานส์ สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงความสามารถ ถ่ายทอดเรื่องราว และใช้เสียงของตนเองขับเคลื่อนประเด็นที่มีความหมายต่อสังคม

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss Tiffany’s Universe และ Miss International Queen กล่าวว่า “ตลอดเวลากว่า 20 ปี Miss International Queen เติบโต     และพัฒนาไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จากจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงทรานส์     ได้แสดงตัวตนและได้รับการยอมรับ วันนี้เราต้องการเปิดพื้นที่ให้พวกเธอได้รับการมองเห็นในมิติที่กว้างและลึกยิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสามารถ ความคิด ศักยภาพ และคุณค่าที่แต่ละคนสามารถสร้างให้แก่สังคม แนวคิด ‘The Evolving Legacy: Empower Every Voice’ จึงเป็นการต่อยอดคุณค่าที่เรายึดมั่นมาตลอดให้สอดคล้องกับโลกในวันนี้ บนความเชื่อที่ว่าทุกคนล้วนมีเสียงที่ควรได้รับการรับฟัง  ในโอกาสนี้  Miss International Queen ยังมุ่งส่งต่อพลังแห่ง Thailand Pride สู่สายตาชาวโลก พร้อมสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางแห่ง Pride ระดับโลก ประเทศที่เปิดกว้าง ให้คุณค่ากับความแตกต่าง และพร้อมเป็นพื้นที่ที่ทุกตัวตนสามารถแสดงศักยภาพและเปล่งประกายได้อย่างภาคภูมิ”

ปัจจุบัน Miss International Queen® Organization เดินหน้าขยายเครือข่าย National Licensees  อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมประเทศไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และประเทศอื่น ๆ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรในแต่ละประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดเรื่องราว และมีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคมภายใต้บริบทของแต่ละพื้นที่

วิทย์ ศิริเวชกุล

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมต้อนรับผู้เข้าประกวด  โดย ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมต้อนรับผู้เข้าประกวดจาก 27 ประเทศสู่ประเทศไทย พร้อมชวนสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทย ผ่านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์การท่องเที่ยวตลอดเส้นทางการแข่งขัน

“ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่ประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประกวด Miss International Queen 2026 ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนงาน เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียม การยอมรับ และความมั่นใจในการเป็นตัวตนที่แท้จริงของทุกคน เราหวังว่าผู้เข้าประกวดและผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะได้สัมผัสไมตรีจิตของคนไทย เอกลักษณ์ความเป็นไทย และประสบการณ์อันน่าประทับใจที่สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand สำหรับผู้เข้าประกวดทุกท่าน ผมขออวยพรให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ ๆ และความทรงจำอันงดงามจากประเทศไทย” ชูวิทย์  กล่าว

Midori Monét

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของงาน คือการต้อนรับ Midori Monét จากสหรัฐอเมริกา ผู้ครองตำแหน่ง Miss International Queen 2025 กลับสู่เวทีอีกครั้งพร้อมมอบสายสะพายให้แก่ผู้เข้าประกวดทั้ง 27 คน อย่างเป็นทางการ ก่อนเตรียมส่งต่อมงกุฎและบทบาทของ Miss International Queen ให้กับผู้ครองตำแหน่งคนใหม่ในปีนี้ Midori Monét กล่าวว่า “หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้ว่า การเป็น Miss International Queen มีความหมายมากกว่าการได้รับมงกุฎ เพราะเป็นโอกาสให้ได้แบ่งปันเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ พร้อมสร้างกำลังใจให้กับผู้คน สำหรับผู้เข้าประกวดทั้ง 27 คนในปีนี้ อยากให้ทุกคนใช้โอกาสที่ได้รับสร้างเส้นทางในแบบของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวตน และใช้เสียงของตัวเองเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่เชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากส่งต่อให้กับ Miss International Queen คนต่อไป”

The Reborn Crown สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและการส่งต่อ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ The Reborn Crown ผลงานการออกแบบโดย God Diamonds ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ผีเสื้อ” สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและอิสรภาพ โดยเพชรบนมงกุฎสื่อถึงความแข็งแกร่งและพลังจากภายใน ขณะที่ไข่มุกสะท้อนถึงปัญญา ความสง่างาม และคุณค่าที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต

The Reborn Crown จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของผู้ชนะ แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของ Miss International Queen ที่ถูกส่งต่อจากผู้ครองตำแหน่งรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยผู้ครองมงกุฎคนต่อไปจะเป็นผู้สานต่อบทบาทดังกล่าวผ่านเส้นทางและเรื่องราวในแบบของตัวเอง

หลังจาก The Welcome Ceremony ผู้เข้าประกวดทั้ง 27 ประเทศจะร่วมกิจกรรม The Journey of an Evolving Legacy ตลอดเดือนกันยายน เพื่อสัมผัสประเทศไทยผ่านศิลปะ วัฒนธรรม แฟชั่น หัตถศิลป์ และการเดินทาง รวมถึงร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมและสังคม โดยรอบตัดสินจะมีขึ้นวันที่ 19 กันยายน – The Crowning Finale ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา

ร่วมชมการถ่ายทอดสดและติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของ Miss International Queen 2026 ตลอดเดือนกันยายนได้ที่ Live Streams YouTube: https://www.youtube.com/c/MissInternationalQueen   เว็ปไซต์: https://missinternationalqueen.com เฟสบุ้ค :https://www.facebook.com/MissInternationalQueen อินสตราแกรม :https://www.instagram.com/missinternationalqueen   ติ๊กต็อก :https://www.tiktok.com/@official.miq

Happitat ชวนไปเทศกาลหนังสือ ‘Once Upon A Book’ เปิดโลกแห่งเรื่องราวผ่านหนังสือน่าอ่าน งานศิลปะ เสียงดนตรี อาหาร

9 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

Happitat (แฮปปี้แทท) จุดหมายปลายทางแห่งความสุข โดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CP AXTRA) ชวนทุกคนมาเปิดโลกแห่งเรื่องราวในงาน “Once Upon A Book” เทศกาลหนังสือที่พาทุกคนออกเดินทางไปไกลกว่าหน้ากระดาษ ผ่านหนังสือน่าอ่าน งานศิลปะ เสียงดนตรี อาหาร และกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เปิดพื้นที่ให้คนรักหนังสือ ครอบครัว เด็กๆ รวมถึงคนรักงานอาร์ตและครีเอทีฟ ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และค้นพบความสุขในแบบของตัวเอง ท่ามกลางธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของ Happitat ระหว่างวันที่ 4–13 กันยายน 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ชั้น 2 อาคาร Festie Town ที่ Happitat เข้าร่วมงานฟรี พร้อมเปิดพื้นที่แบบ Pet-Friendly ให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจ ได้มาใช้เวลาร่วมกัน

ภายในงานพบกับหลากหลายโซนและกิจกรรมที่ออกแบบมาให้ทุกคนได้ใช้เวลาและค้นพบเรื่องราวในแบบของตัวเอง เริ่มจาก Curated Books พื้นที่รวบรวมสำนักพิมพ์และร้านหนังสือกว่า 30 บูธ ครอบคลุมตั้งแต่วรรณกรรม หนังสือภาพ หนังสือเด็ก งานแปล หนังสือศิลปะ ไปจนถึงผลงานจากสำนักพิมพ์อิสระ ให้นักอ่านได้เลือกค้นหาเล่มโปรด พร้อมเปิดโลกไปพบกับเรื่องราวและมุมมองใหม่ๆ

พบกับสำนักพิมพ์และร้านหนังสือที่น่าสนใจ และกิจกรรม Book Swap อาทิ MATICHON BOOKS ที่นำหนังสือด้านประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และความคิดร่วมสมัยมาให้เลือกสรร AVOCADO BOOKS กับหนังสือวรรณกรรม ชีวิต สังคม และจิตวิทยา 10 MILLIMETRES สำหรับคนรัก Illustration / Graphic Novel และ Art Book รวมถึง FULLSTOP BOOKS กับหนังสือภาพ บันทึกการเดินทาง และ Visual Diary ที่จะชวนสายอาร์ตและคนรักการเล่าเรื่องผ่านภาพมาใช้เวลาค้นหาแรงบันดาลใจไปด้วยกัน

สำหรับใครที่อยากให้หนังสือเล่มโปรดได้เดินทางต่อ พบกับ Book Swap พื้นที่แลกเปลี่ยนหนังสือที่เปิดโอกาสให้นักอ่านนำหนังสือที่รักมาส่งต่อให้กับเจ้าของคนใหม่ พร้อมเปิดบทสนทนา แลกเปลี่ยนเรื่องราว และสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนนักอ่านผ่านหนังสือแต่ละเล่ม

Art & Craft Market พื้นที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายสาขา จากโลกของตัวอักษรเดินทางต่อสู่โลกแห่งงานสร้างสรรค์กับ Art & Craft Market ที่รวบรวมผลงานจากศิลปิน นักวาด นักออกแบบ และครีเอเตอร์หลากหลายสาขา ทั้ง Illustration / Art Print / Sticker / Postcard / Handmade / Lifestyle Goods ไปจนถึง Art Toy และของสะสม ให้ทุกคนได้เดินชม เลือกช้อป และนำงานสร้างสรรค์ชิ้นพิเศษกลับบ้าน

เติมเต็มอีกหนึ่งประสบการณ์ผ่านรสชาติที่ FOOD & CRAFT DRINKS  ซึ่งรวบรวมอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และคราฟต์ดริงก์จากหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นจากหลายจังหวัดมาสร้างสรรค์เป็นรสชาติใหม่ๆ อาทิ Hop Zone จากสุรินทร์ ที่ผสานความหอมหวานของน้ำผึ้งธรรมชาติเข้ากับรสเปรี้ยวของมะขาม และ สละโสดจากตราด ที่นำสละ วัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มรสชาติเป็นเอกลักษณ์ พร้อมอีกหลากหลายแบรนด์ให้เลือกลองตลอดงาน

สายกินยังได้พบกับร้านอาหารจากอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายวงการ อาทิ ชินชิน ติ่มซำ แบรนด์ของ ภาคิน ตั้งฐานประเสริฐ อาจารย์ ผู้กำกับ และนักแสดง ที่นำเมนูติ่มซำมาเติมพลังระหว่างเดินชมงาน รวมถึง ชอบหมี่ไก่ฉีก แบรนด์จากสอง
อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว เจ้าของช่องที่มีผู้ติดตามกว่า 300,000 คน กับเมนูหมี่ไก่ฉีกรับประทานง่าย จะนั่งพักรับประทานภายในงานหรือถือไปพร้อมเดินค้นหาเรื่องราวบทต่อไปก็ได้

Creative Workshop ที่หมุนเวียนตลอด 10 วัน ครอบคลุมกิจกรรมสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่เพียงแค่เดินชมและเลือกซื้อเท่านั้น Once Upon A Book ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ลงมือสร้างเรื่องราวของตัวเองผ่าน Creative Workshop ที่หมุนเวียนตลอด 10 วัน ครอบคลุมกิจกรรมสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่งานคราฟต์ งานเพ้นท์ การทำของใช้ ไปจนถึงการสร้างสรรค์กลิ่นหอม ให้ผู้ร่วมงานได้ปลดปล่อยจินตนาการ เรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างผลงานชิ้นพิเศษด้วยตัวเอง โดยมีทั้งกิจกรรมฟรีและ Paid Workshop ให้เลือกตามความสนใจ อาทิ เพ้นท์ถาดใส่ของจากปูนปลาสเตอร์ เพ้นท์แจกันดอกไม้จากขวดโซดา ทำนิทานคามิชิไบ รวมถึงถักที่นอนและทำปลอกคอสำหรับสัตว์เลี้ยง

Live Music & Stage เติมเต็มชีวิตชีวาด้วยดนตรีสดและกิจกรรมบนเวทีตลอดวัน พบกับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบบริเวณเวทีหน้าลูมิส เธียเตอร์ ฮอลล์ ตั้งแต่ Reading Therapy, Storytelling, Family Reading, Book Talk, Writer Lab, Script Writing Workshop ไปจนถึงกิจกรรมเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและครอบครัว

อีกหนึ่งสีสันสำคัญคือการพา “เรื่องราว” จากหนังสือมาพบกับ “เสียง” ผ่านกิจกรรม Classical Music & Reading, Jazz & Books และ Live Reading ที่จะชวนทุกคนสัมผัสการอ่านในบรรยากาศและมุมมองที่แตกต่างออกไป พร้อมวงสนทนาและคลาสสร้างสรรค์ที่หยิบหลากหลายเรื่องราวมาพูดคุย ตั้งแต่ Comedy / Illustration / Brand ไปจนถึง Culture รวมถึงกิจกรรมจาก Plan for Kids ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กและครอบครัวโดยเฉพาะ

Reading in Nature พักผ่อนนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดใต้ร่มไม้ในป่า ชวนคนรักการอ่านออกจากความเร่งรีบมาพักใจกับ Reading in Nature หยิบหนังสือเล่มโปรดแล้วเลือกมุมสบายๆ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติของ Happitat เปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาของการอ่านให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราว ผู้คน และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

งาน Once Upon A Book จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–13 กันยายน 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ชั้น 2 อาคาร Festie Town, Happitat เข้าร่วมงาน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมต้อนรับสัตว์เลี้ยงในบรรยากาศ Pet-Friendly พร้อมติดตามข่าวสารและไลน์อัปประสบการณ์ Immersive ใหม่ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ได้ทาง Facebook Page: Happitat Thailand หรือเว็บไซต์ www.happitatthailand.com

ศาสตร์แห่งสมดุล กับ ‘บราจ ราจ ซิงห์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสแบบองค์รวม

9 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

สินธร เวลเนส บาย รีเซนส์ (Sindhorn Wellness by Resense) โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ  ชวนคุณมาเปิดประสบการณ์การดูแลสุขภาพเชิงองค์รวม โดย มร. บราจ  ราจ  ซิงห์ (Mr. Braj Raj Singh) ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดแบบองค์รวม (Holistic Wellness) มีประสบการณ์กว่า 15 ปี และเคยร่วมงานกับรีสอร์ทชั้นนำระดับโลกมากมาย พร้อมจะมาถ่ายทอดศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ ผ่านแนวคิดที่ผสมผสานการบำบัดแบบดั้งเดิมเข้ากับศาสตร์เวลเนสร่วมสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่แบบเฉพาะบุคคลที่ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า “การรักษาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการดูทุกองค์ประกอบของตัวบุคคล” มร.บราจ จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบการบำบัดเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาจาก ไลฟ์สไตล์ ความต้องการ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกการบำบัดได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมและพิถีพิถัน เพื่อให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้คุณกลับมาเชื่อมโยงกับความสมดุลภายในทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้ง

มร.บราจ พร้อมนำเสนอศาสตร์ในการบำบัด มุ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ บรรเทาความตึงเครียด รวมถึงการปรับสมดุลเชิงลึก  อาทิ  Posture Rebalance Therapy หนึ่งในทรีตเมนต์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่  ที่ร่างกายต้องเผชิญกับการนั่งทำงานเป็นเวลานาน การใช้หน้าจอ และการเดินทางอย่างต่อเนื่อง การบำบัดจะผสานการยืดเหยียด การคลายพังผืด การกดจุด และการฝึกการกำหนดลมหายใจ เพื่อช่วยคลายความเหนื่อยล้า ความเครียดสะสม ลดแรงกดทับบริเวณแนวกระดูกสันหลัง และฟื้นคืนความคล่องตัวให้แก่ร่างกาย

Power of Touch ศาสตร์ที่ผสานการบำบัดพลังงาน (Energy healing) การกดจุด (Acupressure) และอโรมาเธอราพี (Aromatherapy) เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านเทคนิคการบำบัดด้วยการสัมผัสที่เชี่ยวชาญและตรงจุด เพื่อผ่อนคลายระบบประสาทสัมผัส คลายความตึงเครียด และคืนความสมดุลและความสงบภายในจิตใจ Trigger Point Therapy ศาสตร์แห่งการบำบัดดูแลกล้ามเนื้ออย่างตรงจุด มุ่งเน้นบริเวณที่มีความตึงของกล้ามเนื้อ โดยใช้เทคนิคการบำบัดแบบกดจุดผสานกับเทคนิคด้านเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อเสิรมสร้างการไหลเวียนโลหิต การเคลื่อนไหวที่คล่องตัว และการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความตึงของกล้ามเนื้อจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

บราจ ราจ ซิงห์

Chakra Balancing ศาสตร์แห่งพลังงานด้านการบำบัดแบบปรับสมดุลผ่านการสัมผัส ผสานแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นเสียงของ Massage Vibration Bowl เพื่อให้คุณได้ผ่อนคลาย หยุดพักจากความเร่งรีบ และฟื้นคืนความสมดุลจากภายใน Cupping Therapy ศาสตร์การบำบัดแบบโบราณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ผสานวิถีการดูแลสุขภาพแบบร่วมสมัย ด้วยเทคนิคการใช้แรงดูดเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและคลายความตึงของกล้ามเนื้อ พร้อมการนวดผ่อนคลายเพื่อปรับการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า Acro Yoga ศาสตร์การบำบัดเฉพาะบุคคลที่ผสมผสานระหว่างการเคลื่อนไหวและการทรงตัวเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การฝึกสมาธิ และความมั่นใจในการทุกการเยื้องย่าง Divine Sound Bath ศาสตร์แห่งการบำบัดด้วยเสียงแบบกลุ่ม   โดยใช้เสียงจาก Tibetan Singing Bowls และพลังงานคลื่นความถี่เสียงที่จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและคืนสมดุลสู่ร่างกายและจิตใจ

ค้นพบประสบการณ์ด้านศาสตร์แห่งการบำบัดกับ มร.บราจ ราจ ซิงห์ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2569 ณ สินธร เวลเนส บาย รีเซนส์ บริเวณชั้น 9 ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ  ติดต่อสอบถามและสำรองโปรแกรมการบำบัด ได้ที่ โทร. +66 (0) 2 095 9999 หรือ email: wellness.sindhorn@kempinski.com