4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

แนะนำ 4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับมือใหม่ พร้อมทางเลือกอย่างการนำแบรนด์เนมมาขายฝากเพื่อรับเงินก้อนด่วน อนุมัติไว ดอกเบี้ยถูก เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

อยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีอยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีเงินก้อนซ่อนอยู่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินออม หรือแม้แต่ขายฝากสินค้าแบรนด์เนมหรือของสะสม ซึ่งปัจจุบันมีบริการรับขายฝากที่ปลอดภัยกว่า ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำรองที่ช่วยสานฝันธุรกิจคุณได้แบบไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหด

ทำไมสินเชื่อส่วนบุคคลถึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด?

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ย่อมมีความเสี่ยงและต้องใช้เวลากว่าธุรกิจจะคืนทุน หากคุณเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยสูงถึง 16-25% ต่อปี ภาระดอกเบี้ยที่เดินหน้าทุกวันอาจทำให้เกิดภาวะเงินตึงมือและกลายเป็นหนี้พอกพูนจนธุรกิจสะดุดลงได้ การหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจึงปลอดภัยกว่ามาก

4 แหล่งเงินทุนสำรอง กู้ฝันธุรกิจให้เป็นจริง

เมื่อสินเชื่ออาจทำให้ต้นทุนสูงเกินไป เราลองหันมามอง 4 แหล่งเงินทุนรอบตัวที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากกว่ากันดีกว่า

1. เปลี่ยนสินทรัพย์ลักชัวรี่เป็นทุนหมุนเวียน

ของใช้แบรนด์เนมอย่างกระเป๋าหรือนาฬิกาหรู คือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง หากต้องการเงินก้อนด่วนไปหมุนเวียนในธุรกิจ คุณสามารถนำมาแปลงเป็นเงินสดระยะสั้นได้ ให้วงเงินสูง ยืดหยุ่น ไม่ต้องเช็กเครดิตบูโร ถือเป็นช่องทางหาเงินทุนที่ตอบโจทย์คนทำธุรกิจที่สุด

หากกำลังมองหาแหล่งเงินทุนที่ไว้ใจได้ JIPJIPMONEY ผู้นำด้านบริการรับขายฝากสินค้าลักชัวรี่ พร้อมเป็นผู้ช่วยคุณ เราประเมินราคาอย่างเป็นธรรม วงเงินสูง โอนไวใน 1 ชั่วโมง และคิดดอกเบี้ยถูกเพียง 0.89% ต่อเดือน เมื่อธุรกิจมีกำไรก็สามารถนำเงินมาไถ่ถอนกระเป๋าใบโปรดคืนไปได้แบบสบายๆ

2. เงินออมฉุกเฉิน

แหล่งเงินทุนที่ปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีดอกเบี้ย แต่หลักการคือไม่ควรทุบกระปุกนำเงินเก็บทั้งหมดมาลงทุน แนะนำให้แบ่งมาใช้เพียงบางส่วน และควรเหลือสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน

3. ระดมทุนจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิท

เป็นแหล่งทุนที่เข้าถึงง่ายและมักจะไม่มีดอกเบี้ย หรือมีในอัตราที่ต่ำมาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาผิดใจกันในอนาคต แนะนำให้พูดคุยแผนธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และทำสัญญายืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในการทำธุรกิจระยะยาว

4. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ

หากต้องการเงินก้อนใหญ่ ควรพิจารณาโครงการของรัฐหรือธนาคารเฉพาะกิจ (เช่น SME D Bank) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารทั่วไปและผ่อนชำระได้นาน แต่อาจต้องใช้เวลาเตรียมแผนธุรกิจและรออนุมัตินานกว่าวิธีอื่น

สรุปบทความ

การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหดเสมอไป แค่สำรวจสินทรัพย์รอบตัวและวางแผนการเงินให้ดี ก็มีเงินทุนที่ปลอดภัยได้ และถ้าคุณมีสินค้าลักชัวรี่ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นทุน JIPJIPMONEY พร้อมสนับสนุนทุกก้าวการเติบโตของคุณด้วยบริการขายฝากที่โปร่งใสและได้มาตรฐานที่สุด

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

Facelift คืออะไร? เจาะลึกผ่าตัดดึงหน้า ลดผิวหย่อนคล้อย ลดริ้วรอยร่องลึก ด้วยเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่ ALINE Clinic โคราช

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่ตัวเลขเพิ่มขึ้น ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยร่องลึก และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้า ย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนพยายามหาวิธีดูแลตัวเองสารพัดรูปแบบ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ปัจจุบันเทคนิคทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจและช่วยให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ลงอย่างตรงจุดคือการทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือที่เรียกกันว่า Facelift

บทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกว่า Facelift คืออะไร? มีกี่แบบ? พร้อมแนะนำสถานที่ดูแลความงามที่ได้มาตรฐานอย่าง ALINE Clinic โคราช ที่โดดเด่นเรื่องเทคนิคซ่อนแผลและมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง

ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) คืออะไร?

การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift หรือ Rhytidectomy) คือกระบวนการทางศัลยกรรมที่มุ่งเน้นการยกกระชับผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าและลำคอที่มีความหย่อนคล้อย แพทย์จะทำการปรับโครงสร้างและจัดเรียงเนื้อเยื่อชั้นลึกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมกับนำผิวหนังส่วนเกินออกไป เพื่อลดเลือนริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า ทำให้โครงหน้าดูมีมิติและผิวหน้าแลดูตึงกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สัญญาณความหย่อนคล้อยแบบไหนที่ควรพิจารณาทำ Facelift

ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้าเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการยุบตัวของมวลกระดูก ความหย่อนคล้อยของเอ็นยึดผิว และความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ โดยสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาจถึงเวลาพิจารณาการทำ Facelift มีดังนี้

●      ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

●      มีริ้วรอยร่องแก้มลึก หรือร่องน้ำหมากที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า

●      กรอบหน้าไม่ชัดเจน มีปัญหาแก้มย้อย หรือมีเนื้อส่วนเกินบริเวณเหนียงและลำคอ

●      ผู้ที่เคยผ่านการดูแลผิวด้วยวิธีอื่น เช่น โปรแกรมยกกระชับด้วยเครื่องมือแพทย์ หรือโปรแกรมร้อยไหม แล้วยังได้ผลลัพธ์ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดึงหน้า Mini Facelift และ Full Facelift ต่างกันอย่างไร?

การทำ Facelift ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อดึงผิวทั้งใบหน้าเสมอไป แพทย์จะประเมินปัญหาของแต่ละบุคคลเพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสม โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้

1. Mini Facelift (ดึงหน้าเฉพาะจุด)

เทคนิคนี้เป็นการผ่าตัดดึงหน้าแบบเฉพาะส่วน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการลดปัญหาเฉพาะจุด เช่น บริเวณแก้มส่วนล่าง กรอบหน้า หรือแนวกราม ข้อดีของ Mini Facelift คือแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กกว่า อาการบวมช้ำน้อยกว่า และใช้เวลาในการพักฟื้นค่อนข้างสั้น ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น โดยยังคงให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

2. Full Facelift (ดึงหน้าแบบครอบคลุมทั้งใบหน้า)

สำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าค่อนข้างมาก มีร่องลึกหลายจุด หรือต้องการปรับรูปหน้าให้ตึงกระชับแบบองค์รวม การทำ Full Facelift จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

เทคนิคนี้จะครอบคลุมการประเมินตั้งแต่ใบหน้าส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง ไปจนถึงลำคอ แม้จะใช้เวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นนานกว่าแบบเฉพาะจุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะครอบคลุมและช่วยลดปัญหาความหย่อนคล้อยทั่วใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและความเสี่ยงที่ควรรู้

การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้เข้ารับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้

●      แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

●      งดรับประทานวิตามิน อาหารเสริม หรือยาที่มีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด อย่างน้อย 7-10 วันก่อนผ่าตัด เพื่อลดโอกาสที่เลือดจะออกมากผิดปกติ

●      งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องแผลหายช้า

●      ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดน้ำและอาหารอย่างเคร่งครัด หากต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย

แม้การผ่าตัดจะมีความเสี่ยงทั่วไป เช่น อาการบวมช้ำหลังทำ แต่การเข้ารับบริการกับแพทย์ผู้ชำนาญการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน จะช่วยประเมินและดูแลความเสี่ยงเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

แนะนำโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ซ่อนแผล ที่ ALINE Clinic โคราช

หากกำลังมองหาสถานพยาบาลสำหรับปรับโครงสร้างใบหน้าและลดความหย่อนคล้อยที่ได้มาตรฐาน ALINE Clinic ถือเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ โดยมีคุณหมอภูวิช แพทย์ผู้ชำนาญการคอยดูแลและประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ชูจุดเด่นด้วยเทคนิคการผ่าตัดดึงหน้าที่เน้นซ่อนรอยแผล แผลผ่าตัดเล็ก และให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติของใบหน้า

เทคนิค SMAS และ Deep Plane ยกกระชับล้ำลึก

ความโดดเด่นของโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้าที่นี่ คือการเลือกใช้เทคนิคที่ลงลึกถึงโครงสร้างภายใน ทั้งแบบ SMAS Facelift และ Deep Plane Facelift ซึ่งเป็นการเข้าไปจัดการถึงชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและชั้นกล้ามเนื้อ แพทย์จะทำการเย็บล็อคเนื้อเยื่อหลายชั้น เพื่อพยุงโครงสร้างใบหน้าให้มีความตึงกระชับจากภายในสู่ภายนอก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้แลดูเป็นธรรมชาติ ไม่ตึงรั้งจนเกินไป และช่วยคงสภาพความกระชับได้ยาวนาน

วิเคราะห์ปัญหาและออกแบบดึงหน้า 5 ส่วน

เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละบุคคลอย่างตรงจุด แพทย์จะทำการประเมินและออกแบบการดึงหน้าโดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนหน้าผากเพื่อลดรอยย่นและปรับระดับคิ้ว ส่วนบนบริเวณขมับเพื่อยกหางตา ส่วนกลางเพื่อลดร่องแก้มลึก ส่วนล่างเพื่อเก็บกรอบหน้าและลดร่องน้ำหมาก รวมถึงส่วนลำคอเพื่อลดปัญหาเหนียงและคอหย่อนคล้อย ผู้รับบริการสามารถเลือกปรับเฉพาะส่วนที่มีปัญหา หรือเลือกดึงร่วมกันหลายส่วนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม

ราคาโปรโมชันและการดูแลแบบ VIP

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย ทาง ALINE Clinic มักจะมีการจัดแคมเปญหรือโปรโมชันพิเศษอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะโปรโมชันสำหรับเคสรีวิวที่ให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ราคาโปรโมชันเพียงส่วนละ 69,900 บาท* พร้อมบริการดูแลแบบ VIP ครบวงจร เช่น บริการที่พักสำหรับผู้เข้ารับบริการ รวมถึงทีมงานดูแลติดตามผลและทำแผลอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดช่วงเวลาพักฟื้น

*อัตราค่าบริการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่คลินิกอีกครั้งก่อนเข้ารับบริการ

สรุปบทความ

การทำ Facelift เป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยร่องลึกและจัดการกับความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการดึงหน้าแบบ Mini หรือ Full Facelift การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติและมีความปลอดภัย สำหรับผู้ที่สนใจทำโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ซ่อนแผล ที่ ALINE Clinic โคราช สามารถส่งภาพมาให้ประเมินโครงสร้างใบหน้า หรือนัดหมายเข้ามาพบคุณหมอล่วงหน้าได้เลยที่โทรศัพท์ 099-269-2663 หรือ LINE OA: @alineclinic เจ้าหน้าที่ทางคลินิกพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Facelift (FAQ)

ร้อยไหมกับผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) แบบไหนดีกว่ากัน?

การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อย โปรแกรมร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางและไม่ต้องการผ่าตัด ส่วนโปรแกรม Facelift จะตอบโจทย์ผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินและมีความหย่อนคล้อยของโครงสร้างชั้นลึกที่ต้องการปรับอย่างชัดเจน ซึ่งให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ครอบคลุมกว่า

ผ่าตัดดึงหน้าเจ็บไหม ใช้เวลาพักฟื้นนานเท่าไร?

ระหว่างการผ่าตัดจะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบร่วมด้วย ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกเจ็บน้อย ขณะที่หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ทำ หากเป็นแบบเฉพาะจุดจะใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างสั้น แต่โดยทั่วไปจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในเวลาไม่นานเมื่อแผลเริ่มสมานตัว

ผลลัพธ์หลังทำ Facelift อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์ของการดึงหน้าโดยเฉพาะเทคนิคที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS หรือ Deep Plane) จะช่วยพยุงโครงสร้างผิวได้ยาวนาน อย่างไรก็ตาม สภาพผิวจะยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยรักษาผลลัพธ์ให้คงความแลดูอ่อนเยาว์ไว้ได้นานขึ้น

คุณแหน : 29 พฤษภาคม 2569

คุณแหน:29 พฤษภาคม 2569

คุณแหน:29 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และกิจกรรม “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ชาวพิจิตร” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2569 ณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร..๐๐

๐๐ ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เข้ารับรางวัลเชิดชูเกียรติแก่คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) และใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.)..๐๐

๐๐ มิตรสหายปลื้มใจกับ ทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท PFP ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ที่ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นุรักษ์ มาประณีต เป็นประธานในงาน..๐๐

๐๐สุรช ล่ำซำ และครอบครัว มอบเงินช่วย รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุฒม์ ศรีรัตนบัลล์ รับมอบ..๐๐

๐๐ชาวนิติศาสตร์ มธ. รุ่น 10 เข้ารุ่นแรกปี 2503 นัดทำบุญ เลี้ยงพระ และสังสรรค์กันเป็นประจำทุกปี ปีนี้มีสมาชิกร่วม 40 คน อาทิ ระพีพรรณ รุจิรัต, นิภา สารกะภูติ, นิตยา ช้อนทอง, สุรินทร์ นาควิเชียร, วิรัช กาณจนวานิช, ธรรมนูญ อินทรโยธา, พงษ์ศักดิ์ วงษ์สวรรค์, วีระ ถนอมศักดิ์..๐๐

๐๐ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ แม้มีภารกิจมากแต่ก็จัดสรรเวลาไปบรรยายให้หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9..๐๐

๐๐ ไม่เจอกันนาน พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#3 กว่า 40 คน มาสังสรรค์ 7 ปีรียูเนียน งานนี้ พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล, รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม, สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล, ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์, ปวิช ใจชื่น, กษาปณ์ เงินรวง, ทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์, นงลักษณ์ วัชระเกียรติพงษ์, วราภรณ์ โอสถาพันธุ์, ศิรินทรา จงพิพัฒนสุข, ดร.ศรุต วานิชพันธุ์, แซม ตันสกุล, เฉลิม ประดิษฐอาชีพ, ถิรวัฒน์ พูนกาญจนะโรจน์, สุนันท์ พูลธนกิจ, ดร.อลิสา คงทน, วิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง, เกริกกุล โกกนุทาภรณ์ ไม่ยอมพลาดโดยเฉพาะ บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล บินมาจาก จ.ตรัง เพื่องานนี้..๐๐

๐๐วันเกิดปีนี้ ทองคำ เกตุโชติ ได้ไปไหว้ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช กับ ไหว้พระบรมธาตุ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร..๐๐

๐๐ สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ร่วมบริจาคเงินเป็นทุนการศึกษาเยาวชนของมูลนิธิเพื่อการศึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศ..๐๐

๐๐กรรณิการ์ เทววิชชุลดา วันเกิดไปทำบุญที่วัดปากน้ำ และปล่อยเต่าปล่อยปลา พร้อมบริจาคช่วยการศึกษาของเด็กพิเศษ ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..๐๐

๐๐ ณรงค์วิทย์ ชดช้อย แจ้ง สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี แจ้งเปิดเที่ยวตอนกลางคืน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นั่งรถส่องสัตว์ยามค่ำ บรรยากาศดีมาก ส่องน้องแบบใกล้ชิดสุดๆที่สำคัญจะได้เห็นชีวิตสัตว์จริงๆเพราะสัตว์ป่าส่วนใหญ่ จะใช้ชีวิตออกหากินตอนกลางคืนกัน เที่ยวได้ทั้งครอบครัวด้วย..๐๐

น้องใหม่

ชวนรู้จัก ‘กองทุน DE’ โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

ชวนรู้จัก 'กองทุน DE' โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

ชวนรู้จัก ‘กองทุน DE’ โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจึงได้ผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุนดีอี : DEF) ขึ้นตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริหารงานโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

บทบาทของกองทุนดีอี ตามพระราชบัญญัติฯ หมวด 4 คือ การส่งเสริม สนับสนุน และให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ครอบคลุม 6 ภารกิจหลัก คือ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อสาธารณะ ให้ทุนวิจัยและพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงาน สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลกระทบสูงและวงกว้าง จัดสรรงบดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และบริหารค่าใช้จ่ายกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ “ที่เป็นการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่มีอยู่เดิมหรือโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่น”

กองทุนดีอี ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินของรัฐ ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการด้านดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงการเปิดกว้างและการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

“กองทุนดีอี ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสนับสนุนเงินทุนแต่เป็นกลไกสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เราเป็นกองทุนชั้นนําในการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งเน้นโครงการที่สามารถต่อยอดได้จริง เกิดผลกระทบ เชิงบวกในวงกว้าง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในระยะยาว”

สำหรับเกณฑ์การพิจารณา กองทุนดีอี ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนดิจิทัล มีความสามารถในการบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมาย และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อสังคม ตลอดจนศักยภาพในการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืนหลังสิ้นสุดการสนับสนุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

โดยผู้ที่สนใจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนดีอี สามารถติดตามความคืบหน้าของกรอบนโยบายการให้ทุนประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ

มาเปลี่ยนไอเดียของคุณให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ เพราะทุกความคิดมีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง กองทุนดีอีพร้อมสนับสนุนให้ทุกไอเดียเติบโตสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

แม้ปลายปี 2569 จะดูเหมือนยังอีกนาน แต่เมืองพัทยาในช่วงเดือนธันวาคมนี้กลับกำลังได้รับความสนใจจากผู้เดินทางทั่วโลก หลังจากที่มีการประกาศจัดงานเทศกาลดนตรีชื่อดังระดับโลกซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศเบลเยียมอย่าง Tomorrowland ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เทศกาลดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และ Booking.com แพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัลชั้นนำระดับโลกเปิดได้เผยว่า ยอดค้นหาที่พักในพัทยาสำหรับช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้น 13.78%* เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาจากยอดการค้นหาโดยรวม พบว่าผู้เดินทางจาก 10 ประเทศที่มีจำนวนการค้นหาที่พักในพัทยามากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย มาเลเซีย ไต้หวัน ไทย สหราชอาณาจักร อิสราเอล เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนการค้นหาสูงสุด ได้แก่ ไต้หวัน (667%) ญี่ปุ่น (215%) สิงคโปร์ (209%) ออสเตรเลีย (116%) และแอฟริกาใต้ (103%) ส่วนจำนวนการค้นหาจากผู้เดินทางจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น 9% แม้ว่าบัตรเข้าชมเทศกาลจะเปิดจำหน่ายและถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 แต่พัทยายังคงมีตัวเลือกที่พักหลากหลายเพื่อรองรับผู้เดินทาง โดย Booking.com ไม่เพียงแนะนำที่พักที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรี EDM ได้สะดวก แต่ยังเหมาะสำหรับผู้เดินทางที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอันเต็มไปด้วยสีสันของเมืองพัทยาและกิจกรรมที่หลากหลายอีกด้วย

ที่พักแนะนำในพัทยา

La Miniera Pool Villas Pattaya

ที่พักแห่งนี้มอบบรรยากาศการพักผ่อนสุดหรู เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางเป็นกลุ่มและต้องการเข้าพักในบรรยากาศแบบสบาย ๆ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี พื้นที่อาบแดด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการผ่อนคลายอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนส อ่างแช่น้ำร้อน และแพ็กเกจสปาเพื่อสุขภาพ ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมืองพัทยา ผู้เข้าพักสามารถเดินทางโดยรถยนต์ไปยัง Wisdom Valley ได้อย่างสะดวกภายในเวลาประมาณ 15 นาที

Sea Sand Sun Resort and Villas

รีสอร์ทระดับ 5 ดาวแห่งนี้ตั้งอยู่บนชายหาดทรายขาวส่วนตัวในย่านนาจอมเทียน มาพร้อมตัวเลือกห้องพักที่หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้เดินทางทุกประเภท ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือเดินทางคนเดียว นอกจากสามารถขับรถยนต์ไปยัง Wisdom Valley ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 นาทีได้แล้ว ผู้เข้าพักยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงในพัทยาได้ เช่น หาดบางเสร่ สวนนงนุชพัทยา และสวนน้ำรามายณะ

มีเลีย พัทยา โฮเต็ล

หลังจากดื่มด่ำกับค่ำคืนสุดมันจากเทศกาลดนตรี ผู้เดินทางสามารถกลับมาพักผ่อนในโรงแรมดีไซน์ทันสมัยอันกว้างขวางเพื่อเติมพลังและผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ โรงแรมนี้มอบประสบการณ์การเข้าพักระดับ 5 ดาว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างพื้นที่อาบแดด สวนหย่อมแสนร่มรื่น และสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกห้องอาหารหลากหลายภายในโรงแรมที่นำเสนอทั้งอาหารจีน เอเชีย และนานาชาติ ในบรรยากาศที่ผสมผสานความดั้งเดิมและความทันสมัยอย่างลงตัว

Amari Pattaya

ในบริเวณทางเหนืออันเงียบสงบของอ่าวพัทยา ผู้เดินทางสามารถเพลิดเพลินกับห้องพักสุดหรูของ Amari Pattaya ได้อย่างสะดวกสบายซึ่งมาพร้อมกับหน้าต่างกระจกสูงจรดเพดานหรือระเบียงส่วนตัวที่สามารถชมวิวระยิบระยับของอ่าวได้อย่างเต็มตา นอกจากนี้ผู้เข้าพักจะได้ผ่อนคลายไปกับบริการสปาและฟิตเนสอีกด้วย สำหรับครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็ก ๆ ก็ยังสามารถสนุกสนานกับ Kids Aqua Park ของโรงแรม ที่มาพร้อมสไลเดอร์น้ำ รวมถึงได้รับสิทธิ์เข้าใช้ Tree House Kids’ Club ที่ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการเข้าพักมากยิ่งขึ้น

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี 'ภรณี ลีนุตพงษ์' ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่รุ่นที่1 -รุ่นปัจจุบัน มาร่วมแสดงความยินดีกับ ภรณี ลีนุตพงษ์ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ที่ร้านบ้านนอกเข้ากรุง โดยมีอดีตผู้บังคับบัญชา ท่าน สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์ (อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค1) คุณชูจีรา กองแก้ว (อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี) คุณจารุวดี กู้ตลาด คุณวิไลวรรณ อินทปันตี คุณวิษา เจริญวัฒนานนท์ คุณมารยาท พัธนพันธุ์ คุณศิรินทรา จงพิพัฒนสุข คุณจุไรรัตน์ ปันยารชุน คุณสกุลรักษ์ วัฒนสิทธิสิน คุณมณี พูนพิริยะ คุณอัมพาพันธุ์ เจียรวนนท์ คุณพิสมัย บุณยเกียรติ คุณมยุรี วงษ์สามี คุณมยุรี น้อยใจบุญ และ ดร.นันทกา ยุกตะนันท์

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

'มหิดล' ปั้น 'Salaya No Nicotine Generation' สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

‘มหิดล’ ปั้น ‘Salaya No Nicotine Generation’ สร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

‘มหิดล”ขยายมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนศาลายา ปั้น “Salaya No Nicotine Generation” จับมือขุมชนสร้าง Sandboxประกาศสร้าง “คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน” สกัดบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ ป.4 ตั้งเป้าเด็กเกิดปี 2560 เป็นต้นไปปลอดนิโคตินตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยมหิดลต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนามหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2552 สู่การขยายผลออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปยังชุมชนรอบศาลายา ผ่านแนวคิด “Salaya No Nicotine Generation” หรือการสร้างเยาวชนศาลายารุ่นใหม่ปลอดนิโคติน โดยตั้งเป้าให้เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่เข้าสู่วงจรบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต ผผโดยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดการขับเคลื่อนดังกล่าวเปิดตัวในงานเสวนา “MU Unmasking the Vape Deception: กระชากหน้ากากกลลวง ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมกษาน จาติกวนิช มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณาจารย์ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และภาคีในพื้นที่ศาลายาเข้าร่วม

#ไทยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่ง ช่วงปี 2532–2567 แต่ชะลอลง ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไทยสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 32 เหลือ 16.7 ในช่วงปี 2532–2567 แต่อัตราการลดดังกล่าวเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2557 เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาและแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง ซึ่งอันตรายของนิโคตินในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ตรงที่ส่งผลโดยตรงต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโต นโยบายป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังไม่สูบจึงเป็นมาตรการที่ได้ผลสูงสุดในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า แนวคิดนี้สอด คล้องกับนโยบาย Nicotine-Free Generation ซึ่งมุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินให้แก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่กำหนด เช่น อังกฤษกำหนดวันที่ 1 มกราคม 2552 ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังจากนั้นไม่สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ตามกฎหมายตลอดไป แนวทางนี้ยั่งยืนกว่าการกำหนดอายุขั้นต่ำ เพราะระบบเดิมที่ไทยกำหนดไว้ที่ 20 ปี ยังเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ

“คนที่สูบก็สูบไป แต่เราจะป้องกันคนที่ยังไม่สูบไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ตลอดชีวิต” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนดังกล่าว ศจย. สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ด้านองค์ความรู้ วิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ขณะที่โรงเรียน ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และคนในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น “มือและเท้า” ที่ขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน

ด้าน ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% และจุดสูบบุหรี่ที่กำหนดอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ป้ายแสดงเขตสูบบุหรี่ พื้นที่ระบายอากาศที่เหมาะสม และการจัดพื้นที่ไม่ให้กระทบทางเข้าออกหลักของอาคาร รวมถึงจัดทำ Drop Box สำหรับรวบรวมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าก่อนส่งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการต่อไป นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อเฝ้าระวังและรายงานผล โดยให้ผู้พบเห็นการสูบบุหรี่สามารถสแกน QR Code หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ nosmoking.mahidol.ac.th ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบส่วนกลางและส่งต่อผู้ดูแลพื้นที่เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน พร้อมทีมที่ปรึกษาตรวจเยี่ยมคณะทั้ง 38 แห่ง ทั้งออนไลน์และลงพื้นที่จริง

ผศ.ดร.อิทธิโชติ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นประเด็นสำคัญในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา การสื่อสารจึงต้องใช้ภาษาที่เยาวชนเข้าใจ โดยให้นักศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการแปลงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญสู่ภาษาของคนรุ่นเดียวกัน จุดแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการมีคณะแพทย์ โรงพยาบาล คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ทำให้การขับเคลื่อนครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่ และการสื่อสารเชิงนโยบายระดับประเทศได้อย่างครบวงจร พร้อมย้ำว่าความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การทำงานจึงต้องปรับทั้งกติกา พื้นที่ และบรรยากาศทางสังคม โดยใช้แนวทางเชิงบวกมากกว่าการห้ามหรือลงโทษ

เริ่มที่เด็ก ป.4 ก่อนวัยอยากลอง สร้างรุ่นปลอดนิโคตินปี พร้อมระบบช่วยเด็กที่เริ่มสูบแล้ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Salaya No Nicotine Generation ต่อยอดจากแนวคิดป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากพฤติกรรมที่นำไปสู่การตายก่อนวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การไม่สวมหมวกกันน็อก หรือการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม มักเริ่มจากการเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้น

มหิดลจึงเลือกเริ่มที่เด็กอายุประมาณ 9–10 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเป็นจังหวะที่เด็กเริ่มเรียนรู้อันตรายได้แล้วแต่ความอยากลองยังไม่สูง เป้าหมายคือทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็น “ศูนย์” คือไม่เริ่มสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า แล้วติดตามต่อเนื่องปีต่อปี เพื่อให้เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตถึงอายุ 20 ปี ยังไม่เข้าสู่วงจรนิโคติน โดยเป้าหมายของ Sandbox คือทำให้พื้นที่ศาลายารอบตัวเยาวชนปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ร้านค้า หอพัก และพื้นที่สาธารณะ โดยใช้แนวคิดเปลี่ยนจาก “กฎหมายสู่วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงออกกฎห้ามสูบ แต่สร้างวัฒนธรรมชุมชนร่วมกันผ่านนโยบายที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการป้องกันยังต้องออกแบบให้เด็กมีส่วนร่วมซ้ำๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำสัญญากับพ่อแม่ การเรียนรู้จากบทเรียนและกิจกรรมในโรงเรียน รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทเด็กจาก “ผู้ถูกห้าม” เป็น “ผู้รู้เท่าทัน” ที่สามารถดูแลเพื่อน ครอบครัว และชุมชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผลิต ภัณฑ์ที่ออกแบบมายั่วเยาวชน แนวทางดังกล่าวยังรองรับด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น บทเรียนสำหรับครู กิจกรรมในโรงเรียน และแอปพลิเคชัน “ภารกิจชีวิตยืนยาว” ที่ช่วยสะสมความรู้และติดตามพฤติกรรมของเด็ก ครอบครัว และชุมชน

“นอกเหนือจากการป้องกัน มหาวิทยาลัยมหิดลยังพัฒนาระบบช่วยเหลือเยาวชนที่เข้าสู่วงจรนิโคตินแล้ว ผ่าน Ex(it) Program โดย รศ.ดร.ผ่องศรี ศรีมรกต ที่ปรึกษาคณะดำเนินการ และคุณจันทร์เพ็ญ ลาพระอินทร์ คลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ระบบดังกล่าวมุ่งดูแลเยาวชนอายุ 10–18 ปีที่เสพติดนิโคติน ให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดอย่างเหมาะสม ผ่านเครือข่ายคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ คลินิกเลิกบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท คลินิกฟ้าใส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บางกอกน้อย และคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นักศึกษาแพทย์ชูพลังคนรุ่นใหม่ ป้องกันคนที่ยังไม่สูบ

ทางด้าน น.ส.วิชาดา นรสิงห์ นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยา ลัยมหิดล กล่าวว่า การขับเคลื่อนของนักศึกษาแพทย์ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมรณรงค์ครั้งคราว แต่ต้องวางโครงสร้างระยะยาว ตั้งแต่การรวมทีม สร้างคอมมูนิตี้นักศึกษาแพทย์จากหลายสถาบัน ไปจนถึงการทำงานเชิงนโยบายและงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายหลักควรมุ่งไปที่ “คนที่ยังไม่สูบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่วงจรนิโคตินตั้งแต่ต้น ขณะที่คนซึ่งสูบอยู่แล้วควรถูกมองในฐานะผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่คนร้าย

“เราให้ความเคารพคนที่สูบอยู่ เพราะเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่คนร้าย แต่อยากโฟกัสคนที่ยังไม่สูบ ทำอย่างไรให้อีกกี่ปี เขาก็จะไม่ยุ่งกับบุหรี่” วิชาดา กล่าว พร้อมเสริมว่า “ในฐานะเยาวชน รู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของสังคม และในฐานะสมาชิกของมหิดล พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนสังคมศาลายาปลอดนิโคตินอย่างเต็มกำลัง ภูมิใจเริ่มที่รุ่นเรา

การขับเคลื่อน Salaya No Nicotine Generation จึงเป็นมากกว่าการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขยายระบบมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่สู่ชุมชนรอบศาลายา โดยใช้ศักยภาพทางวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ปกป้องเด็กตั้งแต่ก่อนเริ่มสูบ พร้อมระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการออกจากวงจรนิโคติน เพื่อให้ศาลายาเป็นพื้นที่ต้นแบบของคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคตินอย่างยั่งยืน”น.ส.วิชาดา กล่าว

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเจตนารมณ์การบริหารจัดการขยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืนภายใต้แนวทาง ESG ประกาศเปิดตัวโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานเปิด โดยโครงการดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ

ในพิธีเปิดงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงปัญหาขยะจากเศษอาหารว่า  “ปัญหาขยะอาหาร หรือ Food Waste คือหนึ่ง ในวิกฤตเชิงระบบนิเวศด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดของโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า อาหารกว่า 1 ใน 3 ของที่ผลิตขึ้นทั่วโลก ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล สูญเสียทรัพยากรน้ำและพลังงาน และเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ) ปัญหาดังกล่าว กระทรวงฯ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐภาคธุรกิจ และภาคประชาชนร่วมมืออย่างบูรณาการ โครงการ STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม ที่กลุ่มเดอะมอลล์ ดำริจัดขึ้น คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของความร่วมมือนั้น”

THE MALL GROUP ZERO WASTE: ยุทธศาสตร์สู่ศูนย์การค้าปลอดขยะ

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดเดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึง การบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ THE MALL GROUP ZERO WASTE ว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับความร่วมมือร้านอาหารภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ให้เข้าร่วมกระบวนการจัดการขยะอาหารอย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยร้านค้าที่ผ่านการประเมินจะได้รับ        ‘ตราสัญลักษณ์  “ ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste” รับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับ ตราสัญลักษณ์ “M Green” เพื่อสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม  การผนึกกำลังร่วมกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศแห่งการลดขยะที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งองค์กร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถลดขยะในศูนย์ฯ จูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะการกินให้หมดจาน คือ การกระทำที่เล็กน้อยแต่ทรงพลังที่สุดเพื่อโลกของเรา 

โครงการ STOP FOOD WASTE  กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม

สมาชิก M CARD ที่รับประทานอาหารภายในร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาท่าพระ งามวงศ์วาน บางแค และบางกะปิ ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จสำหรับ 1 ร้านค้า จะได้รับ 1 M Star พร้อมสิทธิ์ในการลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1.5  ล้านบาท ประกอบด้วยทองคำน้ำหนัก
1 สลึง จำนวน 35 รางวัล และบัตรโดยสารไป-กลับ ภายในประเทศ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จำนวน 10 รางวัล พิเศษรับเพิ่ม  สะสม M Star ครบ 2 ดาว แลกรับโค้ก ขนาด 1 ลิตร มูลค่า 26 บาท จำนวน 1 ขวด, สะสม M Star ครบ 4 ดาว แลกรับครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ฮอกไกโด มิลค์ มูลค่า 145 บาท จำนวน 1 ขวด เป็นรางวัลพิเศษ จำนวนจำกัด  ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 และสามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่  https://www.themall.co.th/th/pr-csr

#TheMallGroup #TheMallLifestore #MCard #MStar #MGreen

#FoodWaste #ZeroWaste #SDG12 #ESG #ความยั่งยืน #Sustainability #รักษ์โลก

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L'Oréal Group

เขย่าวงการสกินแคร์เมืองไทย Dr.G กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

Dr.G แบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ กลับมาแลนด์ดิ้งในประเทศไทยอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ที่มุ่งตีตลาดไทยด้วยนิยามผิวสุขภาพดีแบบ K-Derma ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนแต่ด้วยประสิทธิภาพระดับคลินิกที่ผ่านการคิดค้นและพัฒนาโดย “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dr.G และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแถวหน้าของประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

การกลับเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยของ Dr.G ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของ L’Oréal Group ผู้นำด้านความงามระดับโลก ที่ต่อยอดความสำเร็จของ Dr.G จากการเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่คนเกาหลีกว่า 50% เลือกใช้ สู่การเป็นผู้นำด้าน K-Derma ของเมืองไทย ซึ่งการกลับมาสู่ตลาดไทยในครั้งนี้ของ Dr.G แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาด K-Beauty  ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นยังคงตัวเลือกด้านการดูแลผิวที่คนไทยให้ความไว้วางใจ

ความสำเร็จของ Dr.G  เริ่มต้นจากความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังของ “คุณหมออัน กอน ยอง” (Gun-Young, Ahn, MD, PHD) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากเกาหลีและผู้ก่อตั้งคลินิก Gowoonsesang  ที่เคยมีแผลเป็นจากอุบัติเหตุไฟไหม้ในวัยเด็กจนเสียความมั่นใจ เขาจึงได้ก่อตั้งคลินิกขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า “ผิวที่สุขภาพดีเริ่มต้นจากพื้นฐานที่แข็งแรง” ก่อนจะเริ่มก่อตั้งแบรนด์ Dr.G ขึ้นมาในปี 2003 โดยมุ่งพัฒนาสกินแคร์ที่อ่อนโยนแต่ยังมีประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย และต้องการการดูแลจากภายใน จนกลายเป็นจุดเด่นทำให้ Dr.G เป็นแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของเกาหลี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั้งในเกาหลีใต้และระดับสากล

โดยจุดเด่นของแบรนด์ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์จาก 3-step skincare routine ที่เน้นเรื่องการปลอบประโลมผิวและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เริ่มจากขั้นตอนการผลัดเซลล์ผิวด้วย Brightening Peeling Gel เจลสครับผลัดเซลล์ non-acidic สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้มากถึง 74% เพื่อผิวโกลว์กระจ่างใสทันที ต่อด้วยขั้นตอนการปรอบประโลมผิวด้วย R.E.D Blemish Clear Soothing Cream มอยส์เจอร์ไรเซอร์ยอดฮิตที่ช่วยปลอบประโลมผิวสูตรอ่อนโยน ที่โดดเด่นด้วยสารสกัดใบบัวบก 10-CICA’S COLD-PRESSED ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานสูงสุด 100 ชั่วโมง พร้อมปลอบประโลมผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ให้ผิวรู้สึกอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี การันตรีประสิทธภาพด้วยการเป็นผู้ชนะรางวัล Olive Young Awards ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน และปิดท้ายด้วยขั้นตอนการปกป้องผิวด้วย Green Mild Up Sun+ SPF50+ PA+++ กันแดดสูตรอ่อนโยนที่ประกอบด้วย 100% mineral sunscreen เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย พร้อมการปกป้องผิวจากแดกถึง 7 ชั้น

ปัจจุบัน Dr.G มุ่งสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่สนใจ K-Derma ผ่านการแต่งตั้ง บยอนอูซอก (Byeon Woo-seok) เป็น Global Ambassador ด้วยภาพลักษณ์ที่อบอุ่น ทันสมัย และสุขภาพผิวที่แข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงอิทธิพลของ K-Culture และฐานแฟนคลับระดับนานาชาติที่เติบโตต่อเนื่องทำให้บยอนอูซอกสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์และแนวคิดการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนได้อย่างลงตัว

ทั้งนี้ผู้บริหารของ L’Oréal Group คุณโรมัง เวเบอร์ กล่าวว่า “Dr.G เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเกาหลี อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่คนเกาหลีไว้วางใจในประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านของการดูแลผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่คนไทยหลายคนพบเจอไม่ต่างกันเราเองในฐานะผู้นำด้านความงามของไทยและระดับโลกจึงมองเห็นโอกาสที่ดีในการส่งต่อผลิตภัณฑ์คุณภาพแบบนี้ให้กับคนไทยได้ใช้กัน และเราก็เชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าสกินแคร์จาก Dr.G จะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนไทย ตอบโจทย์ความต้องการเรื่องการแก้ไขปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่ายอย่างตรงจุด”

พบกับสินค้าของ Dr.G ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ที่ทุกช่องทางจำหน่ายของ Dr.G หรือสามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มของ Dr.G Thailand

#DrG #DrGThailand #NO1สกินแคร์จากเกาหลี

ช่องทางการติดตาม:

TikTok:https://www.tiktok.com/@dr.gthailand

X (Twitter) : https://x.com/drgofficial_th

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์  ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

กรมการค้าต่างประเทศเชิญชวน ชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโชว์คูหา Thai Rice Pavilion เพื่อแสดงศักยภาพของข้าวไทยในฐานะสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยที่มีศักยภาพในการส่งออกสู่เวทีการค้าโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ รับนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการขยายตลาดข้าวไทย รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มโอกาส และขยายช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Think Rice…Think Thailand” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนเอกลักษณ์ ความประณีต และคุณค่าของข้าวไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร และความหลากหลาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยกรมฯ ได้นำผู้ประกอบการค้าข้าวคุณภาพดีจำนวน 18 ราย จาก 15 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของไทยทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าข้าวหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพสูง ข้าวขาวที่พร้อมเป็นอาหารและวัตถุดิบสำคัญให้ตลาดโลก ข้าวอินทรีย์จากแหล่งผลิตชุมชน รวมถึงข้าวสีเพื่อสุขภาพ อีกทั้ง ภายในคูหายังมีกิจกรรมสำคัญเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสศักยภาพข้าวไทย ทั้งการจัดนิทรรศการนำเสนอข้อมูลข้าวไทย การสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวไทยโดยเชฟที่มีชื่อเสียง การสาธิตการตรวจสอบมาตรฐานข้าวไทยเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทยให้แก่ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าข้าวไทย และการจัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกข้าวทั้ง 18 รายดังกล่าวได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากนานาประเทศ ตลอดจนเป็นโอกาสในการรับทราบข้อมูลทิศทางและแนวโน้มตลาดข้าวเพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแสวงหาคู่ค้าใหม่ๆ และขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวของผู้ประกอบการค้าข้าวรายย่อยให้มากขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – เมษายน) มีการส่งออกข้าวประมาณ 2.17 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 11 เนื่องจากการส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรักหยุดชะงักลงเพราะต้องขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก อย่างไรก็ดี แนวโน้มการประสบกับกับภาวะเอลนีโญส่งผลให้หลายประเทศผู้นำเข้าพิจารณานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงทางอาหาร เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาอย่างแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญดังกล่าว ซึ่งกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมตลาดข้าวไทยครอบคลุมทั้งตลาดในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อกระจายตลาดให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ กรมการค้าต่างประเทศจึงขอเชิญชวนผู้ซื้อ ผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเยี่ยมชมคูหากรมการค้าต่างประเทศ Thai Rice Pavilion ภายใต้แนวคิด “Think Rice…
Think Thailand” พร้อมชม ชิม ชอป ข้าวคุณภาพดีนานาสายพันธุ์ ในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ณ คูหาหมายเลข 2-DD29, 2-DD45 Hall 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กรมการค้าต่างประเทศหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การนำเสนอข้าวไทยในปีนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพระดับโลก