มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

มธ.เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญประชาชน คณาจารย์ ผู้บริหาร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน บุคลากร และสื่อมวลชน ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม ” ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานในพิธี

พร้อมรับฟังการเสวนา “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวทางการสืบสานพระปณิธาน จากศิษย์เก่าที่มีโอกาสได้ถวายงานใกล้ชิด โดย ศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์        อัศวโรจน์ พระอาจารย์ที่ปรึกษา I เอกอัครราชทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) I รองศาสตราจารย์ ดร. สุปรียา แก้วละเอียด พระสหาย คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย คุณศศิธร (ลอร่า) วัฒนกุล

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

‘หมอไตเก็บตา’ แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนมุมมองการบริจาคดวงตา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“จากปีละ 1-2 ราย สู่ 41 รายต่อปี” นี่คือตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในพื้นที่จังหวัดระนองที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันเป็นจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์สองท่านที่กล้า “ก้าวออกจากกรอบ” สู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ และ “ลุยสุดตัว” เพื่อให้ชาวระนองเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และนี่คือเรื่องราวของการทุ่มเทด้วยเวลาและหัวใจ พร้อมจุดประกายไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงไปยังผู้คนในจังหวัดนี้

ทุกๆ วันในแผนกดูแลผู้ป่วยโรคไต โรงพยาบาลระนอง จ.ระนอง จะเห็นภาพของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล อายุรแพทย์โรคไต และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ต่างทำงานเคียงข้างผู้ป่วยที่เฝ้ารอการปลูกถ่ายไต และช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตแล้วหลายรายกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อีกภาพที่มองเห็นไปพร้อมกัน คือภาพที่โรงพยาบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บดวงตาบริจาคที่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

“เราเป็นหมอไต มีโอกาสได้ดูแลเรื่องการรับไตจากร่างของผู้ที่มีความจำนงบริจาคไตหลายท่าน ก็มีความคิดว่า ถ้าเราสามารถทำการจัดเก็บดวงตาได้ด้วยทีมของเราเลย ก็อาจไม่ต้องรอจักษุแพทย์” นพ.กัมพล เปิดบทสนทนาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจในครั้งนั้น

ขณะเดียวกัน พว.อรจิรา ก็ได้เสริมถึงที่มาของเรื่องราวนี้ว่า “ในเคสการจัดเก็บดวงตา เรามีจักษุแพทย์ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีห้วงเวลาในการรอคอยนาน ในฐานะที่เราเป็นพยาบาลผู้ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา เราทราบดีว่าการบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ ทุกวินาทีนั้นมีค่า ก็เลยจับมือกับอาจารย์กัมพลไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการจัดเก็บดวงตากับทางศูนย์บริจาคดวงตา สภากาชาดไทย”

การตัดสินใจเลือกทางเดินในการเพิ่มเติมวิชาให้ตนเองนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยเวลา กำลังกาย และกำลังใจ โดยทั้งสองท่าน เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่ภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติ ตลอดไปจนถึงการลงพื้นที่จัดเก็บดวงตาในสถานการณ์จริง ก่อนนำองค์ความรู้ทั้งหมดนั้นกลับมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลระนอง โดยในช่วงเวลานั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งด้านการส่งต่อแรงบันดาลใจ การส่งต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริจาคดวงตา และช่วยทำให้ปริมาณการบริจาคดวงตาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

“จากเดิมที่จัดเก็บได้ปีละ 1-2 ราย หลังจากเราเข้ามาทำตรงนี้ด้วย เราจัดเก็บได้ปีละ 41 ราย” นพ.กัมพล กล่าวถึงตัวเลขที่ทำให้เขาเองหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ “และยิ่งไปกว่านั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จากความกังวลเรื่องความเชื่อที่เป็นปัญหาหลัก ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ทุกคนแค่ขาดความรู้ความเข้าใจ หลังจากเราได้ทุ่มเทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแล้ว คนในพื้นที่จังหวัดระนองก็มีการบริจาคอวัยวะและดวงตามากขึ้น”

ด้าน พว.อรจิรา เสริมถึงความประทับใจที่ได้พบเจอด้วยตนเองและเป็นความประหลาดใจที่ตนเองก็ไม่คาดคิดว่า “มีอยู่เคสหนึ่งที่รู้สึกว่าภาพจำเปลี่ยนไป คือ ผู้ป่วยรายหนึ่งแสดงความจำนงบริจาคดวงตาไว้ แต่เราตรวจเลือดแล้วพบว่ามีภาวะติดเชื้อสูง จึงได้ทำการให้ยาและเฝ้าดูตัวเลขภาวะการติดเชื้อ ภาพที่เราเห็นตอนนั้นคือ ญาติคนไข้เครียดและลุ้นมาก แต่ไม่ใช่เพราะอยากยื้อการสูญเสีย เพราะทันทีที่ทางเราบอกว่าผลเลือดเข้าเกณฑ์บริจาคดวงตาได้ ทุกคนกระโดดกอดกันดีใจ ดีใจที่ว่าคนไข้ได้บุญแล้ว”

 “ความสุขอีกอย่างหนึ่งสำหรับผม คือ เมื่อเราทำ แล้วเราบอกต่อ มีหมอท่านอื่น ๆ สนใจและไปเรียนรู้เหมือนกันกับพวกเราสองคน ก็รู้สึกดีใจที่เราสามารถเป็นเหมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ให้หมอหรือเจ้าหน้าที่ที่ตอนแรกเขาอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคดวงตา หันมาช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในการที่จัดหาดวงตา เพื่อที่จะให้คนที่มองไม่เห็น กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง” นพ.กัมพลกล่าว

จากจุดเริ่มต้นของบุคลากรทางการแพทย์เพียงสองคน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อื่น ๆ หันมาศึกษาและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการจัดเก็บดวงตาเพิ่มขึ้น

เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจของ นพ.กัมพล พัฒนสมบัติสกุล และ พว.อรวิภา กลิ่นกำจร นอกจากจะช่วยเปลี่ยนจำนวนตัวเลขของการจัดเก็บดวงตาในจังหวัดระนองแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า “เมื่อความรู้ความเข้าใจค่อย ๆ เดินทางไปถึงผู้คน ความเชื่อเดิม ๆ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นการให้ได้ในที่สุด โดยเริ่มต้นจากบุคลากรทางการแพทย์เพียงไม่กี่คน ที่เลือกย่างก้าวออกจากกรอบของหน้าที่เดิม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิตของผู้อื่นอีกมากมาย”

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026”  ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

“Pattani Decoded 2026” ถอดรหัสสายน้ำผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ (CEA ภาคใต้) ร่วมกับ จังหวัดปัตตานี เทศบาลเมืองปัตตานี ภาคีเครือข่ายนักสร้างสรรค์และชุมชนในพื้นที่ จัดงานเทศกาล “Pattani Decoded 2026” เทศกาลสร้างสรรค์ประจำเมืองปัตตานี ภายใต้แนวคิด “Riversation” ชวนเปิด “บทสนทนาผ่านสายน้ำ” ต้นกำเนิดของผู้คน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของเมือง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานออกแบบ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างภาพจำใหม่ให้ปัตตานี ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ของภาคใต้ที่เติบโตบนความหลากหลายและอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยเทศกาลได้จัดขึ้นอย่างคึกคักในพื้นที่ย่านเมืองเก่าปัตตานี ชุมชนสะบารัง ชุมชนจะบังติกอ และพื้นที่สร้างสรรค์สำคัญทั่วเมือง

เทศกาลปีนี้นำเสนอแนวคิด “Riversation” เพื่อชวนผู้เข้าร่วมงานร่วมถอดรหัสเมืองผ่านสายน้ำใน 3 มิติ ได้แก่ Root การสำรวจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของเมือง, Resource การค้นพบคุณค่าของทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และ Resilient การมองอนาคตของปัตตานีในฐานะเมืองที่พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นภาษากลางในการสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้คนกับพื้นที่

บรรยากาศตลอดทั้งเทศกาลเต็มไปด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม ผ่านนิทรรศการ งานออกแบบ ศิลปะร่วมสมัย เวทีเสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง โดยมีนิทรรศการ Riversation ที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และแม่น้ำปัตตานีในมิติของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และอนาคตของเมือง รวมถึง SASTERA – Waterfront Book Festival 2026 เทศกาลหนังสือเมืองแห่งสายน้ำครั้งแรกของจังหวัดปัตตานี ที่เปิดพื้นที่ให้การอ่าน วรรณกรรม และองค์ความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา การเปิดตัวหนังสือ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักเขียน นักวิชาการ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงาน Pattani Fishermen Community Hub โดย HAS Design and Research ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อชุมชนประมง ควบคู่กับผลงานของศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย อาทิ เอ็มโซเฟียน เบ็ญจเมธา, SarnSard, Stu do vol. Records. และ Studio Act of Kindness ซึ่งร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความทรงจำ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปัตตานีผ่านภาษาของศิลปะและการออกแบบ ขณะที่กิจกรรมเดินย่าน ล่องเรือ วิ่งสำรวจเมือง ตกปลาวิถีชุมชน และกิจกรรมในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญ ยังช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้เมืองผ่านผู้คน วิถีชีวิต และภูมิทัศน์ของเมือง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเทศกาล คือ Creative Market ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำเสนอสินค้า งานคราฟต์ อาหาร และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดปัตตานี พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาด เชื่อมโยงเครือข่าย และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเมืองผ่านความคิดสร้างสรรค์

การจัดงานเทศการสร้างสรรค์ของจังหวัดปัตตานีครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมืองมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทุกช่วงวัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการขับเคลื่อนเมืองผ่านเครือข่ายเทศกาลสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดปัตตานี ทั้ง Pattani Decoded 2026 และ Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 International Art Festival ซึ่งร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรม เชื่อมโยงศิลปิน นักออกแบบ และนักสร้างสรรค์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้ใหม่ให้จังหวัดปัตตานีในฐานะเมืองที่มีทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  Facebook / Instagram : Pattani Decoded Facebook : Creative Economy Agency

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

สค. ลงนาม MOU กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มสตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนาม MOU สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมาย

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ  เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว ระหว่าง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน์ รองอธิบดี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯเพื่อดำเนินการร่วมกันในการประสานความร่วมมือสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย ได้รับโอกาส มีอาชีพ มีรายได้ มีความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นางสาวชวนชม จันทะวงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน       ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว โดยการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่สตรี สมาชิกในครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ     ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ สค. ให้บรรลุเป้าหมาย ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของ สค. ต้องเผชิญกับสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ รายได้ไม่เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และความเครียดจากการดำเนินชีวิต ดังนั้น การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านองค์ความรู้        การให้คำปรึกษา การพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนทุนประกอบอาชีพเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มี    ความพร้อมจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ดูแลตนเองและครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นางจตุพร กล่าวว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ต่างมีเจตนารมย์เดียวกันในการสนับสนุนกลุ่มสตรีและครอบครัว ให้มีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน จึงได้หารือแนวทางในการขยายความร่วมมือต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม โดยทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพตามความประสงค์และองค์ความรู้ความสามารถให้แก่กลุ่มสตรีผู้ประสบปัญหาทางสังคมยากจน ขาดรายได้ ที่ผ่านการฝึกอาชีพจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพของ สค.

ในปีนี้ สค. ได้รับการสนับสนุนโครงการมอบทุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ไปแล้ว 4 ศูนย์ฯ 3 สถานฯ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.นนทบุรี ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ชลบุรี  ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.สงขลา ศูนย์เรียนรู้ฯ จ.ขอนแก่น สถานคุ้มครองฯบ้านเกร็ดตระการ กทม. สถานคุ้มครองฯ จ.นครราชสีมา สถานคุ้มครองฯ จ.สุราษฎ์ธานี  เป็นจำนวนทั้งสิ้น 130 คน รวมมูลค่า 2,514,130 บาท และจะดำเนินการ ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ครั้งถัดไป ให้กลุ่มเป้าหมายเพิ่มอีก จำนวน 34 คน ณ จังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ รวม 3 ปีที่ผ่านมา 326 ราย มูลค่า 6,204,673 บาท มีอาชีพ มีงานทำ 319 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.85 และอีก 2.15 ประสบภัยพิบัติทำให้อุปกรณ์เสียหาย สูญหาย  จากความร่วมมือ และความตั้งใจอันดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง        ที่ส่งต่อความช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพเพื่อส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการจะร่วมมือกันต่อเนื่องอีก 3 ปี (2569- 2572)

 “กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ขอขอบคุณ มูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ในการสนับสนุนทุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมาย และสค. จะมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งจะติดตามและสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับทุนวัสดุอุปกรณ์จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพราะเราต่างเชื่อมั่นว่า พลังแห่งการให้ ไม่มีวันสิ้นสุด และภูมิคุ้มกัน ที่ดีที่สุดของครอบครัว คือการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราจะสร้างสุขให้ครอบครัวและสังคมไทยต่อไป” นางจตุพร  กล่าวในที่สุด

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น  จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มศว เปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2″เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล นำโดยไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย

ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดย นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2” ภายใต้โครงการสร้างต้นแบบบุคลากร (Talented) อาชีพนักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า ณ อาคารบริการ ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 15 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โอกาสครั้งสำคัญของ 13 นักออกแบบรุ่นใหม่ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การพัฒนาในหลักสูตรที่ 2 คือการได้เข้าร่วมเวิร์กชอป สุดเข้มข้น 5 วัน ร่วมกับไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่  ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE แล ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบแบรนด์ VINN PATARARIN และอาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งในการเวิร์กชอปครั้งนี้ ทั้ง 13 คน จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ตั้งแต่การสร้างแนวคิดและการออกแบบ Collection ที่ดึงศักยภาพของผ้าไทยออกมาได้อย่างร่วมสมัย, การวิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ผลงานสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบ่มเพาะศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ให้พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “ผ้าไทย” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยต่อไป

4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4  ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย  เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ในโอกาสที่ นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดไทย–รัสเซีย สมัยพิเศษ ในวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงและเชื่อมโยงผู้คนจากทั้งสองประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน

ปีนี้ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูเชื่อมนวัฒนธรรม พาคนไทยเปิดประสบการณ์กับศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย ทั้งโอเปราและบัลเลต์ที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติมาอย่างยาวนาน เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ดนตรี และปรัชญาความคิดของรัสเซียผ่านการแสดงสุดพิเศษที่งานนี้งานเดียว

จากเด็กสาวในสลัม สู่ราชินีแห่งฟลอร์เต้นรำ

เริ่มต้นกันด้วยโชว์ The Pygmalion Effect ผลงานจาก Eifman Ballet คณะบัลเลต์ร่วมสมัยระดับตำนานของรัสเซีย โดยฝีมือของ Boris Eifman ศิลปินแห่งชาติรัสเซีย ที่หยิบตำนานกรีกซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของ My Fair Lady มาตีความใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวจากย่านสลัม ผู้ได้รับโอกาสครั้งสำคัญจากแชมป์เต้นบอลรูมชื่อดังที่เดิมพันว่าจะปั้นเธอให้กลายเป็นดาวเด่นบนเวทีระดับโลก ท่ามกลางการฝึกฝนอันเข้มข้น เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา และแรงกดดัน เธอกัดฟันสู้จนกลายเป็นดาวเด่นที่ทุกคนหลงรัก พร้อมความผูกพันที่ถักทอเป็นความรักที่สลับซับซ้อน จนเกิดคำถามที่เจ็บปวดว่า ตัวตนที่งดงามบนเวทีนี้เป็นของเธอจริง ๆ หรือเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ความสำเร็จของผู้ที่สร้างเธอขึ้นมา

Hamlet สุดเข้มข้นจากราชวงศ์รัสเซีย

อีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดจาก Eifman Ballet ต้องยกให้ Russian Hamlet ผลงานจากแรงบันดาลใจของ Hamlet โดย William Shakespeare สู่บัลเลต์สุดเข้มข้นที่ตีแผ่ชีวิตจริงของพระเจ้าซาร์ปอลที่ 1 รัชทายาทแห่งราชวงศ์รัสเซีย ผู้ต้องเติบโตท่ามกลางเกมอำนาจ การทรยศ และความหวาดระแวงภายในราชสำนัก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวที่ทั้งดุดัน ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยอารมณ์

โศกนาฏกรรมรักที่ถูกสังคมตีตรา

ด้าน Helikon Opera โรงอุปรากรชั้นนำจากกรุงมอสโก เตรียมนำ La Traviata ผลงานระดับตำนานของ Giuseppe Verdi มาจัดแสดงในประเทศไทย ถ่ายทอดเรื่องราวของ “วิโอเล็ตตา” วิโอเล็ตตา หญิงงามเมืองผู้เลื่องชื่อแห่งปารีส ใช้ชีวิตท่ามกลางความหรูหราและสังคมชั้นสูง จนได้พบกับอัลเฟรโด ชายหนุ่มผู้มอบความรักอย่างจริงใจให้เธอเป็นครั้งแรก ทำให้ทั้งคู่เลือกหันหลังให้กับแสงสีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ทว่า บรรทัดฐานของสังคมที่ตัดสินคนจากอดีตและอาชีพ กลับทวงถาม และบีบให้เธอต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างการรักษาความสุขส่วนตัว หรือการยอมเสียสละเพื่ออนาคตของคนที่เธอรัก พร้อมด้วยบทเพลงอันทรงพลังและประเด็นสังคมร่วมสมัยผ่านฝีมือทัพศิลปินและวงออร์เคสตรากว่า 150 ชีวิตที่ส่งตรงจากรัสเซีย

เรื่องราวแห่งความรัก การรอคอย และการเสียสละ

ปิดท้ายด้วย Madama Butterfly ผลงานอมตะของ Giacomo Puccini ที่เล่าเรื่องของ “บัตเตอร์ฟลาย” เกอิชาสาวผู้เฝ้ารอชายคนรักผู้เป็นเรือโทแห่งกองทัพเรืออเมริกันตามคำสัญญาด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายเมื่อเขากลับมาพร้อมภรรยาชาวอเมริกัน ถือเป็นหนึ่งในโอเปร่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานร่วมสมัยมากมาย อาทิ Miss Saigon พร้อมถ่ายทอดอารมณ์สุดสะเทือนใจด้วยบทเพลงอันงดงามและการแสดงมากฝีมือจากคณะ Helikon Opera 

เปิดโลกวัฒนธรรมและสัมผัสศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย พร้อมโชว์ชั้นนำจากอีกหลากหลายประเทศ ได้ที่ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ http://www.thaiticketmajor.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส  SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

SACIT ขับเคลื่อนองค์ความรู้พัสตรศิลป์ไทยสู่ ‘Thailand Branding’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทียูเนสโก

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยของประเทศ ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส สู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับประเทศ และบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก UNESCO ในปี 2569 ควบคู่กับการยกระดับพัสตรศิลป์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า  ชุดไทยพระราชนิยม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ ความงดงาม และภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย ประกอบด้วยชุดไทยพระราชนิยม 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยจักรี ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยอมรินทร์ โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดผ่านการจัดนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการจัดแสดงและเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน ตั้งแต่ที่มา รูปแบบการแต่งกาย รายละเอียดของผืนผ้า งานปัก เครื่องประดับ ตลอดจนภูมิปัญญางานช่างที่เกี่ยวข้อง ผ่านรูปแบบพื้นที่เรียนรู้ร่วมสมัยและการตีความใหม่ให้เข้าถึงได้ง่าย โดยผสมผสานเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ การเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักออกแบบ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้เข้าถึงเรื่องราวและคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทำความเข้าใจพัสตรศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีความหมายและคุณค่าต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

แนวคิดสำคัญของ SACIT มองว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” และหัตถศิลป์ไทยเป็นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสามารถนำคุณค่าของภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหัตถศิลป์มาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย จึงจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และบริบททางสังคมวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของพัสตรศิลป์ไทยในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจำนวนมาก และสะท้อนให้เห็นว่าพัสตรศิลป์ไทยสามารถถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่สายตานานาชาติได้อย่างงดงาม พร้อมตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการนำคุณค่าของภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทยมาสร้างมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

“การต่อยอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและพัสตรศิลป์ไทย ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ จากกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติ SACIT ต้องการต่อยอดให้เกิดการใช้ชุดไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสร้างความต้องการต่อผ้าไทย งานปัก เครื่องประดับ และงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้เมื่อทุนทางวัฒนธรรมได้รับการพัฒนาและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ก็สามารถก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงได้ เป้าหมายของ SACIT คือการยกระดับผ้าไทย พัสตรศิลป์ และงานหัตถศิลป์ไทย ให้เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของ Thailand Branding ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก”  ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเสริม

ด้าน ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปัจจุบันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นระบบ เพื่อให้สามารถศึกษา อ้างอิง และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้สะท้อนเพียงความงดงามของเครื่องแต่งกาย หากยังหลอมรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ งานช่างฝีมือ และภูมิปัญญาของสังคมไทยไว้ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ภายใต้นโยบายของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งนำองค์ความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ กระทรวง อว. จึงบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ในการจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” พร้อมมอบหมายให้สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยและจัดทำองค์ความรู้เชิงลึก จัดสร้างชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ตลอดจนจัดทำสื่อองค์ความรู้ในรูปแบบ Handbook, E-book วีดิทัศน์ และฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางของสถาบันไทยคดีศึกษา SACIT กระทรวง อว. และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อันจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงที่มีมาตรฐาน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดแฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทย ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของชุดไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ช็อก!! ดื่ม Zero Sugar ทุกวัน สารทดแทนความหวาน’ อาจไม่เฮลท์ตี้อย่างที่คิด ผู้เชี่ยวชาญเตือน’สายเฮลท์’อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบลำไส้-สมอง WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

เราอยู่ในยุคที่สั่งชานมไข่มุกหวาน 0% หยิบน้ำอัดลมสูตร Zero ดื่มกาแฟหวานน้อย หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อดื่มกาแฟที่ใส่“สารให้ความหวาน”แทนน้ำตาลแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า  ขณะที่ตัวเลขการบริโภคน้ำตาลที่แท้จริงของเราลดลง ทำไมสถิติคนเป็นเบาหวานและโรคอ้วน กลับไม่ได้ลดตามไปด้วย หรือเพราะเป็นความหวานแบบลวงตา

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ มาตังคสมบัติ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย How Sweeteners effect Gut microbiome ตอนหนึ่งในเวทีสรุปผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี 2568 โครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยมองว่าการที่คนไทยพยายามจะลดน้ำตาล  เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานต่างๆ วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคอ้วน และโรคฟันผุ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็พยายามออกผลิตภัณฑ์มาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการลดหวาน ลดน้ำตาล โดยการออกผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลน้อย(Low Sugar)

“ผลิตภัณฑ์ Low Sugar อาจจะลดปริมาณน้ำตาลลงก็จริง แต่ระดับความหวานยังคงเท่าเดิม เพราะถูกทดแทนด้วยสารให้ความหวาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเก็บภาษีน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพากันเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น”

สอดคล้องกับตลาดอุตสาหกรรมสารให้ความหวานทั่วโลก (Global Sweetener Market) ระหว่างปี 2022-2032  ก็เริ่มเห็น อุตสาหกรรมสารให้ความหวานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีจากกระแสคนรักสุขภาพ เรียกว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก”ยุคน้ำตาลครองเมือง” ไปสู่”ยุคหวานทางเลือก”  

Sweetener ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

สารให้ความหวาน ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

1.น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohols) เช่น ไซลิทอล (Xylitol) , ซอร์บิทอล (Sorbitol) , มอลทิทอล (Maltitol) และอิริทริทอล (Erythritol) มีรสหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย และยังให้พลังงานอยู่ แต่น้อยกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป  

2. สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก(Non-nutritive Sweeteners) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แอสปาแตม (Aspartame), ซูคราโลส, อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) มักพบในน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero/Light) รวมถึง หญ้าหวาน (Steviol glycosides) และหล่อฮังก้วย (Monk Fruit)

สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน   ​เป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรอง และจัดอยู่ในกลุ่ม GRAS (Generally Regarded As Safe) หมายความว่า มีความปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด โดยมีตัวเลขระบุความหวานเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายปกติ ดังนี้

​ขัณฑสกร (Saccharin): หวานกว่าน้ำตาล 200 – 700 เท่า

​แอสปาแตม: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​ซูคราโลส: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​อะเซซัลเฟม-เค: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​Neotame: หวานกว่าน้ำตาล 7,000 – 13,000 เท่า

​Advantame: หวานกว่าน้ำตาล 20,000 เท่า

​หญ้าหวาน: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​หล่อฮังก๊วย: หวานกว่าน้ำตาล 100 – 250 เท่า

​ ขณะที่กลุ่มสารให้ความหวานเพิ่มเติม ที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย (Thai FDA) ​ได้แก่ ​อะลิแทม (Alitame) เป็นสารกลุ่มไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่มีโครงสร้างคล้ายกับแอสปาร์แตม และ​ไซคลาเมต (Cyclamates) หวานกว่าน้ำตาล 30 – 50 เท่า จะเห็นว่า สารให้ความหวานเหล่านี้เกือบทั้งหมด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายปกติหลายเท่าตัว (ตั้งแต่ 30 เท่า ไปจนถึงสูงสุดคือ 20,000 เท่า) ทำให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้โดยไม่เพิ่มพลัง งานให้กับร่างกาย

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเสริมถึงสารให้ความหวานที่หน่วยงานประเทศต่างๆ ให้การรับรองนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรเครื่องดื่มไดเอทของไทยก็อาจจะต่างกับสูตรเครื่องดื่มไดเอทที่สหรัฐฯ เพราะที่สหรัฐฯ มักจะใช้แอสปาแตม ส่วนไทยใช้ซูคราโลส กับอะเซซัลเฟม-เค รสชาติก็จะแตกต่างกัน

“จริงๆสารให้ความหวานโครงสร้างไม่เหมือนกัน อาจไปทำอะไรที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงชนิดของสารให้ความหวานด้วย แม้สารให้ความหวานจะได้รับการรับรองว่า ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษ ถ้าบริโภคในระดับที่ได้รับการรับรองก็ตาม”

WHO ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน เพื่อคุมน้ำหนัก

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่า “ไม่มีน้ำตาล” ในไทยที่ใช้สารให้ความหวานและได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ถามว่า แท้จริงแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?  ในเมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ คือ ต้องดีต่อสุขภาพ

ลองสืบค้นดูหลักฐาน ผลการศึกษา หรือผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าการใช้สารให้ความแทนน้ำตาล  บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวจากองค์การอนามัยโลก ออกมาประเมินความเสี่ยงและอันตรายของแอสปาแตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน โดยจัดกลุ่มความเสี่ยงเฝ้าระวังว่า อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่หลักฐานที่แน่ชัดหรือยืนยันได้เต็มร้อย (Group 2b) ขณะที่ เมื่อปี 2023 องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำ ให้คนทั่วๆไป เด็ก สตรีมีครรภ์ ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs (ไม่รวม Sugar Alcohols)  และยังมีรายงานวิจัยเรื่อง “Health effects of the use of non-sugar sweeteners: a systematic review and meta-analysis” เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2022 พบว่าสารให้ความหวาน ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ ทั้งยัง มีการศึกษาผลต่อสมอง พบว่าคนที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองตีบ หรืออุดตัน โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม และมีการศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่าคนอายุน้อยกว่า 60 ปี บริโภค low calorie sweetener มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการลดลงของสมรรถภาพทางสมอง หรือมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนไม่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประโยชน์เพียงข้อเดียวของสารให้ความหวานที่มีผลงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน คือ การช่วยลดความเสี่ยงโรคฟันผุ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ไซลิทอล และอิริทริทอล เนื่องจากจุลินทรีย์ในช่องปากไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นกรดที่ทำลายผิวฟันได้

กระทบจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกจากนี้ มีผลการศึกษาชี้ว่า การบริโภคสารให้ความหวานส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) โดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ในขณะที่มนุษย์มีจำนวนยีนประมาณ 2 หมื่นยีน จุลินทรีย์ในลำไส้กลับมีจำนวนยีนรวมกันมากกว่า 3.3 ล้านยีน ส่งผลให้เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายจะสามารถย่อยได้เพียงบางส่วน ส่วนสารอาหารที่เหลือซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ไฟเบอร์และกากใย จุลินทรีย์ในลำไส้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายแทน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ไว้ทิ้งท้ายด้วยว่า “นอกจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกินแล้ว หากเราอยากให้จุลินทรีย์ดีชนิดไหนเติบโตในลำไส้ เราก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่เอื้อต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ดังนั้น เวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีจุดยืนชัดเจนในการส่งเสริมให้ลดพฤติกรรมการติดรสหวาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การลดน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ ‘สารให้ความหวานแทนน้ำตาล’ด้วย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯไม่สนับสนุนการใช้สารทดแทนความหวาน เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์

“ปัจจุบันเริ่มมีผลการศึกษาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันยังมีทั้งที่พบและไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ประเด็นที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ข้อบ่งชี้ที่ว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการทำงานของแบคทีเรียดีในลำไส้

ถึงแม้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะได้รับการรับรองว่าปลอดภัย บริโภคได้ในปริมาณที่กำหนด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสหวานตามธรรมชาติและไม่ปรุงรสหวานเพิ่ม เลือกดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน เน้นการลดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานดีกว่าการแทนน้ำตาลด้วยสารให้ความหวาน”ทพญ.ปิยะดา กล่าว

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล ‘องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569’

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล 'องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569'

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รับรางวัล ‘องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. เข้ารับรางวัล “องค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569” (Anti-Corruption Awards 2026) จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ในพิธีมอบรางวัลองค์กรและบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 ณ หอประชุมอาคารอเนกประสงค์ สปท. สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพฯ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นประธานในพิธี และมอบรางวัล ในโอกาสนี้ พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบหมายให้ นางสาวสุภารัตน์ ปานผดุง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ เป็นผู้แทนเข้าร่วมพิธีและรับรางวัล

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นทั้งความภาคภูมิใจและเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ พกฉ. ในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยึดหลักคุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เราให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของพระมหากษัตริย์ไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง”

โดย พกฉ.ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) พร้อมปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกระดับ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน”

การได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 ในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม และจริยธรรม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นแบบอย่างของหน่วยงานภาครัฐที่บริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมสร้างสังคมไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ต้านทานการทุจริตอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171 เว็บไซต์ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

ททท. เปิดมิติใหม่ของ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน”

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ Gastronomy Tourism ผ่านโครงการ “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน” ภายใต้แนวคิด “ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น” เพื่อต่อยอด “สุราชุมชน” จากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงเรื่องราวของผู้คน วัตถุดิบ อาหาร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาสู่เส้นทาง Gastronomy Tourism รูปแบบใหม่ที่สร้างคุณค่าให้กับการเดินทาง และสอดคล้องกับนโยบาย Value is the New Volume ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ (Meaningful Travel Experience) เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาเรียนรู้ เข้าใจพื้นที่ และสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนมากกว่าการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมเพียงอย่างเดียว

ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มที่โดดเด่นในระดับโลก ขณะเดียวกัน “สุราชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่ง Cultural Asset ที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา วัตถุดิบ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของแต่ละพื้นที่ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับอาหารท้องถิ่น การเล่าเรื่อง และกิจกรรมของชุมชน จึงสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อไปถึงจุดหมาย แต่ต้องการประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจพื้นที่และผู้คนอย่างลึกซึ้ง ททท. จึงมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าผ่านเรื่องราวและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น โดยมองว่าสุราชุมชนไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นสื่อกลางที่สะท้อนวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ โครงการ Local Spirit Guide จึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทุนวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพาทีมนักเขียน Blogger Storyteller และ Content Creator ลงพื้นที่จริงใน 5 เส้นทางต้นแบบ เพื่อเรียนรู้ร่วมกับผู้ผลิตสุราชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้คนในชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความ ภาพถ่าย และคอนเทนต์ที่สะท้อนคุณค่าของพื้นที่ในมุมมองร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางตามรอยประสบการณ์จริง

อีกหนึ่งความพิเศษของโครงการ คือการร่วมทำงานกับ Taste Curator หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดสรรรสชาติ เพื่อร่วมออกแบบ Food & Spirit Pairing โดยนำสุราชุมชนมาจับคู่กับอาหารท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัตถุดิบและรสชาติของแต่ละพื้นที่ในมิติใหม่ ยกระดับการกินและการดื่มสู่ Curated Gastronomy Experience ที่เชื่อมโยงรากวัฒนธรรมเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวร่วมสมัย พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าสุราชุมชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้กับ Gastronomy Tourism ของประเทศไทยได้

ภายใต้แนวคิด “ROOT ON THE ROCK รินรสเล่า…เคล้าวิถีถิ่น” โครงการได้พัฒนา คู่มือเส้นทางท่องเที่ยว (Local Spirit Guide) ครอบคลุม 5 ภูมิภาค 5 รากวัฒนธรรม ได้แก่ “อัสดงแห่งน่าน จากรวงข้าวสู่หยาดสุรา” ภาคเหนือ, “ออนซอน จิตวิญญาณแห่งอีสาน” ภาคอีสาน, “วิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำท่าจีน” ภาคกลาง, “ชนเผ่าซอง” ภาคตะวันออก และ “ตำนาน 3 ผู้เฒ่า” ภาคใต้ โดยรวบรวมเรื่องราวของพื้นที่ สุราชุมชน อาหารท้องถิ่น กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วม รวมถึงคำแนะนำและแผนที่การเดินทาง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจสามารถออกเดินทางตามรอยได้จริง

ททท. เชื่อว่า “Local Spirit Guide เรื่องเล่าเคล้าสุราชุมชน” จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทุนวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ถ่ายทอดคุณค่าของชุมชนผ่านรสชาติ เรื่องเล่า และประสบการณ์ที่จับต้องได้ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยในมิติใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ Facebook Page: Root on the Rock – รินรสเล่า เคล้าวิถีถิ่น