‘อวานี พลัส เกาะลันตา’ร่วมฉลอง ‘วันรักนกเงือก’ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

'อวานี พลัส เกาะลันตา'ร่วมฉลอง 'วันรักนกเงือก'ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

‘อวานี พลัส เกาะลันตา’ร่วมฉลอง ‘วันรักนกเงือก’ชวนสัมผัสธรรมชาติอันสมบูรณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.21 น.

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง วันรักนกเงือก (Love Hornbills Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ อวานี พลัส เกาะลันตา กระบี่ รีสอร์ท (Avani+ Koh Lanta Krabi Resort) ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรักและความผูกพัน ผ่าน “ก๊อก” และ “แก๊ก” คู่รักนกเงือกที่เข้ามาอาศัยท่ามกลางพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ของรีสอร์ทตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรากฏตัวของนกเงือกคู่นี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทางอวานี สร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อฉลองวันรักนกเงือกตลอดทั้งเดือนนี้ โดยเปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้เรียนรู้ เชื่อมโยง และร่วมสัมผัสความงดงามของระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์บนเกาะลันตาอย่างใกล้ชิด

นกเงือกคู่ดังกล่าวสร้างรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเหนือโซนวิลล่าสระว่ายน้ำวิวทะเลอันงดงามของรีสอร์ท โดยทีมงานของอวานีได้ตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า “โรงแรมนกเงือก (Hornbill Hotel)” ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรีสอร์ทในการอนุรักษ์สัตว์ป่า การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ด้วยสภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างธรรมชาติและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการมีอยู่ของนกแก๊ก หรือนกแกง (Oriental Pied Hornbill) นกเงือกขนาดเล็กที่สุดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้ดี จนคุ้นเคยกับการอยู่อาศัยภายในรีสอร์ทร่วมกับแขกผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันรักนกเงือก อวานี พลัส เกาะลันตา ขอเชิญชวนแขกผู้เข้าพักทุกช่วงวัยร่วมสัมผัสความงดงามของสัตว์ป่าท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับแขกผู้เข้าพัก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ประกอบด้วย:

Hornbill Heroes Adventure Booklet

วันที่: 13 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับนักสำรวจตัวน้อย พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นพบและเรียนรู้ธรรมชาติอย่างสนุกสนาน ผ่านภารกิจตามหานกเงือก “ก๊อก” และ “แก๊ก” ในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงเรียนรู้บทบาทสำคัญของนกเงือกในการช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้


G&G Stories

วันที่: 13 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

ร่วมฟังเรื่องราวสุดอบอุ่นเกี่ยวกับ “ก๊อก” และ “เก๊ก” คู่นกเงือกประจำรีสอร์ท ณ บริเวณล็อบบี้ โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม ลักษณะนิสัย และความสำคัญของนกเงือกต่อระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างผู้เข้าพักกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง


• Tree-Planting for Wildlife

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมปลูกต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าท้องถิ่น อาทิ มะเดื่อฝรั่ง (Fig), ลูกไหน (Black Plum), มังคุด และขนุน โดยกิจกรรมเชิงปฏิบัตินี้ช่วยสนับสนุนการดำรงชีวิตของนกเงือกและสัตว์พื้นถิ่น พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


• Hornbill Art Workshop with Loy Lay

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2569 | เปิดให้ผู้เข้าพักและแขกทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้

เวิร์กช็อปศิลปะสุดสร้างสรรค์ ณ The Rock Bar & Restaurant ห้องอาหารและบาร์ริมชายหาดโฉมใหม่ล่าสุดของรีสอร์ท นำโดย “ลอยเล” ศิลปินท้องถิ่นจากเกาะลันตา ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกเงือก โดยใช้เศษวัสดุจากท้องทะเลมาเปลี่ยนเป็นผลงานที่เปี่ยมความหมาย สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน การรีไซเคิล และการอนุรักษ์ท้องทะเล พร้อมเครื่องดื่มต้อนรับสุดพิเศษจากทางร้าน

ระหว่างร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่ามกลางธรรมชาติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ สมาชิกในครอบครัวยังสามารถเพลิดเพลินกับการเข้าพักใน Avani Sea View Pool Villa ที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนหน้าผาที่มาพร้อมกับทัศนียภาพของท้องทะเลแบบพาโนรามาอันงดงาม โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนอันกว้างขวาง ให้ผู้ปกครองได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ขณะที่นักสำรวจตัวน้อยสามารถเฝ้าชมนกเงือกประจำรีสอร์ท

ได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกสบายภายในวิลล่า

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ทั้งน่าประทับใจและมีความหมายบนเกาะลันตา ขอเชิญร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของ “โรงแรมนกเงือก” ได้ที่ อวานี พลัส เกาะลันตา กระบี่ รีสอร์ท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ www.avanihotels.com/en/koh-lanta-krabi อีเมล avaniplus.krabi@avanihotels.com หรือโทร +66 075 626 999

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเพียร เกษมทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายวารินทร์ ศิริเวช ในฐานะ ประธานนิสิตเก่า รุ่น 17 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตเก่า รุ่น 17 ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 262,000 บาท เพื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย

การมอบเงินบริจาคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตเก่า รุ่น 17 ที่ต้องการมีส่วนในการสนับสนุนให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์การเรียนการสอน วิจัย เพื่อการผลิตแพทย์ และให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

แพทย์ไทยสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมผ่าตัดส่องกล้องแก้อกบุ๋มครั้งแรกในบังกลาเทศ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วงการแพทย์ไทยสร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติอีกครั้ง เมื่อ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ ทรวงอกชั้นนำจากประเทศไทย ได้รับเชิญเข้าร่วมและมีบทบาทสำคัญในการผ่าตัดแก้ไขภาวะอกบุ๋มด้วยเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งนับเป็นการผ่าตัดแก้อกบุ๋มด้วยวิธีส่องกล้องครั้งแรกของประเทศบังกลาเทศ โดยการผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์นี้จัดขึ้น ณ Green Life Hospital โดยเป็นความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์นานาชาติ นำโดย Dr. Tajdit Raman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอกของบังกลาเทศ และ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย จากประเทศไทย

รายงานระบุว่า การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น มีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดจำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งหมดใช้เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องที่ทันสมัย ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคอกบุ๋มในบังกลาเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย เปิดเผยว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูงให้กับแพทย์ในต่างประเทศ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของแพทย์ไทยในยุคปัจจุบัน เพื่อช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพให้กับผู้ป่วยในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก โดยความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของแพทย์ไทยในระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและบังกลาเทศ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการรักษาและการผ่าตัดขั้นสูงในอนาคต

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.38 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำ อินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่ วันนี้ – 23 กุมภาพันธ์ 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชน เอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”

“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่สนใจ สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ภายในเวลา 12.00 น. ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือการบันทึก “คลิปวีดิโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที (เลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง) ในหัวข้อ “ธรรมชาติ และตัวฉัน สัมพันธ์กันอย่างไร” โดยกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/U3EmCuCSwPe1viGw5 หรือสแกน QR Code ด้านล่าง  

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” https://www.facebook.com/thairakpaofficial โดย EGCO Group จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 70 คน ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” 

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center”  ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) ผนึกกำลัง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) พร้อมประกาศเปิดตัว “CP IP Service Center” ศูนย์บริการแบบ One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ครอบคลุมการจดทะเบียน การให้คำปรึกษา การวางกลยุทธ์ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่ง “แปลงองค์ความรู้ และนวัตกรรม” ให้กลายเป็น “มูลค่าเศรษฐกิจ” และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยบนเวทีโลก การเปิดตัว CP IP Service Center สะท้อนทิศทางการทรานส์ฟอร์มของเครือซีพีสู่การเป็น Tech-Driven Company โดยมองว่า IP ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยสร้างรายได้ สร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบภาครัฐ เอกชน และพันธมิตร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำ พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ดร.ปิยาภรณ์ ภาสกานนท์ Head of Corporate Innovation Strategy เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เข้าร่วมลงนาม และเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำว่า “ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยย้ำว่าประเทศไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไม่อาจยืนอยู่ในสถานะเดิมต่อไป มิฉะนั้นจะเผชิญกับภาวะ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งทางออกสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นกลไกหลักในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าและพาประเทศกระโดดสู่ระดับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมระบุว่าในบริบทโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะยุค AI ภาคธุรกิจไม่อาจก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำได้ หากไม่ปรับตัวสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะภาคเอกชนขนาดใหญ่ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Driven Company) ผ่านการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) และการพัฒนา “CP IP Service Center” ให้เป็น One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับการคุ้มครอง ต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ จึงนับเป็นบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเวทีโลก”

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในการนี้ ภายในพิธีดังกล่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ว่าด้วยบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการแปลงองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอนาคตอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย (Value Chain) ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์ การจดทะเบียนคุ้มครอง ไปจนถึงการปกป้องไม่ให้เกิดการละเมิด  โดยปัจจุบันมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรสะสมกว่า 97,000 รายการ และเครื่องหมายการค้ากว่า 600,000 รายการ อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างสำคัญในด้านการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ภาครัฐจึงมุ่งปรับปรุงกระบวนการและงานบริการให้สอดรับกับการทำงานของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย โดยการนำผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนจะช่วยสร้างการคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ” 

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่เศรษฐกิจต้องเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อองค์ความคิด ความรู้ และผลงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญา (Sustainable Intelligence) ตามแนวคิดของนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 143% และมีมูลค่ารวมราว 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก สะท้อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พัฒนาโมเดล IP Financing และเสริมศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพ โดยเครือซีพีคาดหวังว่า “CP IP Service Center” ในฐานะ One Stop Service จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการคุ้มครอง การบริหารจัดการ และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ย้ำว่า “การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่เป็นรูปแบบทางการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทรัพย์สินที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งผู้ประกอบการควรเลือกแนวทางการคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และควรดำเนินการจดทะเบียนให้รวดเร็ว เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเอทีพีเซิร์ฟได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของ “CP IP Service Center” เพื่อช่วยคู่ค้าและลูกค้าในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องและเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงคุณค่าในการคุ้มครองและการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์กายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่”

ฝั่งอุตสาหกรรมดิจิทัล นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาระบบ IP ต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิผู้สร้างสรรค์และการเข้าถึงของผู้บริโภค โดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนงาน IP ผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี AI/บิ๊กดาต้า, ความร่วมมือบังคับใช้สิทธิ, ระบบนิเวศพันธมิตร และ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค และย้ำว่า IP คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มอีโคโนมี และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย”

ด้านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร นางสาวมาลี อุทัยกิตติศัพท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพี ออลล์ มุ่งปลูกฝังวัฒนธรรมคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน “สังเกต เห็นโอกาส และต่อยอด” จนกลายเป็นนวัตกรรมที่จดทะเบียนคุ้มครองได้ พร้อมมีหน่วยงานดูแล IP โดยเฉพาะ นำเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด” 

ในส่วนมิติอุตสาหกรรมอาหารและความยั่งยืน นายสหัส ไชยโย ผู้บริหารสูงสุด ด้านวิศวกรรมเพื่อความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพีเอฟใช้นวัตกรรมทั้งชีวเทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ควบคู่การจดสิทธิบัตร คุ้มครอง IP เพื่อรักษาคุณค่าของนวัตกรรม เสริมการแข่งขัน และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายพอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด ระบุว่า “บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด มุ่งทำให้ความรู้ด้าน IP เข้าถึงนักสร้างสรรค์รายย่อยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง รวมถึงบูรณาการความรู้ IP ในหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์เห็นคุณค่าการปกป้องผลงานและนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน”

พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ มุ่งเชื่อม “งานวิจัยและนวัตกรรม” สู่ “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” อย่างเป็นรูปธรรม  โดยส่งเสริมการคุ้มครองและการต่อยอดผลงานวิจัยของซีพี รีเสิร์ช โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่บุคลากร นักวิจัย และผู้ประกอบการในเครือข่าย พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อใช้องค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานในการผลักดันนวัตกรรม เศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน เครือซีพีมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสะสม 4,592 ฉบับ ตอกย้ำบทบาทองค์กรนวัตกรรม ที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน และปูทางสู่ “สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” (Sustainable Intelligence)  โดยภายในงาน ยังมีการนำนวัตกรรมตัวอย่างที่ได้รับการจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และคำขอ แล้วมาจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย 1. ชุดตรวจหาเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์ก่อโรค AHPND ด้วยเทคนิค Real-time PCR นวัตกรรมตรวจเชื้อก่อโรคกุ้งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมการเฝ้าระวัง ป้องกันการระบาด และยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มกุ้ง จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. BiFiO Probiotic (บิฟิโอ โพรไบโอติก) โพรไบโอติก–พรีไบโอติกสูตรเฉพาะ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลลำไส้ และลดอาการภูมิแพ้ในระยะยาว จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. อุปกรณ์สำหรับบรรจุสินค้า-อุปกรณ์แท่งเหล็กช่วยลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานในการเติมสินค้าแบบแขวนให้เร็วขึ้น 40 นาทีต่อวันต่อสาขา จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. สมอบก-เสาป้องกันอุบัติเหตุบริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยหากรถชน จะทำหน้าที่พับ และล๊อคไม่ให้รถเคลื่อนตัว จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 5. ระบบแก้คำผิดอัตโนมัติด้วย Phonetic BK-Tree สำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแก้คำพิมพ์ผิดหลายภาษา ช่วยให้ค้นหาสินค้าที่ “ใช่” ได้เร็วขึ้น ลดเวลาหาสินค้าลงกว่า 50% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)  6. ระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลสำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแนะนำสินค้าได้ตรงใจรายบุคคล ช่วยเพิ่มมูลค่าตะกร้าสินค้าเฉลี่ยกว่า 35% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) 7. Automatic Speech Recognition (ASR): ระบบกระบวนการตอบโต้ผู้ใช้ด้วยการรู้จำเสียงพูดภาษาไทย นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Call Center อัจฉริยะ แปลงเสียงเป็นข้อความความแม่นยำสูง ช่วยลดเวลารอสาย ลดภาระงาน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า จากบริษัท ทรู คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) 8. Wong-WAI: นวัตกรรม AI–NLP วิเคราะห์กระแสโซเชียลแบบเกือบเรียลไทม์ ทำงานอัตโนมัติ 24 ชม. ช่วยองค์กรรับมือคอมเมนต์เชิงลบได้ทันท่วงที จากบริษัท ทรู  คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)

การเปิดตัว “CP IP Service Center” สะท้อนบทบาทของ CP COE ในการยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของเครือซีพีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในโลกธุรกิจจริง พร้อมตอกย้ำมุมมองว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจดสิทธิบัตร แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแปลงความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ เสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตรภาคธุรกิจอย่าง ATP SERVE เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการสร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.09 น.

ทุกวินาที มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังรอ “โลหิต” เพื่อการรักษา และทุกการให้ คือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมีชีวิตต่อไป พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมบริจาคโลหิต โดยร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อส่งต่อโลหิตคุณภาพให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเพิ่มคลังเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา  ส่งมอบโลหิตได้ถึง 1,055 ยูนิต และช่วยต่อชีวิต 3,825 คน

วรารัตน์ บุณยานนท์ ผู้บริหารพาราไดซ์ พาร์ค ร่วมให้กำลังใจพนักงาน MBK Sprit 

สำหรับปี 2569 ยังคงตอกย้ำเจตนารมณ์ในการร่วมสร้างคุณค่าและจัดกิจกรรมดี ๆ ภายใต้แนวคิด MBK CARE กับกิจกรรมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน ณ ชั้น 3 โซน Beauty & Health ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการร้านค้า พนักงาน และลูกค้าที่มาใช้บริการ ร่วมบริจาคกันต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจาก วรารัตน์ บุณยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนจากสภากาชาดไทย และได้ร่วมให้กำลังใจ พนักงาน MBK Sprit ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันในครั้งนี้

ดาว วงศ์คุณานันต์ ผู้มาร่วมบริจาค กล่าวว่า “มีความตั้งใจที่จะมาร่วมบริจาคโลหิต และเตรียมความพร้อมของร่างกายมาเป็นอย่างดี เพราะเคยไม่ผ่านเกณฑ์การบริจาคในบางครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ตั้งใจว่าจะต้องบริจาคให้ได้ พร้อมตั้งเป้าหมายว่าจะมาร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีการมาบริจาคโลหิตที่พาราไดซ์ พาร์ค มีความสะดวกสบาย พื้นที่โปร่ง โล่ง เป็นระเบียบ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือเกิดความกังวล ตนก็อยากเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงมาร่วมบริจาคโลหิตกัน เพราะนอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโลหิตแล้ว ยังถือเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองไปพร้อมกันด้วย”

ภัทรวดี มงคลฟัก  กล่าวว่า “ตั้งใจมาบริจาคโลหิตเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย ครั้งนี้ถือเป็นการบริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ตั้งเป้าว่าจะมาบริจาคให้ได้ทุก 3 เดือน สำหรับการมาบริจาคที่พาราไดซ์ พาร์ค สะดวกสบาย ใกล้บ้าน และครั้งแรกที่มาบริจาคโลหิตก็มาที่พาราไดซ์ พาร์ค รู้สึกประทับใจ ครั้งนี้จึงได้กลับมาอีกครั้ง อยากชวนทุกคนมาร่วมบริจาคเลือดกัน เพื่อจะได้นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยังต้องการเลือดค่ะ”

มนัท ภูษา หนึ่งในพนักงาน MBK Spirit กล่าวว่า “วันนี้ตั้งใจมาร่วมบริจาคโลหิต โดยปกติมักเดินทางไปบริจาคที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาด ไทย แต่เมื่อมีการจัดกิจกรรมที่พาราไดซ์ พาร์ค ทำให้สามารถมาบริจาคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และทราบว่าขณะนี้ปริมาณโลหิตในคลังยังมีไม่เพียงพอ จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมบริจาคโลหิตกัน หากใครไม่สะดวกเดินทางเข้าเมือง สามารถมาบริจาคได้ที่พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่งจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเป็นประจำทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน ตลอดทั้งปีครับ”

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 102 ราย และสามารถรับโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 81 ยูนิต ซึ่งโลหิตทั้งหมดจะถูกนำไปส่งต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการทั่วประเทศ ต่อไป

พาราไดซ์ พาร์ค พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตและโอกาสในการมีชีวิตให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศ และขอเชิญชวนมาร่วมบริจาคโลหิตกับกิจกรรม “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน โดยครั้งต่อไป  จะจัดในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ และ 30 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. – 15.00 น. ณ ชั้น 3 โซน Beauty & Health ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ ยัสปาล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของเมืองไทย ร่วมกับ 4 สถาบันการศึกษาได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) ส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พัฒนาความรู้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ทั้งในและนอกชั้นเรียน เปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพของอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคต

ยัสปาล กรุ๊ป และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปกรรมศาสตร์

ยัสปาล กรุ๊ป และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์

ยัสปาล กรุ๊ป ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายความยั่งยืนในด้าน “The Power of Next” เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโต พร้อมยกระดับการส่งเสริมนิสิตนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่น ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับ 4 สถาบันการศึกษาของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย

ยัสปาล กรุ๊ป และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้: โดยการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรระดับมืออาชีพของยัสปาล กรุ๊ป สู่นักศึกษาผ่านกิจกรรมส่งเสริมหลักสูตรต่างๆ อาทิ การจัดเวิร์คช้อปให้ความรู้ด้าน Commercial Styling , Creative Wear ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงสู่นักศึกษาในห้องเรียน

ยัสปาล กรุ๊ป และวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ: เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าฝึกงาน (Internship) และศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ที่ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นไปแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท

พิธีเปิดโครงการ “RE-LIFE FABRIC BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026”

การสนับสนุนโครงการวิชาการ: บูรณาการกิจกรรมด้านวิชาการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติ ที่จะเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในโลกธุรกิจ อาทิ การสนับสนุนการจัดแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และ โครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026” ที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่นและความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการบริหารจัดการวัสดุสิ่งทอส่วนเกิน และผ้าที่ยังไม่ถูกใช้งานอย่างสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน

ตัวอย่างกิจกรรมของนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ 

ทั้งนี้ ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับทั้ง 4 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างรากฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง พร้อมมอบประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการมืออาชีพ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

'หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด' กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรด้านสุขภาพที่ใส่ใจสังคม เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เปิดรับบริจาค “หมวก” เพื่อส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื่องในโอกาส วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 สาขา ได้แก่ โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน, โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม และโรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา 


 
การบริจาคหมวกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดซึ่งอาจทำให้ผมร่วง หมวกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใย ความอบอุ่น และกำลังใจที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ 


 
หมวกทุกใบที่ได้รับจากการบริจาค กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช จะทำการรวบรวม คัดแยก และส่งต่อให้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างเหมาะสมและทั่วถึง 


 
กิจกรรมรับบริจาคหมวกในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของกลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งในสังคมไทย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึงการดูแลหัวใจและความรู้สึกของผู้ป่วยด้วย” 


 
กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ขอขอบพระคุณ ประชาชน ผู้ป่วย ญาติ และผู้ที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันน้ำใจ ด้วยการบริจาคหมวกใหม่หรือหมวกสภาพดี สะอาด เหมาะสำหรับผู้ป่วย เพื่อนำไปส่งต่อความหวัง ความห่วงใย และพลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งในโอกาสวันมะเร็งโลกนี้ 
 


เพราะ “หมวกหนึ่งใบ” อาจเปลี่ยน “วันธรรมดา” ของใครบางคน ให้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี 'ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร' ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร” ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสองวีรสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมืองถลาง และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวภูเก็ต

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับ การท่องเที่ยวหลักของจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นักท่องเที่ยวชาวไทย–ต่างชาติ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต 

ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมสร้างกระแสการรับรู้บนสื่อออนไลน์ และตอกย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

โดยการจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถาน เมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

สำนักงานเขตดินแดง ร่วมกับ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันแห่งความรักสุดยิ่งใหญ่ “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ณ จุดบริการด่วนมหานคร ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้

นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่า “จากการเปิดบริการจุดบริการด่วนมหานคร ภายในศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก สำหรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ สำนักงานเขตฯ มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของทุกท่าน ด้วยการเปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ในงาน “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 11.00-16.00 น. โดยคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส 2 คู่แรกจะได้รับ Rose Teddy Bear 1 ตัวจากร้าน DD Gift Shop และ 30 คู่แรกได้รับ Gift Voucher จากร้านพฤกษาคลินิก / KBBQ Korean Buffet นอกจากนี้ยังมีบูธถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย”

จุดบริการด่วนมหานคร (Bangkok Express Service) ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เปิดให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-18.30 น. สำหรับโอกาสพิเศษในวันวาเลนไทน์นี้ นายไพรัช รัชตัญญู ผู้อำนวยการสายงานขายและการตลาด พร้อมด้วย นายเกรียงไกร ทองเที่ยงธรรม ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความประทับใจและเติมความสุขให้แก่คู่รักทุกคู่ พร้อมเชิญชวนสัมผัสบริการที่ครบครันภายในศูนย์การค้าฯ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและผู้มาเยือนได้อย่างลงตัว

ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ไลฟ์สไตล์มอลล์ 24 ชั่วโมง ศูนย์การค้าของคนนอนดึก ศูนย์รวมบริการและกิจกรรมใจกลางรัชดา เติมเต็มช่วงเวลาในการกิน ช้อปปิ้ง และออกกำลังกาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองแบบครบวงจร สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชัน หรือกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง www.thestreetratchada.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TheStreetRatchada หรือ โทร. 02-232-1999