อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

อบจ.นนทบุรี ปฏิวัติสิ่งแวดล้อมด้วยพลังเยาวชน ชูธง ‘โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7’ มุ่งสู่ภารกิจ Net Zero

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.57 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี)  จัดกิจกรรมงานสิ่งแวดล้อมศึกษา “Green & Clean โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7” ภายใต้โครงการคลองสวยน้ำใส เดินหน้ายกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการบำบัดมลพิษสู่การสร้างพลเมืองรักษ์โลก มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน พร้อมเผยความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ในพื้นที่วิกฤต งานจัดขึ้นวันที่  7 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 18.00 น. ชั้น 4 เวสต์เกตฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี

นางสาวอิษยา สาธรสันติกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า อบจ.นนทบุรี ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยมีภารกิจสำคัญคือการสร้างรากฐานด้านสุขาภิบาลที่แข็งแกร่ง ล่าสุดได้เดินหน้า โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย (พื้นที่วิกฤตโซนที่ 1) ครอบคลุมพื้นที่ 4 เทศบาล (ทม.ศรีเมือง, ทม.บางกร่าง, ทม.บางเลน และ ทม.บางสีทอง) ซึ่งใช้เทคนิคดันท่อลอดใต้ดินเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยระบบนี้จะสามารถบำบัดน้ำเสียได้ถึง 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2571 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองสายหลัก เช่น คลองอ้อมนนท์ และคลองบางกรง ให้กลับมาใสสะอาดอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนหากขาดการ มีส่วนร่วมของภาคประชาชน อบจ.นนทบุรี จึงได้ต่อยอดสู่โครงการ Green & Clean โรงเรียนสีเขียว มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพราะเราเชื่อมั่นว่าโรงเรียนคือจุดกำเนิดที่ดีที่สุดในการปลูกฝัง DNA รักษ์โลก เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่พร้อมดูแลโลกในอนาคต ควบคู่ไปกับการที่ อบจ. จัดเตรียมระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานรองรับไว้อย่างเป็นรูปธรรม”  นางสาวอิษยา กล่าวเสริม

ในปีนี้ อบจ.นนทบุรี ได้กำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายลดลงร้อยละ 12.21 ภายในปี 2573 ผ่าน 6 กลไกสำคัญ อาทิ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการขยะครบวงจร และการสร้างเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็ง

นางสาวฌลาณัฏฐ์ คิดใจเดียว ผู้อำนวยการกองทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ระบุว่า ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษาเอกชนนนทบุรี โดยก่อนวันงานแถลงข่าว ได้มีการแข่งขันสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน และคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ 20 แห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสถานศึกษาในจังหวัด

ธนวรรณ ประมวลศิลป์ชัย นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษาเอกชนนนทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานนิทรรศการที่จัดขึ้นในวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นเวทีแสดงผลงานและไอเดียจากกว่า 60 โรงเรียนทั่วจังหวัด ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปรับเปลี่ยน สู่ความยั่งยืนของไทยและโลกของเรา”

ท้ายสุด  องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และผู้สนใจร่วมงานสิ่งแวดล้อมศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ “Green & Clean โรงเรียนสีเขียว ปีที่ 7” ภายใต้โครงการคลองสวยน้ำใส ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานก้าวเข้าสู่ปีที่ 17 พบกับการรวมพลังของสถานศึกษาทั่วจังหวัดนนทบุรีทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 60 แห่ง ที่จะมาถ่ายทอดไอเดียผ่านแนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปรับเปลี่ยน สู่ความยั่งยืนของไทยและโลกของเรา

ไฮไลท์สำคัญภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ : ร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และรัชกาลที่ 9 ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, สุดยอดนวัตกรรมเยาวชน: ชมการแสดงผลงาน สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมรักษ์โลกที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนกว่า 2,000 คน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโลกร้อนและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน, เส้นทางสู่ Net Zero: เรียนรู้ 6 มาตรการหลักของ อบจ.นนทบุรี ในการลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

เวทีสร้างสรรค์: สนุกกับกิจกรรมการแสดง บูทนิทรรศการจากกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายโรงเรียนสีเขียวต้นแบบ 20 แห่ง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจังหวัดนนทบุรีสู่เมืองสะอาด สิ่งแวดล้อมดี และส่งแรงใจให้เยาวชนไทยที่มี “DNA รักษ์โลก” ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความยั่งยืนสืบไป สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Green & Clean โรงเรียนสีเขียว หรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

ครั้งแรก! Central Park รวมพลังนักออกแบบระดับโลก เปิด Design for Bangkok เผยเบื้องหลัง Dusit Central Park

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.52 น.

ศูนย์การค้า Central Park ร่วมกับเทศกาลออกแบบกรุงเทพ Bangkok Design Week 2026 จัดงาน Central Park Design for Bangkok ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเบื้องหลังการออกแบบและการพัฒนาโครงการ Dusit Central Park ภายใต้แนวคิด Design for Bangkok ที่มองการพัฒนาโครงการให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คน ผสานแรงบันดาลใจจากย่านสีลม ความร่มรื่นของสวนลุมพินี และตำนานโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ถ่ายทอดสู่มาตรฐานใหม่ของโครงการ Mixed-use ผ่านความร่วมมือของสององค์กรชั้นนำ พร้อมเครือข่ายนักออกแบบระดับโลก เพื่อร่วมยกระดับกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญคือเวที Central Park Design Talk: Designing the Future of Bangkok เปิดเวทีด้วย Panel Talk ระหว่าง คุณายุธ เดชอุดม Asset Director, Central Park และ ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม (ทั่วโลก) Dusit International ประเด็น Design for Bangkok: From Collaboration to Vision ถ่ายทอดเบื้องหลังความร่วมมือของเซ็นทรัลพัฒนา และดุสิตธานี ในการเปลี่ยนที่ดินผืนพิเศษใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความหมาย ยั่งยืน และส่งต่อคุณค่าได้ในระยะยาว

คุณายุธ เดชอุดม กล่าวว่า “ตลอดการพัฒนาโครงการ เราเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยกันกำหนดทิศทาง แก้โจทย์ที่ท้าทาย และมองหาโอกาสใหม่ ๆ ไปด้วยกัน Here for Bangkok ไม่ใช่แค่ Marketing Slogan แต่อยู่ในกระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจริง สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างทีมระดับโลกกับนักออกแบบไทย และยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้แสดงความสามารถ โดยเฉพาะงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สร้างผลงานในระดับนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ”

ด้าน ศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม (ทั่วโลก) Dusit International กล่าวว่า “ความตั้งใจของเราไม่ใช่เพียงการสร้างโครงการที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม แต่คือการพัฒนาพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน เพียงได้เห็นภาพของโครงการ ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า ‘นี่คือกรุงเทพฯ’ ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบขึ้นมาเฉพาะสำหรับพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งาน เพื่อสะท้อนตัวตนของเมืองอย่างแท้จริง เราตั้งใจพัฒนาให้เป็นมากกว่าแลนด์มาร์ค แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงเมือง ธรรมชาติ และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘ผู้คน’ เป็นศูนย์กลาง เพราะนี่คือโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ และพร้อมเติบโตไปกับผู้คนอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ขณะที่ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development, เซ็นทรัลพัฒนา เผยกระบวนการออกแบบ Master Plan โครงการที่ผสาน Retail, Residence, Office และ Hotel เข้าด้วยกัน “เราไม่มอง Architect เป็นแค่คนออกแบบอาคาร แต่คือคนที่ออกแบบ Space และ Urban System  เพื่อให้ผู้คนได้มา Connect กัน สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือวิสัยทัศน์ ‘Here for Bangkok’ ที่วางไว้จากจุดเริ่มต้น วันนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และทำให้ทุกคนได้สัมผัสทั้งความเป็นเซ็นทรัลพัฒนาและดุสิตธานีอย่างเต็มที่ ผ่านโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ ยังรวมนักคิดและนักออกแบบระดับแนวหน้าทั้งไทยและนานาชาติที่อยู่เบื้องหลังโครงการ Dusit Central Park มาร่วมแบ่งปันมุมมองใหม่ให้กับการออกแบบกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ ที่มาร่วมเจาะลึกการออกแบบ MICHEL VAN DE KAR จาก OMA และ สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ จาก A49 ถอดบทเรียนจุดกำเนิดของ Master Plan การทดลองฟอร์มสถาปัตยกรรม ในฐานะต้นแบบใหม่ของโครงการที่พร้อมเติบโตไปกับเมืองกรุงเทพฯ เสริมด้วยมุมมองการออกแบบภายในโดย BRIAR HICKLING Co-founder, Linehouse การตีความ Heritage โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โดย ขนิษฐา พัฒนพณิชกุล Design Director, dwp กระบวนการออกแบบสวนลอยฟ้าโครงสร้างสีเขียวของเมืองโดย ทัชพล สุนทราจาร จาก Landscape Collaboration และบทบาทของศิลปะในพื้นที่สถาปัตยกรรมโดย หฤษฎ์ ธรรมประชา ศิลปินจาก Infinite Riot สะท้อนภาพการออกแบบเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน

ภายในงานยังกิจกรรม Exhibition & The Landmark ณ ชั้น 1 Central Park ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกระบวนการออกแบบเมือง  อาทิ The Landmark Art Installation สูง 7 เมตร รวม DNA การออกแบบ Dusit Central Park โดดเด่นด้วยเส้นสายของเสาโค้ง Façade ซิกแซก และรูปทรงน้ำพุอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ด้านหน้าเป็นแพทเทิร์นสามมิติ ด้านหลังรังสรรค์ชิ้นงานด้วยลวดลายทางสถาปัตยกรรมและมัณฑศิลป์ของ Central Park ฝีมือ Infinite Riot หนึ่งใน Local Artist จาก Bangkok Design Week 2026 พร้อมรับชมการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านมุมมองของศิลปิน

Exhibition: Exploring the City Through Design เปิด Design Behind the Scene ถ่ายทอดตั้งแต่กระบวนการวางผัง การตีความบริบทเมือง พร้อมเผยแง่มุมการออกแบบที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็น Build Your Central Park: กิจกรรมต่อบล็อกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Central Park เช่น สี่เหลี่ยม ซิกแซก Facade และบันไดเลื่อน เรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบผ่านการลงมือทำจริง Central Park Passport: กิจกรรมสะสมแสตมป์จาก 3 จุด Iconic ของโครงการ ได้แก่ skyhall ชั้น 1, ทางเดินเข้า The Roof Park ชั้น 4 และบันไดเลื่อน ชั้น 1 เรียนรู้เรื่องราวการออกแบบของแต่ละพื้นที่ เมื่อสะสมครบจะได้ภาพที่สมบูรณ์และของที่ระลึกสุดพิเศษกลับบ้าน และ Breathe the Park: กิจกรรมประสบการณ์ Sensory ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ดมกลิ่นดอกไม้และพรรณไม้จากสวนลอยฟ้า สัมผัสถึงความตั้งใจในการออกแบบสวนเพื่ออากาศบริสุทธิ์ใจกลางกรุงเทพฯ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook Fanpage: Central Pattana และ Central Park Bangkok 

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

‘มีวนา ปลูกมาจนโต’ ชวนคนไทยจิบกาแฟออร์แกนิก ปลูกป่ารักษ์โลก ลด PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.

กระแสตอบรับ มีวนาชวนจิบกาแฟ…ปลูกป่ารักษ์โลก ส่งต่อต้นกล้าให้ป่าต้นน้ำจังหวัดเชียงรายดีเกินต้าน ร่วมด้วยช่วยกัน เลือกดื่มกาแฟออร์แกนิกไทย…ได้ปลูกป่า 40,000 ต้น ทะลุเป้าจาก 10,000 ต้น เป็น 40,000 ต้น เกินกว่าจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ถึง 30,000 ต้น ผู้ริเริ่มโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า แบรนด์มีวนา ใจฟู เตรียมพร้อมไปต่อกับแคมเปญขับเคลื่อนความยั่งยืนในปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพกาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทย เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดกว่า 1,000 ตัน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ผ่านทุกแก้วกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา

บริษัท มีวนา จำกัด (ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์) เผยความสำเร็จของแคมเปญ “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together” ชวนผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำและสิ่งแวดล้อม เพียงดื่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา โดยทุกๆ 7 แก้ว จะเท่ากับการ ส่งต่อต้นกล้าให้ป่าต้นน้ำ 1 ต้น ที่ร้านกาแฟมีวนา 3 สาขา ได้แก่ มีวนาคอฟฟี่ แฟล็กชิพสโตร์ (ซอยศรีนครินทร์ 57), มีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร (ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 7) และมีวนาคอฟฟี่ สนามบินนานาชาติดอนเมือง (เทอร์มินอล 1 ชั้น 3 ตรงข้าม Gate 1-7) ร่วมด้วยร้าน vistacafé 14 สาขา และ ร้าน Sarnies 6 สาขา

แคมเปญดังกล่าวได้เสียงตอบรับจากพลพรรคนักดื่มกาแฟหัวใจสีเขียวอย่างล้นหลาม ทำให้เป้าหมายจากเดิมที่วางไว้ “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” กลายเป็น ชาวมีวนาร่วมกันปลูกไปแล้วถึง 40,000 ต้น สูงเกินความคาดหมายไปถึง 30,000 ต้น และต่อยอดพลังขับเคลื่อนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า รักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเกษตรกร 7 หมู่บ้าน ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้มาจากพลังความร่วมมือร่วมใจของลูกค้าที่ให้การสนับสนุนแคมเปญเป็นอย่างดี พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ ร้าน vistacafé และร้าน Sarnies ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญและกิจกรรม “มีวนาชวนปลูก 10,000 ต้น” ซึ่งทั้งสองแบรนด์ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาความยั่งยืนผ่านกาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทย มีวนา

พลังรักษ์โลกของทุกคนทำให้ปลูกป่าได้ถึง 40,000 ต้น

ดรรชนี คุณาวิชยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของแคมเปญในปีที่ผ่านมาว่า “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together ชวนปลูกป่า 10,000 ต้น แต่ด้วยพลังรักษ์โลกของทุกคนทำให้เราปลูกได้ถึง 40,000 ต้น เป็นอะไรที่เกินคาดมากๆ ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกหัวใจพองโต ดีใจที่มีคนตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วนร่วมในจุดยืนเดียวกันกับมีวนา ซึ่งเรามิใช่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตกาแฟอินทรีย์ แต่ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน มีวนา ยังทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยการปลูกกาแฟอินทรีย์ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูผืนป่า อีกทั้งมีวนายังมีส่วนร่วมในการเป็นตัวกลางเพื่อช่วยผลักดันและเชื่อมโยงระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำ คือ เกษตรกร และผู้บริโภคให้สามารถสื่อสารถึงกันได้ง่ายขึ้น ทำให้การปลูกป่าเป็นเรื่องที่ง่ายและใกล้ตัวผ่านกาแฟทุกถ้วยของมีวนา ซึ่งแคมเปญนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือและความรู้สึกเชื่อมั่นจากลูกค้ามีวนาทุกคน พาร์ทเนอร์ผู้ให้การสนับสนุนตลอดแคมเปญ เกษตรกรป่าต้นน้ำ และทีมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาชุมชน มีวนา รวมถึง เชอร์รี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ในบทบาทของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และ โจโฉ ยูทูปเปอร์สายเดินป่าชื่อดัง ที่มาร่วมสนับสนุนและขยายการรับรู้ให้กับโครงการนี้ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรกาแฟอินทรีย์ มีวนาทั้ง 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านขุนลาว, บ้านห้วยไคร้, บ้านห้วยคุณพระ, บ้านดอยช้าง, บ้านใหม่พัฒนา, บ้านผาแดงหลวง และบ้านร่มเย็น ซึ่งลูกค้ามีวนาได้ให้ความสนใจและเข้าร่วมในแคมเปญนึ้ กว่า 100,000 คน และมีวนาต้องขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมากที่ให้การสนับสนุนแคมเปญนี้อย่างดีตลอดปีที่ผ่านมา”

อีกหนึ่งกิจกรรม “กอดป่า Challenge” ที่เชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมถ่ายภาพ “กอดต้นไม้ในแบบฉบับของคุณ พร้อมข้อความเชิญชวนปลูกป่า” ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีลูกค้าส่งภาพพร้อมข้อความเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 ท่าน ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ได้รับรางวัล 4 ท่าน ที่จะร่วมทริปเดินทางไปปลูกป่าต้นน้ำกับมีวนา ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ที่จังหวัดเชียงรายด้วยกัน

 ปี 2569 ต่อยอดกิจกรรมปลูกป่า ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5

สำหรับแคมเปญ “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together” เกิดจากความมุ่งมั่นในการขยายความร่วมมือและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น โดยสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาพื้นที่ป่าในประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 และต่อยอดกิจกรรมปลูกป่าที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 กว่าปี เพื่อมาทดแทนต้นที่เสื่อมโทรมไป และปลูกพันธุ์ไม้อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มร่มเงาให้กับป่าต้นน้ำ สู่การอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน

จากกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากของลูกค้าในปีที่ผ่านมา ปี 2569 นี้ทางมีวนาตั้งเป้าร่วมพัฒนาและรับซื้อเชอร์รี่กาแฟออร์แกนิก อาราบิก้าไทยจากสมาชิกกาแฟอินทรีย์รักษาป่ามีวนา เพิ่มถึง 1,000 ตัน เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของลูกค้าธุรกิจกาแฟและผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของมีวนาผ่านร้านค้า อาทิ Tops, Gourmet, Villa และ Foodland เป็นต้น และช่องทางออนไลน์ผ่านทาง Lazada, Shopee และ www.mivana.co.th นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์กาแฟ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาจากส่วนประกอบอื่นของเมล็ดกาแฟ สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ ในปีนี้ รวมถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์กาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา ได้ทางออนไลน์ทุกช่องทางของ MiVana Organic Forest Coffee: https://linktr.ee/MiVanaCoffee

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.54 น.

นวัตกรรมศาสตร์พระราชา คือแนวคิดการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของธรรมชาติ เคารพสิ่งแวดล้อม และมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างคน ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชุมชน ด้วยแนวคิดดังกล่าว โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 จึงจัดขึ้น ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และถอดบทเรียนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตามแนวศาสตร์พระราชา ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของโลกปัจจุบัน

กิจกรรมสำคัญของโครงการในครั้งนี้ คือ การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นปลาน้ำเย็น
ที่ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นของประเทศไทย แต่สามารถเพาะเลี้ยงได้สำเร็จบนพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติที่เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิ น้ำที่สะอาด และระบบนิเวศที่สมดุล การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทำให้การเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียนกลายเป็นอาชีพที่มีจุดขายเฉพาะ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่สูง ควบคู่ไปกับการรักษาป่าต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่มุ่งเน้นความพอดี ความยั่งยืน และการพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณภาพ

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการว่า“โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเข้าใจอย่างถูกต้อง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการ
ดำเนินชีวิต การทำงาน และการสร้างอาชีพได้จริง โดยเฉพาะการพัฒนาที่เคารพธรรมชาติและสร้างความสมดุลให้กับ
สังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนในระยะยาว”

ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากฐานทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อาทิ การพัฒนากาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูง และการถอดบทเรียนเชิงนวัตกรรม เพื่อให้เห็นว่าการสร้างอาชีพและรายได้ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมกิจกรรมคืนสมดุลให้กับใจและกาย ผ่านกิจกรรม “อาบป่า (Forest Bathing หรือ ชินริน-โยกุ)” และ “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” โดย ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บรรยากาศของป่าต้นน้ำ เสียงลำธาร เสียงนกร้อง และกลิ่นอายของธรรมชาติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน และเปิดพื้นที่ภายในใจให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าการอาบป่าช่วยลดความเครียด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

กิจกรรมอาบป่าในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการพักผ่อนหรือกิจกรรมเพื่อสุขภาพ หากแต่เป็นบทเรียนเชิงประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมตระหนักว่า ธรรมชาติคือทรัพยากรที่ทรงคุณค่า เมื่อได้รับการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพ ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงทั้งชีวิต สุขภาวะของชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ ขณะที่กิจกรรม “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” เป็นการเดินอย่างมีสติบนเส้นทางธรรมชาติ เพื่อรับรู้เสียง สัมผัส และจังหวะของป่าอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนการปลุกให้จิตใจได้ “ตื่น” จากความวุ่นวาย และหวนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติในฐานะรากฐานของการพัฒนาอย่างสมดุล ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา ที่มองว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิได้เริ่มจากเทคโนโลยีหรือโครงสร้าง หากแต่เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในมนุษย์ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล

นอกเหนือจากการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและธรรมชาติ โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสาธารณะ ผ่านกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม
โดยคณะผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสะท้อนแนวคิดการให้คืนธรรมชาติอย่างเกื้อกูล และยังมีโครงการ “อมรินทร์อาสา อ่านพลิกชีวิต” ได้ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา
ด้วยการมอบชุดหนังสือให้แก่โรงเรียนบ้านขุนกลาง โรงเรียนในพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ควบคู่กับการสนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนจากมูลนิธิธรรมดี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านและการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน สะท้อนแนวคิดการพัฒนาคนไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และตอกย้ำเป้าหมายของโครงการในการสร้าง “ความยั่งยืนทางปัญญา” ให้หยั่งรากอย่างมั่นคงในพื้นที่

ทางโครงการยังจัดให้มีการสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแบ่งปันความรู้ อาทิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ดร.ดนัย
จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี และอาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย ผู้คิดค้นนวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 หรือ Interactive Board Game หนึ่งเดียว
ในโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและ
พัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย มูลนิธิธรรมดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะ
กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไปสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาได้

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

พม. เชิดชูเกียรติฌาปนกิจสงเคราะห์ เสริมพลังเครือข่าย สร้างหลักประกันครอบครัวมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.43 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดพิธีเปิดการประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การฌาปนกิจสงเคราะห์ : โอกาสและความท้าทายการเสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงของครอบครัว” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “การฌาปนกิจสงเคราะห์ หลักประกันความมั่นคงของครอบครัว” อีกทั้ง มอบโล่ประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 จำนวน 45 รางวัล (การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ  25 รางวัล , สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 15 รางวัล และหน่วยงานความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ 5 รางวัล)

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จัดการประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมพลังการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งการฌาปนกิจสงเคราะห์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการจัดการเงินสงเคราะห์แก่สมาชิก แต่คือการทำหน้าที่เป็นสายใยแห่งความเอื้ออาทร ในยามที่ชีวิตของคนหนึ่งคนต้องเผชิญกับความสูญเสีย นับเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ดังนั้น การฌาปนกิจสงเคราะห์ จึงถือเป็นเสาหลักสำคัญในด้านการสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลและเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ด้วยการดูแลครอบครัวสำหรับประชาชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ของนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)

ปัจจุบัน การฌาปนกิจสงเคราะห์ มี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรวิชาชีพ ขณะนี้ มี 80 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 3.5 ล้านคน และ 2) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของประชาชนทั่วไป ขณะนี้ มี 4,874 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 7 ล้านคน โดยมี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่กำกับดูแล และดำเนินการส่งเสริมการฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 และ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในฐานะนายทะเบียนกลางการฌาปนกิจสงเคราะห์ ได้มีหน่วยกำกับและตรวจสอบเพื่อเสริมการทำงานของนายทะเบียนในท้องที่ ซึ่งมีการตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุล โดยสมาคมต่างๆ จะต้องรายงานให้กับนายทะเบียนในท้องที่ตามกำหนดระยะเวลาทุกปี เป็นการตรวจสอบความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

“ผมขอชื่นชมและขอบคุณการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณการดำเนินงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นและเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกได้พัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้กับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งขอให้เกิดการตื่นตัวในการทำงานให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการประเมินสมาคมเข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การรับรางวัลการเชิดชูเกียรติต่อไป”   ปลัด พม. กล่าวในที่สุด

เทรนด์ฮิต ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ไอเทมวิเศษ หรือกับดักสุขภาพ?

เทรนด์ฮิต ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ไอเทมวิเศษ หรือกับดักสุขภาพ?

เทรนด์ฮิต ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ไอเทมวิเศษ หรือกับดักสุขภาพ?

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.37 น.

โลกออนไลน์ช่วงนี้  ภาพรีวิว “ปากกาลดน้ำหนัก” มักปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่เสมอ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่านี่คือ “ไม้กายสิทธิ์” ที่ช่วยเสกหุ่นผอมเพรียวได้ในเวลาไม่นาน แต่ในมุมมองทางการแพทย์ ความจริงของยากลุ่มนี้ยังมีรายละเอียดและข้อควรระวังมากกว่าที่เห็นในโลกออนไลน์  

พญ. อารีสา มโนชญ์ปิติพงศ์ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปากกาลดน้ำหนักเป็นยาทางการแพทย์ที่มีตัวยาสำคัญอยู่ในกลุ่ม Human Glucagon-like Peptide-1 (GLP-1) ซึ่งจะออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความรู้สึกหิว-อิ่ม

“ปากกาฉีดลดน้ำหนักไม่ได้ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันโดยตรง แต่ช่วยปรับพฤติกรรมการกิน โดยออกฤทธิ์ต่อศูนย์ควบคุมความหิวอิ่ม ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว กินได้น้อยลง และอิ่มได้นานขึ้น หากใช้ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัยมากขึ้น”

พญ. อารีสา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปากกาฉีดลดน้ำหนักไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้กับทุกคน จำเป็นต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ โดยทั่วไปเหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไปและมีโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับผู้ที่มีข้อห้ามในใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ส่วนผู้ที่มีปัญหานิ่วในถุงน้ำดี มีภาวะไตวาย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

ในด้านผลข้างเคียง อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องผูก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการใช้ยา หรือช่วงปรับขนาดยา ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวได้ ยาไม่ได้ทำให้เกิดภาวะไตวายหรือถุงน้ำดีอักเสบโดยตรง แต่การใช้ยาไม่เหมาะสม เช่น ใช้ขนาดยาสูงเกินไปจนเกิดอาการอาเจียนรุนแรงและภาวะขาดน้ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพได้

พญ. อารีสา เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยยังคงต้องอาศัยการดูแลด้านโภชนาการเป็นหลัก ผู้ที่ใช้ยาควรรับประทานอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานของร่างกาย เน้นโปรตีนในทุกมื้อ เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไม่จำเป็นต้องงดแป้งทั้งหมด หลีกเลี่ยงอาหารทอด ไขมันสูง และหวานจัด พร้อมทั้งกินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และหยุดรับประทานเมื่อรู้สึกอิ่ม

นอกจากนี้ การดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 1.5–2 ลิตร การจิบน้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้ รวมถึงการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลาง เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือเวทเทรนนิ่งเบา ๆ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ไอเทมวิเศษ แต่เป็นหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้การปรับพฤติกรรมทำได้ง่ายขึ้น หากใช้อย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควบคู่กับวินัยในการดูแลสุขภาพ ซึ่งหากใช้ผิดวิธี อาจกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital หรือคลิก https://hubs.li/Q041djd_0 นอกจากนี้ สามารถศึกษาบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ https://praram9.com/th/articles/weight-loss-injection-pens  โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital

The CrestHaus เปิดเวทีเสวนาระดมสุดยอดหญิงเก่งระดับแนวหน้าของเอเชีย ชวนผู้หญิงทุกคนร่วมกำหนดอนาคต สู่บทบาทการเป็นผู้นำอย่างมีกลยุทธ์

The CrestHaus เปิดเวทีเสวนาระดมสุดยอดหญิงเก่งระดับแนวหน้าของเอเชีย  ชวนผู้หญิงทุกคนร่วมกำหนดอนาคต สู่บทบาทการเป็นผู้นำอย่างมีกลยุทธ์

The CrestHaus เปิดเวทีเสวนาระดมสุดยอดหญิงเก่งระดับแนวหน้าของเอเชีย ชวนผู้หญิงทุกคนร่วมกำหนดอนาคต สู่บทบาทการเป็นผู้นำอย่างมีกลยุทธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.24 น.

The CrestHaus แพลตฟอร์มและพื้นที่เพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำแบบองค์รวมสำหรับผู้หญิงที่ต้องการยกระดับศักยภาพของตนเองให้ครอบคลุมครบทุกด้าน ภายใต้การบริหารจัดการของ สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานบริหาร The CrestHaus ร่วมด้วย แชนนอน กัลยาณมิตร ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด The CrestHaus ชวนผู้หญิงทุกคนร่วมกำหนดอนาคต สู่บทบาทการเป็นผู้นำอย่างมีกลยุทธ์ ในงานเสวนา “EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026” เวทีที่รวมผู้หญิงเก่งแนวหน้าระดับบอร์ดและผู้บริหารองค์กร จากองค์กรระดับชาติและเอเชียไว้มากที่สุด ภายใต้แนวคิด “Write Your Next Chapter” สนับสนุนให้คุณ “กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง” จัดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ 

งานเสวนา “EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026”  ครั้งนี้จะเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคต ทั้งในองค์กรและสังคม ส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงกล้าคิด กล้าทำ และมีจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น ด้วยการออกแบบกรอบความคิดใหม่ๆ ร่วมด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้ในเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลาย อาทิ การพัฒนาตนเองในด้าน Mindset and Wealth อีกทั้ง ยังเป็นเวที ที่เชื่อมต่อมุมมองของเทคโนโลยี ธุรกิจ และมนุษย์ เพื่อการสร้างอนาคตที่ก้าวหน้าและมีความหมายร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมตัวที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในอนาคต และปิดท้ายด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะให้คุณได้สร้างเน็ตเวิร์คใหม่ๆ เสริมพลังทางสังคมให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ โดยได้รัยการสนับสนุนจาก จาก บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท จัดหางาน โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

กิจกรรมภายในงานจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ INSPIRE จุดประกายวิสัยทัศน์ที่กล้าคิดกล้าทำและกำหนดบทใหม่ของคุณเองตามเป้าหมายชีวิต, EQUIP เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำที่พร้อมรับโลกยุค AI และอัปเดทบทเรียนระดับโลกจากเวที World Economic Forum (Davos) & Global Leader รวมถึง เวิร์คชอป Mindfulness และการบริหารความมั่งคั่งในแบบที่คุณกำหนดเอง UPLIFT เติบโตร่วมกันผ่านพลังของชุมชน การให้คำปรึกษา และความร่วมมือ โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจผ่านแบบอย่างผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์อันทรงพลัง ตอกย้ำบทบาทความสำคัญของผู้นำหญิง ที่มีทักษะครอบคลุมครบทุกด้าน  โดยเฉพาะบริบทการเป็นผู้นำที่ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีในยุค AI  

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรระดับแนวหน้าของไทยที่ผลัดเปลี่ยนกันมาร่วมพูดคุยแชร์องค์ความรู้ผ่านหัวข้อการเสวนาต่างๆ อาทิ เวทีเสวนา Strategic Positioning Panel Discussion: “Our Voices, Our Power: Women Shaping Thailand’s Future Through Strategic Presence on Boards” ถ่ายทอดพลังเสียงของผู้บริหารหญิงระดับบอร์ดและผู้เชี่ยวชาญด้านบรรษัทภิบาลกับบทบาทของพันธมิตร และการสร้างอิทธิพลเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน โดย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด, มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ กรรมการอิสระ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ กุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) 

เวทีเสวนา “Leading the Next Chapter: Lessons from the C‑Suite” ถ่ายทอดมุมมองเชิงกลยุทธ์และบทเรียนภาวะผู้นำระดับ C-Suite จากประสบการณ์จริง เพื่อเสริมกรอบความคิด และเพิ่มความมั่นใจในการนำองค์กรเดินหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งของโลกในปัจจุบัน โดย มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย กันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และการเงิน บจก.เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ นลนภัทร ไพบูลย์ ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 

เวทีเสวนา “Chapters of Change: Rewriting Tomorrow: Leading AI Through a Human‑Centric Future in a Geopolitical and Economic Shift” เวทีที่เชื่อมมุมมองเทคโนโลยี ธุรกิจ และมนุษย์ เมื่อเข้าสู่ยุค AI ในฐานะผู้นำจะบริหารจัดการ AI อย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ซึ่งการเสวนานี้ได้นำบทเรียนระดับโลกจากเวที World Economic Forum (Davos)& Global Leader และ Best Practice จากองค์กรระดับโลกมาถ่ายทอดองค์ความรู้ โดย ปิยดา ตันไสว Data and AI Portfolio Lead บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ร่วมด้วย เอียน ดิ ทูลลิโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท ไมเนอร์โฮเทลส์ จำกัด   

อีกหนึ่งเวทีที่ไม่ควรพลาดอย่าง เวทีเสวนา My Wealth, My Decision, My Way: Empowering Women Through Personal Finance เรียนรู้กลยุทธ์การวางแผนด้านการเงิน เพื่อให้ผู้นำหญิงสามารถกำหนดทิศทาง และบริหารความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจในแบบฉบับของตนเอง นำโดย Stephanie Leung ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกลุ่มบริษัท, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วย ศิรัถยา อิศรภักดี พิธีกรด้านเศรษฐกิจการเงินจาก The Standard Wealth เป็นต้น   

บัตรเข้าร่วมงานเสวนาราคา 3,000 บาท สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 5 มีนาคม 2569 ที่ https://www.eventpop.me/e/127445  และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/EmpowerHERAsia 

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น  จัดหวัดขอนแก่น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของครูศิลปาชีพ สมาชิกศิลปาชีพ และเยาวชนใหม่ศิลปาชีพ พร้อมโปรดให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ให้ความรู้และแนะนำแนวทางในการพัฒนาผลงานหัตถศิลป์หัตถกรรมแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการและสมาชิกศิลปาชีพต่างน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย ยังผลให้ผลงานเป็นที่นิยมชมชอบของคนทุกเพศทุกวัย และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ทั้งยังเป็นการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ที่กำลังจะสูญหายให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง นำมาซึ่งการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย นำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์งานหัตถกรรม ด้วยการผสมผสานกับลวดลายโบราณในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาแห่งอดีต ยกระดับมาตรฐาน และเพื่อพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมในทุกมิติตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน

สำหรับ “ผ้าลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” เป็นลายพระราชทาน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย ลาย 3 ลายหลัก ได้แก่ ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ ลายขอสร้อยทอง และลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ที่ทรงพัฒนาลวดลายจากลายประวัติศาสตร์ “ลายขอสมเด็จฯ” ผสมผสานกับ “ลายขอเจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้คนได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงออกแบบ “ลายขอสร้อยทอง” เพื่อรำลึกถึง การประกวดผ้าที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานสร้อยคอทองคำแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผ้า และทรงต่อยอด “ดอกไม้พระนามสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สู่ “ลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์”

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรการแสดงชุด “ชาวอีสานน้อมสดุดี สิริวัณณอิตถี เถลิงศรีบรมนาถ” การเถลิงขวัญและถวายพระพร ด้วยสิ่งอันเป็นสรรพมิ่งมงคลในโลกทัศน์ของชาวอีสาน อันประกอบด้วย พระโลกนาถ, ขวัญ, ผี, ฟ้า และพญาแถน ผ่านการฟ้อนและขับขานทำนองรำประกอบการบรรเลงวงดนตรีโปงลาง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “องค์อัคราภิรักษศิลปิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และย่อยอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน และได้รับการสืบสานต่ออย่างงดงามโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงส่งเสริมและต่อยอดให้หัตถศิลป์ สิ่งทอ และวัฒนธรรมอีสานเคลื่อนเข้าสู่บริบทแห่งความร่วมสมัย เชื่อมโยงกับความเป็นสากลไปพร้อมกับยังคงเคารพในรากเหง้าแห่งอัตลักษณ์ศิลปะพื้นถิ่นได้อย่างทรงคุณค่าประดุจเส้นไหมที่ทอถักเป็นแพรพรรณ “ชุดไทยพระราชนิยม” พระราชมรดกอันทรงคุณค่า

ทั้งนี้ เป็นการแสดงโดยคณะเยาวชนคนรุ่นใหม่จากวงดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ วงโปงลางอรรคฮาตสี บ้านขามเรียง จังหวัดมหาสารคาม วงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงโปงลางศิลป์อีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วงโปงลางอุดรเมืองงาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี วงโปงลางออนซอนอีสาน โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น วงโปงลางฮักอีสาน โรงเรียนสารคามพิทยาคม และวงโปงลางนาคาคำชะโนด โรงเรียนบ้านดุงวิทยา จังหวัดอุดรธานี ด้วยการออกแบบแนวคิด สั่งสม สืบสาน เพื่อส่งเสริมการรับรู้ศิลปวัฒนธรรมสู่การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ ในรูปแบบ “วงโปงลาง” อันเป็นงานสร้างสรรค์เชิงโบราณคติ พร้อมเปิดตัวถ้วยรางวัลการประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลาง ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี พ.ศ. 2569

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          ก่อนที่กระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบจะวางอยู่ในมือของผู้ใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสายพานการผลิต หรือเครื่องจักรที่ทำงานรวดเร็ว แต่เกิดจากแรงกาย แรงใจ และเวลาของคนในชุมชนไทย ที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ลุยน้ำลงไปในคลองหรือบึง เพื่อเก็บผักตบชวาต้นใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่น
          ผักตบหนึ่งกอ ไม่ได้ให้วัตถุดิบมากมายอย่างที่คิด กอหนึ่งใช้ได้เพียงไม่กี่ก้าน ต้องคัดเลือกเฉพาะก้านที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป   ต้องใช้แรงดึง แรงยก และความชำนาญ เพราะผักตบเปียกน้ำ มีน้ำหนักมาก และบางครั้งมีโคลน  เศษแก้วกระป๋องหรืองูพิษติดมาด้วย ทุกขั้นตอนล้วนเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อย

          เมื่อได้ผักตบสดมาแล้ว ยังไม่สามารถนำมาสานได้ทันที ต้องนำก้านผักตบไปล้าง ทำความสะอาด แล้วตากแดดจัดเป็นเวลาหลายวัน คอยกลับด้าน คอยสังเกต หากตากไม่แห้งพอ  จะขึ้นรา ถ้าโดนฝนก็ต้องเริ่มใหม่ ผักตบที่เน่าแล้วไม่อาจนำมาใช้ ต้องทิ้งอย่างน่าเสียดาย

           ก้านผักตบที่แห้งดีจะต้องนำมาถักเปียทีละเส้น ใช้มือค่อย ๆ บิด ค่อย ๆ ดึง ให้ได้ขนาดและความแน่นที่พอดี จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสมาธิและประสบการณ์ สานสลับทีละเส้น ทีละมุม ถ้าผิดพลาเเพียงเล็กน้อย รูปทรงจะบิดเบี้ยว ต้องรื้อแล้วเริ่มใหม่
           กระเป๋าผักตบแต่ละใบจึงเป็นงานที่ต้อง “ใจเย็น” ใช้เวลานานหลายวัน  เมื่อสานเสร็จแล้ว ยังต้องนำกระเป๋าไปอบกำมะถันเพื่อป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำไปเคลือบแลกเกอร์ให้ผิวเงางาม แข็งแรง และใช้งานได้นาน ทุกขั้นตอนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียว กระเป๋าทั้งใบอาจเสียหาย ใช้งานไม่ได้
             แต่ความยากลำบากยังไม่สิ้นสุด ยังต้องหาช่องทางนำกระเป๋าไปขาย ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าวัสดุ ค่าเดินทาง และเวลาที่เสียไป บางใบขายได้ในราคาที่พออยู่ได้ บางใบกลับไม่มีคนเหลียวแล ต้องวางทิ้งไว้ หรือจำใจนำไปทิ้งเป็นขยะไร้ค่า ทั้งที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ
           เงินที่ได้จากกระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบ จึงไม่ใช่เงินที่ได้มาง่าย ๆ หากเป็นค่าของความอดทน ความเพียร และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นรายได้เล็ก ๆ ที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และช่วยให้ชุมชนยังคงยืนหยัดอยู่ได้
            ทุกครั้งที่เราเลือกใช้กระเป๋าผักตบไทย   เราไม่ได้เพียงเลือกของใช้ที่สวยงามและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่เรากำลังเลือกสนับสนุนแรงงานไทย
เลือกปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น
และช่วยให้ความตั้งใจของช่างจักสานไทยไม่สูญเปล่า

รักเมืองไทย ใช้ของไทย
ใช้กระเป๋าผักตบไทย 

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีเสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร 7 ก.พ.17.00 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส .. 6 ก.พ.16.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตร…

llอ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัดนที สิทธิประศาสน์ และ อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาส ที่ปรึกษา ม.น.ข.ร่วมเป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนและศึกษาจำนวน 125 ทุน วันที่19 ก.พ. ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเซีย (ราชเทวี)กรุงเทพฯ…

ll กฤษดา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ดีใจที่สุดที่ได้เป็นคุณตาคุณยายป้ายแดงยังหนุ่มสาวรับขวัญหลานสาวน้อง “มิริน” จากครอบครัว ศรินญา มหาดำรงค์กุล-ไมเคิล เชลนีย์ เดวิดสัน หลังแต่งงานกันมานานกว่า 5 ปี…

ll รูปสวยๆ ที่ post ไว้เป็นธารน้ำแข็งและทะเลล้อมรอบตัดกับฟ้าสีฟ้าสวยงามเหมือนภาพวาดทุกภาพของ รศ.นพ.คณิต-ผุสดี มันตาภรณ์ ซึ่งตอนนี้เช็คอินอยู่ที่ทวีปแอนตาร์กติกา…

ll พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต ประธานกรรมการหารายได้โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปางสมาธิ และพระพุทธรูป 32 องค์สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ในพระอุโบสถหลังเก่าและโครงการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอินทารามวรวิหาร บางยี่เรือใต้ เชิญชวนร่วมทำบุญบริจาคปิดทองพระพุทธรูปที่ยังคงเหลืออีก 19 องค์ สอบถาม น.ท.อาวุธหลำเพ็ชร 080-9415563…ll ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล บรรยายพิเศษ “สถาบันหลักกับความมั่นคงของชาติ” หลักสูตรการพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.)รุ่นที่ 32 ประกอบด้วย ข้าราชการ นักวิชาการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน 5 ก.พ.กรมกิจการพลเรือนทหารบก…

ll กระแสชุดไทยกำลังมาต้องเตรียมเปิดตู้หาชุดไทยสวยหล่อใส่ไปงานเพราะไม่อยากตกเทรนด์ เมื่อ ททท.สำนักงานเพชรบุรี เชิญชวนนักท่องเที่ยว“นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย” เที่ยวงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39 “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” 20 ก.พ.-1 มี.ค. ณ พระนครคีรี (เขาวัง)…

llไชย ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บมจ.ไทยประกันชีวิต และประธานกก.มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ มอบเงินบริจาค2 ล้านบาท จากโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” แก่ พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ ประธานกองทุนสมิติเวชเพื่อชีวิตใหม่ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์…ll

น้อง