เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เปิด “ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ” ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูงแห่งแรกของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยโรคโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยให้ทัดเทียมระดับสากล

          นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน “Unlocking The Code of Life : From Lab To Life Transforming Thai Healthcare through Medical Sciences : ไขรหัสชีวิตสู่การพลิกโฉมสุขภาพคนไทยด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์” และ “เปิดศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ (National Center for Advanced Genetic Diagnostics : NCAGD) โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Khoo Yoong Khean จาก Duke-NUS Medical School ประเทศสิงคโปร์ นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ผู้บริหารเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์การแพท เข้าร่วมงานที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้เป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมบริการ โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์กลุ่มโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นโรคที่สามารถควบคุมและป้องกันได้ หากดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลาและครบวงจร กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนนโยบาย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค ผ่านภารกิจการให้บริการทางห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ นอกจากนี้ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรม โรคหายากหรือวินิจฉัยยากร่วมกันอย่างรอบด้าน และร่วมกันต่อยอดความร่วมมือ เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศ ให้พร้อมรับความท้า    

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ จะเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญ ด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูงแห่งแรกของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data Hub) ที่่สำคัญในระดับภูมิภาค เป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายสุขภาพระดับชาติ ที่มุ่งสร้างระบบการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ การเข้าถึงการรักษา ไปจนถึงการดูแลติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งหวังให้เส้นทางการรักษาของผู้ป่วยเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างราบรื่น และไม่เป็นภาระที่ผู้ป่วยต้องเดินตามลำพัง หัวใจสำคัญของนโยบายนี้ คือ “ความเสมอภาคด้านสุขภาพ” การเข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมและการรักษา ไม่ควรขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย หรือความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคใด เพื่อจะได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะช่วยสนับสนุนนโยบายสำคัญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมของประเทศไทย ได้แก่ การตรวจโรคธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ การตรวจวคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยี (Non- Invasive Prenatal Test; NIPT) การตรวจคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนและกลุ่มโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (IEM) จำนวน 40 โรค ในทารกแรกเกิด การตรวจ Whole Exome Sequencing (WES) สำหรับผู้ป่วยเด็กวิกฤตหรือโรควินิจฉัยยาก การตรวจยีนแพ้ยา การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม และอัลไซเมอร์ เป็นต้น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างศักยภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมไซเบอร์ระบาดหนัก “บัญชีม้า” คือ บัตรผ่านประตูสู่เรือนจำที่มิจฉาชีพยื่นให้โดยที่คุณไม่รู้ตัว การ “รู้ทัน กันโกง” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ไม่ตกเป็นเหยื่อ  แม้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้ว ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพเข้ามาหลอก และอาจทำให้เข้าไปพัวพันกับการเป็น “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว หรือบางคนอาจมองว่าการรับจ้างเปิดบัญชีเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ยอมแลกกับเงินค่าจ้างเพียงไม่กี่ร้อยหรือหลักพันบาท แต่ในความเป็นจริง อาจกลายเป็นค่าปรับหลักแสนและถึงขั้นนอนคุกหลายปี

รู้จัก “บัญชีม้า” และกลลวงของมิจฉาชีพ

“บัญชีม้า” คือ บัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้รับ – โอนเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ และตัดตอนเส้นทางการเงินของเหล่ามิจฉาชีพ เช่น การหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และพนันออนไลน์ เป็นต้น ทำให้คนแรกที่เดือดร้อนและต้องรับผิดชอบ คือ เจ้าของชื่อบัญชี

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปราบปรามบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนก็ยังไม่ได้ลดลงมากนัก เนื่องจากมีรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย และแนบเนียน ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งกลลวงที่มักเจอบ่อย ๆ อาทิ หลอกลวงด้วยข้ออ้างทางธุรกิจ : อ้างว่าต้องการใช้บัญชีเพื่อธุรกิจชั่วคราว หรือเพื่อการทำธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย

แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเจ้าหน้าที่รัฐ : มิจฉาชีพอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อขอให้เปิดบัญชีธนาคาร

การให้รางวัลหรือผลตอบแทน : มิจฉาชีพอาจเสนอเงิน หรือของรางวัลเพื่อให้เหยื่อเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้มอบข้อมูลการเข้าถึงให้

รับจ้างเปิดบัญชีแลกค่าตอบแทน : มิจฉาชีพประกาศรับซื้อ หรือรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเสนอค่าตอบแทนตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท

หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว : มักมาในรูปแบบ SMS, อีเมล หรือเว็บไซต์ปลอม หลอกให้คลิกลิงก์เพื่อเข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ แล้วนำไปสวมรอยเปิดบัญชีออนไลน์

ปลอมเป็นคนรู้จัก/เพื่อน/ญาติ ใช้บัญชีปลอม ที่เป็นนามสกุลใกล้เคียงหรือปลอมบัญชีคนรู้จัก มาหลอกยืมขอใช้บัญชีชั่วคราว

อย่าทำ! ผลกระทบร้ายแรงกว่าแค่ติดคุก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า มีบทลงโทษทางกฎหมาย และยังกระทบกับชีวิตประจำวันด้วย

บัญชีม้าเป็นภัยที่แฝงตัวอยู่ใกล้กว่าที่คิด การเปิดบัญชีหรือให้ผู้อื่นยืมบัญชีธนาคารของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ล้วนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรง ทั้งโทษทางกฎหมายและการดำเนินชีวิตในอนาคต โดยบทลงโทษตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีดังนี้

ผู้เปิดขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่เป็นธุระจัดหา หรือโฆษณาเพื่อเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักขึ้น จำคุก 2 – 5 ปี หรือปรับ 200,000 -500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผลกระทบของการเปิดบัญชีม้า ไม่ใช่แค่มีโทษทางกฎหมาย แต่ยังทำให้เจ้าของบัญชีมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ยากต่อการสมัครงานหรือทำธุรกรรมในอนาคต และถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก อีกทั้งต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่ง อาจต้องชดใช้เงินทั้งหมดที่ถูกโอนเงินเข้าบัญชีของเจ้าของบัญชี แม้จะได้รับค่าจ้างมาเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ป้องกันอย่างไร? ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า

อย่าให้ใครยืมบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือแอปฯ ธนาคารไปใช้งานเด็ดขาด ระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือการถ่ายรูปคู่กับบัตรประจำตัวประชาชน  อย่าหลงเชื่อ คำโฆษณาประเภท “งานสบาย รายได้ดี แค่เปิดบัญชีทิ้งไว้” หมั่นตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและรายการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชี อายัดบัตรเอทีเอ็มไว้ก่อน หากเคยหลงผิดเปิดบัญชีไปแล้ว ให้รีบไปติดต่อธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีนั้นทันที ก่อนที่จะมีผู้เสียหายไปแจ้งความ

ทีทีบี มุ่ง Make REAL Change สร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อให้ชีวิตทางการเงินของคนไทยดีขึ้นแบบรอบด้านอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าการตระหนักรู้ถึงอันตรายของ “บัญชีม้า” และการรู้วิธีการป้องกัน รวมถึงการระมัดระวัง คือหัวใจสำคัญของการ รู้ทัน กันโกง ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ และยังช่วยตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผ่านการสื่อสารและการให้ความรู้เชิงรณรงค์ เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันกลลวงของมิจฉาชีพ และสามารถปกป้องตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการไม่เปิดบัญชีให้ใครยืม ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการตรวจสอบธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งภัยบัญชีม้า

ทั้งนี้ หากพบการชักชวนให้เปิดบัญชีม้า ให้ปฏิเสธทันที หากสงสัยว่าถูกหลอก หรือพบพฤติกรรมมิจฉาชีพ สามารถติดต่อ ttb contact center โทร. 1428 กด 03 เพื่อรับคำแนะนำและดำเนินการอย่างถูกต้องทันที เพราะการแจ้งเบาะแสและการไม่ตกเป็นเหยื่อ คือการร่วมมือกันสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วันนี้เป็นวันสิ้นเดือนแรกของปี…คนไทยมีความหวังกับอนาคต ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่จะมีในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันชี้ชะตาประเทศ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มี “เลือกตั้ง ส.ส. พ่วง ประชามติ” ในวันเดียว…มีผู้รู้สรุปสูตรไว้ว่า “รับ 2 รอบ – กา 3 ใบ – ไม่ต้องต่อแถวใหม่” ตามนี้: 1) ด่านแรก (ส.ส.) : ยื่นบัตร ปชช. รับบัตร 2 ใบ (เขียวเลือกคน/ชมพูเลือกพรรค) – เข้าคูหา กา X และหย่อนลงตู้ , 2) อย่าเพิ่งหันหลังกลับ (สำคัญมาก) ให้เดินไป”โต๊ะถัดไป” ในหน่วยเลือกตั้งเดิม , 3) ด่านสอง (ประชามติ): ยื่นบัตร ปชช. อีกรอบ รับบัตรสีเหลือง 1 ใบ เข้าคูหา กา X (เห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ) ก่อนหย่อนลงตู้ เสร็จจบ กลับบ้านได้ไปลุ้นผลเลือกตั้งที่บ้าน…ข้อสังเกต : ไม่ต้องเดินวนออกไปต่อแถวหน้าหน่วยใหม่ เขาจัด One Stop Service ไว้ให้แล้ว! แค่ขยับตัวไปโต๊ะข้าง ๆ ก็เรียบร้อยทุกกระบวนการ…เวลานัดหมาย: 08.00 – 17.00 น. ที่สำคัญสุดอย่าลืมพกบัตรประชาชน แล้วออกไปใช้สิทธิ์เลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ ถูกใจเราเป็นที่สุด…
  • ขอแสดงความยินดีกับ วิชญ์ บุตรชายคนเดียวของ วัฒน์ ทาบึงกาฬ (ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพย์ฯ ) โอกาสที่เรียนจบคณะศิลปศาสตร์ มธ. ภาคภาษาอังกฤษ…
  • มีหลานๆเก่ง คุณย่าคุณยาย พลอยปลื้มและชื่นใจไปด้วย สุวรรณา เบญจดล มีหลานย่า เอสเธอร์ ลงแข่งขันแบตมินตัน รุ่นอายุ 8-10 ปี ได้รับชัยชนะทุกครั้ง ส่วน คุณยาย ตวงพร เลาหบุตร หลานยายคนโต ญาณิกาธิป พงศ์พิธานนท์ นอกจากทั้งร้องเพลง เต้นรำ กับค่ายดังทั้งไทยและเกาหลีแล้ว ตอนนี้สอบติด คณะจิตวิทยา ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาฯได้…ด้าน หลานยายคนเล็ก เจลลี่ กัลยรักษ์ เป็นนักกอล์ฟทีมชาติไทย ยังเรียนชั้น มัธยมปลาย…เก่งๆทั้งนั้น…
  • ปลาย มี.ค.นี้ ผุสดี โสรัต กับพี่ชายที่เคารพ สุพจน์ ผจญยุทธ มีทริปเที่ยวคุนหมิง…ขอให้เที่ยวสนุกและเดินทางปลอดภัย…
  • อ.ศรวณี จินายน แนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แก่เพื่อนๆ ชื่อ ‘EVINA’ เพื่อคนสูงวัย ดูแลสายตา ดูแลสมอง ดูแลกระดูก…ใครสนใจไถ่ถามกันเองก็แล้วกัน…
  • เพื่อนๆ MCM 2 (ปริญญาโท คณะวารสารฯ มธ.) ขอแสดงความเสียใจกับ ม.ล.สุกุณฑีร์ จรูญโรจน์ ที่สูญเสียมารดา คุณแม่ศรีวิภา จรูญโรจน์ ณ อยุธยา พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดคืนนี้สุดท้าย(31 ม.ค.) 18.30 น.ณ ศาลา 17 วัดธาตุทอง และประชุมเพลิง 1 ก.พ.14.00 น…ขอเรียนเชิญผู้เคารพนับถือร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน…
  • วาริน-ผาณิต พูนศิริวงศ์ นำพี่น้องและลูกหลาน อาทิ เลิศชาย-ทิพยาภรณ์  พงษ์โสภณ  และ นิศานาถ มีชำนะ ,จันทร์สุดา  รักษ์พลเมือง (ลูกๆ ศ.นพ.นที รักษ์พลเมือง) ร่วมทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลประจำปี แด่ คุณแม่คุณหญิงสุเนตร พงษ์โสภณ (จากไปครบ32 ปี) ,คุณพ่อ นอ.เลื่อน พงษ์โสภณ ,ศ.เกียรติคุณ นพ.นที – สุภาพ รักษ์พลเมือง 1 ก.พ.10.00 น. ณ วัดภคินีนาถวรวิหาร ..
  • สวด เกียรติ ศรีจอมขวัญ สามี กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ 30 ม.ค. – 1 ก.พ. 18.30 น. ศาลาพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง..ฌาปนกิจ 2 ก.พ. 16.00 น. (เมรุหลัง)
  • ช่วงนี้มิจฉาชีพระบาดหนัก “บารอนเนส” ได้รับโทรศัพท์หลอกลวงไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งก็จะมาในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น โทรมาจาก AIS สำนักงานใหญ่ ,ธนาคารกรุงไทย,โฮมโปร และอื่นๆอีกมากมาย แล้วสาธยายชื่อ-นามสกุลอย่างถูกต้อง โดยอ้างว่า คุณเคยมอบอำนาจให้ใครนำ บัตรประชาชน ไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร หรือ เปิดเบอร์โทรศัพท์ใหม่อีกหรือไม่…มุกซ้ำๆ น่ารำคาญมาก หลอกได้ หลอกดีกับคนแก่ มิจจี้เอ๋ย ! บาปกรรมคงตามสนองในชาตินี้แน่นอน !!

 

บารอนเนส

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าเปิดเวทีจุดประกายพลังความคิดเชิงนวัตกรรมให้พนักงานในเครือจากทั่วโลก ผ่านโครงการ CP Exponential Surge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโจทย์ยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยนำค่านิยมหลักของเครือซีพี ได้แก่ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตลอดจนการทำงานอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสังคมในอนาคต โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากพนักงานในกลุ่มธุรกิจเครือซีพีทั่วโลก ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า ทรู กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกจนเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านเข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดนครราชสีมา

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมรับฟังการนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรม พร้อมให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเชิงลึกแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติได้จริงในภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาและจุดอ่อนของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ Exponential Surge Champion แก่ ทีม Collatech-P โครงการสกัดโปรตีนคอลลาเจนเปปไทด์จากกระดูกหมู จากซีพีเอฟ ขณะที่ รางวัลอันดับสอง Exponential Growth Innovator จำนวน 3 รางวัล มอบให้แก่ ทีมโครงการนวัตกรรมชุดทดสอบอัจฉริยะสำหรับตรวจการปนเปื้อนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบ จาก CP Meiji ทีม Natural Bio Guard นวัตกรรมถนอมความสดเพื่ออาหารปลอดภัย จากซีพีเอฟ และทีมโครงการโรงเรือนเลี้ยงกุ้งขนาดเล็ก ระบบจุลินทรีย์บำบัดน้ำไบโอฟลอค จากซีพีเอฟ ส่วน รางวัลอันดับสาม Pioneering Progress Award จำนวน 4 รางวัล มอบให้แก่ ทีม CP Axtra Neighborhood Data Franchise จากซีพี แอ็กซ์ตร้า ทีม iDooMoo ระบบเอไออัจฉริยะเพื่อการเฝ้าระวังและลดความสูญเสียอย่างแม่นยำในฟาร์มสุกรขุน จากซีพีเอฟ ทีม Smart and Sustainable Packaging Solutions ธุรกิจผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะแบบครบวงจร จาก CPPC และทีมโครงการระบบสั่งซื้ออัจฉริยะ ปฏิวัติการบริหารสินค้าด้วยเอไอ จากซีพีเอฟ

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและพลังความคิดสร้างสรรค์ของทุกทีมงานที่ร่วมกันพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทาย และการมองโอกาสในระดับโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากล ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ และไม่จำกัดมุมมองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ ควรมองเป้าหมายตลาดโลกเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ พร้อมเสนอแนวคิดการใช้มาตรฐานขององค์กรชั้นนำระดับโลกมาเป็นคู่เทียบ เพื่อประเมินศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

นายสุภกิต กล่าวเสริมอีกว่า ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ให้ขยายมุมมองการสรรหาวัตถุดิบจากแหล่งใหญ่ของโลก ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการคุณภาพของเรา อีกทั้งท่านประธานกรรมการได้เน้นย้ำถึงการใช้พลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์และระบบนิเวศธุรกิจของเรา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้เฉพาะและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ในฐานะโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ประธานกรรมการกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดจากการมีวิสัยทัศน์ระดับโลก การผสานพลังของคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”

ด้าน ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการ CP Exponential Surge เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนนวัตกรรมขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยพนักงานจากหลากหลายหน่วยงานได้นำค่านิยมหลักของซีพีมาปรับใช้ในการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงในเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะค่านิยม ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้นสิ่งใหม่และการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กรไม่จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านวิจัยหรือเทคโนโลยี แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานทุกคน ขณะเดียวกัน แนวคิดและโครงการที่ต่อยอดจาก CP Exponential Surge ยังมุ่งสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน และภาคธุรกิจ ภายใต้หลักความซื่อสัตย์และกตัญญู ซึ่งเป็นรากฐานของเครือซีพี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินธุรกิจในศตวรรษที่ 2 ด้วยการเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง สืบทอดมรดกทางธุรกิจและผลักดันซีพีสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริงในระยะยาว

“การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพนักงานทุกคน” ดร.อาชว์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนางสาวชลิตา กลัดนิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา แปรรูปสุกร ไข่ และเบเกอรี่ ซีพีเอฟ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าเพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้างซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้นวัตกรรมไบโอเทค เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์จากกระดูกสัตว์ ให้ได้โปรตีนที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ผ่านกระบวนการเรียนรู้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

“โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน เปิดโอกาสให้ได้เสริมสร้างแนวคิด ทักษะ และองค์ความรู้ผ่านกระบวนการแข่งขันและการนำเสนอผลงาน ซึ่งตอกย้ำว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจสำคัญขององค์กรและการลงทุนในการเรียนรู้จะช่วยต่อยอดความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรอย่างยั่งยืน” นางสาวชลิตา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผลงานทุกโครงการที่ได้รับรางวัลจะได้นำแนวคิดหรือแผนงานที่นำเสนอไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ควบคู่กับกระบวนการติดตามและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นจากสถาบันผู้นำฯ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

‘สวารอฟสกี้’ เติมประกายรักรับวาเลนไทน์ เผยโฉมคอลเลกชัน ‘Charming Love’

‘สวารอฟสกี้’ เติมประกายรักรับวาเลนไทน์ เผยโฉมคอลเลกชัน 'Charming Love’

‘สวารอฟสกี้’ เติมประกายรักรับวาเลนไทน์ เผยโฉมคอลเลกชัน ‘Charming Love’

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

สวารอฟสกี้ เผยโฉม Charming Love คอลเลกชันใหม่ล่าสุดต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ พร้อมเปิดตัว Swarovski Charms ดีไซน์ใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรก โดยในครั้งนี้ได้ อารีอานา กรานเด Global Brand Ambassador มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านแคมเปญสุดพิเศษ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้สวมใส่ แบ่งปัน และเฉลิมฉลองให้กับความรักผ่านทุกดีไซน์อันประณีต

เติมกลิ่นอายของแฟชั่นชั้นสูงให้กับฤดูกาลแห่งความรักไปพร้อมกันกับคอลเลกชัน Charming Love ที่หยิบเอาสัญลักษณ์คลาสสิกของความรักอย่างหัวใจ กุญแจแห่งความรัก และลูกศร มาตีความใหม่ในดีไซน์ที่ประณีตและเปี่ยมไปด้วยสีสัน กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นงามที่เหมาะจะเป็นทั้งของขวัญแทนใจให้คนพิเศษ หรือไอเทมชิ้นโปรดที่มอบความเปล่งประกายเพื่อบอกรักตัวเอง

มาร่วมค้นหาชิ้นงานที่ใช่สำหรับคุณ ไม่ว่าจะเป็น Sweethearts หัวใจที่ดูอ่อนช้อยราวกับกำลังหยดตัวลงมา เป็นดั่งตัวแทนความรักครั้งใหม่ที่กำลังเบ่งบาน หรือจะเป็น Lovestruck ลูกศรของกามเทพที่ปักลงกลางใจราวกับสายฟ้าฟาด หรือถ้าหากใครต้องการสื่อถึงสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย ทั้งระหว่างเพื่อนรักหรือคนรัก Love Locks คือสัญลักษณ์ของพันธะสัญญาที่จะไม่มีวันแยกจาก ปิดท้ายด้วยชาร์ม Soulmates ที่ถูกดีไซน์มาเพื่อคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียว ผู้ที่ครอบครองหัวใจของคุณอย่างแท้จริง

สะกดทุกสายตาด้วยประกายคริสตัลสวารอฟสกี้และวัสดุโลหะสุดพรีเมียม ให้คุณเลือกมิกซ์ชาร์มชิ้นโปรดเข้ากับสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือได้ตามใจต้องการ ทุกชิ้นคือผลงานชิ้นเอกที่รังสรรค์โดย ‘จิโอวานน่า อิงเกอเบิร์ท’ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสวารอฟสกี้ ที่อยากเชิญชวนทุกคนมาสนุกกับการแต่งตัวและถ่ายทอดนิยามความรักในแบบฉบับของตัวเอง ให้ทุกการสวมใส่คือการเฉลิมฉลองความรักที่สดใสและมีชีวิตชีวา

คอลเลกชัน Charming Love ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์การเติบโตของสวารอฟสกี้ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยตอกย้ำสถานะของแบรนด์ในฐานะผู้นำแห่ง Pop Luxury และในขณะเดียวกันก็ยังคงสะท้อนถึงตัวตนในด้านความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น และชั้นเชิงงานช่างชั้นครูที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ไว้ได้อย่างสง่างาม

เตรียมพบกับแคมเปญ Charming Love ที่ได้ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง อารีอานา กรานเด มาถ่ายทอดความเปล่งประประกายรับเทศกาลแห่งความรัก พร้อมพาทุกท่านไปสัมผัสนิยามใหม่แห่งรักในแบบฉบับสวารอฟสกี้ โดยสามารถรับชมได้ที่ร้านสวารอฟสกี้ และช่องทางต่าง ๆ ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ โซเชียลมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ และช่องทางดิจิทัล

พบกับคอลเลกชัน Charming Love ได้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เปิดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “DESIGN S/O/S” สัญญาณของการ “ทำ/ให้/รอด” ที่มองการออกแบบเป็นเครื่องมือร่วมในการรับมือความท้าทายของเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจาก นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ที่ 11 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ถนนเจริญกรุง

เทศกาลฯ ปีนี้นำเสนอโปรแกรมสร้างสรรค์ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ Creative Talent การแสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ Design Business การเชื่อมงานออกแบบกับโอกาสทางธุรกิจ และ The District การใช้การออกแบบเป็นพลังในการฟื้นฟูย่านและเศรษฐกิจระดับพื้นที่ จัดเต็มด้วยกิจกรรมกว่า 350 โปรแกรม จากความร่วมมือของนักออกแบบไทยและต่างชาติจาก 16 ประเทศ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ครอบคลุม 4 ย่านหลัก ได้แก่ เจริญกรุง–ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด และบางลำพู–ข้าวสาร รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 140 แห่ง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 400,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วัน ของการจัดงาน

NAIIN Readers’ Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

NAIIN Readers' Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

NAIIN Readers’ Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน NAIIN Readers’ Awards 2025 งานประกาศรางวัลหนังสือแห่งปีที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 งานนี้จัดขึ้นโดย “ร้านนายอินทร์” เพื่อยกย่องผลงานหนังสือ โดยยึดเสียงโหวตจากผู้อ่านตัวจริงเป็นหลัก โดยเวทีนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงยกย่องผลงานหนังสือดีเด่นเท่านั้น แต่ยังจัดขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริม และให้กำลังใจผู้สร้างสรรค์ผลงานในวงการหนังสือทุกมิติ ตั้งแต่นักเขียน นักแปล สำนักพิมพ์ ไปจนถึง Influencer ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงหนังสือเข้ากับผู้อ่าน เรียกได้ว่าเป็นการส่งเสริมทั้งอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

แนวคิดของ NAIIN Readers’ Awards คือการยกความนิยมของผู้อ่านจริงขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง นั่นคือจุดเด่นที่แตกต่างจากเวทีประกาศรางวัลอื่นๆ คือการให้นักอ่านตัวจริงโหวตหนังสือที่ชื่นชอบ แทนการตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพียงกลุ่มเล็กๆ ด้วยฐานลูกค้า และเครือข่ายสาขาของ ร้านนายอินทร์ ทำให้รางวัลสะท้อนทั้งกระแสความนิยม และความประทับใจของนักอ่านทั่วประเทศ พร้อมช่วยผลักดันให้หนังสือไทยและแปลที่โดดเด่น กลับขึ้นมาอยู่ในสายตาผู้อ่านอีกครั้งผ่านการโปรโมตหน้าร้าน และออนไลน์

ทั้งนี้งาน NAIIN Readers’ Awards มีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงนักเขียนไทย สำนักพิมพ์ และผู้อ่านเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย โดยใช้เสียงของผู้อ่านเป็นหัวใจหลักในการตัดสินรางวัล เพื่อสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของผลงาน และสร้างการยอมรับที่เกิดจากความรักในการอ่านอย่างแท้จริง

รางวัลนี้ช่วยผลักดันนักเขียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสให้ผลงานได้ถูกมองเห็นในวงกว้าง ได้รับการพูดถึงในสังคม และต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านยอดขาย การสร้างฐานแฟนผู้อ่าน และการพัฒนาผลงานในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นแรงสนับสนุนให้สำนักพิมพ์กล้าลงทุนกับผลงานคุณภาพ และนักเขียนหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ NAIIN Readers’ Awards ยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมหนังสือ ผ่านกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี ทั้งการสื่อสาร แคมเปญสร้างการมีส่วนร่วม และพื้นที่จัดแสดงผลงานในร้านนายอินทร์ทั่วประเทศ ทำให้หนังสือไม่ได้หยุดอยู่แค่บนชั้นวาง แต่กลายเป็นบทสนทนา และแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวันของผู้อ่าน

ทั้งหมดนี้สะท้อนเป้าหมายของ NAIIN Readers’ Awards ในการสร้างอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่เติบโตบนพื้นฐานของคุณภาพ ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การอ่านและการสร้างสรรค์งานเขียนไทยเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผลโหวต และรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ สามารถสะท้อนพฤติกรรมและความสนใจของผู้อ่านได้อย่างชัดเจน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือกระแสความนิยมของ หมวดนิยาย วรรณกรรมไทย ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และหลากหลาย

แนวที่ได้รับการตอบรับอย่างสูง ได้แก่ นิยายวาย (Boys’ Love) รวมถึงนิยายแนว สยองขวัญ–สืบสวนสอบสวน, แฟนตาซี, นิยายรัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมการอ่านของผู้อ่านยุคใหม่ที่เปิดกว้าง และวรรณกรรมไทยยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะผลงานที่สะท้อนตัวตน ความหลากหลายทางความคิด และประเด็นร่วมสมัย ผ่านรูปแบบการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย สนุก และเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านรุ่นใหม่ ทำให้การอ่านไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ผลการโหวตในปีนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความนิยมของแนวหนังสือเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้อ่านที่มองหาประสบการณ์การอ่านที่ทั้งเข้มข้น สนุก และสามารถเชื่อมโยงกับตัวตนและความรู้สึกของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง สะท้อนภาพของวัฒนธรรมการอ่านที่มีสีสัน และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน

NAIIN Readers’ Awards 2025 ในปีนี้ ได้ประกาศรางวัลสุดยอดหนังสือ BEST OF THE YEAR ใน 18 สาขารางวัล ได้แก่

1. รางวัลที่สุดของวรรณกรรมไทยแห่งปื : Ghost Me Free WiFi หลอกได้ แต่จ่ายด้วย

ผู้เขียน : สีพรำ

สำนักพิมพ์ : shine publishing

2. รางวัลที่สุดของนิยายวาย ยูริ แห่งปี : เดนดาว NEVER DIE

ผู้เขียน : จิตจงกล

สำนักพิมพ์ : P.S.

3. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญไทยแห่งปี : อาชญรีเยนต์

ผู้เขียน : กิตติศักดิ์ คงคา

สำนักพิมพ์ : 13357 PUBLISHIHG

4. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญแปลเอเชียแห่งปี : ปริศนาเรือโนอาห์ปิดตาย

ผู้เขียน : ฮารุโอะ ยูกิ ผู้แปล : ธนัญ พลแสน

สำนักพิมพ์ : prism publishing

5. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญแปลตะวันตกแห่งปี : ความลับของเฮาส์เมด (The Housemaid’s Secret)

ผู้เขียน : ฟรีดา แมกแฟดเดน (Freida McFadden)  ผู้แปล : ณัฐมน เอกนันท์

สำนักพิมพ์ : words publishing

6. รางวัลที่สุดของนิยายอบอุ่นหัวใจ Feel good แห่งปี : Home Lover ฤดูกาลแสนอบอุ่นกับคุณที่รักบ้าน

ผู้เขียน : อิดะ ชิอากิ ผู้แปล : ธนกร บรรจงปรุภัทรา

สำนักพิมพ์ : Piccolo

7. รางวัลที่สุดของนิยายแฟนตาซีแห่งปี : ไอเอิร์นเฟลม Iron Flame

ผู้เขียน : รีเบกกา ยาร์รอส ผู้แปล : ณัฐมน เอกนันท์

สำนักพิมพ์ : words publishing

8. รางวัลที่สุดของหนังสือมังงะ ไลท์โนเวลแห่งปี BY SHONEN GT : ดอกรักผลิบานที่กลางใจ No. 12

ผู้เขียน : ซากะ มิคามิ ผู้แปล : ธัญรดา สอนดิษฐ

สำนักพิมพ์ : PHOENIX-ฟีนิกซ์

9. รางวัลที่สุดของหนังสือสู่หน้าจอแห่งปี : เขมจิราต้องรอด

ผู้เขียน : คาลิ

สำนักพิมพ์ : คาลิ

10. รางวัลที่สุดของหนังสือ HOW TO ไทยแห่งปี : ความทุกข์ครั้งสุดท้าย

ผู้เขียน : นิ้วกลม

สำนักพิมพ์ : KOOB

11. รางวัลที่สุดของหนังสือ HOW TO แปลแห่งปี : ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory)

ผู้เขียน : เมล รอบบินส์ (Mel Robbins) ผู้แปล : เขมลักขณ์ ดีประวัติ

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ How to

12. รางวัลที่สุดของหนังสือสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี : จดหมายจากดาวแมว

ผู้เขียน : นทธี ศศิวิมล

สำนักพิมพ์ : P.S.

13. รางวัลที่สุดของหนังสือส่งเสริมการเรียนแห่งปี : ตะลุยโจทย์ Conver 500 ข้อ

ผู้เขียน : รศ.ดร.ศุภวัฒน์ พุกเจริญ

สำนักพิมพ์ : ศุภวัฒน์ พุกเจริญ

14. รางวัลที่สุดของหนังสือภาพสำหรับเด็กแห่งปื : ร้านดอกไม้ในป่าใหญ่

ผู้เขียน : ฟุคุซาวะ ยูมิโกะ ผู้แปล : อัฒณีพร บุญรัตน์

สำนักพิมพ์ : SandClock Books

15. รางวัลที่สุดของหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี : เขมจิราต้องรอด

ผู้เขียน : คาลิ

สำนักพิมพ์ : คาลิ

16. รางวัล MOST POPULAR OF THE YEAR BY NAIIN : ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory)

ผู้เขียน : เมล รอบบินส์ (Mel Robbins) ผู้แปล : เขมลักขณ์ ดีประวัติ

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ How to

17. รางวัล BEST INFLUENCER OF THE YEAR : สมาคมป้ายยาหนังสือ

18. รางวัลหนังสือปกสวยแห่งปี : Percy Jackson’s Greek Heroes เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับตำนานยอดวีรชน

ผู้เขียน : Rick Riordan  ผู้วาด : H to O

สำนักพิมพ์ : Enter Books

สำหรับงานประกาศรางวัล NAIIN Readers’ Awards 2025 ถูกจัดขึ้นที่งานนายอินทร์สนามอ่านเล่น ตอน อ่านเข้าเส้น(ชัย) ในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

โดยที่งานนายอินทร์สนามอ่านเล่น ตอน อ่านเข้าเส้น(ชัย) จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. – 1 ก.พ. 69  เวลา 10.00 – 21.00 น. งานสำหรับหัวแถวตัวจริงของ ???????????????? ???????????????????????? พบกับโปรโมชัน และกิจกรรมแบบจัดเต็มตลอดทั้งงานพร้อมสำนักพิมพ์กว่า 200 สำนักพิมพ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/naiinfanclub

‘ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า’ ผนึกกำลัง PPC – มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

'ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า' ผนึกกำลัง PPC - มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

‘ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า’ ผนึกกำลัง PPC – มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

กลุ่มนกหัวขวาน ปนป.15  สถาบันพระปกเกล้า จัด เวทีเสวนาให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ PPC  และ มูลนิธิคุณ ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล  “รัก(ษ์)ปะการัง” SeaSight Platform หนุนพลังพลเมืองร่วมดูแลทะเลไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569  กลุ่มนกหัวขวาน นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ ผอ.อรอนงค์ ผลทวีวัฒนชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดกลางกร่ำ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “รัก(ษ์)ปะการัง” ณ โรงเรียนชุมชนวัดกลางกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก 
 
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่งไทย ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย สนุก และเหมาะกับทุกช่วงวัย โดยได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ 
ภายในงานมีการจัด เวทีเสวนาให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดย ผศ.ดร.มานิตย์ นิธิธนากุล  วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้และเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ คุณปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ประธานมูลนิธิคุณ ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ผลกระทบต่อแนวปะการังและทรัพยากรชายฝั่ง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องบทบาทของชุมชนและภาคพลเมืองในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับกิจกรรมเสวนา ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ สื่อการเรียนรู้ และการแสดงหุ่นมือด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการอนุรักษ์ตั้งแต่วัยเยาว์ รวมการเล่านิทานโดย คุณ ธนะชัย สุนทรเวช (น้าเมฆ)  ผู้จัดการอาวุโส ด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) รวมถึงกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจโดย Mister & Miss Earth และ Mister Supranational Thailand  – Possible dream ซึ่งช่วยเชื่อมโยงประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ากับบทบาทของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในการร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ 
 


 
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการ เปิดตัว SeaSight Platform  แค่เพิ่มเพื่อนก็ช่วยทะเลได้  แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองในการดูแลทรัพยากรทางทะเล โดย SeaSight ถูกออกแบบให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีบทบาทในการ เฝ้าระวัง รายงาน และติดตามปัญหาทางทะเล เช่น ขยะทะเล ความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายฝั่ง ผ่านเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ โดยได้รับ คำปรึกษาและข้อเสนอแนะจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง มูลนิธิรักสัตว์ป่า เพื่อให้การออกแบบแพลตฟอร์มสอดคล้องกับบริบทการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย มีความเหมาะสมในเชิงวิชาการ และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการทำงานด้านการเฝ้าระวังและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 
การเปิดตัว SeaSight Platform จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ และภาคพลเมือง ในการขับเคลื่อนแนวคิด ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม จากระดับแนวคิดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน 
 
การจัดกิจกรรม “รัก(ษ์)ปะการัง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันของสถานศึกษา ชุมชน และภาคพลเมือง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีอย่าง SeaSight Platform มาเป็นกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วม เพื่อดูแลและส่งต่อความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลไทยให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าเปิดเวทีจุดประกายพลังความคิดเชิงนวัตกรรมให้พนักงานในเครือจากทั่วโลก ผ่านโครงการ CP Exponential Surge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโจทย์ยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยนำค่านิยมหลักของเครือซีพี ได้แก่ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตลอดจนการทำงานอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสังคมในอนาคต โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากพนักงานในกลุ่มธุรกิจเครือซีพีทั่วโลก ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า ทรู กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์  ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกจนเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านเข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดนครราชสีมา

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส , ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์  ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมรับฟังการนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรม พร้อมให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเชิงลึกแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติได้จริงในภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาและจุดอ่อนของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ Exponential Surge Champion แก่ ทีม Collatech-P โครงการสกัดโปรตีนคอลลาเจนเปปไทด์จากกระดูกหมู จากซีพีเอฟ ขณะที่ รางวัลอันดับสอง Exponential Growth Innovator จำนวน 3 รางวัล มอบให้แก่ ทีมโครงการนวัตกรรมชุดทดสอบอัจฉริยะสำหรับตรวจการปนเปื้อนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบ จาก CP Meiji ทีม Natural Bio Guard นวัตกรรมถนอมความสดเพื่ออาหารปลอดภัย จากซีพีเอฟ และทีมโครงการโรงเรือนเลี้ยงกุ้งขนาดเล็ก ระบบจุลินทรีย์บำบัดน้ำไบโอฟลอค จากซีพีเอฟ ส่วน รางวัลอันดับสาม Pioneering Progress Award จำนวน 4 รางวัล มอบให้แก่ ทีม CP Axtra Neighborhood Data Franchise จากซีพี แอ็กซ์ตร้า ทีม iDooMoo ระบบเอไออัจฉริยะเพื่อการเฝ้าระวังและลดความสูญเสียอย่างแม่นยำในฟาร์มสุกรขุน จากซีพีเอฟ ทีม Smart and Sustainable Packaging Solutions ธุรกิจผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะแบบครบวงจร จาก CPPC และทีมโครงการระบบสั่งซื้ออัจฉริยะ ปฏิวัติการบริหารสินค้าด้วยเอไอ จากซีพีเอฟ

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและพลังความคิดสร้างสรรค์ของทุกทีมงานที่ร่วมกันพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทาย และการมองโอกาสในระดับโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากล ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม ๆ และไม่จำกัดมุมมองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ ควรมองเป้าหมายตลาดโลกเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ พร้อมเสนอแนวคิดการใช้มาตรฐานขององค์กรชั้นนำระดับโลกมาเป็นคู่เทียบ เพื่อประเมินศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

สุภกิต เจียรวนนท์

ดร.อาชว์ เตาลานนท์

นายสุภกิต กล่าวเสริมอีกว่า ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ให้ขยายมุมมองการสรรหาวัตถุดิบจากแหล่งใหญ่ของโลก ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการคุณภาพของเรา อีกทั้งท่านประธานกรรมการได้เน้นย้ำถึงการใช้พลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์และระบบนิเวศธุรกิจของเรา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้เฉพาะและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ในฐานะโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ชลิตา กลัดนิ่ม 

ประธานกรรมการกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดจากการมีวิสัยทัศน์ระดับโลก การผสานพลังของคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”

ด้าน ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการ CP Exponential Surge เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนนวัตกรรมขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยพนักงานจากหลากหลายหน่วยงานได้นำค่านิยมหลักของซีพีมาปรับใช้ในการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงในเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะค่านิยม ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้นสิ่งใหม่และการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ไม่จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านวิจัยหรือเทคโนโลยี แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานทุกคน ขณะเดียวกัน แนวคิดและโครงการที่ต่อยอดจาก CP Exponential Surge ยังมุ่งสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน และภาคธุรกิจ ภายใต้หลักความซื่อสัตย์และกตัญญู ซึ่งเป็นรากฐานของเครือซีพี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินธุรกิจในศตวรรษที่ 2 ด้วยการเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง สืบทอดมรดกทางธุรกิจและผลักดันซีพีสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริงในระยะยาว “การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพนักงานทุกคน” ดร.อาชว์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางสาวชลิตา กลัดนิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา แปรรูปสุกร ไข่ และเบเกอรี่ ซีพีเอฟ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จ  สะท้อนให้เห็นถึงการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้นวัตกรรมไบโอเทค เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์จากกระดูกสัตว์ ให้ได้โปรตีนที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ  สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

“โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน เปิดโอกาสให้ได้เสริมสร้างแนวคิด ทักษะ และองค์ความรู้ผ่านกระบวนการแข่งขันและการนำเสนอผลงาน ซึ่งตอกย้ำว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจสำคัญขององค์กร และการลงทุนในการเรียนรู้จะช่วยต่อยอดความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรอย่างยั่งยืน” นางสาวชลิตา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผลงานทุกโครงการที่ได้รับรางวัล จะได้นำแนวคิดหรือแผนงานที่นำเสนอไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ควบคู่กับกระบวนการติดตามและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นจากสถาบันผู้นำฯ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่  'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนชาวไทย สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย เนื่องในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 รับหนังสือที่ระลึกทรงคุณค่า “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” (สนับสนุนโดย นิตยสารแพรว) 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ บริจาคโลหิต 100 วัน (สตมวาร) สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย พิเศษ ! สำหรับ ผู้บริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ จะได้รับหนังสืออันทรงคุณค่า “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” เป็นที่ระลึกสนับสนุนโดย นิตยสารแพรว (จำนวนจำกัด) เพื่อเก็บเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำอันล้ำค่า และเป็นสัญลักษณ์              ของการร่วมทำความดีด้วยหัวใจ 

ทั้งนี้ ด้วยพระจริยวัตรอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงอุทิศพระองค์กว่า 69 ปี ประกอบพระราชกรณียกิจคุณูปการแก่สภากาชาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสนพระราชหฤทัย และสนับสนุนงานด้านบริการโลหิตอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ทรงส่งเสริมให้มีการบริจาคโลหิตในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างแพร่หลาย ทรงยกย่องสรรเสริญผู้บริจาคโลหิต โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตครบตามที่สภากาชาดไทยกำหนด ทำให้มีปริมาณโลหิตเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
 
  สำหรับเนื้อหาในหนังสือ ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชดำรัส พระราชกรณียกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ พระผู้ทรงเป็นดวงหฤทัย ชาวไทยทั้งปวง รักแท้คู่แผ่นดิน คู่ขวัญราชัน มิ่งขวัญครอบครัวเจริญพระราชไมตรี พระบารมีแผ่ไพศาล และรอยพระบาททั่วไทย แรงบันดาลใจโครงการพระราชดำริ