‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เตรียมนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ และนวัตกรรมจากงานวิจัย เข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ชูแนวคิด “เมื่อโลกเปลี่ยน…คนต้องปรับ” มุ่งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้ประชาชน ท่ามกลางความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 โดยกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่าย โดยปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Natural Roots – Economic Boost : จากธรรมชาติ สู่การสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่การเป็นทั้งเครื่องมือดูแลสุขภาพและฐานเศรษฐกิจชีวภาพสำคัญของประเทศ โดยอภัยภูเบศร ในฐานะหน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรชั้นนำของประเทศ เตรียมนำองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดแก่ประชาชนอย่างเข้มข้นตลอดการจัดงาน

แพทย์หญิงวลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน การสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ  สมุนไพรไทยถือเป็นทุนทางสุขภาพที่มีคุณค่าของประเทศ เป็นทั้งองค์ความรู้และทรัพยากรที่ประชาชนเข้าถึงได้ สามารถนำมาใช้ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ภาวะวิกฤตในระดับครัวเรือน และชุมชน โดยเรายังได้จัดทำกระเป๋าสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างสมุนไพร-ยาพื้นฐาน ไว้เป็นตัวย่างให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีเตรียมพร้อมไว้ประจำบ้านอีกด้วย” แพทย์หญิงวลีรัตน์” กล่าว

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังกล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะด้านสุขภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ในปีนี้ อภัยภูเบศร ได้เตรียมความพร้อม และส่งต่อความรู้ประชาชนภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ภายในบูธอภัยภูเบศร บริเวณทางเข้าฮอลล์ 12 จะนำเสนอแนวคิด “สมุนไพรไทยเพื่อการพึ่งตนเอง” ผ่านนิทรรศการและสวนสมุนไพรกว่า 100 ชนิด ที่รวบรวมพืชสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพได้จริงในชีวิตประจำวัน ดูแลได้ทั้งในภาวะปกติ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการเผยแพร่หนังสือ “บันทึกของแผ่นดิน 16 : สมุนไพร เกราะป้องกันสุขภาพในภัยพิบัติ” ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้การใช้สมุนไพรในสถานการณ์วิกฤต แจกฟรีแก่ประชาชนตลอดการจัดงาน พร้อมมอบพันธุ์สมุนไพรและเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกประจำบ้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างคลังสุขภาพขนาดเล็กในระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ได้คัดสรรมาแล้วว่าควรมีติดบ้าน อาทิ หอมแส้ รางจืดสายพันธุ์หนองทะเลของปราจีนบุรี ที่ให้สารสำคัญสูง พลูลงยา และ กะเพราป่า รวมถึงแจกเมล็ดพันธุ์ มะระขี้นก ทุกวันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาและกิจกรรมสาธิตตลอด 4 วัน ถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรล่าสุด แนวทางการใช้สมุนไพรเพื่อส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ ตลอดจนสูตรการดูแลสุขภาพด้วยตนเองที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมบริการตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาโดยแพทย์แผนไทยและผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาการใช้ยาสมุนไพรกับเภสัชกร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน อภัยภูเบศรยังนำผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมุนไพรล่าสุดมาเปิดตัวภายในงาน อาทิ “Abhai Bone Care” (อภัย โบน แคร์) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพกระดูกและข้อจากสมุนไพรเพชรสังฆาต ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อมสูตรไม่มีน้ำตาล และ “อภัย พรีเมี่ยม ยูวี ชีลด์ SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวที่ผสานสารสกัดจากสมุนไพรไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สูตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ยังคงสะท้อนศักยภาพการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่นวัตกรรมสุขภาพมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ บูธอภัยภูเบศร ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติม 02-0287710

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

10 ปีที่ไม่เคยหยุด! ‘พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง’ เดินหน้าเยียวยาใจ ผ่านกิจกรรมสร้างความหวังสู่สังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

พี่แหม่ม นันทวรรณชยา เจ้าของเพจ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วย และครอบครัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ล่าสุดลงพื้นที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมเยียน มอบกำลังใจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ภายใต้แนวคิด “กำลังใจเปลี่ยนชีวิตได้”

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดจากการประสานงานของ นายบุญเลิศ ลุนศรีทอง อดีตผู้ใหญ่บ้าน ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้ขอความช่วยเหลือและกำลังใจให้แก่ครอบครัว คุณเข่ทู เลิศคำเนิน อายุ 72 ปี ผู้ป่วยที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพและอยู่ระหว่างการดูแลรักษา โดยมีคุณดอย กอนแสง บุตรสาว เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

พี่แหม่มและทีมงานได้เดินทางเข้าพบครอบครัวผู้ป่วย พร้อมพาผู้ป่วยชาวเชียงใหม่ที่เคยได้รับกำลังใจและการดูแลจากพี่แหม่มจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ในระหว่างการรักษา มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว ประสบการณ์ และกำลังใจแก่คุณเข่ทูและครอบครัว สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการแบ่งปันและการดูแลกันในสังคม ที่สามารถส่งต่อความหวังจากผู้ที่เคยผ่านวิกฤตชีวิตไปสู่ผู้ที่กำลังเผชิญความท้าทายในวันนี้ พร้อมเปิดใจถึงสิ่งสำคัญของการดูแลผู้ป่วยว่า “สิ่งที่ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือกำลังใจจากคนรอบข้าง การได้รับรู้ว่ายังมีคนที่พร้อมเดินเคียงข้างและเข้าใจความรู้สึกของเขา เราเชื่อว่าความหวังและกำลังใจคือพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้” พี่แหม่มกล่าว

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้มอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ควบคู่กับการติดตามการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” ได้เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้งในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานบุญและเครือข่ายแห่งการแบ่งปัน โดยมุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านกิจกรรมสำคัญ อาทิ

การลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อรับฟัง ให้คำปรึกษา และมอบกำลังใจในยามที่ต้องการที่สุด

การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง ทั้งสำหรับตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และการส่งต่อแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การต่อสู้กับโรคร้าย ให้มาร่วมแชร์พลังบวกและเป็นแสงสว่างนำทางแก่ผู้ที่กำลังเผชิญโรคในปัจจุบัน

โครงการฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อมั่นว่า การแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และกำลังใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด จะสามารถสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชุมชน ภายใต้ปณิธานสำคัญที่ว่า “หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง เพราะกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ สามารถสร้างพลังให้ก้าวข้ามทุกอุปสรรคของชีวิต”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook โครงการ “พี่แหม่ม หัวใจใหญ่กว่ามะเร็ง” https://www.facebook.com/bossmamfanpage?locale=th_TH

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์ เดินหน้าโครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้านฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ รับมอบรถยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งผู้ล่วงลับกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีรับมอบรถยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา โดยมุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อความช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของชีวิต

ภายในงานมีการรับมอบรถตู้จำนวน 2 คัน และรถกระบะจำนวน 1 คัน จาก นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) นายสัณณ์ชัย เองตระกูล และ นายวัน อยู่บำรุง พร้อมกลุ่ม “เพื่อนเสก” เพื่อใช้เป็นยานพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต ขณะที่ คุณธนัญญา พันธุ์การรุ่ง และ คุณวรัทยา ฐานะเตชาภัค ร่วมส่งมอบหีบบรรจุศพจำนวน 50 หีบ และผ้าขาวห่อศพจำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโครงการ

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า โครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยและการช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญความสูญเสีย สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและการเกื้อกูลกันของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี และเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด

ทั้งนี้ โครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจ ที่มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้ล่วงลับกลับสู่ภูมิลำเนาได้อย่างเหมาะสม สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการและร่วมส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ เพื่อให้การดูแลและแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้สูญเสียสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น เปิดฉากงานประมูลศิลปะ The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026

บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น เปิดฉากงานประมูลศิลปะ The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026

บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น เปิดฉากงานประมูลศิลปะ The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น (Bangkok Art Auction) บริษัทประมูลงานศิลปะชั้นนำของไทย ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026” รวบรวมผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันรวมกว่า 113 ชิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้สนใจได้เข้าชมผลงานอย่างใกล้ชิดในบรรยากาศส่วนตัว ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 นี้

นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวว่า  เปิดเผยว่างาน The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นไฮไลต์ครั้งสำคัญที่รวบรวมผลงานจากศิลปินชั้นครู ศิลปินไทยคนสำคัญระดับตำนาน และศิลปินร่วมสมัยที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเราเปิดให้เข้าชมในรูปแบบ Exclusive Preview เพื่อให้คนรักศิลปะได้สัมผัสขนาดจริง รายละเอียด ฝีแปรง พื้นผิว สี และมิติของผลงานอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ภาพถ่ายไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ เรายังภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อคุณค่าสู่สังคมผ่านการประมูลการกุศลเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลและองค์กรด้านสาธารณสุขของไทยอีกด้วย

สำหรับงานในครั้งนี้ ประกอบด้วยผลงานในการประมูลจำนวน 98 Lots และผลงานขายส่วนตัว (Private Sales) อีก 15 ชิ้น โดยมีผลงานไฮไลต์ระดับมาสเตอร์พีซที่นักสะสมไม่ควรพลาด อาทิเช่น

  • ผลงานชิ้นเอกยุค “จักรวาลวิทยา” ที่สะท้อนแสงธรรมและพลังชีวิต โดย ประเทือง เอมเจริญ
  • ผลงาน 2 ชิ้น โดย ถวัลย์ ดัชนี ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่โชว์กายวิภาคอันทรงพลัง และงานยุคหลังที่เน้นประเด็นทางศาสนาผ่านลายกนกที่วิจิตร
  •  “The Fragment and the Sublime I, 2006” โดย นที อุตฤทธิ์ ถ่ายทอดแนวคิดการแตกสลายผ่านสัญลักษณ์เดวิด
  •  “ผ่องใสด้วยธรรม, 1999” ภาพเขียนสีน้ำมันพระพักตร์พระพุทธองค์อันสงบนิ่งซึ่งหาได้ยากยิ่ง โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
  • “Portrait of India, 1994” โดย อังคาร กัลยาณพงศ์ ผลงานเทคนิคสีพาสเทลบนกระดาษที่บอกเล่าเรื่องราวท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่
  • “ปลูกป่า, 1992” ผลงานสีฝุ่นบนกระดาษสาสุดคลาสสิก โดย ชลูด นิ่มเสมอ
  • “Curve / Growth, 1965” โดย ชำเรือง วิเชียรเขตต์ ประติมากรรมกึ่งนามธรรมจากผู้บุกเบิกงานนามธรรมคนแรกของ
  • “Saved by Dokodemo Door, 2020” โดย Takashi Murakami ผลงานคอลแลบระดับโลกกับ Doraemon

ร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ กับการประมูลเพื่อการกุศล (Charity Lots)

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ รายการประมูลเพื่อการกุศลจำนวน 4 ชิ้นพิเศษ ซึ่งรายได้จากการประมูลจะนำไปมอบให้กับองค์กรสาธารณกุศลโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย ได้แก่

  1. Lot 44 “ทิพยสถานในจิต, 2008” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  – รายได้ทั้งหมดมอบให้ โรงพยาบาลศิริราช
  2. Lot 66 “ไปด้วยกัน ณ แดนทิพย์, 2008” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  – รายได้ทั้งหมดมอบให้ โรงพยาบาลรามาธิบดี
  3. Lot 65 “ภาพบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 9 & สมเด็จพระบรมราชินีนาถ, 2006” โดย จักรพันธุ์ โปษยกฤต– รายได้ทั้งหมดมอบให้ โรงพยาบาลรามาธิบดี
  4. Lot 96 “Sweet rest in the Silence night 3, 2015” โดย วัชระ กล้าค้าขาย  – รายได้ราคาค้อนมอบให้ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ งาน Exclusive Preview เปิดเข้าชมผลงาน ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. – 18.00 น. และงานประมูล จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 เริ่มเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ซอยลาดพร้าว 54

บุกนครพนม ชมวิวแม่นํ้าโขง – ชิมปากหม้อในตํานานสัมผัสนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทําผ้านิ่มจากยางนา

บุกนครพนม ชมวิวแม่นํ้าโขง – ชิมปากหม้อในตํานานสัมผัสนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทําผ้านิ่มจากยางนา

บุกนครพนม ชมวิวแม่นํ้าโขง – ชิมปากหม้อในตํานานสัมผัสนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทําผ้านิ่มจากยางนา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.22 น.

“เต้ย พงศกร” พิธีกร รายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” แท็กทีม ” ป๋อมแป๋ม นิติ ” เช็กอินที่จังหวัดนครพนม เมืองสโลว์ไลฟ์ริมฝั่งโขง  สัมผัสความตระการตาชมวิวพาโนรามาแบบ “ตาแตก” บน “ชิงช้าสวรรค์ แม่โขงริเวอร์อาย”  ก่อนจะพาไปลิ้มรส “ปากหม้อศรีเทพ” ร้านอาหารเวียดนามเก่าแก่ระดับตํานาน 30 ปี ที่โดดเด่นด้วยเมนู “ปากหม้อไข่ดาว” แป้งนุ่มหนึบราดนํ้าจิ้มสูตรเด็ด ปิดท้ายทริปด้วยความอิ่มบุญจากการกราบสักการะ ” วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ” กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจําปีเกิดปีวอก เพื่อความเป็นสิริมงคลและไฮไลท์ที่ต้องติดตามการเดินทางไปสัมผัสอาณาจักร ” ท่องเที่ยวชุมชนตําบลพิมาน ” พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของ ” ต้นยางนา ” พืชท้องถิ่นที่ถูกนํามาแปรรูปเป็น “นํ้ายาทําผ้านิ่มออร์แกนิก” พบกับความสนุกของการท่องเที่ยว  พร้อมนวัตกรรมสุดลํ้าในการเปลี่ยนนํ้ามันจากต้นไม้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ พรีเมียม ยกระดับผ้าฝ้ายมัดหมี่ย้อมครามให้นุ่มละมุนราวกับปุยเมฆ ภายใต้การสนับสนุนของ ธ.ก.ส. ที่เข้ามาเติมทุนและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคง

ร่วมค้นหาคําตอบว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ถูกรังสรรค์เป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่ามหาศาลได้อย่างไรติดตามได้ในรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร ”   วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนนี้    เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 กด30

ทูตไซปรัส กระชับความสัมพันธ์ จัดเลี้ยงรับรองผู้นำธุรกิจไทย ฉลองวาระประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

ทูตไซปรัส กระชับความสัมพันธ์ จัดเลี้ยงรับรองผู้นำธุรกิจไทย ฉลองวาระประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

ทูตไซปรัส กระชับความสัมพันธ์ จัดเลี้ยงรับรองผู้นำธุรกิจไทย ฉลองวาระประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

H.E. Evagoras Vryonides ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไซปรัสประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร Tahona โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่สาธารณรัฐไซปรัสดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ในวาระระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569

ภายในงาน ปณิธิ วสุรัตน์ กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐไซปรัสประจำ ประเทศไทย ได้ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและภาคเอกชนของไทย  อาทิ ดร.ชุมพล พรประภา ประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) , ดร.ศุภฤกษ์ ชาลี ชมจันทร์ ที่ปรึกษา สภาหอการค้าไทย , เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย  และ นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รักษาการอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ 

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน พร้อมหารือถึงแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐไซปรัสในหลากหลายมิติ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจและการพัฒนาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสาธารณรัฐไซปรัสในการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของไซปรัสในฐานะ “ประตูสู่ยุโรป” (Gateway to Europe)

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ หน่วยพิทักษ์ป่าเขาหินดาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ หน่วยพิทักษ์ป่าเขาหินดาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ หน่วยพิทักษ์ป่าเขาหินดาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2569 ภายใต้ชื่อโครงการ “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมใจปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน ปลูก สาน รักษ์ และต่อยอด ปีที่ 3” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี และมี สุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากรราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี หน่วยราชการจังหวัดสระบุรี และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ ณ หน่วยพิทักษ์ป่าเขาหินดาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

การนี้ ประธานในพิธี พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีและผู้เข้าร่วมพิธี ได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น ประธานในพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และเชิญกระเป๋ายาสามัญประจำบ้านพระราชทานจาก ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มอบแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ตามลำดับ

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมด้วยภาคีเครือข่ายหน่วยราชการจังหวัดสระบุรี กรมอุทยาน วนอุทยานและประชาชนในพื้นที่กว่า 300 คน ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวนกว่า 1,000 ต้น ซึ่งประกอบไปด้วยพันธ์ไม้นานาชนิด อาทิ ต้นสัก ยางนา มะค่าโมง หว้า สะเดา ขนุน มะหาด ในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าเขาหินดาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย และได้ร่วมกันทำโป่งเทียม เพื่อเป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุเสริมสำหรับสัตว์ป่าในธรรมชาติด้วย การจัดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมใจปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน ปลูก สาน รักษ์ และต่อยอด ปีที่ 3”  นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้กับชุมชนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้จัดกิจกรรมปลูกป่าต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้กับบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตลอดจนบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ ร่วมคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ เพราะป่าไม้มีความสำคัญ นอกจากจะเป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่อยู่ของสัตว์ป่า รักษาดินและน้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก และช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัยและพระปรีชาสามารถในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขเพื่อพสกนิกรชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และระบบนิเวศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงมีพระราชปณิธานในการมุ่งรักษา และต่อยอดตามแนวทางศาสตร์พระราชา สืบสานแนวพระราชดำริ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน 

สำหรับความเป็นมาของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเลียงผา ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนรวมถึงสัตว์เฉพาะถิ่นหายากหลายชนิด ตลอดจนพรรณไม้หายากจำนวนมาก กรมป่าไม้ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม รวมเนื้อที่ประมาณ 22,606 ไร่ ซึ่งมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ และบางส่วนเชื่อมต่อกับพื้นที่กันชนของผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงนับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของสัตว์ป่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ต่อมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

Public Garden กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง 150 แบรนด์ทั่วเอเชียจากศิลปินและนักสร้างสรรค์

Public Garden กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง  150 แบรนด์ทั่วเอเชียจากศิลปินและนักสร้างสรรค์

Public Garden กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง 150 แบรนด์ทั่วเอเชียจากศิลปินและนักสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.

Public Garden หนึ่งใน design market อิสระที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสิงคโปร์ จะกลับมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 ที่ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1-2 ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. โดยมีแบรนด์จากทั้งประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียเข้าร่วมงานกว่า 150 แบรนด์ เปิดโอกาสพิเศษให้ลูกค้าได้ค้นพบสินค้าที่ผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันจากแบรนด์และดีไซเนอร์อิสระหลากหลายแขนง ทั้งงานศิลปะจากฝีมือของศิลปิน สินค้าทำมือ สินค้าแฟชั่น งานเซรามิก เครื่องประดับ สินค้าไลฟ์สไตล์ และอีกมากมาย

จาก flea market ช่วงสุดสัปดาห์ สู่ชุมชนคนทำงานสร้างสรรค์

Public Garden ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2554 โดยกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งและงานดีไซน์ โดยเริ่มต้นจากการจัดงานในรูปแบบ flea market ช่วงสุดสัปดาห์ โดยนำผลิตภัณฑ์จากเพื่อนๆ นักออกแบบและร้านค้าอิสระมาจัดจำหน่าย งานครั้งแรกที่จัดขึ้นได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นทั้งจากลูกค้าและแบรนด์ที่เข้าร่วมงาน จนทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจจัดงานขึ้นอีกหลายครั้งในแต่ละปี

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Public Garden ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งใน design market ซึ่งจัดจำหน่ายผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับความสนใจและมีผู้คนรอคอยมากที่สุดในสิงคโปร์ ทั้งยังโดดเด่นเรื่องการคัดสรรสินค้าคุณภาพสูง ดีไซน์สวยงาม และราคาไม่แพง พร้อมทั้งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้มาเยือน

ปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความนิยมอย่างต่อเนื่องของ Public Garden ก็คือ ความสามารถในการดึงดูดศิลปิน นักออกแบบ และแบรนด์อิสระจากทั่วเอเชียให้เข้ามาร่วมนำเสนอและจัดจำหน่ายสินค้าภายในงาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักสร้างสรรค์จากประเทศต่างๆ ทั้งไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ ได้ใช้เวทีของ Public Garden เป็นช่องทางในการจัดแสดงสินค้าขายดีและคอลเลกชันล่าสุดที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น ความโดดเด่นของการคัดสรรผลงานสร้างสรรค์จากหลากหลายแขนง ให้มารวมอยู่ด้วยกันในที่เดียวภายในงาน คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Public Garden กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักช้อปที่กำลังมองหาสินค้าที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงเทรนด์การออกแบบใหม่ๆ จากทั่วภูมิภาค

ตลาดความคิดสร้างสรรค์ – design market

หนึ่งในจุดเด่นที่ดึงดูดลูกค้าให้มาที่ Public Garden ก็คือ ความหลากหลายของสินค้าที่ลูกค้าสามารถค้นพบได้ในที่เดียว เพราะ Public Garden ไม่ได้เป็นเพียงตลาดจัดจำหน่ายสินค้าแบบทั่วไป แต่เป็น design market ที่รวบรวมผลงานของศิลปิน นักออกแบบ และแบรนด์สร้างสรรค์อิสระมากมาย มานำเสนอสินค้าที่มีความประณีตพิถีพิถัน และสะท้อนถึงมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงตัวตนที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

ลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้ามากมายหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะต้นฉบับที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยตัวศิลปินเอง ภาพวาด ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องเขียน สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องประดับอัญมณี ของตกแต่งบ้าน สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าที่รังสรรค์ด้วยมือ นอกจากนี้ หลายๆ แบรนด์ที่มาออกร้านที่ Public Garden ยังนำเสนอคอลเลกชันลิมิเต็ด สินค้าชิ้นพิเศษ หรือดีไซน์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปที่ design market แห่งนี้อีกด้วย

และนอกเหนือจากการได้ช้อปปิ้ง Public Garden ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พบปะกับศิลปินหรือนักออกแบบผู้สร้างสรรค์สินค้าได้โดยตรง ได้มาสังเกตกระบวนการทำงานสร้างสรรค์ ตลอดจนค้นพบนักสร้างสรรค์หน้าใหม่มากความสามารถจากทั่วเอเชีย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ Public Garden เป็นตลาดที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และสร้างแรงบันดาลใจ เป็นที่ที่หลอมรวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ และเรื่องราวส่วนตัวไว้ด้วยกัน พร้อมสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจทั้งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานดีไซน์และลูกค้าทั่วไป

Public Garden กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชุมชน Public Garden มาตลอด เพราะมีศิลปินและแบรนด์ไทยจำนวนมากเข้าร่วมงานที่จัดขึ้นในสิงคโปร์เป็นประจำ ซึ่งด้วยแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากนักสร้างสรรค์ชาวไทย รวมถึงความสนใจจากนักช้อปชาวไทย ผู้จัดงานจึงตัดสินใจนำ Public Garden มาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในปี 2568 ที่สามย่านมิตรทาวน์ และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนนำมาสู่การกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้

สำหรับ Public Garden ที่กรุงเทพฯ ในปีนี้ ผู้จัดงานพยายามบาลานซ์การคัดสรรแบรนด์ต่างๆ ทั้งจากในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของแบรนด์ที่เข้าร่วมงานเป็นแบรนด์จากประเทศไทย ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากแบรนด์ไทยสามารถชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ได้เลย ส่วนการซื้อสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ขายที่มาจากต่างประเทศ ผู้จัดงานแนะนำให้เตรียมเงินสดมาจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แบรนด์ไฮไลต์ใน Public Garden กรุงเทพฯ

เอกลักษณ์ของ Public Garden คือการรวบรวมทั้งศิลปิน นักออกแบบ และแบรนด์อิสระที่หลากหลายจากทั่วเอเชียมาไว้ในที่เดียว สำหรับการจัดงานในกรุงเทพฯ ในปีนี้ก็เช่นกัน Public Garden จะมีทั้งการกลับมาของแบรนด์หรือศิลปินที่เคยเข้าร่วมงานและได้รับความนิยม รวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ที่น่าค้นหา และมาพร้อมสินค้าและผลงานที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะต้นฉบับที่สร้างสรรค์จากมือศิลปิน เรื่อยไปจนถึงผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องเขียน และสินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ

ศิลปินและแบรนด์น่าจับตาที่ Public Garden กรุงเทพฯ ปีนี้ อาทิ OH.IRV (จากอินโดนีเซีย) – แบรนด์ดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยคอลเลกชันที่มีธีมเฉพาะตัวทั้งเสื้อผ้า เครื่องเขียน และสินค้าไลฟ์สไตล์  Airi Maeyama (จากญี่ปุ่น) – ผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง รวมถึงสินค้าน่าสะสม เช่น กระเป๋าผ้า และเข็มกลัด ฯลฯ CE’ HALO (จากประเทศไทย) – แบรนด์เซรามิกที่สร้างสรรค์ชิ้นงานน่ารักๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน  Pammy’s Palette (จากประเทศไทย) –เธอจะมาเปิดตัวนิตยสารทำมือเล่มแรกของตัวเองด้วย

Misty Studio (จากไต้หวัน) – แบรนด์เครื่องประดับและจิวเวลรีที่ได้แรงบันดาลใจจากการสังเกตธรรมชาติ YOGIGOHOME (จากประเทศไทย) – แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นเรื่องความเรียบง่าย การเคารพต่อธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ  Chevy Collectives (จากสิงคโปร์) – นักสร้างสรรค์งานเครื่องประดับดินเผาที่มีสไตล์ เป็นที่รู้จักดีจากงานดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้หลากสีสัน

แบรนด์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งจาก 150 แบรนด์ที่เข้าร่วมงาน Public Garden กรุงเทพฯ ในปี 2569 นี้ เปิดให้เข้าได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย เรามักได้ยินคำสอนจากผู้ใหญ่ว่า “กินอาหารอย่างพระราชาในตอนเช้า แต่กินมื้อเบา ๆ ในตอนเย็น” ถึงแม้จะดูเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย แต่ทุกวันนี้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังยืนยันสิ่งที่คนรุ่นก่อนเชื่อกันมา ซึ่งก็คือการกินมื้ออาหารที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา หรือสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย โดยสุขภาพลำไส้จะเป็นหนึ่งในระบบแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ ร่างกายของคนเรามี “นาฬิกาภายใน” ที่แม่นยำอย่างมาก หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมวงจรตลอด 24 ชั่วโมงของร่างกาย ทั้งการนอนหลับ ความหิว และการทำงานของระบบต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยนาฬิกานี้ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง แต่มีอยู่ในแทบทุกเซลล์ เพื่อให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน

ระบบย่อยอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ไวต่อนาฬิกาชีวิตมากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า “ลำไส้” และ “นาฬิกาชีวิต” มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม น้ำหนักตัว การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน สุขภาพหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมให้อยู่ในภาวะปกติ

แต่ความท้าทายของคนยุคใหม่คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นกะ (โดยเฉพาะกะกลางคืน) หรือใช้หน้าจอจนดึก ล้วนรบกวนจังหวะของนาฬิกาชีวิต เมื่อจังหวะนี้เสียสมดุล ลำไส้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ด้าน ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ พร้อมรวบรวมเรื่องราวน่าสนใจและเคล็ดลับการปรับสมดุลง่าย ๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ “นาฬิกาชีวิต” และ “ลำไส้” กลับมาทำงานสอดคล้องกันอีกครั้ง

เริ่มต้นโภชนาการของวันให้ดี ร่างกายก็พร้อมลุย

มื้อเช้า คือ มื้ออาหารที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ซึ่งวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการสามารถอธิบายได้ว่า หลังจากการอดอาหารในช่วงกลางคืน ระบบย่อยอาหารจะอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารที่ทำงานอย่างเต็มที่ และระบบเมตาบอลิซึมที่เปิดรับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี

การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่คุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย และรับประทานให้เป็นเวลาในช่วงระหว่างวัน จะช่วยให้เราได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเผาผลาญที่เหมาะสม โดยให้เน้นกินอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ มีโปรตีนคุณภาพดี ไขมันดี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในทุกๆ มื้อ (ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพื่อเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอและช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น) นอกจากนี้ การกำหนดเวลาการกินให้แน่นอน เช่น ภายในช่วงเวลา 8–12 ชั่วโมงต่อวัน การกินอย่างมีสติ ก็มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารและนาฬิกาชีวิตทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น

ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น

การดื่มน้ำก็มีช่วงเวลาที่เหมาะเหมือนกับการกิน โดยน้ำมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการย่อย ตั้งแต่น้ำลายที่ช่วยย่อยอาหาร ไปจนถึงน้ำย่อยในกระเพาะ และการขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนมื้อแรกของวัน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยและปลุกนาฬิกาชีวิตให้เริ่มทำงาน และการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันยังช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ขณะที่การลดการดื่มน้ำในช่วงค่ำ จะช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพักผ่อนและฟื้นฟูในตอนกลางคืน

นอนหลับดี ช่วยให้ลำไส้ได้ฟื้นฟูตัวเอง

แม้ว่าจะปิดไฟ ปิดเสียงรบกวน ไม่ใช้มือถือ และนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมากลับรู้สึกไม่สดชื่น อาจเป็นเพราะ “การนอน” ไม่ใช่แค่การพักผ่อนของสมอง แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทว่าควร “พัก” หรือ “ตื่นตัว” ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน อาหารมัน หรือหวานจัดก่อนนอน เพราะระบบย่อยอาหารเองก็ต้องการเวลาในการพักเช่นเดียวกับสมอง

กิจกรรมเบา ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ยืดเหยียดร่างกาย หรือดื่มชาสมุนไพร ก่อนนอนประมาณ 30–60 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้ทั้งร่างกายและลำไส้รับรู้ว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว รวมทั้งการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลายังช่วยให้ลำไส้ปรับจังหวะได้ดีขึ้น และหากสมาชิกในบ้านมีเวลาพักผ่อนที่ใกล้เคียงกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

ความเครียด ตัวร้ายทำลายลำไส้และนาฬิกาชีวิต

แม้จะมีตารางการนอนที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มักติดตัวเราไปถึงเตียงทุกคืนคือ “ความเครียด” ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย

งานวิจัยได้เปิดเผยว่าแบคทีเรียหลายล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ไม่ได้ช่วยแค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายโดยทำงานร่วมกับจังหวะชีวภาพ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกาย สามารถรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำลายสมดุลของจังหวะชีวภาพ และเมื่อเวลาผ่านไปจะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในลักษณะที่ทำให้ระบบย่อยอาหารตอบสนองไวขึ้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่เราต้องให้ความสำคัญ

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายเรื่องนี้ได้ ภูมิปัญญาสมัยก่อนได้แนะนำการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของวัน การนำรูปแบบเหล่านี้กลับมาใช้ในชีวิตประจำวันตามสไตล์คนเมืองไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับตัวเองมากเกินไป แค่เริ่มปรับเปลี่ยนทีละน้อย แต่ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายก็จะหาสมดุลเจอ สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะธรรมชาติ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพและเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทางโซเชียล มีเดียFacebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

คุณแหน : 25 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 25 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 25 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ และคณะกรรมการมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เห็นชอบให้จัดตั้ง “กองทุนครูปรีดา ทัศนประดิษฐ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณูปการและเกียรติคุณที่ท่าน รศ.นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ ผู้ที่ได้อุทิศตนช่วยเหลือคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และวงการแพทย์ไทย ยอดเงินบริจาคจากคณะศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้มีจิตศรัทธา ณ วันที่ 15มิ.ย.69 เป็นเงิน 3,727,646.82 บาท..
  • ครูผู้ให้ด้วยจิตวิญญาณ  ยินดีอย่างยิ่งกับ รศ.สุพัตรา สุภาพ ในโอกาสได้รับโล่เกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เนื่องด้วยอุทิศเวลา กำลังกาย กำลังใจ ประสิทธิ์ประสาทความรู้แด่ นักเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจปีการศึกษา 2569  เป็นเวลานานถึง 65 ปี ..ปัจจุบันอาจารย์ก็ยังคงทำงานให้ความรู้แก่น้องๆ หลานๆ ตลอดไปและฝากขอบคุณโรงเรียนฯ อย่างยิ่งที่เห็นความสำคัญจะขอมอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ให้เมื่อปีที่ผ่านแต่อาจารย์ยืนยันว่าไม่ขอรับเพราะทำด้วยใจ..
  • โชติ โสภณพนิช ไปร่วมยินดีกับ  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รับรางวัล ศิษย์เก่าดีเด่นของ Imperial College London อังกฤษ  ..และไปเยี่ยมชม Golders Green Cemetorium เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์โดยคุณหญิงเป็นประธานมูลนิธิฯ ได้เช่าที่แห่งนี้เพื่อปลูกต้นไม้รำลึก Cherry Blossom ต้นไม้ซึ่ง ร.7 ทรงปลูกไว้สมัยทรงศึกษาที่โรงเรียนอีตัน ประเทศอังกฤษ ..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) ร่วมกับครอบครัว “มีศุข” จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาส “108 ปีชาตกาลคุณหญิงอัมพร มีศุข” (อดีตประธาน ม.น.ข.) 30 มิ.ย.10.00 น. ณ ศาลาพระแก้ว ศาลาธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษกกรุงเทพฯ..
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอสแห่ง DMT เตรียมปล่อยแคมเปญ Tollway Lucky Way 2026 “ใช้โทล์ลเวย์ ได้เวลาเพิ่ม ได้ลุ้นรางวัล” มูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อขอบคุณผู้ใช้บริการทางยกระดับดอนเมือง ซึ่งจัดติดต่อกันมา 27 ปี โดยผู้ใช้บริการสามารถสะสมแต้มเมื่อชำระค่าผ่านทาง และนำมาเป็นสิทธิ์ร่วมสนุก แคมเปญนี้ เริ่ม 1 ก.ค. – 31 ธ.ค.   LINE  : @donmuangtollway และ FB : Don Muang Tollway ..
  • รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เชิญชวนร่วมทำบุญทอดผ้าป่าโรงพยาบาลสงฆ์ แห่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ วันที่ 9-10 ก.ค.เพื่อสมทบทุนค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าภัตตาหาร ค่าจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์รวมทั้งค่าพาหนะและอื่นๆ ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ สามเณรอาพาธ ที่มารับการรักษาพยาบาล  ร่วมทำบุญได้ที่ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อพระภิกษุสงฆ์อาพาธ” ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 566-4-95594-8 ลดหย่อนภาษีได้  2 เท่า สอบถาม 053-935672..

น้อง