STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมและผู้ประกอบการฐานองค์ความรู้ โดยร่วมเป็นแกนกลางจัดกิจกรรม UBI-Alpha : Business Contest 2026 ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (C-UBI) ภาคเหนือตอนบน กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้เกียรติกล่าวเปิดกิจกรรม โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรจากเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ (UBI) คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ตลอดจน นิสิตนักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ในภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมให้แก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา มุ่งเสริมสร้างทักษะ ความคิดเชิงผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) และการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

สำหรับ UBI-Alpha : Business Contest 2026 ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 มกราคม 2569 ภายในกิจกรรมประกอบด้วย การอบรมและพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการในรูปแบบ Bootcamp & Workshop จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ พร้อมเวที Pitching สำหรับการนำเสนอแนวคิดธุรกิจ การพัฒนาต้นแบบ และแผนธุรกิจเชิงนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งาน
เชิงพาณิชย์ได้ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่กับ Mentor นักลงทุน และภาคเอกชน 
เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ในอนาคต

สำหรับผลการแข่งขันในรอบระดับภูมิภาค ภาคเหนือ มีทีมจากเครือข่ายภาคเหนือเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 72 ทีม และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 15 ทีมสุดท้าย ที่มีความพร้อมและโดดเด่น 
เพื่อเป็นตัวแทนภาคเหนือก้าวสู่การแข่งขันในระดับประเทศ โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ Future Food, Green and Climate Change Solutions และ AI and Digital โดยผู้ชนะในแต่ละประเภทธุรกิจของแต่ละภูมิภาค จะได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ภายในงาน One Stop Open House ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ STeP ในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมของภาคเหนือ พร้อมขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถนำองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษาไปต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา’ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI – ยานยนต์ไฟฟ้า

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา'ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI - ยานยนต์ไฟฟ้า

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา’ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI – ยานยนต์ไฟฟ้า

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ด้านการพัฒนาหลักสูตรเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และด้านการพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “Industrial AI Literacy and Application for Non-Technical Student” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนชั้นนำ และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำกว่า 20 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ชั้นนำ รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ความร่วมมือทั้ง 2 ด้าน ประกอบด้วย:
1. หลักสูตร “Industrial AI Literacy and Application for Non-Technical Student” มุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่นักศึกษาที่ไม่ใช่สายเทคนิค ให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในบริบทอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับความร่วมมือจาก 8 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อาลีบาบา คลาวด์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ต้าหัว เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, สมาคมไทยไอโอที, สถาบันอาหาร, Intel Semiconductor (US) LLC. และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2. หลักสูตรเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมลงนาม 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 
ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไมล์ เซฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ซุส อีวี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน), บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด. บริษัท พระนคร ยนตรการ จำกัด
ภาคการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โดยที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวว่า “อว. มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีสมรรถนะสูง มีทักษะที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมได้อย่างแท้จริง”
การลงนาม MOU ในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต โดยมุ่งหวังยกระดับศักยภาพกำลังคนไทยให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดระบำการกุศล สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดระบำการกุศล สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดระบำการกุศล สานพลังนาฏศิลป์ ระดมทุนเพื่อเยาวชนโอกาสทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแสดงระบำการกุศลชุดพิเศษ “พระแม่ทรงสรรค์สร้างนาฏยศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล เรื่อง ตุ๊กตานางฟ้า และ ปีเตอร์แพน 2026” เพื่อระดมทุนสนับสนุนเยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษาและศิลปะการแสดง ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

การแสดงครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีและองค์กรชั้นนำ อาทิ สถาบันออสเตรเลียน ทีชเชอร์ส ออฟ ดานซ์ซิง อินเตอร์เนชันแนล สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด คลินิกโพโดโลจีเซนเตอร์ และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการร่วมชมการแสดง อาทิ บุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่,  Ms. Kelia E. Cummins กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่, ท่านเย็นดี มณฑีรรัตน์ อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 5, กรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่, ดร. ณัฏฐ์พัฒน์ ผลพิกุล, คงกระพัน เวฬุสาโรจน์,  ชฎาธช จันทนพันธ์, ดร. วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช, วุฒิพงศ์ อารยะธรรมโสภณ, กัมปนาท ฟาเยอร์ ศังขานนท์  ผู้จัดการสถานีเชียงใหม่ สายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์ เป็นต้น

การแสดงระบำการกุศลทั้งสองเรื่องมีเยาวชนมีความสามารถระดับนานาชาติ ซึ่งเคยคว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันระดับโลก ร่วมถ่ายทอดการแสดงอย่างงดงาม อาทิ พัชรณัฏฐ์ ภมรไมตรี ทิมริน วิง โฮม สุรัสวดี อินทะโน ปัญญาวีณ์ ฟื้นตระกูล และ ฟ้าใส ภววัฒนานุสรณ์ พร้อมด้วยนักแสดงรับเชิญ วุฒิพงษ์ มงคลพันธุ์ จากโรงเรียนแพชชั่น ด๊านซ์ รวมถึงเยาวชนผู้แสดงประกอบจากหลายสถาบันในจังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนเชียงใหม่นาฏยศิลป์สากล

รายได้จากการแสดงทั้งหมดมอบให้แก่เยาวชนที่มีโอกาสน้อยกว่า โดยมี ดร.สายสม วงศ์ศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้รับมอบ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความประทับใจ การแสดงระบำการกุศลครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนพลังของนาฏยศิลป์ที่หลอมรวมจากท้องถิ่นสู่สากล หากยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญในการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวสู่อนาคตด้วยศิลปะและความหวังอย่างงดงาม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในส่วนลึกที่สุดของทะเลสีคราม มีปลาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อปลาสายรุ้ง

            ปลาสายรุ้งเป็นปลาที่สวยงามที่สุดในท้องทะเล มีเกล็ดสีต่างๆ แวววาวระยิบระยับ ทำให้ปลาตัวอื่นๆ ชื่นชมความงามของเขา และอยากจะเป็นเพื่อน แต่ปลาสายรุ้งมีนิสัย หยิ่งยโส ทะนงตน ไม่เล่นกับใครและไม่ยอมแบ่งปันอะไรให้ใครเลย

            วันหนึ่ง ปลาดำตัวเล็ก ๆ ว่ายน้ำเข้ามาหาปลาสายรุ้งและขอแบ่งเกล็ดสีเงิน ไปบ้าง แต่ปลาสายรุ้งปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

            ทำให้ปลาตัวเล็ก เสียใจอย่างมาก

            ต่อมาปลาสายรุ้งรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะปลาตัวอื่นๆ ไม่อยากคบหาสมาคม ว่ายน้ำหนีจากเขา

            ปลาสายรุ้งจึงไปขอคำแนะนำจากปลาหมึกยักษ์ผู้ฉลาดรอบรุ้

            ปลาหมึกบอกว่า “ความสุขเกิดได้จากการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น” ถ้าปลาสายรุ้งแบ่งเกล็ดอันสวยงามให้กับปลาตัวอื่นๆ แล้ว ปลาสายรุ้งจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง

            ปลาสายรุ้งไม่แน่ใจในตอนแรก แต่เมื่อเขาพบปลาสีดำตัวเล็กๆ อีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะแบ่งเกล็ดอันแวววาวให้กับมัน

            เมื่อปลาสีดำตัวเล็ก รับเกล็ดสีสวยงามไป มันก็ดีใจมากและเกล็ดนั้นก็สะท้อนแสงระยิบระยับอยู่บนตัวมัน ปลาสายรุ้งเห็นแล้วก็รู้สึกมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            จากนั้น ปลาสายรุ้งก็เริ่มแบ่งเกล็ดสวงงามของเขาให้กับปลาตัวอื่นๆ แล้วปลาทั่วท้องทะเลก็มีความสุขร่วมกัน

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความสุขเกิดจากการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น”

            เรียบเรียงจากนิทานสวิตเซอร์แลนด์ เรื่อง ปลาสายรุ้ง Rainbow Fish แต่งโดย Marcus Pfister 1998

อาทร  จันทวิมล

LG Subscribe จับมือมูลนิธิกระจกเงาแปลงโฉมบ้านให้ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว

LG Subscribe จับมือมูลนิธิกระจกเงาแปลงโฉมบ้านให้ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว

LG Subscribe จับมือมูลนิธิกระจกเงาแปลงโฉมบ้านให้ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

LG Subscribe จับมือโครงการอาสามาเยี่ยม มูลนิธิกระจกเงา ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มอบเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจากแอลจีและบริการดูแลจากช่างผู้เชี่ยวชาญ รวมมูลค่ากว่า 750,000 บาท ผ่านแคมเปญแปลงโฉมบ้านจุดประกายชีวิตใหม่

ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญครบรอบ 1 ปี บริการ LG Subscribe ในประเทศไทย โดยมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการมอบบริการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าจากช่างผู้เชี่ยวชาญ และการรับประกันการใช้งานที่ยาวนาน เพื่อมอบการเปลี่ยนแปลงที่เปี่ยมความหมายให้กับครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวเหล่านี้ ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของแอลจีในการส่งมอบนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่าตามสโลแกน Life’s Good

ซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของ LG Subscribe ในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เราจึงร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา ผ่านโครงการอาสามาเยี่ยม เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งเน้นกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งมักเผชิญกับภาระและความท้าทาย ด้วยแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความต้องการเฉพาะของแต่ละครัวเรือน โครงการฯ จึงได้ดำเนินการสำรวจและจัดสรรเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ตรงกับความจำเป็นและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญโครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เรายังสนับสนุนครอบคลุมไปถึงบริการดูแลและบำรุงรักษาโดยช่างผู้เชี่ยวชาญและการรับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระยะยาว ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ยังสร้างความอุ่นใจในการใช้งาน และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น ความริเริ่มครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแอลจีในการสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่า ตามสโลแกน ‘Life’s Good’ อย่างแท้จริง”

ลัดดา ปัญญาวิชา ผู้จัดการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า “จากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานของทีมงานโครงการอาสามาเยี่ยมของมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งมีภารกิจในการเข้าถึง เยียวยา และส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่กลุ่มเปราะบาง เราพบว่ายังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องการการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยและการดำรงชีวิตอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่แอลจีให้ความสำคัญและเข้ามาสนับสนุนในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนของมูลนิธิกระจกเงา เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับแอลจีเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือที่ตรงจุดไปยังผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง การสนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูงพร้อมบริการดูแลจากช่างผู้เชี่ยวชาญของแอลจีจึงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนนี้จะนำมาซึ่งความเบาใจและเป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเขาก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง”

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง LG Subscribe และโครงการอาสามาเยี่ยม มูลนิธิกระจกเงาในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงการมอบผลิตภัณฑ์ แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งมอบแพ็คเกจดูแลครบวงจรสำหรับครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งรวมถึงบริการหลังการขายและการรับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยาวนานถึง 5 ปี การสนับสนุนเชิงลึกนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเปลี่ยนบ้านหลังเดิมให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น  สร้างความอุ่นใจในระยะยาว อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้นได้

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LG Subscribe ได้ที่ https://www.lg.com/th/subscribe/ หรือติดต่อศูนย์ข้อมูล แอลจีที่ 02-057-5757 และสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ LG Global และอินสตาแกรม lg_thailand

คุณแหน : 30 มกราคม 2569

คุณแหน : 30 มกราคม 2569

คุณแหน : 30 มกราคม 2569

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล “สตมวาร” (100 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  วันที่ 31 ม.ค.17.00 น. และ วันที่ 1 ก.พ.เวลา 10.00 น..…
  • พลเอกสวัสดิ์  ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วยกรรมาธิการวิสามัญ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ เดินทางไปศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านปางขอน จ.เชียงราย โดยมี  รุจติศักดิ์  รังษี รอง ผวจ.เชียงราย และ ทรงพล โพนทา ต้อนรับ..
  • พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน พร้อมด้วย สาริสา ม่วงจีน ประธานชมรมภริยาทัพเรือภาคที่ 3 เป็นประธานจัดกิจกรรม Young “รักษ์” ทะเล ณ ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 จังหวัดพังงา โดยมี พลเรือตรี พงษ์มิตร ณรงค์กูล รวมทั้งผู้นำชุมชน และ ชมรมภริยาทัพเรือภาคที่ 3 ร่วมด้วย..
  • ไม่เจอกันนาน ชาว Digital CEO#1 จัดสังสรรค์รับปีใหม่ โดยมี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, เกศรา มัญชุศรี, รศ.ดร.ชนินทร์ ทินโชติ, ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส, ทรงพล พลรัฐ, พลวศุตม์ มหาเอี่ยมศิริ, จามรี เกษตระกูล, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, จักร โกศัลยวัตร, ดร.ชัยทัต แซ่ตั้ง, สุนทร ทองมี, กรรณิการ์ เทววิชชุลดา ร่วมด้วยงานนี้ วีระนงค์ ฉ่ำทรัพย์, อารยา ยมนา , พีระเดช นพทีปกังวาล  เป็นแม่งาน..
  • รศ.ดร.พรชัย จูลเมตต์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ จัดโครงการ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” โดยมี พลเอกบุญสิน พาดกลาง เป็นวิทยากร ถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่แนวหน้า พร้อมสะท้อนมุมมองด้านความมั่นคงของประเทศ และบทบาทของทุกภาคส่วนในการร่วมกันรักษาอธิปไตยของชาติ งานนี้มีผู้เข้าร่วม 1,400 คน..
  • อาณัติ จันดี พร้อมเพื่อนๆ DJS#3 ไปร่วมงาน Block Mountain 2026 มหกรรมบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ณ วี คอมมูนิตี้ จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.นที เทพโภชน์ ให้การต้อนรับ งานนี้ บุญทวี ดวงนิราช, เศรษฐา เอี่ยมชูนาม, กฤษกร เตกิตติพงษ์, เรือโทภัทธวุฒิ กนกวรรณากร, สถาพร ลิมป์ปัทมปาณี, ฉัตรเทพ  อินทมาส, วิชัย เพ็ญศักดิ์สงวน, จิรวัฒน์-อรุชิดา เด่นแดนโดม, อัศวเมธี เหล่าวิริยภาพกุล, อนุธิดา ดีขัน, แก้วใจ มโนวิไลกุล, พชร แก้ววิเศษ, ดร.อรุณ ศิริจานุสรณ์, ธนภัทร นิลวัชรมณี, กันตพัฒน์ วงษ์ประเสริฐ, สิริพร ธีรปกรณ์ ไม่พลาด..
  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธาน กก.ฯ เปิดงาน “Roadshow การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ 69” เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ  8 ก.พ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  กำหนดจัดงาน 30 ม.ค. เวลา 15.30 – 17.30 น. ณ Lido Connect กรุงเทพฯ ..

น้องใหม่

ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์

ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์

ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.51 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยได้เผยแพร่วิดีโอสั้น 2 เรื่อง เพื่อเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก แม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ พร้อมชวนสังคมตระหนักว่า ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ชีวิตและอนาคตของเด็กทุกคน

วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี  อายุ 21 ปี เยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปในปี 2566 จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน จิรวรรณได้เข้าร่วม แคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟในปี 2567 เพื่อร่วมถ่ายทอดผลกระทบของฝุ่นพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน  

“สำหรับเรา ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของสุขภาพ อนาคต และโลกที่เราจะอยู่ร่วมกัน” จิรวรรณ กล่าว

วิดีโออธิบายให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ แทรกซึมลึกเข้าสู่ปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเดินทางไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ รวมถึงสมองที่กำลังพัฒนา โดยเด็กคือกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กเรียนรู้การคิด การจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ และการทำความเข้าใจโลก เมื่อฝุ่นพิษขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย อนุภาคเหล่านี้สามารถไปถึงสมองและขัดขวางพัฒนาการ ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และการพัฒนา และอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต

ความเสี่ยงนี้อาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเด็กจะลืมตาดูโลก เมื่อแม่ตั้งครรภ์หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย ฝุ่นพิษสามารถส่งต่อไปถึงทารกในครรภ์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเสียชีวิตในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เผชิญปัญหาด้านการเรียนรู้ และมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากรายงาน Over the Tipping Point report ของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยราว 13.6 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงกับฝุ่น PM2.5 ขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลก (the State of Global Air) ชี้ว่า มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 700,000 คนต่อปี หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กเล็กทั่วโลก

ยูนิเซฟแนะนำให้ผู้ใหญ่ช่วยกันลดความเสี่ยงของเด็กจากฝุ่นพิษ เช่น หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และให้เด็กได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกัน

จิรวรรณกล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้ผลกระทบของ PM2.5 มีให้เห็นชัดเจน เราเลยอยากเป็นอีกเสียงที่บอกว่า PM2.5 ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด อยากเห็นรัฐบาล บริษัทขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และช่วยปกป้องพวกเราทุกคนจากอากาศที่เป็นพิษ” 

ผู้สนใจสามารถชมวิดีโอ: ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อพัฒนาการทางสมองและสุขภาพของเด็ก:  https://youtu.be/hWOjfViv7-w

และ ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อแม่และทารกในครรภ์:  https://youtu.be/eKw5ZOl9OLY

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เบิกฤกษ์ตรุษจีนปีมะเมีย จัดพิธีอัญเชิญ–ปลุกเสก ‘เทพเจ้ากวนอู’ ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสาน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เบิกฤกษ์ตรุษจีนปีมะเมีย จัดพิธีอัญเชิญ–ปลุกเสก 'เทพเจ้ากวนอู' ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสาน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เบิกฤกษ์ตรุษจีนปีมะเมีย จัดพิธีอัญเชิญ–ปลุกเสก ‘เทพเจ้ากวนอู’ ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เตรียมเปิดเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียอย่างเป็นทางการ ด้วยการจัดพิธีอัญเชิญและปลุกเสกองค์เทพเจ้ากวนอู ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะอย่างใกล้ชิดภายในงาน “THE MALL LIFESTORE JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026”ระหว่างวันที่ 12 – 22 ก.พ. 2569  ณ M Lifestyle Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน พร้อมกิจกรรมอื่นๆอย่างอลังการ

การจัดพิธี ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสาน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2279 และมีอายุยาวนานกว่า 290 ปี สะท้อนถึงความตั้งใจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการยึดโยงพิธีกรรมกับรากฐาทางประวัติศาสตร์และความเชื่ออย่างแท้จริง โดยตามหลักโหราศาสตร์จีน ปีมะเมียเป็นปีแห่งพลัง การเคลื่อนไหวและความรวดเร็ว เทพเจ้ากวนอู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และชัยชนะ จึงถือเป็นเทพมงคลสำคัญของปี ช่วยเสริมบารมีด้านการงาน การค้า และการเจรจาธุรกิจ โดยเฉพาะในปีที่ต้องอาศัยทั้งพลัง ความเด็ดขาด และความถูกต้อง

นำพิธีโดย อ.คฑา ชินบัญชร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน เป็นผู้นำประกอบพิธีตามขนบธรรมเนียมโบราณเพื่อความถูกต้องและความเป็นสิริมงคลสูงสุด พร้อมด้วย คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด และคณะผู้บริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เข้าร่วมพิธี

อ.คฑา ผู้นำพิธีในครั้งนี้ จึงให้คำแนะนำว่า “ในปีมะเมีย หรือปีที่ต้องการพลังของธาตุไฟ ความรวดเร็ว การสักการะเทพเจ้ากวนอู (ขี่ม้าเส็กเธาว์) ช่วยให้เรา “คุมพลังงาน” นี้ให้ไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง  และสำหรับผู้ที่เกิด ปีชวด (ชงโดยตรง) หรือ ปีมะเมีย (คัก – ปีตัวเอง) ท่านจะช่วยปัดเป่าอุปสรรค เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ที่สำคัญในปีที่เศรษฐกิจหมุนไวเหมือนม้า การมี “บารมี” และ  “ความซื่อสัตย์” แบบเทพเจ้ากวนอู จะช่วยให้เจรจาธุรกิจสำเร็จและได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่”

ภายในงานยังได้รวบรวมเมนูมงคลจากร้านดัง อาทิ

  • ร้านเอี่ยวไถ่ ร้านสุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่มีน้ำจิ้มสูตรเด็ด โดดเด่นที่น้ำจิ้มสูตรผสมเต้าหู้ยี้และเต้าเจี้ยว และการหมักหมู ไก่ เนื้อ ด้วยเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใคร คงกรรมวิธีเดิมแม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน ทำให้อยู่มาถึง 60 ปี โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์จากเชฟ และสูตรต้นตำรับความอร่อย อาทิ ผัดโหงวก๊วย รวมธัญพืชมงคล 5 ชนิด กรอบหวานเค็ม สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ,ไก่แช่เหล้า เนื้อนุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นเหล้าจีนละมุน ๆ, จับฉ่าย เมนูเสริมโชคลาภ หอมหวานจากผักนานาชนิด
  • ร้าน Four Seasons Chinese Restaurant ร้านอาหารจีนเลื่องชื่อระดับโลกจากกรุงลอนดอน เป็ดย่างโฟร์ซีซั่น เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำซอสราดสูตรลับเฉพาะระดับตำนาน รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ดูแลคุณภาพโดยชาวเชฟชาวฮ่องกงผู้มากประสบการณ์ อาทิ เป็ดย่างโฟร์ซีซั่น เมนูซิกเนเจอร์ ย่างสไตล์ฮ่องกง พิถีพิถันทุกขั้นตอน พร้อมน้ำราดเป็ดสูตรเฉพาะ ,ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว  เนื้อปลานุ่มชุ่มฉ่ำ นึ่งสุกกำลังดีราดด้วยซีอิ๊ว, หมี่ซั่วผัดแห้งรวมมิตร หมี่ซั่วเส้นเล็ก ๆ เหนียวนุ่ม รสชาติกลมกล่อมเข้าเนื้อเข้าเส้น,ปอเปี๊ยะทอด ปอเปี๊ยะแป้งกรอบ สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง
  •  Hua Seng Hong ร้านอาหารจีนระดับตำนานที่มีอายุกว่า 70 ปี ขึ้นชื่อเรื่องเมนูอาหารจีนแต้จิ๋ว  หูฉลามน้ำแดง กระเพาะปลาเนื้อปู เป็ดปักกิ่ง และซีฟู้ด เช่น ปูผัดผงกะหรี่ โดยมีเมนูอาหารให้เลือกมากกว่า 200 รายการ นอกจากนี้ยังจำหน่ายติ่มซำ ซาลาเปา ขนมจีบ ทั้งรูปแบบภัตตาคารหรู และร้านอาหารจานด่วน เน้นรสชาติแบบดั้งเดิมที่ผสมผสานความนิยมของคนไทยและคนจีนอาทิ กะเพาะปลา เนื้อปูน้ำแดง เนื้อปูแน่นเต็มคำ หอมกรุ่นน้ำซุปเข้มข้น ,ขาหมูพะโล้ ,ต้มถั่ว  สไตล์ฮ่องกง เสริมความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง, กุ้งอบวุ้นเส้น : กุ้งเนื้อหวานแน่น อบกับวุ้นเส้นเหนียวนุ่มหอมเครื่องเทศ, บัวลอยงาดำเสิร์ฟในน้ำขิง ขนมหวานสูตรต้นตำรับหอมหวานลงตัวแบบจีนแท้ๆ
  • ชุดไหว้มงคลจาก Gourmet Market อาทิ ชุดไหว้มั่งมีเจริญโชค, ชุดไหว้ส้มมหาโชคทวีคูณ, ชุดไหว้สมบูรณ์พูนสุข, ชุดไหว้ราบรื่นสมหวัง และชุดไหว้ซาแซมหาเฮง รวมไปถึงพิธีปลุกเสกองค์เทพเจ้ากวนอู กว่า 500 องค์ เพื่อมอบให้กับลูกค้าเดอะมอลล์ที่ช้อปในช่วงตรุษจีนนี้

          นอกจากนี้ ในวันที่ 12 ก.พ. 69 ยังจัดให้มีการฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ที่เดอะมอลล์   ไลฟ์สโตร์ บางแค ในคอนเซ็ปต์ ‘มะเมียทะยานไกล ม้าไฟมหาเฮงสุดยิ่งใหญ่’ กับการแสดงสุดตระการตาจาก เติ้ล มติมันท์ – เฟิร์สวัน  วรรณกร นักแสดงชื่อดังจากมินิซีรีส์บอยเลิฟ พร้อมช้อปสนุก คุ้มครบทั้ง กิน ช้อป ไหว้ เที่ยว กับแคมเปญ THE MALL LIFESTORE JOY LUCK LOVE CHINESE NEW YEAR 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 4 มีนาคม 2569  ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, เดอะมอลล์ โคราช, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE MALL GROUP และ http://www.themalllifestore.com

#เดอะมอลล์กรุ๊ป #TheMallGroup #เทศกาลตรุษจีน #มะเมียทะยานไกลม้าไฟมหาเฮง #JoyLuckLoveChineseNewYear2026 #อ.คฑาชินบัญชร #ไหว้เทพเจ้ากวนอู

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และะพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร  เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

ในปีพุทธศักราช 2568 มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ทั้งสิ้น 47 ราย จาก 17 ประเทศ ผลปรากฏว่ามีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2568 สาขาการแพทย์ ได้แก่ นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง (Dr. Terry Dean King, M.D.) จากสหรัฐอเมริกา  และสาขาการสาธารณสุขได้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์ (Professor Doctor  Walter C. Willett, M.D., MPH., Dr.P.H.) จากสหรัฐอเมริกา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฉายภาพหมู่แก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจําปี 2568 พร้อมด้วยคู่สมรส ภาพจากซ้าย แนนซี่ ซูซาน แบทสัน คิง, ดิน่า ดี. บราวน์โลว์, ศ.นพ.อภิชาต อัศวมงคลกุล, นพ.เทอร์รี ดีน คิง, ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ปธ.กก.รางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ และศ.คลินิก นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดาลฯ  ณ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ พระบรมมหาราชวัง

ในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2568 แก่ผู้ได้รับรางวัลเป็นท่านที่ 99 และ 100 ในวันนี้ นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงให้เห็นว่า การเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกกว้างขวางมากขึ้นโดยลำดับ สมกับที่ทุกคนทุกฝ่ายตั้งใจดำเนินการ อย่างเต็มกำลังความสามารถตลอดมา

เหรียญรางวัลและประกาศนียบัตร รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ในการดูแลรักษาผู้ป่วยนั้น ต้องอาศัยการศึกษา ค้นคว้าวิจัยอย่างลึกซึ้งและครอบคลุม เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในการรักษาโรค และการค้นพบเหตุปัจจัยของโรค อันจะทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ดังเช่นผลงานของนายแพทย์เทอร์รี ดีน คิง ที่ได้ศึกษาพยาธิสภาพและพยาธิสรีรวิทยา ของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แล้วสร้างนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ โดยส่งอุปกรณ์รูปร่มขนาดเล็กไปตามสายสวนหลอดเลือดดำ เพื่อปิดรูรั่วของหัวใจแทนการผ่าตัด

และผลงานของศาสตราจารย์ นายแพทย์วอลเตอร์ ชี.วิลเล็ตต์ ที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพและโรคเรื้อรัง ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานได้ ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิต ผลงานของทั้งสองท่าน มีคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติอย่างสูงยิ่ง ทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พัฒนาความก้าวหน้าขององค์ความรู้ทางการแพทย์และการสาธารณสุข อำนวยประโยชน์แก่การดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของชาวโลกเป็นอเนกประการ

นพ.เทอร์รี ดีน คิง เฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี พ.ศ. 2568

จึงขอแสดงความชื่นชมยินดีกับทั้งสองท่าน ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 และขอให้ท่านมีกำลังกายกำลังใจ ที่จะปฏิบัติงานสร้างสรรค์ความดี ความเจริญให้แก่โลกของเราสืบไป ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมในพิธีนี้ ประสบความสุข ความสำเร็จ และความเจริญสวัสดีจงทุกเมื่อทั่วกัน”

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ เฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี พ.ศ. 2568

นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ ผู้บุกเบิกนวัตกรรมปิดรูรั่วผนังหัวใจผ่ายสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เผยความรู้ว่า รู้สึกตื่นเต้นและปลาบปลื้มใจที่ได้รับรางวัลนี้ นวัตกรรมร่มปิดรูรั่ว King Mills Cardiac Umbella เป็นอุปกรณ์รูปทรงคล้ายร่มขนาดเล็ก เพื่อใช้รักษา​โรคผนังหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect) เนื่องจากพบกว่ามีผู้ป่วยเด็ก 6 ใน 1,000 คนป่วยด้วยโรคดังกล่าว จึงคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมา ซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์การผ่าตัดที่ต้องเปิดทรวงอกและหยุดการเต้นของหัวใจ มาเป็นการใช้ สายสวนหลอดเลือดดำไปปิดรูรั่วแทน จากที่คนไข้ต้องใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาล 6 – 10 วันในโรงพยาบาล แต่ด้วยนวัตกรรมนี้ ทำให้ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องค้างที่โรงพยาบาลเลยก็ได้ เริ่มแรกการรักษาด้วยวิธีการนี้ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เมื่อผลการรักษาออกมาได้ดี จึงทำให้การรักษาด้วยวิธีนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้มีผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่อยากจะบอกไปยังแพทย์หรือนักค้นคว้าวิจัยรุ่นใหม่ๆ คือ การคิดนอกกรอบ มีใจที่เปิดกว้าง พร้อมตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เราจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์  ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการสาธารณสุข ผู้ค้นพบอันตรายของไขมันทรานส์ และความสัมพันธ์ระหว่าโภชนาการกับโรคเรื้อรัง กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ และเมื่อได้ทราบว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เคยศึกษาที่โรงเรียนสาธารณสุขของฮาร์วาร์ด (Harvard School Of Public Health) เช่นกัน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจที่มีความเชื่อมโยงกัน การค้นพบเรื่องไขมันทรานส์ (Trans Fat) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลอดเลือดและหัวใจ จนนำไปสู่การที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายประเทศทั่วโลกประกาศห้ามใช้ไขมันชนิดนี้ ซึ่งคาดว่าช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้กว่า 250,000 รายต่อปี ทั้งนี้ไขมันมีทั้งไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี ซึ่งไขมันที่ไม่ดีคือ ไขมันทรานส์ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกรับประทานสิ่งที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น การรับประทานธัญพืช หรือทานข้าวกล้องแทนข้าวขัดขาวซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย มีดัชนีน้ำตาลสูง เป็นสาเหตุความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจศึกษาด้านการสาธารณสุขไม่มองข้ามปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ Climate Change ที่จะมีผลกระทบต่อสาธารณสุขในอนาคต”

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ  1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปีตลอดมา  แต่ละรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล, ประกาศนียบัตร  และเงินรางวัล  100,000  เหรียญสหรัฐ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปฎิสันถาร กับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568

ศ.นพ.วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์-ดิน่า ดี. บราวน์โลว์ และ นพ.เทอร์รี ดีน คิง-แนนซี่ ซูซาน แบทสัน คิง ถ่ายภาพร่วมกัน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ทรงเป็นประธานในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้ได้รับรางวัลและคู่สมรส

ศ.นพ.วอลเตอร์  ซี. วิลเล็ตต์  ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการสาธารณสุข กล่าวความรู้สึกที่ได้รับรางวัล

นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 สาขาการแพทย์ กล่าวความรู้สึกที่ได้รับรางวัล

กิตติพงษ์ ขันติรักษ์ รอง กก.ผอ.ใหญ่  บมจ.อสมท, ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ปภัชยา-ฐาปน ศิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และ พล.ร.ต.จตุพล โฉมทองดี

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, รพ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มธ., ศ.พญ.ชนิกา –ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา  อธิการบดี ม.มหิดล

ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายกรัฐมนตรี

เด่นดวง – ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

อดีตอธิการบดี ม.มหิดล ศ.เกียรติคุณ นพ.พรชัย – รศ.ภญ.อรพรรณ มาตังคสมบัติ

รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, วัลลภ อธิคมประภา-พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์

ม.ร.ว.เบญจาภา-ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์

วิวัฒน์ สุทธิพงษ์ชัย-พิไลพรรณ สมบัติศิริ

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ – รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

ในการดูแลรักษาผู้ป่วยนั้น ต้องอาศัยการศึกษา ค้นคว้าวิจัยอย่างลึกซึ้งและครอบคลุม เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในการรักษาโรค และการค้นพบเหตุปัจจัยของโรค อันจะทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ดังเช่นผลงานของนายแพทย์เทอร์รี ดีน คิง ที่ได้ศึกษาพยาธิสภาพและพยาธิสรีรวิทยา ของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แล้วสร้างนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ โดยส่งอุปกรณ์รูปร่มขนาดเล็กไปตามสายสวนหลอดเลือดดำ เพื่อปิดรูรั่วของหัวใจแทนการผ่าตัด

ชฎาทิพ จูตระกูล และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

รอง ผบ.ทร. พล.ร.อ.สุชาติ – กชพรรณ ธรรมพิทักษ์เวช

ต้องฤดี มากบุญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และกิตติพงษ์ ขันติรักษ์ รอง กก.ผอ.ใหญ่  บมจ.อสมท

(ขวา)รศ.ดร.เอมพร รตินธร คณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ รพ.รามาฯ

และผลงานของศาสตราจารย์ นายแพทย์วอลเตอร์ ชี.วิลเล็ตต์ ที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพและโรคเรื้อรัง ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานได้ ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการดำเนินชีวิต ผลงานของทั้งสองท่าน มีคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติอย่างสูงยิ่ง ทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พัฒนาความก้าวหน้าขององค์ความรู้ทางการแพทย์และการสาธารณสุข อำนวยประโยชน์แก่การดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของชาวโลกเป็นอเนกประการ

คณะผู้บริหาร ม.มหิดล ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ รองอธิการบดี, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี, ศ.ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดี, นรา เปาอินทร์ รองอธิการบดี, รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี และ รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล

ธนาคารกสิกรไทย นำโดย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ, ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, เจนนิสา คูวินิชกุล จักรพันธุ์ ณ อยุธยา, ชนม์ชนัมม์ สุนทรศารทูล และ พุธิตา คชินทร

ณัฐณิชาช์  ปะติตัง, นาถลดา จันทร์หิรัญ, ชฏิลดา  อ่วมปราณี, พุทธชาด โพนเมืองหล้า, ศิริภรณ์ ทรัพย์เจริญ, บงกช เทภาสิต, ผาณิต พูนศิริวงศ์,ศ.นพ.ไชยรัตน์ -รศ ร.อ. พญ ปาริชาติ เพิ่มพิกุล และวาจี ไพบูลย์วัฒนชัย

สมพันธ์ จารุมิลินท, ดร.ดร.พญ.วรพรรณ-รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร และแขกผู้มีเกียรติ

อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน

อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน

อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยลว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 2 ของจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเอเชียสำหรับนักเดินทางต่างชาติในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนในด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ในใจนักเดินทางชาวไทย นอกจากนี้ข้อมูลของอโกด้ายังระบุอีกว่า โตเกียว เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่นเดียวกับที่ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนปีนี้

การเดินทางขาเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน นำโดยนักเดินทางจากจีนตามมาด้วยมาเลเซียและเกาหลีใต้ โดยในปีนี้พัทยาได้รับความนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 รองมาจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต แซงหน้าแชมป์เก่าอันดับ 3 ของปีที่แล้วอย่างหาดใหญ่ นักเดินทางจำนวนมากต่างหลั่งไหลมายังกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราชที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงตระการตาตลอดแนว พร้อมชมการเชิดสิงโต เพลิดเพลินกับตลาดนัดกลางคืน และกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลที่วัดมังกรกมลาวาส ส่วนภูเก็ตนั้นยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส นักเดินทางยังสามารถนั่งเรือไปตามเกาะต่าง ๆ เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพัทยาก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่ง ที่นักเดินทางสามารถทั้งสัมผัสความงดงามของขนบธรรมเนียมและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากอโกด้าเผยให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยในปีนี้ โดยเชียงใหม่ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 สลับตำแหน่งกับพัทยาซึ่งครองอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งมีศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอยู่ที่ตลาดวโรรสและตรอกเล่าโจ๊ว นอกจากนี้ นักเดินทางยังสามารถสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองผ่านขบวนพาเหรดมังกรที่เริ่มต้นจากประตูท่าแพ การประกวดนางงาม ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรม ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงได้อีกด้วย

สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซาก้า และไทเป คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยไทเปเป็นเมืองที่ก้าวเข้ามาติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก การที่ไทเปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เชิงวัฒนธรรม โดยนักเดินทางมักไปรวมตัวกันที่วัดหลงซานเพื่อกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคล

ปีมะเมียหรือปีม้านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการผจญภัย ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ  แต่ยังเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการกลับมาพบคนที่รักรวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการออกไปค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยือนสถานที่ที่คุ้นเคย หรือการเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในต่างแดน

อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนเข้าสู่ปีม้าทำให้เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นนักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางมายังประเทศไทย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคนี้ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เหมาะกับการเฉลิมฉลอง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการผสมผสานกลิ่นอายมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้เทศกาลนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในเมืองไทยหรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางไปต่างประเทศ อโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ ทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้เพื่อให้การฉลองปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำตลอดไป”

หากมองถึงเทรนด์ความนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชีย จะพบว่าเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี โตเกียว ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย กรุงเทพฯ, ไทเป, โอซาก้า และ โซล เป็น 5 อันดับแรก ตามมาด้วย ฟุกุโอกะ, กัวลาลัมเปอร์, ซัปโปโร, สิงคโปร์ และ ฮ่องกง เป็น 10 อันดับยอดนิยม

สำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนทริปตรุษจีนสามารถเลือกข้อเสนอที่หลากหลายของอโกด้า ซึ่งครอบคลุมทั้งที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินมากกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมต่าง ๆ อีกกว่า 300,000 รายการ นอกจากนี้ อโกด้ายังจัดโปรโมชัน Mega Sale ระหว่างวันที่ 14-28 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อมอบส่วนลดที่พักสูงสุดถึง 60% พร้อมดีลพิเศษ Flash Sale ลดสูงสุดถึง 70% เฉพาะวันที่ 17 กุมภาพันธ์ รวมถึงข้อเสนอสำหรับเที่ยวบินและกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับสมาชิก Agoda VIP จะได้รับข้อเสนอพิเศษก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 10-13 กุมภาพันธ์ โดยสามารถติดตามข้อเสนอล่าสุดได้ทางแอปพลิเคชัน Agoda หรือที่เว็บไซต์ agoda.com/deals